Blog

  • ดันส่งออกโคเนื้อไทย 1.2 ล้านตัวต่อปี รัฐบาลจับมือจีน ปักหมุด บางสะพาน ฮับส่งออกแห่งใหม่

    ดันส่งออกโคเนื้อไทย 1.2 ล้านตัวต่อปี รัฐบาลจับมือจีน ปักหมุด บางสะพาน ฮับส่งออกแห่งใหม่

    วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.11 น.

    รัฐบาลจับมือบิ๊กธุรกิจจีน ดันส่งออกโคเนื้อ 1.2 ล้านตัวต่อปี ปักหมุดบางสะพานสู่ฮับส่งออกแห่งใหม่

    รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าขยายตลาดปศุสัตว์ไทย จับมือกลุ่มวิสาหกิจชั้นนำของจีน เร่งเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อมีชีวิต 1.2 ล้านตัวต่อปี พร้อมปักหมุดบางสะพานเป็นศูนย์กักโรคมาตรฐานสากล รองรับการส่งออกสู่ตลาดจีน มูลค่านำเข้าเนื้อโคสูงกว่า 6.7 แสนล้านบาทต่อปี

    ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยและการยกระดับรายได้เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งผลักดันความร่วมมือกับภาคเอกชนไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากประเทศไทยสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคเนื้อโคที่ใหญ่ที่สุดของโลก

    ล่าสุด นายชัย วัชรงค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับกรมปศุสัตว์ ผู้แทนภาคเอกชนไทย และบริษัทชั้นนำจากประเทศจีนในเครือ China Merchants Group เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตของไทยไปยังจีนอย่างเป็นรูปธรรม

    ส่งออก

    ภาพประกอบำไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวตั้งเป้ารวบรวมโคเนื้อจากเกษตรกรไทยเพื่อส่งออกทางเรือเดือนละ 100,000 ตัว หรือประมาณ 1.2 ล้านตัวต่อปี ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาดและยกระดับรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคทั่วประเทศ ขณะเดียวกันยังมีแผนลงทุนพัฒนาโรงเชือดมาตรฐานสูงเพิ่มเติมในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมโคเนื้อในอนาคต

    นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังติดตามความคืบหน้าการเจรจากับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) อย่างใกล้ชิด โดยสามารถลดประเด็นข้อซักถามด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยทางสัตวแพทย์จากกว่า 40 ประเด็น เหลือเพียง 4 ประเด็นหลัก สะท้อนถึงความคืบหน้าสำคัญในการเตรียมเปิดตลาดส่งออกอย่างเป็นทางการ

    พร้อมกันนี้ ได้เตรียมสำรวจพื้นที่ท่าเรือบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กักกันโรคสัตว์ขนาดใหญ่ (Quarantine Station) สำหรับตรวจคัดกรองโรคตามมาตรฐานสากลก่อนการส่งออก ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าปศุสัตว์ของภูมิภาค

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศจีนมีการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 675,000-810,000 ล้านบาท และต้องใช้โคมีชีวิตเทียบเท่ากว่า 13.5 ล้านตัวต่อปี จึงถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้เลี้ยงโคไทยในการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตล็อตแรกของไทยไปยังประเทศจีนภายใน 1 ปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/971969&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ffK-cVRT62yx827p3DQoC

  • อลิอันซ์ รีเสิร์ช ชี้ ฟุตบอลโลก 2026 ดันเศรษฐกิจทะลุเฉียด 3 แสนล้าน

    อลิอันซ์ รีเสิร์ช ชี้ ฟุตบอลโลก 2026 ดันเศรษฐกิจทะลุเฉียด 3 แสนล้าน

    Allianz Research เผยบทวิเคราะห์ ฟุตบอลโลก 2026 บูมเศรษฐกิจระยะสั้นกว่า 2.92 แสนล้านบาท ชี้ภาคท่องเที่ยวและบริการรับอานิสงส์เต็มๆ คาดธุรกิจโรงแรมพุ่งกระฉูด 95%

    อลิอันซ์ รีเสิร์ช (Allianz Research) สถาบันวิจัยทางการเงินระดับโลก เปิดเผยบทวิเคราะห์ล่าสุดเกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026 (FIFA World Cup 2026) ที่กำลังฟาดแข้งกันอยู่ในขณะนี้ โดยมี สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญของมหกรรมกีฬาโลก ทั้งในด้านขนาดการจัดการแข่งขันและรูปแบบการเป็นเจ้าภาพร่วมระหว่าง 3 ประเทศ

