Blog

  • คณะลูกขุนชี้แนะยักษ์เทคโนโลยีอาจต้องชำระค่าเสียหายคดีเสพติดโซเชียลมีเดีย

    คณะลูกขุนชี้แนะยักษ์เทคโนโลยีอาจต้องชำระค่าเสียหายคดีเสพติดโซเชียลมีเดีย

    คณะลูกขุนในคดีเสพติดโซเชียลมีเดียครั้งประวัติศาสตร์ส่งสัญญาณชัดเจนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า Meta หรือ YouTube อาจต้องชำระค่าเสียหายให้เด็กหญิงที่ติดแพลตฟอร์มของพวกเขา หลังจากคณะลูกขุนส่งคำถามเกี่ยวกับการคำนวณค่าเสียหายให้ศาล

    สัปดาห์แรกของการประชุมปรึกษาหาข้อยุติสิ้นสุดลงด้วยการที่คณะลูกขุนส่งคำถามที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณค่าเสียหายในคดีที่คาดว่าจะกำหนดแนวทางสำหรับคดีคล้ายกันอีกหลายพันคดีทั่วประเทศ Mark Lanier ทนายฝ่ายโจทก์กล่าวว่า “เราไม่ได้เต้นรำกลางถนนเพียงเพราะคำถามที่ดูเหมือนจะดี แต่เรารู้สึกขอบคุณที่พวกเขาให้ความสนใจเรื่องค่าเสียหาย”

    การประเมินความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม

    การที่คณะลูกขุนหันมาให้ความสนใจกับเรื่องค่าเสียหายบ่งชี้ว่าลูกขุนจำนวนเพียงพอเห็นด้วยว่าแพลตฟอร์มเทคโนโลยีอย่างน้อยหนึ่งแห่งมีการออกแบบที่ประมาทเลินเล่อหรือเป็นอันตราย และควรมีการเตือนผู้ใช้ตามแบบฟอร์มคำตัดสิน คณะลูกขุนจะกลับมาที่ศาลในลอสแองเจลิสในวันจันทร์เพื่อประชุมปรึกษาต่อ

    ตั้งแต่การประชุมปรึกษาเริ่มเมื่อ 13 มีนาคม คณะลูกขุนได้ส่งคำถามให้ศาลเกี่ยวกับปัญหาครอบครัวของโจทก์ รวมถึงการใช้ Instagram ของ Meta จริงๆ เมื่อตอนเป็นเด็ก

    รายละเอียดคดีและข้อกล่าวหา

    หญิงสาววัย 20 ปีชาวแคลิฟอร์เนียที่ระบุตัวว่า Kaley G.M. ให้การในศาลว่า YouTube และ Instagram เป็นเหตุให้เธอเกิดอาการซึมเศร้าและนึกฆ่าตัวตายตั้งแต่เด็ก โดยเล่าให้ลูกขุนฟังว่าเธอหลงใหลโซเชียลมีเดียตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เริ่มจากวิดีโอ YouTube

    ในการสอบปากคำโต้แย้ง Kaley ยังเล่าถึงความรู้สึกถูกละเลย ถูกดุด่า และถูกรังแกโดยสมาชิกครอบครัว แบบฟอร์มสำหรับลูกขุนให้คณะตัดสินใจว่า Meta หรือ YouTube ควรรู้หรือไม่ว่าบริการของพวกเขาก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็ก หรือมีความประมาทในการออกแบบ

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม

    หากเป็นเช่นนั้น ลูกขุนจะต้องตัดสินใจว่า Meta หรือ YouTube เป็น “ปัจจัยสำคัญ” ในการก่อให้เกิดปัญหาของ Kaley หรือไม่ และควรจ่ายค่าเสียหายเท่าใด Vanitha Swaminathan ศาสตราจารย์ด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์กระบุว่า ไม่ว่าคำตัดสินจะเป็นอย่างไร การพิจารณาคดีนี้เน้นย้ำถึง “ความตึงเครียดที่สำคัญ” ระหว่างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรุ่นเยาว์ที่เปราะบาง

    คดีฟ้องร้องนี้เป็นหนึ่งในหลายร้อยคดีที่กล่าวหาบริษัทโซเชียลมีเดียว่าล่อลวงผู้ใช้รุ่นเยาว์ให้ติดเนื้อหาและอาจทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้า ความผิดปกติทางการกิน การเข้ารับการรักษาทางจิตเวช และแม้แต่การฆ่าตัวตาย ยักษ์อินเทอร์เน็ตได้ใช้มาตรา 230 แห่งพระราชบัญญัติความสุภาพทางการสื่อสารของสหรัฐฯ เป็นโล่ป้องกันมานาน ซึ่งปลดเปลื้องความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียโพสต์

    ทนายความคดีนี้โต้แย้งว่าบริษัทเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ที่มีข้อบกพร่อง ด้วยรูปแบบธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจของคนและส่งเสริมเนื้อหาที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิต ผลของการพิจารณาคดีนี้คาดว่าจะสร้างแนวทางสำหรับการแก้ไขคดีฟ้องร้องอื่น ที่โทษโซเชียลมีเดียว่าเป็นเชื้อเพลิงให้กับการระบาดของการบาดเจ็บทางจิตใจและอารมณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/jury-signals-tech-giants-social-media-addiction-damages&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ghJoG1OCab3mopEDs8rHL

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น มั่นใจหากเกิดเหตุเคเบิลใต้น้ำตะวันออกกลาง จะไม่กระทบบริการอินเทอร์เน็ตลูกค้าทรู

    ทรู คอร์ปอเรชั่น มั่นใจหากเกิดเหตุเคเบิลใต้น้ำตะวันออกกลาง จะไม่กระทบบริการอินเทอร์เน็ตลูกค้าทรู

    วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 05.25 น.

