Blog

  • สส.ภท.4 คน รายงานตัว สส.เขต วันที่ 4 | เข้มข่าวค่ำ | 1 มี.ค. 69

    สส.ภท.4 คน รายงานตัว สส.เขต วันที่ 4 | เข้มข่าวค่ำ | 1 มี.ค. 69

    ขณะที่ วันนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดให้ สส.ที่ได้รับการรับรองจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เข้ามารายงานตัว เป็นวันที่ 4

    #เลือกตั้ง2569 #กกต. #สภาผู้แทนราษฎร #เข้มข่าวค่ำ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/election-2569/212939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZWymMUPsELirZbW5KNbZW

  • “เอกนิติ” ตั้งวอร์รูมรับมือสู้รบตะวันออกกลาง คาดกระทบเศรษฐกิจ 6 ด้าน

    “เอกนิติ” ตั้งวอร์รูมรับมือสู้รบตะวันออกกลาง คาดกระทบเศรษฐกิจ 6 ด้าน

    วันนี้ (1 มี.ค.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงบประมาณ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นหน่วยงานประสานงานหลัก

    ทั้งนี้ ให้วิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงการคลังสรุปผลเบื้องต้น ดังนี้

    1. ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel) กระทรวงการคลังคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวนและปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก

    รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งราคา LNG จะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ แต่อย่างไรก็ตามไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้

    2. ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel) หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือและค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรืออาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก และอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า

    กระทรวงการคลังได้ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

    3. ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว (Tourism Channel) ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล โดยต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น

    4. ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Channel) ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน อาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดยเดือน ม.ค.2569 อยู่ที่ร้อยละ -0.7 (YoY) และกระทรวงการคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 0.3

    5. ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน (Financial Market Channel) ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง อาจเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น สินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทอาจจะมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น

    กระทรวงการคลังได้ประสานงานให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสม สามารถปรับใช้ได้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและเสถียรภาพให้ตลาดการเงินไทย

    6. ผลกระทบด้านแรงงาน (Labour Channel) สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งในด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

    รมว.คลัง ย้ำว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ประกอบกับภาคการคลังยังมีความยืดหยุ่นและมีขีดความสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก โดยไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองรองรับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็ง

    แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจะพิจารณาใช้เครื่องมือเชิงนโยบายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินอย่างเหมาะสม เพื่อดำเนินมาตรการที่จำเป็นได้ทันท่วงที

    อ่านข่าว

    “อรรถพล” สั่งด่วน ระงับการส่งออกน้ำมัน

    “อนุทิน” ย้ำไทยวางตัวเป็นกลาง จ่อถก สมช.ช่วยคนไทยในตะวันออกกลาง

    “พาณิชย์” เกาะติดตะวันออกกลาง ประเมินส่งออก-วางแผนกระจายตลาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/content/502800&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PaZr2_AXvktXNFVRGZVgz

  • เศรษฐกิจผันผวน พันธมิตรแข็งแกร่งคือหัวใจ SC จับมือทุนยักษ์ญี่ปุ่นขยายลงทุนสู่ธุรกิจโรงแรม

    เศรษฐกิจผันผวน พันธมิตรแข็งแกร่งคือหัวใจ SC จับมือทุนยักษ์ญี่ปุ่นขยายลงทุนสู่ธุรกิจโรงแรม

    เศรษฐกิจผันผวน พันธมิตรแข็งแกร่งคือหัวใจ SC จับมือทุนยักษ์ญี่ปุ่นขยายลงทุนสู่ธุรกิจโรงแรม

    ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน วิสัยทัศน์ ของบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พันธมิตรที่แข็งแกร่งคือหัวใจสำคัญ พร้อมผนึกกำลังกระจายความเสี่ยงต่อยอดธุรกิจใหม่ที่หลากหลาย

    SCX Corporation ในเครือ SC Asset เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับ Tokyo Tatemono Thailand พันธมิตรอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ร่วมลงทุนพัฒนาโครงการโรงแรม “โวโค กรุงเทพฯ สยาม” มูลค่าโครงการ 2,200 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพตรงข้ามศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ตอกย้ำความเชื่อมั่นนักลงทุนระดับสากลหลังร่วมทุนด้านคลังสินค้ากันก่อนหน้านี้แล้ว 2 โครงการ

    นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า SCX Corporation บริษัทในเครือที่ดูแลธุรกิจรายได้ประจำ (Recurring Income) ได้ร่วมทุนกับ Tokyo Tatemono Thailand ในเครือ Tokyo Tatemono Co., Ltd. ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจโรงแรม ผ่านโครงการ voco Bangkok Siam มูลค่า 2,200 ล้านบาท ตั้งอยู่ตรงข้าม Siam Discovery นับเป็นโรงแรม voco แห่งที่ 4 ในประเทศไทย ภายใต้เครือ IHG Hotels & Resorts

    “ในภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จอย่างยั่งยืน โดย Tokyo Tatemono เป็นพันธมิตรระดับสากลที่ให้ความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และศักยภาพของ SC มาอย่างต่อเนื่อง การร่วมทุนครั้งนี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือจากธุรกิจที่อยู่อาศัยและคลังสินค้าเพื่อเช่า สู่กลุ่ม Hospitality พร้อมเชื่อมั่นร่วมกันว่าโครงการจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับการร่วมทุนที่ผ่านมา” ณัฐพงศ์ กล่าว

    โรงแรม voco Bangkok Siam สูง 29 ชั้น เป็นโรงแรมในกลุ่ม Upscale Lifestyle ภายใต้แบรนด์ voco ของเครือ IHG Hotels & Resorts ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก ความเป็นตัวเอง และพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เกิดแรงบันดาลใจ ประกอบด้วยห้องพักจำนวน 350 ห้อง พร้อมห้องอาหาร บาร์ ฟิตเนส สระว่ายน้ำบนดาดฟ้าที่สามารถมองเห็นวิวเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ รวมถึงห้องประชุมสำหรับนักธุรกิจ และสามารถเดินทางไปยังสยามพารากอน สยามสแควร์ เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ รวมถึงสถานีรถไฟฟ้า BTS สยาม ได้อย่างสะดวกสบาย โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2572

    ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ และพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น

    ด้าน นายฟุมิโอะ ทะจิมะ ผู้บริหารระดับสูง บริษัท โตเกียว ทาเทโมโนะ จำกัด หรือ Tokyo Tatemono กล่าวว่า Tokyo Tatemono ให้ความสำคัญกับการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมองเห็นศักยภาพของตลาดในระยะยาว ทั้งในด้านการท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาเมือง โดยเฉพาะการร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเข้าใจตลาดและมีแนวคิดการพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกัน

    “การร่วมลงทุนกับ SCX Corporation ในโครงการ voco Bangkok Siam เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร ทั้งด้านความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค การพัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ และวิสัยทัศน์ระยะยาวในการสร้างคุณค่าให้เมืองและผู้ใช้งาน เราเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาโรงแรมในกลุ่ม Upscale Lifestyle และสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ SCX Corporation และตลาด Hospitality ของไทย” นายฟุมิโอะ กล่าว

    ก่อนหน้านี้ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC Asset บริษัทแม่ของ SCX Corporation เพิ่งประกาศร่วมทุนกับ Tokyo Tatemono Thailand เพิ่มเติมในธุรกิจคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวใหม่ในปีนี้ 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 20,000 ล้านบาท

     โวโค กรุงเทพฯ สยาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/652704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32IS5yGOdQ2MGtPN0COpVa

  • ‘สมเด็จธงชัย’ ร่วมทูตจีนปิดการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 | เดลินิวส์

    ‘สมเด็จธงชัย’ ร่วมทูตจีนปิดการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 มี.ค. สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเลและประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิร่มฉัตร ร่วมกับ ฯพณฯ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี ซึ่งจัดการแข่งขันโดย มูลนิธิร่มฉัตร สถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยและสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา

    การแข่งขัน “ภาษาจีน+ทักษะวิชาชีพ” นับเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาไทยให้มีความพร้อมทั้งด้านภาษา ความรู้และทักษะวิชาชีพ เพื่อก้าวสู่ตลาดแรงงาน ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งผู้ชนะเลิศในวันนี้ในระดับ ปวส. ได้แก่ นายเอกภักดิ์ รัตนะ จากวิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษณ์ และในระดับ ปวช. ได้แก่ นางสาววรกมล หมุดเพชร จากวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เหรียญทองและทุนการศึกษาจากสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี

    การแข่งขันในวันนี้มีนักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 807 คน จาก 84 วิทยาลัยอาชีวศึกษาและข้อสอบทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาจีน เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวศึกษาไทย-จีน ให้อยู่ในระดับเดียวกัน

    การแข่งขันครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบูรณาการการเรียนรู้ภาษาจีนเข้ากับทักษะวิชาชีพอย่างเป็นรูปธรรม แสดงให้เห็นถึงแนวคิดการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการปฏิบัติจริงและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นกำลังคนที่มีคุณภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5647964/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WSMyBnZ4Rl9aHoc5cJ4Dr

  • บวท.ยันน่านฟ้าไทยพร้อมรับเหตุตะวันออกกลางระอุ ย้ำผดส.ตรวจสอบก่อนเดินทาง สายการบินยกเลิกเที่ยวบิน เพื่อความปลอดภัย

    บวท.ยันน่านฟ้าไทยพร้อมรับเหตุตะวันออกกลางระอุ ย้ำผดส.ตรวจสอบก่อนเดินทาง สายการบินยกเลิกเที่ยวบิน เพื่อความปลอดภัย

    วันที่ 1 มีนาคม 2569 นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เกิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธตอบโต้กันระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางต้องปิดพื้นที่น่านฝ้า เช่น อิหร่าน อิรัก บาห์เรน กาตาร์ คูเวต ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินผ่านน่านฟ้าภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยสายการบินที่ได้รับผลกระทบได้ยกเลิกเที่ยวบินเข้าออกท่าอากาศยานในภูมิภาคดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการเดินอากาศของประเทศไทยยังคงดำเนินไปได้ เนื่องจากสายการบินได้มีการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวางแผนเส้นทางบินล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ซึ่งวิทยุการบินฯ ยังคงให้บริการสนับสนุนให้การปฏิบัติการบินเป็นไปอย่างราบรื่น

    นายสุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า วิทยุการบินฯ ได้ให้บริการจัดการความคล่องตัวของการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Flow Management : ATFM) เพื่อเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ สำหรับอากาศยานที่ทำการบินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้/เอเชียใต้ ผ่านน่านฟ้าอัฟกานิสถาน สู่ยุโรป/อเมริกาเหนือ โดยใช้ระบบ Bay of Bengal Cooperative Air Traffic Flow Management System (BOBCAT) ซึ่งวิทยุการบินฯ พัฒนาขึ้นเอง ภายใต้แนวปฏิบัติพิเศษรองรับสถานการณ์ที่ยังไม่มีหน่วยงานให้บริการจราจรทางอากาศบนเส้นทางบินในน่านฟ้าอัฟกานิสถาน ตามคำร้องขอจากประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และ สายการบินต่าง ๆ ผ่านที่ประชุมองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เพื่อสนับสนุนการวางแผนเส้นทางบินของสายการบินให้เกิดความปลอดภัยและความคล่องตัว

    ทั้งนี้ วิทยุการบินฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่เที่ยวบินปกติที่บินผ่านพื้นที่ที่มีผลกระทบอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการร้องขอเปลี่ยนแปลงเส้นทางบิน โดยอาจเลือกบินผ่านน่านฟ้าอัฟกานิสถาน และใช้บริการ ATFM ที่วิทยุการบินฯ ให้บริการอยู่โดยใช้ระบบ BOBCAT รวมถึงการขอกลับมาลงสนามบินต้นทาง หรือการขอลงจอดฉุกเฉิน โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยและความต่อเนื่องของการเดินอากาศ

    “วิทยุการบินฯ จะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับรูปแบบการบริหารจัดการความคล่องตัวของการจราจรทางอากาศให้เหมาะสมตามสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านน่านฟ้าระหว่างประเทศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132159&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NtiIjdirGXUURdVkw7U4x

  • พ.ญ.จิรวรรณ อารยะพงษ์  รางวัลมหิดลทยากร ประจำปี 2568

    พ.ญ.จิรวรรณ อารยะพงษ์  รางวัลมหิดลทยากร ประจำปี 2568

    วันอาทิตย์ ที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

    พ.ญ.จิรวรรณ อารยะพงษ์  รางวัลมหิดลทยากร ประจำปี 2568

    แพทย์หญิงจิรวรรณ อารยะพงษ์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช

    รางวัลมหิดลทยากร ประจำปี 2568

    แพทย์หญิงจิรวรรณ อารยะพงษ์ ศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต และได้รับวุฒิบัตรสาขากุมารเวชศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2539 จากนั้นได้พัฒนาความเชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับอนุมัติบัตรผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัวในปี พ.ศ. 2556 และอนุมัติบัตรผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา แขนงสาธารณสุขศาสตร์ จาก แพทยสภา ในปี พ.ศ. 2562

