Blog

  • นายกฯ หารือ ปูติน ย้ำมิตรภาพยาวนาน 130 ปี มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-พลังงาน

    นายกฯ หารือ ปูติน ย้ำมิตรภาพยาวนาน 130 ปี มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-พลังงาน

    ชื่นมื่น! นายกฯ หารือประธานาธิบดีปูติน เน้นย้ำมิตรภาพยาวนานกว่า 130 ปี มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน และการเชื่อมโยงประชาชน

    เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 18 มิ.ย. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซานซึ่งช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง) ณ ห้องหารือทวิภาคี 3 อาคาร Pavilion A2 ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือทวิภาคีกับนายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย ในโอกาสเข้าร่วมการประชุม ASEAN-Russia Commemorative Summit

    ทั้งสองฝ่ายได้หารือด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร โดยนายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีที่ได้พบประธานาธิบดีรัสเซียและชื่มชมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ครั้งนี้ และเน้นย้ำว่ารัสเซียเป็นมิตรประเทศสำคัญที่มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทยทุกระดับ ด้านประธานาธิบดีรัสเซียยินดีที่ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่ใกล้ชิด และทั้งสองประเทศเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซีย ในปี 2570

    ทั้งนี้ รัสเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–รัสเซีย (Thai-Russian Joint Commission) ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก ในเดือน ส.ค. 2569 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความร่วมมือต่าง ๆ ดังนี้

    1. ด้านการเมืองและความมั่นคง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญกับรัสเซียซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีบทบาทสำคัญของโลก และพร้อมกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือในทุกระดับ ทั้งระดับทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี

    ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยขอบคุณรัสเซียที่จะให้การสนับสนุนพลังงานสะอาด ก๊าซ LNG และสินค้าจำเป็น เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย และเห็นพ้องในการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมด้านการทหาร ด้านสารสนเทศ ด้านสาธารณสุข รวมถึงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษา

    2. ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าไทยและรัสเซียมีศักยภาพที่จะส่งเสริมการค้าระหว่างกันได้อีกมาก โดยปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือว่ายังไม่สะท้อนกับโอกาสทางธุรกิจที่ควรจะเป็น

    ทั้งนี้ สภาธุรกิจไทย-รัสเซีย สนใจขยายการค้าการส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค และแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ สำหรับในส่วนของรัฐบาลจะเดินหน้าการเจรจาจัดทำ FTAไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเข้าถึงตลาดระหว่างไทย รัสเซีย และประเทศสมาชิก EAEU อื่น ๆ

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงผลสำเร็จของการประชุม Russian-Thai Investment Forum ที่มีผู้แทนไทยทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจได้เข้าร่วมเมื่อปีที่แล้ว และจะจัดขึ้นที่กรุงเทพ ในเดือนต.ค. ปีนี้ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่ายได้สร้างเครือข่ายและขยายความร่วมมือทางๆ เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

    3. ความร่วมมือในเวทีพหุภาคี นายกรัฐมนตรีขอบคุณที่รัสเซียให้การสนับสนุนการทำงานของอาเซียน และชื่นชมบทบาทที่สร้างสรรค์ของรัสเซียในกรอบความร่วมมือเอเปค โดยเฉพาะการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรม ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ตลอดจนการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม

    ทั้งนี้ ไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับรัสเซียในประเด็นต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล AI ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการต่อต้านสแกมเมอร์ รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย -แปซิฟิกด้วย

    4. ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย ในปี 2570 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนและเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันในทุกมิติ

    นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวยินดีที่ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางมายังประเทศไทยเกือบสองล้านคน นับเป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรปกลุ่มใหญ่ที่สุดของไทย แสดงถึงความประทับใจที่ชาวรัสเซียมีต่อประเทศไทย และเพื่อเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน จะได้มีการเผยแพร่วัฒนธรรมรัสเซีย อาทิ เพลง ภาพยนตร์ และศิลปะการแสดง ในโอกาสต่อๆไปด้วย

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณประธานาธิบดีรัสเซียสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือกับรัสเซียอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้งสองประเทศ พร้อมแสดงความหวังว่าจะได้พบหารือกับประธานาธิบดีรัสเซียอีกครั้งในโอกาสการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 ในช่วงปลายปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5768252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26tRlSVArDQe2b61kmqSnY

  • เศรษฐกิจโลก “ระอุ” “ทองคำ” ละลาย

    เศรษฐกิจโลก “ระอุ” “ทองคำ” ละลาย

    หลายคนคงจำกันได้ว่า เมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค. ต้นปีที่ผ่านมา หรือก่อนเกิดสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งภายหลังขยายวงกว้างกลายเป็นวิกฤตในอ่าวเปอร์เซียขึ้นมา…

    ราคาทองคำในตลาดโลกเกิดความผันผวนอย่างหนัก และปรับตัวสูงขึ้นจนทุบทำลายสถิติเก่าทำนิวไฮเกือบทุกวัน กระทั่งช่วงปลายเดือน ม.ค. 69 ราคาทองคำในประเทศพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์…โดยราคาทองคำแท่งซื้อขายกันที่ระดับ 81,400 – 81,950 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่ราคาทองรูปพรรณขายออกบาทละ 82,200 บาท วันเดียวกันนี้ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปแรงถึงบาทละ 3,700 บาท

    ส่วนราคาทองคำในตลาดสปอต ดีดตัวขึ้นแรงจนทำ All-Time High เหนือระดับ 5,520 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ก่อนจะย่อตัวลงมาปิดตลาดในช่วงถัดมาที่ระดับราว 5,303 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    ช่วงเวลานั้น หลายคนเชื่อมั่นว่า ราคาทองคำน่าจะพุ่งขึ้นทำลายสถิติต่อเนื่องจนถึง 6,000 ดอลลาร์ หรือทะลุไปกว่านั้น เช่นเดียวกับที่ประเทศไทย มีคนจำนวนไม่น้อยไปเข้าคิวกันยาวเหยียดที่เยาวราชเพื่อจะซื้อ ไม่ใช่แค่มีแต่คนเอาทองไปขายเท่านั้น