    ทรู คอร์ปอเรชั่น มั่นใจหากเกิดเหตุเคเบิลใต้น้ำตะวันออกกลาง จะไม่กระทบบริการอินเทอร์เน็ตลูกค้าทรู

    ย้ำความพร้อมโครงข่ายมั่นใจรองรับทุกสถานการณ์ด้วยเส้นทางสำรองและพันธมิตรระดับโลก

    ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าและประชาชนว่า บริการอินเทอร์เน็ตมีความพร้อมให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง แม้หากมีสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อระบบเคเบิลใต้น้ำ ยืนยันไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการเชื่อมต่อต่างประเทศของลูกค้าทรูในประเทศไทย ด้วยความพร้อมของโครงข่ายที่ออกแบบให้มีความยืดหยุ่น มีเส้นทางสำรองหลายเส้นทาง เชื่อมต่อกับพันธมิตรโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลก และมีการบริหารจัดการรวมถึงเฝ้าติดตามโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

    นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทีมงานของทรูได้ติดตามสถานการณ์เคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และมีการเตรียมความพร้อมบริหารจัดการโครงข่ายรวมทั้งตั้ง Warroom ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับโครงข่ายการให้บริการอินเทอร์เน็ตของของทรูนั้นมีการกระจายเส้นทางการเชื่อมต่อในหลายระดับ ไม่ได้พึ่งพาเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว มีเส้นทางสำรองรองรับ และสามารถบริหารจัดการเส้นทางการรับส่งข้อมูลได้อย่างยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ขณะเดียวกัน เรายังเชื่อมต่อกับพันธมิตรโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลก ซึ่งได้ยืนยันถึงความพร้อมของระบบและศักยภาพที่จะรองรับการใช้งาน ทั้งในด้านแบนด์วิดท์และเส้นทางการเชื่อมต่อที่หลากหลาย ด้วยความพร้อมในทุกมิติลูกค้าจึงสามารถมั่นใจได้ว่าจะยังคงใช้งานบริการอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีคุณภาพต่อเนื่อง”

    ทั้งนี้ ทรูมีความพร้อมของโครงข่ายการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่พร้อมสร้างความมั่นใจในการใช้บริการได้ ดังนี้

    • โครงข่ายเคเบิลอิสระจากพื้นที่เสี่ยง
    โครงข่ายการเชื่อมต่อระหว่างประเทศของทรู รองรับด้วยระบบเคเบิลใต้น้ำ SJC2 (Southeast Asia–Japan Cable 2) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น โดยมีเส้นทางที่แยกออกจากภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน และยังคงให้บริการได้ตามปกติอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับผลกระทบ

    • โครงข่ายมีเส้นทางสำรองหลากหลาย (Extensive Network Redundancy)

    ทรูบริหารจัดการโครงข่ายให้มีความยืดหยุ่นและมีความหลากหลายของเส้นทางสำรอง โดยมีความร่วมมือกับพันธมิตรโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลก ทั้งด้านการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย (transit) และการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างผู้ให้บริการ (peering) ในศูนย์อินเทอร์เน็ตหลัก เช่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งช่วยรองรับเส้นทางการรับส่งข้อมูลที่หลากหลายระหว่างภูมิภาคทั้งเอเชีย ยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก และสามารถปรับเส้นทางการใช้งานไปยังเส้นทางสำรองได้โดยอัตโนมัติ ทำให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด

    • พันธมิตรระดับโลกที่แข็งแกร่ง พร้อมศักยภาพรองรับการใช้งานได้อย่างเพียงพอ

    บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของทรูเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างพันธมิตรผู้ให้บริการ (peering) มากกว่า 30 ราย และเชื่อมต่อพันธมิตรระหว่างเครือข่าย (transit) อีก 9 ราย ซึ่งล้วนเป็นผู้ให้บริการระดับ Tier 1 ที่มีโครงข่ายครอบคลุมกว้างขวางทั่วโลก ช่วยให้สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับการยืนยันจากเหล่าพันธมิตรระดับโลกของเราถึงศักยภาพด้านแบนด์วิดท์ที่เพียงพอ พร้อมโครงข่ายที่มีเส้นทางเชื่อมต่อหลากหลาย ทำให้มั่นใจได้ว่าแม้เกิดเหตุความเสียหายของเคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลาง ก็จะไม่กระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของบริการ

    • ยืนยันศักยภาพโครงข่ายจากเหตุการณ์จริงในอดีต

    จากเหตุการณ์ในเดือนกันยายน 2568 ที่ระบบเคเบิลใต้น้ำหลายเส้นในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ SMW4, IMEWE (India–Middle East–Western Europe), FALCON และ EIG (Europe India Gateway) เกิดการขัดข้องในวงกว้าง แม้เหตุการณ์จะมีผลกระทบในระดับภูมิภาค แต่บริการของทรูสามารถให้บริการได้ตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งยืนยันให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพของการออกแบบโครงข่ายและระบบเส้นทางสำรองที่รองรับได้อย่างมีประสิทธิผล