    การแข่งขันในครั้งนี้มีการเพิ่มจำนวนทีมในรอบสุดท้ายเป็น 48 ทีม และมีแมตช์การแข่งขันรวมทั้งสิ้น 104 นัด ครอบคลุม 16 เมืองเจ้าภาพ นับเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยคาดว่าจะดึงดูดแฟนบอลเข้าชมการแข่งขันรวมประมาณ 6.5 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 2.6 ล้านคน 

    จากการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจพบว่า ฟุตบอลโลก 2026 จะสร้างมูลค่า GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) รวมในภูมิภาคอเมริกาเหนือประมาณ 9-9.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.92 – 2.99 แสนล้านบาท) ตลอดช่วงระยะเวลาการแข่งขัน 6 สัปดาห์ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการใช้จ่ายในภาคการท่องเที่ยว ทั้งเรื่องที่พัก การเดินทาง อาหาร และความบันเทิง ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.60 แสนล้านบาท)

    ในเชิงโครงสร้างรายงานระบุว่า ระบบนิเวศการท่องเที่ยว (tourism ecosystem) จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมในหลายเมืองเจ้าภาพ ที่คาดว่าจะมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 90–95% ขณะที่สายการบินต่าง ๆ ได้รับแรงหนุนจากความต้องการเดินทางที่พุ่งสูงขึ้น ในสภาวะที่กำลังการให้บริการยังมีข้อจำกัด ส่งผลให้สามารถบริหารราคาและรายได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระดับมหาศาล แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคในภาพรวมยังคงอยู่ในระดับที่ “จำกัด” เนื่องจากเป็นแรงกระตุ้นระยะสั้น (short-term demand shock) มากกว่าปัจจัยการเติบโตเชิงโครงสร้าง โดยคาดว่า GDP ของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 0.1% ขณะที่ เม็กซิโก และ แคนาดา จะเพิ่มขึ้นราว 0.3% และ 0.2% ตามลำดับ

    นอกจากนี้ ความสำเร็จในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจยังต้องพึ่งพาปัจจัยสนับสนุนสำคัญ อาทิ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและที่พัก การบริหารจัดการผู้เดินทางข้ามพรมแดน รวมถึงนโยบายด้านวีซ่า ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวในบางประเทศ 

    บทสรุปของรายงานชี้ชัดว่า ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ เป็นมากกว่ามหกรรมกีฬา แต่เป็น “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวและการบริโภค” ที่จะสร้างโอกาสอย่างมีนัยสำคัญให้กับภาคบริการ โดยเฉพาะในเมืองเจ้าภาพที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว

    ที่มาของภาพ : Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/worldcup/105461/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hYrRq985Ium7hmD_WOiVu

  • นายก

    นายก

    นายก “อนุทิน” เยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2026 ส่งแรงใจให้ผู้ประกอบการทั่วไทย พร้อมชวนใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจกระจายรายได้สู่ชุมชน


    20/06/2569 | 33 | |

    นายก “อนุทิน” เยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2026 ส่งแรงใจให้ผู้ประกอบการทั่วไทย พร้อมชวนใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจกระจายรายได้สู่ชุมชน

    วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และที่ปรึกษาสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เดินทางเข้าเยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2026 ซึ่งเปิดงานเป็นวันแรก โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ฯ ร่วมให้การต้อนรับ และสนับสนุนข้อมูลกิจกรรมภายในงานอย่างพร้อมเพรียง

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินพบปะพูดคุยเพื่อให้กำลังใจผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP จากทั่วประเทศที่ร่วมออกร้านจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า พร้อมอุดหนุน otop ชวนชิมของดีของอร่อยจากทั่วประเทศที่มาร่วมออกร้านในงาน ตลอดจนได้ให้เกียรติโชว์ฝีมือตำส้มตำ ในร้านตู่ไก่บ้านย่าง เขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น โซนชวนชิม

    ขอเชิญชวนทุกท่านมาชม ชิม ช้อป สินค้า otop ของดีทั่วไทย ในงาน OTOP Midyear 2026 และมาใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส กระจายรายได้สู่ชุมชน ในระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

    #OTOPMidyear2026

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/379860&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxm2B8kHqK38GSRFbFpb1

  • “ศุภจี” ยันส่งออกไทยไตรมาสแรกโต ทุเรียนขยายตัว 109.5%

    “ศุภจี” ยันส่งออกไทยไตรมาสแรกโต ทุเรียนขยายตัว 109.5%

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/155349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S-zQgagkZqs5peF0GCgqB

  • ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

    ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

    ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา จีนถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของโลกยุคใหม่ จากประเทศที่เคยเผชิญปัญหาความยากจน สามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และสร้างชนชั้นกลางขนาดใหญ่ที่กลายเป็นกำลังซื้อสำคัญของโลก

    ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน บรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘Strong + Strength กับผลิตผลของจีน’ ระบุว่า แม้จีนจะมีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน และมีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าประเทศไทยหลายเท่า แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงจำนวนประชากร หากเป็น ‘ความสามารถในการปรับตัว’ และการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างเป็นระบบ

    จากฐาน ‘โรงงานผลิตของโลก’ สู่ผู้นำนวัตกรรมระดับโลก

    จีนเริ่มต้นจากการเป็นฐานการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น เสื้อผ้า รองเท้า และของเล่น ก่อนพัฒนาสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและทักษะขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

    แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ จีนไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น

    ปัจจุบัน จีนกำลังเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์อัจฉริยะ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีอวกาศ และเซมิคอนดักเตอร์ จนสามารถเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ตาม’ กลายเป็น ‘ผู้นำ’ ด้านนวัตกรรมในหลายอุตสาหกรรมระดับโลก

    “จีนไม่ได้ต้องการเป็นเพียงประเทศที่มั่งคั่ง แต่ต้องการเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างสมบูรณ์” คือเป้าหมายระยะยาวที่สะท้อนผ่านนโยบายของรัฐบาลจีนในทุกมิติ

    ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ประชาชน การยกระดับทักษะแรงงาน การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ลดการพึ่งพาต่างชาติ รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้อย่างทั่วถึง

    ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

    การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างดังกล่าว กำลังทำให้จีนเปลี่ยนสถานะจาก ‘โรงงานโลก’ สู่ ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมโลก’ อย่างแท้จริง

    ภาพลักษณ์ใหม่ของจีน คือ สินค้าศักยภาพกับเศรษฐกิจที่ยังเติบโต

    ภาพจำว่าสินค้าจีนคือ ‘สินค้าราคาถูก’ กำลังถูกแทนที่ด้วยแบรนด์จีนที่มีศักยภาพแข่งขันระดับสากล ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีดิจิทัล และแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก

    ในด้านเศรษฐกิจ แม้ปัจจุบันจีนจะเติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวเลขสองหลัก แต่ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ มูลค่าการเติบโตดังกล่าวยังเทียบเท่ากับการเกิดขึ้นของระบบเศรษฐกิจใหม่หลายประเทศรวมกัน

    ขณะเดียวกัน การขยายตัวของชนชั้นกลางและความต้องการสินค้าและบริการคุณภาพสูง ยังทำให้จีนเป็นตลาดสำคัญที่ผู้ประกอบการทั่วโลกไม่อาจมองข้าม

    ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

    จีนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และ BRI เสริมความแข็งแกร่ง

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของจีน คือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมโยงเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ จนเกิด ‘แนวคิดเศรษฐกิจหนึ่งชั่วโมง’ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเดินทางติดต่อค้าขายและเคลื่อนย้ายประชากรระหว่างเมืองหลักและเมืองรองรอบข้างได้ภายในเวลาอันสั้น ช่วยให้การเดินทาง การค้า และการกระจายการลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นอกจากนี้ จีนยังเดินหน้าขยายความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ผ่านนโยบาย ‘หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง’ หรือ Belt and Road Initiative (BRI) ที่เชื่อมโยงการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานในระดับโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

    ธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวและสร้างพันธมิตรกับจีน

    ดร.ไพจิตร กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ประเทศไทยควรเรียนรู้จากจีน ไม่ใช่เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือการมีเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน การรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย และการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง

    เหนือสิ่งอื่นใด คือ ‘ความกล้าที่จะปรับตัว’ เพราะเมื่อโลกเปลี่ยน จีนพร้อมเปลี่ยนตามเสมอ

    ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการไทยในปัจจุบัน สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การหวาดกลัวต่อการเติบโตของจีน แต่คือการทำความเข้าใจจีนอย่างลึกซึ้ง เรียนรู้จากความสำเร็จ และมองจีนในฐานะตลาดขนาดใหญ่ แหล่งเทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจ

    การบรรยายพิเศษครั้งนี้ จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ในหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

    ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

    3 คำถามที่ไทยควรรู้จากการเปลี่ยนผ่านของจีน และโอกาสของธุรกิจ

    1. อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี?