    แต่แล้ว หลังเวลาผ่านไปเพียง 5 เดือน สงครามที่ปะทุเป็นระลอกได้ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงาน เมื่อการขนส่งน้ำมัน และสินค้าต่างๆ ออกจากช่องแคบฮอร์มุซทำได้ยากลำบาก ซึ่งไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมัน และพลังงานอื่นๆ แพงลิ่วเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เกิดการขาดแคลน Supply Chain ในระบบการผลิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบการผลิต การแปรรูป การจัดเก็บ ไปจนถึงการกระจาย และส่งมอบสินค้า และบริการถึงมือผู้บริโภคปลายทางด้วย

    ปัญหานี้ก่อให้เกิดต้นทุนการขนส่ง และราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น จนในที่สุดหลายประเทศก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงวิกฤตอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และรุนแรงได้ ส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลงต่อเนื่อง ล่าสุดราคาทองคำในตลาดสปอตเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศร่วงลงเกือบจะหลุดระดับ 20,000 บาทต่อบาท ไปอยู่ที่ระดับบาทละ 63,000 บาท

    ซ้ำยังมีแนวโน้มที่ราคาทองคำจะผันผวนต่ำลงได้อีก โดยเหตุที่ระบบเศรษฐกิจโลก และในประเทศได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างหนักจากวิกฤตพลังงาน และวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น นั่นเอง

    จิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ออกมาเตือนนักลงทุนรายย่อยว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจเข้าไปซื้อทองคำในช่วงเวลานี้ แม้ราคาทองคำจะมีแนวโน้มต่ำลงอีก แต่ราคาต่ำก็ไม่ได้หมายความว่า เข้าซื้อแล้วจะปลอดภัยเสมอไป

    นักลงทุนรายย่อย ควรแยกการลงทุนในทองคำออกจากการเก็งกำไรในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Future) เพราะเป็นคนละตลาด สำคัญคือ มีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างมาก

    จิตติ มองว่า ความผันผวนรุนแรงที่เกิดขึ้นกับราคาทองคำในปัจจุบัน ไม่ได้สะท้อนการซื้อขายทองคำจริงเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากตลาดล่วงหน้า ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายสูงกว่าปริมาณทองคำจริงหลายเท่าตัว

    “กองทุนสามารถขายสัญญาล่วงหน้าได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทองคำจริงอยู่ในมือ ทำให้เกิดแรงกดดันต่อราคาได้รวดเร็ว และรุนแรงกว่าตลาดทองคำจริง” จิตติ ให้ความเห็นกับ นาวรัตน์ เจริญประพิณ ในรายการ Money Chat

    เขายังระบุด้วยว่า ปริมาณทองคำจริงที่ซื้อขายกันทั่วโลกในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 4,000 – 4,500 ตัน ขณะที่ปริมาณการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าสามารถหมุนเวียนได้ในระดับหลายพันตันภายในเวลาเพียง 1 วัน ส่งผลให้ผู้เล่นรายใหญ่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อราคาตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ด้วยเหตุนี้เอง นักลงทุนรายย่อยที่เน้นการเก็งกำไรระยะสั้น จึงมีความเสี่ยงสูงในการแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ที่มีทั้งเงินทุน ข้อมูล และอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางตลาดมากกว่า

    สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสะสมทองคำ จิตติ ให้มุมมองส่วนตัวว่า เขายังคงมองว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าในระยะยาว

    แต่ในช่วงเวลานี้ ควรชะลอการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติมออกไปก่อน เพื่อรอดูความชัดเจนจากปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตลอดจนถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ของโลก

    “ราคาที่ปรับตัวลงมาแรง ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะหมดไป นักลงทุนควรรอให้ทิศทางตลาดชัดเจนมากขึ้นก่อน เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่คาดการณ์ได้ยากมาก”

    แม้จะยังมีความเชื่อมั่นในแนวโน้มระยะยาวของทองคำ แต่ในภาวะที่ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสข่าวความคาดหวังด้านดอกเบี้ย และแรงซื้อขายจากตลาดล่วงหน้า นักลงทุนรายย่อยควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการเร่งเข้าซื้อเพราะเห็นว่า ราคาปรับตัวลงมาแล้ว!

    สำหรับผู้ถือทองคำอยู่แล้ว หรือติดยอดดอยอยู่ อาจต้องใช้ความอดทนสักระยะหนึ่ง ส่วนผู้ที่ต้องการเข้าซื้อใหม่ ควรรอความชัดเจนเช่นกัน เพราะตลาดทองคำช่วงนี้ ยังมีความผันผวนสูง และยากต่อการประเมินทิศทาง…จิตติ ย้ำ

    ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. เร่งตัวขึ้นจากระดับ 3.8% ในเดือน เม.ย. มาอยู่ที่ 4.2% ในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี โดยมีแรงผลักดันหลักจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากผลของสงคราม ทำให้ก่อนหน้านี้เกิดการคาดการณ์กันว่า เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สวนทางกับแนวทางเดิมที่เคยส่งสัญญาณจะปรับลด

    อย่างไรก็ตาม การประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดในช่วงกลางสัปดาห์นี้ (16-18 มิ.ย.) โดยมีเหตุปัจจัยจากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวแรงขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี นับจากปีก่อนที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 3.8% ในช่วงเดือน พ.ค. มาปีนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปสูงถึง 4.2% ส่งผลให้เกิดการคาดการณ์ว่า FOMC อาจจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.50-3.75% ต่อปี สวนทางกับความตั้งใจเดิมที่เฟด เคยประกาศจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย หากสงครามอ่าวสงบลง

    แม้จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้ แต่คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของกรรมการ (dot plot) ได้พลิกมาเป็นสายเข้มงวดอย่างชัดเจน โดยกรรมการราวครึ่งหนึ่งมองว่าอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่ค่ากลางคาดการณ์ดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2026 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% จากเดิม 3.4% ในการประชุมเดือน มี.ค. เปลี่ยนทิศทางจากแนวโน้ม “ปรับลด” มาเป็น “ปรับขึ้น”

    การคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มต่ำลง เพราะนักลงทุนจะย้ายเงินทุนเข้าไปฝากในตลาดเงินที่ได้ผลตอบแทนดีกว่า นั่นทำมีการคาดการณ์กันว่า ราคาทองคำในตลาดสปอตอาจร่วงลงถึงระดับ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะที่อาจเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ลามเป็นวงกว้างไปถึงการตกงานของผู้คน ในยามที่เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง

    ฟังกูรูตัวจริงพูดแล้ว อาจจำเป็นต้องเก็บเงินสดไว้ให้ดี อย่าได้วอกแวกไปลงทุนอะไรในช่วงนี้ ปลอดภัยกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2940575&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m671epWGnCO4djEaOL6kq

  • “เอกนิติ” ชูเครดิตไทยแข็งแรง เตรียมถก กรอ. รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

    “เอกนิติ” ชูเครดิตไทยแข็งแรง เตรียมถก กรอ. รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภาพรวมเศรษฐกิจและผลการจัดอันดับของประเทศไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings หรือ S&P ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับ BBB+ พร้อมมุมมองความน่าเชื่อถือที่ระดับมีเสถียรภาพ 

    ขณะที่สถาบัน International Institute for Management Development หรือ IMD ได้ปรับอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยดีขึ้น 4 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 26 จากเดิมอันดับ 30 จากทั้งหมดประมาณ 70 ประเทศ

    กระทรวงการคลัง
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    โดย IMD ระบุว่า ไทยมีจุดแข็งของด้านเสถียรภาพต่างประเทศที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเกิน 2.5 เท่า ตลอดจนเสถียรภาพในประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำ 

    นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น สอดคล้องกับการดำเนินมาตรการ Thailand FastPass ของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะช่วยเอื้อให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม IMD ได้ระบุถึงจุดอ่อนของประเทศที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการพึ่งพาพลังงานที่ไทยอยู่ในอันดับ 67 ซึ่งการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูงเกือบร้อยละ 10 ของจีดีพี ส่งผลกระทบให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลในช่วงที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูป 

    รวมถึงปัญหาด้านประสิทธิภาพและทักษะแรงงาน ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขและการศึกษาที่ยังมีอันดับไม่ดีนัก โดยรัฐบาลได้มีโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่นำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเพิ่มทักษะแรงงานและโครงการทักษะเชื่อมโยงของบีโอไอเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ซึ่งจะเริ่มประชุมนัดแรกในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. นี้ โดยมีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน เพื่อร่วมกันหาทางออกแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หารือถึงการขับเคลื่อนและปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว 

    ทั้งด้านพลังงาน การศึกษา การเปิดตลาดใหม่ และการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน สำหรับการประชุม กรอ.ชุดนี้ ได้เชิญนายกสมาพันธ์เอสเอ็มอีเข้าร่วมหารือด้วย ซึ่งแตกต่างจากที่ผ่านมา เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อย 

    โดยมีแผนเตรียมหารือเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งบีโอไอได้อนุมัติกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เพื่อให้สินเชื่อแก่เอสเอ็มอีในการปรับโครงสร้าง เปลี่ยนเครื่องจักร และปรับตัวสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พร้อมสนับสนุนการทำ Local Content เพิ่มแต้มต่อ ซึ่งจะเน้นเรื่อง Made in Thailand มากขึ้น โดยต้องจับมือกับภาคเอกชน กระทรวงการคลังกำลังเตรียมโครงการมาตรการพี่ช่วยน้อง เพื่อดึงเอสเอ็มอีเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีสมัยใหม่ 

    รวมถึงการปรับยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้มีการใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ในวันอังคารจะมีการต่อยอดมาตรการบีโอไอฟาสต์พาสที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อช่วยปลดล็อกและลดขั้นตอนการอนุมัติการลงทุนให้รวดเร็วขึ้น 

    ในส่วนของโครงการแลนด์บริดจ์จะมีการประชุมในวันศุกร์ที่ 26 มิ.ย. 69 ซึ่งจะดูและรับฟังความคิดเห็นในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และชุมชน 

    ขณะที่เรื่องการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ บีโอไอ อยู่ระหว่างการทบทวนยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและคลาวด์เซอร์วิสเพื่อให้คนไทยเข้าถึงบริการได้ในราคาถูกลง ควบคู่ไปกับการป้องกันปัญหาการแย่งใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าในประเทศ โดยอาจพิจารณาให้ผู้ลงทุนทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงเพื่อเสริมความมั่นคง 

    ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลขการเติบโตของจีดีพีระยะสั้นในปีนี้ แต่ให้ความสำคัญกับการรักษาจุดแข็งด้านเสถียรภาพ กำจัดจุดอ่อนด้านพลังงานและกฎระเบียบ โดยเตรียมหารือใน กรอ. เพื่อกำหนดแผนดำเนินงานระยะสั้น 6 เดือน ระยะ 1 ปี และเป้าหมายการยกระดับประเทศในระยะ 4 ปี

    “หัวใจสำคัญวันนี้ คือผมไม่ได้เน้นเรื่องเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นเลย GDP ปีนี้ไม่ใช่เป้าหมาย คือเราต้องทำให้ดีขึ้น ให้โต ให้โตมากกว่า 2% แต่วันนี้หนึ่งในหัวใจสำคัญ คือเราต้องรักษาจุดแข็ง “เรื่องเสถียรภาพ” กำจัดจุดอ่อน คือเรื่องพลังงาน โดยเฉพาะที่เราเป็นอันดับเกือบสุดท้าย คือการพึ่งพาพลังงาน จึงต้องเน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เรื่องแรงงาน กำจัดจุดอ่อนเรื่องทักษะของคน เรื่องกฎกติกาที่มันวุ่นวายยุ่งยากกับนักลงทุนและคนระดับนักธุรกิจ กำจัดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง แล้วก็มองที่ Rating ทั้งหลายที่เขามองเราดีขึ้น ก็มองเป็นกำลังใจ แต่มองที่เขาคอมเมนต์ด้วยเป็นแนวทาง เป็นการบ้าน ก็เปลี่ยนกำลังใจให้เป็นการบ้าน  เดี๋ยววันจันทร์จะตกลงร่วมกับ กรอ. ภาครัฐ เอกชน ผมตั้งใจจะบอกว่าจะมีเป้าไม่ใช่ GDP ในปีนี้ แต่คืออีก 4 ปี ที่เราจะยกระดับประเทศไปถึงไหน “

