Blog

  • แห้วสุพรรณ GI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 183 ล้านบาทต่อปี

    แห้วสุพรรณ GI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 183 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีแม่บ้าน อสม. แปรรูปแห้ว ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อติดตามการผลิตสินค้า GI “แห้วสุพรรณ” ซึ่งขึ้นทะเบียนตั้งแต่ปี 2559 ครบ 10 ปีในปี 2569 พร้อมหารือแนวทางพัฒนาคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์ และการขยายช่องทางจำหน่าย โดยมีผู้บริหารจาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจ Makro และ Lotus’s เข้าร่วม

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดสุพรรณบุรีมีผู้ผลิตแห้วสุพรรณ 169 ราย ผลผลิตรวมกว่า 5.2 ล้านกิโลกรัมต่อปี จำหน่ายในตลาดค้าส่งสำคัญ เช่น ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดศรีเมือง และตลาดโคราช ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 80–100 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.14 – 1.43 เท่า จากราคาก่อนขึ้นทะเบียน GI ที่ประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัม สร้างมูลค่าทางการตลาดรวมประมาณ 183 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ พื้นที่ปลูกเพิ่มเป็นประมาณ 3,000 ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3–4 ตันต่อไร่ และมีผู้ผลิตที่ขึ้นทะเบียน GI ประมาณ 43 ราย

    “การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อติดตามผล หลังแห้วสุพรรณ ได้รับ GI ครบ 10 ปี และหารือผู้ประกอบการเรื่องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ รวมถึงการขยายตลาดเข้าสู่ห้างค้าปลีก”

    กรมฯ ยังเน้นให้ผู้ประกอบการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพและระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยผู้ผลิตที่ผ่านการประเมินจะได้รับอนุญาตใช้ตรา GI ไทยคราวละ 2 ปี และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพ เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การตลาดออนไลน์ งานแสดงสินค้า และการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน นอกจากนี้ยังมีการหารือโอกาสส่งออก โดยมีผู้นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาให้ความสนใจแห้วสดและแห้วปอกเพื่อนำไปใช้ประกอบอาหาร ขณะที่กรมฯ เตรียมผลักดันสินค้า GI ไปเจรจาธุรกิจในต่างประเทศ เริ่มจากตลาดเอเชีย

    ทั้งนี้ กรมฯ ยังได้แนะนำผู้ประกอบการเรื่องการสร้างแบรนด์ การจดเครื่องหมายการค้าในและต่างประเทศ และการใช้จุดเด่นด้านโภชนาการของแห้ว เช่น ใยอาหารสูง และผลิตภัณฑ์แป้งแห้วที่ไม่มีกลูเตน เพื่อขยายตลาดกลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพในระยะยาว

    ด้าน จ่าสิบเอกอนันต์ ดอกกุหลาบ ประธานวิสาหกิจชุมชนวังยางเจริญ ระบุว่า การได้รับ GI ช่วยเพิ่มการรับรู้สินค้าและยกระดับราคา แต่ยังมีข้อจำกัดด้านแรงงาน และมีแผนนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในอนาคต

    “หลังได้ GI ราคาปรับจากกิโลละประมาณ 70 บาท เป็น 80–90 บาท บางช่วงถึง 95 บาทต่อกิโลกรัม พื้นที่ปลูกประมาณ 3,000 ไร่ แต่ยังมีปัญหาแรงงานขาดแคลน”

    นอกจากนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังเปิดเผยถึงผลผลิตมะพร้าวน้ำหอม GI ว่า ปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอม GI มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 4 พื้นที่ ได้แก่ บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ราชบุรี สมุทรสงคราม และบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อปีกว่า 5,700 ล้านบาท โดยทั้ง 4 จังหวัด มีเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตประมาณ 16,000 ราย แต่ผู้ที่สามารถผลิตได้ตรงตามข้อกำหนดมาตรฐาน GI และผ่านการรับรองมีประมาณ 450 รายเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตอีกมาก ขณะที่ สัดส่วนการตลาด พบว่า มะพร้าว GI ส่งออกประมาณ 90% ส่วนการบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 8%

    จุดสำคัญของสินค้า GI คือ ความพิเศษที่ได้รับการคุ้มครองชื่อและการใช้ตราสัญลักษณ์ตามกฎหมาย ดังนั้น กระบวนการตั้งแต่การปลูก การผลิต จนถึงการคัดคุณภาพต้องเป็นไปตามสเปกที่กำหนด ซึ่งจากการสอบถามผู้ประกอบการ พบว่า ผู้ที่ได้รับตรา GI ไม่ประสบปัญหาเรื่องราคา เนื่องจากสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม กรมฯ มองว่าการดำเนินงานต่อจากนี้ จำเป็นต้องร่วมมือกับจังหวัดต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรเกี่ยวกับมาตรฐาน GI ให้สามารถผลิตได้ตรงตามเกณฑ์มากขึ้น เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ได้รับการรับรอง ยกระดับมูลค่าสินค้า และขยายโอกาสทางการตลาดในอนาคต โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่ยังมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o2O0OrYi8WmPsxYGY8BsQ