    แม้จีนจะมีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน แต่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนประชากร หากเป็นการมีเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน การลงทุนด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงความสามารถในการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ

    2. ปัจจุบันจีนยังเป็น ‘โรงงานโลก’ อยู่หรือไม่?

    จีนยังเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมโลก’ โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์อัจฉริยะ พลังงานสะอาด และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำในหลายอุตสาหกรรมระดับโลก

    3. ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวอย่างไรเมื่อจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว?

    ผู้ประกอบการไทยควรเปลี่ยนมุมมองจากการมองจีนเป็นเพียงคู่แข่ง ไปสู่การมองจีนเป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ แหล่งเทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมศึกษาทิศทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมของจีน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WIiCtPHjEIQz1ZTqRdoUI

  • คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก | เดลินิวส์

    คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 69 นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของประเทศ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ควบคู่กับการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์และการท่องเที่ยวคุณภาพสู่ระดับสากล

    โดยล่าสุดได้รับรายงานจาก ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าประเทศไทยมีแนวโน้มได้รับข่าวดีจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-29 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ที่จะพิจารณาการเสนอ “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในช่วงวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569

    นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกได้เสนอแนะให้ขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นแหล่งมรดกโลก โดยเห็นถึงคุณค่าโดดเด่นในฐานะแหล่งสะท้อนความหลากหลายทางศาสนา ความเชื่อ และจิตวิญญาณที่สืบทอดต่อเนื่องยาวนานกว่า 1,500 ปี รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่อิทธิพลทางศาสนาและศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียภาคพื้นสมุทร

    นายสุชาติ กล่าวต่อไปว่า ความคืบหน้าดังกล่าว เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับจังหวัดนครศรีธรรมราชและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวิชาการ การอนุรักษ์ และการบริหารจัดการพื้นที่ตามมาตรฐานสากล

    นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียน จะเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 ของประเทศ และเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของภาคใต้ ซึ่งนอกจากจะเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศแล้ว ยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการนำมรดกทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5961143/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03sEyzYlvUG3VSNv1kDOXf

  • เก็บไว้เชือด!ไพ่เด็ดดาบWTOพิฆาตเศรษฐกิจ”เขมร”เจ๊งทั้งประเทศ | TOPNEWS

    เก็บไว้เชือด!ไพ่เด็ดดาบWTOพิฆาตเศรษฐกิจ”เขมร”เจ๊งทั้งประเทศ | TOPNEWS

    แง้มไพ่เด็ดสั่งสอน! ดาบ WTO เชือดนิ่มเศรษฐกิจ”เขมร” ถ้า”ไทย”ชักออกจากฝัก รับรองไม่ได้ผุดได้เกิด

    #TOPNEWS #topupdate
    #ข่าวเด่น #ข่าวด่วน #ข่าวต่างประเทศ
    #กัมพูชา #ไทยกัมพูชา #ฮุนเซน #WTO
    #ชายแดนไทยกัมพูชา #เศรษฐกิจกัมพูชา
    #เตียบัญ #แบนสินค้าไทย #ไทยกัมพูชา
    #ปิดด่านชายแดน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1607700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T0xuWya9Rp9DrQpn8VYcs

  • ส่องทางรอดเศรษฐกิจไทย นักวิชาการ-เอกชนแนะรื้อโครงสร้าง ฝ่าดักแด้รายได้ปานกลาง

    ส่องทางรอดเศรษฐกิจไทย นักวิชาการ-เอกชนแนะรื้อโครงสร้าง ฝ่าดักแด้รายได้ปานกลาง

    วันที่ 20 มิถุนายน 2569 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลางด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสก.) รุ่นที่ 12 จัดงานสัมมนาสาธารณะ  “RE-THINK THAILAND : รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” โดยมีนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และรศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ณ Hall 1–2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาการเติบโตช้า รายได้ต่อหัวประชากรอยู่ในระดับต่ำ แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัว หากไม่เร่งปรับตัวโดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเร็วอาจมีความเสี่ยงที่ไม่หลุดพ้นจากการติดกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศที่มีรายได้สูงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้

