Blog

  • กกร. หนุนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ดันไทยเข้า OECD หลัง S&P คงเครดิต

    กกร. หนุนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ดันไทยเข้า OECD หลัง S&P คงเครดิต

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยถึงกรณีที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลอย่าง S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับ Moody’s ที่คงอันดับเครดิตไทยที่ระดับ Baa1

    กกร. มองว่า การยืนยันอันดับเครดิตในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงมีความเชื่อมั่นอย่างสูงต่อความสามารถของไทยในการบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ ตลอดจนภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ของไทยที่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการรองรับความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิทัศน์การค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

    จี้รัฐปรับนโยบาย ‘มุ่งเป้า’ เลิกอุดหนุนแบบเหวี่ยงแห

    แม้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยจะแข็งแกร่ง แต่ กกร. เห็นว่าการจะรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว (Trust & Confidence) รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืน

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ โดยดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy)ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการคลัง โดยเน้นการลงทุนในโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงและกระจายผลประโยชน์ทั่วถึงทั้งห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งเสนอให้ลดมาตรการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแห ที่อาจส่งผลให้ภาคส่วนต่างๆ เสพติดการช่วยเหลือจากภาครัฐ และให้เร่งแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจแทน

    หนุนเข้า OECD ยกระดับไทยสู่สากลภายใต้กรอบ Reinvent Thailand

    นอกจากนี้ กกร. ยังแสดงท่าทีสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะเป็นกรอบสากลที่ช่วยยกระดับหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล และความโปร่งใสของภาครัฐ (Open Government) โดยการร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก ในการปรับปรุงอุตสาหกรรมเป้าหมาย สอดคล้องกับกรอบ Reinvent Thailand จะเป็นตัวเร่งให้ไทยเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจมูลค่าสูงได้สำเร็จ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-finance-moody-global-ratings&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v0DmaiiUS3T9LInKbV-4u

  • S&P คงอันดับเครดิตไทยBBB+  สะท้อนเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลัง

    S&P คงอันดับเครดิตไทยBBB+ สะท้อนเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลัง

    วันนี้ (18 มิ.ย.2569) นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า การที่ S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับ มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) สอดคล้องกับ Moody’s ที่คงอันดับเครดิตไทยที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น “มีเสถียรภาพ”

    สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ ต่อความสามารถของประเทศไทย ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับวิกฤต และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลกครั้งใหญ่

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

    ทั้งนี้ กกร. เห็นว่า การได้รับการยืนยันอันดับเครดิตจากสถาบันชั้นนำของโลก เป็นสัญญาณว่า ประเทศไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ จากความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายภาครัฐ และเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และโครงการลงทุนใหม่ที่ตอบโจทย์กระแสโลก

    อย่างไรก็ดี การรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว (Trust & Confidence) จำเป็นต้องเร่งเดินหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มศักยภาพการเติบโต เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม คุณภาพ และความยั่งยืน

    กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง โดยเน้นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ทั่วถึงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ลดมาตรการอุดหนุนแบบเหมารวม ที่อาจนำไปสู่การเสพติดการช่วยเหลือจากภาครัฐ และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ

       S&P คงอันดับเครดิตไทยBBB+  สะท้อนเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลัง

    S&P คงอันดับเครดิตไทยBBB+ สะท้อนเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลัง

    นอกจากนี้ กกร. สนับสนุนการผลักดันไทยเข้าสู่ OECD ซึ่งถือเป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการยกระดับประเทศ และการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ (Open government) รวมถึงหนุนการยกระดับอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก

    สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ สู่โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าเพิ่ม ผลิตภาพ และการสร้างงานคุณภาพสูง สอดคล้องกับกรอบ Reinvent Thailand ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตอกย้ำความน่าเชื่อถือของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก

       S&P คงอันดับเครดิตไทยBBB+  สะท้อนเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลัง

    S&P คงอันดับเครดิตไทยBBB+ สะท้อนเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลัง

    อย่างไรก็ตามภาคเอกชนไทย พร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มกำลัง ในการขับเคลื่อนวาระปฏิรูป ผ่านการลงทุน การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนา SMEs และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการเงิน ตลาดเงินตลาดทุน และภาครัฐอย่างครบวงจร โดยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

    ทั้งนี้ กกร. เชื่อว่า หากไทยสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ควบคู่กับการปฏิรูปที่มีเป้าหมายชัดเจนและทำได้จริง ครอบคลุมทุกภาคส่วน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ พร้อมวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค มี National Champion ที่แข็งแกร่ง เติบโตอย่างทั่วถึง และยั่งยืนในระยะยาว