    เส้นทางวิชาชีพของแพทย์หญิงจิรวรรณ เริ่มต้นจากความมุ่งมั่นในฐานะแพทย์รุ่นใหม่ ก่อนก้าวสู่บทบาทผู้บริหารโรงพยาบาลในหลายจังหวัด อาทิ พระนครศรีอยุธยา ตรัง ชลบุรี และสระบุรี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช สังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูงสุดในเขตสุขภาพที่ 11 ควบคู่กับตำแหน่ง Chief Service Officer (CSO) เขตสุขภาพที่ 11

    จากประสบการณ์การบริหารโรงพยาบาลตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงโรงพยาบาลศูนย์ ทำให้ตระหนักว่า “ผู้นำระบบสุขภาพ” ต้องเข้าใจทั้งบุคลากร ระบบงาน และคุณค่าของการทำงานเพื่อส่วนรวม การบริหารโรงพยาบาลจึงมิใช่เพียงการจัดการโครงสร้างหรือทรัพยากร หากแต่คือการดูแลชีวิต ความหวัง และความศรัทธาของประชาชน พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    ตลอดระยะเวลาการทำงาน ได้สร้างผลงานและพัฒนาระบบบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง อาทิ

    •พัฒนางานและระบบการดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,000 กรัม (ตั้งแต่ พ.ศ. 2539) ในโรงพยาบาลเกาะสมุย พัฒนาด้านการเงินการคลัง เป็นผู้ริเริ่มความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลรัฐและเอกชน (โรงพยาบาลกรุงเทพ-สมุย) ในการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองและการใช้เครื่องช่วยหายใจ (พ.ศ. 2554) ปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์เครือข่ายในโรงพยาบาลเกาะสมุยให้ใช้ระบบ OPD-paperless และพัฒนาด้านการวางแผนยุทธศาสตร์ วางแผนกำลังคนและพัฒนาคนในระยะเวลา 5 ปี

    •พัฒนาด้านการเงินการคลังโดยเฉพาะด้านการจัดเก็บรายได้ของทุสิทธิให้ครบถ้วนให้แก่โรงพยาบาลเสนา ทำให้โรงพยาบาลเสนาผ่านการรับรองคุณภาพ HA ครั้งที่ 1

    •พัฒนาระบบงานบริการของโรงพยาบาลตรังเพื่อลดขั้นตอนการทำงาน และเป็นรูปแบบ Digital มากขึ้น จนเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ ปรับปรุงระบบบริการให้มีมาตรฐานการรักษาพยาบาลที่ดี เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยลืมนัดการรักษา ด้วยการลดขั้นตอนนัดหมายจากเดิม 12 ขั้นตอน เหลือเพียง 6 ขั้นตอน

    แพทย์หญิงจิรวรรณ กล่าวว่า นโยบาย Service Plan และการบริหารจัดการในระดับเขตสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข มีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพโรงพยาบาลในแต่ละพื้นที่ให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งพัฒนาไปสู่ “Convenient Hospital” และ “Digital Hospital” ผ่านการใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบ EMR/Paperless การประยุกต์ใช้ AI ในการวินิจฉัย และการใช้ Data Dashboard แบบ Real-time เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการ ลดความแออัด และลดระยะเวลารอคอย

    ท่ามกลางความท้าทายด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และสาธารณภัยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต การสร้างความรู้ให้ประชาชนสามารถดูแลและป้องกันสุขภาพตนเองได้ จะเป็นรากฐานสำคัญของระบบสุขภาพที่ยั่งยืน

    ท้ายนี้ ขอขอบพระคุณ คณะกรรมการ ที่เห็นในคุณค่าการทำงานของศิษย์เก่าที่ทำงานในพื้นที่ต่างจังหวัด และพิจารณาให้ได้รับรางวัลมหิดลทยากร ประจำปี พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ และมีคุณค่ากับศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยมหิดลอย่างยิ่ง ในฐานะศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จะยึดมั่นในอุดมการณ์ของ “การเป็นหมอ” ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานในวิชาชีพนี้อย่างเต็มความสามารถ ให้สมกับความภาคภูมิใจที่ได้เติบโตบนรากฐานของมหาวิทยาลัยมหิดล

