Blog

  • รัฐบาลชูโมเดลยุโรป ดันวิจัยไทยสู่เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเศรษฐกิจ

    รัฐบาลชูโมเดลยุโรป ดันวิจัยไทยสู่เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเศรษฐกิจ

    รัฐบาลชูโมเดลยุโรป ดันวิจัยไทยสู่เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเศรษฐกิจ

    รัฐบาลชูโมเดลยุโรป ดันวิจัยไทยสู่เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเศรษฐกิจ

    รัฐบาลเร่งผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ดึงโมเดลความสำเร็จจากเบลเยียมมาประยุกต์ใช้ หวังปิดจุดอ่อนงานวิจัยไทย

    รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนผลงานนวัตกรรมของไทย โดยตั้งเป้าหมายหลักในการดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างรายได้และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศอย่างยั่งยืน

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กระทรวง อว.) ได้ลงพื้นที่ศึกษาความสำเร็จและถอดบทเรียนจาก 2 สถาบันนวัตกรรมระดับโลกในประเทศเบลเยียม เพื่ออุดช่องโหว่ของวงการวิชาการไทย

    ซึ่งที่ผ่านมาแม้บุคลากรชาวไทยจะสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมได้จำนวนมาก แต่ยังขาดการนำไปต่อยอดจากห้องปฏิบัติการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตจริงและสร้างรายได้ในโลกธุรกิจ

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    ยกระดับอุตสาหกรรม ด้วยโมเดล Bio Base Europe

    กระทรวง อว. ให้ความสนใจกับรูปแบบการทำงานของ Bio Base Europe Pilot Plant (BBEPP) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยและโรงงานต้นแบบที่ให้บริการช่วยเหลือนักวิจัยอย่างครบวงจร โมเดลนี้โดดเด่นในการเชื่อมรอยต่อตั้งแต่กระบวนการทดลองในห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเปิดโอกาสให้นักวิจัยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายรูปแบบ

    รัฐบาลเล็งเห็นว่า หากประเทศไทยนำโมเดลนี้มาปรับใช้ จะสามารถยกระดับอุตสาหกรรมให้กลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้สำเร็จ และจะกลายเป็นเครื่องยนต์กลไกชิ้นใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติในอนาคต

    นอกจากโมเดลโรงงานต้นแบบแล้ว กระทรวง อว. ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัย VUB ของเบลเยียม เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีที่เรียกว่า “โฟโตนิกส์” (Photonics) หรือเทคโนโลยีการใช้แสงแทนไฟฟ้า

    ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และชิปคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์จะช่วยเชื่อมโยงผลงานจากหิ้งสู่ห้าง และตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ดียิ่งขึ้น

    สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลสามารถนำแนวคิดจากเบลเยียมกลับมาใช้ได้ทันที คือการปรับมุมมองที่ว่า ผลงานนวัตกรรมต้องตอบสนองความต้องการของการใช้งานจริง นักวิจัยต้องวางแผนธุรกิจควบคู่ไปกับการเริ่มต้นทดลอง โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้คำปรึกษาด้านการลงทุนและช่วยจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาการนำผลงานไปใช้จริงของไทยได้โดยตรง

    หลังจากนี้ กระทรวง อว. จะเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการนำโมเดลระดับโลกทั้งสองรูปแบบ มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตั้งเป้าหมายสูงสุดในการเปลี่ยนทรัพยากรและศักยภาพของบุคลากรไทย ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง  จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/744184&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OHIK65VPXO_-q6jgsu61r

  • คิวบาผลักดันปฏิรูปเศรษฐกิจ เน้นระบบตลาดมากขึ้น | ทันโลก EXPRESS | 20 มิ.ย. 69

    คิวบาผลักดันปฏิรูปเศรษฐกิจ เน้นระบบตลาดมากขึ้น | ทันโลก EXPRESS | 20 มิ.ย. 69

    รัฐสภาคิวบาอนุมัติแผนการปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคมครั้งสำคัญ ซึ่งจะเปิดทางให้ภาคเอกชน รวมถึงชาวต่างชาติ เป็นเจ้าของทรัพย์สิน และ ธุรกิจได้มากขึ้น

    #คิวบา #ปฏิรูปเศรษฐกิจ #อุตสาหกรรรมการเงิน #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/220965&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-IKwEiOWxhQppu5dw6-N2

  • รัฐบาลดึงโมเดลยุโรป ดันงานวิจัยไทยสู่การสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วยเทคโนโลยีอนาคต

    รัฐบาลดึงโมเดลยุโรป ดันงานวิจัยไทยสู่การสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วยเทคโนโลยีอนาคต

    รัฐบาลดึงโมเดลยุโรป ดันงานวิจัยไทยสู่การสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วยเทคโนโลยีอนาคต


    20/06/2569 | 31 |

    วันนี้ (20 มิถุนายน 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้าสนับสนุนงานวิจัยไทย ให้สามารถสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยล่าสุด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ถอดบทเรียนความสำเร็จจาก 2 สถาบันนวัตกรรมระดับโลกในประเทศเบลเยียม เพื่อนำมาช่วยปิดจุดอ่อนของงานวิจัยไทย เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยมีงานวิจัยที่ยอดเยี่ยมจำนวนมาก แต่ยังขาดการต่อยอดจากห้องปฏิบัติการ ไปสู่การผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม และก้าวสู่การสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทีม อว. ได้เข้าศึกษาโมเดล Bio Base Europe Pilot Plant ศูนย์วิจัยและโรงงานต้นแบบที่ทำหน้าที่แบบครบวงจรในการช่วยเหลือนักวิจัย ตั้งแต่กระบวนการผลิตจากห้องปฏิบัติการสู่ระดับอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้นำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย โดยรัฐบาลเล็งเห็นว่าโมเดลนี้จะเข้ามายกระดับสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงของไทยได้  และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ของรัฐบาล

