Blog

  • งานบุญผะเหวด จ.ร้อยเอ็ด 2569 จัดวันไหน เช็กตารางกิจกรรม สืบสานมรดกอีสาน

    งานบุญผะเหวด จ.ร้อยเอ็ด 2569 จัดวันไหน เช็กตารางกิจกรรม สืบสานมรดกอีสาน

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2916677&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LLCb6gkyQykQF2TS06e8a

  • หอการค้าไทย วิเคราะห์ 4 แรงกระแทกเศรษฐกิจ ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’

    หอการค้าไทย วิเคราะห์ 4 แรงกระแทกเศรษฐกิจ ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’

    จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดพลังงานและการเงินโลกเกิดความผันผวน ล่าสุด นายกฯ เรียกถกด่วนกับเอกชนทุกหน่วยงาน ขณะที่หอการค้าไทยเตือนแรงกดดันสองชั้น ‘น้ำมันแพง-ค่าระวางพุ่ง’

    วันที่ 2 มี.ค. ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยก่อนการเข้าประชุมว่า สถานการณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

    โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม

    “ท่านนายกรัฐมนตรี ได้เชิญหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานเศรษฐกิจ และภาคเอกชน รวมถึงหอการค้าไทย เข้าหารือเพื่อประเมินผลกระทบในภาพรวม และกำหนดแนวทางรองรับผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจไทยอย่างรอบด้าน ช่วงบ่ายวันที่ 2 มีนาคมนี้”

    ความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นคอขวดพลังงานโลก ถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 14-20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก รวมถึงเป็นเส้นทางสำคัญของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไปยังตลาดเอเชีย

    “หากเกิดข้อจำกัดด้านการเดินเรือ ไม่ว่าจะในลักษณะปิดช่องแคบหรือความเสี่ยง ด้านความปลอดภัยที่ทำให้บริษัทพลังงานและเรือบรรทุกน้ำมันชะลอการขนส่ง จะก่อให้เกิดภาวะตึงตัวของอุปทานพลังงานทันที ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในหลายประเทศ”


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    กระทบผู้นำเข้าตลาดเอเชีย

    ประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นผู้นำเข้าน้ำมันหลักจากเส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะจีนที่พึ่งพาน้ำมันผ่านฮอร์มุซในสัดส่วนสูง หากราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ภูมิภาคเอเชียจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

    สำหรับประเทศไทย ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะสะท้อนผ่านต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ดร.พจน์ ระบุอีกว่า จากการประเมินร่วมกับภาคธุรกิจและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ สถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงปฏิบัติอย่างชัดเจน ดังนี้

    1. ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นทันทีและมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งจะสะท้อนผ่านต้นทุนค่าขนส่งทางเรือ ทางอากาศ และทางบกทั่วโลก ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง

    2. การขนส่งสินค้าไปยังอ่าวเปอร์เซียเผชิญ War Risk Premium ผู้ส่งออกที่มีปลายทางในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียจะเผชิญกับการเรียกเก็บ “ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม” (War Risk Premium) เพิ่มเติมจากสายเรือและบริษัทประกันภัย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวเรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เบื้องต้นทราบมาว่า สูงขึ้นประมาณ 50%

    3. การส่งออกไปตะวันออกกลางอาจชะลอหรือหยุดชั่วคราว ในระยะสั้น สายเรือบางส่วนอาจชะลอการรับจองตู้สินค้าไปยังพื้นที่เสี่ยง หรือปรับตารางเดินเรือใหม่ หากจำเป็นต้องขนส่งจริง ผู้ประกอบการจะต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น และระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น ส่งผลต่อการบริหารสต็อกสินค้าและกระแสเงินสด

    4. การส่งออกไปยุโรปยังเผชิญต้นทุนเพิ่มต่อเนื่อง แม้หลายเส้นทางไปยุโรปรวมถึงสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออก ได้ปรับอ้อมผ่าน ‘แหลมกู๊ดโฮป’ อยู่ก่อนหน้าแล้วจากความตึงเครียดในทะเลแดง

    “แต่หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการเดินเรือเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ส่งผลต่อราคาสินค้าปลายทางและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และสินค้าหากจะต้องปรับอ้อม เพื่อการขนส่งไม่ใช่แค่ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่จะกระทบต่อระยะเวลาการเดินทาง ซึ่งรวมไปกลับแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน โดยกระทบต่อการวางแผนตู้ขนส่งสินค้าไปกลับอีกด้วย”

    หากเกิดสถานการณ์ที่ราคาพลังงานปรับสูงขึ้น พร้อมกับค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน จะเป็นแรงกดดันสองชั้นต่อระบบการค้าโลก และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรเร่งทบทวนสัญญาการขนส่ง เงื่อนไขการประกันภัย และต้นทุนพลังงาน พร้อมเตรียมแผนรองรับหลายสถานการณ์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและลดความเสี่ยงจากความผันผวนในระยะสั้น

    นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อการเดินทางและความเชื่อมั่น โดยสายการบินระหว่างประเทศหลายแห่งได้ ปรับเส้นทางบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าพื้นที่เสี่ยง ไม่ใช่แค่พื้นที่ตะวันออกกลางแต่ยังกระทบไปยังยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออกด้วย ส่งผลให้เวลาเดินทางยาวนานขึ้นและต้นทุนเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจที่มีการติดต่อกับภูมิภาคดังกล่าวควรติดตามประกาศด้านความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูท่องเที่ยวของฝั่งยุโรปด้วยจะทำให้กระทบต่อการเดินทางของทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว

    สำหรับแนวทางของภาครัฐ หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ทั้งรองนายกฯ เอกนิติ และคุณศุภจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับทั้งในมิติพลังงาน การเงิน และการค้า เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

    “วันนี้ ภาคเอกชนคงจะเสนอขอให้ภาครัฐ เร่งมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เช่น มาตราการเสริมสภาพคล่อง SME ของออมสินผ่าน ธนาคารพาณิชย์ Reinvent Thailand”

    รวมถึงการทำงานเป็นทีมของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น นโยบายทางการเงิน และการคลัง รวมถึง การความร่วมมือระหว่าง กระทรวงเศรษฐกิจทั้ง คลัง เกษตร, พาณิชย์ เสริมกับ กระทรวงต่างประเทศที่เน้นการทูตเชิงเศรษฐกิจ ตามที่ได้หารือกับภาคเอกชนก่อนหน้านี้

    ดร.พจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนระดับสูง ภาคธุรกิจควรเน้นการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ

    พร้อมจัดทำแผนรองรับหลายสถานการณ์ (Scenario Planning) และรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้เพียงพอ แม้สถานการณ์จะสร้างความไม่แน่นอน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสในบางภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจมีความต้องการเพิ่มขึ้น

    “หอการค้าไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบเชิงลึกในแต่ละกลุ่มธุรกิจ และเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถบริหารความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน” ดร.พจน์กล่าว

    ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ ไทยมี 3 แหล่งพลังงานสำรอง

    ขณะที่สถานการณ์ด้านพลังงาน กระทรวงพลังงานระบุว่าไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้ 60 วัน อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ก่อนหน้านี้ สำนักงานกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีการหารือแนวทางรองรับกรณีที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซและไม่สามารถรับ LNG จากประเทศกาตาร์ไว้ ดังนี้

    • เพิ่มการจัดหาก๊าซธรรมชาติทางท่อจากอ่าวไทย รวมถึงแหล่ง JDA และเมียนมา โดยเพิ่มการเรียกรับก๊าซ การบริหาร จัดการปริมาณก๊าซส่วนเพิ่มตามความยืดหยุ่นของสัญญา (Swing Gas) ให้เต็มศักยภาพ
    • จัดหา Spot LNG เพิ่ม จาก Supplier โดยขอให้ Shipper ทุกรายไปหารือคู่ค้า LNG เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับเหตุฉุกเฉิน
    • ในกรณีที่ไม่สามารถจัดหา Spot LNG เพิ่มเติมได้เพียงพอ หรือ กรณีที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วย Spot LNG สูงกว่าการผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมัน ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า อาจมีการ พิจารณาสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าด้วยน้ำมัน จึงขอให้ ปตท. ตรวจสอบศักยภาพในการจัดส่งน้ำมันและปริมาณความต้องการน้ำมันของโรงไฟฟ้าที่เป็นคู่สัญญาควบคู่ไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/hormuz-strait-closure-thailand-economy-energy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Io4oVoE3Xgdgkru3smK7B

  • นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประเมินสถานการณ์จำกัดความเสียหาย

    นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประเมินสถานการณ์จำกัดความเสียหาย

    นายกรัฐมนตรี รับเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เรียกประชุมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประเมินสถานการณ์-จำกัดความเสียหาย-บรรเทาความเดือดร้อนประชาชนให้มากที่สุด

    เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 2 มี.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ในการประชุมประเมินผลกระทบสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยปลัดกระทรวง และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง

    นอกจากนี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้าประชุมผ่านระบบประชุมวิดีโอทางไกลด้วย เนื่องจากกำลังปฏิบัติภารกิจเดินทางต่างประเทศ

    จากนั้น นายอนุทิน ได้กล่าวเปิดการประชุมว่า เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบกันอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีการปฏิบัติการทางทหารตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป้าหมายการโจมตีขณะนี้ยังคงเป็นเป้าหมายทางการทหาร และมีการตอบโต้ โดยประเทศอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเริ่มโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซด้วย ในส่วนของประเทศไทยจะต้องมีส่วนที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ไม่มากก็น้อย ในการเรียกประชุมวันนี้ (2 มี.ค. 69) เพื่อเตรียมความพร้อมจำกัดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด

    นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมามีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีหลายเรื่องที่จะช่วยทำให้เกิดความมั่นคง และความมีเสถียรภาพสำหรับประเทศไทยต่อสถานการณ์นี้ โดยในช่วงบ่ายจะมีการต่อยอดในด้านเศรษฐกิจและภาคเอกชน ว่าจะมีมาตรการอย่างไรในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ในด้านการช่วยเหลือพลเมืองไทย ที่อยู่ในประเทศที่มีปัญหาอยู่ตอนนี้ได้มีการดำเนินการแล้วโดยจะให้ความช่วยเหลือในทุกๆรูปแบบ อย่างประชาชนที่อยู่ในประเทศอิหร่านจะเร่งให้ความช่วยเหลือในการนำประชาชนกลับมาสู่ประเทศไทยให้เร็วที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ก่อน ส่วนประเทศอื่นจะมีการประสานงานไปหากมีความประสงค์จะเดินทางกลับก็จะมีมาตรการในการช่วยเหลือต่อไป