    กระทรวงการคลัง
    นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง

    ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า เรื่องเสถียรภาพมีความสำคัญอย่างมากในบริบทโลกปัจจุบันที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยอาจสิ้นสุดลง 

    ขณะที่หลายประเทศเพื่อนบ้านต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลไม่ให้ค่าเงินอ่อนค่า การที่ประเทศไทยมีเสถียรภาพทำให้ไม่ต้องถูกบีบบังคับให้ดำเนินนโยบายที่ไม่เหมาะสมกับเศรษฐกิจในประเทศ 

    อย่างไรก็ตาม การมีเสถียรภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องนำมาใช้สร้างเรื่องราวการเติบโตใหม่ให้แก่ประเทศ ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมที่สำคัญ โดยมีความจำเป็นต้องเข้าร่วมในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อไม่ให้ตกขบวน 

    อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือการทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้สามารถยกระดับและดึงให้คนไทยรวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่นี้ได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/277913&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oq1YnSzCFwRJOdDoBMSy6

  • ชื่นมื่น! นายกฯ อนุทิน หารือ ปธน.ปูติน ดีลความร่วมมือเศรษฐกิจ-พลังงาน เน้นย้ำมิตรภาพ ไทย-รัสเซีย

    ชื่นมื่น! นายกฯ อนุทิน หารือ ปธน.ปูติน ดีลความร่วมมือเศรษฐกิจ-พลังงาน เน้นย้ำมิตรภาพ ไทย-รัสเซีย

    ชื่นมื่น! นายกฯ หารือประธานาธิบดีปูติน เน้นย้ำมิตรภาพ ไทย-รัสเซีย ยาวนานกว่า 130 ปี มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน และการเชื่อมโยงประชาชน

    วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เวลา 17.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซานซึ่งช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง) ณ ห้องหารือทวิภาคี 3 อาคาร Pavilion A2 ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือทวิภาคีกับนายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย ในโอกาสเข้าร่วมการประชุม ASEAN-Russia Commemorative Summit 

    ทั้งสองฝ่ายได้หารือด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร โดยนายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีที่ได้พบประธานาธิบดีรัสเซียและชื่นชมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ครั้งนี้ และเน้นย้ำว่ารัสเซียเป็นมิตรประเทศสำคัญที่มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทยทุกระดับ ด้านประธานาธิบดีรัสเซียยินดีที่ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่ใกล้ชิด และทั้งสองประเทศเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซีย ในปี 2570 

    ทั้งนี้ รัสเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–รัสเซีย (Thai-Russian Joint Commission) ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก ในเดือน สิงหาคม 2569 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความร่วมมือต่าง ๆ ดังนี้ 

    1. ด้านการเมืองและความมั่นคง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญกับรัสเซียซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีบทบาทสำคัญของโลก และพร้อมกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือในทุกระดับ ทั้งระดับทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี 

    ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยขอบคุณรัสเซียที่จะให้การสนับสนุนพลังงานสะอาด ก๊าซ LNG และสินค้าจำเป็น เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย และเห็นพ้องในการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมด้านการทหาร ด้านสารสนเทศ ด้านสาธารณสุข รวมถึงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษา

    2. ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าไทยและรัสเซียมีศักยภาพที่จะส่งเสริมการค้าระหว่างกันได้อีกมาก โดยปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือว่ายังไม่สะท้อนกับโอกาสทางธุรกิจที่ควรจะเป็น

    ทั้งนี้สภาธุรกิจไทย-รัสเซีย สนใจขยายการค้าการส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค และแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ สำหรับในส่วนของรัฐบาลจะเดินหน้าการเจรจาจัดทำ FTA ไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเข้าถึงตลาดระหว่างไทย รัสเซีย และประเทศสมาชิก EAEU อื่น ๆ

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงผลสำเร็จของการประชุม Russian-Thai Investment Forum ที่มีผู้แทนไทยทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจได้เข้าร่วมเมื่อปีที่แล้ว และจะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมปีนี้  ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่ายได้สร้างเครือข่ายและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

    3. ความร่วมมือในเวทีพหุภาคี นายกรัฐมนตรีขอบคุณที่รัสเซียให้การสนับสนุนการทำงานของอาเซียน และชื่นชมบทบาทที่สร้างสรรค์ของรัสเซียในกรอบความร่วมมือเอเปค โดยเฉพาะการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรม ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ตลอดจนการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม 

    ทั้งนี้ ไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับรัสเซียในประเด็นต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล AI ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการต่อต้านสแกมเมอร์ รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกด้วย

    4. ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย ในปี 2570 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนและเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันในทุกมิติ 

    นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวยินดีที่ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางมายังประเทศไทยเกือบสองล้านคน นับเป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรปกลุ่มใหญ่ที่สุดของไทย แสดงถึงความประทับใจที่ชาวรัสเซียมีต่อประเทศไทย และเพื่อเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน จะได้มีการเผยแพร่วัฒนธรรมรัสเซีย อาทิ เพลง ภาพยนตร์ และศิลปะการแสดง ในโอกาสต่อๆไปด้วย

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณประธานาธิบดีรัสเซียสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือกับรัสเซียอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้งสองประเทศ พร้อมแสดงความหวังว่าจะได้พบหารือกับประธานาธิบดีรัสเซียอีกครั้งในโอกาสการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 ในช่วงปลายปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2940534&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sQMXH3LUPtIo_dpG7csVH