    นอกจากนี้ การร่วมมือกับมหาวิทยาลัย VUB ของเบลเยียม ที่จับมือร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี “โฟโตนิกส์” หรือการใช้แสงแทนไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และชิปคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ ก็จะช่วยเชื่อมงานวิจัยไทยสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ด้วย โดยสิ่งที่ไทยนำกลับมาใช้ทันทีคือ แนวคิดที่ว่างานวิจัยต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยต้องคิดวางแผนธุรกิจควบคู่กันกับการวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นทดลอง และจากนั้นจะมีทีมให้คำปรึกษาด้านการลงทุน และจับคู่ธุรกิจให้ ซึ่งแนวทางนี้สามารถตอบโจทย์ปัญหาของไทยโดยตรง

    ทั้งนี้ หลังจากนี้ กระทรวง อว. จะเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการนำทั้งสองโมเดลนี้มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปลี่ยนทรัพยากรและงานวิจัยคุณภาพสูงของไทยให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ต่อไป

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/165393


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/514553&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NR2cm77vfvuaK0gN3xlf6

  • ‘นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ผ่าปัญหาเศรษฐกิจไทย แนะทางรอดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    ‘นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ผ่าปัญหาเศรษฐกิจไทย แนะทางรอดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.58 น.

    เปิดเวที “RE-THINK THAILAND: รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ ผ่าปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านการส่งออก เกษตร แรงงาน ธุรกิจเอสเอ็มอี และนโยบายภาครัฐ พร้อมเสนอทางออกรองรับความท้าทายของโลก ตั้งเป้าหมายพาประเทศไทยพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    วันที่ 20 มิถุนายน 2569 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลางด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสก.) รุ่นที่ 12 จัดงานสัมมนาสาธารณะ “RE-THINK THAILAND : รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” โดยมีนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และรศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ณ Hall 1–2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาการเติบโตช้า รายได้ต่อหัวประชากรอยู่ในระดับต่ำ แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัว หากไม่เร่งปรับตัวโดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเร็วอาจมีความเสี่ยงที่ไม่หลุดพ้นจากการติดกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศที่มีรายได้สูงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้

    ทีดีอาร์ไอ มองว่า ประเทศไทยสามารถขยับไปสู่โอกาสได้ท่ามกลางความท้าทายของไทยที่ยังมีต่อเนื่อง โดยทางออกที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างคนเก่งที่เป็น “ฮีโร่” เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างหากสามารถสร้างคนอย่าง อีลอน มัสก์ ได้เพียงคนเดียว สามารถสร้างมูลค่าที่เกิดขึ้นอาจสูงถึง 3 เท่าของ GDP ประเทศไทย และน่าจะเห็นผลไวกว่าการพัฒนาแบบกระจายตัวในภาคเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว ขณะที่ภาคบริการประเทศไทยควรหาทางรองรับการรั่วไหลของแพล็ตฟอร์มบริการจากต่างชาติ ซึ่งไม่สามารถสร้างรายได้เข้าประทศไทยอย่างแท้จริง

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สถานการณ์ของผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนกิจการ SME ที่ขาดทุนต่อเนื่องและมีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นจาก 18% ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 เป็น 22% ในไตรมาสแรกปี 2569 ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง แม้ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีสัดส่วนสูงถึง 84% ของทั้งระบบ แต่กลับมีอำนาจต่อรองต่ำเมื่อเทียบกับทุนขนาดใหญ่ ส่งผลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยากลำบาก

    ทั้งนี้ทางออกสำคัญคือการปรับวิธีคิดของ SME จากการมุ่งแข่งขันด้านราคา ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) สร้างนวัตกรรม และพัฒนามาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงปรับบทบาทจากผู้ผลิตปลายน้ำมาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยที่ยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้ขณะนี้แรงงานในหลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงตกงานสูง หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มสถาบันทางการเงิน โดยมีการประเมินแนวโน้มว่าในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า อาจมีแรงงานในกลุ่มนี้คนตกงานเป็นหลักหมื่นคน เป็นผลมาจากการปรับตัวเข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เช่นเดียวกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอนาคต

    “สิ่งที่น่ากังวลของคนทำงาน คือกลุ่ม Gen X และ Gen Y ที่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ต้องทำตัวอย่างไรไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะแนวโน้มธุรกิจในอนาคตใช้คนน้อยลง และเน้นแต่คนเก่ง ขณะที่เครื่องจักรและหุ่นยนต์ก็มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ จึงอยากแนะนำว่าคนวัยทำงาน 40 ปีขึ้นไป จำเป็นจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง ที่สำคัญคือทักษะเหล่านั้น ต้องไม่ใช่ลอกมาจากในตำราแต่ต้องทำด้วยตัวเอง อีกอย่างคือ อย่าปล่อยให้เกิดภาวะเบิร์นเอาท์ในการทำงานเกิดขึ้น” ดร.ธนิต กล่าว

    รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มี 4 ประเด็นใหญ่ หรือ “4 Bug” ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน Bug แรก คือ การอัดฉีดเงินแล้วเงินไม่หมุน แม้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์กลับไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร Bug ที่สอง คือ ไทยมีปริมาณการส่งออกสินค้ามาก แต่กลับส่งออกแต่สินค้าเทคโนโลยีต่ำหรือ Low-Tech สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    Bug ที่สาม คือ FDI ไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ประเทศไทยจะได้รับการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือยกระดับทักษะแรงงานได้อย่างเพียงพอ และ Bug ตัวสุดท้าย คือภาคเกษตรไทยเปลี่ยนไม่ทันโลก โดยตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังดูแลภาคเกษตรในลักษณะ “เลี้ยงไข้” มากกว่าการรักษาให้หายหรือไม่ แม้ไทยจะได้รับการยอมรับว่าเป็นครัวของโลก แต่เกษตรกรจำนวนมากยังเผชิญปัญหารายได้ต่ำ หนี้สินสูง และเข้าสู่สังคมสูงวัย

    อย่างไรก็ตามผู้ร่วมเสวนาทั้งหมดยังได้มีข้อเสนอแนะถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดย ทีดีอาร์ไอ เสนอว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI โดยนำโมเดลจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ทั้ง ยุโรป และจีน ที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนรองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอว่า ภาครัฐต้องเร่งปรับของยุทธศาสตร์เกษตร โดยต้องหยุดการแก้ปัญหาการแจกแบบเลี้ยงไข้ และหันมาสร้างความรุ่มรวยให้กับเกษตรกรด้วยการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร พร้อมกันนี้ยังต้องเร่งหาทางสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมไฮเทคควบคู่กันไปด้วย

    ขณะที่ภาคธุรกิจเสนอว่า ทางรอดภาคธุรกิจต้องเปลี่ยน mindset เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่โดยไม่ยึดติดสิ่งเดิม มีแนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่ มีกระบวนการรองรับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการสร้างทักษะให้กับแรงงานเพื่อรองรับความท้าทายในโลกยุคใหม่ ด้าน ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอี มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยเน้นย้ำว่า ควรเร่งขยับกลไกสนับสนุน โดยเฉพาะการลดข้อจำกัดด้านกฎหมายที่สร้างต้นทุนแฝง และเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกทางตรง (Direct Exporter) และผลักดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าในระดับที่สูงขึ้น เพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/972031&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06me-tGRwO5pXODvmG5aYr

  • นักวิชาการชี้ภาพ ‘ปูตินสวมกอดอนุทิน’ สะเทือนเวทีโลก ตอกย้ำสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย 130 ปี

    นักวิชาการชี้ภาพ ‘ปูตินสวมกอดอนุทิน’ สะเทือนเวทีโลก ตอกย้ำสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย 130 ปี

    นักวิชาการรัฐศาสตร์ ม.รังสิต มองภาพประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน สวมกอดนายกฯอนุทิน ระหว่างเวที ASEAN–Russia Summit ที่คาซาน เป็นสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ของความไว้วางใจระดับผู้นำ พร้อมตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย-รัสเซียที่ยาวนานกว่า 130 ปี โดยรัสเซียยกระดับไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญในภูมิภาค และพร้อมขยายความร่วมมือทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน พลังงาน และความมั่นคงในอนาคต

    20 มิถุนายน 2569 – นายวันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงผลการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย (ASEAN-Russia Summit) ระหว่างวันที่ 17–18 มิ.ย.2569 ณ เมืองคาซาน ว่า การเยือนครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย และเป็นการตอกย้ำสายสัมพันธ์อันยาวนานที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 130 ในปี 2570

    นายวันวิชิต กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์คู่เจรจาระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย โดยผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมประชุมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคต ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญความผันผวนทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์

    สำหรับประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้ใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอวิสัยทัศน์ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และโลจิสติกส์ของภูมิภาค พร้อมเสนอแนวคิด 3Rs ได้แก่ Resilience หรือการสร้างความยืดหยุ่นต่อวิกฤต Responsibility หรือความรับผิดชอบร่วมกัน และ Reform หรือการปฏิรูปเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมอย่างมาก

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศไม่น้อยไปกว่าประเด็นการประชุม คือภาพการทักทายและการสวมกอดอย่างเป็นกันเองระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีปูติน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ จนเกิดคำถามตามมาว่า ความใกล้ชิดดังกล่าวมีที่มาอย่างไร

    นายวันวิชิต กล่าวอีกว่า รัสเซียมีมุมมองเชิงบวกต่อประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฐานะประเทศที่ให้การต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยได้รับการมองว่าเป็นหุ้นส่วนที่มีความสำคัญต่อรัสเซียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ในมิติด้านความมั่นคง รัสเซียมีความสนใจที่จะขยายบทบาทและความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น แต่กรณีของประเทศไทยมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากหลายประเทศ เนื่องจากรัสเซียเข้าใจนโยบายการต่างประเทศแบบสมดุลของไทย ที่รักษาความสัมพันธ์กับทุกมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย โดยไม่ได้พยายามกดดันให้ไทยเลือกข้างทางการเมืองหรือยุทธศาสตร์

