Blog

  • คนกีฬาตบเท้าร่วมงาน “รวมพลคนกีฬา 2569” มอบทุนการศึกษา-เชิดชูเกียรติสื่อมวลชน

    คนกีฬาตบเท้าร่วมงาน “รวมพลคนกีฬา 2569” มอบทุนการศึกษา-เชิดชูเกียรติสื่อมวลชน

    สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย จัดงาน รวมพลคนกีฬา 2569 ยิ่งใหญ่ ขนทัพคนดังวงการกีฬาร่วมมอบทุนการศึกษาบุตรสมาชิก และรางวัลสื่อมวลชนทรงคุณค่า

    เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569Hall 2 นาทองเทอเรซบาร์ แอนด์ เรสเตอรอง (สวนอาหารนาทอง เหม่งจ๋าย) สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย ได้จัดงานใหญ่ประจำปี “รวมพลคนกีฬา 2569” โดยได้รับเกียรติจาก คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC Member), ประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก และนายกสมาคมกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินทางมาเป็นประธานในพิธี

    ภายในงานได้รับความสนใจจากผู้บริหารระดับสูงและคีย์แมนวงการกีฬาไทยเข้าร่วมอย่างคับคั่ง นำโดย คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี, ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ และนายกสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย, คุณธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ, คุณโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, คุณปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา

    นอกจากนี้ยังมี พลอากาศเอก มณฑล สัชฌุกร นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ, คุณคชาชาญ มงคลเจริญ กรรมการอำนวยการสมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย, คุณณัฐวุฒิ เรืองเวส นายกสมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย โดยมี นายไพฑูร ชุติมากรกุล นายกสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ

    ไฮไลท์สำคัญของงานในปีนี้ คือการมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตร-ธิดาของสมาชิกสมาคมฯ ซึ่งมีผู้แสดงความจำนงรับทุนรวมกว่า 100 ทุน เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวคนข่าว พร้อมกันนี้ยังมีการมอบรางวัล “สื่อมวลชนทรงคุณค่า” จำนวน 3 ท่าน ซึ่งผ่านการคัดสรรจากคณะทำงานอย่างถี่ถ้วน เพื่อเชิดชูเกียรติประวัติในการทำงานคลุกคลีในวงการกีฬามาอย่างยาวนาน

    สำหรับงาน “รวมพลคนกีฬา” ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อให้พี่น้องสื่อมวลชนสายกีฬาจากทุกแขนง ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ทั้งรุ่นอดีตและปัจจุบัน ได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/sports-world/101364/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z7m-rgjxtNZPetJ1QsgFS

  • รู้จัก ‘พระมหาธนศักดิ์’ วัดใหม่กรงทอง ‘รองเจ้าคณะจังหวัดอายุน้อย’ ป.ธ.9-ปริญญาเอก มจร | เดลินิวส์

    รู้จัก ‘พระมหาธนศักดิ์’ วัดใหม่กรงทอง ‘รองเจ้าคณะจังหวัดอายุน้อย’ ป.ธ.9-ปริญญาเอก มจร | เดลินิวส์

    ตามที่ในการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ได้มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งพระสังฆาธิการ ในตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัด เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง รวมจำนวน 6 รูป นั้น

    เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสื่อสังคมออนไลน์ในแวดวงคณะสงฆ์ได้มีการเผยแพร่ข้อมูล ว่า ในจำนวนรองเจ้าคณะจังหวัด ทั้ง 6 รูปดังกล่าว มี 1 รูป ที่มีอายุเพียง 32 ปีเท่านั้น คือ พระมหาธนศักดิ์ ธมฺมโชโต อายุ 32 พรรษา 11 ป.ธ.9 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดใหม่กรงทอง จ.ปราจีนบุรี เจ้าคณะอำเภอศรีมหาโพธิ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี

    สำหรับ พระมหาธนศักดิ์ เกิดวันที่ 29 ก.ย. 2536  ที่ต.ดงกระทงยาม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี บรรพชา เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2549 ณ วัดใหม่กรงทอง โดยมีพระวิสุทธิธรรมาจารย์ (บรรจง อาภาธโร ป.ธ.4) วัดใหม่กรงทอง จ.ปราจีนบุรี ในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รองเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี ในราชทินนามว่า พระครูสิริอาภาธร เป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบท เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2558 ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร โดยมีพระธรรมวชิราธิบดี (ฉ่ำ ปุญฺญชโย ป.ธ.9) วัดเบญจมบพิตรฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาศตพล ภทฺทวํโส วัดเบญจมบพิตรฯ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอุดมบัณฑิต (สมศักดิ์ สุทฺธิญาณเมธี ป.ธ.9) วัดเบญจมบพิตรฯ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    การศึกษา พ.ศ. 2551 สอบได้ นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2553 สอบได้ เปรียญธรรม 3 ประโยค สังกัดวัดใหม่กรงทอง สำนักเรียนจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2556 สอบได้ เปรียญธรรม 6 ประโยค สังกัดวัดเบญจมบพิตรฯ สำนักเรียนวัดเบญจมบพิตรฯ พ.ศ. 2558 สำเร็จ นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2561 สำเร็จ พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2563 สอบได้ เปรียญธรรม 9 ประโยค สังกัดวัดเบญจมบพิตรฯ สำนักเรียนวัดเบญจมบพิตรฯ พ.ศ. 2566 สำเร็จ ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

    ตำแหน่งหน้าที่ พ.ศ. 2555 เป็น วิทยากรอบรมบาลีก่อนสอบวัดใหม่กรงทอง จ.ปราจีนบุรี พ.ศ. 2558 เป็น อาจารย์สอนบาลี ชั้นประโยค ป.ธ.4 วัดเบญจมบพิตรฯ พ.ศ. 2558 เป็น กรรมการตรวจธรรมสนามหลวง พ.ศ. 2560 เป็น เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2563 เป็น เจ้าคณะตำบลศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี พ.ศ. 2565 เป็น ผู้จัดการโรงเรียนมัธยมวัดใหม่กรงทอง ในพระราชูปถัมภ์ฯ พ.ศ. 2567 เป็น เจ้าคณะอำเภอศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี พ.ศ. 2568 เป็น เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5707425/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t8eWGsDZcLSBMV-byST0a

