Blog

  • อนุทิน สวมหน้ากากผีตาโขน ปี 2569 หนุนวัฒนธรรมท้องถิ่น เศรษฐกิจฐานราก

    อนุทิน สวมหน้ากากผีตาโขน ปี 2569 หนุนวัฒนธรรมท้องถิ่น เศรษฐกิจฐานราก

    วันนี้ (21 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน จังหวัดเลย ประจำปี 2569 ณ เวทีกลางหน้าที่ว่าการอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

    ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมล้ำค่า จ.เลย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ควบคู่กับการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนเป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดเลยที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในระดับนานาชาติ

    ผีตาโขนไม่ใช่เพียงการละเล่นหรือขบวนแห่สีสันสวยงาม แต่คือเรื่องราวของชุมชน ความศรัทธาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และเป็นอัตลักษณ์ที่สร้างความภาคภูมิใจให้ชาว จ.เลย เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นในทุกปี

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะร่วมงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนปี 2569

    “ทุกวันนี้หลายประเทศมีถนนสวย ตึกสูง ห้างร้านทันสมัย และนวัตกรรมที่แข่งขันกันสร้าง แต่สิ่งที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือเลียนแบบกันได้ง่าย คือประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิม” นายอนุทิน กล่าว

    ระดมสินค้าชุมชน บูธโครงการไทยช่วยไทยกว่า 200 ร้านค้า

    สำหรับงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ผสมผสานประเพณีบุญพระเวสและบุญบั้งไฟเข้าไว้ด้วยกัน สะท้อนความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและวิถีชีวิตของชุมชน จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเทศกาลวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

    งานปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 มิถุนายน 2569 ภายในงานมีขบวนแห่ผีตาโขนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 11 แห่ง และกลุ่มผีตาโขนอิสระกว่า 50 กลุ่ม การประกวดหน้ากากผีตาโขนชิงถ้วยประทานพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การประกวดเต้นผีตาโขนน้อย ตลอดจนการจำหน่ายสินค้า OTOP สินค้าชุมชน และบูธโครงการไทยช่วยไทยกว่า 200 ร้านค้า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/661958&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o0MlYsF_FnM29wh6hvfa0

  • “พิพัฒน์” หนุน เชื่อมสองฝั่งทะเล “อันดามัน-อ่าวไทย”  ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ

    “พิพัฒน์” หนุน เชื่อมสองฝั่งทะเล “อันดามัน-อ่าวไทย” ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แนะโครงการถนนเชื่อมโยงสองฝั่งทะเล อันดามันและอ่าวไทย (อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง – อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี) และการพัฒนาท่าเทียบเรือพุมเรียง ตั้งเป้าพลิกโฉมระบบโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวของไทย ให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้รอย

    กระทรวงคมนาคม
    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

    นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า โครงการถนนเชื่อมโยงกะเปอร์-ไชยา สามารถอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่สองจังหวัด และจะเป็น “เส้นทางเศรษฐกิจใหม่” ของประเทศไทยที่มีความสำคัญในการเชื่อมต่ออ่าวไทยและทะเลอันดามันเข้าด้วยกัน ถนนยุทธศาสตร์เส้นนี้จะปลดล็อกศักยภาพการขนส่งโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรมให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศอย่างก้าวกระโดด 

    โดยเฉพาะการสร้างโครงข่ายที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากฝั่งอันดามัน (ระนอง) สามารถเดินทางข้ามฝั่งเพื่อไปสู่แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง “เกาะสมุย” จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้อย่างง่ายดายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งจะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    สำหรับโครงการนี้ประกอบด้วยการขยายถนนเดิมและก่อสร้างถนนใหม่ ระยะทางรวม 47.28 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางได้กว่า 70 กิโลเมตร และร่นเวลาการเดินทางจาก 2 ชั่วโมง 30 นาที เหลือเพียง 1 ชั่วโมง 45 นาที 

    กระทรวงคมนาคม
    “พิพัฒน์” หนุน เชื่อมสองฝั่งทะเล “อันดามัน-อ่าวไทย” แนะเส้นทางยุทธศาสตร์กะเปอร์-ไชยา

    ขณะเดียวกันก็บูรณาการร่วมกับแผนพัฒนาโครงข่ายของกรมทางหลวงอีก 3 โครงการ ได้แก่ การขยายไหล่ทางบนทางหลวงหมายเลข 4191, ทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข 41 และการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองไชยา เพื่อเสริมประสิทธิภาพการเดินทางสูงสุด 

    ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยกระบวนการทุกขั้นตอนจะควบคู่ไปกับการศึกษาความเหมาะสมและดูแลสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบที่สุด

    นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ยังได้ลงพื้นที่ติดตามแนวทางการพัฒนาท่าเทียบเรือโดยสารสาธารณะเพื่อการท่องเที่ยว ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา เพื่อยกระดับการคมนาคมทางน้ำให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน ชาวประมงพื้นบ้าน และผู้ประกอบการรายย่อย สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างโอกาสให้คนไทยทั้งประเทศ โครงข่ายคมนาคมเชื่อมสองฝั่งทะเลที่กำลังขับเคลื่อนอยู่นี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวของภูมิภาค สร้างความเจริญและเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/278030&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RIuOTaRMoL0x9zhr5vOJb

  • จุดอ่อน ทำไมโลกยังแก้ปัญหา ‘สายพานขยะ-เศรษฐกิจหมุนเวียน’ ไม่ได้

    จุดอ่อน ทำไมโลกยังแก้ปัญหา ‘สายพานขยะ-เศรษฐกิจหมุนเวียน’ ไม่ได้

    ในขณะที่ระบบซัพพลายเชนทั่วโลกสามารถติดตามสินค้าได้อย่างแม่นยำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงมือผู้บริโภค แต่ทันทีที่สินค้าชิ้นนั้นถูกทิ้ง “ข้อมูลทั้งหมดกลับสูญหายไปในทันที” กลายเป็นหลุมดำทางเศรษฐกิจที่ตัดขาดโอกาสของ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ (Circular Economy) อย่างสิ้นเชิง ล่าสุดผู้เชี่ยวชาญชี้ เทคโนโลยี Edge AI กำลังจะเข้ามาเปลี่ยน ‘ถังขยะ’ ให้กลายเป็นขุมทรัพย์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เช่นเดียวกับที่ Google หรือ Spotify เคยทำสำเร็จมาแล้ว

    ความหวังของ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ ที่กำลังถอยหลัง เพราะขาด “พิมพ์เขียวข้อมูล”

    มูลค่าของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกสูงถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลปี 2568) พอๆ กับเม็ดเงินในตลาดโฆษณาทั่วโลกที่เติบโตจากการตามล่า “ความสนใจของผู้บริโภค” (Consumer Attention) ทว่าในทางกลับกัน ธนาคารโลกประเมินว่าปริมาณขยะทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 2.56 พันล้านตันในปี 2565 เป็น 3.86 พันล้านตันภายในปี 2593 (เพิ่มขึ้นถึง 50%) โดยมีค่าจัดการสูงกว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

    แต่เรื่องที่น่าตกใจคือ มีข้อมูลขยะในระดับรายชิ้น (Item-level data) อยู่ไม่ถึง 1% ส่งผลให้ อัตราการหมุนเวียนวัสดุกลับมาใช้ใหม่ทั่วโลก (Global Circularity Rate) ลดลงจาก 9.1% เหลือเพียง 6.9% ภายในเวลาแค่ 5 ปี เพราะโลกกำลังพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยไม่มีบัญชีคู่ค้าขยะ (Ledger) ที่ชัดเจน

    ส่องสถานการณ์ในไทย ตื่นตัวรับกฎหมาย EPR แต่ยังเผชิญความท้าทายเรื่อง ‘ข้อมูลขยะ’

    ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้อย่างเข้มข้น จากรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย โดยกรมควบคุมมลพิษ พบว่าประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนเกิดขึ้นสูงถึงกว่า 25-27 ล้านตันต่อปี แต่มีขยะที่ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์จริงเพียงราวๆ 30-40% เท่านั้น ส่วนที่เหลือยังคงตกค้างหรือกำจัดอย่างไม่ถูกวิธี

    ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดัน ร่างกฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน หรือ กฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้เพื่อบังคับให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค นอกจากนี้ในภาคเอกชนไทย เช่น เครือข่าย PackBack โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ได้เริ่มทำโครงการนำร่องเก็บข้อมูลการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วในบางจังหวัด (เช่น ชลบุรี) อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของไทยยังคงเป็นการเก็บข้อมูลที่แยกส่วน ขาดแพลตฟอร์มส่วนกลางที่สามารถระบุประเภทและแบรนด์ของขยะได้แบบเรียลไทม์ ณ จุดทิ้ง

