Blog

  • “คริส” นำทีมพรรคเศรษฐกิจ จี้ DSI ดักรวบตัวหน้าสภาหลังปิดสมัยประชุม 11 ก.ค. นี้

    “คริส” นำทีมพรรคเศรษฐกิจ จี้ DSI ดักรวบตัวหน้าสภาหลังปิดสมัยประชุม 11 ก.ค. นี้

    “คริส” นำทีมพรรคเศรษฐกิจ ยื่นตัดสิทธิ์ทางการเมือง “ชนนพัฒฐ์” ปมเอี่ยวคดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์ จี้ DSI ดักรวบตัวหน้าสภาหลังปิดสมัยประชุม 11 ก.ค. นี้

    วันที่ 18 มิถุนายน 2569 บริเวณรัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายพีรพล กนกวลัย และนางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบจริยธรรม นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรณีใช้เอกสิทธิ์ความเป็น สส. คุ้มครองตนเอง และปฏิเสธที่จะเดินทางไปแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อพนักงานสอบสวน หลังจากถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกหนังสือขอส่งตัวดำเนินคดีฟอกเงินและพนันออนไลน์

    นายคริส เปิดเผยว่า สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทาง DSI ได้ทำหนังสือส่งถึงสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอตัวนายชนนพัฒฐ์ไปดำเนินคดี ซึ่งในวันดังกล่าวที่ประชุมสภาฯ ได้ร่วมกันลงมติไม่ส่งตัว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องหลักการและเอกสิทธิ์ในความมีอิสระของ สส. ในการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลโดยปราศจากการเกรงกลัวอำนาจบริหาร อย่างไรก็ดี ในวันนั้นมี สส. หลายท่านรวมถึงตนเอง ได้อภิปรายเรียกร้องอย่างชัดเจนต่อนายชนนพัฒฐ์ว่า หากเชื่อมั่นในความสุจริตของตนเอง และเห็นว่าการกล่าวหาดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้ง ก็ควรเดินทางไปติดต่อกับ DSI โดยตรง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและไม่สร้างภาระให้แก่สภาผู้แทนราษฎรในการปกป้องท่านเพียงคนเดียว จนทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าสภาแห่งนี้เป็นที่ปกป้องผู้กระทำความผิด

    นายคริส ระบุต่อไปว่า นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เวลาล่วงเลยมาแล้วกว่า 3 สัปดาห์ หรือเกือบ 1 เดือน แต่นายชนนพัฒฐ์กลับนิ่งเฉย ไม่ยอมไปแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อพนักงานสอบสวน และใช้ร่มเงาของสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นเกราะคุ้มครองตัวเอง พรรคเศรษฐกิจจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวไม่สง่างามอย่างยิ่งในฐานะผู้แทนราษฎร และเข้าข่ายขาดจริยธรรมทางการเมือง เอาเกียรติยศของ สส. ทั้งสภามาแลกกับการปกป้องตัวเองเพียงคนเดียว

    “วันนี้พวกผมจึงมายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการจริยธรรม เพื่อให้สืบสวนสอบสวนในเรื่องนี้ หากพบว่ามีความผิดจริงตามกรอบจริยธรรม นายชนนพัฒฐ์จะต้องพ้นจากตำแหน่ง สส. ทันที จึงขอให้สื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนร่วมกันจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าคณะกรรมการจะมีคำตัดสินออกมาในรูปแบบใด” นายคริส กล่าว

    นอกจากนี้ นายคริส ยังได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างตรงไปตรงมาไปยังหน่วยงานราชการ โดยระบุว่า เอกสิทธิ์และความคุ้มครองในฐานะ สส. จะสิ้นสุดลงทันทีพร้อมกับการปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ DSI รวมถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มารอดำเนินการเชิญตัวนายชนนพัฒฐ์ที่หน้ารัฐสภาได้ทันทีหลังจากวันดังกล่าว เนื่องจากเกราะคุ้มครองทางกฎหมายจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว

    ทั้งนี้ นายคริส เน้นย้ำในตอนท้ายว่า หากนายชนนพัฒฐ์มั่นใจและเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเองจริง ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันที่ 11 กรกฎาคม แต่ควรเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ DSI และ ปปง. เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่วันนี้ เพื่อพิสูจน์ตนเองและรักษาเกียรติภูมิของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2940454&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22GmLYOQH4S8BjNfuhLsoU