    ทั้งนี้ รัสเซียต้องการยกระดับความร่วมมือกับไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พลังงาน และความมั่นคงทางทะเล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กองทัพเรือไทยและกองทัพเรือรัสเซียมีความร่วมมือที่ดี ทั้งการฝึกร่วมทางทะเล การเยือนท่าเรือ และการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านยุทธการ ส่งผลให้ฝ่ายรัสเซียมีความพึงพอใจต่อบทบาทของไทยอย่างมาก

    ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้บริหารระดับสูงของรัสเซียมองประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพ และคาดหวังว่าจะเห็นการยกระดับความร่วมมือด้านการทหารในอนาคต ทั้งระหว่างกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศของทั้งสองประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและผลประโยชน์ร่วมกันในระดับภูมิภาค

    “ปี 2570 จะเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 130 ปี ไทย-รัสเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน การเดินทางเยือนรัสเซียของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำมรดกแห่งมิตรภาพที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    ภาพการสวมกอดระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีปูติน ไม่ได้เป็นเพียงภาพเชิงสัญลักษณ์ทางการทูต แต่สะท้อนถึงความไว้วางใจ ความอบอุ่น และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน พลังงาน และความมั่นคงในอนาคตต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1017788/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ql_8AlRPvefj2YF6MuwP6

  • “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ ซัดกู้ 4 แสนล้าน สร้างภาระหนี้สาธารณะ

    “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ ซัดกู้ 4 แสนล้าน สร้างภาระหนี้สาธารณะ

    “อภิสิทธิ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ย้อนแย้ง สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ ซัดรัฐบาลกู้ 4 แสนล้าน สร้างภาระหนี้สาธารณะชาติ จ่อเต็มเพดาน

    วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ ที่มีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ปัญหาสำคัญคือ พรรคฝ่ายค้านยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดของร่างกฎหมายนี้ โดยทราบเพียงว่า ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายนนี้ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายนนี้ เราเข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วน แต่คำถามเบื้องต้นคือ เหตุใดรัฐบาลจึงดำเนินการล่าช้า และทำไมจึงโอนงบประมาณในวงเงินที่น้อย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดวิกฤต รัฐบาลเคยอ้างความจำเป็นในการกู้เงินเพิ่มเติมถึง 400,000 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการงบประมาณและโครงการต่างๆ แต่การดำเนินการครั้งนี้กลับเป็นไปในลักษณะเสมือนเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ยังมีข่าวปัญหาของหลายโครงการของรัฐปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่อง

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เดิมฝ่ายค้านเคยประเมินว่า หากรัฐบาลสามารถโอนงบประมาณได้ราว 100,000 ล้านบาท ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม แต่ล่าสุด ได้รับข้อมูลว่าจะมีการโอนงบประมาณเพียง 10,000 ล้านบาทเท่านั้น เราติดตามภาพรวมของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินความเหมาะสมของการจัดสรรงบประมาณ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นรายละเอียดในการจัดสรรงบประมาณรายกระทรวง และรายโครงการ หากได้รับข้อมูลดังกล่าวแล้ว จะสามารถนำมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะแนวทางการอภิปรายร่างกฎหมายนี้ จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดของร่างกฎหมายนี้ก่อน ซึ่งในเบื้องต้นจะมี สส. ของพรรคหลายคนร่วมอภิปรายโดยเฉพาะประเด็นสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังผลักภาระหนี้สาธารณะเข้าใกล้กรอบเพดานหนี้ที่กำหนดไว้มากขึ้น ดังนั้น การขาดดุลงบประมาณจึงจำเป็นต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2940828&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cFg1ja-r8rkL-x0bf90V7

  • ระวังรอยร้าวจากสนิมเนื้อใน สัมพันธ์บัลลังก์สีน้ำเงินสะเทือน | เดลินิวส์

    ระวังรอยร้าวจากสนิมเนื้อใน สัมพันธ์บัลลังก์สีน้ำเงินสะเทือน | เดลินิวส์

    จู่ ๆ ก็มีคำสั่งออกมาแบบไม่มีใครคาดคิด เมื่อรัฐบาลมีมติรับทราบการยกเลิกคำสั่งให้ “โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนามคม  กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC พร้อมกับดึงอำนาจกลับมาอยู่ในมือของ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โดยตรง

    แม้คำชี้แจงอย่างเป็นทางการจะระบุว่า เป็นการปรับรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น แต่ในทางการเมือง เรื่องแบบนี้น่าจะมีกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาทำให้หลายฝ่ายต่างมโนกันไป และอาจกลายเป็น “สนิมเนื้อใน เกิดร้อยร้าวบังลังก์สีน้ำเงิน”

    เพราะ EEC ไม่ใช่หน่วยงานเล็ก ๆ หากแต่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจยุทธศาสตร์ที่มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา EEC ถูกวางให้เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย เป็นพื้นที่รองรับการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นฐานอุตสาหกรรมใหม่ และเป็นความหวังของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย

    คำอธิบายจากฝั่งรัฐบาลที่ “นายกฯหนู” บอกคือ วันนี้ EEC เดินมาถึงจุดที่ระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการดึงนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามา และตัวเองมีโอกาสพบปะนักธุรกิจและผู้นำประเทศต่าง ๆ มากกว่า จึงต้องทำหน้าที่เป็นเซลล์แมน ชวนนักธุรกิจมาลงทุน

