Blog

  • ข่าว ข่าวคณะโฆษก จากวัชพืชใต้ทะเลสู่สินค้าอัตลักษณ์ รัฐบาลชู “ผ้าลายปลาทูบ้านชะอาน” ต้นแบบเพิ่มมูลค่าทรัพยากรทะเลไทย จากวัชพืชใต้ทะเลสู่สินค้าอัตลักษณ์ รัฐบาลชู “ผ้าลายปลาทูบ้านชะอาน” ต้นแบบเพิ่มมูลค่าทรัพยากรทะเลไทย

    ข่าว ข่าวคณะโฆษก จากวัชพืชใต้ทะเลสู่สินค้าอัตลักษณ์ รัฐบาลชู “ผ้าลายปลาทูบ้านชะอาน” ต้นแบบเพิ่มมูลค่าทรัพยากรทะเลไทย จากวัชพืชใต้ทะเลสู่สินค้าอัตลักษณ์ รัฐบาลชู “ผ้าลายปลาทูบ้านชะอาน” ต้นแบบเพิ่มมูลค่าทรัพยากรทะเลไทย

    ข่าว ข่าวคณะโฆษก จากวัชพืชใต้ทะเลสู่สินค้าอัตลักษณ์ รัฐบาลชู “ผ้าลายปลาทูบ้านชะอาน” ต้นแบบเพิ่มมูลค่าทรัพยากรทะเลไทย จากวัชพืชใต้ทะเลสู่สินค้าอัตลักษณ์ รัฐบาลชู “ผ้าลายปลาทูบ้านชะอาน” ต้นแบบเพิ่มมูลค่าทรัพยากรทะเลไทย


    29/06/2569 | 40 |

    รัฐบาลเผยความสำเร็จกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อยอดสาหร่ายวัชพืชใต้ทะเลเป็นเส้นใยทอ “ผ้าลายปลาทูบ้านชะอาน” จ. เพชรบุรี เพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่น สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรประมงและชุมชนชายฝั่ง ตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG

    วันนี้ (29 มิถุนายน 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่นและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยชื่นชมการดำเนินงานของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ส่งเสริมการนำสาหร่ายทะเลซึ่งเคยถูกมองเป็นวัชพืชในแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มาพัฒนาเป็นเส้นใยสำหรับทอผ้า จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ “ผ้าลายปลาทูบ้านชะอาน” อัตลักษณ์ชุมชนประมงในจังหวัดเพชรบุรี

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า พื้นที่ชายฝั่งบ้านชะอาน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มักประสบปัญหาสาหร่ายทะเลเจริญเติบโตจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรประมง กรมประมงจึงได้เข้ามาส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายดังกล่าว ผ่านการวิจัยและพัฒนากระบวนการแปรรูปเป็นเส้นใยสิ่งทอ ก่อนถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชุมชนสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    ทั้งนี้ ผ้าลายปลาทูบ้านชะอานได้รับการออกแบบโดยนำ “ปลาทู” ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรี มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างลวดลายบนผืนผ้า สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชุมชนประมงชายฝั่ง พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ ทั้งเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และของที่ระลึก ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับกลุ่มเกษตรกรประมงและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่

    ความสำเร็จดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและประมง ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่นควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวด้วยว่า ผ้าลายปลาทูบ้านชะอานสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาต่อยอดทรัพยากรท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคประมงไทย พร้อมยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรประมงและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับเกษตรกรและชุมชนทั่วประเทศ

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/165748


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/517262&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p4dNaRcS3xJ9PeZB4zLVJ

  • ‘สุริยะ’ ถกมาเลเซีย 1 ก.ค. หวังปลดแบนกุ้งไทย 5 สายพันธุ์

    ‘สุริยะ’ ถกมาเลเซีย 1 ก.ค. หวังปลดแบนกุ้งไทย 5 สายพันธุ์

    ปลดล็อก ‘แบนกุ้งไทย’ 5 สายพันธุ์ หวังฟื้นการค้าอาหารทะเล

    ตลาดการค้าสินค้าเกษตรและอาหารทะเลในอาเซียนกำลังจับตาความเคลื่อนไหวระหว่างไทยและมาเลเซีย หลังมาเลเซียออกมาตรการห้ามนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ท่ามกลางความกังวลของผู้ประกอบการส่งออกไทย ขณะที่ภาครัฐเร่งหารือเพื่อหาทางออก โดยตั้งเป้าคลี่คลายข้อจำกัดทางการค้าให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองประเทศ

    สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการเจรจากรณีมาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ว่า ได้รับหนังสือตอบรับจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซียแล้ว เตรียมหารือร่วมกันในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ประเทศมาเลเซีย

    โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลเพื่อใช้ในการเจรจา เพื่อหาข้อยุติที่เหมาะสม พร้อมแสดงความมั่นใจว่าการหารือครั้งนี้จะนำไปสู่แนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

    สุริยะ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นมาตรการที่เกิดขึ้นทั้งสองทาง โดยมาเลเซียมีข้อจำกัดต่อการนำเข้ากุ้งไทย ขณะที่ไทยเองก็มีมาตรการห้ามนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียเช่นกัน ดังนั้น การเจรจาจะมุ่งหาทางออกที่สร้างความสมดุลทางการค้า

    “หากสามารถปลดล็อกได้เร็ว จะเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ไทยสามารถส่งออกกุ้งไปมาเลเซีย ขณะที่ผู้บริโภคมาเลเซียจะมีทางเลือกในการซื้อกุ้งในราคาที่เหมาะสม เช่นเดียวกับไทยที่ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากสินค้าปลากะพง” สุริยะ กล่าว

    สำหรับอุตสาหกรรมกุ้งไทย ถือเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญของประเทศ โดยไทยมีห่วงโซ่การผลิตครบตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยง โรงเพาะฟัก โรงงานแปรรูป ไปจนถึงผู้ส่งออก การเปลี่ยนแปลงด้านมาตรการนำเข้าของประเทศคู่ค้าจึงส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการตลอดทั้งระบบ

    มาเลเซียถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของสินค้าอาหารทะเลในภูมิภาคอาเซียน การมีข้อจำกัดด้านการนำเข้า แม้เป็นเพียงบางสายพันธุ์ อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของตลาดและต้นทุนการบริหารจัดการของผู้ส่งออกไทย ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคในประเทศปลายทางก็อาจได้รับผลกระทบจากทางเลือกสินค้าและราคา

    ภาครัฐจึงให้ความสำคัญกับการใช้กลไกการเจรจาทางการค้า เพื่อให้มาตรการด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยอาหาร หรือข้อกำหนดด้านการนำเข้า สามารถดำเนินไปควบคู่กับการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

    หากการหารือไทย-มาเลเซียสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ จะเป็นอีกหนึ่งสัญญาณบวกต่อภาคส่งออกอาหารทะเลไทย และช่วยรักษาความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคการค้าที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/suriya-malaysia-shrimp-ban-talks&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f9TJoXBkZUvuB5mrefmAn

  • เอกนิติ แจง ตั้งงบปี70 เดินหน้ายุทธศาสตร์ความมั่นคงกว่า 4.07 แสนล้านบาท

    เอกนิติ แจง ตั้งงบปี70 เดินหน้ายุทธศาสตร์ความมั่นคงกว่า 4.07 แสนล้านบาท

    วันนี้, 11:43น.

              การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอร่างพ.ร.บ.ฯ แทนนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนายกรัฐมนตรี ติดภารกิจตามเสด็จประเทศฝั่งเศสว่า ร่างพ.ร.บ.งบฯ 2570 ตั้งไว้จำนวนไม่เกิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2569 จำนวน 7.4 พันล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 2.78 ล้านล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 7.10 หมื่นล้านบาท รายจ่ายลงทุน 7.89 แสนล้านบาท รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 1.51 แสนล้านบาทเพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามยุทธศาสตร์ชาติ

              สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี2570 มีแนวโน้มขยายตัว 1.7%-2.7% แต่ยังคงมีผลกระทบจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทำให้มีค่ากลางอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ช่วง 0.5%-1.5% ขณะที่หนี้สาธารณะคงค้าง เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 มีจำนวน 12 ล้านบาท คิดเป็น 66.4% ของจีดีพี ส่วนฐานะเงินคงคลัง มีจำนวน 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลบริหารเงินคงคลังในระดับที่เหมาะสม