    ทั้งนี้ ในการประชุมวันนี้ อยากให้ทุกคนได้ร่วมกันประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ โดยให้คำนึงถึงผลกระทบต่อคนไทยและธุรกิจไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมในด้านราคาพลังงาน การค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน โดยพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะ แนวทางการรับมือที่ชัดเจน และสามารถดำเนินการได้ทันทีเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคเอกชนและประชาชน เพื่อให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างปกติสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2917416&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vycvLFleduH_wa37O7ahr

  • นายกฯ ประชุมหามาตรการรับมือผลกระทบเศรษฐกิจไทย เหตุสู้รบตะวันออกกลาง

    นายกฯ ประชุมหามาตรการรับมือผลกระทบเศรษฐกิจไทย เหตุสู้รบตะวันออกกลาง

    นายกฯ ประชุมฝ่ายเศรษฐกิจ ฟังข้อเสนอรับมือผลกระทบสู้รบในตะวันออกกลาง หวังจำกัดความเสียหายต่อไทยน้อยที่สุด พร้อมหามาตรการรับมือด้านเศรษฐกิจทางตรง-ทางอ้อม ย้ำให้ความสำคัญความปลอดภัยคนไทย-ธุรกิจไทยในพื้นที่

    เ2 มีนาคม 2569 – เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ขณะที่ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ประชุมผ่านระบบวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ เนื่องจากติดภารกิจที่ต่างประเทศ

    นายกฯ กล่าวช่วงต้นการประชุมว่า วันนี้ได้เรียกทุกท่านมาประชุมเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีการปฏิบัติการทางการทหารเมื่อวันที่28 ก.พ.ผ่านมา ในขณะนี้เป้าหมายของการโจมตีก็ยังเป็นเป้าหมายทางการทหารอยู่ โดยประเทศอิหร่านได้ตอบโต้ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเริ่มโจมตีเรือบรรทุกน้ํามันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนไทยคงมีการได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย ตนจึงเรียกประชุมทุกท่านเพื่อเตรียมความพร้อมจํากัดความเสียหาย โดยให้มีผลกระทบต่อประเทศไทยน้อยที่สุด

    นายกฯ กล่าวอีกว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมามีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) และมีมาตรการหลาย ๆ เรื่องที่จะช่วยทําให้เกิดความมั่นคง และความมีเสถียรภาพสําหรับประเทศไทยต่อสถานการณ์นี้มาต่อยอดในการประชุม ในส่วนของเรื่องเศรษฐกิจและภาคเอกชน เราจะมีมาตรการอย่างไรที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และประเทศมากที่สุดเท่าที่จะทําได้

    นายกฯ กล่าวว่า ในเรื่องของการช่วยเหลือพลเมืองไทย ที่อยู่ในประเทศที่มีปัญหาตอนนี้ ได้มีการดําเนินการด้านทูต โดยเราจะให้การช่วยเหลือทุกรูปแบบ ประชาชนไทยที่อยู่ในประเทศอิหร่านก็จะเร่งให้การช่วยเหลือโดยนํากลับสู่ประเทศไทยให้เร็วที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ส่วนประเทศอื่น ๆ จะมีการประสานงานผู้ที่มีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับก็จะมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป

    นายกฯ กล่าวด้วยว่า การประชุมนี้อยากให้ทุกท่านร่วมกันประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ โดยให้ความสําคัญกับผลกระทบของคนไทยและธุรกิจไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ เรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งราคาพลังงาน การค้าการลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว และค่าครองชีพ ตนพร้อมที่จะฟังข้อเสนอแนวทางรับมือที่ชัดเจน และสามารถดําเนินการได้ทันทีเพื่อบรรเทาผลกระทบและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและภาคเอกชนในการดําเนินชีวิตและประกอบธุรกิจต่อไปอย่างเป็นปกติสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/956301/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NN2FrF2wRc07qfXVMeIaD

  • “รัฐบาล” พร้อมรับมือผลกระทบ เศรษฐกิจ จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    “รัฐบาล” พร้อมรับมือผลกระทบ เศรษฐกิจ จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยได้เชิญทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมรับทราบสถานการณ์ และปัญหาที่เกิดขึ้น

    เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหา โดยระบุว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุดังกล่าวในตะวันออกกลาง มีผลกระทบต่อราคาพลังงาน โดยเฉพาะในช่องแคบฮอร์มุซ ในอิหร่าน

    ช่างภาพพีพีทีวี
    “รัฐบาล” พร้อมรับมือผกระทบ เศรษฐกิจ จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    ซึ่งได้ทำให้ราคาพลังงานขึ้นสูงสุดในระยะสั้น ก่อนปรับลงมาเหลือ 5% ซึ่งตลาดน้ำมันมีอุปทานส่วนเกินอยู่แล้ว จึงทำให้ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย แต่กระทรวงพลังงานของไทยได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว โดยเฉพาะการใช้กลไกกองทุนน้ำมัน เพื่อดูแลผลกระทบระยะสั้น และมีน้ำมันสำรองเพียงพอในระยะสั้น 60 วัน สามารถบรรเทาผลกระทบได้ และมีเวลาเพียงพอในการหาแหล่งพลังงานใหม่