    • การเชื่อมต่อไปยังพื้นที่เสี่ยงยุโรปและตะวันออกกลางมีปริมาณไม่มาก

    ปัจจุบัน ปริมาณทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตของทรูที่เชื่อมต่อไปยุโรปและตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่ถึง 5% จึงทำให้ทั้งโอกาสที่จะเกิดผลกระทบยิ่งอยู่ในขอบเขตที่จำกัด

    • ทีมงานเฝ้าระวังดูแลโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

    ทีมเน็ตเวิร์กเฝ้าติดตามสถานการณ์และประสิทธิภาพโครงข่ายทั่วโลกอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาเสถียรภาพและคุณภาพของบริการ พร้อมตอบสนองได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเหตุฉุกเฉิน

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ด้วยโครงข่ายที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อถือได้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานบริการได้อย่างต่อเนื่องและมั่นใจในทุกสถานการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/470000&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yIReJ4IE5iSJP32a38wxr

  • เกมตั้งรัฐบาลยังไม่จบ โจทย์พลังงาน-เศรษฐกิจ รอท้าทาย

    เกมตั้งรัฐบาลยังไม่จบ โจทย์พลังงาน-เศรษฐกิจ รอท้าทาย

    เกมตั้งรัฐบาลยังไม่จบ โจทย์พลังงาน-เศรษฐกิจ รอท้าทาย

    เกมตั้งรัฐบาลยังไม่จบ โจทย์พลังงาน-เศรษฐกิจ รอท้าทาย

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,1785 ระหว่างวันที่ 22-25 มี.ค.  2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** จังหวะการเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะ “วิกฤติพลังงานโลก” ที่เริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงภาคธุรกิจและประชาชนในประเทศไทย ขณะที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มีนาคม  2569 ซึ่งมี พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ทำหน้าที่ประธาน ได้มีการประเมิน “ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลใหม่” อย่างเป็นรูปธรรม โดย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย วางกรอบไว้ 2 ทางเลือกที่สะท้อนทั้งสถานการณ์ปกติและสถานการณ์พิเศษ

    *** ใน “สูตรปกติ” หลังการโหวตนายกฯ วันที่ 19 มีนาคม จะเข้าสู่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ เริ่มจากการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีอย่างละเอียด แม้จะเป็นบุคคลเดิมก็ต้องยืนยันใหม่ทั้งหมด จากนั้นจึงนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้ง คาดว่าจะได้รัฐบาลใหม่ในช่วง 10-11 เมษายน หรืออย่างช้าไม่เกิน 16 เมษายน ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วัน ซึ่งหมายความว่า “อำนาจเต็ม” ของรัฐบาลจะเกิดขึ้นจริงในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคม

    *** แต่ในอีกด้านหนึ่ง “สูตรพิเศษ” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 161 วรรค 3 ซึ่งเปิดช่องให้คณะรัฐมนตรีสามารถมีอำนาจบริหารได้ทันทีในสถานการณ์ไม่ปกติ เช่น วิกฤติพลังงาน โดยไม่ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทางเลือกนี้แม้ไม่ใช่แนวปฏิบัติปกติ แต่สะท้อนชัดว่า “โจทย์พลังงาน” ได้กลายเป็นปัจจัยเร่งทางการเมือง ที่อาจกำหนดจังหวะการบริหารประเทศตั้งแต่วันแรกของรัฐบาลใหม่

    *** ในฝั่ง “ภาคธุรกิจ” เสียงสะท้อนเริ่มชัดและเป็นระบบมากขึ้น “หอการค้าไทย” ภายใต้การนำของ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ได้รวบรวมข้อมูลจากเครือข่ายทั่วประเทศ และนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา สาระสำคัญคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่แค่ “ราคาน้ำมันแพง” แต่เป็น “โครงสร้างการกระจายและความโปร่งใส” ของระบบพลังงาน โดยเฉพาะปัญหาความแออัดของรถบรรทุกในสถานีบริการ และการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ ข้อเสนอให้ “เร่งกระจายน้ำมันสู่หน้าคลัง” และ “ประกาศราคาน้ำมันหน้าคลังรายวัน” จึงไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้น แต่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐเริ่มตอบรับแล้ว

    *** ขณะเดียวกัน การผลักดันพลังงานทางเลือก เช่น น้ำมัน B20 และการปรับโครงสร้างราคา E20 ให้มีส่วนต่างมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณว่ารัฐพยายามใช้ “กลไกตลาด” ควบคู่กับ “มาตรการบรรเทา” เพื่อลดแรงกดดันต่อประชาชนและผู้ประกอบการ …แต่แรงกดดันที่เข้มข้นยิ่งกว่า กำลังมาจากภาคขนส่ง ซึ่งเป็น “ต้นน้ำของต้นทุนเศรษฐกิจ” สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย นำโดย ทองอยู่ คงขันธ์ ได้ยื่นข้อเสนอ 4 ข้อที่มีน้ำหนักเชิงนโยบายต่อรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการ “ตรึงราคาดีเซล” ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 60 วัน การยุติระบบโควตาน้ำมัน การควบคุมราคาหน้าโรงกลั่นไม่ให้ต่างกันเกิน 2 บาท และ การแก้ปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ เช่น การจราจรในท่าเรือแหลมฉบัง