              นอกจากนั้น สถานการณ์การคลังของรัฐ รายจ่ายประจำที่จำเป็นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีงบคงเหลือรายจ่ายลงทุนลดลง และความจำเป็นใช้เครื่องมือการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ต้องทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพี เข้าใกล้กรอบเพดาน 70% ที่กระทบต่อฐานะการคลังระยะยาว ทำให้ต้องใช้นโยบายบริหารการคลัง ปรับลดขนาดขาดดุลการคลังไม่เกิน 3% ภายในปี2572 เพื่อฟื้นฟูสภาพการคลังของประเทศ

              สำหรับงบประมาณ ปี 2570 มีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท ตามยุทธศาสตร์การจัดสรงบประมาณ2570 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ มี 63 แผนงาน เช่น

    +++ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง จำนวน 4.07แสนล้านบาท มี 14 แผนงานเพื่อให้ประเทศมั่นคง ส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน เคารพความเห็นต่าง สร้างความสามัคคีปองดอง ส่งเสริมการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้

    +++ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน จำนวน 3.48 แสนล้านบาท มี 15 แผนงาน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นาน กระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมการบริการทางการแพทย์ ส่งเสริมพัฒนาพลังงานทดแทน

              การจัดทำงบประมาณ พ.ศ.2570 มีส่วนที่เป็นรายจ่ายค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 6.46 แสนล้านบาท โดยมี 3 แผนงาน คือ เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1.12แสนล้านบาท แผนจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน 4.62แสนล้านบาท และ เพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 7.1 หมื่นล้านบาท

    #งบปี70

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RyAaTtSNTlVkudGBYTFM_

  • “เงินบาท”อ่อนค่าสุดรอบ 13 เดือน  สัปดาห์นี้ ซื้อขาย 33.20-33.70บาท

    “เงินบาท”อ่อนค่าสุดรอบ 13 เดือน สัปดาห์นี้ ซื้อขาย 33.20-33.70บาท

    วันนี้ ( 29 มิ.ย.2569) กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่าเงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.70 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 33.38 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 32.88-33.47 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 13 เดือน เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญ

    “เงินบาท”อ่อนค่าสุดรอบ 13 เดือน  สัปดาห์นี้ ซื้อขาย 33.20-33.70บาท

    “เงินบาท”อ่อนค่าสุดรอบ 13 เดือน สัปดาห์นี้ ซื้อขาย 33.20-33.70บาท

    ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจยังคงสนับสนุนมุมมองของตลาดว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯจะอยู่ที่ระดับสูงเป็นระยะเวลานาน โดยเงินเฟ้อ PCE พื้นฐานเร่งขึ้นเป็น 3.4% สอดคล้องกับที่ตลาดคาด และในภาพรวมมีแนวโน้มจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ยังคงท่าทีระมัดระวังต่อไป ขณะที่ผู้ร่วมตลาดคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยช่วงต้นไตรมาส 4/2569

    อย่างไรก็ตาม แม้จีดีพีไตรมาส 1 ของสหรัฐฯที่ถูกทบทวนใหม่แข็งแกร่งเกินคาด แต่รายละเอียดแสดงถึงการใช้จ่ายบริโภคชะลอตัว นอกจากนี้ ประธานเฟดสาขานิวยอร์กระบุว่าจุดยืนนโยบายการเงินอยู่ในระดับเหมาะสม และคาดว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจะคลายตัวลงในระยะถัดไป ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 10,205 ล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตร 2,524 ล้านบาท

    “เงินบาท”อ่อนค่าสุดรอบ 13 เดือน  สัปดาห์นี้ ซื้อขาย 33.20-33.70บาท

    “เงินบาท”อ่อนค่าสุดรอบ 13 เดือน สัปดาห์นี้ ซื้อขาย 33.20-33.70บาท

    ภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า จุดสนใจหลักของตลาดการเงินโลกจะอยู่ที่ข้อมูลจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนของสหรัฐฯและราคาน้ำมันดิบ โดยยอมรับว่าความคลุมเครือเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายของเฟดภายใต้ประธาน Warsh ซึ่งไม่ต้องการส่งสัญญาณชี้นำล่วงหน้าทำให้การประเมินทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯเผชิญความท้าทายอย่างมาก ขณะที่ตลาดมองว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้เพื่อดูแลเสถียรภาพด้านราคา ในภาวะเช่นนี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์คาดว่าเงินดอลลาร์จะยังคงได้แรงหนุนจนกว่ามุมมองดังกล่าวของตลาดจะถูกหักล้างด้วยตัวเลขเศรษฐกิจที่บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อเริ่มชะลอลง