    อ่านข่าว :

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    Moody’s มั่นใจเศรษฐกิจไทย “มีเสถียรภาพ”คงอันดับความน่าเชื่อถือ ระดับ Baa1

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507245&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04ArBdToT22pR0DKpbUamb

  • “เอกนิติ” เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

    “เอกนิติ” เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก จ่อถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

    “เอกนิติ” เตรียมงัดกลไก กรอ. ประชุมนัดแรก 22 มิ.ย. นี้  หลังเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก 2 เด้ง ลุยรื้อโครงสร้าง 4 ด้าน จ่อเปิดตัว “Thailand Fast Pass” ปรับการทำงานร่วมมือรัฐ-เอกชน เหมือนยุค “พล.อ.เปรม”

    วันที่ 19 มิ.ย. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2569 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook ว่าการคงอันดับครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยและเสถียรภาพด้านการคลัง พร้อมประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตที่ระดับ 2% ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย และเอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรวมถึงการลงทุนตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ

    นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน(18 มิ.ย. 2569) สถาบัน IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยมีอันดับดีขึ้น 4 อันดับ จากอันดับที่ 30 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 จากกว่า 70 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งผลการจัดอันดับล่าสุดนี้ มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่รัฐบาลจะนำมาพิจารณาและหาทางปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นจากการขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกในวันจันทร์ ที่ 22 มิ.ย. 2569 นี้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า กรอ. จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ส่วนตนเองเป็นรองประธาน ซึ่งล่าสุดให้มอบให้ฝ่ายเลขานุการ กรอ. จัดเตรียมวาระการประชุมให้สอดคล้องกับสิ่งที่ทั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Moody’s และ สถาบัน IMD ให้ความสนใจ คือทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว

    สำหรับแนวทางการทำงานของ กรอ. ชุดนี้ จะมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานในหลายด้าน ทั้งด้านพลังงานซึ่งประเทศไทยยังพึ่งพาอยู่มาก ด้านเทคโนโลยี ด้านกำลังคนและแรงงาน และด้านการแก้ไขกฎระเบียบ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการ Thailand Fast Pass ที่พิสูจน์แล้วว่าการแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบสามารถช่วยส่งเสริมการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในวันอังคาร ที่ 23 มิ.ย. 2569 จะมีการเปิดตัวโครงการ Thailand Fast Pass อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วย

    “ทั้ง Moody’s และ S&P ที่คงอันดับความน่าเชื่อถือไทย ต่างให้ความสำคัญกับการลงทุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการแก้ไขปัญหากฎระเบียบ ซึ่ง Thailand Fast Pass เป็นเพียงต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณ เพียงปลดล็อกกฎระเบียบก็สามารถขับเคลื่อนการลงทุนได้ คือบางเรื่องเราไม่ต้องใช้เงินเลย เราปลดล็อกก็ขับเคลื่อนไปได้” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศภายใต้ กรอ. ในระยะต่อไป จะมีการจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อขับเคลื่อนใน 4 ด้านหลักๆ ประกอบด้วยคณะทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการค้าและความสามารถในการแข่งขัน ด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ และด้านแรงงาน โดยเชื่อว่าหากดำเนินการอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นภายในระยะเวลา 3-4 ปี ทั้งนี้แนวทางการทำงานจะอิงรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเช่นเดียวกับยุครัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำ เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. คลัง กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ออกมามีทั้งส่วนที่ปรับตัวดีขึ้นและลดลงนั้น สถาบัน IMD ได้แบ่งการประเมินออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ ประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคเอกชน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในด้านประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจนั้นพบว่าตัวชี้วัดด้านการค้าระหว่างประเทศปรับลดลงจากอันดับ 4 มาอยู่อันดับ 9 เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าค่อนข้างมาก ทำให้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการลงทุนระหว่างประเทศปรับดีขึ้นจากอันดับ 30 มาอยู่อันดับ 24 ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่วนเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงอยู่ที่อันดับ 38 เท่าเดิม

    ในขณะที่ด้านประสิทธิภาพภาครัฐอันดับโดยรวมอยู่ที่ 32 เท่าเดิม แต่ตัวชี้วัดด้านการคลังปรับดีขึ้นจากอันดับ 31 มาอยู่อันดับ 29 โดยเฉพาะความง่ายของระบบภาษีที่ดีขึ้นจากอันดับ 8 มาอยู่อันดับ 7 ซึ่งเป็นผลจากการนำระบบดิจิทัลมาใช้มากขึ้น อาทิ ระบบ e-Tax Invoice ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ส่วนตัวชี้วัดด้านกฎหมายธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับใบอนุญาตต่าง ๆ ยังคงทรงตัว และเป็นเรื่องที่นายปกรณ์ต้องเข้ามาดูแลปรับปรุงต่อไป