    *** สารที่ส่งออกมาชัดเจนคือ “ภาคขนส่งเริ่มถึงจุดอ่อนไหว” แม้ยังไม่ปรับขึ้นค่าขนส่งเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชน แต่ก็ประกาศชัดว่าเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” และอาจมีมาตรการกดดันรัฐ เช่น การหยุดเดินรถ หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย …อีกประเด็นที่น่าจับตา คือข้อกล่าวหาเรื่อง “ภาวะขาดแคลนน้ำมันเทียม” ที่โยงไปถึงพฤติกรรมของโรงกลั่นบางแห่ง ซึ่งหากเป็นจริง จะไม่ใช่เพียงปัญหาตลาด แต่เป็นประเด็นด้านธรรมาภิบาลที่รัฐต้องเข้าตรวจสอบอย่างจริงจัง  

                             เกมตั้งรัฐบาลยังไม่จบ โจทย์พลังงาน-เศรษฐกิจ รอท้าทาย

    *** ภาพรวมทั้งหมดจึงสะท้อนว่า “รัฐบาลใหม่” ที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ได้เริ่มต้นจาก “ศูนย์” แต่กำลังรับไม้ต่อจากสถานการณ์ที่ซับซ้อนและกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งไทม์ไลน์ทางการเมืองที่ต้องเร่งเดินหน้าให้ทันกรอบรัฐธรรมนูญ และแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ไม่รอเวลา โดยเฉพาะพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็น “เส้นเลือดหลัก” ของระบบเศรษฐกิจไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “รัฐบาลใหม่จะมาเมื่อไร” แต่คือ “เมื่อมาแล้วจะรับมือสถานการณ์ได้เร็วแค่ไหน” เพราะในเกมนี้ เวลาอาจเป็นต้นทุนที่แพงที่สุดของประเทศ… 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/654429&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ClrRx5lz7dRQaAhgcqouU

  • สุกี้ตี๋น้อยเปิดตัว ‘ตี๋น้อย PLUS+’ ตั้งเป้ารายได้ 13,000 ล้านบาท

    สุกี้ตี๋น้อยเปิดตัว ‘ตี๋น้อย PLUS+’ ตั้งเป้ารายได้ 13,000 ล้านบาท

    บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร “สุกี้ตี๋น้อย” เปิดตัวบุฟเฟต์รูปแบบใหม่ “ตี๋น้อย PLUS+” ราคา 299 บาท พร้อมตั้งเป้าขยายสาขา 60 แห่งทั่วประเทศ หนุนรายได้เติบโต 42% แตะ 13,000 ล้านบาทในปี 2569

    ยกระดับประสบการณ์ใหม่ด้วย ‘ตี๋น้อย PLUS+’

    นัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า “ตี๋น้อย PLUS+” ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการประสบการณ์คุ้มค่า ไม่ใช่เพียงความอิ่ม โดยยังคงจุดแข็งด้านราคาเข้าถึงง่าย ควบคู่การเพิ่มคุณภาพและความหลากหลายของเมนู

    โมเดลใหม่นี้มาพร้อมหม้อน้ำซุป 3 ช่อง ตัวเลือกซุปหลากหลาย อาทิ หม่าล่าเข้มข้น และหม่าล่านม ที่ได้ “เชฟโฮ” (Mr. Kwok Hing Ho) เจ้าของ HO KITCHEN SEAFOOD เข้าร่วมพัฒนาให้มีเอกลักษณ์และรสชาติเข้มข้นยิ่งขึ้น

    S__62038048.jpg

    ผลงานโดดเด่นปี 2568-2569

    บริษัทสะท้อนการเติบโตแข็งแกร่งในปี 2568 ด้วยรายได้รวม 9,147 ล้านบาท เติบโต 31% จากปีก่อน กำไรสุทธิ 864 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้บริการ 36.04 ล้านคน เพิ่มขึ้น 34%

    ในไตรมาส 1 ปี 2569 มีลูกค้า 10.28 ล้านคน เติบโต 36% คาดรายได้เติบโต 34% จากงวดเดียวกันปีก่อน ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 3.5%

    ระบบสมาชิกและแผนขยายสาขา

    ความสำเร็จของระบบ “TN FAMILY” มีสมาชิกปัจจุบัน 3.1 ล้านราย เข้าใช้บริการเฉลี่ย 40,000 รายต่อวัน

    บริษัทวางแผนขยายสาขากว่า 60 แห่งทั่วประเทศผ่านแบรนด์ Suki Teenoi, Teenoi PLUS+, Teenoi BBQ, Teenoi Gold และแบรนด์ใหม่ จากปัจจุบันครอบคลุม 35 จังหวัด เพิ่มเป็น 57 จังหวัด คาดสิ้นปี 2569 มีสาขารวม 133 แห่ง