    Edge AI พลิกโฉม ‘จุดทิ้งขยะ’ สู่โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก

    ในอดีต เทคโนโลยีที่จะมาจัดระเบียบข้อมูลขยะมีราคาแพงเกินไป แต่ในปัจจุบัน ต้นทุนฮาร์ดแวร์ Edge AI ลดลงอย่างมหาศาล อุปกรณ์ Computer Vision (ระบบกล้องอัจฉริยะวิเคราะห์ภาพ) มีราคาเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ และเซนเซอร์กล้องบางชนิดมีราคาเริ่มต้นแค่ประมาณ 70 บาท ($2) เท่านั้น

    ระบบ AI เหล่านี้สามารถติดตั้งไว้ที่ถังขยะหรือสถานีแยกขยะ เพื่อทำหน้าที่

    • คัดแยกและจำแนก: ระบุประเภทวัสดุ แบรนด์สินค้า และประเภทบรรจุภัณฑ์ได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบคลาวด์ขนาดใหญ่
    • ปรับพฤติกรรมมนุษย์: ผลการวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ระบุว่า การส่งสัญญาณเตือนหรือข้อความแนะนำแบบเรียลไทม์ที่หน้าถังขยะ ช่วยให้คนทิ้งขยะได้ถูกต้องแม่นยำขึ้นกว่า 90% และเพิ่มการมีส่วนร่วมของคนได้มากกว่า 10 เท่า เมื่อเทียบกับการติดป้ายประกาศแบบเดิม
    • ตรวจสอบต้นทาง-ปลายทาง: ในฝั่งโรงคัดแยกขยะ (Materials Recovery Facilities) AI จะช่วยตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสิ่งปนเปื้อน ทำให้ผู้รับซื้อได้วัตถุดิบรีไซเคิลที่สะอาดและมีคุณภาพสูง

    เปลี่ยน ‘ขยะ’ จากภาระค่าใช้จ่าย ให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน

    เมื่อการทิ้งขยะทุกครั้งถูกบันทึกเป็นข้อมูลดิจิทัล (แบรนด์, ประเภทวัสดุ, พิกัด, เวลา) วงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ไปสู่การมี “เศรษฐศาสตร์ต่อหน่วย” (Unit Economics) ที่จับต้องได้ทางธุรกิจ

    1. แบรนด์สินค้า: ได้ช่องทางสื่อสารและตรวจสอบพฤติกรรมผู้บริโภค ณ จุดทิ้งขยะ เพื่อนำไปพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่รักษ์โลกได้จริง
    2. เจ้าของพื้นที่และห้างสรรพสินค้า: เปลี่ยนจากที่ต้องเสียค่าจ้างขนขยะทิ้ง ไปสู่การบริหารจัดการพื้นที่ที่มีข้อมูลขยะพร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้จากการขายขยะรีไซเคิลคุณภาพสูง
    3. หน่วยงานกำกับดูแล (ภาครัฐ): สามารถตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย EPR และมาตรการลดพลาสติกได้แบบเรียลไทม์ แทนการใช้ตัวเลขคาดเดาจากแบบสอบถาม

    ปัญหาขยะล้นโลกและวิกฤติเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่แค่เรื่องของจิตสำนึกอีกต่อไป แต่มันคือ “ปัญหาระบบข้อมูล” ตราบใดที่เรายังไม่สามารถทำให้พฤติกรรมการทิ้งขยะมองเห็นและวัดผลได้ เทคโนโลยี AI และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลการทิ้งขยะ (Attention Layer) จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเข้ามาปิดรอยรั่วล้านล้านดอลลาร์นี้ เพื่อเปลี่ยนโลกและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ที่มา : World Economic Forum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1239218&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uEraic5BGqmyric0UdwHk

  • เดินหน้าเร็วกว่าแผน !! กรมทางหลวงชนบท สร้างถนนสาย ง3 ผังเมืองรวมเมืองหนองคาย จ.หนองคาย

    เดินหน้าเร็วกว่าแผน !! กรมทางหลวงชนบท สร้างถนนสาย ง3 ผังเมืองรวมเมืองหนองคาย จ.หนองคาย