  • อนุทิน เรียกถก สมช.-เอกชน รับมือวิกฤตอิหร่าน-ตะวันออกกลาง

    อนุทิน เรียกถก สมช.-เอกชน รับมือวิกฤตอิหร่าน-ตะวันออกกลาง

    อนุทิน เรียกถก สมช.-เอกชน รับมือวิกฤตอิหร่าน-ตะวันออกกลาง

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียกประชุมด่วนสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันพรุ่งนี้ (2 มี.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ภายหลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งมีแนวโน้มขยายวงกว้างและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ภายหลังการประชุม สมช. นายกรัฐมนตรีจะหารือร่วมกับภาคเอกชน โดยเชิญผู้แทนคณะกรรมการเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย และ สมาคมธนาคารไทย เพื่อร่วมกันวางแนวทางรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านการส่งออก ราคาน้ำมัน และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. นายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยผ่านข้อความระบุว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทวีความรุนแรง ซึ่งแม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่มีประชาชนชาวไทยหลายหมื่นคนพำนักและทำงานอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะในอิหร่านและอิสราเอล

    รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยง โดยได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อเตรียมอากาศยานไปรับคนไทยที่ติดค้างในอิหร่านกลับประเทศเป็นลำดับแรก พร้อมสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่รัฐบาลจะดำเนินมาตรการทุกด้านเพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในระยะฟื้นตัว พร้อมย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินการเพื่อเปลี่ยนวิกฤติในตะวันออกกลางให้เป็นโอกาสของประเทศไทยให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันจะดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ภารกิจช่วยเหลือและดูแลคนไทยในพื้นที่สู้รบสำเร็จลุล่วงอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/738711&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2foTmHZgHwIHGxmwduh0TU

  • คณะครู นักเรียน 3 โรงเรียนในสังกัด สพม.เชียงใหม่ เข้ารับพระราชทานรางวัล

    คณะครู นักเรียน 3 โรงเรียนในสังกัด สพม.เชียงใหม่ เข้ารับพระราชทานรางวัล

    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม โรงเรียนสันติสุข และโรงเรียนแม่แจ่ม ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ เข้ารับพระราชทานรางวัลจากการแข่งขันทักษะวิชาการ ภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในทุรกันดาร ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

    การเข้ารับพระราชทานรางวัลในครั้งนี้ นับเป็นเกียรติยศอันสูงสุดแก่คณะครู นักเรียน และสถานศึกษา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ยกระดับทักษะทางวิชาการ ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนในพื้นที่ทุรกันดารให้มีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม

    ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ตามแนวทางการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ขอแสดงความยินดีและชื่นชมในความสำเร็จของทั้ง 3 โรงเรียน ที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3891395/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31jt-uaH_lvxHNJpG7-OrI

  • อัญชิสา-ทรรศพร ผงาดคว้าแชมป์หญิงคู่ เทนนิสไอทีเอฟ W15 ที่อินเดีย

    อัญชิสา-ทรรศพร ผงาดคว้าแชมป์หญิงคู่ เทนนิสไอทีเอฟ W15 ที่อินเดีย

    “ออมสิน” อัญชิสา ฉันทะ จับคู่ “แต้ว” ทรรศพร นาคหล่อ โชว์ฟอร์มแกร่งหวดชนะคู่แข่ง 2 เซตรวด ผงาดคว้าแชมป์หญิงคู่ศึกเทนนิส W15 คุรุคราม ที่ประเทศอินเดียได้สำเร็จ

    อัญชิสา ฉันทะ และ ทรรศพร นาคหล่อ สองนักหวดสาวไทยโชว์ฟอร์มเยี่ยม ควงคู่คว้าแชมป์ประเภทหญิงคู่ในการแข่งขันเทนนิสอาชีพหญิง ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ W15 คุรุคราม ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 466,000 บาท) ที่เมืองคุรุคราม รัฐหรยาณา ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

    การแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ประเภทหญิงคู่ “ออมสิน” อัญชิสา ฉันทะ (มือคู่ 803 ของโลก) และ “แต้ว” ทรรศพร นาคหล่อ (มือคู่ 502 ของโลก) ซึ่งเป็นคู่มือวางอันดับ 3 ของรายการ ลงสนามพบกับ อารีน่า อารีฟูลิน่า (มือคู่ 704 ของโลก) และ อีฟเจนิย่า เบอร์ดิน่า (มือคู่ 589 ของโลก) คู่มือวางอันดับ 2 ของรายการ