    การสนับสนุนจากเจมาร์ท กรุ๊ป

    กิติพัฒน์ ชลวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (JMART) ยืนยันการสนับสนุนการเติบโตของสุกี้ตี๋น้อยผ่านเทคโนโลยี AI และการสร้าง Synergy ร่วมกับธุรกิจในเครือ เช่น JAS ASSET, JAYMART MOBILE และ J VENTURES เพื่อเพิ่มมูลค่าลูกค้าและยกระดับความสามารถแข่งขันระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/suki-teenoi-plus-revenue-target-13000-million&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yGKN5x8wKLDS5lVHriJQP

  • หล่มสักคึกคัก! ‘ฝายห้วยขอนแก่น’ แหล่งท่องเที่ยวใหม่น้ำใส-หาดทรายสวย

    หล่มสักคึกคัก! ‘ฝายห้วยขอนแก่น’ แหล่งท่องเที่ยวใหม่น้ำใส-หาดทรายสวย

    หล่มสักคึกคัก! ‘ฝายห้วยขอนแก่น’ แหล่งท่องเที่ยวใหม่น้ำใส-หาดทรายสวย

    วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

    หล่มสักคึกคัก! ‘ฝายห้วยขอนแก่น’ แหล่งท่องเที่ยวใหม่น้ำใส-หาดทรายสวย ชู Soft Power ชุมชนยลวิถีห้วยไร่ กระตุ้นเศรษฐกิจรับหน้าร้อน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิศิษฐ์ เบญจพิทักษ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานเปิดแหล่งท่องเที่ยวฝายห้วยขอนแก่น ณ ต.ห้วยไร่ อ.หล่มสัก เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้า OTOP ในพื้นที่ โดยมีผู้นำชุมชนและหน่วยงานส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง

    นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก เปิดเผยว่า ฝายห้วยขอนแก่นมีศักยภาพโดดเด่นด้วยสภาพน้ำที่ใสสะอาดและมีหาดทรายตามธรรมชาติ บรรยากาศร่มรื่น เหมาะแก่การเป็นสถานที่พักผ่อนของครอบครัว ทางอำเภอและชุมชนจึงร่วมกันปรับภูมิทัศน์และจัดสรรพื้นที่สำหรับจอดรถและจำหน่ายสินค้าชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ให้มาใช้บริการ

    นายอำเภอหล่มสัก เน้นย้ำว่า การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้จะช่วยให้คนในชุมชนไม่ต้องเดินทางไปเล่นน้ำในพื้นที่ห่างไกลเหมือนปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความสนุกสนานให้เด็กๆ ในช่วงปิดเทอมแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและประหยัดน้ำมันท่ามกลางสภาวะปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

    สำหรับฝายห้วยขอนแก่น เดิมทีเป็นแหล่งน้ำที่มีปัญหาในอดีต ทั้งน้ำท่วมพื้นที่เกษตรในฤดูฝนและแห้งขอดในฤดูแล้ง แต่หลังจากมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและฝายกักเก็บน้ำ ปัญหาดังกล่าวได้หมดไป ปัจจุบันพื้นที่นี้ไม่เพียงแต่ใช้เพื่อการเกษตรเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นต้นแบบของ ‘ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี’ ที่สร้างรายได้หล่อเลี้ยงชาวบ้านตำบลห้วยไร่ได้อย่างยั่งยืน

    ////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    พิกัดใหม่คลายร้อน! ‘วัดโฆษาท่าช้าง’ พลิกโฉมฝายน้ำล้น-เป็นแหล่งเล่นน้ำสุดคึกคัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/953970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04MAUiLl2I9fWoe-Q9_7dw

  • ส่งออกรถยนต์เยอรมันไปจีนดิ่ง 33% ในปี 2025

    ส่งออกรถยนต์เยอรมันไปจีนดิ่ง 33% ในปี 2025

    อุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมันเผชิญวิกฤตที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังการศึกษาใหม่เผยให้เห็นว่าการส่งออกไปยังตลาดจีนดิ่งลงอย่างน่าตกใจ 33% ในปี 2025 ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากผู้ผลิตรถยนต์ท้องถิ่นจีน

    การศึกษาโดยบริษัทที่ปรึกษา EY เผยให้เห็นว่ามูลค่าการส่งออกรถยนต์เยอรมันไปจีนลดลงเหลือเพียง 13.6 พันล้านยูโร (15.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้จีนตกจากอันดับ 2 มาเป็นอันดับ 6 ในรายชื่อตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมนี

    สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดหลัก แต่ยอดลดลงเช่นกัน

    สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดอันดับหนึ่ง ด้วยมูลค่าการส่งออก 28.5 พันล้านยูโร แต่ลดลง 18% จากปี 2024 ท่ามกลางนโยบายการเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดี Donald Trump

    ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมรถยนต์จาก EY, Constantin M. Gall กล่าวว่า “การลดลงของการส่งออกไปทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาก่อให้เกิดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินอย่างมหาศาลทั่วทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมนี”

    ผู้ผลิตจีนท้องถิ่นเข้ามาแย่งตลาด

    จีนที่เคยเป็นตลาดที่เชื่อถือได้สำหรับรถยนต์เยอรมัน กลายเป็นตลาดที่ท้าทายมากขึ้นเนื่องจากการเกิดขึ้นของคู่แข่งในประเทศ โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่มีผู้นำอย่าง BYD ความต้องการในจีนยังลดลงเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอันดับสองที่ยืดเยื้อ

