Loading…
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-300&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27A-hIs7TRfmU8Ip2AlbiG

Loading…
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-300&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27A-hIs7TRfmU8Ip2AlbiG


อุบัติเหตุ รถรับส่งนักเรียนชนกัน ที่จังหวัดสุพรรณฯ นักเรียนเจ็บ 25 ราย สภาผู้บริโภคย้ำเร่งยกระดับความปลอดภัย แก้กฎหมาย – ทำฐานข้อมูล – พัฒนาคนขับ
จากกรณีเกิดอุบัติเหตุ รถรับส่งนักเรียนชนกัน ในพื้นที่อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ก่อนเสียหลักไปชนท้ายรถบรรทุก ส่งผลให้มีเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บรวม 25 ราย สภาผู้บริโภคย้ำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนอย่างเป็นระบบ ทั้งการทบทวนและบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด จัดทำฐานข้อมูลรถรับส่งนักเรียนทั่วประเทศ พัฒนาศักยภาพผู้ขับขี่ และกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน เพื่อให้การเดินทางของเด็กเป็นระบบที่ตรวจสอบได้และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ภาพรวมของอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนปี 2569 ถือว่ารุนแรงอย่างต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เพราะปีนี้เกิดเหตุแล้วถึง 10 ครั้ง มีเด็กนักเรียนเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 153 คน ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากความประมาทและพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ ที่สำคัญอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เกิดขึ้นท่ามกลางสถิติอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 สะท้อนว่าความเสี่ยงดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงระบบมากกว่าความผิดพลาดรายบุคคล
ขณะเดียวกัน แม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติรับทราบและกำหนดแนวทางยกระดับความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2566 แต่จนถึงปัจจุบันไม่ปรากฏความคืบหน้าที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อสาธารณะตามมติคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด ขณะที่ยังมีเด็กนักเรียนบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางไปกลับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในทุกวันนี้
ท่ามกลางเหตุที่เกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่คือมติที่มีอยู่จะถูกขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติจริงเมื่อใด คำตอบต่อคำถามดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องเชิงนโยบายเท่านั้น หากเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยในชีวิตของเด็กนักเรียนทั่วประเทศ
“อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ ว่าปัญหานี้จะดำเนินการแก้ไขอย่างไร และใครต้องรับผิดชอบต่อความล่าช้าของนโยบายจนนำไปสู่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก รัฐบาลจะมีมาตรการเรื่องนี้อย่างไรที่จะหยุดเหตุการณ์แบบนี้ เราจะต้องปล่อยให้เด็กนักเรียนบาดเจ็บและเสียชีวิตอีกกี่คน” คงศักดิ์ระบุ
คงศักดิ์ ย้ำว่า สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุแบ่งได้เป็น 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ความประมาทของผู้ขับขี่ ทั้งการขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่ชะลอเมื่อถึงทางแยก หลับใน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร 2) สภาพรถที่ไม่ปลอดภัย รถรับส่งนักเรียนจำนวนไม่น้อยมีอายุการใช้งานสูง หรือถูกดัดแปลงผิดประเภทเพื่อบรรทุกผู้โดยสารเพิ่มขึ้น เช่น การถอดเบาะเพื่อใส่เบาะยาว หรือใช้รถที่ไม่ได้ออกแบบเพื่อโดยสารเด็กโดยตรง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ โครงสร้างที่ไม่แข็งแรงและการขาดอุปกรณ์นิรภัยย่อมเพิ่มความรุนแรงของความเสียหาย
3) การกำกับดูแลที่ขาดประสิทธิภาพ แม้จะมีกฎหมายรองรับ แต่การบังคับใช้ยังไม่ทั่วถึง รถบางส่วนไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือไม่ได้รับการตรวจสภาพ สะท้อนช่องว่างเชิงโครงสร้างในระบบความปลอดภัย และ 4) ประเทศไทยยังขาดระบบฐานข้อมูลกลางที่ชัดเจนเกี่ยวกับรถรับส่งนักเรียน ทั้งจำนวนรถ เส้นทาง ผู้ขับขี่ และพฤติกรรมการขับขี่อย่างต่อเนื่อง ทำให้การกำกับดูแลและการวางนโยบายเชิงรุกเป็นไปได้ยาก และส่งผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกันอุบัติเหตุในระยะยาว
คงศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า สภาผู้บริโภคมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้เกิดระบบรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย ต้องดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การทบทวนระเบียบกฎหมายและการบังคับใช้ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น 2) การพัฒนาระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงและตรวจสอบได้ 3) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ขับขี่ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้กำกับดูแล และ 4) การพัฒนาเครื่องมือและกลไกสนับสนุน เช่น เทคโนโลยีติดตามความปลอดภัย หรือกองทุนเพื่อยกระดับมาตรฐาน
จากการถอดบทเรียนโรงเรียนศูนย์เรียนรู้การจัดการรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย พบว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับแผนงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสำคัญและสนับสนุนอย่างจริงจัง รวมถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรผู้บริโภค หน่วยงานระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะที่นโยบายจากส่วนกลางต้องมีความชัดเจนและกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้ร่วมมือกับผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนา “เกณฑ์ประเมินความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กนักเรียน” เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลทั่วประเทศ โดยมุ่งสร้างมาตรฐานกลางและกลไกกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนมีนาคมนี้
นอกจากนี้ ในช่วงปี 2568 – 2570 สภาผู้บริโภคยังดำเนินโครงการ “ความร่วมมือสานพลังท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทุกคนขึ้นได้” ครอบคลุม 12 พื้นที่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง น่าน สงขลา ภูเก็ต ปัตตานี ขอนแก่น สุรินทร์ ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควรเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทบทวนระบบรถรับส่งนักเรียนทั้งประเทศ เพื่อให้การเดินทางไปโรงเรียนของเด็กไทยเป็นการเดินทางที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง” คงศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้ที่
กาญจนบุรีเดินหน้า 12 รร. ต้นแบบ รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย
อุบัติเหตุ “รถรับส่งนักเรียน” สูญเสียซ้ำซาก ถึงเวลาต้องปฏิรูป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/020369_school-bus_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qPPXQ7rM50dklxpmfPPoc