    มุ่งวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม รองรับการขยายตัวของเมือง หนุนการเติบโตของเศรษฐกิจภาคการขนส่ง-การท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน คาดแล้วเสร็จในปี 2571

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินการตามนโยบายภายใต้การกำกับดูแลของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้เน้นย้ำในเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในทุกมิติอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับในส่วนของพื้นที่จังหวัดหนองคายนั้น ทช. มีอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างดำเนินการ คือ โครงการก่อสร้างถนนสาย ง3 ผังเมืองรวมเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย นับเป็นอีกหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ของ ทช. ที่จะช่วยบรรเทาการจราจรที่หนาแน่นในเขตเมือง เพิ่มขีดความสามารถในการคมนาคมขนส่งในพื้นที่

    เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหนองคายและกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสะดวกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการยกระดับการเดินทางให้เชื่อมโยงโครงข่ายทั้งทางบกและทางรางให้มีความสมบูรณ์ เนื่องจากในปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทางหนองคาย – ขอนแก่น อีกด้วย

    ปัจจุบัน ทช. ได้เดินหน้าโครงการก่อสร้างถนนสาย ง3 ผังเมืองรวมเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย โดยจุดเริ่มต้นโครงการบริเวณ กม.ที่ 0+000 เชื่อมต่อกับ ทล.233 กม.ที่ 4+985 และไปสิ้นสุดโครงการ กม.ที่ 2+811 เชื่อมต่อกับ ทล.243 กม.ที่ 1+990 รวมระยะทางโครงการ 2.811 กิโลเมตร โดยจะก่อสร้างเป็นถนนผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 4 ช่องจราจร ไป – กลับ กว้างช่องจราจรละ 3.25 เมตร มีไหล่ทางกว้างข้างละ 2.50 เมตร แบ่งทิศทางด้วยเกาะกลางถนนแบบยก กว้าง 2 เมตร ทางเท้ากว้าง 4.50 เมตร พร้อมระบบระบายน้ำ ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง และกำแพงกันดิน นอกจากนี้ ยังมีการก่อสร้างสะพานข้ามแยก ขนาด 4 ช่องจราจร ไป – กลับ จำนวน 1 แห่ง ระยะทาง 395 เมตร ซึ่งปัจจุบันผลงานก่อสร้างในภาพรวม

    มีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 19 เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างในส่วนของงานดิน งานระบบระบายน้ำ งานโครงสร้างสะพาน รวมไปถึงการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง ทั้งการควบคุมงาน

    ให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรม การติดตั้งไฟกระพริบและเครื่องหมายจราจรระหว่างการก่อสร้างให้ครบถ้วน เพื่อป้องการเกิดอุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้างอีกด้วย โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2571 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 675.968 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/74150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1N4Z4bIZo9jriQV1JadOmK

  • รบอิหร่านต่อแต่ปรับแผนลดผลกระทบ (2)

    รบอิหร่านต่อแต่ปรับแผนลดผลกระทบ (2)

    ภาพ: “สงครามไม่ใช่คำตอบแต่เป็นหายนะ” โดยอันโตนิโอ กูเตเรส

    เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

    คาดน้ำมันกับปุ๋ยไม่พอใช้:

    สำนักงานพลังงานสากล (IEA) เตือนน้ำมันในระบบยังหดหายต่อเนื่องจากสงครามอิหร่าน จนบัดนี้น้ำมันในระบบหายไปแล้ว 1 พันล้านบาร์เรล

    ทุกวันนี้ยังมีน้ำมันใช้มากพอเพราะใช้น้ำมันจากคลังสำรอง แต่คลังสำรองมีจำกัด ในที่สุดจะถึงจุดหนึ่งที่น้ำมันไม่พอใช้ ผลคือราคาจะสูงขึ้นอีกมาก

    IEA คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนมิถุนา. หากสถานการณ์ไม่กลับสู่ปกติ น้ำมันโลกจะไม่พอใช้ เป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้เศรษฐกิจโลกจะดำดิ่งมากกว่านี้ ราคาจะสูงอีกนาน เพราะจะถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง กำลังการผลิตน้อย ส่งผลให้ราคาน้ำมันใน 1-3 ปีข้างหน้าทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จนกว่าอุตสาหกรรมน้ำมันในตะวันออกกลางจะซ่อมแซมเสร็จสิ้น