    “เงินบาท”อ่อนค่าสุดรอบ 13 เดือน  สัปดาห์นี้ ซื้อขาย 33.20-33.70บาท

    “เงินบาท”อ่อนค่าสุดรอบ 13 เดือน สัปดาห์นี้ ซื้อขาย 33.20-33.70บาท

    สำหรับปัจจัยในประเทศ นักลงทุนจะติดตามรายงานดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนพฤษภาคมของไทย ทางด้านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตรึงดอกเบี้ยด้วยมติเอกฉันท์และเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 เป็น 2.3% จาก 1.5% แต่ระบุว่าการฟื้นตัวยังต่ำและไม่ทั่วถึง นอกจากนี้ กนง.ประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปอาจสูงทะลุกรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เพียงชั่วคราว กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์มองว่าการคงดอกเบี้ยในรอบนี้สะท้อนการรักษาสมดุลระหว่างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงเงินเฟ้อ และความเปราะบางของบางกลุ่มเศรษฐกิจ โดยคาดว่ากนง.จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ในช่วงที่เหลือของปี 2569 นี้

    อย่างไรก็ตามยังคงติดตามการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payroll) ในวันที่ 2 ก.ค. สหรัฐฯ จะมีการเผยตัวเลขการจ้างงานซึ่งถือว่าเป็น 1 ตัวชี้วัดสำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุดในการประชุม FOMC นายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ได้กล่าวว่า คณะกรรมการประเมินว่าตลาดแรงงานในปัจจุบันมีความมั่นคงสูง เนื่องจากอัตราการเพิ่มขึ้นของตำแหน่งงานยังคงเติบโตได้สมดุลและก้าวทันกับจำนวนแรงงานใหม่ที่เข้าสู่ระบบ

    “เงินบาท”อ่อนค่าสุดรอบ 13 เดือน  สัปดาห์นี้ ซื้อขาย 33.20-33.70บาท

    “เงินบาท”อ่อนค่าสุดรอบ 13 เดือน สัปดาห์นี้ ซื้อขาย 33.20-33.70บาท

    ทั้งนี้ อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ยังคงทรงตัวที่ระดับ 4.3% ในเดือน พ.ค. ซึ่งเท่ากับเดือน ม.ค. ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงในตลาดแรงงานตามถ้อยแถลงของวอร์ช ในขณะที่ตัวเลข Sahm Rule Recession หรือตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามกฎของซาห์ม ที่ใช้วัดค่าเฉลี่ยอัตราการว่างงานได้ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน จาก 0.43 หน่วยในเดือน พ.ย.2025 เหลือเพียง 0.10 หน่วย ในเดือน พ.ค. 2026 และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือน (หากทะลุ 0.35 หน่วยขึ้นไป เสี่ยงเกิด Recession เนื่องจากคนตกงานโดยเฉลี่ยเยอะขึ้น แสดงถึงเศรษฐกิจที่อ่อนแอ)

    นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด

    นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด

    ประเด็นที่ต้องติดตาม วันที่ 1 ก.ค. นายเควิน วอร์ช มีกำหนดการในงานสัมมนาประจำปี ECB Forum on Central Banking 2026 ที่ เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกสโดยเควิน วอร์ช จะต้องขึ้นเวทีอภิปรายสดร่วมกับผู้นำธนาคารกลางระดับสูงสุดรายอื่น ๆ ได้แก่ นางคริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) และนายแอนดรูว์ เบลีย์ (Andrew Bailey) ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ภายใต้หัวข้อหลักประจำปีคือ “Shaping Europe’s future: innovation, growth and stability” โดยหากย้อนกลับไปในการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. วอร์ชได้ทำการหักดิบด้วยการสั่งยกเลิกชุดคำสั่งการสื่อสารล่วงหน้า หรือ Forward Guidance ออกจากแถลงการณ์นโยบายการเงินอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าการชี้นำตลาดมากเกินไปจะทำให้กลไกตลาดการเงินสูญเสียสะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง และส่งผลให้เฟดกลายเป็นผู้ควบคุมกฎที่มองไม่เห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงของตลาด

    อ่านข่าว:

    Twin Crisis เขย่าตลาดข้าวไทย เอลนีโญฉุดผลผลิต ส่งออกแข่งขันรุนแรง

    “บาทแข็ง” ดันข้าวไทยแพงสุดในโลก ผู้ส่งออก ชี้ปีนี้เหลือ 7 ล้านตัน ต่ำสุดรอบ 5 ปี

    เปิดแผนดันส่งออกปี 69 พาณิชย์ ตั้งเป้าทำเงิน 1.42 แสนล้าน รับบาทแข็งกระทบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507635&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QKFAhN9sDWxji5l3VV8Bw

  • เปิดใช้แล้ว!! ถนนสาย พล.2043 จ.พิษณุโลก กรมทางหลวงชนบท ก่อสร้างและยกระดับชั้นทาง หนุนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่งภาคเหนือตอนล่าง

    เปิดใช้แล้ว!! ถนนสาย พล.2043 จ.พิษณุโลก กรมทางหลวงชนบท ก่อสร้างและยกระดับชั้นทาง หนุนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่งภาคเหนือตอนล่าง

    เปิดใช้แล้ว!! ถนนสาย พล.2043 จ.พิษณุโลก กรมทางหลวงชนบท ก่อสร้างและยกระดับชั้นทาง หนุนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่งภาคเหนือตอนล่าง รองรับการขยายตัวของเมือง เสริมคุณภาพชีวิตให้ประชาชนสัญจรได้อย่างสะดวกปลอดภัยทันเวลา

    กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนและยกระดับชั้นทาง ถนนทางหลวงชนบทสาย พล.2043 บ้านสนามคลี อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก พร้อมเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรได้อย่างเต็มศักยภาพ สอดรับกับนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในการยกระดับเส้นทางเพื่ออำนวยความสะดวกปลอดภัยในด้านการคมนาคมขนส่งให้แก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมการเกษตรในพื้นที่ อันจะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า สำหรับโครงการดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นของโครงการเชื่อมกับ ทล.126 บริเวณ กม.ที่ 0+400 และ จุดสิ้นสุดโครงการเชื่อมต่อกับ ทล.1065 บริเวณ กม.ที่ 69+250 โดยได้ก่อสร้างเป็นถนนผิวจราจรแบบแอสฟัลต์คอนกรีตมีความกว้าง 10 เมตร ช่องจราจรกว้าง 7 เมตร ไหล่ทางข้างละ 1.5 เมตร รวมระยะทางดำเนินการ 2.800 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 39.992 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเปิดให้ประชาชนได้ใช้สัญจรแล้ว ในด้านเศรษฐกิจภาคการขนส่ง ได้ช่วยสนับสนุนการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรของประชาชนในพื้นที่ อาทิ ข้าว ฯลฯ ให้สามารถลำเลียงไปยังแหล่งรับซื้อหรือตลาดได้สะดวกรวดเร็ว ลดระยะเวลา/ต้นทุนในการขนส่งสินค้า มีส่วนช่วยในการส่งเสริมเศรษฐกิจระดับชุมชน/ท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    เนื่องจากเดิมประชาชนในพื้นที่หมู่ 7 บ้านท่าทอง ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ได้รับความเดือดร้อนในการเดินทาง ซึ่งจากเดิมถนนมีความคับแคบมีความกว้างเพียง 6 เมตร ไม่มีไหล่ทาง ประกอบกับปริมาณการจราจรที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การคมนาคมขนส่งเป็นไปด้วยความล่าช้า ประกอบกับถนนสายดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งของโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม

    ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 7 โรงพยาบาลพุทธชินราช สาขาบึงแก่งใหญ่ วัดป่าจันทราวาส (ธ) ตลาดชุมชน และหน่วยงานราชการต่าง ๆ ซึ่งการก่อสร้างและยกระดับชั้นทางของถนนสายนี้ ยังเป็นการส่งเสริมในด้านสังคม เพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุข และกิจกรรมทางศาสนา ช่วยให้การสัญจรไปยังสถานศึกษา โรงพยาบาล หน่วยงานราชการเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอีกด้วย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/74620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EHZPezjz057ZF59v7wMkd

  • “ทองคำ” เช้านี้ -400 บาท  “ทองแท่ง” ขายออก 64,250บาท

    “ทองคำ” เช้านี้ -400 บาท “ทองแท่ง” ขายออก 64,250บาท

    วันนี้ ( 29 มิ.ย. 2569 ) เว็บไซต์ “ฮั่วเซ่งเฮง” วิเคราะห์สถานการณ์ราคาทองโลกที่ผ่านมา ภาพการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาทองโลกมีการปรับตัวขึ้น จากดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงระยะสั้นและบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงต่อเนื่อง ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวลงต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากขึ้นได้แล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันจากปัจจัยข้างต้น ส่งผลให้แนวโน้มเงินเฟ้อผ่านราคาน้ำมันลดลง ซึ่งหนุนให้เฟดลดดอกเบี้ยง่ายขึ้นในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสูง ม.มิชิแกน สูงถึง 49.5 หน่วย จากครั้งก่อนที่ 48.9 หน่วย ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะที่กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เปิดเผยในวันอาทิตย์ว่า กองทัพได้ดำเนินการโจมตีคูเวตและบาห์เรนเพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ โจมตีดินแดนของอิหร่าน พร้อมเตือนว่า การรุกรานใด ๆ หลังจากนี้จะถูกโต้ตอบอย่างรุนแรงเด็ดขาด จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดยังคงติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด ทางด้านกองทุน SPDR ขายทองคำ 15.41 ตัน ในสัปดาห์ก่อน

    วิเคราะห์ราคาทองโลกปรับตัวลง หลังจากปรับตัวลงหลุดแนวต้านที่ 4,080 ดอลลาร์ แต่ภาพรวมอยู่ในระยะ Sideways จึงประเมินว่า ทองโลกมีโอกาสปรับตัวขึ้นหลังทดสอบแนวรับที่ 4,040 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากทองโลกหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,000 ดอลลาร์ คาดว่ามีโอกาสสูงที่จะปรับฐานลงต่อเนื่อง

    ราคาทองคำวันนี้ เปิดลบ 400 บาท (ครั้งที่2 ลบ 100 บาท) ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 64,250 บาท และราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 64,050 บาท ราคาทองรูปพรรณขายออกบาทละ 65,050บาท และราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 62,762.40 บาท ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,062ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 33.40 บาทต่อดอลลาร์

    ราคาทองรูปพรรณรวมค่ากำเหน็จ 800 บาท มีราคาดังนี้ ทองครึ่งสลึง ราคาขาย 8,831 บาท ทอง 1 สลึง ราคาขาย 16,863 บาท ทอง 2 สลึง/50 สตางค์ ราคาขาย 32,925 บาท และทอง 1 บาท ราคาขาย 65,050 บาท ทองคำหนัก 2 บาท ขายออก 130,100 บาท ทองคำหนัก 5 บาท ขาย 325,250 บาท ภาพรวมราคาทองปี 2569 ลบ 700 บาท เดือนม.ค. ทองคำบวก 12,700 บาท เดือนก.พ. บวก 3,400 บาท เดือน มี.ค. ลบ 6,400 บาท เดือน เม.ย. บวก 250 บาท เดือนเม.ย. ลบ 250บาทเดือน พ.ค. ลบ 1,450 บาท เดือน มิ.ย. ลบ 5,750 บาท โดยภาพรวมราคาทองปี 2569 ราคาสูงสุดที่ 81,950 บาท และราคาต่ำสุดที่ 64,550 บาท

    อ่านข่าว:

    สัญญาณบวก “ทองคำ” ยังไปต่อ ธนาคารกลางทั่วโลกเล็งซื้อเพิ่ม

    “ทองคำ” เช้านี้ +350 บาท ดอลลาร์-บอนยีลด์ร่วง ดันทองแท่งขายออก 63,00 บาท

    สรุปราคาทองคำ 25 มิ.ย. 2569 ปิดตลาด -1,300 บาท ผันผวน 34 ครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507633&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mpm79AJF0O7wJyXDhrwLN