    ทีดีอาร์ไอ มองว่า ประเทศไทยสามารถขยับไปสู่โอกาสได้ท่ามกลางความท้าทายของไทยที่ยังมีต่อเนื่อง โดยทางออกที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างคนเก่งที่เป็น “ฮีโร่” เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างหากสามารถสร้างคนอย่าง อีลอน มัสก์ ได้เพียงคนเดียว สามารถสร้างมูลค่าที่เกิดขึ้นอาจสูงถึง 3 เท่าของ GDP ประเทศไทย และน่าจะเห็นผลไวกว่าการพัฒนาแบบกระจายตัวในภาคเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว ขณะที่ภาคบริการประเทศไทยควรหาทางรองรับการรั่วไหลของแพล็ตฟอร์มบริการจากต่างชาติ ซึ่งไม่สามารถสร้างรายได้เข้าประทศไทยอย่างแท้จริง

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สถานการณ์ของผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนกิจการ SME ที่ขาดทุนต่อเนื่องและมีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นจาก 18% ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 เป็น 22% ในไตรมาสแรกปี 2569 ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง แม้ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีสัดส่วนสูงถึง 84% ของทั้งระบบ แต่กลับมีอำนาจต่อรองต่ำเมื่อเทียบกับทุนขนาดใหญ่ ส่งผลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยากลำบาก

    ทั้งนี้ทางออกสำคัญคือการปรับวิธีคิดของ SME จากการมุ่งแข่งขันด้านราคา ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) สร้างนวัตกรรม และพัฒนามาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงปรับบทบาทจากผู้ผลิตปลายน้ำมาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยที่ยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้ขณะนี้แรงงานในหลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงตกงานสูง หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มสถาบันทางการเงิน โดยมีการประเมินแนวโน้มว่าในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า อาจมีแรงงานในกลุ่มนี้คนตกงานเป็นหลักหมื่นคน เป็นผลมาจากการปรับตัวเข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เช่นเดียวกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอนาคต

    “สิ่งที่น่ากังวลของคนทำงาน คือกลุ่ม Gen X และ Gen Y ที่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ต้องทำตัวอย่างไรไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะแนวโน้มธุรกิจในอนาคตใช้คนน้อยลง และเน้นแต่คนเก่ง ขณะที่เครื่องจักรและหุ่นยนต์ก็มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ จึงอยากแนะนำว่าคนวัยทำงาน 40 ปีขึ้นไป จำเป็นจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง ที่สำคัญคือทักษะเหล่านั้น ต้องไม่ใช่ลอกมาจากในตำราแต่ต้องทำด้วยตัวเอง อีกอย่างคือ อย่าปล่อยให้เกิดภาวะเบิร์นเอาท์ในการทำงานเกิดขึ้น” ดร.ธนิต กล่าว

    รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มี 4 ประเด็นใหญ่ หรือ “4 Bug” ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน Bug แรก คือ การอัดฉีดเงินแล้วเงินไม่หมุน แม้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์กลับไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร Bug ที่สอง คือ ไทยมีปริมาณการส่งออกสินค้ามาก แต่กลับส่งออกแต่สินค้าเทคโนโลยีต่ำหรือ Low-Tech สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    Bug ที่สาม คือ FDI ไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ประเทศไทยจะได้รับการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือยกระดับทักษะแรงงานได้อย่างเพียงพอ และ Bug ตัวสุดท้าย คือภาคเกษตรไทยเปลี่ยนไม่ทันโลก โดยตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังดูแลภาคเกษตรในลักษณะ “เลี้ยงไข้” มากกว่าการรักษาให้หายหรือไม่ แม้ไทยจะได้รับการยอมรับว่าเป็นครัวของโลก แต่เกษตรกรจำนวนมากยังเผชิญปัญหารายได้ต่ำ หนี้สินสูง และเข้าสู่สังคมสูงวัย

    อย่างไรก็ตามผู้ร่วมเสวนาทั้งหมดยังได้มีข้อเสนอแนะถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดย ทีดีอาร์ไอ เสนอว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI โดยนำโมเดลจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ทั้ง ยุโรป และจีน ที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนรองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอว่า ภาครัฐต้องเร่งปรับของยุทธศาสตร์เกษตร โดยต้องหยุดการแก้ปัญหาการแจกแบบเลี้ยงไข้ และหันมาสร้างความรุ่มรวยให้กับเกษตรกรด้วยการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร พร้อมกันนี้ยังต้องเร่งหาทางสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมไฮเทคควบคู่กันไปด้วย