  • S&P คงอันดับเครดิตไทย BBB+ มุมมองมีเสถียรภาพ ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง

    S&P คงอันดับเครดิตไทย BBB+ มุมมองมีเสถียรภาพ ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง

    นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า วันนี้ (18 มิ.ย.) S&P Global Ratings ได้ประกาศรายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

    ด้านภาพรวมเศรษฐกิจ S&P คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) จะเติบโตอยู่ที่ 2.0% ในปี 2569 โดยสะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่กดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ 

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยที่ 2.3% ในช่วงปี 2569 – 2572 ขณะที่รายได้ต่อหัวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 เป็น 9,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

    S&P ยังมองว่าเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่จะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ และเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    สำหรับภาคการท่องเที่ยว แม้ว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติลดลงประมาณ 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ S&P คาดว่ามาตรการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐจะช่วยยกระดับมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง

    ในด้านการคลัง S&P คาดว่าการขาดดุลทางการคลังจะอยู่ที่ประมาณ 3.2% ของ GDP ในปี 2569 และปี 2570 ขณะที่การก่อหนี้รัฐบาลสุทธิจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ของ GDP ในปี 2569 ก่อนทยอยปรับลดลงเฉลี่ยที่ 3.1% ในช่วงปี 2569 – 2572 สะท้อนการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก

    ด้านภาคการเงินต่างประเทศ S&P คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลที่ประมาณ 2.0% ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ย 2.1% ในช่วงปี 2569 – 2572 โดยฐานะการเงินต่างประเทศและทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยเสริมความสามารถในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    สำหรับปัจจัยที่ S&P จะติดตามเพื่อประกอบการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในระยะต่อไป ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน รายได้ต่อหัว แนวโน้มของการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง รวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VC2nEoa6VIoLinmsY97fq

  • “LINE”เปิด 3 แนวทางหนุน SME ไทย เพิ่มโอกาสเติบโตในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว | เดลินิวส์

    “LINE”เปิด 3 แนวทางหนุน SME ไทย เพิ่มโอกาสเติบโตในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว | เดลินิวส์

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ผู้ประกอบการ SME ไทยกว่า 3 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมดในประเทศ กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง ขณะที่ SME ในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด การบริหารต้นทุนและการสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจในวันนี้

    ในวันที่ทุกต้นทุนมีความหมาย และทุกโอกาสในการสร้างรายได้มีความสำคัญ LINE ประเทศไทย จึงเดินหน้าภายใต้แนวคิด ช่วยคนไทย เซฟต้นทุน สร้างกำไร ส่งต่อทั้งโซลูชันดิจิทัล สิทธิประโยชน์ และองค์ความรู้ทางธุรกิจ เพื่อช่วยผู้ประกอบการ SME ไทย ลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    1.  ปลดล็อกข้อจำกัด เสริมสภาพคล่องให้ SME ไทย

    หนึ่งในความท้าทายสำคัญของ SME ไทยในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว คือ “สภาพคล่องทางการเงิน”โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องบริหารเงินหมุนเวียนอย่างรัดกุม การได้รับเงินช้าหรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการรับชำระเงิน อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในแต่ละวันได้

    LINE จึงขยายสิทธิ์การใช้งานฟีเจอร์ โอนตรงเข้าบัญชีร้านค้า บน MyShop ให้ผู้ใช้งาน LINE Official Account ทุกแพ็กเกจสามารถใช้งานได้ฟรี!  ไม่มีค่าธรรมเนียม ช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับเงินเข้าบัญชีได้รวดเร็วขึ้น เพิ่มสภาพคล่อง และลดภาระต้นทุนในการบริหารจัดการธุรกิจ

    นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ผู้ใช้งาน OA Chat Package ยังสามารถเข้าถึงฟีเจอร์เสริมบน MyShop เพิ่มเติมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์โปรไฟล์ลูกค้า ตั้งเตือนแอดมิน และตั้งเวลาส่งข้อความ ช่วยให้ SME สามารถบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและสร้างยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    2.  เซฟต้นทุนด้านการตลาด สร้างคอนเทนต์ได้แบบมือโปร

    ในยุคที่การแข่งขันบนโลกออนไลน์เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพกลายเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะ SME ที่อาจไม่มีทีมการตลาดหรือทีมออกแบบเฉพาะทาง