    ผลการแข่งขันปรากฏว่า คู่สาวไทยอาศัยการประสานงานที่ยอดเยี่ยมเอาชนะไปได้ 2 เซตรวดด้วยสกอร์ 6-4 และ 7-6 (ไทเบรก 7-0) โดยใช้เวลาในการแข่งขันเกือบ 2 ชั่วโมง ส่งผลให้ อัญชิสา และ ทรรศพร ผงาดคว้าแชมป์ร่วมกันได้สำเร็จ

    สำหรับการคว้าแชมป์ในครั้งนี้ ทั้งคู่ได้รับเงินรางวัลแบ่งกันรวมทั้งสิ้น 955 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 29,662 บาท) พร้อมคะแนนสะสมอันดับโลกเพิ่มอีกคนละ 15 คะแนน

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/100504/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw231B-9FnqFZC4HOxgEZCRn

  • ผบ.ทบ. เยือนลาว พบผู้นำกองทัพ หารือความมั่นคงทุกมิติ ย้ำความร่วมมือบนพื้นฐานความไว้วางใจ เคารพอธิปไตยระหว่างกัน

    ผบ.ทบ. เยือนลาว พบผู้นำกองทัพ หารือความมั่นคงทุกมิติ ย้ำความร่วมมือบนพื้นฐานความไว้วางใจ เคารพอธิปไตยระหว่างกัน

    ​ลาว, วันที่ 228 ก.พ. – พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 27–28 กุมภาพันธ์ 2569 ตามคำเชิญของกองทัพประชาชนลาว เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ

    ​โดยคณะผู้บัญชาการทหารบกได้เข้าเยี่ยมคำนับและหารือข้อราชการกับ พลตรี วันทอง บุดตะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว (เทียบเท่า ผบ.ทบ.) ย้ำความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ที่มีการร่วมมืออย่างใกล้ชิด ผ่านการเยือน การประชุม และการตรวจพื้นที่ชายแดนร่วมกัน สะท้อนถึงความไว้วางใจที่มีต่อกัน

    ​สำหรับกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา ฝ่ายลาวได้ขอให้ใช้ความอดทนอดกลั้นและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อนำความสงบสุขกลับคืนสู่ภูมิภาค พร้อมยืนยันไม่เข้าข้างฝ่ายใด และต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยและเศรษฐกิจชายแดน พร้อมขอให้ไทยผ่อนปรนมาตรการส่งน้ำมันข้ามแดนไปยังลาว

     ผู้บัญชาการทหารบกยืนยันพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านความมั่นคง การศึกษา การฝึกผสม การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการลาดตระเวนร่วมชายแดน พร้อมเร่งเสนอข้อหารือด้านการค้าชายแดนและการผ่อนปรนมาตรการส่งน้ำมันกับรัฐบาล และทบทวนการปฏิบัติในส่วนที่กองทัพบกรับผิดชอบ  

    ​ทั้งสองฝ่ายยังได้เห็นพ้องยกระดับกลไกประสานงาน แต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก เพิ่มการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และร่วมมือปราบปรามยาเสพติด การลักลอบค้า รวมถึงแก้ปัญหาโดรนล้ำแดน โดยเน้นการประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

    ​ท้ายที่สุด ผู้บัญชาการทหารบกย้ำความพร้อมสนับสนุนทุกประเด็นที่หารือ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างสองกองทัพให้มั่นคงและยั่งยืน พร้อมขอบคุณฝ่ายลาวสำหรับความร่วมมือจริงใจและต่อเนื่อง

    ​จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบกได้เข้าเยี่ยมคำนับและหารือข้อราชการกับ พลโท สายใจ กมมะสิด หัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ (เทียบเท่า ผบ.ทสส.) และรองรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ ซึ่งระบุว่าการติดต่อประสานงานโดยตรงในช่วงสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อน มีความสำคัญต่อการป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน และช่วยรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดน

    ​ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ชายแดน การพัฒนาช่องทางสื่อสารเร่งด่วนระหว่างผู้บังคับหน่วยชายแดน การบริหารจัดการปัญหาการลักลอบข้ามแดน และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงปัญหาโดรนและเครือข่ายออนไลน์ พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือระดับพื้นที่คือกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

    ​อมาคณะได้เข้าเยี่ยมคำนับ พลเอก คำเลียง อุทะไกสอน รัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ สปป.ลาว ซึ่งกล่าวต้อนรับและแสดงความชื่นชมต่อความตั้งใจของฝ่ายไทยในการสานต่อความร่วมมือทางทหาร ทั้งสองฝ่ายได้หารือภาพรวมความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ ทั้งการพัฒนากำลังพล การขยายโอกาสการศึกษาหลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารบก การฝึกผสมและการฝึกร่วมหน่วยขนาดเล็ก ความร่วมมือด้านการแพทย์ทหาร และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตประชาชนตามแนวชายแดน

    ​รัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ สปป.ลาว ย้ำว่า กองทัพทั้งสองประเทศยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่กันมายาวนาน ความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความโปร่งใส และการเคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นหลักประกันความมั่นคงของทั้งสองประเทศ และเป็นแบบอย่างความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน

    ​โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ประจำปี 2569 ให้แก่ พลตรี สมพอน มิดตะพอน เจ้าแขวงพงสาลี ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก เมื่อปี 2547 เป็นศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพ และยังคงรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมรุ่นอย่างใกล้ชิด การมอบรางวัลครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือด้านการศึกษาทางทหารไทย–ลาว ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

    ​จากนั้นคณะได้เดินทางไปวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์นักรบนิรนาม เพื่อสดุดีวีรกรรมของทหารและผู้เสียสละชีวิตเพื่อชาติ อันเป็นการแสดงความเคารพต่อความกล้าหาญ ความเสียสละ และคุณูปการที่มีต่อความมั่นคงของประเทศ ก่อนเข้าหารือกับ นาง ครองขนิษฐ รักษ์เจริญ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว ในประเด็นสำคัญด้านความมั่นคงชายแดน เพื่อให้การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเมือง การทูต และความมั่นคงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดช่องว่างการประสานงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ ตลอดจนยกระดับกลไกความร่วมมือไทย–ลาว ให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และตอบสนองต่อความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/280953&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R9PHKZ0FrbHAjkTLlk90W

  • สัญญาณชัดโพลชี้ไม่อยากให้ ‘กธ.-ปชป.-ปชน.’ ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

    สัญญาณชัดโพลชี้ไม่อยากให้ ‘กธ.-ปชป.-ปชน.’ ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

    1 มี.ค. 2569 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “สี่พรรค ร่วมรัฐบาล ?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคกล้าธรรมในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล
    กับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.35 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 34.05 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 1.60 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคประชาธิปัตย์ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 40.84 ระบุว่า
    ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคประชาชนในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 71.14 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 28.55 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคเพื่อไทยในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 44.81 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/955763/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01AX7wjFgImdvm9dvcawD8

  • ลุยดึง ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ทั่วไทย สร้างพลังคอนเทนต์เพื่อชีวิต เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

    ลุยดึง ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ทั่วไทย สร้างพลังคอนเทนต์เพื่อชีวิต เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

    ดร.พิเชษฐ์ กล่าวว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินจะเข้มแข็งได้ ต้องอาศัยทั้งมาตรฐานการปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ และประชาชนที่มีความรอบรู้ เข้าใจบทบาทของตนเองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะในกรณีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งทุกนาทีที่ไม่ได้รับการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างถูกต้อง โอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การที่ประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้มีอิทธิพลทางความคิดในสังคม ได้รับการฝึกทักษะ CPR และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) จึงเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย

    ลุยดึง 'อินฟลูเอนเซอร์' ทั่วไทย สร้างพลังคอนเทนต์เพื่อชีวิต เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

    ในสังคมที่ข้อมูลเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว การสื่อสารที่ถูกต้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการปฐมพยาบาล การเรียกใช้สายด่วน 1669 หรือสิทธิการเข้าถึงบริการ อาจส่งผลต่อการตัดสินใจในนาทีวิกฤต ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งสร้างวัฒนธรรมการแพทย์ฉุกเฉิน ผ่านการสื่อสารที่ถูกต้องและมีความรับผิดชอบ เลขาธิการ สพฉ. กล่าว

    ภายใต้บันทึกความร่วมมือ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาเนื้อหาด้านการแพทย์ฉุกเฉินที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ถ่ายทอดในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย พร้อมสนับสนุนการอบรมทักษะการสื่อสารแก่บุคลากร และสร้างเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลอย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม

    ลุยดึง 'อินฟลูเอนเซอร์' ทั่วไทย สร้างพลังคอนเทนต์เพื่อชีวิต เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

    ด้านนายก่อพงศักดิ์ ตันติศิริรักษ์ นายกสมาคมการค้าอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ไทย กล่าวว่า บทบาทของอินฟลูเอนเซอร์ในปัจจุบันมีอิทธิพลต่อการรับรู้และพฤติกรรมของประชาชนในวงกว้าง การได้รับองค์ความรู้และทักษะกู้ชีพขั้นพื้นฐานจาก สพฉ. จะช่วยให้เครือข่ายครีเอเตอร์สามารถสื่อสารข้อมูลด้านการแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างในการสร้างสังคมแห่งความรับผิดชอบและจิตอาสา

    เราไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้างคอนเทนต์ แต่เป็นผู้ส่งต่อความรู้และแรงบันดาลใจ การมีทักษะช่วยชีวิตและการเข้าใจระบบการแพทย์ฉุกเฉิน จะทำให้การสื่อสารของเรามีน้ำหนักและคุณค่าเพิ่มขึ้นต่อสังคม” นายกสมาคมฯ กล่าว

    ลุยดึง 'อินฟลูเอนเซอร์' ทั่วไทย สร้างพลังคอนเทนต์เพื่อชีวิต เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

    ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านสาธารณสุขกับภาคการสื่อสารยุคใหม่ เพื่อขยายพลังการรับรู้ สร้างความตระหนัก และเพิ่มโอกาสในการช่วยชีวิตให้กับประชาชนทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้าง “วัฒนธรรมการแพทย์ฉุกเฉิน” ที่เข้มแข็งและยั่งยืนในสังคมไทย

    ลุยดึง 'อินฟลูเอนเซอร์' ทั่วไทย สร้างพลังคอนเทนต์เพื่อชีวิต เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/health/health/862263&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mFstJbJb_T7VI9sVQYwJJ

  • รัฐบาลขยับเร็ว รับมือไฟตะวันออกกลางลุกลาม ห่วงเศรษฐกิจไทย-ความปลอดภัยคนไทย

    รัฐบาลขยับเร็ว รับมือไฟตะวันออกกลางลุกลาม ห่วงเศรษฐกิจไทย-ความปลอดภัยคนไทย

    ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้โพสต์ข้อความแสดงความกังวลว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มขยายวงกว้าง และยากจะหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย แม้ไทยจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้ง แต่ก็มีแรงงานและประชาชนชาวไทยจำนวนมากอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศแถบนี้

    รัฐบาลย้ำว่า “ความปลอดภัยของคนไทย” คือภารกิจอันดับแรก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในอิหร่านและอิสราเอล ขณะนี้ได้ประสานงานใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศและกองทัพอากาศ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการอพยพและจัดหาอากาศยานรับคนไทยกลับประเทศหากสถานการณ์เลวร้ายลง

    ในด้านการทำงานเชิงระบบ กระทรวงการต่างประเทศได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์หรือวอร์รูมขึ้นทันที พร้อมบูรณาการการทำงานกับหลายหน่วยงาน ทั้งด้านความมั่นคง การคลัง แรงงาน สาธารณสุข และการปกครอง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือคนไทยได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    รัฐบาลยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า วิกฤติในตะวันออกกลางย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ยืนยันว่าจะใช้ทุกมาตรการเพื่อลดแรงกระแทกให้ได้มากที่สุด พร้อมเดินหน้าหาทาง “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

    ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังประเมินทิศทางได้ยาก รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และย้ำว่าการดูแลความปลอดภัยของคนไทยและเสถียรภาพของประเทศ จะยังคงเป็นภารกิจหลักในทุกจังหวะของสถานการณ์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GFy9WFhpe0Nmp_K9TaLBI

  • สงครามที่ไร้ผู้ชนะ! ระวังลามเศรษฐกิจโลก แนะรัฐตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ”

    สงครามที่ไร้ผู้ชนะ! ระวังลามเศรษฐกิจโลก แนะรัฐตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ”

    – ที่ผ่านมาอิหร่านยึดถือหลักการ “อดทนเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบมาโดยตลอด แต่เมื่ออิสราเอลยกระดับการโจมตีด้วยการลอบสังหารผู้นำระดับสูงถึงในถิ่นของอิหร่าน ทำให้อิหร่านตกอยู่ในสภาวะจำยอม

     – การนิ่งเฉยถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ อิหร่านจึงต้องเลือกรักษาภาพลักษณ์อำนาจการป้องปราม มากกว่าการรักษาความสงบ เพื่อไม่ให้สูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาพันธมิตรและศัตรู

     – สงครามครั้งนี้จะพิสูจน์ว่า ระบบ Iron Dome หรือ Arrow ของอิสราเอลที่ว่าแน่นหนาที่สุดในโลก / มี “รูรั่ว” และไม่สามารถป้องกันเทคโนโลยีล่าสุดของอิหร่านได้ / โดยจะเป็นการโจมตีเพื่อให้ขีปนาวุธตกถึงเป้าหมายจริง ซึ่งหากทำสำเร็จจะเป็นการยกระดับเพดานความขัดแย้งขึ้นไปอีกขั้น

     – ในมุมของอิสราเอล ภายใต้การนำของ นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู กำลังมองเห็น “โอกาส” ในวิกฤตครั้งนี้ โดยมีเป้าหมายคือการจัดการกับอิหร่านซึ่งถูกมองว่าเป็น “หัวของอสรพิษ” ที่ส่งท่อน้ำเลี้ยงให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และฮามาส ในฉนวนกาซ่า 
           
     – อิสราเอลทราบดีว่า ศักยภาพของตนเพียงชาติเดียวยากที่จะทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้สำเร็จ จึงต้องสร้างสถานการณ์ให้ลุกลาม เพื่อบีบให้สหรัฐฯ ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องกระโดดเข้ามาช่วย เพื่อปิดบัญชีอิหร่านอย่างถาวร

    สหรัฐฯ-ยิว ชิงโจมตีก่อน – ชอบธรรมแค่ไหน? 