    ส่วนช่องทางการค้านั้น นายเอกนิติ เปิดเผยว่า มีผลกระทบทางตรงไม่มาก เพราะการส่งออกไปตะวันออกกลางน้อย และตัวเลขการนำเข้าน้อยเช่นกัน แต่อาจส่งผลกระทบต่อค่าระวางเรือ และค่าพรีเมียม ที่อาจทำให้เกิดผลกระทบด้านการขนส่ง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะไปหารือกับภาคเอกชนต่อไป

    ส่วนผลกระทบด้านการท่องเที่ยวนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า มีไม่มาก เพราะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่มาท่องเที่ยวประเทศไทยมีน้อย แต่อาจเป็นโอกาสระยะยาว ที่สายการบินต่าง ๆ ที่ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลาง อาจได้รับผลกระทบ และเป็นโอกาสให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบินแทน

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงผลกระทบด้านตลาดเงิน และตลาดทุนว่า ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มหาสินทรัพย์ปลอดภัย จึงทำให้มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เช่น ราคาทองคำ แต่ค่าเงินของประเทศไทยมีเสถียรภาพมาก และประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศมาก สามารถรับความเสี่ยงในตลาดเงินและตลาดทุนได้ ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ

    พร้อมกับมองว่าสถานการณ์ดังกล่าว เป็นผลดีช่วยลดแรงกดดันที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นก่อนหน้านี้ เนื่องจากเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าไปในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น เงินดอลลาร์ จึงส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง

    นอกจากนี้ ยืนยันว่า ประเทศไทยจะไม่มีปัญหาเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น แม้ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นก็ตาม เนื่องจากมองว่าเป็นโชคดีของประเทศไทยที่เงินเฟ้อก่อนหน้านี้อยู่ในระดับต่ำ โดยเงินเฟ้อในเดือนมกราคม 2569 ติดลบ ดังนั้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อเสถียรภาพราคา หรือเงินเฟ้อของไทย

    ส่วนผลกระทบด้านแรงงานนั้น นายเอกนิติ ยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงแรงงานจะดูแลต่อไป

    นายเอกนิติ ระบุด้วยว่า รัฐบาลไทยจะคว้าโอกาสจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ที่นักลงทุนอาจย้ายฐานการลงทุน การท่องเที่ยว การแพทย์ โดยประเทศไทยจะต้องคว้าโอกาสในด้านต่าง ๆ และใช้โอกาสที่ประเทศไทยมีความเป็นกลาง เหมาะสมในการคว้าโอกาสในเชิงเศรษฐกิจให้ได้ โดยรัฐบาลจะใช้โอกาสนี้เร่งดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ให้เข้าสู่ไทยมากขึ้น เนื่องจากมองว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพที่นักลงทุนต่างชาติจะสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับอาหาร โดยจะพยายามเร่งรัดโครงการ Thailand Fast Pass เพื่อให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด และเป็นการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

    อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ยืนยันว่าจะสามารถออกมาตรการ รวมทั้งดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้โดยไม่เป็นปัญหา

    ช่างภาพพีพีทีวี
    “รัฐบาล” พร้อมรับมือผกระทบ เศรษฐกิจ จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    ขณะที่ นางศุภจี ศุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลกระทบด้านการค้ากลุ่มประเทศที่มีความขัดแย้งโดยตรงในตะวันออกกลางว่า ยังมีผลกระทบจำกัด เพราะสัดส่วนรายได้จากการนำเข้า-ส่งออกของไทยยังมีไม่มาก ทั้งอิสราเอล และอิหร่าน จึงไม่กระทบมาก แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม เพราะตลาดดังกล่าวมีมูลค่าการค้าเพียง 4-5% แม้ไม่มากแต่มีความสำคัญ รวมถึงการเฝ้าระวังในภูมิภาคอื่น ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการขนส่ง โดยเฉพาะในยุโรป ที่อาจได้รับผลกระทบต่อค่าระวางเรือ และการเดินทางอ้อมที่ต้องเฝ้าระวัง

    ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงมีมาตรการหลัก 6 มาตรการดูแลในช่วงนี้ อาทิ การติดตามบริหารราคาสินค้าบริโภคในประเทศ ไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง เช่น พลังงาน การตั้งศูนย์รับข้อเสนอ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออก แต่มีข้อขัดข้อง สามารถติดต่อได้ที่ 1169 ทั้งปัญหาการบริหารจัดการการขนส่ง หรือปัญหาการประสานงานกับผู้ขนส่งทางเรือ และการบริหารการทำงานร่วมกันอย่างเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ไทยทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบในตะวันออกกลาง ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อมูล และร่วมกันวิเคราะห์ถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น

    ช่างภาพพีพีทีวี
    “รัฐบาล” พร้อมรับมือผกระทบ เศรษฐกิจ จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    ด้าน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำว่า รัฐบาลไทยห่วงใยสถานการณ์ในขณะนี้ เนื่องจากมีผลกระทบต่อความมั่นคง และเศรษฐกิจในภูมิภาคและโลก ซึ่งไทยต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาผ่านสันติวิธี และการทูต ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับการดูแลคนไทยกว่า 100,000 คนในตะวันออกกลาง ซึ่งมีแผนแล้วทั้งการดูแลความปลอดภัย และการช่วยเหลือกลับประเทศ หรืออพยพ โดยเฉพาะที่อิหร่าน เนื่องจากมีการโจมตีรุนแรง ซึ่งสถานทูตได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิด และมีผู้แสดงความจำนงแล้วประมาณ 40 คน แต่การเดินทางยังค่อนข้างลำบาก เพราะต้องใช้ทางบก แต่สถานทูตฯ ก็จะช่วยอำนวยความสะดวก และสำรองที่นั่งเครื่องบินพาณิชย์ให้ หรือหากมีความจำเป็น ก็จะจัดเที่ยวบินพิเศษให้