  • “ไชยชนก”ชูไทยศูนย์กลางดิจิทัลภูมิภาค ปี 68 การลงทุนทะลุ 7.4 แสนล้าน | เดลินิวส์

    “ไชยชนก”ชูไทยศูนย์กลางดิจิทัลภูมิภาค ปี 68 การลงทุนทะลุ 7.4 แสนล้าน | เดลินิวส์

    นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยในงาน โมบายล์ เวิลด์ คองเกรส (เอ็มดับเบิลยูซี) เซี่ยงไฮ้ 2026 ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับสูง โดยโครงข่าย 5จี ครอบคลุมประชากรมากกว่า 95%  ของประเทศ ช่วยให้ประชาชนในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม พร้อมรองรับการใช้งาน เอไอ ที่ต้องอาศัยการสื่อสารความเร็วสูงและมีความหน่วงต่ำ ขณะเดียวกันไทยก็ได้รับความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากทั่วโลก โดยในปี 68 ภาคดิจิทัลมีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดของประเทศกว่า 746,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (ดาต้า เซ็นเตอร์) และบริการ โฮสติ้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    “การพัฒนาเศรษฐกิจล้วนมีโครงสร้างพื้นฐานเป็นรากฐานสำคัญ และในยุค เอไอ โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นการบูรณาการด้านโครงข่ายดิจิทัล คลาวด์ ระบบนิเวศข้อมูล  ดาต้า เซ็นเตอร์ และบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัลเข้าด้วยกัน  ขณะที่ เอไอ ไม่ใช่เพียงนโยบายด้านเทคโนโลยี แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง”

    นายไชยชนก กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้พัฒนา กัฟเวิร์นเมนต์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ (จีดีซีซี) หรือ เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ภาครัฐที่มีมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยระดับสากล รองรับการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐจำนวนมาก พร้อมคุ้มครองข้อมูลสำคัญของประเทศภายใต้หลักอธิปไตยทางข้อมูล  ซึ่งนอกจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ไทยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี เอไอ ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ โดยผลักดันการพัฒนา ไทยแอลแอลเอ็ม ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของประเทศไทยที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อให้ เอไอ สามารถเข้าใจภาษา วัฒนธรรม และบริบทของสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5984818/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GnHIfGQGeSCvu1BRozBcD

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 29 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 29 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 29 มิถุนายน 2569 เวลา 10.10 น.


    กลยุทธ์: ย่อซื้อ
    แนวต้าน: $4,120 = 64,600 บาท
    แนวรับ: $3,960 = 64,000 บาท
    .

    ตลาดทองคำสัปดาห์นี้ยังคงให้น้ำหนักกับการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payroll) ที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีแทนวันศุกร์ เนื่องจากเป็นวันหยุดของสหรัฐฯ หากตัวเลขแรงงานยังออกมาแข็งแกร่ง อาจทำให้ตลาดกลับมากังวลว่า Fed ยังมีโอกาสคงจุดยืนใช้นโยบายการเงินเข้มงวดต่อไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การอ่อนตัวของ Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปีเริ่มเป็นสัญญาณบวก เนื่องจากสะท้อนว่าตลาดบางส่วนมองว่า Fed อาจมีพื้นที่ในการขึ้นดอกเบี้ยจำกัดลง

    .

    ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม แม้สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตและยังมีสัญญาณการเจรจาต่อเนื่อง ขณะที่ราคาน้ำมันยังเคลื่อนไหวในระดับที่ตลาดไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงรุนแรงมากนัก นอกจากนี้ ภาวะอากาศร้อนจัดในยุโรปที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การเกษตร และต้นทุนทางเศรษฐกิจ อาจกลายเป็นอีกปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป

    .