    การแก้ไขต้องรีบโดยเร็ว ยิ่งปล่อยยืดเยื้อยิ่งกระทบภาพรวม MOU หยุดยิงล่าสุดจะช่วยลดปัญหาดังกล่าว ภาพรวมดูดีขึ้น

    ส่วนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ชี้อาหารแพงขึ้นเพราะต้นทุนสูงขึ้น ทั้งจากน้ำมันกับปุ๋ยเคมีที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ สงครามอิหร่านในตอนนี้ขวางปุ๋ย 20-30% ไม่ให้เข้าสู่ตลาดโลก แต่ในระยะสั้นราคาอาหารโลกไม่เปลี่ยนมากนักเพราะยังมีสินค้าคงคลังอยู่ ประเด็นคือ หากปุ๋ยน้อยไม่พอใช้ ผลผลิตจะลดลงและอาหารแพงขึ้น

    สงครามจึงเพิ่มค่าครองชีพ คนรากหญ้าจะรับผลกระทบก่อนและได้รับผลแรงสุด

    ปัจจัยเศรษฐกิจนานาชาติ:

    องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันเศรษฐกิจ ออกรายงานคาดการณ์ผลกระทบต่อเนื่อง

    ตั้งแต่ต้นสงคราม อันโตนิโอ กูเตเรส (Antonio Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ เตือน ต้องรีบเจรจาสงบศึกให้ได้ก่อนบานปลายกลายเป็นสงครามตะวันออกกลางที่คุมไม่ได้ เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน สร้างความทุกข์ยากแก่ผู้คนทั่วโลก สร้างความยากจน อาหารขาดแคลน “สงครามไม่ใช่คำตอบแต่เป็นหายนะ” ต้องนำสันติภาพกลับมา

    นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนวิเคราะห์ผลเสียหายมากมาย Amin Nasser จาก Saudi Aramco เตือนว่าสงครามที่ทำลายตลาดน้ำมันโลก อาจทำให้เศรษฐกิจโลกหายนะ ประเด็นไม่อยู่แค่มีน้ำมันพอใช้หรือไม่เท่านั้น แต่จะหายนะด้วย “ราคา” ที่พุ่งสูงด้วยหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนขนส่ง การประกันความเสี่ยง ต้นทุนจากอุตสาหกรรมน้ำมัน การเก็งกำไรของตลาด

    ผลต่อเศรษฐกิจอาหรับ:

    ทั้งๆ ที่ชาติอาหรับไม่ใช่ผู้ก่อสงคราม ไม่ใช่คู่สงครามแต่รับผลกระทบหนักมาก มีคนบาดเจ็บล้มตาย ไม่เพียงเครือข่ายอุตสาหกรรมพลังงานที่เสียหายเท่านั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเสียหายร้ายแรง เศรษฐีทั่วภูมิภาคหนีไปหลบต่างประเทศ เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง

    1) ท่องเที่ยวกับการบินหยุดชะงัก

    เดิมทีภูมิภาคนี้คาดการณ์ว่าในปี 2026 การท่องเที่ยวจะเติบโตถึง 13% แต่สงครามทำให้อุตสาหกรรมนี้ดิ่งลงเหวทันที น่านฟ้าปิดและยกเลิกเที่ยวบิน สายการบินระดับโลกที่เป็นหัวใจเสาหลักเศรษฐกิจใหม่อย่าง Emirates และ Qatar Airways ต้องหยุดชะงักเกือบสิ้นเชิง เที่ยวบินกว่า 5,000 เที่ยวถูกยกเลิกตั้งแต่ช่วงต้นของความขัดแย้ง

    รายได้จากการท่องเที่ยวหายวับ ผลการศึกษาจาก Tourism Economics ชี้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่กลุ่มประเทศ GCC อาจลดลงถึง 26% ถึง 34% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรงด้านการท่องเที่ยวและการจับจ่ายสูงถึง 34,000-56,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้

    2) ภาวะสมองไหลและกลุ่มทุนออกนอกประเทศ

    ประโยคที่ว่า “เศรษฐีทั่วภูมิภาคหนีไปหลบต่างประเทศ” คือภาพสะท้อนของการทำลายล้าง “ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย”