    ช่างภาพพีพีทีวี
    “รัฐบาล” พร้อมรับมือผกระทบ เศรษฐกิจ จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลางว่า กระทรวงแรงงานมีการตั้งศูนย์เร่งด่วนในการดูแลแรงงานในตะวันออกกลางแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอิสราเอล กว่า 65,000 ราย ซึ่งรัฐบาลอิสราเอลให้การดูแลแรงงานไทยค่อนข้างดี จึงยังมีผู้แสดงความต้องการอพยพไม่ถึง 10 คน แต่ในอิหร่านมีแรงงานผู้แสดงความจำนงขออพยพราว 40 ราย ส่วนกลุ่มประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลางยังเฝ้าระวัง และสามารถทำงานได้ปกติ ซึ่งกระทรวงแรงงานยังคงประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานสามารถกลับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกระทรวงแรงงานได้ประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ซึ่งหากสถานการณ์รุนแรง หรือยืดเยื้อ ทูตแรงงานก็พร้อมติดตามแรงงานไทยในตะวันออกกลางให้มีความปลอดภัย

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยจำนวนนักท่องเที่ยว และผู้โดยสารชาวตะวันออกกลางที่ตกค้างในประเทศไทยว่า ที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีไฟลต์บินถูกยกเลิกราว 130 ไฟลต์ มีผู้โดยสารตกค้างกว่า 9,000 คน สนามบินดอนเมือง มีผู้ตกค้าง 200 คน สนามบินภูเก็ต ถูกยกเลิกไฟลต์บิน 36 ไฟลต์ ผู้โดยสารตกค้างราว 5,500 คน ที่สนามบินเชียงใหม่ ผู้โดยสารตกค้าง 600 คน ซึ่งผู้โดยสารที่ตกค้างทั้งหมด สายการบินจะช่วยดูแลทั้งที่พัก และอาหาร และหลังจากนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถกลับประเทศได้ แต่หากเป็นผู้โดยสารที่เป็นชาวตะวันออกกลาง ก็จะช่วยประสานการเดินทางกลับให้มีความปลอดภัย

    นายพิพัฒน์ ยังระบุว่า ผู้โดยสารในตะวันออกกลางที่เดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงการถือศีลอด ดังนั้น จำนวนนักท่องเที่ยวจะมีน้อย ผลกระทบแม้จะมีบ้าง แต่ก็เป็นโอกาสให้ประเทศไทย ที่สายการบินยุโรปจะมา via ตะวันออกกลาง แต่เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ก็มีการใช้บริการสายการบินไทยเต็มทุกที่นั่ง เพื่อไปยุโรป หรือจากยุโรปเดินทางมาประเทศไทย แม้จะมีค่าโดยสารที่แพงกว่า

    ช่างภาพพีพีทีวี
    “รัฐบาล” พร้อมรับมือผกระทบ เศรษฐกิจ จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    ขณะที่ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ได้ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลต่อ GDP ของประเทศไทยว่า มีการประเมินความเป็นไปได้ หากสงครามสิ้นสุดลงได้ใน 1 เดือน ผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซน้อย อาจทำให้ราคาน้ำมันอยู่ที่ 95-105 เหรียญ อาจทำให้ GDP ของไทยโตได้ 1.6% จากฐานเดิมในปี 2568 ที่ 2% แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด การขนส่งไม่สามารถทำได้ ห่วงโซ่อุปทานโลกได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันพุ่งถึง 125 เหรียญ ก็อาจทำให้ GDP โต 1.3%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269866&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KbQ9CcGjBNQAxN641PxnF

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 02/03/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 02/03/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yQYAiBlHtusleEx_Ovawq

  • รู้จัก “ช่องแคบฮอร์มุซ” ยุทธศาสตร์ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก เมื่อสงครามตะวันออกกลางถึงจุดเดือด

    รู้จัก “ช่องแคบฮอร์มุซ” ยุทธศาสตร์ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก เมื่อสงครามตะวันออกกลางถึงจุดเดือด

    ทำความรู้จัก “ช่องแคบฮอร์มุซ” พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่โลกจับตา หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน เจาะลึกความสำคัญต่อเศรษฐกิจและราคาน้ำมันโลกที่อาจพุ่งสูงหากถูกปิดตาย

    หลังจากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เป็นดั่ง “เส้นเลือดใหญ่” ของพลังงานโลก ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เริ่มส่งสัญญาณกดดันการเดินเรือ นี่คือเหตุผลว่าทำไมพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ ถึงสามารถสั่นคลอนเศรษฐกิจคนทั้งโลกได้เพียงชั่วข้ามคืน

    ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร ทำไมถึงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

    ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางน้ำแคบๆ ที่เชื่อมต่อระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน และทะเลอาหรับ โดยมีพรมแดนด้านหนึ่งเป็นอิหร่าน และอีกด้านคือโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แม้จะมีความกว้างเพียงประมาณ 33-50 กิโลเมตรในจุดที่แคบที่สุด แต่พื้นที่แห่งนี้คือทางผ่านเดียวของเรือบรรทุกน้ำมันจากผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลางสู่ตลาดโลก