  • พรรคเศรษฐกิจ บุกตลาดประชานิเวศน์ 1 เจอร้องปมค่าที่จอดรถ ชวนกา ‘บิ๊กหยม’ จบทุกปัญหา

    พรรคเศรษฐกิจ บุกตลาดประชานิเวศน์ 1 เจอร้องปมค่าที่จอดรถ ชวนกา ‘บิ๊กหยม’ จบทุกปัญหา

    พรรคเศรษฐกิจ ยกทีมบุกตลาดประชานิเวศน์ 1 เจอชาวบ้านร้องปมต่อสัญญาค่าที่จอดรถ ชวนเลือก ‘บิ๊กหยม’ เบอร์ 12 จบทุกปัญหา

    เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ตลาดประชานิเวศน์ 1 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร นายธวีพงษ์ สิทธิธัญกิจ ผู้อำนวยการพรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายวริษทนนต์ คูณธนานุวัฒน์ ผู้สมัคร สก.พรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย ‘บิ๊กบัว’ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น อดีต ผบช.น. ที่ปรึกษานโยบายผู้สมัครผู้ว่า กทม. ลงพื้นที่รับข้อร้องเรียนของชาวบ้าน

    โดยพรรคเศรษฐกิจระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ตอกย้ำภาพความล้มเหลวของการบริหารงาน ที่ไร้การเหลียวแล และถูกทอดทิ้ง ให้เผชิญชะตากรรมอย่างไร้ความรับผิดชอบ ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทางพรรคได้รับฟังความอัดอั้นตันใจ จากพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านในพื้นที่ ที่ต้องทนทุกข์กับปัญหาซ้ำซากที่ไร้การแก้ไข

    โดยชาวบ้านได้ยื่นข้อร้องเรียนถล่มยับ ถึง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1.ส่อทุจริตงบประมาณ กทม. ซึ่งชาวบ้านตั้งคำถามหนัก ถึงความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการเงินงบประมาณ และความไม่ชอบมาพากล ในการต่อสัญญาเรื่องค่าที่จอดรถ

    2.ระบบสาธารณูปโภค ปัญหาท่อน้ำอุดตันเรื้อรังมาเป็นเวลานาน จนใช้การไม่ได้ แต่กลับไม่มีหน่วยงานใด โผล่หัวมาแก้ไข ทำให้น้ำท่วมขัง ชื้นแฉะ สกปรก และส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วตลาด

    3.การซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจ กล่าวคือสภาพตลาดที่เหม็นเน่า ทำลายบรรยากาศการค้าขายจนเงียบเหงา ลูกค้าหายหมด พ่อค้าแม่ค้าเดือดร้อนกันถ้วนหน้า เศรษฐกิจภาพรวมแย่อยู่แล้ว ยังต้องมาเจอการบริหารจัดการที่ห่วยแตกซ้ำเติมอีก

    นายธวีพงษ์ กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจ จะไม่มีวันยอมให้เกิดความเหลื่อมล้ำแบบนี้ในสังคมเด็ดขาด

    “พรรคเศรษฐกิจให้ความสำคัญกับพ่อแม่พี่น้องชาว กทม. อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ไม่ใช่ทุ่มเทงบประมาณไปแค่ส่วนกลาง เพื่อสร้างภาพสวยหรูว่าคนกรุงเทพฯ มีชีวิตที่ดี สะดวกสบาย มีไลฟ์สไตล์ชิคๆคูลๆ วิ่งจ๊อกกิ้งไปทางไหนก็เจริญหูเจริญตาไปหมด” นายธวีพงษ์ กล่าว

    ผู้อำนวยการพรรคเศรษฐกิจ กล่าวต่อไปว่า ในความเป็นจริงแล้ว ชาวกรุงเทพฯ ชายขอบและชุมชนรอบนอกอีกหลายพื้นที่ แทบไม่ได้รับการดูแลแก้ไขปัญหาอะไรเลย ถูกทอดทิ้ง ปล่อยปละละเลยให้เผชิญชะตากรรมตามยถากรรม เหมือนถูกตราหน้าให้เป็น พลเมืองชั้น 2 ของกรุงเทพฯ

    “ที่นี่ไม่เคยมีใครวิ่งจ๊อกกิ้งมาตรวจงาน ไม่เคยมีใครเอากล้องเอาสื่อมาตามถ่ายไลฟ์สดเลยสักครั้ง สำหรับพรรคเศรษฐกิจแล้ว เสียงของทุกคนต้องเท่ากัน ไม่ว่าจะกรุงเทพฯ ชั้นใน หรือกรุงเทพฯ ชั้นนอก ทุกคนต้องได้รับการดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งแยก!” นายธวีพงษ์ กล่าว

    ทั้งนี้ พรรคเศรษฐกิจ ระบุว่า ได้รวบรวมหลักฐานและข้อร้องเรียนทั้งหมดของชาวประชานิเวศน์ 1 ไว้เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเดินหน้าชน ลุยหาแนวทางช่วยเหลือ และบี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ตื่นจากฝันมาแก้ไขความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอย่างเร่งด่วนที่สุด จะไม่มีการประนีประนอม ให้กับความทุกข์ยากของประชาชน พร้อมชู ‘กรุงเทพต้องเด็ดขาด’ เลือก ‘บิ๊กหยม’ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช เบอร์ 12 เป็นผู้ว่าฯ กทม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5768313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0malV9ERiS2oPOJVpthO0F

  • สถาบัน Ifo คาดเศรษฐกิจเยอรมนียังโตได้ในปีนี้-ปีหน้า แม้เผชิญราคาพลังงานพุ่ง : อินโฟเควสท์

    สถาบัน Ifo คาดเศรษฐกิจเยอรมนียังโตได้ในปีนี้-ปีหน้า แม้เผชิญราคาพลังงานพุ่ง : อินโฟเควสท์