    อาจารย์มาโนชญ์ ตั้งข้อสังเกตผ่านแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการใช้ยุทธวิธี “ชิงโจมตีก่อน” ซึ่งในทางกฎหมาย การจะชิงโจมตีก่อนได้ ฝ่ายที่โจมตีต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีภัยคุกคามที่จวนตัวอยู่ตรงหน้า แต่อิสราเอลยังไม่สามารถแสดงหลักฐานให้โลกเห็นชัดเจนว่า อิหร่านกำลังจะกดปุ่มยิงในนาทีนั้น เช่นเดียวกับพฤติกรรมของสหรัฐฯ 

    เศรษฐกิจโลกเขย่าแรง สะเทือนไทยแน่!

    ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจ อาจารย์​มาโนชญ์ มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่สมรภูมิ แต่กำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างผ่านระบบเศรษฐกิจโลก / ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นกระทบเงินในกระเป๋าประชาชนโดยตรง / หากญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ได้รับผลกระทบด้านพลังงานจนเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อสินค้าจากไทยก็จะลดลงตามไปด้วย

    ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอให้รัฐบาลไทยจัดตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ” ที่ไม่ได้ดูแค่เรื่องความมั่นคงทางทหาร แต่ต้องรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรายชั่วโมง เนื่องจากโลกกำลังยืนอยู่บนปากเหวของ “สงครามโลกครั้งที่ 3” ซึ่งการเตรียมพร้อมและความมีสติคือสิ่งสำคัญที่สุด

    สงครามที่ไร้ผู้ชนะ เศรษฐกิจโลกพังลามถึงไทย

    ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ความน่ากังวลของผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะน่าจะร้ายแรงกว่าที่คาดคิด

    สงครามที่ไร้ผู้ชนะ! ระวังลามเศรษฐกิจโลก แนะรัฐตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ”

    อาจารย์ประเมินว่า สงครามครั้งนี้จะไม่มี “ผู้ชนะที่แท้จริง” เพราะความสูญเสียไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่สู้รบ แต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึง “เศรษฐกิจโลก” และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะลามมาถึงประเทศไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงก็คือ ความซับซ้อนของโลกมุสลิม โดยเฉพาะประเทศอาหรับสายกลางที่มีท่าที “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” กล่าวคือ ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของอิสราเอลต่อพลเรือน แต่ก็มีความกังวลลึกๆ ต่อการขยายอิทธิพลของอิหร่านผ่านกลุ่มตัวแทนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มติดอาวุธในหลายพื้นที่ขัดแย้ง 

    เปิดฉาก ไซเบอร์ วอร์ – อิหร่านดึงยิวติดหล่มสงคราม

    ส่วนยุทธวิธีที่ใช้ในการรบรอบนี้ กลยุทธ์ที่ฝ่ายต่างๆ นำมาใช้ ก้าวข้ามขีดจำกัดของอาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดิม โดยหันไปให้ความสำคัญกับ “ข้อมูลเชิงลึก” และการเจาะทะลุระบบความมั่นคงผ่านช่องทางดิจิทัล / การโจมตีผ่านเครื่องมือสื่อสารหรือระบบไซเบอร์ / ซึ่งส่งผลทำลายได้ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน / ขวัญกำลังใจของอีกฝ่าย / และตัดการเชื่อมต่อของเครือข่ายกลุ่มต่อต้าน

    เพราะการโจมตีทางไซเบอร์ในบางครั้ง สร้างความตื่นตระหนกและอัมพาตทางสังคมได้มากกว่าการทิ้งระเบิดในสมรภูมิจริง 

    ความได้เปรียบของสงครามในวันนี้ ไม่ใช่อยู่ที่ใครมีกระสุนมากกว่า แต่อยู่ที่ใครมีข้อมูลที่แม่นยำกว่า และใครสามารถทำลายความมั่นใจในระบบสื่อสารของอีกฝ่ายได้ก่อนกัน

    อาจารย์ศราวุฒิ บอกด้วยว่า แม้ฝ่ายต่อต้านจะถูกโจมตีอย่างหนักจากเทคโนโลยีระดับสูงของอิสราเอล แต่ฝ่ายอิหร่านและผู้สนับสนุนมีความพยายามที่จะรักษา “สงครามระยะยาว” เอาไว้ / เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การชนะในเชิงการทหาร / แต่เป็นการดึงให้อิสราเอล “ติดหล่ม” ใน 2 มิติหลัก คือค่าใช้จ่ายมหาศาลในการทำสงครามต่อเนื่อง และสภาวะหยุดชะงักของภาคธุรกิจ ตลอดจนแรงกดดันจากประชาคมโลกต่อการปฏิบัติการทางทหารที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    อิหร่านไม่ได้เดินเดียวดาย – ขยายอิทธิพลผ่านตัวแทน

    ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง กล่าวกับ “ข่าวข้นคนข่าว” ว่า รากเหง้าของความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น มีอิหร่านวางตัวเป็น “ผู้แสดงหลัก” คือยืนอยู่ตรงข้ามกับมหาอำนาจตะวันตกและพันธมิตรอย่างชัดเจน