    สถิติที่น่าตกใจ พลังงาน 1 ใน 5 ของโลกผ่านจุดนี้

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock

    ข้อมูลล่าสุดในปี 2026 ระบุว่าปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20-25% ของปริมาณที่บริโภคทั่วโลก ต้องขนส่งผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน คิดเป็นน้ำมันกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากมีการปิดกั้นหรือเกิดการปะทะรุนแรงจนเรือไม่สามารถผ่านได้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบโลกอาจพุ่งทะลุ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในเวลาไม่กี่วัน

    อาวุธยุทธศาสตร์ของอิหร่าน การปิดตายทางน้ำ

    ในการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และอิสราเอลครั้งล่าสุด อิหร่านใช้ชัยภูมิที่ได้เปรียบเหนือช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องต่อรอง (Leverage) แม้สหรัฐฯ จะมีกองเรือที่เหนือกว่า แต่กลยุทธ์ “สงครามนอกแบบ” ของอิหร่าน เช่น การใช้เรือเร็วโจมตี, ทุ่นระเบิดน้ำ และโดรนพลีชีพ ก็เพียงพอที่จะทำให้บริษัทประกันภัยเรือสั่งระงับการเดินเรือในพื้นที่นี้ ซึ่งเท่ากับการ “ปิดช่องแคบ” โดยพฤตินัยไปแล้ว

    ผลกระทบต่อเอเชียและประเทศไทย

    ประเทศในเอเชียอย่าง จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ คือผู้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบนี้มากที่สุด (มากกว่า 80% ของการขนส่ง) สำหรับประเทศไทย การหยุดชะงักในฮอร์มุซหมายถึงต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้ออย่างเลี่ยงไม่ได้

    เปิดตัวเลขผลกระทบ เศรษฐกิจไทยในวงล้อมสงครามตะวันออกกลาง

    สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ส่งผลแค่ในระดับโลก แต่กำลังส่งแรงกระเพื่อมมายัง “กระเป๋าตังค์” ของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีตัวเลขที่ต้องจับตาดังนี้

    1. วิกฤตต้นทุนพลังงานและน้ำมัน

    • การนำเข้าน้ำมัน: ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางสูงถึง 50-60% ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 
    • คาดการณ์ราคาน้ำมัน: หากช่องแคบถูกปิดตาย นักวิเคราะห์ประเมินว่าราคาน้ำมันขายปลีกในไทย (กลุ่มเบนซินและดีเซล) อาจขยับตัวสูงขึ้นทันที 3-5 บาทต่อลิตร ภายในสัปดาห์แรกตามกลไกตลาดโลก 

    2. การท่องเที่ยวและกำลังซื้อต่างชาติ

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock
    • นักท่องเที่ยวจีน: แม้ไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง แต่ความกังวลเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงจาก “ค่าธรรมเนียมน้ำมัน” อาจทำให้ยอดการค้นหาที่เคยเติบโต เช่น หาดอ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ที่พุ่งขึ้นกว่า 400% ในช่วงต้นปี 2569 ต้องชะลอตัวลง 
    • ค่าใช้จ่ายการเดินทาง: ต้นทุนเที่ยวบินจากยุโรปและเอเชียเหนือมายังไทยอาจเพิ่มขึ้น 15-20% เนื่องจากต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการบินเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง 

    3. การส่งออกและห่วงโซ่อุปทาน

    • ต้นทุนโลจิสติกส์: ค่าระวางเรือ (Freight Rate) สำหรับสินค้าส่งออกของไทยไปยังตะวันออกกลางและยุโรป มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น 2-3 เท่า จากค่าประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม 
    • สินค้าเกษตรและอาหาร: ไทยส่งออกข้าวและอาหารสำเร็จรูปไปยังตะวันออกกลางเป็นจำนวนมาก การติดขัดที่ช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้สินค้าไทยตกค้างและสูญเสียโอกาสทางการค้าในตลาดที่กำลังเติบโต

    สถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซในปี 2026 ไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่นคงทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล เท่านั้น แต่มันคือการเดิมพันด้วยเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของคนทั้งโลก ตราบใดที่ยังไม่มีทางเลือกอื่นในการขนส่งน้ำมันที่ทรงประสิทธิภาพเท่าเดิม “คอขวด” แห่งนี้จะยังคงเป็นจุดที่เปราะบางที่สุดในแผนที่โลก

    ข้อมูลอ้างอิง: U.S. Energy Information Administration (EIA), CFR (Council on Foreign Relations), IEA (International Energy Agency)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2917349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UzgWRRUllh3GWjmfkCB0P

  • สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

    สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

    สนค. เผยแม้ โอเปก เร่งผลิตน้ำมันเพิ่มรองรับปริมาณโลกที่หายไป แต่คาดไม่เพียงพอ ชี้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นดันเงินเฟ้อไทยทะยานพุ่ง จากราคาสินค้า พลังงาน ค่าขนส่งพุ่งกระฉูด หนำซ้ำรายได้จากแรงงานกว่า 7.7 หมื่นคนหายวับ นักท่องเที่ยวตะวันออกลดฮวบ ค่าเงินบาทผันผวน กระทบเศรษฐกิจไทย 