ฮัลโหลชาวแก๊ง! น้องๆ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่น่ารักทุกคน! เคยรู้สึกไหมว่าเรียนภาษาในห้องอย่างเดียวมันยังไม่จุใจ อยากลองใช้จริง พูดจริง คุยกับเจ้าของภาษาแบบเรียลๆ แต่แอบเขิน ไม่กล้าเริ่ม? วันนี้พี่ๆ มีเคล็ดลับเด็ดๆ มาฝาก รับรองว่าการฝึกภาษากับเพื่อนต่างชาติในรั้ว SPU ของเราจะกลายเป็นเรื่องสนุกและง่ายนิดเดียว!
การเรียนในห้องทำให้เราได้ทฤษฎีแน่นปึ้ก แต่การได้คุยกับเพื่อนต่างชาติคือการเปิดโลกภาคปฏิบัติที่แท้ทรู! มันไม่ใช่แค่การฝึกภาษา แต่มันคือ:
พร้อมแล้วก็มาลุยกันเลย! กับ 5 เคล็ดลับง่ายๆ ที่จะเปลี่ยนคนขี้อายให้กลายเป็นสายเมคเฟรนด์!
ที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เราสนับสนุนให้นักศึกษาได้เรียนรู้และลงมือทำจริง การสร้างมิตรภาพกับเพื่อนต่างชาติก็เป็นหนึ่งในประสบการณ์ล้ำค่าที่หาไม่ได้จากที่ไหน
ไม่ต้องไปไหนไกลเลย! ในรั้ว SPU ของเรานี่แหละคือแหล่งรวมเพื่อนๆ นานาชาติชั้นดี ลองไปส่องตามนี้ดูนะ:
อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมและชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย? ลองเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับ ชีวิตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ของเราดูสิ!
เห็นไหมว่าการฝึกภาษากับเพื่อนต่างชาติใน คณะศิลปศาสตร์ SPU ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลย แค่เปิดใจ พกความมั่นใจไปนิดหน่อย ก็พร้อมสร้างมิตรภาพและพัฒนาทักษะภาษาไปพร้อมๆ กันแล้ว! ลุยเลย!
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/news-activity/20906/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25jp96PQIut0ZNO3q8qmd4