    สงครามที่ไร้ผู้ชนะ! ระวังลามเศรษฐกิจโลก แนะรัฐตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ”

    ยุทธศาสตร์ที่อิหร่านใช้คือ “การป้องกันเชิงรุก” โดยไม่ได้จำกัดวงการเคลื่อนไหวอยู่แค่ในพรมแดนตัวเอง แต่ใช้วิธีขยายอิทธิพลผ่านกลุ่มตัวแทน หรือ Proxy ในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาค เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและใช้เป็นกันชนในการเผชิญหน้า ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้อิหร่านมีบทบาทสูงในการกำหนดทิศทางความมั่นคงในตะวันออกกลาง

    โจทย์ใหญ่ “ไทย-อาเซียน” ต้องเผชิญ 

    ในมิติของผลกระทบ อาจารย์จรัญ เห็นว่า สงครามในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ไทยต้องเผชิญ คือ 

     – ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานในประเทศออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

     – โจทย์ยากของรัฐบาลไทยคือการวางตัวอย่างสมดุล ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ

     – การทำความเข้าใจในมิติทางประวัติศาสตร์และศาสนาที่ซับซ้อน เพราะต้องไม่ลืมว่า ในอาเซียนก็มีรัฐอิสลามอยู่หลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน 

    ศ.ดร.จรัญ ให้ทัศนะทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ยั่งยืนจำเป็นต้องก้าวข้ามการมองแค่ “มิติทางทหาร” แต่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจเชิงลึกในด้านประวัติศาสตร์และความละเอียดอ่อนทางศาสนา ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนความขัดแย้งในพื้นที่นี้มาอย่างยาวนาน

    ปีที่ 5 “รัสเซียรบยูเครน” สู่ “สงครามทอนกำลัง” 

    อีกหนึ่งสงครามที่ลืมไม่ได้ และยืดเยื้ออย่างไม่น่าเชื่อ คือ สงครามรัสเซีย กับ ยูเครน 

    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา / นับเป็นวันที่ 1,461 ของสงครามยูเครน และเป็นการเริ่มต้นปีที่ 5 ของสงคราม ประมาณการว่า กองทัพรัสเซียสูญเสียทหารไปแล้วเป็นจำนวน 1,260,500 นาย นับรวมทั้งเสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหาย

    ขณะเดียวกัน คาดว่ายูเครนเองเสียทหารเป็นจำนวนมาก ประมาณกันว่ากองทัพยูเครนในช่วง 4 ปี มีกำลังพลเสียชีวิตราว 55,000 นาย ตามคำสัมภาษณ์ของประธานาธิบดีเซเลนสกี

    อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง วิเคราะห์และประเมิน 4 ปีของสมรภูมิเดือดนี้ว่า สงครามยูเครนเริ่มด้วยการบุกของกองทัพรัสเซีย ที่ประธานาธิบดีปูติน เรียกอย่างสวยหรูว่า “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” (Special Military Operations ) ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 นั้น เดินทางมาครบ 4 ปีเต็ม และเริ่มเดินหน้าสู่ปีที่ 5 อย่างไม่น่าเชื่อ / ใครจะคิดว่าในสถานการณ์การบุกของรัสเซียในวันนั้น กองทัพรัสเซียไม่สามารถทำลายกองทัพยูเครนได้ และทั้งไม่สามารถยึดยูเครนได้ตามแผนยุทธการที่ถูกวาดไว้อย่างสวยหรู 

    กล่าวคือ หลังการบุกและโจมตีเพียงไม่กี่วัน / กองทัพรัสเซียจะเปิดการสวนสนามเพื่อฉลองชัยชนะที่กรุงเคียฟ และบรรดาชาวยูเครนสายนิยมรัสเซีย จะมอบช่อดอกไม้ พร้อมเข้าร่วมการเฉลิมฉลองครั้งนี้อย่างสนุกสนาน
     
    แต่สงครามกลับเกิดอาการ “พลิกทั้งกระดาน” เมื่อกองทัพรัสเซียกลายเป็นเป้านิ่งถูกทำลายลงอย่างไม่คาดคิด แผนการในการยึดเมืองหลวงของยูเครน กลายเป็นความล้มเหลวทั้งทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี จนดูเหมือนความพ่ายแพ้ของรัสเซียอยู่ไม่ไกล
     
    แต่ความพ่ายแพ้ของกองทัพของรัฐมหาอำนาจใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดได้อย่างรวดเร็ว แม้ฝ่ายยูเครนและบรรดารัฐตะวันตกที่ให้การสนับสนุนจะคิดเช่นนั้น เพราะในสงครามที่ต่างฝ่ายต่าง “ยันกันในสนามรบ” ในแบบที่ไม่มีใครมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายอย่างเด็ดขาดนั้น สงครามเปลี่ยนจากการรบอย่างรวดเร็วไปเป็นการรบอย่างเชื่องช้า ต่างฝ่ายต่างทำลายกันไปอย่างที่ไม่อาจเอาชนะคู่สงครามอีกฝ่ายได้  