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางว่า แม้กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันเป็นสินค้าออก และประเทศอื่นในนาม OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ได้จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำมันเมื่อวันที่ 1 มี.ค.69 และมีมติให้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้น 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนเม.ย.69 เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดและลดความร้อนแรงของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่า ปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้อาจไม่เพียงพอ และอาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก

    ดังนั้น สถานการณ์ในขณะนี้ถือเป็น Negative Supply Shock  ที่อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน และกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้น เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนค่าขนส่ง และค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าต่างๆ สูงขึ้นตาม  นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกล่ง ที่มีกำลังซื้อสูง และมักเดินทางมาไทยเพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย อีกทั้งอาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี

     ขณะที่รายได้จากแรงงานไทยในกว่า 77,000 คนในพื้นที่เสี่ยง ที่จะส่งกลับส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง จะหายไปทันที หากต้องอพยพกลับประเทศ และเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

    ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน ทำให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก อีกทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2917435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SOiPPBmFMYP3fD5btMIw9

  • จับตาผลทดลอง 6 เดือน ปลดล็อกขายเหล้า 14.00-17.00 น. กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพิ่มเสี่ยง

    จับตาผลทดลอง 6 เดือน ปลดล็อกขายเหล้า 14.00-17.00 น. กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพิ่มเสี่ยง

    จับตาผลทดลอง 6 เดือน ปลดล็อกขายเหล้าช่วง 14.00-17.00 น. กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพิ่มเสี่ยง ผลสำรวจพบเอกชนหนุน 84% ส่วนกลุ่มคัดค้าน ยังกังวลเรื่องอุบัติเหตุ อาชญากรรม และการเข้าถึงน้ำเมาของเยาวชน

    สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลมีนโยบายปลดล็อกช่วงเวลาห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (14.00-17.00 น.) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นระยะเวลาทดลอง 180 วัน หรือ 6 เดือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และหลังจาก 6 เดือน จะมีการประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคมอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาว่าจะขยายมาตรการต่อไปหรือไม่ โดยมีสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมเป็นคณะทำงาน และมีบทบาทหลักในการสนับสนุนข้อมูลจากงานวิจัยในการประเมินผลกระทบของมาตรการดังกล่าว 

    ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ล่าสุด โดย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยหลังเข้าประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่า ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการประเมินผลกระทบของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยข้อมูลอัตราการดื่มขับ จากฐานข้อมูลระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ ของกรมควบคุมโรค พบว่า ภาพรวมอัตราดื่มขับ ลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 

    และสถานการณ์ดื่มขับภายหลังการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลาระหว่าง 14.00 – 17.00 น. พบว่า ค่าเฉลี่ยอัตราการดื่มขับรายชั่วโมง ต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่เป็นการลดลงทั้งเส้นกราฟที่เก็บในช่วงระยะเวลาหลาย 10 วัน และยังไม่เห็นการกระตุกขึ้นของเส้นกราฟแต่อย่างใด ซึ่งยังไม่ใช่ข้อสรุปเป็นเพียงข้อมูลช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะการทดลองให้ขยายเวลาขายจะต้องเก็บข้อมูล 180 วัน 

    ขณะที่การออกแนวทางห้ามขายเหล้าให้คนเมา นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.สุทัศน์ โชตนะพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า อยู่ระหว่างการร่างประกาศกรมควบคุมโรค เรื่องแนวทางประเมินอาการมึนเมาสุราเบื้องต้น โดยจะเป็นกฎหมายที่ออกภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 ซึ่งมีการปิดรับฟังความเห็นในแนวทางประเมินอาการมึนเมาสุราเบื้องต้นไปแล้ว คาดว่าประกาศจะแล้วเสร็จประมาณเดือน มี.ค.นี้ ก่อนช่วงสงกรานต์ ระหว่างนี้ร้านขายสามารถใช้แนวทางประเมินอาการมึนเมาสุราเบื้องต้น เพื่อคัดกรองอาการเมามึน อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาตรา 29 ระบุว่าห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมา

    หลักการของกฎหมายคือ ต้องห้ามขายเด็กต่ำกว่าอายุ  20 ปี และห้ามขายให้แก่คนเมา ดังนั้น ถ้ามีประกาศนี้ออกมาแล้ว หากมีเหตุว่าคนซื้อไปเกิดเหตุในภายหลัง ถ้ามีการฟ้องร้องและพิสูจน์ความผิดได้ ผู้ขายจะมีโทษด้วย แต่ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้อง ร้านขายก็จะไม่มีความผิด

    ขณะที่ ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เผยว่า การสนับสนุนให้เกิดการวิจัยเพื่อประเมินผลมาตรการการปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการดำเนินนโยบายด้านการควบคุมและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งโครงการนี้ เน้นศึกษาเฉพาะผลกระทบจากการจำกัดเวลาขาย ตามกรอบขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเมื่อวันที่ 15-29 พ.ย. 2568 ได้มีเปิดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ จากผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 12,404 คน ซึ่งเป็นภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ และพบว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับนโยบายนี้สูงถึง 84% ขณะที่ภาครัฐเห็นด้วย 67% โดยกลุ่มที่เห็นด้วยมองว่า ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ส่วนกลุ่มที่คัดค้าน (ส่วนใหญ่เป็นภาคสาธารณสุขและ NGO) กังวลเรื่องอุบัติเหตุ อาชญากรรม และการเข้าถึงของเยาวชนหลังเลิกเรียน 