    ภาพลักษณ์ความปลอดภัยที่พังทลาย เมืองอย่างดูไบ โดฮา หรือริยาด เดิมเป็นสวรรค์ของเศรษฐี นักลงทุนต่างชาติ และพวกแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ เพราะปลอดภัย เป็นศูนย์รวมความมั่งคั่ง แต่การโจมตีทางอากาศและภัยคุกคามรอบด้านทำให้คนรวยและกลุ่มแรงงานทักษะสูงเหล่านี้เลือกที่จะย้ายสินทรัพย์และครอบครัวไปหลบภัยในยุโรป เอเชียหรืออเมริกาทันที

    ชะลอเมกะโปรเจกต์ ทุนในประเทศและต่างประเทศเริ่มชะลอตามสถานการณ์ แม้แต่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย (PIF) ยังต้องทบทวนยุทธศาสตร์ ลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยในอภิมหาโปรเจกต์ (Giga-projects) หันมาเน้นความมั่นคงภายในแทน

    3) “วิกฤตสองด้าน”

    ประเทศอาหรับในแถบอ่าวพึ่งพาการนำเข้าอาหารผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 80% ของปริมาณแคลอรีที่บริโภคทั้งหมด การปิดช่องแคบส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารหยุดชะงักกว่า 70% ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ตพุ่งสูงขึ้น 40-120% จนต้องใช้การขนส่งทางอากาศมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    ต้นทุนการผลิตเพิ่ม โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย การโจมตีโรงงานกลั่นน้ำทะเล (Desalination plants) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มหลักเกือบ 99% ของคูเวตและกาตาร์ ซ้ำเติมด้านมนุษยธรรม และดึงงบประมาณของรัฐไปใช้ในการซ่อมแซมมหาศาลแทนการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ในภาพรวม โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเมินว่าสงครามอิหร่านในปี 2026 นี้จะลดมูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของกลุ่มประเทศอาหรับลงไปกว่า 120,000 ถึง 194,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ผลต่ออาเซียน:

    Evghenia Sleptsova จาก Oxford Economics ชี้ว่า ฟิลิปปินส์ ไทย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะพึ่งพานำเข้าพลังงานจำนวนมากจากตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลต่อพวกเขาโดยตรง

    Ronald Goseco จาก Financial Executives Institute of the Philippines ชี้ว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ได้แต่ปล่อยให้น้ำมันขึ้นราคา สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ เงินเฟ้อพุ่ง คาดว่าอาจสูงถึง 8% สูงกว่าปีก่อน 2 เท่า

    วิเคราะห์: สงครามจึงไม่ใช่เรื่องของสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านเท่านั้น แต่กระทบต่อนานาชาติ ทำไมประชาคมโลกต้องรับผลเสียจากสงครามที่พวกเขาไม่ได้ก่อ ยิ่งยืดเยื้อยิ่งบั่นทอนทำลายคนนับพันล้าน ใครจะจ่ายค่าชดเชยแก่คนเหล่านี้

    สงครามจะจบเร็วหรือจะยืดยาวแค่ไหน:

    ประเด็นที่น่ากังวลคือ สงครามนี้จะจบเร็วหรือจะยืดยาวแค่ไหน นานาชาติอยากให้จบเร็ว ทุกคนรู้ดีว่ายิ่งยืดเยื้อเศรษฐกิจจะยิ่งเสียหาย บางประเทศคือซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วให้เลวร้ายลงไปอีก

    ล่าสุด นาโตยุโรปเปลี่ยนท่าทีอยากมีส่วนการหยุดยิง หวังมีบทบาทคุ้มครองฮอร์มุซ ส่วนจีนย้ำว่ายึดกฎบัตรสหประชาชาติ แก้ไขด้วยการหารือ บนหลักความเท่าเทียมและยุติธรรม เป็นอิสระต่อกัน ไม่ข่มขู่ด้วยกำลัง ขอให้นานาชาติมีส่วนร่วมเพราะสงครามกระทบต่อคนทั้งโลก ต้องช่วยกันนำสันติภาพกลับมา

    แต่การหยุดยิงชั่วคราวรอบนี้จะยาวนานแค่ไหน สันติภาพแท้จะเกิดหรือไม่ เป็นคำถามที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1017900/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q6dsDc2bovKTMn9mCrw_h

  • พลิกปากคลองตลาด เป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    พลิกปากคลองตลาด เป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/forum/pak-klong-creative&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ta_7jjx3Z0VWM1SQqdJJM

  • พลิกปากคลองตลาดเป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    พลิกปากคลองตลาดเป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sBHOL6r-Q0YujeV0mX50s