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ลานแถลงข่าว บก.สส.ภ.5 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจากตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และ ป.ป.ส. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 4 ล้านเม็ด หลังสนธิกำลังตั้งด่านสกัดจับได้ที่ด่านตรวจยาเสพติดแม่ทา ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จ.ลำพูน พบพฤติกรรมสุดแสบใช้เยาวชนนั่งรถร่วมขบวนเพื่อสร้างฉากหน้าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว

จากการตรวจสอบพบรถยนต์ต้องสงสัยขับตามกันมาเป็นขบวน 3 คัน ประกอบด้วยรถซูซูกิ สวิฟท์ สีขาว ทะเบียนเชียงราย, รถเก๋งมาสด้า สีดำ ทะเบียนกรุงเทพมหานคร และรถฮอนด้า ซีวิค สีเทา ทะเบียนชลบุรี โดยเจ้าหน้าที่พบยาบ้าทั้งหมดถูกซุกซ่อนอยู่ในรถมาสด้าที่มี นายธีรพร อายุ 26 ปี ชาวชัยภูมิ เป็นคนขับ พร้อมควบคุมตัวผู้ร่วมขบวนการรวม 7 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเยาวชนหญิงอายุเพียง 14 ปี และ 16 ปี ชาวนครราชสีมา ร่วมเดินทางมาในรถนำขบวนด้วย
ผู้ต้องหารับสารภาพว่า รับจ้างจากนายทุนเป็นเงิน 350,000 บาท โดยวางแผนนำเยาวชนร่วมนั่งรถมาด้วยเพื่อให้ดูเหมือนครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนที่มาท่องเที่ยว จ.เชียงราย เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ โดยใช้รถคันที่มีเยาวชนเป็นรถนำทางคอยเช็กด่านตรวจตลอดเส้นทางเพื่อส่งยาเสพติดไปยังเป้าหมายที่ จ.สระบุรี

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาหนัก พร้อมเตรียมขยายผลเอาผิดถึงตัวการใหญ่ และกำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรถท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการนำเยาวชนมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดกฎหมายเช่นนี้อีก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5650047/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AByK7cSyj758ppMPJrvsi

สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ เมื่อปฏิบัติการร่วมระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ นำไปสู่การถึงแก่อสัญกรรมของ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน ท่ามกลางวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลก
บล.บัวหลวง และ บล.เอเซีย พลัส วิเคราะห์ผลกระทบในมิติต่าง ๆ และแนวโน้มที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
ปฏิกิริยาตลาดระยะสั้น ความหวังบนความเปราะบาง
แม้เหตุการณ์จะดูรุนแรง แต่ในระยะสั้นตลาดการเงินเริ่มสะท้อนโหมด “คลายกังวล” ออกมาบางส่วน หลังมี “ความหวังในการลดความตึงเครียด” จากสัญญาณการเปลี่ยนผ่านผู้นำใหม่ของอิหร่านและความเป็นไปได้ในการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยมีสัญญาณที่น่าสนใจ ดังนี้
ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม
ในสภาวะเช่นนี้ ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม
กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี อาทิ PTT, PTTEP, TOP, BCP, IVL, PTTGC และ IRPC มีโอกาสปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่อาจมีช่วงพักฐานจึงไม่ควรไล่ราคาจนเกินไป
กลุ่มที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง
โอกาสของตลาดหุ้นไทย หากสถานการณ์จำกัดวงอยู่เพียงในภูมิภาค ตลาดหุ้นไทยอาจกลายเป็น “Safe Haven ในเชิงเปรียบเทียบ” จากการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากตะวันออกกลาง
ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ปัจจัยที่ตลาดอาจมองข้าม
บล.บัวหลวง เตือนว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความขัดแย้งจะยุติลงโดยเร็ว เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจของอิหร่าน
กลยุทธ์การลงทุน
ตามสถิติทางประวัติศาสตร์ สงครามลักษณะนี้มักจะเข้าสู่ช่วง Peak ของความรุนแรงภายใน 4-6 สัปดาห์แรก ซึ่งจะเป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงสุด
ดังนั้น กลยุทธ์ อย่าตื่นตระหนก (Panic) แต่ห้ามประมาท ยังไม่ควรเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) เต็มพอร์ต
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดจากปฏิบัติการ Operation Epic Fury ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความผันผวนในตลาดทุนโลก โดยเฉพาะการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังสินทรัพย์เสี่ยงและภาพรวมของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย
วิกฤตพลังงานและการตอบสนองของราคาน้ำมันดิบ
ผลจากการเปิดฉาก Operation Epic Fury ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทันทีถึง 8% ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ปรากฏการณ์นี้กระตุ้นให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างรวดเร็ว นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดใน 3 ประเด็นหลัก คือ การปิดน่านฟ้า, การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดระบุว่าน่านฟ้าส่วนใหญ่ยังคงเปิดตามปกติแม้จะมีการบินอ้อมพื้นที่อิหร่าน และเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีการขนส่งสินค้าและน้ำมันอยู่ตามปกติ
เปรียบเทียบเชิงสถิติ Midnight Hammer vs. Epic Fury
หากพิจารณาจากพฤติกรรมราคาในอดีตผ่านเหตุการณ์ Operation Midnight Hammer เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า พบว่า ราคาน้ำมัน WTI เคยพุ่งขึ้นจาก 63.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปแตะ 78.4 ดอลลาร์/บาร์เรล (บวกประมาณ 15 ดอลลาร์) ก่อนจะย่อตัวลงเมื่อภารกิจสิ้นสุด
สำหรับ Operation Epic Fury ในปัจจุบัน ราคาน้ำมัน WTI ขยับขึ้นมาจาก 62.5 ดอลลาร์/บาร์เรล สู่ระดับ 72.2 ดอลลาร์/บาร์เรล (บวกประมาณ 10 ดอลลาร์) คาดการณ์ว่าเมื่อภารกิจจบลง ราคาอาจมีการย่อตัวลงในระยะสั้นก่อนจะค่อย ๆ ไต่ระดับกลับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของปีที่แล้วอีกครั้ง
โอกาสและความเสี่ยงในรายกลุ่มอุตสาหกรรม
แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะดูรุนแรง แต่ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมคาดว่าอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากไทยอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ขัดแย้งและมีสัดส่วนการค้ากับอิหร่านค่อนข้างน้อย นอกจากนี้ โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยกว่า 1 ใน 3 ยังอิงกับราคาภาคโภคภัณฑ์ (Commodity) ซึ่งได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
จากการวิเคราะห์สามารถแบ่งกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 2 ด้าน
กลุ่มที่ได้รับประโยชน์
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/738753&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VlNMMtPWqexkcVOmEdCEm


สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ได้วิเคราะห์สถานการณ์อิสราเอลสหรัฐ ระดมโจมตี อิหร่าน ระบุว่า
• สถานการณ์ในขณะนี้ถือเป็น Negative Supply Shock อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน ซึ่งแม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตแต่อาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที สิ่งนี้จะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้นผ่านราคาค่าขนส่งค่าน้ำเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า
• สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง (เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์)ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมักเดินทางมาไทยเพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้ แม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ความไม่สงบระดับโลกอาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี
• ด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศ จากแรงงานไทยกว่า 77,000 คน ในพื้นที่เสี่ยง หากต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลงและเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
• ด้านบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
#สงครามตะวันออกกลาง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159649&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2geWxsDxfp0dMjhDIzbqjb

สนามการเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตกเป็นจำเลยสังคมอย่างหนักจากข้อครหาการจัดการเลือกตั้งที่ขาดความโปร่งใส
หัวใจสำคัญที่เป็น “จุดตาย” ในครั้งนี้คือการปรากฏของบาร์โค้ดบนบัตรสีชมพูและคิวอาร์โค้ดบนบัตรสีเขียว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและอดีต กกต. ต่างออกมายืนยันตรงกันว่า รหัสเหล่านี้สามารถสแกนเพื่อตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นขั้วบัตร จนทราบได้ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนนและเลือกใคร
ถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่การลงคะแนนต้องเป็นความลับอย่างสิ้นเชิง
แรงกระเพื่อมนี้ส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องแบบปูพรมใน 3 ศาลหลัก โดยมี “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นเวทีชี้ขาดสูงสุดตามคำร้องของเพื่อไทย สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง
หากศาลวินิจฉัยว่ากระบวนการเลือกตั้งละเมิดหลักการลงคะแนนลับ ผลลัพธ์เดียวที่อาจเกิดขึ้นคือการประกาศให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “โมฆะ”
ขณะที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้นัดชี้มูลในวันที่ 17 มีนาคมนี้ ซึ่งอาจซ้ำรอยประวัติศาสตร์ กกต. ชุดปี 2549 ที่เคยถูกจำคุกมาแล้ว หากพบว่ามีการปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา 157
นอกจากปมบาร์โค้ดแล้ว กกต. ยังถูกตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดผิดปกติกับกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงกว่า 200 ตำแหน่งก่อนการเลือกตั้ง เพื่อเข้ามานั่งแท่นผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งทั้ง 400 เขต ไปจนถึงกรณีที่โรงพิมพ์ในสังกัดกรมการปกครองเป็นผู้รับหน้าที่พิมพ์บัตรเลือกตั้งเสียเอง
ความพยายามให้หน่วยงานปกครองรายงานผลคะแนนคู่ขนาน ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า “มหาดไทย” อาจเป็นผู้กุมบังเหียนการจัดการเลือกตั้งตัวจริง แทนที่จะเป็นองค์กรอิสระตามกฎหมาย
ความผิดพลาดหน้างานยังปรากฏชัดในการเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อมีการนำข้อมูลผู้สมัครของปี 2566 มาใช้กับการเลือกตั้งปี 2569 จนเกิดความสับสนไปทั่ว
รวมถึงปัญหา “บัตรเขย่ง” ที่คะแนนไม่ตรงกับผู้มาใช้สิทธิ์ แต่แทนที่ กกต. จะน้อมรับการตรวจสอบ กลับมีการแจ้งความดำเนินคดี “ฟ้องปิดปาก” กลุ่มนักวิชาการที่พยายามพิสูจน์ความจริงเรื่องบาร์โค้ด พฤติการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อปกปิดข้อบกพร่องของตนเองมากกว่าการรักษาความยุติธรรม
ท่ามกลางมรสุมฟ้องร้อง กกต. กลับเลือก “เปลี่ยนเกม” ด้วยการเร่งประกาศรับรองผล ส.ส. 396 คนอย่างรวดเร็ว ซึ่งนักกฎหมายมองว่าเป็นการพยายามสร้างข้อเท็จจริงใหม่เพื่อลดแรงกดดันและหนีการตรวจสอบจากศาลปกครองที่กำลังพิจารณาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว
การเร่งรีบครั้งนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเอาตัวรอดท่ามกลางวิกฤตศรัทธาที่กำลังดิ่งเหว และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่หากผลการวินิจฉัยของศาลออกมาในทางลบ
อนาคตของการเลือกตั้งไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคะแนนเสียงในหีบอีกต่อไป แต่อยู่ที่การตีความ “ความลับ” บนแผ่นกระดาษที่มีบาร์โค้ด
หากศาลรัฐธรรมนูญยึดมั่นในบรรทัดฐานสากล กกต. ทั้ง 7 ท่านอาจไม่ได้เพียงแค่พ้นจากตำแหน่ง
แต่การเลือกตั้งทั้งประเทศอาจต้องนับหนึ่งใหม่ ท่ามกลางงบประมาณนับพันล้านที่สูญเสียไปพร้อมกับความเชื่อมั่นของประชาชน
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/738739&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A5aPe47k8FvxG18h5aap2