    LINE จึงร่วมมือกับ Canva เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตสื่อการตลาดได้ด้วยตนเองอย่างมืออาชีพ ผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับสมาชิก LINE Family Club ทั้งการทดลองใช้ฟรี Canva Pro เป็นเวลา 3 เดือน และส่วนลด 30% สำหรับแพ็กเกจ Canva Pro รายปี

    ความร่วมมือดังกล่าวยังต่อยอดสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะการสร้างคอนเทนต์ให้ SME ไทย โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Canva ผ่านกิจกรรม BOOTCAMP CLASSROOM ในเดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องในเดือนสิงหาคม LINE และ Canva ยังเตรียมพัฒนา Template ภาพ สำหรับใช้งานบนแพลตฟอร์ม LINE เพื่อให้ SME สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที ช่วยลดทั้งต้นทุน เวลา และข้อจำกัดในการสร้างคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    3. ขยายโอกาสเข้าถึงความรู้ โดยไม่เพิ่มต้นทุน

    นอกจากต้นทุนด้านการดำเนินงานและการตลาดแล้ว “ต้นทุนในการเข้าถึงองค์ความรู้” ก็เป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจในต่างจังหวัดที่อาจมีโอกาสเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญหรือหลักสูตรด้านดิจิทัลได้ไม่เท่ากับธุรกิจในเมืองใหญ่

    LINE จึงร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมากมาย เพื่อขยายโอกาสให้ SME ทั่วไทย สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านดิจิทัลและเครื่องมือทางธุรกิจได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

    ไม่ว่าจะเป็น ความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ในโครงการ E-Commerce Restart Expo โดยส่งผู้เชี่ยวชาญจาก LINE ประเทศไทย ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านดิจิทัล การตลาด และการใช้โซลูชันบน LINE ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สำหรับผู้ประกอบการในต่างจังหวัดทั้งสงขลาและเชียงใหม่ 

    ความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สนับสนุนโครงการEmpowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต สำหรับกลุ่มธุรกิจ SME ขนาดใหญ่ และ โครงการ SME National Awards เวทีเฟ้นหาและผลักดันธุรกิจ SME ขนาดเล็กแต่ศักยภาพสูงจากทุกจังหวัดทั่วไทย   โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งจาก LINE ประเทศไทยและ LINE Certified Coach มาร่วมเวิร์กชอป ให้ความรู้และคำปรึกษาเฉพาะด้านแบบเจาะลึก ช่วยยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ เตรียมความพร้อมสู่การเติบโตระดับประเทศได้ในอนาคต

    ในขณะเดียวกัน LINE ได้ร่วมมือกับหลากหลายหน่วยงานภาคเอกชนในไทย ช่วยเซฟต้นทุนผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ แต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคนิคการใช้เครื่องมือดิจิทัลบน LINE สร้างธุรกิจโตได้เต็มศักยภาพ อาทิ ความร่วมมือกับ Boehringer Ingelheim บริษัทผู้จัดจำหน่วยเวชภัณฑ์และสุขภาพสัตว์ชั้นนำ จัดออนไลน์คลาสเสริมความรู้ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในไทย ความร่วมมือกับ Tor Penguin ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม  กับงานสัมมนาอัปสกิลร้านอาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘Restaurant Growth Day ยกระดับธุรกิจอาหารให้โตไวด้วย LINE Solutions’ 

    ในวันที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญความท้าทายมากกว่าที่เคย LINE ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่อยู่เคียงข้าง SME ไทย ผ่านการสนับสนุนทั้งด้านเทคโนโลยี องค์ความรู้ และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5955219/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_rSqzg4VcbcrZ5YZX7E6c

  • กกร. ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทย สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    กกร. ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทย สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    กกร. ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทย สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    กกร. ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทย สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ-วินัยการคลัง หนุนรัฐเร่งปฏิรูป สร้างเครื่องยนต์เติบโตใหม่

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า การที่  S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)”สอดคล้องกับ Moody’s ที่คงอันดับเครดิตไทยที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น “มีเสถียรภาพ” สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศต่อความสามารถของประเทศไทยในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับวิกฤตและความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลกครั้งใหญ่

    กกร. เห็นว่า การได้รับการยืนยันอันดับเครดิตจากสถาบันชั้นนำของโลก เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ จากความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายภาครัฐและเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนใหม่ที่ตอบโจทย์กระแสโลก อย่างไรก็ดี การรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว (Trust & Confidence) จำเป็นต้องเร่งเดินหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพการเติบโต เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม คุณภาพ และความยั่งยืน