  • รายงานพิเศษ : 63 ปี วว. ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย สู่ Net Zero ยกระดับเศรษฐกิจชาติอย่างยั่งยืน

    รายงานพิเศษ : 63 ปี วว. ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย สู่ Net Zero ยกระดับเศรษฐกิจชาติอย่างยั่งยืน

    วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ในยุคที่เทคโนโลยีเป็นอาวุธสำคัญ “เศรษฐกิจ” ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) คือ รากฐานที่ทำให้ประเทศไทยกำหนดอนาคตและสร้างขีดความสามารถการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. เปิดเผยว่า “63 ปี แห่งการพิสูจน์ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” วว. มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ที่ตอบโจทย์ 4 มิติหลัก ได้แก่ 1.ตอบโจทย์สังคม นำเทคโนโลยีไปลดความเหลื่อมล้ำ สร้างอาชีพให้ชุมชน เช่น การพัฒนาปุ๋ยสั่งตัดเพื่อแก้ปัญหาปุ๋ยแพง การพัฒนาสารชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมีเกษตรที่ทำให้เกษตรกรไทยปลอดภัยและมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น 2.ตอบโจทย์ประเทศ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่ง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น ระบบรางและอากาศยาน ให้บริการทดสอบและรับรองมาตรฐานวัสดุอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยระดับสากล , ยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด  สร้างมาตรฐานแบตเตอรี่และเชื้อเพลิงชีวภาพรองรับยุค Net Zero , เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยกระดับมาตรฐานวัสดุฝังตัวและอุปกรณ์อัจฉริยะ ลดการนำเข้าเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย  และนวัตกรรมเซลล์ต้นกำเนิด สร้างมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพด้านเซลล์บำบัด ยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์แม่นยำและ Wellness ของไทยสู่ระดับโลก 3.ตอบโจทย์เศรษฐกิจ การเปลี่ยนต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ผ่านการวิจัยแปรรูปอาหารและสมุนไพรคุณภาพสูง สู่การเพิ่มมูลค่าเป็นสารสกัด ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล และ 4.ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero ด้วยนวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งให้เป็นทรัพยากร และยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่กระบวนการผลิตสีเขียวที่ยั่งยืน

    “ลดการนำเข้า /เพิ่มความแข็งแกร่งให้ Supply Chain ไทย” เป็นหนึ่งในภารกิจที่ วว. ช่วยประเทศ “ลดการนำเข้า” เทคโนโลยีและวัสดุจากต่างประเทศ ผ่านบริการ Total Solution Service ที่ครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยขั้นต้น การทดสอบมาตรฐานระดับสากล ไปจนถึงการสนับสนุนด้านการตลาดและการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม อาทิ การทดสอบและรับรองมาตรฐานวัสดุอุปกรณ์ , การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและนวัตกรรมชีวภาพ ผ่านบริการทดสอบด้านพิษวิทยา และโรงงานต้นแบบผลิตสารชีวภัณฑ์มาตรฐานสากล , ด้านการเพิ่มมูลค่าผลไม้เศรษฐกิจ (ทุเรียน)  ด้านการยกระดับมาตรฐานห้องปฏิบัติการไทยในการตรวจสาร Basic Yellow 2 และแคดเมียมในทุเรียน เพื่อแก้ปัญหาทุเรียนอ่อนและควบคุมคุณภาพการส่งออก

    “Partner of your success :  เพื่อนคู่คิดแก่ผู้ประกอบการและนักวิจัยรุ่นใหม่” วว. ได้จัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมในหลากหลายด้าน เพื่อให้บริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียวสำหรับผู้ประกอบการ ได้แก่ 1.บริการวิเคราะห์ทดสอบ เพิ่มมูลค่าและสร้างมาตรฐานให้ผลิตภัณฑ์ 2.โรงงานต้นแบบ มุ่งให้บริการเช่าพื้นที่และเครื่องจักรเพื่อทดลองผลิตก่อนลงทุนจริง เพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ และ 3.การพัฒนาบรรจุภัณฑ์  การออกแบบและทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อยืดอายุสินค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก  