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/467733&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mm4i-hRcm3H3Qc0bbIM4x

  • ตะวันออกกลางตึงเครียด! ททท. เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตกค้าง

    ตะวันออกกลางตึงเครียด! ททท. เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตกค้าง

    ททท. เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตกค้าง

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการด้านการบูรณาการข้อมูลข่าวสาร ติดตามความเคลื่อนไหวด้านการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบินอย่างเร่งด่วน

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดที่ส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางปิดน่านฟ้า ททท.สำนักงานต่างประเทศได้ติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดศูนย์ ศตท. เพื่อเป็นกลไกหลักในการรวบรวม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ โดยได้จัดทำการประเมินสถานการณ์ออกเป็น 2 ฉากทัศน์ (Scenario) เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง ครอบคลุมการบริหารจัดการสื่อสาร การดูแลนักท่องเที่ยว และการฟื้นฟูตลาดเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

    จากการติดตามเบื้องต้น พบว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดตะวันออกกลาง โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และกระบี่ ได้รับแจ้งยกเลิกเที่ยวบินจากสายการบินระหว่างประเทศที่มีเส้นทางบินไปยังหรือเชื่อมต่อผ่านภูมิภาคตะวันออกกลาง รวม 59 เที่ยวบิน อาทิ สายการบิน Emirates, Qatar Airways, Etihad Airways, Gulf Air, Kuwait Airways, Air Arabia, Fly Dubai, El Al, Arkia Israeli และ Saudi Arabian Airlines ส่งผลให้การเดินทางเข้า–ออกภูมิภาคดังกล่าวหยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดตะวันออกกลางอยู่ในช่วงเทศกาลถือศีลอด (รอมฎอน) ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่การเดินทางชะลอตัวอยู่แล้ว

    ตะวันออกกลางตึงเครียด! ททท. เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตกค้าง ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ในส่วนของการดูแลนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ ททท. ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับท่าอากาศยาน สายการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ตั้งจุดอำนวยความสะดวก จัดเตรียมน้ำดื่ม และเปิดพื้นที่พักคอยชั่วคราว ขณะที่สายการบินได้จัดหาที่พักสำรองให้แก่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ ทำให้จำนวนผู้โดยสารตกค้างภายในสนามบินมีไม่มากนัก สำหรับท่าอากาศยานอื่น ๆ ททท. ได้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ดูแลและอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ททท. ได้สั่งการให้ด้านตลาดในประเทศประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกพื้นที่ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้าง พร้อมทั้งเตรียมแผนกระตุ้นตลาดภายในประเทศและตลาดศักยภาพอื่น ๆ เพื่อรองรับและทดแทนตลาดที่ได้รับผลกระทบ โดยทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย ททท. จะเร่งดำเนินมาตรการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเดินหน้าดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับเข้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นระบบ

    ทั้งนี้ ททท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง และสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์แก่ผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวและบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมในภาวะวิกฤตครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1223325&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oFCDgT2DCfWGUywtiuQ0o

  • ททท.เปิดศูนย์ติดตามท่องเที่ยวภาวะวิกฤติ สงครามตะวันออกกลาง | เดลินิวส์

    ททท.เปิดศูนย์ติดตามท่องเที่ยวภาวะวิกฤติ สงครามตะวันออกกลาง | เดลินิวส์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤติ (ศตท.) ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤติจะเป็นศูนย์ปฏิบัติการด้านการบูรณาการข้อมูลข่าวสาร ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวด้านการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารที่ตกค้างจากการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินที่เดินทางไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ขยายความรุนแรงและส่งผลต่อการปิดน่านฟ้าของพื้นที่หลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น ททท.สำนักงานต่างประเทศได้ติดตามสถานการณ์และรายงานถึงผลกระทบในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    โดยล่าสุด ททท. ได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) เพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติการด้านการบูรณาการข้อมูลข่าวสาร ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวด้านการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ รวบรวมข้อมูลและประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตะวันออกกลาง บริหารจัดการสื่อสาร และฟื้นฟูตลาดการท่องเที่ยวจากเหตุการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น

    ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ในเบื้องต้น พบว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงกับตลาดตะวันออกกลาง โดย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานกระบี่ ได้รับการแจ้งยกเลิกเที่ยวบินจากสายการบินระหว่างประเทศของตะวันออกกลาง

    และสายการบินที่มีเส้นทางบินไปยังประเทศในตะวันออกกลาง หรือมีจุดเชื่อมต่อเครื่องในตะวันออกกลาง อาทิ สายการบิน Emirates, Qatar Airways, Etihad Airways, Gulf Air, Kuwait Airways, Air Arabia, Fly Dubai, El Al, Arkia Israeli และ Saudi Arabian Airlines รวมจำนวน 59 เที่ยวบิน ส่งผลให้การเดินทางเข้าและออกภูมิภาคตะวันออกกลางหยุดชะงักลง

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดตะวันออกกลางอยู่ในช่วงเทศกาลถือศีลอด (รอมฎอน) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการชะลอตัวของการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางอยู่แล้ว

    ขณะที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ ยุโรปและอเมริกา ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การบินระหว่างประเทศ ททท. ได้เร่งประสานพันธมิตรในพื้นที่ เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    สำหรับสถานการณ์การยกเลิกเที่ยวบินที่ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารที่ตกค้างในประเทศไทย ททท.ได้เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์การเดินทางและมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรองรับและดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ โดยทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้เพิ่มเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกผู้โดยสาร ตั้งจุดคอยให้บริการและอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งจัดหาน้ำดื่มและเปิดจุดพักพิงชั่วคราวให้กับผู้โดยสาร

    ขณะที่ทางสายการบินได้มีการจัดหาที่พักสำรองให้กับผู้โดยสารส่วนใหญ่ ทำให้จำนวนผู้โดยสารตกค้างในสนามบินมีจำนวนไม่มากนัก ทั้งนี้สำหรับในพื้นที่ท่าอากาศยานอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบิน ททท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมถึงกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5647892/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Vui1yXoeQKqYXVFk6jwVh

  • ‘ปลัดท่องเที่ยวฯ’ คุมเข้มรับมือวิกฤต ‘ตะวันออกกลาง’ กำชับดูแลนักท่องเที่ยว 24 ชม. ย้ำไทยยังปลอดภัย

    ‘ปลัดท่องเที่ยวฯ’ คุมเข้มรับมือวิกฤต ‘ตะวันออกกลาง’ กำชับดูแลนักท่องเที่ยว 24 ชม. ย้ำไทยยังปลอดภัย

    ‘นันทรียา’ สั่งติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง อิสราเอล–อิหร่าน อย่างใกล้ชิด แม้ยังไม่กระทบท่องเที่ยวไทยโดยตรง สั่งการ 6 มาตรการเชิงรุก ประสานตำรวจท่องเที่ยว–ทอท.–ททท.–ศูนย์ TAC เตรียมดูแลผู้โดยสารตกค้าง เปิดสายด่วนช่วยเหลือตลอด 24 ชม.ย้ำความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ

    1 มี.ค.2569-น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากกรณีความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบินในบางเส้นทาง โดยเฉพาะเที่ยวบินที่เชื่อมต่อผ่านภูมิภาคดังกล่าว ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย แต่กระทรวงก็ต้องมีความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างจากเที่ยวบินยกเลิก เบื้องต้น ได้กำชับให้ 1.หน่วยงานในสังกัดบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อาทิ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างจากเหตุเที่ยวบินยกเลิก โดยจัดพื้นที่พักคอย สิ่งอำนวยความสะดวก และประสานเที่ยวบินใหม่ตามมาตรฐานสากล

    2.ให้กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ร่วมกันบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ที่อาจมีข้อกังวล โดยกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ประจำท่าอากาศยานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 3.ให้มีการติดตามสถานการณ์และตรวจสอบข้อมูลเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ ทั้งกรณียกเลิกเที่ยวบินและการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ (Extra Flight) เพื่อแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาแก่นักท่องเที่ยว ลดความสับสนและป้องกันการตกค้างเพิ่มเติม

    4.จัดกำลังเจ้าหน้าที่ TAC ประจำท่าอากาศยานหลัก โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ 5.ให้ ททท.เตรียมดูแลจัด packages สำหรับนักท่องเที่ยวที่ตกค้างยังกลับไม่ได้ กับผู้ที่จะมาพำนักในไทยเพื่อหนีภัยสงคราม และ 6.ต้องมีสายด่วนที่พร้อมจะช่วยเหลือ และประสานงานกับนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้  สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตำรวจท่องเที่ยว 1155 ,การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  1672 , ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ โทร : 02 1344077 ได้