  • ยกเลิกแล้ว! หลักสูตรผู้พิพากษาบินดูงานยุโรป หลังเบิกงบไม่ไปได้

    ยกเลิกแล้ว! หลักสูตรผู้พิพากษาบินดูงานยุโรป หลังเบิกงบไม่ไปได้

    ศาลยุติธรรมแจงปม หลักสูตรผู้พิพากษาคณะ 2 มีโปรแกรมบินดูงานยุโรป 10 วัน 3 ประเทศ ล่าสุดยกเลิกแล้ว เหตุ ก.คลังออกหนังสือด่วน เบิกงบที่ยกเลิกบินดูงาน ตปท.ได้

    กรณีมีการเผยแพร่โปรแกรมดูงานยุโรป 10 วันเต็ม ประกอบด้วย ฝรั่งเศส โมนาโก อิตาลี ของผู้พิพากษาศาลฎีกา 26 คน ตามหลักสูตรผู้พิพากษา คณะที่ 2 ระหว่างวันที่ 22- 31 มีนาคม 2569 โดยกำหนดการมีทั้งการศึกษาสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรมของเมืองต่างๆ และรับฟังบรรยาย และ/หรือศึกษาดูงานศาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม หรือมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานอื่นที่เป็นประโยชน์

    ต่อมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ สื่อศาล ช่องทางการสื่อสารของสำนักงานศาลยุติธรรม โพสต์ข้อความชี้แจงว่า หลักสูตรผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นหลักสูตรที่จัดขึ้นสำหรับข้าราชการตุลาการที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา เพื่อพัฒนาศักยภาพการพิจารณาพิพากษาคดีและบริหารงานคดีในศาลฎีกาซึ่งเป็นลำดับชั้นสูงสุด เน้นการเสริมสร้างความรู้ข้อกฎหมายใหม่ เสริมสร้างกระบวนทัศน์การทำงานให้สอดคล้องต่อบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจัดโดยสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม โดยในหลักสูตรกำหนดให้จัดศึกษาดูงานทั้งภายในและต่างประเทศ 

    สำหรับการศึกษาดูงานต่างประเทศในครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรดังกล่าว และการศึกษาดูงาน มีการลงนามสัญญาไว้เรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนที่จะมีมติ ครม. และหากไม่ดำเนินการตามสัญญาจะก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณมากยิ่งกว่า

    ล่าสุดวันนี้ (21 มี.ค.) เพจสื่อศาล โพสต์อีกว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่องการศึกษาดูงานต่างประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการอบรมของสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งมีการลงนามสัญญาก่อนที่จะมีมติ ครม. ไปแล้วนั้น

    เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 กระทรวงการคลังมีหนังสือด่วนที่สุด แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่ายกรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศฯ ได้  สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมจึงยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของหลักสูตรผู้พิพากษาศาลฎีกา

    ที่มา สื่อศาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1226142&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_zB90bNuUjXM96sVuRljc

  • “ดีเดย์” หลานชาย “ป๊อก ปิยธิดา” ภาพล่าสุดยิ่งโตยิ่งหล่อ ว่าที่พระเอกป้ายแดงแล้ว

    “ดีเดย์” หลานชาย “ป๊อก ปิยธิดา” ภาพล่าสุดยิ่งโตยิ่งหล่อ ว่าที่พระเอกป้ายแดงแล้ว

    “น้องดีเดย์” หลานรัก “ป๊อก ปิยธิดา” จากเด็กชายตุ้ยนุ้ยสู่นายแบบหนุ่มหล่อละมุน เป็นหนุ่มเรียนจบม.6 แล้ว

    หากใครที่เป็นแฟนคลับตัวยงของนางเอกยอดฝีมือ “ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์” คงต้องคุ้นหน้าคุ้นตากับหนุ่มน้อยแก้มอวบที่มักจะตามติดคุณน้าไปกองถ่ายอยู่บ่อยครั้ง แต่มาวันนี้ต้องบอกว่าทำเอาพี่สาวชาวโซเชียลต้องรีบเบนเข็มมาสมัครเป็นแฟนคลับหลานชายแทนแล้ว! สำหรับ “น้องดีเดย์-พรเดช ประวังสุข” หลานรักสุดหวงของน้าป๊อกและ “น้าตั๊ก นภัสกร” ที่ยิ่งโตออร่าความหล่อก็ยิ่งพุ่งกระจายจนฉุดไม่อยู่

    ย้อนรอย “ลูกไม้หล่นใต้ต้น” จากบทบาทหนุ่มน้อยในวันวาน

    ย้อนกลับไปหลายปีก่อน แฟนละครอาจจะจำภาพ “น้องดีเดย์” ในลุคเด็กชายหุ่นจ้ำม่ำน่าเอ็นดูที่ฝากฝีไม้ลายมือการแสดงไว้ในละครเรื่อง “หัวใจและไกปืน” ร่วมกับ น้าตั๊ก นภัสกร ซึ่งในตอนนั้นเจ้าตัวก็โชว์ทักษะการแสดงได้สมบทบาท จนถูกยกให้เป็นลูกไม้หล่นใต้ต้นที่ซึมซับวิชาการแสดงมาจากยอดฝีมือในครอบครัวมาแบบเต็มๆ

    ปัจจุบันหล่อสร้างเรื่อง! จบ ม.6 แล้วออร่าพระเอกพุ่งสุดๆ

    ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน “น้องดีเดย์” สลัดภาพเด็กชายตุ้ยนุ้ย กลายเป็นหนุ่มหล่อสไตล์โอปป้าแบบเต็มตัว โดยล่าสุดเพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย (ม.6) จากโรงเรียนชื่อดังอย่าง เซนต์คาเบรียล มาหมาดๆ งานนี้ทำเอาชาวเน็ตฮือฮากับลุคหนุ่มสะพรั่งที่มีความหล่อละมุนและมาดเท่ผสมกันอย่างลงตัว จนหลายคนถึงกับบอกว่านี่คือ “ว่าที่พระเอกป้ายแดง” ที่ผู้จัดละครต้องรีบต่อคิวจองตัวให้ไว 