    ผู้ผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ของจีนกำลังขยายตลาดไปยังยุโรปมากขึ้น ในปี 2025 มูลค่าการนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนจากจีนไปสหภาพยุโรปเกินมูลค่าการส่งออกจากสหภาพยุโรปไปจีน แม้จะมีการเก็บภาษีนำเข้าสูงต่อรถยนต์ไฟฟ้าผลิตในจีนเพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศ

    วิกฤตการจ้างงานและการล้มละลาย

    การศึกษายังแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมนีโดยรวมลดแรงงานเกือบ 50,000 คนในปีที่แล้ว ทำให้จำนวนคนงานทั้งหมดอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 14 ปี ขณะเดียวกันการยื่นขอล้มละลายในภาคนี้ก็สูงสุดในรอบ 14 ปีเช่นกัน

    ผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันชื่อดังอย่าง Volkswagen, BMW และ Mercedes กำลังเผชิญกับความต้องการที่อ่อนแอในยุโรปและปัญหาการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยปัญหา การส่งออกของภาครถยนต์เยอรมันลดลงประมาณ 4% โดยรวมในปีที่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/german-auto-exports-china-drop-33-percent-2025&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xE6lPrgAqsDgQAicT1ECb

  • Test & Go ฮีโร่ช่วยท่องเที่ยว สำหรับผู้เดินทางเข้าไทยทั้งคนไทยและต่างชาติ

    Test & Go ฮีโร่ช่วยท่องเที่ยว สำหรับผู้เดินทางเข้าไทยทั้งคนไทยและต่างชาติ

    การประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.)ในวันที่ 20 ม.ค.65 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการเปิดลงทะเบียน Thailand Pass สำหรับผู้เดินทางเข้าไทยทั้งคนไทยและต่างชาติในรูปแบบ test & Go เริ่ม 1 ก.พ. 2565

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/vido/511042&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JghE7f7n_CIUtmHoYCgxD

  • สงคราม-น้ำมันพุ่ง ‘สงกรานต์’ ซึม ร้านอาหารรายได้หาย 40%

    สงคราม-น้ำมันพุ่ง ‘สงกรานต์’ ซึม ร้านอาหารรายได้หาย 40%

    สงคราม-น้ำมันพุ่ง 'สงกรานต์' ซึม ร้านอาหารรายได้หาย 40%

    ธุรกิจร้านอาหารไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน จากทั้งต้นทุนที่พุ่งสูงและรายได้ที่มีแนวโน้มหดตัว ท่ามกลางผลกระทบของสถานการณ์สงครามและราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณชัดต่อภาคท่องเที่ยวและกำลังซื้อผู้บริโภค

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และเจ้าของร้านสตีฟ คาเฟ่ เปิดเผยข้อมูลกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการประเมินความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกจะกระทบเศรษฐกิจในระยะสั้นอย่างน้อย 1–3 เดือน โดยเฉพาะช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคท่องเที่ยวควรจะคึกคัก “เรื่องสงครามคาดการณ์ยาก แต่ดูจากแนวโน้มแล้ว กระทบต่อเนื่องในระยะสั้น และกดดันเศรษฐกิจทันที”

    คนไทยลดเที่ยว–ต่างชาติหาย ฉุดรายได้ร้านอาหาร

    ผลกระทบที่เห็นชัดคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยคนไทยมีแนวโน้มลดการเดินทางโดยเฉพาะต่างประเทศ จากค่าตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นและความกังวลด้านค่าใช้จ่าย ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศก็ชะลอลงจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ทำให้การเดินทางโดยเฉพาะด้วยรถยนต์ส่วนตัวลดลง “ปีนี้คนจะระวังการใช้เงินมากขึ้น เที่ยวก็น้อยลง โดยเฉพาะต่างจังหวัด”

    สำหรับเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของไทย คาดว่าบรรยากาศจะซบเซากว่าปกติ โดยคนไทยจำนวนมากอาจเลือกอยู่ในกรุงเทพฯ มากขึ้น และลดการเดินทางระยะไกล

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

    ในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พบสัญญาณชะลอตัวชัดเจนโดยเฉพาะตลาดยุโรปและจีน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก ส่งผลให้ร้านอาหารในแหล่งท่องเที่ยวได้รับผลกระทบโดยตรง “ร้านของผมลูกค้าต่างชาติประมาณ 50–60% ตอนนี้ลดลงแบบเห็นได้ชัด” ทั้งนี้ประเมินว่าในช่วงสงกรานต์ปีนี้

    • นักท่องเที่ยวยุโรปอาจลดลงถึง 60%
    • นักท่องเที่ยวเอเชียลดลงราว 10%
    • ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวอาจลดลงประมาณ 40%

    ผู้ประกอบการเร่งปรับตัว รับรายได้หด–คุมต้นทุนเข้ม

    จากแรงกดดันดังกล่าว ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องเร่งปรับตัวทั้งด้านรายได้และต้นทุนควบคู่กัน โดยเฉพาะการบริหารแรงงานและค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง แนวทางที่เริ่มเห็นชัดในหลายร้าน ได้แก่