    ทางด้านประสิทธิภาพภาคเอกชนประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น โดยตัวชี้วัดด้านศักยภาพของภาคเอกชนปรับขึ้นจากอันดับ 39 มาอยู่อันดับ 37 ส่วนตัวชี้วัดด้านเสถียรภาพภาคการเงินอยู่ที่อันดับ 36 ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นด้านที่มีอันดับยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ในอันดับ 56 และด้านการศึกษาซึ่งอยู่ในอันดับ 52

    “ตัวชี้วัดที่น่าเป็นห่วงที่สุดในด้านโครงสร้างพื้นฐาน คือความเข้มข้นในการพึ่งพาพลังงาน หรือ Energy Intensity ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 67 สะท้อนการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินำเข้าในระดับสูง โดยมูลค่าการนำเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของจีดีพีจึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงของประเทศ” นายเอกนิติ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวถามในประเด็นที่เวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับจากสถาบัน IMD เป็นปีแรกและอยู่ในอันดับ 27 ใกล้เคียงกับไทยมาก นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยต้องมองเวียดนามในฐานะพันธมิตรและคู่ค้ามากกว่ามองเป็นคู่แข่ง ซึ่งจากการพบปะกับประธานาธิบดีเวียดนามทั้ง 2 ประเทศมองตรงกันว่าควรมีการพัฒนาร่วมกัน โดยเวียดนามมีความเข้มแข็งด้านเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และกำลังแรงงานด้านวิศวกรรมจำนวนมาก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านการแปรรูปอาหารและวัตถุดิบ จึงควรร่วมมือกันเพื่อเติบโตไปด้วยกัน

    นายเอกนิติ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ว่า สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่วิกฤตด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นวิกฤตด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่ประชาชนยังสัมผัสได้ โดยต้นเหตุของราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาจากต้นทุนพลังงานที่แพง ซึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

    ในส่วนของสถานการณ์ตลาดเงินและตลาดทุน ขณะนี้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการไหลออกของเงินทุนจากอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพและวิกฤตทางการคลัง ขณะที่การที่ประเทศไทยยังคงยืนยันในเรื่องวินัยทางการคลังและความพยายามในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสะท้อนออกมาในภาพของตลาดทุนไทยที่ปรับตัวดีขึ้นในวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2940502&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iC3_drqPxiXsUJCOJ9wdh

  • เศรษฐกิจออสเตรเลียปี 69 ส่งสัญญาณชะลอตัว

    เศรษฐกิจออสเตรเลียปี 69 ส่งสัญญาณชะลอตัว

    รายงานโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลียเปิดเผย การเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.3 ลดลงจากร้อยละ 0.9 จากไตรมาสเดือนธันวาคมในปี 2568 เป็นผลจากภาคการส่งออกสินค้าเหมืองแร่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ (พายุไซโคลน Koji) รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องตลอดไตรมาส แม้ว่าการขยายตัวตลอดทั้งปีจะทรงตัวที่ร้อยละ 2.5 แต่ผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันโลกและความไม่แน่นอนในตลาดโลกทำให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัวลง และมีแนวโน้มสูงที่การเติบโตทางเศรษฐกิจออสเตรเลียไตรมาสเดือนมิถุนายนจะเข้าสู่ภาวะหดตัวลง และคาดว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจออสเตรเลียตลอดปี 2569 จะลดลงที่ร้อยละ 1.3  

    ในช่วง 3 เดือนแรก ปี 2569 การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 เป็นการใช้จ่ายไปกับสินค้าพลังงาน (ค่าไฟฟ้า แก๊สและน้ำมันที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.7) รวมถึงสินค้าและบริการที่จำเป็น ทำให้อัตราการออมเงินภาคครัวเรือนลดลงจากร้อยละ 7 อยู่ที่ร้อยละ 6.2 การลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในเครื่องมือและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.3 (โดนเฉพาะการลงทุนใน Data centres ในรัฐ New South Walesและรัฐ Victoria สูงสุดในรอบ 30 ปี) การลงทุนในที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.7 (ได้รับผลจากนโยบายภาษี Capital Gains Tax) การลงทุนของภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านการป้องกันประเทศร้อยละ 6.8 และการลงทุนด้านคมนาคมและสวัสดิการ แต่การใช้จ่ายภาครัฐหดตัวลงร้อยละ 0.2 เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือค่าพลังงาน Energy bill relief สิ้นสุดลง