    ขณะที่ภาคธุรกิจเสนอว่า ทางรอดภาคธุรกิจต้องเปลี่ยน mindset เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่โดยไม่ยึดติดสิ่งเดิม มีแนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่ มีกระบวนการรองรับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการสร้างทักษะให้กับแรงงานเพื่อรองรับความท้าทายในโลกยุคใหม่ ด้าน ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอี มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยเน้นย้ำว่า ควรเร่งขยับกลไกสนับสนุน โดยเฉพาะการลดข้อจำกัดด้านกฎหมายที่สร้างต้นทุนแฝง และเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกทางตรง (Direct Exporter) และผลักดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าในระดับที่สูงขึ้น เพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2940815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw321orI27RJFQAq5c6IFJh5

  • สันนิบาตสหกรณ์ฯ ครบรอบ 58 ปี เปิดเวทีสภาสหกรณ์แห่งชาติ หนุนเศรษฐกิจฐานราก

    สันนิบาตสหกรณ์ฯ ครบรอบ 58 ปี เปิดเวทีสภาสหกรณ์แห่งชาติ หนุนเศรษฐกิจฐานราก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/cooperatives/155332&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PlM7l1rYQtVfBOYdK–Pn

  • รัฐบาลชูโมเดลยุโรป ดันวิจัยไทยสู่เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเศรษฐกิจ

    รัฐบาลชูโมเดลยุโรป ดันวิจัยไทยสู่เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเศรษฐกิจ

    รัฐบาลชูโมเดลยุโรป ดันวิจัยไทยสู่เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเศรษฐกิจ

    รัฐบาลชูโมเดลยุโรป ดันวิจัยไทยสู่เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเศรษฐกิจ

    รัฐบาลเร่งผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ดึงโมเดลความสำเร็จจากเบลเยียมมาประยุกต์ใช้ หวังปิดจุดอ่อนงานวิจัยไทย

    รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนผลงานนวัตกรรมของไทย โดยตั้งเป้าหมายหลักในการดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างรายได้และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศอย่างยั่งยืน

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กระทรวง อว.) ได้ลงพื้นที่ศึกษาความสำเร็จและถอดบทเรียนจาก 2 สถาบันนวัตกรรมระดับโลกในประเทศเบลเยียม เพื่ออุดช่องโหว่ของวงการวิชาการไทย

    ซึ่งที่ผ่านมาแม้บุคลากรชาวไทยจะสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมได้จำนวนมาก แต่ยังขาดการนำไปต่อยอดจากห้องปฏิบัติการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตจริงและสร้างรายได้ในโลกธุรกิจ

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    ยกระดับอุตสาหกรรม ด้วยโมเดล Bio Base Europe

    กระทรวง อว. ให้ความสนใจกับรูปแบบการทำงานของ Bio Base Europe Pilot Plant (BBEPP) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยและโรงงานต้นแบบที่ให้บริการช่วยเหลือนักวิจัยอย่างครบวงจร โมเดลนี้โดดเด่นในการเชื่อมรอยต่อตั้งแต่กระบวนการทดลองในห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเปิดโอกาสให้นักวิจัยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายรูปแบบ

    รัฐบาลเล็งเห็นว่า หากประเทศไทยนำโมเดลนี้มาปรับใช้ จะสามารถยกระดับอุตสาหกรรมให้กลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้สำเร็จ และจะกลายเป็นเครื่องยนต์กลไกชิ้นใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติในอนาคต

    นอกจากโมเดลโรงงานต้นแบบแล้ว กระทรวง อว. ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัย VUB ของเบลเยียม เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีที่เรียกว่า “โฟโตนิกส์” (Photonics) หรือเทคโนโลยีการใช้แสงแทนไฟฟ้า

    ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และชิปคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์จะช่วยเชื่อมโยงผลงานจากหิ้งสู่ห้าง และตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ดียิ่งขึ้น

    สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลสามารถนำแนวคิดจากเบลเยียมกลับมาใช้ได้ทันที คือการปรับมุมมองที่ว่า ผลงานนวัตกรรมต้องตอบสนองความต้องการของการใช้งานจริง นักวิจัยต้องวางแผนธุรกิจควบคู่ไปกับการเริ่มต้นทดลอง โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้คำปรึกษาด้านการลงทุนและช่วยจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาการนำผลงานไปใช้จริงของไทยได้โดยตรง

    หลังจากนี้ กระทรวง อว. จะเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการนำโมเดลระดับโลกทั้งสองรูปแบบ มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตั้งเป้าหมายสูงสุดในการเปลี่ยนทรัพยากรและศักยภาพของบุคลากรไทย ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง  จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/744184&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OHIK65VPXO_-q6jgsu61r