    น้าหลานคู่ซี้! “ดีเดย์” ยิ่งโต “น้าป๊อก” ยิ่งเด็ก

    อีกหนึ่งจุดที่ทำเอาแฟนๆ อดทักไม่ได้ คือภาพคู่ล่าสุดของน้าหลานคู่นี้ เพราะในขณะที่หลานชายโตเป็นหนุ่มหล่อเฟี้ยว แต่ทางด้านคุณน้าอย่าง ป๊อก ปิยธิดา กลับดูหน้าเด็กลงสวนทางกับอายุแบบสุดๆ เรียกว่ากาลเวลาทำอะไรน้าป๊อกไม่ได้เลยจริงๆ เมื่อมายืนข้างหลานชายที่เพิ่งจบ ม.6 ดูแล้วเหมือนพี่สาวกับน้องชายมากกว่าน้ากับหลานเสียอีก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9879550/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pG4GhHJ8lqCjkF3YjXe-2

  • “เวียงหนองหล่ม” โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ  “ก่อนขุดไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ใช่พื้นที่ป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า”

    “เวียงหนองหล่ม” โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ “ก่อนขุดไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ใช่พื้นที่ป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า”

    สภาพบึงน้ำขนาดใหญ่กว่า 8 บ่อ ระบบผันน้ำแต่ละบ่อ จากการขุดด้วยรถแบคโฮ และขนดินทิ้งรอบบ่อน้ำขนาดใหญ่กว่า 6,000 ไร่ การขุดแล้วเสร็จเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

    สภาพพื้นที่แห้งขอด เคยปกคลุมด้วยหญ้า และต้นพืชเฉพาะถิ่นอย่าง “ต้นอั้น” หรือโกงกางน้ำ ถ้าเป็นฤดูแล้ง ต้นอั่นจะออกดอก ชาวบ้านจะหาผึ้ง และเลี้ยงวัวควาย นับตั้งแต่มีการขุดลอกเมื่อ 2-3 ปีก่อน สภาพพื้นที่เวียงหนองหล่มไม่เหมือนเดิม

    ภาพประกอบข่าว “เวียงหนองหล่ม” โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ  “ก่อนขุดไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ใช่พื้นที่ป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า”

    นายประทัน ศรีวิชัย ชาวบ้านอาศัยบริเวณเวียงหนองหล่ม จ.เชียงราย บอกว่าตัวเองมีอาชีพเลี้ยงวัว 30-40 ตัว เมื่อพื้นที่มีการขุดลอก ทำให้พื้นที่เลี้ยงวัวหายไป หนองน้ำที่เคยกว้างก็แคบลงเหลือไม่กี่ร้อยไร่ ส่งผลโดยตรงต่ออาชีพ ส่วนพื้นที่รอบๆเวียงหนองหล่ม ก็ถูกขาย เป็นที่นายทุนปลูกยางพาราและทำสวน มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น รวมถึงมีการใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะไหลลงสู่เวียงหนองหล่ม

    นกที่หากินบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นนกน้ำ และมีนกเหยี่ยวที่หนีหนาว แต่ก่อนมีเยอะตอนนี้หายไปหมด เมื่อก่อนรถแบคโฮทำงานเกือบร้อยคัน นกกลัวเสียงดัง เขาอยู่มาหลายรุ่น หลายร้อยปี ตอนนี้ต้องย้ายหนี

    นายสุรสิทธิ์ ปุสุรินทร์คำ ปางควายเวียงหนองหล่ม เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ควายปัจจุบันมีประมาณ 600 ตัว หลังการขุดลอก แม้พื้นที่จะไม่รับผลกระทบโดยตรง และใกล้แหล่งอนุรักษ์ แต่ผลจากการขุดลอก ทำให้น้ำลงบ่ออย่างรวดเร็ว พื้นที่ชุมน้ำแห้งไว

    ช่วงการขุดดินทุกอย่างเสื่อมโทรมไปหมด รอการฟื้นตัว เมื่อปีก่อนช่วงขุดลอกควายล้มตาย 250 ตัว

    ด้านนายทนงศักดิ์ ทองแสน นายกเทศมนตรีตำบลจันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย กล่าวว่า โครงการขุดลอกเวียงหนองหล่ม เริ่มมาตั้งแต่ปี 2564 ประชาชนอยากให้มีการพัฒนาพื้นที่เนื่องจากเกิดวิกฤตภัยแล้งขาดแคลนน้ำต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562-2563

    ภาพประกอบข่าว “เวียงหนองหล่ม” โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ  “ก่อนขุดไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ใช่พื้นที่ป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า”

    ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเกษตรและปางควาย ได้ร้องขอกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นในระหว่างลงพื้นที่

    เรามีความใฝ่ฝันอยากได้น้ำเพื่อการเกษตร ยอมรับว่ามีผลกระทบระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป วัสดุหรือกองดิน ทำให้บางจุดมีความสูง กระทบสัตว์หรือปลา

    ด้านนายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย กล่าวถึง ช่วงเริ่มต้นโครงการเวียงหนองหล่มมีพื้นที่ราว 14,000 ไร่ สภาพเดิมไม่สามารถเก็บน้ำไว้ได้ มีการขุดดินออกราว 6,000 ไร่

    ภาพประกอบข่าว “เวียงหนองหล่ม” โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ  “ก่อนขุดไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ใช่พื้นที่ป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า”

    การออกแบบการขุดพิจารณาจากร่องน้ำเดิม ไม่ได้เป็นผืนเดียวกัน และขุดสระ 8 บ่อ และควบคุมน้ำแต่ละบ่อ ซึ่งกรมชลประทาน เสนองบครม.เป็นแผนดำเนินการปี 2565-2568 งบประมาณ 800 ล้านบาท วิธีนำน้ำเข้าเวียงหนองหล่มมาจากแม่น้ำแม่จัน วางท่อส่งน้ำ 11 กิโลเมตร เวียงหนองหล่มทำอาคารประตูระบายน้ำ 2 แห่ง สามารถระบายน้ำลงสู่แม่น้ำลัว ที่อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

    คลองส่งน้ำแม่จัน ฤดูน้ำหลากลดผลกระทบน้ำท่วม และคลองส่งน้ำยาว 11 กิโลเมตร ยังสามารถผันน้ำช่วยเหลือเกษตรกรได้ด้วย

    นายทวีชัย กล่าวต่อว่า การดำเนินการขุดเวียงหนองหล่ม ดำเนินการโดยสำนักช่างกรมชลประทานระหว่างปี 2565-2568 ทยอยทำปัจจุบันแล้วเสร็จเดือนก.พ.ที่ผ่านมา