    กกร. ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทย สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ  

    ทั้งนี้ กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง โดยเน้นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ทั่วถึงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ลดมาตรการอุดหนุนแบบเหมารวม ที่อาจนำไปสู่การเสพติดการช่วยเหลือจากภาครัฐ และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ 

    นอกจากนี้ กกร. สนับสนุนการผลักดันไทยเข้าสู่ OECD ซึ่งถือเป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการยกระดับประเทศ หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ (Open government) ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอย่าง “ธนาคารโลก”  สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ สู่โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าเพิ่ม ผลิตภาพ และการสร้างงานคุณภาพสูง สอดคล้องกับกรอบ Reinvent Thailand ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตอกย้ำความน่าเชื่อถือของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก

    ภาคเอกชนไทย พร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มกำลัง ในการขับเคลื่อนวาระปฏิรูป ผ่านการลงทุน การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนา SMEs และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการเงิน ตลาดเงินตลาดทุน และภาครัฐอย่างครบวงจร โดยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทั้งนี้ กกร. เชื่อว่า หากไทยสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ควบคู่กับการปฏิรูปที่มีเป้าหมายชัดเจนและทำได้จริง ครอบคลุมทุกภาคส่วน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ พร้อมวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค มี National Champion ที่แข็งแกร่ง เติบโตอย่างทั่วถึง และยั่งยืนในระยะยาว
     

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378978982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vAvdx1ZfmxTquNyK0jbkN

  • กกร. ชี้ S&P คงเครดิตไทย ตอกย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจ หนุนเร่งปฏิรูปประเทศ

    กกร. ชี้ S&P คงเครดิตไทย ตอกย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจ หนุนเร่งปฏิรูปประเทศ

    กกร. ชี้ S&P คงเครดิตไทย ตอกย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจ หนุนเร่งปฏิรูปประเทศ

    นายผยง ศรีวณิช นายกสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า การที่ S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) สอดคล้องกับ Moody’s ที่คงอันดับเครดิตไทยที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น “มีเสถียรภาพ” สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศต่อความสามารถของประเทศไทยในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ

    นอกจากนี้ ไทยยังมีฐานะด้านการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับความผันผวนจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

    เครดิตไทยแข็งแกร่ง สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน

    กกร. เห็นว่า การได้รับการยืนยันอันดับเครดิตจากสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลก เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าไทยยังคงมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ จากความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ ซึ่งเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนใหม่ที่สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก

    อย่างไรก็ตาม การรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาวจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มศักยภาพการเติบโต และเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม คุณภาพ และความยั่งยืน

    แนะรัฐใช้นโยบายมุ่งเป้า คุมวินัยการคลัง

    กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง โดยเน้นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงและเกิดประโยชน์ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

    พร้อมกันนี้ ควรลดการใช้มาตรการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแหที่อาจนำไปสู่การพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐในระยะยาว รวมถึงเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    หนุนไทยเข้า OECD ยกระดับมาตรฐานประเทศ

    กกร. ยังสนับสนุนการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ OECD ซึ่งถือเป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการยกระดับประเทศ ทั้งด้านหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Government)

    ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ สู่โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าเพิ่ม ผลิตภาพ และการสร้างงานคุณภาพสูง สอดคล้องกับกรอบ Reinvent Thailand

    เอกชนพร้อมหนุนรัฐบาล เดินหน้าวาระปฏิรูป

    นายผยงกล่าวว่า ภาคเอกชนไทยพร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ในการขับเคลื่อนวาระปฏิรูป ผ่านการลงทุน การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนา SMEs และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการเงิน ตลาดเงิน ตลาดทุน และภาครัฐอย่างครบวงจร

    โดยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อผลักดันการปฏิรูปที่มีเป้าหมายชัดเจนและเกิดผลในทางปฏิบัติ

    ทั้งนี้ กกร. เชื่อว่า หากประเทศไทยสามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ วางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค มี National Champion ที่แข็งแกร่ง และเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/661768&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HdVsIfeKERh_TtRSD6kFQ