    โดยภาพรวม ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงแกว่งสะสมและยังไม่เข้าสู่รอบขาขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้กลยุทธ์ระยะสั้นยังคงเน้น “ย่อซื้อ” มากกว่าการไล่ราคา โดยแนะนำรอเข้าซื้อบริเวณ $3,960 หรือประมาณ 64,000 บาท และทยอยขายทำกำไรบริเวณ $4,120 หรือประมาณ 64,600 บาท ขณะที่ภาพระยะยาว ราคาทองคำเริ่มเข้าใกล้โซนแนวรับสำคัญ แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินของ Fed อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินจังหวะการกลับตัวของตลาดในรอบถัดไป

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-29-6-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TPnmRoH6y9Aga8NkdYxOF

  • หอการค้าขอนแก่นปลื้ม! ไทยช่วยไทยพลัสปลุกเศรษฐกิจชุมชนคึกคัก หนุนรัฐเดินหน้าเฟส 2

    หอการค้าขอนแก่นปลื้ม! ไทยช่วยไทยพลัสปลุกเศรษฐกิจชุมชนคึกคัก หนุนรัฐเดินหน้าเฟส 2

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/157027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bOpr4aim57Dx9hpJpyIMi

  • งบปี 2570 เข้าสภาฯ พรุ่งนี้ รัฐบาลย้ำพร้อมแจง ชี้ทิศทางใช้เงินรับมือเศรษฐกิจ เปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้

    งบปี 2570 เข้าสภาฯ พรุ่งนี้ รัฐบาลย้ำพร้อมแจง ชี้ทิศทางใช้เงินรับมือเศรษฐกิจ เปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้

    งบปี 2570 เข้าสภาฯ พรุ่งนี้ รัฐบาลย้ำพร้อมแจง ชี้ทิศทางใช้เงินรับมือเศรษฐกิจ เปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้


    29/06/2569 | 80 |

    (28 มิถุนายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยกำชับให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลอย่างครบถ้วน พร้อมตอบทุกข้ออภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเหตุผล ความจำเป็น และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการใช้งบประมาณในแต่ละด้าน

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 กำหนดวงเงินไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 0.2 จากคำของบประมาณที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอรวมกว่า 5.97 ล้านล้านบาท ซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณา คัดกรอง และจัดลำดับความสำคัญตามความจำเป็น ความเร่งด่วน และความคุ้มค่า

    ทั้งนี้ งบประมาณปี 2570 จัดทำขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน จึงมุ่งตอบโจทย์ทั้งการดูแลประชาชนในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    สำหรับการลงทุนของประเทศ รัฐบาลเห็นว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงวางแนวทาง “ลงทุน พลัส” โดยใช้เครื่องมือหลายรูปแบบควบคู่กัน ทั้งงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุน Thailand Future Fund การส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI การอำนวยความสะดวกผ่าน Thailand Fast Pass ตลอดจนการลงทุนของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เงินงบประมาณทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติม

    แม้งบลงทุนโดยตรงในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณจะอยู่ที่ 789,172 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน แต่เมื่อรวมการลงทุนจากทุกกลไกดังกล่าว รัฐบาลตั้งเป้าระดมเม็ดเงินได้ประมาณ 1.568 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการลงทุนในอนาคต

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าด้วยว่า การจัดสรรงบประมาณปี 2570 ครอบคลุม 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่

    * การสร้างความมั่นคงและภูมิคุ้มกันของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงชายแดน การป้องกันยาเสพติด การบริหารจัดการน้ำ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่
    * การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์ โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการปรับปรุงประสิทธิภาพภาครัฐ
    * การดูแลคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ทั้งด้านสวัสดิการ การศึกษา สาธารณสุข การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเพิ่มรายได้ของประชาชน โดยมีงบประมาณสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 42,000 ล้านบาท และเงินสมทบกองทุนประกันสังคม 65,904.3 ล้านบาท เป็นต้น

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงยึดหลักวินัยการเงินการคลัง โดยตั้งงบบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ 462,470.3 ล้านบาท และรายจ่ายชดใช้เงินคงคลัง 71,038 ล้านบาท เพื่อให้ภาระทางการคลังสะท้อนอยู่ในระบบงบประมาณอย่างครบถ้วน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

    นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมถึงเอกสารประกอบ แผนการใช้จ่าย และผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงบประมาณ เพื่อร่วมตรวจสอบแผนการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน และรับทราบข้อมูลประกอบการพิจารณาได้อย่างเปิดเผยและโปร่งใส


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/517141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SJdNeFtSuBw78R0eVYjLy