    สถาบัน Ifo คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของเยอรมนีจะขยายตัว 0.8% ทั้งในปี 2569 และ 2570 เนื่องจากการที่รัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายได้ช่วยชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่เกิดจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สถาบัน Ifo ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองมิวนิก เปิดเผยรายงานคาดการณ์ล่าสุดในวันพฤหัสบดี (18 มิ.ย.) โดยระบุว่า การลงทุนของภาครัฐที่แข็งแกร่งขึ้นในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การป้องกันประเทศ และโครงการที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเยอรมนี แม้ว่าจะมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นและกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่อ่อนแอลงก็ตาม

    ทีโม โวลเมอร์แชเซอร์ หัวหน้าฝ่ายคาดการณ์ของสถาบัน Ifo กล่าวว่า ในปัจจุบัน เศรษฐกิจเยอรมนีกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยที่สวนทางกัน โดยในขณะที่ราคาพลังงานพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงกำลังส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้น แต่นโยบายการคลังแบบขยายตัวก็กำลังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

    ทั้งนี้ Ifo ประเมินว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นซึ่งเชื่อมโยงกับความขัดแย้งที่มีอิหร่านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้น จะลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเยอรมนีลง 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ทั้งในปี 2569 และ 2570 แต่ในขณะเดียวกัน คาดว่าการใช้จ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาลจะช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจรายปีขึ้น 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงสองปีดังกล่าว

    “เศรษฐกิจเยอรมันจะหยุดชะงักชั่วคราว แต่จะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย” โวลเมอร์แชเซอร์กล่าว พร้อมกับคาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะกลับมาอีกครั้งในไตรมาส 3/2569 หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลายลงตามที่คาดการณ์ไว้

    การคาดการณ์ดังกล่าวตอกย้ำถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของนโยบายการคลังในการสนับสนุนเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญกับการลงทุนที่อ่อนแอ ตลอดจนการเติบโตของผลิตภาพที่ซบเซา และความท้าทายด้านประชากรศาสตร์ของเยอรมนี อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นนี้จะต้องแลกมาด้วยการกู้ยืมเงินของภาครัฐที่สูงขึ้น

    ทั้งนี้ สถาบัน Ifo คาดการณ์ว่า การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลเยอรมนีจะเพิ่มขึ้นจากระดับ 2.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2568 เป็น 4.1% ในปี 2569 และเป็น 4.9% ในปี 2570 ส่วนหนี้สาธารณะคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 68% ของ GDP ภายในปี 2570

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/603115&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vAcouro5g0d5L84H0NFKg

  • ลุ้น กนง. ตรึงดอกเบี้ย พยุงเศรษฐกิจ คาดคงดอกเบี้ยต่ำ 1%

    ลุ้น กนง. ตรึงดอกเบี้ย พยุงเศรษฐกิจ คาดคงดอกเบี้ยต่ำ 1%

    ในช่วงสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประจำเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยและสถาบันการเงินส่วนใหญ่คาดการณ์ตรงกันว่า กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี หลังจากที่ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยลงมาเพื่อผ่อนคลายและลดภาระทางการเงินให้กับภาคประชาชนและกลุ่มเปราะบางไปก่อนหน้านี้ โดยมองว่าทิศทางดอกเบี้ยจะทรงตัวในระดับต่ำนี้ไปตลอดทั้งปี เพื่อประคองเศรษฐกิจไตรมาสที่ 3

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้นโยบายการเงินยังไม่สามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศยังเผชิญกับ ‘ระเบิดเวลาหนี้ครัวเรือน’ โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจต่างๆ (เช่น SCB EIC) ระบุว่า ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 86.7% ของจีดีพี ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน กำลังเผชิญกับภาวะช็อกทางรายที่ฟื้นตัวช้า แต่ค่าครองชีพและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยต้นทุนพลังงานและการขนส่ง ส่งผลให้สภาพคล่องในมือประชาชนตึงตัวอย่างหนัก

    ขณะเดียวกัน ในฝั่งนโยบายการคลัง มีรายงานว่ารัฐบาลเตรียมแผนระดมทุนผ่านการกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มอัดฉีดและเข้ามามีบทบาทในการพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 นี้ ซึ่งจะทำงานควบคู่ไปกับอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำเพื่อช่วยผลักดันให้ภาพรวมเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในปีนี้สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ระดับ 2.0%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-interest-cost-debt-income&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0m8aaCymArJgZfDPnZyoC-

  • คิวบาปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 176 มาตรการ เปิดทางธุรกิจเอกชนและต่างชาติ

    คิวบาปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 176 มาตรการ เปิดทางธุรกิจเอกชนและต่างชาติ

    คิวบาปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ เปิดกว้างเอกชน-ต่างชาติ หวังฝ่าวิกฤตพลังงาน

    รัฐสภาคิวบาลงมติรับรองมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจเสรีตลาด 176 ข้อเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นับเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 60 ปี นับตั้งแต่คิวบาหันมาใช้ระบอบคอมมิวนิสต์ โดยมีนายกรัฐมนตรี มานูเอล มาร์เรโร เป็นผู้ผลักดันการปฏิรูปครั้งนี้ เพื่อฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจและรับมือกับการปิดกั้นการนำเข้าน้ำมันของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์

    เปิดทางธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ไม่จำกัดขนาด

    หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการอนุญาตให้จัดตั้งบริษัทเอกชนขนาดใหญ่โดยไม่จำกัดขนาด และอนุญาตให้ชาวคิวบาเป็นเจ้าของธุรกิจได้มากกว่าหนึ่งแห่ง จากเดิมที่อนุญาตเฉพาะวิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 100 คนมาตั้งแต่ปี 2021 นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติจะไม่ต้องร่วมทุนกับรัฐอีกต่อไป และสามารถถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจได้โดยตรง

    ปลดล็อกพลังงานและส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน

    วิกฤตพลังงานที่ทวีความรุนแรงจากมาตรการปิดกั้นน้ำมันของสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลคิวบาเปิดทางให้ภาคเอกชนและต่างชาติลงทุนในการซื้อขายเชื้อเพลิง พร้อมกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ที่กลายเป็นทางรอดสำคัญในช่วงวิกฤต