ปลัดท่องเที่ยวฯ คุย ททท.-สทท.-สมาคมโรงแรม-ภาคบริการที่เกี่ยวข้องด้านท่องเที่ยว จับมือช่วยกันดูแล นทท.ตกค้างในไทยจากเหตุสงคราม
2/03/2569 | 47 |
ปลัดท่องเที่ยวฯ คุย ททท.-สทท.-สมาคมโรงแรม-ภาคบริการที่เกี่ยวข้องด้านท่องเที่ยว จับมือช่วยกันดูแล นทท.ตกค้างในไทยจากเหตุสงคราม
วันที่ 2 มีนาคม ที่สนามบินสุวรรณภูมิ น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สมาคมโรงแรม และสมาคมในสาขาบริการต่างๆ ขอให้ร่วมมือกันในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทยเนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้เที่ยวบินถูกยกเลิก นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งต้องอยู่ในประเทศไทยต่อ ทำให้ต้องมาดูเรื่องค่าใช้จ่ายที่เขาต้องใช้จ่าย เพราะเขาได้เข้ามาท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนหน้านี้ทำให้เงินอาจจะน้อยลง ดังนั้นเราควรเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการดูแล ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จึงประสานผ่านสมาคมโรงแรมไปยังโรงแรมต่างๆที่มีนักท่องเที่ยวตกค้างว่าจะสามารถให้ส่วนลดค่าโรงแรมในราคาที่เขาสามารถจะจ่ายได้ได้หรือไม่ ขณะที่ในภาคบริการต่างๆ ได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวว่าจะสามารถจัด package ให้นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวต่อในราคาพิเศษ ซึ่งได้สั่งการให้ ททท.ในพื้นที่ ร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด รวมไปถึงอาสาสมัครดูแลนักท่องเที่ยวเข้าไปดูแลนักท่องเที่ยวในแต่ละโรงแรมว่ามีความต้องการ หรือขาดเหลืออะไรบ้างที่เราสามารถช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ เราถือว่าตรงนี้คือโอกาสในวิกฤตที่จะสร้างภาพจำที่ดีแก่นักท่องเที่ยวว่า ในยามวิกฤติเราก็ดูแลเขา ให้เชื่อว่าหากเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยจะสามารถอุ่นใจได้ว่าเราจะดูแลนักท่องเที่ยวทุกคนจนกว่าจะกลับบ้านได้ ทั้งนี้หน่วยงานทุกหน่วยงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเดิน เพื่อให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระบบ
น.ส.นัทรียา กล่าวว่า นอกจากนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่วีซ่าจะหมดอายุ หรือคาบเกี่ยว เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่หลักอย่าง ภูเก็ต กระบี่ พังงา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ รวมถึงอาสาสมัคร ต้องเข้าไปสำรวจสอบถามเพื่อให้คำแนะนำ และช่วยเหลือนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ด้วย
ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161995
รูปภาพ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/481443&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ACJ2L6woBw8sf-c5Y4-l0