    ภาคการค้าออสเตรเลียหดตัวลงร้อยละ 0.8 เป็นผลจากการส่งออกสินค้าที่ลดลงร้อยละ 1.1 (ลดลงสูงสุดในรอบ 2 ปีจากการลดลงของการส่งออกถ่านหินร้อยละ 6.8 และสินแร่เหล็กร้อยละ 1.3) แต่การนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 (จากการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3) การเติบโตของ GDP ต่อหัวลดลงที่ร้อยละ 0.1 อัตราเงินเฟ้อตลอดทั้งปีจนถึงเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ร้อยละ 4.2 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาที่พักอาศัย ราคาค่าบริการคมนาคม ราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ธนาคารกลางออสเตรเลียปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 เดือนติดต่อกันทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ร้อยละ 4.35 และรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้คงที่ในเดือนมิถุนายน เนื่องจากราคาที่พักอาศัยที่มีแนวโน้มลดลง จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น อีกทั้งการบรรลุข้อตกลงในการยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ถือเป็นปัจจัยบวก

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังมีอยู่เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง อัตราการว่างงานเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 4.5 เนื่องจากภาคธุรกิจประสบภาวะยากลำบากและความต้องการจ้างงานในตลาดลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 (26.44 เหรียญออสเตรเลียต่อชั่วโมง หรือ 1,004.90 เหรียญออสเตรเลียต่อสัปดาห์) ที่เริ่มมีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 คาดว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้และการยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะช่วยลดความกดดันด้านค่าครองชีพ และการบริโภคในประเทศจะเป็นไปในทิศทางบวกในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 

    ……………………………………………………………………………

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์

    ที่มา :

    Australian Bureau of statistics 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/mltgtksblgpndfbt6h7bnfco&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vf9aeyZ5bElQTLz6zxtzQ

  • “อนุทิน”พบ”ปูติน” เปิดเกมเศรษฐกิจใหม่ เป็นเซลส์แมนดึงลงทุน

    “อนุทิน”พบ”ปูติน” เปิดเกมเศรษฐกิจใหม่ เป็นเซลส์แมนดึงลงทุน

    จากความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ที่มีการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนที่เข้มข้นมากขึ้น รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กำลังเร่งเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ โดยหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือ การกระชับความร่วมมือกับรัสเซีย ผ่านการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย

    ซึ่งการเดินทางเยือนรัสเซียของนายอนุทิน ในครั้งนี้ จึงไม่ได้มีความหมายเพียงในเชิงการเมืองและการทูต แต่ยังเป็นการเดินหน้าภารกิจเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทยในระยะยาว

    เวที ASEAN-Russia Business Forum ถูกใช้เป็นพื้นที่สำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของภูมิภาค พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายตลาดสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประชากรกว่า 700 ล้านคน

    นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ควบคู่กับการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ได้สูงที่สุดในรอบ 10 ปี เมื่อปีที่ผ่านมา

    รัฐบาลยังชูจุดแข็งของไทยในหลายสาขา ทั้งอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรกรรม การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกัน ยังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center การผลิตชิป และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่เทคโนโลยีขั้นสูง

    สำหรับแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยกับรัสเซีย นายกรัฐมนตรี ได้เสนอความร่วมมือ 3 ด้านสำคัญ

    ด้านแรก คือ การเชื่อมโยง โดยไทยพร้อมใช้ศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือน้ำลึก ระบบโลจิสติกส์ เครือข่ายการบิน และระบบดิจิทัล ทำหน้าที่เป็นประตูยุทธศาสตร์ เชื่อมธุรกิจรัสเซียเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน

    ด้านที่สอง คือ การค้าและการลงทุน โดยไทยและรัสเซียสามารถใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาสนับสนุนกัน รัสเซียมีศักยภาพด้านพลังงาน ขณะที่ไทยเป็นผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลก รวมทั้งยังเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าในอนาคต

    และด้านสุดท้าย คือ การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน โดยไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวรัสเซีย ซึ่งมีจำนวนราว 2 ล้านคนต่อปี พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้น

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของภารกิจครั้งนี้ คือ การหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งถูกจับตามองว่าจะนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนในมิติใหม่ระหว่างสองประเทศ

    แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่นายกรัฐมนตรี เดินทางไปรัสเซีย ได้มีประเด็นดึงการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กลับมาดูแลด้วยตนเอง ที่ได้ยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ใช่การลดบทบาทของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่เป็นการแบ่งเบาภารกิจและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน พร้อมมองว่า หลังจากรัฐบาลลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC จนมีความพร้อมแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อจากนี้ คือ การทำตลาดและการดึงนักลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่

    ด้วยบทบาทที่ต้องเดินทางพบปะผู้นำประเทศ นักธุรกิจ และภาคเอกชนจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรีจึงประกาศพร้อมสวมบทบาท “เซลส์แมนของประเทศ” เพื่อทำการตลาดให้กับ EEC และช่วยจับคู่ธุรกิจให้เกิดการลงทุนใหม่ในประเทศไทย

    เพราะในมุมมองของรัฐบาล การเยือนต่างประเทศในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ต้องสามารถแปลงความสัมพันธ์เหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการสร้างงาน สร้างรายได้ ให้เกิดประโยชน์ที่จับต้องได้กับประเทศและประชาชนในที่สุด…

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/video/news_1042705/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2na6Ny3H-pjZ4Q3oJnG1m9

  • ‘นักรัฐศาสตร์’ ชี้บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ สะท้อนรัฐไทยปรับวิธีคิดเศรษฐกิจยุคใหม่ พาไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลาง

    ‘นักรัฐศาสตร์’ ชี้บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ สะท้อนรัฐไทยปรับวิธีคิดเศรษฐกิจยุคใหม่ พาไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลาง

    18 มิ.ย.2569-ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นกรณีรัฐบาลแต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ” หรือ “บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของนโยบายอุตสาหกรรมไทยที่ควรได้รับความสนใจอย่างยิ่ง

    ดร.สติธร ระบุว่า หลายคนอาจมองว่าการตั้งบอร์ดดังกล่าวเป็นเพียงการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่านี่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของรัฐไทยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 อย่างมีนัยสำคัญ

    อาจารย์รัฐศาสตร์จากจุฬาฯ อธิบายว่า ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญกับปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” กล่าวคือ แม้เศรษฐกิจจะเติบโตต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถยกระดับผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มได้มากพอที่จะก้าวขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้สูง

    “การผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นความพยายามในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ” ดร.สติธร กล่าว

    ดร.สติธร ย้อนถึงที่มาของแนวคิดดังกล่าวว่า การจัดตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยรัฐบาลได้เริ่มประกาศแนวคิดและวางโครงสร้างคณะกรรมการชุดนี้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 พร้อมมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและวางยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ

    จากนั้นในเดือนมกราคม 2569 ได้มีการประชุมคณะกรรมการในรูปแบบเบื้องต้นเพื่อจัดทำโรดแมปและร่างยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ก่อนจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดสมบูรณ์อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีจากกระทรวงสำคัญหลายแห่ง และผู้แทนภาคเอกชนรายสำคัญเข้าร่วมเป็นกรรมการ

    ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ ดร.สติธร เห็นว่า การออกแบบโครงสร้างเช่นนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะเป็นความพยายามสร้างกลไก “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic State) ที่สามารถบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง และเชื่อมโยงภาครัฐกับภาคเอกชนเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยมักประสบปัญหามาโดยตลอด

    สำหรับความสำคัญของบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ดร.สติธร มองว่าสามารถพิจารณาได้ใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับสูง เนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และอุปกรณ์อัจฉริยะ หากไทยสามารถเข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรมนี้ได้มากขึ้น ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยับจากการเป็นฐานการผลิตไปสู่การเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยี

    มิติที่สอง คือการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับตัว โดยเฉพาะจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งทำให้หลายประเทศแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมชิปอย่างเข้มข้น การมีคณะกรรมการระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จึงถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมแข่งขันในเกมนี้อย่างจริงจัง

    มิติที่สาม คือความมั่นคงทางเทคโนโลยี โดยวิกฤติชิปขาดแคลนในช่วงโควิด-19 ทำให้ทั่วโลกตระหนักว่า เซมิคอนดักเตอร์ไม่ใช่เพียงสินค้าอุตสาหกรรมธรรมดา แต่เป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ การสร้างขีดความสามารถภายในประเทศจึงเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

    มิติที่สี่ คือการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ซึ่งเป้าหมายการสร้างบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน อาจเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญไม่แพ้การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เพราะความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนในประเทศด้วย

    ส่วนมิติสุดท้าย คือการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคในระยะยาว หากยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จ ไทยอาจกลายเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกภายในกลางศตวรรษนี้

    อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร ย้ำว่า ความสำเร็จของนโยบายนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยโจทย์สำคัญที่สุดคือเรื่องบุคลากร เพราะการสร้างวิศวกร นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์ ไม่สามารถทำได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ต่างมีความได้เปรียบและสะสมประสบการณ์มาก่อนแล้ว

    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังต้องการพลังงานสะอาด น้ำคุณภาพสูง และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีเสถียรภาพ ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ที่ประเทศไทยยังต้องเร่งพัฒนาอีกมาก

    “ที่สำคัญที่สุดคือความต่อเนื่องของนโยบาย” ดร.สติธร กล่าว พร้อมระบุว่า เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของอาเซียนในปี 2593 หมายถึงการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องนานกว่าสองทศวรรษ ซึ่งยาวนานกว่าวาระของรัฐบาลหลายชุด

    ดร.สติธร เห็นว่า ความสำเร็จของบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนการประชุมหรือจำนวนโครงการที่ประกาศออกมา แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างฉันทามติระดับชาติ ทำให้ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงคือวาระแห่งชาติที่ต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร

    “ในท้ายที่สุด การตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติอาจไม่ใช่ข่าวใหญ่ในสายตาประชาชนทั่วไปเมื่อเทียบกับนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นที่เห็นผลทันที แต่หากมองในมิติการพัฒนาประเทศ นี่อาจเป็นหนึ่งในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ เพราะเป็นความพยายามวางรากฐานเศรษฐกิจไทยสำหรับอนาคต 2-3 ทศวรรษ”.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1016587/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XPiI2PjOLAXd9ncyCGcwj

  • หนุนราคาน้ำมันลดลง! เอกนิติ เชื่อ สหรัฐฯ-อิหร่าน เซ็นยุติสงคราม ส่งผลดี

    หนุนราคาน้ำมันลดลง! เอกนิติ เชื่อ สหรัฐฯ-อิหร่าน เซ็นยุติสงคราม ส่งผลดี

    หนุนราคาน้ำมันลดลง! เอกนิติ เชื่อ สหรัฐฯ-อิหร่าน เซ็นยุติสงคราม ส่งผลดี

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.17 น.

    “เอกนิติ”เชื่อ”สหรัฐฯ-อิหร่าน”ลงนามยุติสงคราม ส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนและภาพรวมเศรษฐกิจ พร้อมช่วยหนุนราคาน้ำมันลดลง

    18 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติสงคราม ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร ว่า รัฐบาลต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนตลอดเวลา จึงยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่เชื่อว่า เมื่อสงครามยุติลง ภาพบรรยากาศการลงทุนและเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น

    นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ในส่วนแหล่งผลิตใหญ่ถูกทำลายไปเยอะ แต่คิดว่า ในภาพรวมบรรยากาศทางเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น แต่ผลกระทบเชิงพื้นฐานต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ระบุว่า สำหรับผลกระทบราคาน้ำมัน ก็อาจปรับลงในระยะสั้น แต่อาจไม่ลงไปเยอะเท่าเหมือนเดิม เพราะโครงสร้างพื้นฐานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถูกทำลายไปเยอะ กว่าจะฟื้นมาได้คงใช้เวลา 2 – 3 ปี เพราะฉะนั้นในเชิงเศรษฐกิจต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    เมื่อถามว่า กรณีพระราชกําหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ยังคงต้องเดินหน้าต่อหรือไม่ นายเอกนิติ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว เมื่อถามต่อว่า เงินที่กู้มาแล้วจะทําอย่างไร นายเอกนิติ ตอบว่า “ไม่น่ามีปัญหา”

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/971641&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1My1eioNOPnhPUYuCnOIcw

  • ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 2.01 จุด เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยปลายปีนี้  | เดลินิวส์

    ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 2.01 จุด เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยปลายปีนี้  | เดลินิวส์

    บรรยากาศหุ้นไทยวันที่ 18 มิ.ย. 69 เคลื่อนไหวในแดนบวกและลบ แม้มีข่าวสหรัฐกับอิหร่านลงนามข้อตกลงหยุดยิง แต่มีปัจจัยลบจากเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ภาพการซื้อขายยังผันผวน ส่งผลให้ ณ เวลา 17.02 น. ดัชนีหุ้นปิด 1,585.06 จุด ลดลง 2.01 จุด หรือ 0.13% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 68,106.91 ล้านบาท ส่วนตลาดเอ็มเอไอ ปิดที่ 218.44 จุด ลดลง 0.76 จุด หรือ 0.35% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 446.45 ล้านบาท