    • ชะลอการรับพนักงานใหม่เมื่อมีคนลาออก
    • ปรับตารางการทำงานตามยอดขายจริง
    • ลดชั่วโมงโอที และใช้พนักงานพาร์ทไทม์แทน
    • ควบคุมค่าใช้จ่ายทุกด้านอย่างเข้มงวด

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบางรายเริ่มติดตามกระแสเงินสดแบบรายวัน เพื่อรักษาสภาพคล่องในช่วงรายได้ผันผวน

    ชี้ “พลังงาน” ปมหลัก กดเศรษฐกิจทั้งระบบ

    นายสรเทพมองว่า ปัจจัยสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ไข คือปัญหาราคาพลังงานและน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักของทั้งระบบเศรษฐกิจ และส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อการท่องเที่ยว การเดินทาง และการใช้จ่าย “ถ้ารัฐบาลยังแก้ปัญหาน้ำมันไม่ได้ ทุกอย่างจะหยุดหมด ทั้งการท่องเที่ยว การเดินทาง และการใช้จ่าย”

    พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้หลายประเทศทั่วโลกจะเผชิญราคาน้ำมันปรับขึ้นเช่นกัน แต่ไม่ได้เกิดปัญหาการขาดแคลนในลักษณะเดียวกับประเทศไทย

    ทั้งนี้เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งสร้างความเชื่อมั่น และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านพลังงานอย่างจริงจัง มากกว่าการชี้แจงสถานการณ์เพียงอย่างเดียว “รัฐบาลควรแก้ปัญหา ไม่ใช่แก้ตัว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/654444&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wOouS-kFTDIQMJRj6ma17

  • อัปเดตราคาน้ำมัน 22 มี.ค.69 “เบนซิน-ดีเซล” พุ่งขึ้น! คาดปรับราคาอีกหลายชนิดทั่วประเทศ

    อัปเดตราคาน้ำมัน 22 มี.ค.69 “เบนซิน-ดีเซล” พุ่งขึ้น! คาดปรับราคาอีกหลายชนิดทั่วประเทศ

    อัปเดตราคาน้ำมัน 22 มี.ค.69 “เบนซิน-ดีเซล” พุ่งขึ้น! คาดปรับราคาอีกหลายชนิดทั่วประเทศ

    เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานการอัปเดตราคาน้ำมันจากหลายบริษัทใหญ่ ได้แก่ บางจาก คอร์ปอเรชั่น, ปตท., เชลล์, พีทีจี และ เชฟรอน โดยราคาน้ำมันในวันพรุ่งนี้ 22 มีนาคม 2569 จะมีการปรับเปลี่ยนใหม่ตามรายละเอียดดังนี้:

    • ไฮพรีเมียมดีเซล S: 46.84 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S: 31.14 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97: 49.54 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E85S EVO: 24.79 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20S EVO: 28.05 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91S EV: 32.68 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95S EVO: 33.05 บาท/ลิตร

    การปรับราคาครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับตัวตามปัจจัยต่าง ๆ รวมถึงต้นทุนการผลิตและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาในการจำหน่ายในประเทศ

    #ราคาน้ำมัน #น้ำมันพุ่ง #ราคาน้ำมันวันนี้ #ปตท #บางจาก #เชฟรอน #น้ำมันดีเซล #น้ำมันเบนซิน #ข่าวน้ำมัน #อัปเดตราคา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136324&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AvHjrnBerXulBl9OcZ9lo

  • เปิดใจแม่น้องเบส สุดดีใจ ออมเงินกับโรงเรียนปีเดียว ได้เกือบแสน หวังปลูกฝังวินัยให้ลูกรู้จักการออม

    เปิดใจแม่น้องเบส สุดดีใจ ออมเงินกับโรงเรียนปีเดียว ได้เกือบแสน หวังปลูกฝังวินัยให้ลูกรู้จักการออม

    จากเรื่องราวใจฟูของ Kru nok ครูโรงเรียนบ้านหนองลุมพุกหญ้าม้า อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี หลังโลกโซเชียลชื่นชมการปลูกฝังวินัยการเงินของเด็กนักเรียน

    ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบกับ ครูนก หรือ น.ส.กนกวรรณ อายุ 34 ปี ครูประจำชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนหนองลุมพุกหญ้าม้า โดย ครูนก บอกว่า เรื่องราวที่มีการแชร์ในโซเซียลเป็นเรื่องราวดีๆ การออมเงินของเด็กๆที่โรงเรียนหนองลุกพุกหญ้าม้า สังกัดสำนักงานประถมศึกษาเขต 2 กุมภวาปี โดยทางโรงเรียนมีโครงการให้เด็กๆ ทุกชั้น ตั้งแต่อนุบาลถึงม.3 ได้ออมเงินทุกวัน ไม่มีกำหนดว่าใครจะออมเท่าไหร่ โดยจะฝากไว้กับคุณครูประจำชั้น และจะไม่มีการเบิกระหว่างการออม เมื่อครบ 1 ปี หรือ 1 ปีการศึกษา ก็จะนำเงินไปมอบให้ผู้ปกครองของเด็กต่อไป