“สมช. กางแผน 3 ด้านรับมือสถานการณ์ความขัดแย้ง สั่งตำรวจ-หน่วยข่าวกรองคุมเข้มสถานทูตคู่ขัดแย้ง“สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน” และแหล่งท่องเที่ยว พร้อมจับตาไซเบอร์สกัดข่าวบิดเบือน
ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เผยถึงมติ ที่ประชุมสมช.ว่า 1.ได้มอบหมายให้ทางตำรวจและหน่วยงานด้านการข่าว ไปติดตามเฝ้าระวัง สถานที่คู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะ สถานที่เอกอัครราชทูต ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง และเรื่องของกิจกรรมต่างๆ ซึ่งทางตำรวจก็ได้มีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว และมีแผนรองรับที่ชัดเจน 2.ติดตามบุคคลที่เข้าออกประเทศไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่จะนำมาซึ่งความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งตรงนี้จะมีมาตรการในการติดตามเพิ่มเติม และ3.เรื่องสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่มีการบิดเบือนสร้างความแตกแยก สร้างความขัดแย้ง ก็จะมีการติดตามตรวจสอบให้ถูกต้องเหมาะสม รวมถึงมิติทางด้านเศรษฐกิจที่ช่วงบ่ายวันนี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธาน โดยเบื้องต้นได้ให้กระทรวงพลังงานไปประเมินในเรื่องของน้ำมัน พลังงาน และมอบหมายกระทรวงพาณิชย์ ไปดูเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบ ในเรื่องของการส่งออก และเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง
ผู้สื่อข่าวถามว่า นักท่องเที่ยวทั้งอิหร่านและอิสราเอล ที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจะมีการดูแลอย่างไร นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้พวกเขายังใช้ชีวิตปกติอยู่ ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงจะมีการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เราจะ ดูแลความปลอดภัยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติประเทศไหนก็ตาม
เมื่อถามว่าจะมีการป้องกันภัยไซเบอร์อย่างไร เลขาฯสมช. กล่าว ว่า ที่ประชุม ได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานด้านการข่าวและทาง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ไปดำเนินการในเรื่องนี้ ยืนยันว่าเราให้ความสำคัญ เพราะโซเชียลฯ ไปบิดเบือนสร้างความขัดแย้ง ระหว่างกลุ่มคนต่างๆที่มีความเห็นไม่ตรงกัน
เมื่อถามว่า จะมีความเข้มงวด ในสถานที่ท่องเที่ยวใดในประเทศไทยหรือไม่นายฉัตรชัย กล่าวว่า ทางฝ่ายตำรวจได้มีการดำเนินการ ดูแลอย่างเข้มงวด แล้ว ทั้งสถานทูตสหรัฐ สถาทูตอิหร่านและสถานทูตอิสราเอล รวมถึงประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40715&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20ty1IMy0gC1fIMOGrqcZI

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ทีมข่าวเดลินิวส์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ โครงการพัฒนาลำตะคองในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา หรือที่ถูกตั้งชื่อใหม่ว่า “คลองชองเกชอนโคราช” ถูกวางให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมือง ภายใต้แนวคิดปรับปรุงภูมิทัศน์ลำน้ำให้สวยงาม คล้ายต้นแบบคลองฟื้นฟูเมืองของเกาหลีใต้ ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 238 ล้านบาท แบ่งเป็นเฟสแรก 118,739,600 บาท (เตรียมใช้งบเพิ่มในเฟส 2 อีก 120 ล้านบาท) หลังจากชาวบ้านในพื้นที่เขตเทศบาลนครราชสีมาและประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาเห็นอดสงสัยไม่ได้ว่า ก่อสร้างเสร็จแล้วจริงหรือไม่ และสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯหรือไม่ จึงส่งข้อมูลมาให้เดลินิวส์ นำเสนอเรื่องดังกล่าว


จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า โครงการอยู่ภายใต้การกำกับของ กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมาเป็นหน่วยดำเนินการ ครอบคลุมระยะทางรวมประมาณ 2,500 เมตร จากบริเวณหลังโรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำอัษฎางค์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา งานเฟสแรกครอบคลุมระยะทาง 725 เมตร ช่วงโรงเรียนอัสสัมชัญ–วัดสุสาน เริ่มสัญญา 30 ธ.ค.2564 สิ้นสุด 19 ธ.ค.2566 ตามเอกสารถือว่าแล้วเสร็จ แต่สภาพหน้างานที่พบกลับสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่ง (เฟสแรก งบกว่า 118 ล้านบาท) คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นจากชาวบ้าน คือ งบประมาณจำนวนมหาศาล สร้างผลลัพธ์คุ้มค่าหรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นตัวอย่างของการใช้งบที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพตามเป้าหมาย