    เปิดให้ซื้ออสังหาฯ รัฐและถือบัญชีเงินตราต่างประเทศ

    การปฏิรูปยังเปิดให้ชาวคิวบาทั้งในและนอกประเทศซื้ออสังหาริมทรัพย์ของรัฐเป็นรายกรณี รวมถึงพัฒนาที่ดินในพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ด้านภาคธนาคาร รัฐบาลอนุญาตให้ประชาชนและบริษัทเปิดบัญชีเงินตราต่างประเทศได้เป็นครั้งแรก พร้อมเปิดเสรีช่องทางการโอนเงินจากชาวคิวบาในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครอบครัวจำนวนมาก

    ที่ดินยังเป็นของรัฐ แต่เปิดให้ใช้ประโยชน์

    แม้ที่ดินทั้งหมดจะยังคงเป็นสมบัติของรัฐ แต่มาตรการใหม่อนุญาตให้เอกชนใช้ประโยชน์จากที่ดินในรูปแบบสิทธิการใช้ประโยชน์ระยะไม่จำกัด ครอบคลุมกิจกรรมเกษตร-ประมง ป่าไม้ เกษตร-การท่องเที่ยว และการปลูกยาสูบ เพื่อกระตุ้นการผลิตในประเทศที่ซบเซามาอย่างยาวนาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cuba-economic-reforms-176-measures-private-enterprise&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RpvXVWu-mQizyWVKsqhIC

  • ชิม ชอป เที่ยวท้องถิ่น: เปลี่ยนผลผลิต OTOP เป็นของขวัญ เดินทางสร้างรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก

    ชิม ชอป เที่ยวท้องถิ่น: เปลี่ยนผลผลิต OTOP เป็นของขวัญ เดินทางสร้างรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก

    ชิม ชอป เที่ยวท้องถิ่น: เปลี่ยนผลผลิต OTOP เป็นของขวัญ เดินทางสร้างรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก


    19/06/2569 | 32 |

    เมื่อลมหนาวแรกของเดือนธันวาคมพัดมาเยือน เป็นสัญญาณเริ่มต้นของฤดูกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง ปลายปีเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจหลังตรากตรำทำงานมาทั้งปี แต่ยังเป็น “ฤดูกาลแห่งการจับจ่าย” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี เพื่อจัดหาของขวัญและของฝากมอบให้แก่คนที่รักในเทศกาลปีใหม่

    ท่ามกลางกระแสการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคปัจจุบัน ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงแค่สินค้าที่มีราคาถูกหรือตราสินค้าที่มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่กำลังให้ความสำคัญกับ “คุณค่า Storytelling และความยั่งยืน” เทรนด์นี้จึงกลายเป็นโอกาสทองครั้งสำคัญในการพลิกโฉมผลผลิตจากภาคเกษตรกรรมและสินค้า OTOP ของไทย ให้กลายเป็น “ของขวัญระดับพรีเมียม” ผ่านการขับเคลื่อนด้วยกลไกการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการบริหารจัดการสมัยใหม่ อันจะนำไปสู่การกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    1. จากไร่นาสู่ตะกร้าของขวัญ: พลิกโฉมสินค้าเกษตรและ OTOP ด้วยแนวคิด “Premium & Smart”

    หนึ่งในปัญหาเรื้อรังของสินค้าเกษตรและ OTOP ในอดีตคือ ปริมาณสินค้าที่ล้นตลาดในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวและการขาดมูลค่าเพิ่ม ทว่าในเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตสำคัญ เช่น ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู และผลไม้เมืองหนาว การนำแนวคิด “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Farming) และเทคโนโลยีการแปรรูปเข้ามาใช้ สามารถเปลี่ยน “สินค้าโภคภัณฑ์” (Commodity) ให้กลายเป็น “สินค้านวัตกรรมพรีเมียม” (Premium Value Product) ได้อย่างน่าทึ่ง

    • Storytelling และอัตลักษณ์ชุมชน: การสร้างมูลค่าไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวสินค้า แต่รวมถึงการบอกเล่าเรื่องราว เช่น ข้าวอินทรีย์ที่ปลูกด้วยระบบควบคุมน้ำอัจฉริยะเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือผ้าทอพื้นเมือง OTOP ที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ในท้องถิ่น เรื่องราวเหล่านี้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ยินดีจ่ายแพงขึ้นเพื่อสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

    • Smart Packaging (บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ): บรรจุภัณฑ์มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนสินค้าชุมชนให้เป็นของขวัญปีใหม่ การออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้มีความร่วมสมัย พกพาง่าย และการนำเทคโนโลยี เช่น QR Code บนฉลาก ที่สแกนแล้วสามารถบอกเล่าเรื่องราว (Traceability) ตั้งแต่พิกัดฟาร์มที่ปลูก หน้าตาของเกษตรกรผู้ผลิต ไปจนถึงใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและยกระดับสินค้าสู่ระดับสากล

    2. ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์: สะพานเชื่อมโยงผู้บริโภคสู่เม็ดเงินฐานราก

    การจะส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืน ไม่อาจพึ่งพาเพียงช่องทางการจำหน่ายแบบเดิมได้ การใช้ “ภาคการท่องเที่ยว” เป็นหัวเจาะ ในช่วง High Season เดือนธันวาคม ถือเป็นกลยุทธ์แบบผสานพลัง (Synergy) ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด เพราะเป็นการดึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเข้ามาหาแหล่งผลิตโดยตรง

    • ประสบการณ์ Farm-to-Table: ชุมชนสามารถออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีเกษตรสมัยใหม่ เช่น การท่องเที่ยวชมสมาร์ทฟาร์มเมลอน การทดลองเก็บสตรอว์เบอร์รีอินทรีย์ หรือการร่วมรับประทานอาหารมื้อพิเศษที่ปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่นสดๆ จากไร่ (Farm-to-Table) การส่งมอบ “ประสบการณ์” เช่นนี้จะสร้างความผูกพันระหว่างผู้บริโภคกับชุมชน ทำให้เกิดการซื้อซ้ำในระยะยาว

    • เศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน (Local Circular Economy): เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมา “ชิม” อาหารในท้องถิ่น และ “เที่ยว” ในชุมชน เม็ดเงินจะกระจายไปยังโฮมสเตย์ มัคคุเทศก์ท้องถิ่น และรถรับจ้าง ก่อนจะนำไปสู่การ “ชอป” สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปกลับไปเป็นของขวัญ เม็ดเงินหมุนเวียนนี้จะตกอยู่กับคนในพื้นที่โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

    3. ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง: ขยายหน้าร้านชุมชนสู่ตลาดไร้พรมแดน

    แม้การท่องเที่ยวในพื้นที่ (On-site) จะสร้างประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม แต่ข้อจำกัดด้านเวลาและระยะทางอาจทำให้เข้าถึงคนได้ไม่ทั้งหมด ชุมชนและ SME ยุคใหม่จึงต้องใช้ระบบ O2O (Online-to-Offline) เพื่อส่งต่อความสุขในเทศกาลปีใหม่

    • E-Commerce และการจับคู่ธุรกิจ: การจัดทำ “E-Catalog กระเช้าของขวัญ OTOP ชุมชน” บนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อจำหน่ายเป็นของขวัญพรีเมียมขององค์กร (Corporate Gifts)

    • Live Commerce จากแหล่งผลิต: การให้เกษตรกรหรือคนในชุมชนลุกขึ้นมาไลฟ์สดนำเสนอความสวยงามของชุมชนหน้าหนาว ควบคู่กับการขายสินค้า OTOP เป็นการสร้างความบันเทิงและการรับรู้ (Awareness) ที่เข้าถึงผู้บริโภคยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว

    📌 บทสรุป (Conclusion)

    การขับเคลื่อนหัวข้อ “ชิม ชอป เที่ยวท้องถิ่น: เปลี่ยนผลผลิต OTOP เป็นของขวัญ เดินทางสร้างรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก” ในเดือนธันวาคม ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมส่งเสริมการขายชั่วคราวในช่วงเทศกาล แต่เป็นโมเดลต้นแบบของการบูรณาการระหว่าง เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ในสินค้า OTOP และเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทย

    เมื่อเราสามารถเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรและงานหัตถกรรมให้กลายเป็นของขวัญปีใหม่ที่มีมูลค่าสูงได้สำเร็จ และใช้การท่องเที่ยวเป็นแรงดึงดูดให้เกิดการเดินทางกระจายรายได้ เม็ดเงินเหล่านั้นจะทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้รอยยิ้มของเกษตรกรและชุมชนไทยเบ่งบานได้อย่างยั่งยืนต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/513135&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gofoLS1AWjQp5lLNrYcWQ

  • ชื่นมื่น! อนุทิน เผชิญหน้า ปูติน มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน การเชื่อมโยงประชาชน

    ชื่นมื่น! อนุทิน เผชิญหน้า ปูติน มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน การเชื่อมโยงประชาชน

    ชื่นมื่น! อนุทิน เผชิญหน้า ปูติน มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน การเชื่อมโยงประชาชน

    วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.38 น.

    ชื่นมื่น ! นายกฯ หารือ ปธน.ปูติน ย้ำมิตรภาพยาวนานกว่า 130 ปี มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน และการเชื่อมโยงประชาชน

    วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 17.45 น. (เวลาเมืองคาซาน) ณ ห้องหารือทวิภาคี 3 อาคาร Pavilion A2 ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หารือทวิภาคีกับนายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย ในโอกาสเข้าร่วมการประชุม ASEAN-Russia Commemorative Summit นายกฯ เน้นย้ำว่ารัสเซียเป็นมิตรประเทศสำคัญที่มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทยทุกระดับ ด้านประธานาธิบดีรัสเซียยินดีที่ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่ใกล้ชิด และทั้งสองประเทศเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซีย ในปี 2570

    โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความร่วมมือต่าง ๆ ดังนี้

    1. ด้านการเมืองและความมั่นคง
    ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยขอบคุณรัสเซียที่จะให้การสนับสนุนพลังงานสะอาด ก๊าซ LNG และสินค้าจำเป็น เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย และเห็นพ้องในการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมด้านการทหาร ด้านสารสนเทศ ด้านสาธารณสุข รวมถึงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษา

    2. ด้านเศรษฐกิจ
    เห็นพ้องส่งเสริมการค้าระหว่างกันได้อีกมาก โดยปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือว่ายังไม่สะท้อนกับโอกาสทางธุรกิจที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ สภาธุรกิจไทย-รัสเซีย สนใจขยายการค้าการส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค และแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ สำหรับในส่วนของรัฐบาลจะเดินหน้าการเจรจาจัดทำ FTAไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเข้าถึงตลาดระหว่างไทย รัสเซีย และประเทศสมาชิก EAEU อื่น ๆ

    นอกจากนี้ นายกฯ ได้กล่าวถึงผลสำเร็จของการประชุม Russian-Thai Investment Forum ที่มีผู้แทนไทยทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจได้เข้าร่วมเมื่อปีที่แล้ว และจะจัดขึ้นที่กรุงเทพ ในเดือนต.ค. ปีนี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่ายได้สร้างเครือข่ายและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

    3. ความร่วมมือในเวทีพหุภาคี
    ไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับรัสเซียในประเด็นต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล AI ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการต่อต้านสแกมเมอร์ รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย -แปซิฟิกด้วย

    4. ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม
    เห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย ในปี 2570 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนและเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันในทุกมิติ

    นายกฯ ยินดีที่ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางมายังประเทศไทยเกือบสองล้านคน นับเป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรปกลุ่มใหญ่ที่สุดของไทย แสดงถึงความประทับใจที่ชาวรัสเซียมีต่อประเทศไทย และเพื่อเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน จะได้มีการเผยแพร่วัฒนธรรมรัสเซีย อาทิ เพลง ภาพยนตร์ และศิลปะการแสดง ในโอกาสต่อๆไปด้วย
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/971767&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jNOK050BWE3zfUBC4jNxe