    BCG Economy : เปลี่ยน “วัสดุเหลือทิ้ง” ให้เป็น “ขุมทรัพย์”  วว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวอย่างเต็มพิกัด โดยเน้นการ Upcycling หรือการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและอุตสาหกรรม ดังนี้ 1.Zero Waste Management นวัตกรรมการจัดการขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานและวัสดุใหม่ 2.มูลค่าเพิ่มจากผลผลิตเกษตร อาทิ การนำเปลือกมะพร้าวที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งมาพัฒนาเป็นวัสดุปลูกคุณภาพสูงเพื่อการส่งออก หรือการสกัดสารสำคัญจากเปลือกผลไม้เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง การดำเนินงานเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ใหม่ แต่ยังช่วยลดมลพิษและลดต้นทุนการกำจัดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.นวัตกรรมปุ๋ย การแปรรูปกากของเสียอุตสาหกรรมเกษตรและเศษวัสดุในท้องถิ่นให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์และสารปรับปรุงดินมาตรฐานสากล ช่วยลดต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยเคมีและขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

    “มุ่งสู่ Net Zero : พันธกิจเพื่อโลกและอนาคตที่ยั่งยืน” วว.สนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ผ่านการวิจัยและบริการด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การพัฒนาพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในการประเมิน Carbon Footprint เพื่อเพิ่มโอกาสในการเจรจาทางการค้าในเวทีโลก การรักษาสมดุลระบบนิเวศผ่านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและจุลินทรีย์ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/971820&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K-M7kV_1jw21uxRAffHJK

  • เซเว่นเปิดโอกาสผู้สูงวัย โครงการผู้ใหญ่ใจดี สร้างงานสร้างคุณค่า

    เซเว่นเปิดโอกาสผู้สูงวัย โครงการผู้ใหญ่ใจดี สร้างงานสร้างคุณค่า

    เซเว่นเปิดพื้นที่วัยเก๋า
    เปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นพลัง สร้างคุณค่าในสังคมสูงวัย

    ในวันที่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI และ Future Skills คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า คนรุ่นใหม่จะปรับตัวอย่างไร แต่ยังรวมถึง ‘คนวัยเก๋า’ ที่ยังมีศักยภาพ จะมีพื้นที่อยู่ตรงไหนในอนาคต

    ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่คนอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวนมากยังแข็งแรง ยังอยากทำงาน และยังต้องการใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตให้เกิดประโยชน์

    สิ่งที่พวกเขาต้องการจึงไม่ใช่เพียงความช่วยเหลือ แต่คือ ‘โอกาส’

    นี่คือแนวคิดของ CP All ที่เดินหน้าโครงการ ‘ผู้ใหญ่ใจดี’ ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงวัยกลับมามีบทบาทในโลกการทำงาน ผ่านโอกาสสร้างอาชีพในร้าน 7-Eleven

    7eleven-senior-employment-opportunity-SPACEBAR-Photo01.jpg

    หัวใจของโครงการไม่ได้อยู่แค่การสร้างรายได้ แต่คือการสร้าง ‘พื้นที่แห่งคุณค่า’ ให้ผู้สูงวัยยังรู้สึกว่าตัวเองมีบทบาท ได้พบปะผู้คน และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพราะประสบการณ์ ความรับผิดชอบ ความเข้าใจผู้คน และความใส่ใจ คือทักษะที่ยังมีคุณค่า แม้โลกจะเปลี่ยนไป

    วัยเก๋า กับโอกาสในเศรษฐกิจยุคใหม่

    การเข้าสู่สังคมสูงวัยไม่ใช่เพียงเรื่องของสวัสดิการ แต่เป็นโจทย์เศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันออกแบบ โดยการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุยังมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน คือการดึงศักยภาพของคนกลุ่มนี้กลับมาใช้ ทั้งในมิติของรายได้ คุณภาพชีวิต และการสร้างสังคมที่ทุกวัยอยู่ร่วมกันได้

    8 ปีที่ผ่านมา โครงการผู้ใหญ่ใจดีสะท้อนให้เห็นว่า โอกาสเล็กๆ สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว อายุอาจเป็นเพียงตัวเลข แต่ศักยภาพของคนไม่มีวันหมดอายุ

    7eleven-senior-employment-opportunity-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/137027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L-Je4KQeo6xwGKJ_GXa9j

  • ดาวโจนส์ปิดบวกต่อเนื่อง! พุ่งแตะ 51,564 จุด นักลงทุนจับตาเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ดาวโจนส์ปิดบวกต่อเนื่อง! พุ่งแตะ 51,564 จุด นักลงทุนจับตาเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/155363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GRg_HxrBe0eBsOj6QxU5m