  • “อนุทิน”สับเกียร์กระชับมิตร”รัสเซีย”ดึงพลังงานราคาถูก-ปั๊มเศรษฐกิจWinWin | TOPNEWS

    “อนุทิน”สับเกียร์กระชับมิตร”รัสเซีย”ดึงพลังงานราคาถูก-ปั๊มเศรษฐกิจWinWin | TOPNEWS

    “อนุทิน”ขยับหมากใหญ่! สับเกียร์กระชับมิตร”รัสเซีย” ดีลปากท้อง ดันสินค้าไทยบุกยูเรเซีย พร้อมดึงพลังงานราคาถูก-ปั๊มเศรษฐกิจWin-Win ถีบ”เขมร”ตกขอบ ล้าหลังไปเหอะ 499 ปี

    #topupdate #topnews #ข่าวเด่น #ข่าวด่วน #ข่าวต่างประเทศ #Breakingnews #ข่าวด่วนวันนี้ #ปูติน #อนุทิน #ไทยรัสเซีย #คาซาน #ยูเรเชีย #รัสเซีย #ASEAN-RussiaBusinessForum #FTA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1606093&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37qqjv-SQT3_ZNvcL2z4gm

  • S&P คงอันดับเครดิตไทย BBB+ คงมุมมองเสถียรภาพ สะท้อนเชื่อมั่นศก.-นโยบายรัฐบาล : อินโฟเควสท์

    S&P คงอันดับเครดิตไทย BBB+ คงมุมมองเสถียรภาพ สะท้อนเชื่อมั่นศก.-นโยบายรัฐบาล : อินโฟเควสท์

    นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) ได้รายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยได้คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

    โดย S&P คาดว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) จะเติบโตอยู่ที่ 2.0% ในปี 2569 สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ที่กดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะกลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2.3% ในช่วงปี 2569-2572 ขณะที่รายได้ต่อหัว (Income per Capita) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 เป็น 9,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

    S&P มองว่า เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่ จะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ และเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และโครงการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships: PPP) จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

    ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย แม้ว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย ลดลงประมาณ 2.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม S&P คาดว่า มาตรการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว และการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ จะช่วยสนับสนุนและยกระดับมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

    รัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก โดย S&P คาดว่า การขาดดุลทางการคลัง จะอยู่ที่ประมาณ 3.2% ของ GDP ในปี 2569 และ 2570 ขณะที่การก่อหนี้รัฐบาลสุทธิ (Net Accumulation of Government Debt) จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ของ GDP ในปี 2569 ก่อนทยอยปรับลดลงมาเฉลี่ยที่ 3.1% ในช่วงปี 2569 – 2572

    ประเทศไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดย S&P คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 2.0% ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ย 2.1% ในช่วงปี 2569 – 2572 ขณะที่ฐานะการเงินต่างประเทศ และทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยเสริมความสามารถในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก และสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

    โดยปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน (Peers) รายได้ต่อหัว (Income per capita) และแนวโน้มของการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง ตลอดจนเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ

    ผู้อำนวยการ สบน. กล่าวว่า จากรายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของฐานะการเงินต่างประเทศและความสามารถในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก นอกจากนี้ เสถียรภาพดังกล่าว จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตและรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/602868&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yL33XmpNF8VVmfLCocS7R

  • ครม. เดินหน้าแก้น้ำท่วมระยอง สร้างคลองผันน้ำ ‘ทับมา-กะแมง’ ปกป้องเมืองเศรษฐกิจอีอีซี

    ครม. เดินหน้าแก้น้ำท่วมระยอง สร้างคลองผันน้ำ ‘ทับมา-กะแมง’ ปกป้องเมืองเศรษฐกิจอีอีซี

    ครม. เดินหน้าแก้น้ำท่วมระยอง สร้างคลองผันน้ำ “ทับมา–กะแมง” ปกป้องเมืองเศรษฐกิจ อีอีซี

    18 มิถุนายน 2569 – ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา–คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 4,400 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (พ.ศ. 2570–2574) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่สำคัญของจังหวัดระยอง

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พื้นที่อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยองเป็นพื้นที่รองรับน้ำจากลุ่มน้ำตอนบน ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศค่อนข้างลาดชัน เมื่อเกิดฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่างอย่างรวดเร็ว ขณะที่คลองทับมาซึ่งเป็นคลองสายหลักมีขีดความสามารถในการระบายน้ำจำกัด ประกอบกับในบางช่วงยังได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำทะเลหนุน ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ และเส้นทางคมนาคมสำคัญอยู่เป็นประจำ สร้างความเสียหายต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจในพื้นที่