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา พบความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับสูงกว่าช่วงปกติถึง 4-5 เท่า และพบข้อสังเกตว่า เยาวชนเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ของผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในขณะที่ด้านเศรษฐกิจ รายได้รวมจากการท่องเที่ยวในบางพื้นที่ยังไม่เพิ่มขึ้นชัดเจน แต่ยอดขายของผู้ประกอบการร้านอาหารบางกลุ่มปรับตัวดีขึ้น

    ทั้งนี้ คณะทำงานได้เสนอให้วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อดูอิทธิพลและความคิดเห็นของทุกกลุ่ม ตลอดจนให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแบ่งปันข้อมูลเพื่อให้งานวิจัยนี้เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศ เพราะมาตรการดังกล่าวหากมีการตัดสินใจไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง รวมถึงสุขภาพของประชาชน และให้ทางเลือกว่าถ้าต้องการขยายเวลาการจำหน่ายจะต้องมีมาตรการใดรองรับ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2917344&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jnTk_UXnft9GzZHPcCw8r

  • ประธานสภาอุตฯ หวั่นสงครามตะวันออกกลางบานปลาย ทุบเศรษฐกิจไทยหนัก

    ประธานสภาอุตฯ หวั่นสงครามตะวันออกกลางบานปลาย ทุบเศรษฐกิจไทยหนัก

    ประธาน ส.อ.ท. หวั่นตะวันออกกลางบานปลาย ทุบเศรษฐกิจไทยหนัก โดยเฉพาะด้านพลังงาน ทำขาดแคลนน้ำมัน กระทบต่อภาคขนส่ง ต้นทุนการผลิต ต้องเตรียมมาตรการรองรับ แต่ยังตอบไม่ได้จะยาวหรือสั้น เพราะอยู่เหนือการควบคุม

    2 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบนัฐบาล นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางว่า ในการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง นายกรัฐมนตรี ที่มีเป็นประธานจะหารือเกี่ยวกับเรื่องการหามาตรการรับมือกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น โดยมีแนวโน้มที่อาจจะนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งจะกระทบการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก จึงต้องมีการเตรียมแผนในการลงรับผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องการขาดแคลนน้ำมันที่อาจเกิดขึ้น

    “ปัจจุบันเรานำเข้าน้ำมันวันหนึ่งประมาณ 1 ล้านบาเรลต่อวัน โดยนำเข้าจากตะวันออกกลางหรือ Middle East อยู่ประมาณ 70-80% ของปริมาณการนำเข้าคือประมาณวันละ 700,000-800,000 บาเรลต่อวัน ซึ่งตรงนี้เราจะแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้ขาดแคลนได้อย่างไรและต้องดูเรื่องราคาจะขึ้นไปเท่าไหร่ จะมีผลกระทบต่อภาคขนส่งต้นทุนการผลิต รวมทั้งปัญหาสินค้าต่าง ๆ จะมีแผนรองรับอย่างไร ก็คงเป็นเรื่องที่จะคุยกันในเบื้องต้นก่อน เพราะสถานการณ์ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะยาวหรือจะสั้นซึ่งคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป”

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมก็มีความกังวลว่าจะกระทบกับอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงาน ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้น แต่เบื้องต้นเรายังไม่รู้เท่าไหร่แต่ว่าผลในเชิงจิตวิทยาระยะสั้นจะเห็นวันนี้เปิดตลาดเนี่ยก็ยังขึ้นไม่มาก ราคาน้ำมันก็ขยับขึ้นประมาณ 5-6 เหรียญต่อแบเรลเท่านั้นเอง จะมีตลาดน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือที่ปรับขึ้นมาเล็กน้อน แต่ว่าส่วนอื่นของโลกก็ยังไม่ไม่มีผลกระทบมากนัก

    ส่วนค่าเงินก็มีผลกระทบบ้าง นายเกรียงไกร กล่าวว่า ที่ผ่านมาค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นแต่ตอนหลังนี้ก็ปรับลงมาแล้ว ขณะที่ราคาทองคำมีแนวโน้มที่อาจจะเพิ่มขึ้นไปถ้าสถานการณ์ยังบานปลายต่อไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ก็ขึ้นไปประมาณ 5,300-5,400 เหรียญ ซึ่งภาคเอกชนกำลังติดตามกันอย่างใกล้ชิด

    “เราคาดหวังอยากให้มันยุติโดยเร็ว แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ยมันคาดการณ์ไม่ได้เพราะว่าเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากสิ่งที่เราจะควบคุมได้ แต่เราอยากให้มันจบเร็วถ้าจบเร็วคงกระทบกระเทือนไม่มากแต่ถ้าเกิดว่ามันบานปลาย เช่นตอนนี้ก็มีข่าวอิสราเอลมีการโจมตีแถวเลบานอนเพิ่มเติม และตอนนี้ก็ไม่รู้ว่ากองกำลังฮูติที่คุมทางช่องแคบฮอร์มุสก็มีการยิงจรวดไปยังเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณนั้น ซึ่งตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีการปราบปรามกองกำลังหรือไม่ ซึ่งยังตอบอะไรไม่ได้ และต้องมีมาตรการมารองรับไปก่อน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/956310/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KPH3bO5sELJuUk54HK3Vh