    งานนี้ทำเอาคอการเมืองมองตาไม่กระพริบ เพราะเบื้องหลังคำสั่งนี้ มีกลิ่นอายของผลประโยชน์ระดับแสนล้าน และอาจการมีสัญญาณจากผู้ยิ่งใหญ่ภายในพรรคตัวจริง ที่หลายคนคาดเดาถึงชนวนเหตุ

    ทั้งปมรถไฟความเร็วสูง ดีลยักษ์ “ซีพี” ซึ่งเป็นมหากาพย์โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา มูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งมีกลุ่มซีพี ในนาม บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เป็นคู่สัญญา

    อีกทั้งจุดยืนของ “พิพัฒน์” ก่อนหน้านี้แสดงท่าทีแข็งกร้าว ยืนยันในหลักการว่าจะ “ไม่มีการแก้ไขสัญญาเดิม” จึงกลายเป็นแรงกดดันหากปล่อยให้ดูแลต่อ โครงการอาจจะชะงักงันและกระทบต่อความเชื่อมั่นของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่

    การดึงงานกลับของ ”นายกฯหนู” จึงถูกมองว่าเป็นการ “เคลียร์ทาง” ให้ดีลระดับชาติเดินหน้าต่อได้โดยไม่มีสะดุด

    นอกเหนือจากเค้กก้อนโตอย่างรถไฟ 3 สนามบินแล้ว อีกหนึ่งปมร้อนคือ เก้าอี้เลขาธิการ EEC คนใหม่ ที่กำลังจะหมดวาระลง ทำให้เกิดภาวะ “ฝุ่นตลบ” ภายในพรรค มีกระแสข่าวลือหนาหูว่า คนใน EEC ที่อยากเติบโตทางลัด ได้รวมกลุ่มกันเดินสายข้ามหน้าข้ามตา นำพรรคพวกไปเข้าหา “บิ๊ก จ.” ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นคนสนิทสายตรงของ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” เพื่อหวังใช้เส้นสายล็อกเก้าอี้เลขาฯ EEC

    การกระทำนี้ไม่ต่างอะไรกับการหักหน้า “โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์”บ้านใหญ่สายใต้ ที่กำกับดูแลอยู่โดยตรง และเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าใน “พรรคสีน้ำเงินใครคือผู้มีอำนาจตัวจริง เสียงจริง”

    เมื่อสัญญาณจากบุรีรัมย์ส่งมา “อนุทิน” จึงต้องออกโรงเซ็นคำสั่งยึดอำนาจ EEC คืนทันที เล่นเอา “พิพัฒน์” ต้อง “นั่งกินน้ำใบบัวบก”

    อีกเรื่องหนึ่งที่กลายเป็นท็อล์กออฟเดอะทาวน์ เมื่อ “นายกฯหนู” ถามหา “รองซีฟูด” รองผู้ว่าราชาการจังหวัดภูเก็ต ที่เพจดังออกมาแฉ ว่าไปเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ธุรกิจอาหารทะเล และไปข่มขู่ว่าสามารถปลดหรือโยกย้าย ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในการประชุมมอบนโยบายข้าราชการมหาดไทย พร้อมเล่นใหญ่ ลั่นปัญญาอ่อน เพราะอำนาจอยู่ที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยและ ครม. เท่านั้นที่จะย้ายผู้ว่าฯได้

    คล้อยหลังจากนั้นไม่นาน รองผู้ว่าฯ กุ้ง – ธีระพงศ์ ช่วยชู ถูกเด้งพ้นจาก จ.ภูเก็ต ทันที วันต่อมาผู้ว่าเซมเบ้ “นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ก็ถูกโยกให้เข้ามาตบยุง นั่งรองปลัดฯมหาดไทย ส่งคนสนิท “โชตินรินทร์ เกิดสม” รองปลัดฯ ให้ไปเป็นผู้ว่าฯภูเก็ตแทน ถือเป็นการย้ายล้างบางเพื่อหยุดปัญหาความขัดแย้ง

    กลับถูกฝ่ายค้าน“ลิซ่า-ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ชี้ว่าการย้ายผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯ เป็นเพียง “การละครฉากหนึ่ง” เพราะ “รองซีฟู้ด” ที่ย้ายจากภูเก็ตไปนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิด ไม่ได้เป็นการลงโทษ และไม่แน่ใจว่าการเด้งรองผู้ว่าฯ เป็นการวัดพลังกันภายในหรือไม่

    “พร้อมแฉอีกด้วยว่า“รองซีฟู้ด” ยิ่งใหญ่มานานแล้ว เส้นสายไม่ธรรมดา มีข้อมูลหลักฐาน พอจะยืนยันได้ แต่ทำไมนายกฯ เพิ่งมาเด้ง วัฒนธรรมการจัดการปัญหาแบบนี้ เลิกได้เลิก ถ้าคิดว่าเอาจริง ต้องมีบทลงโทษที่สำคัญกว่านี้ ใครเกี่ยวข้องบ้างลากมาลงโทษให้หมด เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องแรก”

    เหมือนกรณีแชตหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ของอธิบดีกรมการปกครอง ที่“อนุทิน” กล่าวเพียงว่า ทุกอย่างยังเป็นไปตามขั้นตอน ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงการซื้อเวลาให้เรื่องเงียบ เพื่อหวังหลบลมร้อนการเมืองเท่านั้น