    โครงการดังกล่าวจึงมุ่งเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของพื้นที่ทั้งระบบ โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่เพื่อผันน้ำส่วนเกินจากคลองทับมาไปยังคลองกะแมง การปรับปรุงคลองกะแมงให้สามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากขึ้น ตลอดจนการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำและอาคารประกอบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน และสนับสนุนการเก็บกักน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า จังหวัดระยองเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการขยายตัวของชุมชน เมือง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรองรับการเติบโตของพื้นที่ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน

    ทั้งนี้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงจากอุทกภัยในพื้นที่อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง ลดความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชน พื้นที่เกษตรกรรม ระบบสาธารณูปโภค และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ รองรับการพัฒนาเมืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดระยองในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1016588/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Yvtl2AGArcQKmCFCkp3Bx

  • กระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    กระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    กระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร 

    ปัจจุบันนี้กระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. 2025 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศใช้แผนกวาดล้างผู้ที่พำนักอยู่เกินกำหนดในประเทศให้เป็นศูนย์ (Zero Plan) ซึ่งมีการคัดกรองชาวต่างชาติที่เข้มงวดขึ้น ส่งกลับรวดเร็วขึ้น รวมทั้งมีการเพิกถอนสถานะพำนัก ยิ่งไปกว่านั้นในปีเดียวกันนั้นเอง คนญี่ปุ่นมากถึงร้อยละ 56 แสดงความเห็นว่าญี่ปุ่นไม่ต้องการผู้ย้ายถิ่นฐานหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ชาวต่างชาติในญี่ปุ่นก็เริ่มรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ต้อนรับมากขึ้น โดยมีข่าวชาวญี่ปุ่นจงใจเดินชนนักท่องเที่ยวในที่สาธารณะพร้อมกับไล่ให้กลับประเทศพุ่งสูงขึ้นทุกวัน 

    อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพิงแรงงานชาวต่างชาติอย่างมาก กระแสการต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานนี้จึงอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจผลกระทบของกระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นที่มีต่อเศรษฐกิจ ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดจากกระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่น คือความเสี่ยงต่อการขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรง โดยในปี ค.ศ. 2025 ญี่ปุ่นมีอัตราการเจริญพันธุ์ (อัตราการเกิด) ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติศาสตร์ที่ 1.14 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตจำนวนประชากรที่ลดลงอย่างน่าใจหาย ผลการศึกษาจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) แสดงให้เห็นว่า หากญี่ปุ่นต้องการรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ร้อยละ 1.24 ต่อปี ภายในปี ค.ศ. 2040 ญี่ปุ่นจะต้องการแรงงานต่างชาติมากถึง 6.74 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสามเท่าของจำนวนแรงงานต่างชาติที่มีอยู่ในปัจจุบัน หากกระแสต่อต้านดังกล่าวนำไปสู่การลดลงของแรงงานชาวต่างชาติ อุตสาหกรรมภาคการเกษตร การประมง และภาคบริการของญี่ปุ่นอาจต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันจนเข้าสู่สภาวะอัมพาต และไม่อาจเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

    หากกระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นยังคงดำเนินต่อไป แรงงานต่างชาติผู้มีทักษะสูงอาจปฏิเสธที่จะเลือกมาทำงานในญี่ปุ่น เนื่องจากไม่ต้องการเผชิญกับทัศนคติที่เป็นลบ การใช้ความรุนแรงในที่สาธารณะ รวมไปถึงการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน หรือหากแรงงานต่างชาติยังคงเลือกที่จะทำงานต่อไป การที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันอยู่เสมอก็อาจส่งผลให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังเช่นกรณีของแรงงานต่างชาติชาวเวียดนามที่มีรายงานระบุว่า มักถูกบังคับให้ทำงานประเภทที่คนญี่ปุ่นไม่ต้องการทำ และมักเผชิญกับการดูหมิ่นจากผู้จัดการหรือหัวหน้างาน ผลจากการถูกกดขี่และขาดการให้ความเคารพอย่างเหมาะสมนี้ ส่งผลให้แรงงานชาวเวียดนามมีแรงจูงใจและประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