    รายงานข่าวจาก บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากทิศทางนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แม้ว่าสถานการณ์สงครามจะคลี่คลายลงก็ตาม โดยล่าสุด ทรัมป์ ได้ลงนามข้อตกลงชั่วคราวแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยุติสงครามกับอิหร่านและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงมาเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลง เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากการประชุมธนาคารกลางมีมติคงดอกเบี้ย

     หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 

    1.เดลต้า ปิดที่ 346.00 บาท ลดลง -1.00 บาท

    2.เอสซีบี ปิดที่ 142.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง

    3.ธ.กรุงไทย ปิดที่ 36.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท

    4.กัลฟ์ ปิดที่ 63.50 บาท ลดลง -0.75 บาท

    5.ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 206.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5957049/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D_M7YLfMeJe4rRFrLdYZ7

  • แบงก์ออฟอิงแลนด์คงดอกเบี้ย 3.75% รับแรงกดดันเงินเฟ้อพลังงานหลังสงคราม

    แบงก์ออฟอิงแลนด์คงดอกเบี้ย 3.75% รับแรงกดดันเงินเฟ้อพลังงานหลังสงคราม

    ธนาคารกลางสองแห่งในยุโรปพร้อมใจคงอัตราดอกเบี้ยในวันพฤหัสบดีเดียวกัน สะท้อนให้เห็นความระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และยังคงส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดการเงินโลก

    อังกฤษ: คงดอกเบี้ย 3.75% แม้เงินเฟ้อยังเกินเป้า

    ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75% โดยผู้ว่าการ แอนดรูว์ เบลีย์ ชี้แจงว่า แม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลงบ้างในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนสงครามอย่างมีนัยสำคัญ และราคาพลังงานที่พุ่งสูงในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมาได้สะสมแรงกดดันเงินเฟ้อเอาไว้แล้ว

    ข้อมูลทางการที่เผยแพร่วันพุธระบุว่าอัตราเงินเฟ้อรายปีของอังกฤษอยู่ที่ 2.8% ในเดือนพฤษภาคม สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลาง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายการเงิน 7 ใน 9 คน รวมถึงเบลีย์ เลือกคงดอกเบี้ยไว้ก่อน ขณะที่กรรมการอีก 2 คนเสนอให้ขึ้นทันที 0.25% สู่ระดับ 4.0% สะท้อนว่าแรงกดดันภายในคณะกรรมการยังมีอยู่

    การตัดสินใจครั้งนี้สอดคล้องกับท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ประชุมไปเมื่อวันพุธ ซึ่งเลือกคงดอกเบี้ยเช่นกัน แต่ส่งสัญญาณชัดว่าอาจปรับขึ้นในช่วงปลายปีนี้

    “ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ราคาพลังงานที่สูงขึ้นในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมาหมายความว่ามีแรงกดดันเงินเฟ้อสะสมอยู่แล้วในระบบ”

    ด้านตลาดแรงงาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) รายงานว่าอัตราการว่างงานโดยรวมลดลงเล็กน้อยสู่ 4.9% ในไตรมาสสิ้นสุดเดือนเมษายน จาก 5.0% ในไตรมาสก่อน แต่ภาพรวมยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่มีอัตราว่างงานสูงกว่า 16% และจำนวนเยาวชนอายุ 16-24 ปีที่ไม่มีงาน ไม่ศึกษา และไม่ฝึกอาชีพทะลุ 1 ล้านคนในไตรมาสแรก จนรายงานของรัฐบาลเตือนว่าอังกฤษเสี่ยงสร้าง “คนรุ่นที่สูญหาย”

    การเมืองอังกฤษเพิ่มความไม่แน่นอน

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจอังกฤษหดตัวเล็กน้อยในเดือนเมษายน และความขัดแย้งภายในพรรคแรงงานยิ่งทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจมัวหมอง วันพฤหัสบดีนี้ยังมีการเลือกตั้งซ่อมสำคัญที่เขตเลือกตั้งเมกเกอร์ฟิลด์ (Makerfield) ซึ่ง แอนดี้ เบิร์นแฮม (Andy Burnham) นายกเทศมนตรีกรมเกรตเตอร์แมนเชสเตอร์ ลงสมัครเพื่อเปิดทางเข้าสู่การแข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงาน ท่ามกลางกระแสกดดันต่อนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ที่ครองอำนาจมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024

    สวิตเซอร์แลนด์: คงดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ จับตาฟรังก์แข็งค่า