    อีกเรื่องที่เป็นประเด็นร้อนฉ่าไม่แพ้กัน เมื่อ 2 ประธานกรรมาธิการดาวเด่นจาก ค่ายสีส้ม “พรรคประชาชน” อย่าง “สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ประธาน กมธ.ติดตามงบประมาณฯ และ “สส.โรม” รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.การกฎหมายฯ  2 ตัวตึงจับมือแท็กทีมเปิดฉากชนแหลก ตั้งป้อมขวางบิ๊กโปรเจกต์ “TH-AI Passport” วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายใต้การนำของ “ลูกนก” ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    โดยพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตอย่างหนักหน่วง ว่า ร่างขอบเขตงาน (TOR) มีพฤติกรรมส่อล็อกสเปกและขัด พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ อีกทั้งยังแสดงความเป็นห่วงเรื่องความคุ้มค่า และปมร้อนที่อาจเชื่อมโยงไปถึงขบวนการทุจริต ฟอกเงินไหลเข้าสู่วงการเมือง รวมถึงมีเบาะแสร้องเรียนว่าพัวพันกับธุรกิจน้ำมันเถื่อน ซึ่งทางฝั่งกรรมาธิการฯยื่นคำขาดต้องการให้ยกเลิกโครงการนี้ทันที พร้อมดักคอเตือนหากคิดจะ “ลุยไฟ” เดินหน้าต่อ ก็มีราคาทางการเมืองที่ต้องจ่ายแน่นอน

    อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการประชุมร่วมกลับเดือดพล่าน และตะกุกตะกักอย่างหนัก เมื่อ สส.รุ่นเก๋า พรรคภูมิใจไทย ดาหน้าออกมาตั้งป้อมสกัดเกมชนของพรรคส้ม

    ขณะที่ฟากข้าราชการประจำอย่าง พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ก็ได้เปิดหน้าชน ย้ำคำเดิมกลางที่ประชุมมากกว่า 10 ครั้งว่า โครงการนี้ทำถูกต้องตามระเบียบราชการทุกประการและจะเดินหน้าต่อไปไม่มีถอย ทำให้ทาง กมธ. รุกคืบสั่งให้ปลัดกระทรวงดีอีส่งหนังสือยืนยันความบริสุทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมเตรียมยกระดับเกมตรวจสอบในนัดถัดไป ด้วยการเชิญหน่วยงานอิสระบิ๊กเนมอย่าง สตง., ป.ป.ช. และผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้ามาร่วมขุดคุ้ยลากไส้โครงการนี้ให้สิ้นซาก

    นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่เขย่าบัลลังก์น้ำเงิน ที่พรรคส้มออกมาขยี้ กรณี “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กคลิปหลักฐานคดีฮั้วเลือก สว. เปิดคลิปหลักฐานคดีฮั้ว สว. อ้างเห็น กกต. เดินเก็บโพยจากผู้สมัครในวันเลือกระดับประเทศในวันเลือกสว.ทันที่ที่เรื่องเข้าสู่การพิจารณาคดีของกกต.

    เป็นการตีปี๊บให้สังคมช่วยจับตาการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางหรือเป็นเครื่องมือของใครหรือไม่ เพราะกกต. 4 คนใน 7 คนนี้ถูกเลือกมาโดยสว.สีน้ำเงิน

    ถึงเวลาที่เครือข่ายสีน้ำเงินต้องกลับไปทบทวนเกมลากยาวในอำนาจ ต้องยอมรับความจริงได้แล้ว เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ สังคมเห็นว่าสถาบันการเมืองควรที่จะมีความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน อย่าใช้อำนาจพวกมากลากไปจนกลายเป็นหลุมดำของประเทศ เกิดวิกฤติศรัทธาประชาชนคงไม่ทนอีกต่อไป

    คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5959410/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hc0GLv0vrMzHGzZsCO3vu

  • นายกฯ พอใจการเยือนรัสเซียบรรลุเป้าหมาย พร้อมผลักดันความร่วมมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

    นายกฯ พอใจการเยือนรัสเซียบรรลุเป้าหมาย พร้อมผลักดันความร่วมมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

    นายกฯ พอใจการเยือนรัสเซียบรรลุเป้าหมาย พร้อมผลักดันความร่วมมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประสบความสำเร็จในการเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ณ เมืองคาซาน ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 โดยใช้เวทีดังกล่าวส่งเสริมบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงของอาเซียน พร้อมผลักดันความร่วมมือกับรัสเซียและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่แก่ประชาชนไทย

    ตลอดการเยือน นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุม ASEAN-Russia Business Forum และนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ “ประตูยุทธศาสตร์” เชื่อมภาคธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจสู่ภูมิภาค โดยชูจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์และสุขภาพ และเศรษฐกิจสีเขียว

    นายกรัฐมนตรียังได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซียใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยง (Connectivity) การค้าและการลงทุน (Trade and Investment) และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges) พร้อมยืนยันการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดของภาคเอกชนไทยในอนาคต
    ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิด “3Rs” ได้แก่ Regionalism, Resilience และ Relevance โดยเน้นบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค การเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อให้ความร่วมมืออาเซียน-รัสเซียตอบโจทย์ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
    อีกหนึ่งผลสำเร็จสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การที่ผู้นำอาเซียนและรัสเซียร่วมรับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่