    แม้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องพึ่งพิงแรงงานชาวต่างชาติ แต่นโยบาย Zero Plan ของรัฐบาลกลับไม่เอื้อให้แรงงานสามารถทำงานได้อย่างสะดวก โดยในปี ค.ศ. 2025 ญี่ปุ่นได้กวาดล้างผู้อยู่อาศัยผิดกฎหมาย รวมทั้งเพิกถอนสถานะพำนักไปมากถึง 1,446 ราย ซึ่งผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์เหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นแรงงานฝีมือและนักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการเสนอให้ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าและจำกัดจำนวนผู้อยู่อาศัยที่เป็นชาวต่างชาติ นโยบายที่เข้มงวดเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวเริ่มหวาดกลัวต่อกระแสต่อต้านชาวต่างชาติ และเริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตร จากการที่กิจกรรมหลายอย่างเริ่มถูกจำกัดไว้เฉพาะคนท้องถิ่นเท่านั้น

    กระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นยังคงไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง ยิ่งสื่อสังคมออนไลน์รายงานความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวต่างชาติในญี่ปุ่นมากเท่าไหร่ โอกาสในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็ยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น จากนี้ไป เราคงได้แต่คอยจับตาดูทิศทางกระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับวิกฤตอัตราการลดลงของประชากร และคอยเฝ้าดูว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะแก้ปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้อย่างไรต่อไป

    ลงทุนศาสตร์ 

    รายการอ้างอิง

    [1] Speed, J. (April 9, 2026). Japan’s tighter immigration controls yielding results. https://www.japantimes.co.jp/news/2026/04/09/japan/society/immigration-control-data/ 

    [2] The Asahi Shimbun. (October 2, 2025). Anti-foreigner sentiments and politicians are on the rise as Japan faces a population crisis. https://www.asahi.com/ajw/articles/16066547 

    [3] ABC News. (June 8, 2026). Anti-immigration sentiment rises in Japan despite growing demand for foreign workers. https://www.abc.net.au/news/2026-06-08/anti-immigration-sentiment-rises-in-japan/106705924

    อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/japan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Kvxhs3qtLFOfvzeM_OJyV

  • ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ ชี้ถึงขั้นหลุด สส. ลั่น 11 ก.ค. ให้ดีเอสไอมารอรับที่สภา

    ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ ชี้ถึงขั้นหลุด สส. ลั่น 11 ก.ค. ให้ดีเอสไอมารอรับที่สภา

    พรรคเศรษฐกิจ ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ ชี้ถึงขั้นหลุด สส. ลั่น 11 ก.ค. ให้ดีเอสไอมารอรับที่สภา ชี้จบสมัยประชุมไร้เอกสิทธิ์แล้ว

    เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงว่า เราได้ยื่นตรวจสอบจริยธรรมของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ต่อประประธานกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร เพราะสิ่งที่พวกเราเห็นหลังจากวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ประมาณเกือบ 1 เดือนแล้ว

    นายคริส กล่าวต่อว่า ในวันนั้นมีหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ยื่นเรื่องขอตัวนายชนนพัฒฐ์ไปให้ดีเอสไอ เพื่อสอบสวนเรื่องคดีฟอกเงิน คดีพนันออนไลน์ โดยวันนั้นสภาฯ​ ยืนยันหลักการในการปกป้องสิทธิ์ในความอิสระของสส. ที่จะพูดโดยไม่เกรงกลัวอำนาจบริหาร และในวันนั้นมีสส.หลายคนอภิปราย

    นายคริส กล่าวอีกว่า ตนได้เรียกร้องให้นายชนนพัฒฐ์ว่า ถ้าท่านเชื่อว่าท่านสุจริต ถ้าท่านเชื่อว่านี่คือการกลั่นแกล้ง หรือท่านเชื่อว่าท่านไม่ได้ทำ เราเรียกร้องให้นายชนนพัฒฐ์ไปติดต่อกับดีเอสไอโดยตรง โดยไม่ต้องให้มาเป็นภาระของสภาฯ ในการปกป้องท่าน

    นายคริส กล่าวต่อว่า วันนี้ประชาชนหลายคนเข้าใจผิดว่าสภาฯ ปกป้องโจร แต่สิ่งที่พวกตนนำเสนอคือเราไม่ได้ปกป้องเขา เราปกป้องความอิสระของสส. และหลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ สิ่งที่นายชนนพัฒฐ์ไม่ได้ทำตามที่ สส.หลายๆ คนอภิปราย คือท่านไม่ได้ไปแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเองต่อดีเอสไอ