    ธนาคารแห่งชาติสวิส (SNB) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0% ตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ โดยประธาน มาร์ติน ชเลเกล แถลงว่า แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อสูงขึ้นในหลายประเทศ แต่สวิตเซอร์แลนด์ได้รับผลกระทบน้อยกว่า โดยเงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ที่เพียง 0.6% ซึ่งอยู่ในกรอบเสถียรภาพราคาที่กำหนดไว้ระหว่าง 0-2%

    ความกังวลหลักของ SNB ในขณะนี้คือค่าเงินฟรังก์สวิส ซึ่งถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลกเทียบเคียงกับทองคำและพันธบัตรเยอรมนี เมื่อสงครามเริ่มต้น เงินฟรังก์เผชิญแรงกดดันแข็งค่าอย่างหนัก แม้จะคลายตัวลงบ้างในช่วงหลัง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในกลุ่มประเทศหลักปรับสูงขึ้นจนช่วยลดส่วนต่างลง แต่ SNB ยังคงเตือนว่าความเสี่ยงต่อการแข็งค่ารุนแรงยังมีอยู่ และพร้อมเข้าแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราหากจำเป็น

    SNB คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสหน้าก่อนจะลดลงอีกครั้ง ขณะที่ตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ราว 1% สำหรับปีนี้ และ 1.5% ในปี 2027 นักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics มองว่า SNB จะคงดอกเบี้ยในระดับนี้ต่อไปอีกอย่างน้อยสองถึงสามปี โดยให้ความสำคัญกับการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก

    swiss-national-bank-holds-rate-zero-franc-pressure-3.jpeg

    โลกแยกทาง: ขึ้น-คง แตกต่างกันไปตามสภาพเศรษฐกิจ

    ขณะที่อังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์เลือกคง ธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 สะท้อนให้เห็นว่าโลกการเงินกำลังเผชิญกับบททดสอบเดียวกัน แต่แต่ละธนาคารกลางเลือกตอบสนองต่างกันตามบริบทของตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/bank-of-england-holds-rate-375-percent-inflation-energy-war&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pOhGT6FS5inU6tQRWadsf

  • S&P-Moody

    S&P-Moody


    กกร.หนุนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง หลัง S&P และ Moody’s คงอันดับความน่าเชื่อถือไทย ย้ำวินัยการคลังยังปึ้ก พร้อมจับมือผ่านกลไก กรอ. ขับเคลื่อนกรอบ Reinvent Thailand ดันไทยสู่เวทีโลก

    นายผยง  ศรีวณิช  ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยถึงกรณี S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” สอดคล้องกับ Moody’s ที่คงอันดับเครดิตไทยที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น “มีเสถียรภาพ” สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศต่อความสามารถของประเทศไทยในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับวิกฤตและความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลกครั้งใหม่

    ทั้งนี้กกร.เห็นว่า การได้รับการยืนยันอันดับเครดิตจากสถาบันชั้นนำของโลก เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ จากความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายภาครัฐและเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนใหม่ที่ตอบโจทย์กระแสโลก อย่างไรก็ดี การรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว (Trust & Confidence) จำเป็นต้องเร่งเดินหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพการเติบโต เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม คุณภาพ และความยั่งยืน

    อย่างไรก็ตาม กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง โดยเน้นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ทั่วถึงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ลดมาตรการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแหที่อาจนำไปสู่การเสพติดการช่วยเหลือจากภาครัฐ และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ

    นอกจากนี้ กกร. สนับสนุนการผลักดันไทยเข้าสู่ OECD ซึ่งถือเป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการยกระดับประเทศ หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ (Open government) ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอย่าง “ธนาคารโลก” สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ สู่โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าเพิ่ม ผลิตภาพ และการสร้างงานคุณภาพสูง สอดคล้องกับกรอบ Reinvent Thailand ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตอกย้ำความน่าเชื่อถือของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก

    ทางภาคเอกชนไทย พร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มกำลัง ในการขับเคลื่อนวาระปฏิรูป ผ่านการลงทุน การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนา SMEs และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการเงิน ตลาดเงินตลาดทุน และภาครัฐอย่างครบวงจร โดยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทั้งนี้ กกร. เชื่อว่าหากไทยสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ควบคู่กับการปฏิรูปที่มีเป้าหมายชัดเจนและทำได้จริง ครอบคลุมทุกภาคส่วน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ พร้อมวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค มี National Champion ที่แข็งแกร่ง เติบโตอย่างทั่วถึง และยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43848&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2czg1f63xh4V3hSat-Rx9N