    การขุดลอกได้รับการพิจารณา และตระหนักถึงการอนุรักษ์ โดยยอมรับว่าการเลี้ยงสัตว์ ปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ มีหน่วยงานต่างๆ ช่วยบรรเทาผลกระทบเกษตรกร

    ด้านนายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวถึงการขุดลอกเวียงหนองหล่ม รู้สึกตกใจในฐานะคนทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ตอนนี้ต้องยอมรับสภาพเวียงหนองหล่มเปลี่ยนจากการเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ และพบว่าสิ่งที่เป็นปัญหา เรื่องแรกคือการป้องกันไมยราพยักษ์แพร่กระจาย สองผลกระทบจากชาวประมง พันธุ์ปลาบริเวณเวียงหนองหล่มสำรวจเมื่อปี 2565 คาดว่าปริมาณปลาและพันธุ์ปลาจะได้รับผลกระทบแน่นอน ส่วนคนเลี้ยงควายต้องมีพื้นที่ฟื้นฟูหญ้าสำหรับเลี้ยงควาย เพราะบริเวณตลิ่งบ่อมีความสูงชัน ไม่สอดคล้องกับสภาพเดิม ขณะเดียวกันชาวประมงหาปลาก็ลำบากเช่นเดียวกันเพราะพื้นที่ลาดชัน

    ภาพประกอบข่าว “เวียงหนองหล่ม” โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ  “ก่อนขุดไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ใช่พื้นที่ป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า”

    นายสมเกียรติ กล่าวถึงแผนฟื้นฟูระยะยาว โดยเฉพาะพันธุ์ไม้น้ำที่มีอยู่ชายฝั่งและโคลนมีพืชน้ำ “ต้นอั้น” หรือโกงกางน้ำพืชเฉพาะถิ่นพบเฉพาะเวียงหนองหล่ม

    ถ้าหากพื้นฟูระบบนิเวศบางส่วน จะช่วยเสริมการท่องเที่ยวและการประมง ฟื้นฟูทรัพยากรและวิถีชีวิต ส่วนการกันพื้นที่อนุรักษ์ปี 2540-2545 บริเวณเวียงหนองหล่มเคยมีพื้นที่ 39,000 ไร่ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ในประเทศไทย ปัจจุบันลดลงกว่าครึ่ง การพัฒนาพื้นที่ได้ จะคงสภาพพื้นที่ชุ่มน้ำตามฤดูกาลได้อย่างไร

    ด้านนางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน และสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ตัวเองให้ความสำคัญกับเวียงหนองหล่ม การลงพื้นที่ตรวจสอบตั้งแต่ปี 2559 มีการแย่งชิงพื้นที่ ปัญหาบริษัทขนาดใหญ่ปลูกยางพารา ซึ่งแผนแม่บทต้องมีความชัดเจนเน้นการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำต้องกันพื้นที่ชัดเจน ความหลากหลายทางชีวภาพ นกหายาก เช่น เหยี่ยวแดงหายไป ความหลากหลายพื้นที่ชีวภาพจะรักษาไว้อย่างไร

    การขุดลอก ส่งผลต่อระบบนิเวศ ควายที่ตายตอนนี้ยังไม่ได้รับการเยียวยาเลย

    นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบันเวียงหนองหล่ม ยังไม่มีแผนกันพื้นที่ ซึ่งต้องมีการอนุรัษ์ร่วมด้วย ส่วนแผนที่ทำไว้ผลักดันงบประมาณได้มาด้านเดียว ส่วนด้านอื่น เช่น ถนน โบราณสถาน ยังไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุน ถ้าหากมีการประชุม สทนช.แผนการจัดการลุ่มน้ำ สามารถทำพร้อมกันได้ ทำเป็นภาพรวม

    ภาพประกอบข่าว “เวียงหนองหล่ม” โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ  “ก่อนขุดไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ใช่พื้นที่ป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า”

    ขณะที่การกันแนวเขตปัจจุบัน ดำเนินการยังมีปัญหาการบุกรุก ปัจจุบันดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ แต่ติดปัญหาท้องถิ่นทำได้ยาก เพราะกระทบกับประชาชน

    กรณีควายตาย ควายอดอยาก กรมปศุสัตว์ บอกว่าติดเชื้อในกระแสเลือด ร่วมกับโรคพยาธิ ทำให้วัว 250 ตัวตาย เมื่อไม่สามารถประกาศภัยพิบัติได้ ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือได้

    ด้านนายอัตถพงศ์ ฉันทานุมัติ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาวัวและควายตาย มีสารพิษในน้ำจากการขุดลอกหรือไม่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพน้ำ ถ้าตรวจสอบจะหาแนวทางแก้ไขได้ ขณะเดียวกันนายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตหนึ่งของวัว ควายล้มตายรอบเวียงหนองหล่ม อาจมาจากโรคระบาดเพราะตายพร้อมกันจำนวนมาก

    ภาพประกอบข่าว “เวียงหนองหล่ม” โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ  “ก่อนขุดไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ใช่พื้นที่ป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า”

    นายอนุสรณ์ รัฐอนันต์พินิจ ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จากการตรวจสอบวัวและควายที่ตาย สาเหตุมาจากพยาธิในเม็ดเลือด และกระเพาะอาหาร ตอนนี้ไม่มีวัวตาย รักษาโดยถ่ายพยาธิ ส่วนการเยียวยาการช่วยเหลือไม่เข้าหลักเกณฑ์ชดเชยได้ เพราะไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติ

    เมื่อสอบถามว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุมน้ำหรือไม่?

    ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า เบื้องต้นดูแลตลอดคาดว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เป็นโรคและพยาธิ

    ด้านนายอนันต์ เพ็ชร์หนู อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1 กล่าวว่า ร่างแผนพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม ปี 2566-2570 งบประมาณ 3,870 ล้านบาท พัฒนาใน 5 ด้าน 20 แผนงาน 65 โครงการ ด้านแรก การบริหารจัดการพื้นที่ ด้านที่สอง ด้านการบริหารจัดการน้ำ ด้านที่สาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านที่สี่ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโบราณคดี และด้านสุดท้าย การส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งการศึกษาได้ทำในปี 2564 และ 2565

    เมื่อแผนฯทำเสร็จผ่านอนุกรรมการแม่น้ำจังหวัด ปัจจุบันไม่มีแล้วยกเลิก แต่แต่งตั้งขึ้นมาใหม่ 9 จังหวัด โดยจังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในนั้น หลังจากนั้นจะนำเสนอเข้าสู่ลุ่มน้ำโขงเหนือ ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน เมื่อเห็นชอบส่งไปยังสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ช่วงนั้นมีบึงใหญ่ที่เห็นชอบ กว๊านพะเยา และเวียงหนองหล่ม เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี

    ภาพประกอบข่าว “เวียงหนองหล่ม” โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ  “ก่อนขุดไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ใช่พื้นที่ป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า”

    ช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อเสนอเข้าไปทีมงานรัฐบาล ระบุว่าแผนนี้ครอบคลุมทุกมิติ อยากให้ สทนช. ทำเฉพาะส่วนด้านน้ำ จึงให้กลับมาทบทวนใหม่

    นายอนันต์ กล่าวย้ำว่า แผนฯเวียงหนองหล่ม ไม่ได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี ขณะเดียวกันกรมชลประทานดึงแผนงานออกไปและตั้งงบประมาณของกรมฯเสนอใหม่ผ่าน ครม.และได้รับการรับรอง ทำให้เกิดผลต่อเนื่อง

    แผนใน 5 ด้าน มีหลายกระทรวงในหลายมิติ เมื่อไม่ผ่าน ครม.จึงไม่สามารถจัดตั้งงบประมาณ ถ้าจะให้เป็นไปตามแผนฯครบ 5 ด้าน ต้องจ่ายเองแต่ละกรมฯจึงไม่มีหน่วยงานไหนทำ

    ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1 กล่าวว่า การขับเคลื่อนเวียงหนองหล่มปัจจุบัน ตามพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ 2561 มาตรา 78 กำหนดไว้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้กรมทรัพยากร น้ำเป็นผู้ดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำ และแหล่งน้ำสาธารณะนอกเขตพื้นที่ชลประทาน หากมองภาพใหญ่นอกเขตชลประทาน กรมน้ำจะเป็นผู้ดูแล จะต้องประกาศกฎกระทรวง

    ภาพประกอบข่าว “เวียงหนองหล่ม” โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ  “ก่อนขุดไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ใช่พื้นที่ป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า”

    เวียงหนองหล่มเป็นหนึ่งในพื้นที่แอ่งเชียงแสน เป็นพื้นที่ชุมน้ำระดับประเทศ ไม่ใช่ระดับนานาชาติ กรมฯน้ำรับผิดชอบ แต่ยังไม่ประกาศกฎกระทรวง ถ้ามีประกาศกฎกระทรวง การขุดจะไม่ได้ขุดแบบนี้ จะมีการแบ่งโซน เช่น อนุรักษ์ หรือพัฒนา จะต้องอยู่ในมติเดียวกัน

    โครงการนี้ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ?

    นายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย กล่าวว่า โครงการขุดลอกเวียงหนองล่ม ไม่มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

    เวียงหนองหล่มตอนนั้นไม่ได้อยู่เขตป่า ไม่อยู่ในข่ายที่ต้องศึกษา เพราะเป็นการขุดลอกตะกอนดิน

    นายทวีชัย ย้ำว่าการขุดลอกมีการหารือทุกขั้นตอน ความเหมาะสมในขอบเขต ขุดตามร่องน้ำเดิม ไม่กระทบด้านอื่นๆ ไม่ได้คิดฝ่ายเดียวให้เป็นแบบนี้

    ยอมรับว่าการทำงานเห็นผลกระทบ ในการปฏิบัติงานแต่ละปีงบประมาณ มีการปรับที่ประชาชนอยากให้ปรับ ก็ปรับให้ แม้ไม่อยู่ในแบบ

    ที่ผ่านมาลงพื้นที่พบผู้นำชุมชน รับฟังชาวบ้าน ยืนยันว่าจะแก้ปัญหาความกังวลใจในการใช้ประโยชน์

    ภาพประกอบข่าว “เวียงหนองหล่ม” โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ  “ก่อนขุดไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ใช่พื้นที่ป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า”

    น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า หลังจากลงพื้นที่และหารือกับทางจังหวัดเชียงราย พบว่าการขุดลอกบ่อน้ำมีความลาดชันสูง กระทบปางควายและพืชพันธุ์ นกหายาก เช่น เหยี่ยว หายไปเมื่อเปรียบเทียบกับโซนอนุรักษ์ ทางกสม.เข้าใจถึงความต้องการใช้น้ำในช่วงหน้าแล้ง ทางเทศบาลตำบลจันจว้า อ.แม่จัน จึงเสนอแผนขุดลอกดังกล่าว ส่วนแผนการพัฒนาเวียงหนองหล่ม แบบบูรณาการ มี 5 แผนรวมถึงการอนุรักษ์ ครม.ไม่เห็นชอบจึงทำไม่ได้ แต่กรมชลประทานเสนอแผนขุดลอกในหน่วยงานก่อน แผนบูรณาการจึงไม่ได้ทำ

    ถ้าเราสามารถย้อนไปอดีตได้ ทำแผนบูรณาการทั้งหมดพร้อมกัน จะสามารถจัดหาแหล่งน้ำได้ ทั้งดูแลพื้นที่โซนอนุรักษ์ กำหนดพื้นที่พัฒนาชัดเจน แจ้งประชาชนทราบล่วงหน้า

    น.ส.ศยามล กล่าวอีกว่า เมื่อเหตุการณ์ดำเนินการแล้ว และไม่ทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้รับฟังเพียงเสียงชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อดำเนินการแล้วมีปัญหาจริงๆ กรมชลประทานรับปากว่า จะเร่งทำแผนฟื้นฟูพื้นที่ขุดลอก ส่วนกรณีวัวและควายที่ตาย กว่า 250 ตัว จะนำผลตรวจมาดูว่าสาเหตุการตายของวัวมาจากพยาธิ หรือปากเท้าเปื่อยตามที่ชาวบ้านตั้งข้อสงสัย ซึ่งจากการขุดลอกจะมีสารเคมีขึ้นมาหรือไม่ ซึ่งถ้ารู้สาเหตุจะทำให้ทราบกลไกการเยียวยาต่อไป