    นายคริส กล่าวอีกว่า เมื่อท่านไม่เดินทางไปพูดคุยกับดีเอสไอ และไม่เชื่อมั่นกับความบริสุทธิ์ของตัวเอง และใช้โล่ของสภาฯ ในการปกป้อง วันนี้พวกเราจึงยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการจริยธรรมของสภาฯ

    “ในเมื่อท่านทำตนแบบนี้ ไม่สง่างาม ในสายตาของพวกเรา ถือว่าขาดจริยธรรมทางการเมือง เอาเกียรติยศของสส.ทั้งสภาฯ มาแลกกับการไปปกป้องท่านเพียงคนเดียว ฉะนั้น ท่านควรถูกสอบสวนในเรื่องนี้ หากคณะกรรมการจริยธรรมสอบสวนแล้วท่านมีความผิดจริง ท่านต้องหลุดจากการเป็นสส. จึงอยากให้ประชาชนจับตาว่าคณะกรรมการจริยธรรม จะมีคำตัดสินแบบไหน”

    นายคริส กล่าวต่อว่า สุดท้ายแล้วสมัยประชุมนี้จะจบวันที่ 11 ก.ค. ซึ่งวันนั้นนายชนนพัฒฐ์ จะไม่สามารถใช้เอกสิทธิ์นี้ได้อีกต่อไป ตนขอให้ดีเอสไอมารอ หลังจากสภาฯ ปิดวันที่ 11 ก.ค. เอกสิทธิ์ของนายชนนพัฒฐ์จะไม่มีอีกต่อไป

    นายคริส กล่าวอีกว่า ขอให้หน่วยงานราชการมารอเชิญตัวท่านที่หน้ารัฐสภา และวันนี้เราจะไม่ยอมให้สส.ท่านใด ที่ไม่คำนึงถึงเกียรติยศของที่ไม่คำนึงถึงเกียรติยศของสส.ท่านอื่น นำเรื่องเหล่านี้มาเป็นเกราะปกป้องตัวเอง และขอให้ประชาชนจับตาการกระทำของนายชนนพัฒฐ์ต่อไป

    “วันที่ 11 ก.ค.นี้ จะเป็นวันสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า ท่านจะหนีหรือไม่หนี แต่ในขณะนี้สภาฯ ต้องตัดสินใจแล้ว จริยธรรมของนายชนนพัฒฐ์ในฐานะสส.นั้น ยังมีอยู่หรือไม่” นายคริส กล่าว

    เมื่อถามถึงกรณีที่นายชนนพัฒฐ์ระบุว่า เมื่อปิดสมัยประชุมสภาฯ ก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการ นายคริส กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ก็ดี ขอให้เป็นแบบนั้น แต่วันนี้เราเห็นแล้วว่า เวลาของท่านที่ท่านรอ จนถึงวันนี้เป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์แล้ว ตนและสส.หลายท่านเริ่มสงสัยและเริ่มแคลงใจ ว่าสิ่งที่ท่านยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเองจริงหรือไม่จริง

    เมื่อถามว่า อยากชี้แจงอะไรเพิ่มเติมหรือไม่เพราะในวันโหวตเรื่องดังกล่าว ทางพรรคเศรษฐกิจโหวตให้เอกสิทธิ์คุ้มครองนายชนนพัฒฐ์ นายคริส กล่าวว่า ในวันนั้นทางสส.ฝ่ายรัฐบาลทุกคน ยืนยันตามมติของวิปว่าเราจะปกป้องเกียรติยศ ปกป้องความอิสระของรัฐสภา และปกป้องอิสระของสส.ในการทำงาน แต่ขณะเดียวกันจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ไม่รู้ว่านายชนนพัฒฐ์รออะไรอยู่

    นายคริส กล่าวต่อว่า ถึงแม้เราโหวตไม่ส่งตัวก็จริง แต่หากท่านเชื่อในความบริสุทธิ์ ในวันนี้ตนคิดว่าท่านมีเวลาเตรียมตัวเพียงพอแล้วและเดินไปคุยกับดีเอสไอได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวันที่ 11 ก.ค. แต่หากยืนยันว่ารอ ก็ขอให้ดีเอสไอมารอที่หน้าประตูสภาฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10288241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NM0mnEDgJM_iy487_lYTc