    “ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวคือหัวใจของเรา ซึ่งต้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ เราติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน ประเมินความเสี่ยงเชิงลึก และบูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อยกระดับมาตรการดูแลอย่างเข้มข้น รอบคอบ และเป็นรูปธรรม เราต้องไม่ให้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์กระทบความเชื่อมั่นของผู้มาเยือน ประเทศไทยจะยังคงเป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัย ที่ดูแลทุกคนด้วยความรับผิดชอบ” น.ส.นัทรียา กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/955926/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00TPv74I5_daCHBEGoMYqU

  • คลังตั้งวอร์รูมรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ชี้ไทยแกร่งพร้อมสู้

    คลังตั้งวอร์รูมรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ชี้ไทยแกร่งพร้อมสู้

    คลังตั้งวอร์รูมรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ชี้ไทยแกร่งพร้อมสู้

    รมว.คลัง สั่งตั้ง Economic War Room ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด หวั่นกระทบราคาน้ำมันและการท่องเที่ยว แต่ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง มีมาตรการรับมือทันท่วงที

    วันที่ 1 มีนาคม 2569 กระทรวงการคลังได้จัดตั้ง ศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หรือ Economic War Room ตามข้อสั่งการของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง โดยดึงหน่วยงานสำคัญทางเศรษฐกิจระดับประเทศมาร่วมวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับไทยอย่างใกล้ชิด

    สำหรับผลกระทบด้านพลังงานคาดว่า ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG อาจผันผวนและสูงขึ้นหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลถึงค่าไฟของประชาชน อย่างไรก็ตาม ฐานะการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันยังคงแข็งแกร่ง และสามารถช่วยพยุงราคาน้ำมันในประเทศเพื่อลดภาระให้ประชาชนได้

    ในส่วนของการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน ความเสี่ยงในการเดินเรืออาจทำให้ค่าระวางและเบี้ยประกันภัยสูงขึ้น รวมถึงใช้เวลาขนส่งนานขึ้น ซึ่งจะกระทบต้นทุนของผู้ส่งออกและนำเข้า เบื้องต้นได้มอบหมายให้สถาบันการเงินของรัฐเตรียมมาตรการดูแลสภาพคล่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบให้ภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่องแล้ว

    ด้านการท่องเที่ยว การปิดน่านฟ้าและความตึงเครียดทำให้สายการบินต้องปรับเส้นทางหรือยกเลิกเที่ยวบิน ส่งผลให้มีผู้โดยสารตกค้าง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนระหว่างประเทศและต้นทุนค่าตั๋วที่แพงขึ้น อาจทำให้นักท่องเที่ยวในเส้นทางระยะไกลขาดความเชื่อมั่นในการเดินทางมายังประเทศไทยได้

    ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ แม้ราคาพลังงานที่ผันผวนจะกดดันต้นทุนสินค้า แต่หากสถานการณ์จบลงเร็ว ผลกระทบต่อราคาสินค้าในประเทศก็จะมีจำกัด ประกอบกับเงินเฟ้อของไทยในเดือนมกราคม 2569 ยังอยู่ในระดับต่ำที่ติดลบร้อยละ 0.7 และกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าค่าเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ร้อยละ 0.3 เท่านั้น

    ด้านตลาดทุนนักลงทุนอาจเลี่ยงความเสี่ยงไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินดอลลาร์หรือทองคำ ทำให้เงินทุนอาจไหลออกจากตลาดเกิดใหม่และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งกระทรวงการคลังได้ประสาน ก.ล.ต. และ ตลท. ให้เตรียมเครื่องมือดูแลเสถียรภาพเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดการเงินไทยไว้แล้ว

    สำหรับแรงงานไทยในตะวันออกกลางกว่า 110,000 คน กระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมพร้อมให้การคุ้มครองอย่างใกล้ชิด ท้ายนี้ รมว.คลัง ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ เงินสำรองสูง หนี้สาธารณะต่ำ และระบบธนาคารมั่นคง พร้อมรับมือความผันผวน และจะออกมาตรการดูแลอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/738725&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oSmgMSdhQ8MVmh3Mnql2O