    กสม.จะมีความเห็นไปถึงรัฐบาล ให้นำแผนบูรณาการที่จังหวัดทำ ให้กรมทรัพยากรน้ำเร่งประกาศเป็นกฎกระทรวง ให้เวียงหนองหล่มเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ และเสนอแผนบูรณาการของบประมาณทุกด้านเกี่ยวกับการฟื้นฟูแหล่งน้ำ

    รายงาน : โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503631&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DDmo-0t31BhFV22iSdwq9

  • รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณ พิษณุโลก คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ธรรมชาติระดับประเทศ | เดลินิวส์

    รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณ พิษณุโลก คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ธรรมชาติระดับประเทศ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 19 มี.ค.นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เป็นประธานมอบรางวัลให้กับผู้ชนะการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านธรรมชาติวิทยาระดับประเทศ ประจำปี 2569 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ”Discovering local biodiversity“ โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM มีโครงงานจากเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นทั่วประเทศส่งเข้าประกวดจำนวน 219 ทีม และถูกคัดเลือกสู่รอบชิงชนะเลิศทั้งหมด 40 ทีม ซึ่งแต่ละทีมนำเสนอมุมมองธรรมชาติที่หลากหลายและเข้าใจง่าย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

    ผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก คว้ารางวัลชนะเลิศด้วยโครงงาน “ความหลากหลายและความชุกชุมของเห็ด และปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อการเกิดเห็ดในพื้นที่เส้นทางธรรมชาติยอดเขาหลวง เขตอุทยานแห่งชาติรามคำแหง จังหวัดสุโขทัย” สมาชิกในทีมประกอบด้วย ด.ช.ปรวัฒน์ สุกใส, ด.ช.เมธาสิทธิ์ จิตต์อารีกุล, ด.ช.วัฒนา อินผ่อง และ น.ส.นพักษร สังวาลเพ็ชร์ ครูที่ปรึกษา ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล

    รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีมโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ กรุงเทพฯ กับ โครงงาน “การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพจากการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของร้านค้าและอาคารในย่านบางรัก เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเมืองที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและยั่งยืน” สมาชิกในทีม ได้แก่ ด.ญ.นภัสชณก ธีรกิตติกุล, ด.ญ.วิรดา ลิมะหุตะเศรณี, ด.ญ.ปัญกร สายวรรณะ และน.ส.กมลชนก ชุนหะจินดา ครูที่ปรึกษา พร้อมรับโล่และได้รับทุนการศึกษา 7,000 บาท 

    รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีมโรงเรียนสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี กับ โครงงาน “การศึกษาความหลากหลายของหอยน้ำจืดในทุ่งบึงสนุ่น และการประยุกต์ใช้เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน” สมาชิกในทีม ได้แก่ ด.ช.พชรกร เสนคราม, ด.ญ.นิชาภา สวนดอกไม้, ด.ญ.ไอศิกา นาคเสโน และน.ส.สุกัญญา คุ้ยทรัพย์ ครูที่ปรึกษาพร้อมรับโล่และได้รับทุนการศึกษา 5,000 บาท 

    รางวัลชมเชย 3 รางวัล ได้รับทุนการศึกษา 2,000 บาท ได้แก่

    -ทีมโรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม จ.พัทลุงกับ โครงงานสำรวจความหลากหลายของเห็ดป่าในเขตพื้นที่ป่าชุมชนเขาปู่-เขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง สมาชิกในทีม ได้แก่ น.ส.ณัชชา ชูดำ, น.ส.รุจินาถ ชูทอง, น.ส.สิรภัทร์ จันทร์ขาว และนายพรภวิษย์ ทับชุม ครูที่ปรึกษา

    -ทีมโรงเรียนสิรินธรวิทยานุสรณ์ จ.อุบลราชธานี กับ โครงงานความหลากหลายชนิด การใช้ประโยชน์ และแนวทางการอนุรักษ์พืชวงศ์ขิง ในบ้านอ่างประดู่ และบ้านดอนกลาง ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี สมาชิกในทีม ได้แก่ ด.ญ.ศิรภัสสร วงค์ขันธ์, ด.ญ.ภคมน ผาสิน, ด.ญ.ยิ่งลักษณ์ วงศ์ยะมะ และนายสุรชัย วงศ์ถา ครูที่ปรึกษา

    -ทีมโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย กับ โครงงานการสำรวจความหลากหลายและความสัมพันธ์ของพืชท้องถิ่นกับมดบริเวณแนวป่าวดอยพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย สู่การพัฒนาอิไลโอโซมเทียมเพื่อการฟื้นฟูป่าแบบต้นทุนต่ำ สมาชิกในทีม ได้แก่ ด.ญ.พัชชิชา กิตติธินาโชติ, ด.ญ.ณัฐภัทร นันทะชู, ด.ญ.กัญญาพัชร์ ศักดาคำ และนายศุภรัตน์ มะโน ครูที่ปรึกษา 

    นายสุวรงค์ กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกคนที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความตั้งใจ และความคิดสร้างสรรค์ที่น่าชื่นชม พร้อมทั้งมีความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสิ่งมีชีวิตในท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง 

    “การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านธรรมชาติวิทยาระดับประเทศครั้งนี้ มุ่งเน้นให้เยาวชนฝึกทักษะการสังเกต ตั้งคำถามเชิงวิทยาศาสตร์จากสิ่งรอบตัว และแสวงหาคำตอบด้วยตนเองผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรท้องถิ่นแล้ว ข้อมูลจากการสำรวจเหล่านี้ยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญ (Citizen Science) สำหรับการวางแผนอนุรักษ์ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของประเทศ และช่วยจุดประกายให้เยาวชนก้าวสู่เส้นทางนักธรรมชาติวิทยาในอนาคต NSM หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมครั้งนี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้เยาวชนรุ่นใหม่หันมาสนใจวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมากยิ่งขึ้น รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจสู่งานด้านอนุกรมวิธานและธรรมชาติวิทยาในอนาคต” นายสุวรงค์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5707997/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DJSaXIhdZT2Z-mCk0IRQe

  • เปิดประวัติรัฐมนตรีหน้าใหม่ “กอล์ฟ-อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” กับเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการ

    เปิดประวัติรัฐมนตรีหน้าใหม่ “กอล์ฟ-อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” กับเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการ

    จากเด็กบ้านนอกสู่เก้าอี้รัฐมนตรี เปิดประวัติ”กอล์ฟ-อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” ว่าที่ รมช.ศึกษาธิการ สู้ชีวิตตั้งแต่เด็กจนประสบความสำเร็จในชีวิต

    วันที่ 21 มีนาคม 2569 ในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี โผ ครม.ของพรรคเพื่อไทย มีชื่อของนักการเมืองหน้าใหม่ “กอล์ฟ-อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” สส.กาญจนบุรี เขต 1 ถูกเสนอให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศึกษาธิการ)  “กอล์ฟ” นับเป็น สส.ดาวรุ่ง ที่มีความภักดีสูงต่อพรรคเพื่อไทย เขาตัดสินใจลงสมัคร สส. ในช่วงที่กระแสพรรคในพื้นที่ภาคกลางต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก แต่เขาสามารถปักธงคว้าชัยชนะในเขต 1 จังหวัดกาญจนบุรีมาได้ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ

    การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในพรรคเพื่อไทยมักพิจารณาตาม สัดส่วนภูมิภาคเพื่อกระจายอำนาจและการพัฒนา โดยในรอบนี้มีการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยให้กับ สส. รุ่นใหม่จาก 3 ภาคหลัก (เหนือ, อีสาน, กลาง) ซึ่งอัครนันท์ได้รับคัดเลือกในฐานะตัวแทนจาก ภาคกลาง ที่มีผลงานโดดเด่น ด้วยพื้นฐานการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย (Start-up/SME) และมีประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศ พรรคเล็งเห็นว่าเขามี วิสัยทัศน์ที่ทันสมัย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของพรรคที่ต้องการ “ปฏิรูปการศึกษา” ให้เท่าทันโลกดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

    ประวัติ “กอล์ฟ-อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” เกิด 29 มีนาคม 2530 เป็นชาวจังหวัดกาญจนบุรีโดยกำเนิด กอล์ฟเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย ทำให้เขาต้องดิ้นรนตั้งแต่วัยรุ่น จนตัดสินใจเดินทางไปขุดทองที่สหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว ประสบการณ์หลายปีในต่างแดนหล่อหลอมให้เขากลายเป็นนักสู้ ก่อนจะกลับมาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในฐานะเจ้าของธุรกิจ บริษัท เอเค เก้าหนึ่งกรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตอาหารเสริมแบรนด์ดังที่ร่วมหุ้นกับดาราระดับประเทศมากมาย

    แม้จะประสบความสำเร็จสูงสุดในฐานะนักธุรกิจ แต่กอล์ฟมีความตั้งใจที่จะตอบแทนบุญคุณแผ่นดินเกิด โดยผู้ชักชวนเข้าสู่วงการการเมือง คือเพื่อนสนิทที่ชื่อ “มดดำ-คชาภา ตันเจริญ” พิธีกรชื่อดัง เหตุผลในการเล่นการเมืองเพราะต้องการนำความสำเร็จและประสบการณ์จากการบริหารธุรกิจมาช่วยเหลือชาวบ้านในจังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยังลำบากและขาดโอกาส เหมือนที่เขาเคยเป็นในวัยเด็ก

    กอล์ฟมักย้ำเสมอว่าเขาไม่ใช่ลูกหลานนักการเมือง แต่เป็นลูกหลานชาวกาญจนบุรีที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ในช่วงวิกฤตธุรกิจและโควิด-19 เขาไม่เคยทิ้งคนข้างหลัง และลงพื้นที่แจกข้าวสาร-สิ่งของบรรเทาทุกข์อย่างต่อเนื่อง และเขามีวิสัยทัศน์มุ่งหวังจะทำให้เศรษฐกิจในท้องถิ่นดีขึ้นผ่านมาตรการที่กินได้จริงตามแนวทางประชาธิปไตย โดยมีคุณแม่เป็นต้นแบบในการเสียสละเพื่อผู้อื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2921604&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08ISalSyqGOxrEGwKJPymo

  • ความเสี่ยงสงครามจำกัด “ธนาคารไทย” ยังแข็งแกร่ง

    ความเสี่ยงสงครามจำกัด “ธนาคารไทย” ยังแข็งแกร่ง

    ความเสี่ยงสงครามจำกัด “ธนาคารไทย” ยังแข็งแกร่ง

    ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ อาจสร้างแรงกดดันต่อภาคการเงินในระยะสั้น

    อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยยังอยู่ในกรอบจำกัด โดยประเมินว่าไม่ควรส่งผลเชิงลบเกิน 3–4 จุด สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานะเงินกองทุนและการบริหารความเสี่ยงของธนาคารไทย

    ผลกระทบเชิงพื้นฐานและประมาณการกำไร

    จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2553 จนถึงสิ้นปี 2568 พบว่า แม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ อัตราการตั้งสำรองของกลุ่มธนาคารที่อยู่ในการวิเคราะห์ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบอย่างมีนัยสำคัญ

    ภายใต้กรณีฐาน คาดว่ากำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารที่ให้คำแนะนำในปี 2569 จะอยู่ที่ราว 2.033 แสนล้านบาท ลดลงประมาณ 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากแรงกดดันของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง และกำไรจากการประเมินมูลค่าทางการตลาดของเครื่องมือทางการเงินที่ชะลอตัว

    ในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายกว่าคาด ประมาณการกำไรปี 2569 อาจมีดาวน์ไซด์จากกรณีฐานเพียงราว 2%

    ขณะที่กรณีเลวร้ายที่สุด ดาวน์ไซด์จะอยู่ที่ประมาณ 5% ซึ่งยังสอดคล้องกับมุมมองของทีม Wealth Research ที่ประเมินว่าผลกระทบจากความเสี่ยงสงครามต่อกลุ่มธนาคารไทยยังไม่รุนแรง และไม่เกินกรอบ 3 – 4 จุด

    มุมมองรายธนาคาร

    ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL คำแนะนำราคาเป้าหมาย 190 บาท จากระดับมูลค่าหุ้นที่ไม่แพงและคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง

    ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK คำแนะนำราคาเป้าหมาย 180 บาท จากแรงกดดันด้านผลตอบแทนในระยะถัดไป