    1) ปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 “อาเซียน-รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน” 2) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน 3) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม และ 4) แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-รัสเซีย ค.ศ. 2026–2030 ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมในระยะต่อไป

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เข้าร่วมการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (Working Lunch) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ผู้แทนองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) และภาคธุรกิจของรัสเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและภูมิภาคยูเรเซีย

    นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า สันติภาพและเสถียรภาพเป็นรากฐานสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้ทุกฝ่ายร่วมกันส่งเสริมความเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม โลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่และยกระดับความร่วมมือระหว่างภูมิภาค

    ในโอกาสเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในรัสเซีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยภาคเอกชนสะท้อนว่ารัสเซียและภูมิภาคยูเรเซียเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง พร้อมสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าการเจรจา Thai-EAEU FTA เพื่อเพิ่มความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร การเกษตร พลังงาน สาธารณสุข การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการลงทุน รวมถึงการติดตามการลงนามความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับบรูไน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน
    การหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีปูตินเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยประธานาธิบดีปูตินกล่าวถึงการเยือนไทยในฐานะแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำ พร้อมย้ำถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับรัสเซียตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี และปุ๋ย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานของทั้งสองประเทศ
    การเยือนสหพันธรัฐรัสเซียในครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาสำคัญ ตอกย้ำสถานะของไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงของอาเซียน พร้อมเปิดโอกาสใหม่ด้านการค้า การลงทุน พลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหาร อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000058935&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3twEFXFahNjWxYtg4isTwK

  • ครึ่งหลังปี 69 เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้น

    ครึ่งหลังปี 69 เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้น

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist พร้อมด้วย นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ และนางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มองจีดีพีน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 แต่ราคาพลังงานที่ไม่ลดลงเร็ว จะทำให้เงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นต่อ ปัจจัยด้านพลังงานและราคาวัตถุดิบที่ยังสูง กระทบต้นทุนภาคธุรกิจ

    ขณะที่ ฝั่งยอดขายจะเผชิญปัญหาอำนาจซื้อ ภาษีสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน และการแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่ 4 นอกจากนี้ ยังมีประเด็นแนวโน้มต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจที่อาจทรงตัวสูง และความไม่แน่นอนของสถานการณ์รายได้ภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ทำให้สินเชื่อระบบธนาคารไทยมีโอกาสฟื้นตัวจำกัด
     
    แม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะคงประมาณการจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 2.0% แต่มองว่าจีดีพีน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่ไม่ลดลงเร็ว จะทำให้เงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นต่อ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 3.1% ขณะที่ กนง.น่าจะรอติดตามสถานการณ์และเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ส่วนทิศทางค่าเงินบาท อาจอ่อนค่าลงจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ปิดสิ้นปี 2569 ที่ 32.80 บาท จากประมาณ 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน
     
    โดยนางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2569 และทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาส 3/2569 จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ในขณะที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจยังอยู่ที่ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งอิหร่านจะได้ข้อยุติ แต่ราคาพลังงานโลกยังคงไม่ลดลงเร็วมากนัก ทำให้การส่งผ่านต้นทุนราคาผู้ผลิตไปยังตะกร้าสินค้าผู้บริโภคจะยังคงมีต่อเนื่อง โดยจะยังเห็นเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวสูงสุดในไตรมาส 3-4 ของปี

    ด้านนางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบภาคธุรกิจชัดเจนขึ้น แม้มีสัญญาณบวกแต่กว่าสถานการณ์จะเป็นปกติยังต้องใช้เวลา โดยการผลิตสินค้าส่วนใหญ่จะแผ่วลง (YoY) หลักๆ จากการแบกรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่สูงขึ้น ผลจากภาษีสหรัฐฯ และการแข่งขันกับสินค้านำเข้า ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวเป็นปีที่ 4 ที่ -0.5%

    ขณะเดียวกัน การปรับลดเที่ยวบินที่ยังเกิดขึ้น จะกระทบธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ก่อนที่การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกจะช่วยหนุนการฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้าย โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านคน แม้ยังมีโอกาสเพิ่มได้ แต่ยังต่ำกว่าระดับ 33 ล้านคนในปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากจีน อาจไม่พอชดเชยตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลส่วนใหญ่ที่ลดลง

    นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยแม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับตัวเลขประมาณการสินเชื่อทั้งปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว -0.7% มาเป็นการขยายตัวเล็กน้อยที่ราว 0.5% แต่ก็เป็นการสะท้อนแรงส่งจากการเติบโตของสินเชื่อที่ขับเคลื่อนจากสินเชื่อภาครัฐ และธุรกิจรายใหญ่ มากกว่ารายย่อย

    นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามเพิ่มเติมสำหรับภาคธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนการระดมทุนที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวสูง และประเด็นความสำเร็จในการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ ตลอดจนปัญหาเอ็นพีแอลของระบบธนาคารไทยที่ปัจจุบันอาศัยการปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการหนี้เชิงรุกในการประคองภาพรวมเอ็นพีแอลไม่ให้ถดถอยลงเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/277988&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Xz9uz9noT_Hz6HK2EaySw