    รูปแบบของการรบได้กลายสภาพเป็น “สงครามทอนกำลัง” อย่างชัดเจน และความสูญเสียก็พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว 

    หลายคนมองสงครามยูเครนแล้วย้อนกลับมามองสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา และคิดตรงกันว่า ไม่มีใครอยากให้เกิดสภาพยืดเยื้อเช่นนี้ในความสัมพันธ์ของประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน เพราะมีแต่ความสูญเสีย เสียหาย และไม่มีใครชนะอย่างแท้จริง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378974193&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Yjq7f9HfDC6VCmnsGKoc6

  • นายกฯ เรียกถก สมช.- ธนาคาร – หอการค้า ด่วนพรุ่งนี้ หามาตรการรับมือผลกระทบเศรษฐกิจจากภัยสงคราม

    นายกฯ เรียกถก สมช.- ธนาคาร – หอการค้า ด่วนพรุ่งนี้ หามาตรการรับมือผลกระทบเศรษฐกิจจากภัยสงคราม

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง ว่า ตั้งแต่เมื่อคืน ได้รับรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ ได้สั่งการให้เตรียมการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบในช่วงนี้ ขณะเดียวกันได้มีการประสานกับกองทัพอากาศและหารือกับผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อเตรียมพร้อมอากาศยานที่จะใช้รองรับพี่น้องคนไทย โดยเฉพาะที่ประเทศอิหร่าน ว่าจะหาช่องทางให้ประชาชนเดินทางกลับมาได้อย่างไร ซึ่งในตัวอากาศยานไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่การใช้อากาศยานของกองทัพอากาศ อาจจะต้องแวะเติมน้ำมันหลายที่ จึงได้มีการพิจารณาช่องทางอื่น เช่น การเช่าเหมาลำ เพื่อให้สามารถนำประชาชนกลับมาได้เร็วที่สุด ฉะนั้นตอนนี้จะต้องไปเช็กน่านฟ้า เนื่องจากมีการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ ทำให้ต้องมีการอพยพคนไทยไปยังประเทศที่สาม และหาวิธีการรับตัวกลับมา

    ส่วนการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมรับสถานการณ์ในทุกรูปแบบ เพราะอย่างไรก็ได้รับผลกระทบในด้านค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน รวมถึงต้นทุนพลังงานต่างๆ ฉะนั้นต้องหาวิธีให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

    สำหรับตัวเลขคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงแรงงานรายงานว่า มีทั้งในส่วนของอิหร่านและดูไบ รวมกว่า 70,000 คน โดยในส่วนของคนไทยในอิหร่าน มีประมาณ 7,700 คน จึงขอให้ติดตามรายละเอียดจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าเครื่องบินที่จะไปรับคนไทยจะสามารถเดินทางได้เมื่อใด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนสำคัญคือประเทศปลายทาง เนื่องจากเรามีความพร้อมตลอดเวลา ยิ่งใช้เครื่องบินจากกองทัพอากาศไปรับก็ยิ่งมีความพร้อม เพราะได้มีการเตรียมไว้หลายลำ ซึ่งเมื่อวานที่ได้หารือกับผู้บัญชาการทหารอากาศ อยากให้เกิดความสะดวกให้เร็วที่สุด จึงได้มีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม อาจจะใช้โค้ดการบินของรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ต้องเติมน้ำมันและให้บินตรงแทนว่าสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันว่า รัฐบาลไทยจะดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อให้พี่น้องคนไทยเหล่านั้นอยู่ในความปลอดภัยสูงสุด หากประสงค์จะกลับมาเมืองไทย ก็เตรียมพร้อมที่จะไปรับ

    เมื่อถามถึงการประเมินสถานการณ์ว่าจะบานปลายหรือไม่ เพราะมีประเทศมหาอำนาจหนุนหลังอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่เราต้องเตรียมตัว อย่าให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบที่รุนแรง และหากจะมีผลกระทบขอให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด เราต้องเตรียมความพร้อมทุกภาคส่วน

    เมื่อถามว่าอยากบอกอะไรกับคนไทยที่ไม่อยากเดินทางกลับตอนนี้บ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในแต่ละประเทศ ก็จะมีมาตรการที่ดูแลความปลอดภัยประชาชนของเขา รวมถึงกลุ่มคนชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศนั้นๆ จึงขอให้ติดตามและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการและมีสายด่วนตลอดเวลา เพื่อช่วยเหลือคนไทย โดยในวันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 10:00 น. จะมีการเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่ง หรือ สมช. จากนั้นจะมีการประชุมทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเอกชน ธนาคาร หอการค้า ต้องดูแลในเรื่องการค้า การส่งออกและนำเข้า รวมถึงมาตรการตรึงราคา เพื่อไม่เกิดผลกระทบรุนแรงต่อผู้บริโภคในประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/458159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rb16I02GdTPn9DZ8nSNj1