    ขณะที่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP ได้รับคำแนะนำราคาเป้าหมาย 84 บาท จากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูง

    ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB ยังคงราคาเป้าหมาย 36 บาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและผลการดำเนินงานที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับกลุ่ม

    ส่วน ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB คงคำแนะนำ ราคาเป้าหมาย 135 บาท

    เงินปันผลและกลยุทธ์การลงทุน

    แม้กำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารในปี 2569 จะชะลอตัวลง แต่คาดว่ายังสามารถรักษาอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับราว 6-8% ต่อปี ส่งผลให้ประมาณการอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยของกลุ่มปรับเพิ่มขึ้นเป็นราว 8.15%

    ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารเท่ากับตลาด โดยแนะนำเลือกลงทุนในธนาคารที่มีคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง เพื่อช่วยลดผลกระทบจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง และทำหน้าที่เป็นกันชนต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่ง BBL และ KTB ยังคงเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม.

    ที่มา : บทวิเคราะห์ Bank ฉบับวันที่ 17 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/739694&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JPMXA-zuVRMU2LXQGfHTd

  • ปิดตลาด! ราคาทองปรับ 1 ครั้ง ขายออก 70,450 บาท “ราคาทองรูปพรรณ” ขายออก 71,250 บาท

    ปิดตลาด! ราคาทองปรับ 1 ครั้ง ขายออก 70,450 บาท “ราคาทองรูปพรรณ” ขายออก 71,250 บาท

    ปิดตลาด! ราคาทองปรับ 1 ครั้ง ขายออก 70,450 บาท “ราคาทองรูปพรรณ” ขายออก 71,250 บาท

    วันที่ 21 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “สมาคมค้าทองคำ” ประกาศรายงาน “ราคาทองคำวันนี้” เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.00 น. พบ “ราคาทองรูปพรรณวันนี้” และ “ราคาทองแท่งวันนี้” ปรับเพียง 1 ครั้งก่อนปิดตลาด โดยเมื่อเวลา 09.00 น. ปรับลด 1,900 บาท

    อย่างไรก็ตาม ส่งผลให้ ราคาทองวันนี้ ทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 70,250 บาท ขายออกบาทละ 70,450 บาท ส่วน ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 68,841.56 บาท ขายออกบาทละ 71,250 บาท

    #ราคาทองวันนี้ #ทองคำ #ราคาทองคำ #ทองคำแท่ง #ทองรูปพรรณ #สมาคมค้าทองคำ #ทองคำ21มีนาคม #ตลาดทองคำ #ราคาทองคำล่าสุด #ราคาทอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EaSyr40DAfuO4N6dLEuyu

  • คึกคัก! ‘ประแสพาวเวอร์รัน ครั้งที่ 1’ นักวิ่งแห่ร่วมบุญตั้งมูลนิธิ กระตุ้นการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    คึกคัก! ‘ประแสพาวเวอร์รัน ครั้งที่ 1’ นักวิ่งแห่ร่วมบุญตั้งมูลนิธิ กระตุ้นการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 21 มี.ค.  ที่อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส อ.แกลง จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศกิจกรรมวิ่งการกุศล “ประแสพาวเวอร์รัน ครั้งที่ 1 (PRASAE POWER RUN 2026)” เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและนักวิ่งนับพันคนหลั่งไหลเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น สร้างสีสันและความคึกครื้นให้กับพื้นที่เป็นอย่างมาก

    โดยมี นายประสานต์ พฤกษชาติ รองนายก อบจ.ระยอง ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายสิทธิพร อุตสาหะ ปลัดอาวุโสอำเภอแกลง นายนพรัตน์ เอื้อตระกูล อดีตประธานสภา อบจ.ระยอง นายไชยรัตน์ เอื้อตระกูล นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลปากน้ำประแส ดร.กนกวรรณ เบญจาทิกุล ส.อบจ.ระยอง เขตแกลง นายนาวิน เจริญพร ส.อบจ.ระยอง เขตแกลง นายธวัชชัย เจริญรื่น ส.อบจ.ระยอง เขตแกลง นายศรศักดิ์ เค้ามูล กำนันตำบลปากน้ำประแส และ น.ส.ชฎานิศ ศิริมหา ผู้จัดงาน ร่วมเปิดกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

    สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ดำเนินการโดยศาลเจ้าไหหลำปากน้ำประแส ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปสมทบทุนจัดตั้งมูลนิธิ เพื่อใช้ช่วยเหลือสังคมในระยะยาว นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผสานพลังแห่งการให้เข้ากับการออกกำลังกายได้อย่างลงตัว

    ทั้งนี้ “ปากน้ำประแส” เป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดดเด่นด้วยวิถีชีวิตด้านการค้าและการประมง รวมถึงวัฒนธรรมไทยผสมผสานจีนอย่างกลมกลืน ปัจจุบันกลายเป็นจบสำคัญของ จ.ระยอง ทั้งในด้านแหล่งเรียนรู้ วิถีชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์

    คณะผู้จัดงานเปิดเผยว่า นอกจากจะส่งเสริมสุขภาพและความสามัคคีของประชาชนแล้ว ยังมุ่งหวังให้กิจกรรมนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงชุมชน สร้างรายได้ และยกระดับภาพลักษณ์ของพื้นที่ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    สำหรับเส้นทางการแข่งขัน เริ่มต้นจากอนุสรณ์เรือรบหลวงประแส ผ่านสะพานประแสสิน มุ่งหน้าสู่จุดชมวิวแหลมสน โดยแบ่งออกเป็นประเภทฟันรัน 5 กิโลเมตร และมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรอย่างเข้มงวดตลอดเส้นทาง

    ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ในช่วงเย็น เมื่อบรรดานักวิ่งและผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสความงดงามของพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าเหนือปากน้ำประแส ท้องฟ้าแต่งแต้มด้วยเฉดสีส้มทองสะท้อนผืนน้ำอย่างตระการตา หลายคนหยุดเก็บภาพความประทับใจระหว่างเส้นทางวิ่ง กลายเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ช่วยตอกย้ำศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของพื้นที่

    งานนี้นับเป็นภาพสะท้อนพลังความร่วมมือของคนในชุมชน ที่ร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5709100/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36iRGQPU3ZHK7Z8UfTWJte