  • เปิดขุมทรัพย์ กองทุนดีอี เงินมาจากไหน ทำไมรวย

    เปิดขุมทรัพย์ กองทุนดีอี เงินมาจากไหน ทำไมรวย

    จากข่าว โครงการ #THAIPassport งบประมาณที่ใช้ซื้อ AI มาแจก ไม่ใช่งบประมาณปกติ เป็นงบจาก กองทุนดีอี หลายคนจึงตั้งคำถาม กองทุนดีอี มีเงินเยอะแค่ไหน เอามาทำโครงการได้ ดีอี คือมีชื่อกระทรวง หน่วยราชการมีกองทุนเป็นของตัวเองด้วยหรือ มาทำความรู้จัก #กองทุนดีอี หรือ ชื่อเต็ม”กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” หรือ “กองทุนดีอี” (DE Fund)

    จุดกำเนิดกองทุนดีอี

    กองทุนดีอีจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินเฉพาะกิจที่แยกออกจากงบประมาณกระทรวงทั่วไป โดยมีเป้าหมายหลักคือความ รวดเร็ว และ ยืดหยุ่น ในการสนับสนุนโครงการด้านดิจิทัล

    เงินมาจากไหน? ขุมทรัพย์นี้ขับเคลื่อนด้วยอะไร ความมั่งคั่งของกองทุนดีอีไม่ได้พึ่งพาภาษีประชาชนในงบประมาณประจำปีเป็นหลัก แต่มีต้นน้ำมาจาก เศรษฐกิจโทรคมนาคมแหล่งรายได้หลักได้รับการจัดสรร 15% จากรายได้การประมูลคลื่นความถี่ และรายได้ของสำนักงาน กสทช. ความแตกต่าง กองทุนของกสทช.เองกองทุน USO เน้นการกระจายโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุม กองทุนดีอีจะมุ่งเน้นที่การต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม

    เม็ดเงินมหาศาลนับตั้งแต่ปี 2561 กองทุนสนับสนุนไปแล้ว 291 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 10,800 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการทุนในตลาดสูงกว่างบที่มีมหาศาล (เช่น ปี 2567 มีผู้ขอทุนทะลุ 32,000 ล้านบาท จากกรอบงบที่มีเพียง 2,000 ล้านบาท)

    บทบาท “แหล่งแสวงโอกาส” ของทุกภาคส่วน

    กองทุนดีอีเปรียบเสมือน Sandbox ทางนโยบาย ที่เปิดโอกาสให้รัฐ เอกชน และประชาชน นำเสนอไอเดียเพื่อแก้ปัญหาประเทศ โดยกรอบการให้ทุนจะปรับเปลี่ยนไปตามยุทธศาสตร์ชาติในแต่ละปี

    ตัวอย่างทิศทางงบประมาณปี 2568: เน้นหนักไปที่ 3 แกนหลัก ได้แก่ การสร้างกำลังคนดิจิทัล (Digital Manpower), เทคโนโลยีที่ขยายผลได้จริง (High Impact Tech) และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Digital Trust & Security)

    ดาบสองคม ความคล่องตัวที่ท้าทาย “ความโปร่งใส”

    ข้อได้เปรียบสูงสุดของกองทุนดีอีคือสถานะ กองทุนนอกงบประมาณ ที่อนุมัติเงินได้ไวโดยไม่ต้องผ่านการอภิปรายในรัฐสภา แต่จุดแข็งนี้ก็นำมาซึ่งจุดอ่อนด้านการตรวจสอบ

    กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือโครงการ THAI AI PASSPORT ที่ดึงงบไปใช้โดยไม่ผ่าน ครม. หรือรัฐสภา จนเกิดกระแสเรียกร้องจากภาคประชาสังคมถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือก ความคุ้มค่า และการจัดซื้อจัดจ้าง เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่า เมื่อเม็ดเงินมหาศาลถูกขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลจึงต้องสูงตามไปด้วยเพื่อป้องกันการถูกใช้เป็นช่องทางเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบปกติ

    ยกระดับกองทุนดีอีให้ทรงพลังและตรวจสอบได้

    หากต้องการให้กองทุนดีอีเป็นขุมพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง ต้องอุดช่องโหว่และเสริมความแข็งแกร่งใน 3 ข้อ เริ่มจาก เปิดเผยข้อมูลเชิงรุก(Proactive Open Data): ต้องเปิดเผยรายละเอียดโครงการ งบประมาณ สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง และตัวชี้วัดผลกระทบในรูปแบบที่สาธารณชนเข้าถึงและตรวจสอบได้ง่าย

    เปิดรับการมีส่วนร่วม(Public Participation): ดึงภาคประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญอิสระร่วมประเมินโครงการมูลค่าสูง พร้อมสร้างกลไกรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริง

    ยึดโยงกับรัฐสภา(Parliamentary Oversight) แม้จะเป็นเงินนอกงบประมาณ แต่ควรมีการรายงานภาพรวมการใช้จ่ายและผลสัมฤทธิ์ต่อรัฐสภาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การใช้จ่ายงบดิจิทัลของรัฐเป็นไปอย่างบูรณาการ

    กองทุนดีอีมีศักยภาพและเม็ดเงินพร้อมที่จะพลิกโฉมประเทศ คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ “กองทุนนี้ควรมีอยู่หรือไม่” แต่คือ ทำอย่างไรให้ขุมทรัพย์นี้ ทำงานได้เต็มศักยภาพ โปร่งใส และสร้างโอกาสให้คนไทยได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/de-fund-digital-economy-fund-thailand-explained&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H0XTrOdbCobjycmtfXcnd