    อย่างเช่น น้องเบส วัย 5 ขวบ ออมเงินในปีนี้ได้ถึง 72,270 บาท ซึ่งสาเหตุที่น้องเบส ออมเงินได้เยอะ เพราะคุณแม่เปิดร้านอาหารตามสั่ง นำเงินมาฝากส่งออมไว้กับคุณครูวันละ 400 บาท ส่วนเด็กๆ คนอื่นก็ลดหลั่นกันไป เช่น น้องพรทิพย์ ได้ 7,000 กว่าบาท น้องชลลิดาและเพื่อนๆ ออมได้ 3,000 บาทเศษ ส่วนใหญ่เงินออมเด็กจะอยู่ประมาณ 3,000 บาทเศษ เพราะน้องออมวันละ 20 บาท อีกสาเหตุที่ผู้ปกครองนำมาออมกับคุณครู เพราะผู้ปกครองบอกว่า หากเก็บเงินหรือออมเงินที่บ้าน ยังไงก็จะถอนอยู่ดี จึงนำให้ลูกๆ มาฝากไว้กับคุณครู สิ้นปีการศึกษา ทางครูก็มอบคืนให้ผู้ปกครองเอาไว้ไปซื้ออุปกรณ์การศึกษาในปีต่อไป ตอนเอาไปมอบให้ผู้ปกครองทุกคนดีใจและใจฟูมาก อย่างเช่นผู้ปกครองของน้องเบส ก็ยิ้ม บอกว่าได้เยอะเนาะคุณครู ที่โรงเรียนทำโครงการนี้ถือเป็นการฝึกนิสัยการออมเงินให้กับน้องๆ ตั้งแต่เด็กๆ ถือว่าเป็นเรื่องราวที่ชาวเน็ตชื่นชมทางโรงเรียน ก็ขอบคุณมากค่ะ

    ขณะที่ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านหนองหญ้าม้า อ.ประจักษ์ศิลปาคม พบกับ น้องเบส อายุ 5 ขวบ และคุณแม่ ซึ่งเป็นคนออมเงินได้ถึง 72,720 บาท โดยคุณแม่ม้วย นางปวีณา อายุ 48 ปี คุณแม่ของน้องเบส เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า สาเหตุที่ให้ลูกชายไปออมกับคุณครู เพราะถ้าเก็บไว้ที่บ้านยังไงก็ถอนมาใช้อยู่ดี ส่วนเงินออมวันละ 400 บาท เป็นเงินที่ตนเองเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง ก็แบ่งไปให้ลูกชายออมไว้กับคุณครู ปีนี้ออมได้ยอดเงินจำนวน 72,720 บาท เงินที่ได้จะเก็บไว้จ่ายค่าประกันชีวิตให้กับตนเอง เพราะทำประกันไว้เยอะ

    คุณแม่ม้วย บอกว่า ก็ดีใจ ที่เราเอาเงินไปออมกับครูที่โรงเรียน ปีนี้ได้ยอดเกือบแสน ปีที่แล้วเราออมได้หมื่นกว่าบาท ปีนี้เลยตั้งใจเลยว่า ต้องเก็บให้ได้วันละ 400 บาท บางวันก็ไม่ได้ถึง 400 บาท เอาไปฝากเท่าที่ได้ วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็เอาไปฝากกับครูวันจันทร์ ก็จะทบไปเลย 3 วัน เป็น 1,200 บาท โดยการฝากเงินไปกับลูกชายเพื่อให้ออมกับคุณครูเป็นเรื่องดี ฝึกวินัยการใช้เงินของตนเองอย่างมาก เพราะทางโรงเรียนมีระเบียบห้ามถอนระหว่างทาง จนกว่าจะครบปี ใจจริงก็อยากจะสร้างระเบียบให้กับตนเอง เอาเงินไปออมไว้ที่อื่นด้วย เพราะถ้าออมไว้กับตนเองติดนิสัยหยิบมาใช้เหมือนเดิม อีกอย่างที่เราออมแบบนี้เป็นการปลูกฝังให้เรารู้จักการออมเงินและการใช้เงิน อยากฝากถึงทุกคนเอาไว้เป็นแรงบันดาล ไม่ต้องฝากเยอะก็ได้ ออมเท่าที่เราออมได้ วันละ 10 บาท 20 บาทก็ได้ พอครบปี เราเห็นเงินก้อนโต เราก็ดีใจ เงินจำนวนนี้ก็จะเก็บไว้ให้ลูกชายและจ่ายประกันชีวิตให้กับตนเอง บอกตรงๆ ดีใจมากที่เห็นเงินออมเงินเก็บปีหนึ่ง 70,000 บาทเศษ คิดในใจโอ้โห!!! ไม่คิดว่าเราจะเก็บเงินได้ถึงขนาดนี้ ปีต่อไปก็จะออมอีกแน่นอน

    คุณแม่กล่าวตอนท้ายด้วยความดีใจ พร้อมบอกว่า ตอนไปหอบเงิน 70,000 บาทกลับบ้าน ปรากฏว่ามีชาวบ้านมาที่บ้าน ขอยืมเงิน แต่ตนเองไม่ให้เพราะเราจำเป็นต้องใช้จ่ายประกัน

    ส่วน น้องเบส ยิ้มแฉ่ง เมื่อเห็นแม่ให้เงินไปออมกับคุณครูได้ถึง 70,000 บาทเศษ บอกสั้นๆ ว่า โตขึ้นผมอยากเป็นตำรวจครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/459489&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yH_PdbhqD4nhRZv4I0nKg