สำหรับพื้นที่ก่อสร้าง ในปัจจุบันพบว่า เป็น แนวทางเดินคอนกรีตริมตลิ่งมีดินตะกอนสะสมจำนวนมาก หลายจุดแตกร้าว มีวัชพืชขึ้นแทรก โครงสร้างผนังกั้นตลิ่งสูงราว 2 เมตรยังเป็นปูนเปลือย ไม่มีงานสถาปัตยกรรมหรือภูมิทัศน์ตามแบบจำลองที่เคยเผยแพร่ บางช่วงไม่มีราวกันตก ไม่มีทางขึ้นลงเชื่อมต่อชุมชนอย่างเหมาะสม ช่วงฤดูฝน ชาวบ้านบอกว่าจะมีน้ำเอ่อล้นท่วมทางเดิน เมื่อน้ำลดเกิดคราบโคลนและตะไคร่น้ำ ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง ภาพรวมระยะทาง 725 เมตร จึงเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานทยังไม่สะท้อนความเป็น “แหล่งท่องเที่ยว” ผลงานในลักษณะโครงสร้างดิบ ยังไม่เห็นองค์ประกอบสถาปัตยกรรม งานประดับตกแต่ง หรือระบบจัดการน้ำที่ชัดเจน คำถามคือ เหตุใดงบประมาณระดับนี้จึงยังไม่สามารถทำให้โครงการมีความสมบูรณ์ในเฟสแรก

ผู้สื่อข่าวยังได้มีโอกาสพูดคุยสอบถามประชาชนในพื้นที่พบว่า ความคาดหวังกับภาพโมเดลที่นำเสนอ แตกต่างจากสภาพจริงอย่างชัดเจน หลายคนให้คะแนนโครงการเพียง 2–5 เต็ม 10 ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกคือ ความไม่สมดุลระหว่าง “เงินที่ใช้” กับ “ผลลัพธ์ที่ได้” งบ 118 ล้านบาท แต่ได้เพียงทางเดินคอนกรีตและผนังกั้นตลิ่ง ยังไม่มีภูมิทัศน์สวยงาม ไม่มีระบบบำบัดน้ำ ไม่มีมาตรการควบคุมระดับน้ำให้เหมาะสมต่อการท่องเที่ยว ยิ่งพอชาวบ้านทราบข่าวว่าจะมีแผนของบเพิ่มอีก 120 ล้านบาทในเฟส 2 ทำให้ยอดรวมพุ่งแตะ 238 ล้านบาท หลายเสียงจึงตั้งคำถามว่า เฟสแรกยังออกมาหน้าตาเป็นแบบนี้ เหตุใดจึงไม่จัดสรรงบให้ครบวงจรตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้องค์ประกอบที่เหมือนเป็นหัวใจของโครงการพัฒนาลำน้ำคือ “คุณภาพน้ำ” จากการสำรวจพบว่าน้ำลำตะคองในหลายช่วงมีสีคล้ำ มีกลิ่น และมีตะกอนสะสม บางจุดถูกมองว่าใกล้เคียงน้ำเสีย หากยังไม่มีระบบฟื้นฟูคุณภาพน้ำอย่างจริงจัง การพัฒนาเพียงโครงสร้างริมตลิ่งย่อมไม่เพียงพอที่จะสร้างภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งหากระดับน้ำสูง ทางเดินจะถูกน้ำท่วม หากระดับน้ำต่ำ จะเห็นดินโคลนและตะกอนสะสม การจะทำให้พื้นที่นี้ใช้งานได้จริง จำเป็นต้องมีระบบควบคุมระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้นงบประมาณที่ลงไปอาจไม่สามารถสร้างประโยชน์ตามเป้าหมาย


ติดตาม ตอนที่ 2 ได้ใน เดลีโฟกัส (DAILY FOCUS)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5649523/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jfJ5ULkChd5FZk5NZfZ-j