Blog

  • หอการค้าขอนแก่นปลื้ม! ไทยช่วยไทยพลัสปลุกเศรษฐกิจชุมชนคึกคัก หนุนรัฐเดินหน้าเฟส 2

    หอการค้าขอนแก่นปลื้ม! ไทยช่วยไทยพลัสปลุกเศรษฐกิจชุมชนคึกคัก หนุนรัฐเดินหน้าเฟส 2

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/157027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bOpr4aim57Dx9hpJpyIMi

  • งบปี 2570 เข้าสภาฯ พรุ่งนี้ รัฐบาลย้ำพร้อมแจง ชี้ทิศทางใช้เงินรับมือเศรษฐกิจ เปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้

    งบปี 2570 เข้าสภาฯ พรุ่งนี้ รัฐบาลย้ำพร้อมแจง ชี้ทิศทางใช้เงินรับมือเศรษฐกิจ เปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้

    งบปี 2570 เข้าสภาฯ พรุ่งนี้ รัฐบาลย้ำพร้อมแจง ชี้ทิศทางใช้เงินรับมือเศรษฐกิจ เปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้


    29/06/2569 | 80 |

    (28 มิถุนายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยกำชับให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลอย่างครบถ้วน พร้อมตอบทุกข้ออภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเหตุผล ความจำเป็น และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการใช้งบประมาณในแต่ละด้าน

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 กำหนดวงเงินไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 0.2 จากคำของบประมาณที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอรวมกว่า 5.97 ล้านล้านบาท ซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณา คัดกรอง และจัดลำดับความสำคัญตามความจำเป็น ความเร่งด่วน และความคุ้มค่า

    ทั้งนี้ งบประมาณปี 2570 จัดทำขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน จึงมุ่งตอบโจทย์ทั้งการดูแลประชาชนในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    สำหรับการลงทุนของประเทศ รัฐบาลเห็นว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงวางแนวทาง “ลงทุน พลัส” โดยใช้เครื่องมือหลายรูปแบบควบคู่กัน ทั้งงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุน Thailand Future Fund การส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI การอำนวยความสะดวกผ่าน Thailand Fast Pass ตลอดจนการลงทุนของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เงินงบประมาณทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติม

    แม้งบลงทุนโดยตรงในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณจะอยู่ที่ 789,172 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน แต่เมื่อรวมการลงทุนจากทุกกลไกดังกล่าว รัฐบาลตั้งเป้าระดมเม็ดเงินได้ประมาณ 1.568 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการลงทุนในอนาคต

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าด้วยว่า การจัดสรรงบประมาณปี 2570 ครอบคลุม 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่

    * การสร้างความมั่นคงและภูมิคุ้มกันของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงชายแดน การป้องกันยาเสพติด การบริหารจัดการน้ำ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่
    * การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์ โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการปรับปรุงประสิทธิภาพภาครัฐ
    * การดูแลคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ทั้งด้านสวัสดิการ การศึกษา สาธารณสุข การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเพิ่มรายได้ของประชาชน โดยมีงบประมาณสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 42,000 ล้านบาท และเงินสมทบกองทุนประกันสังคม 65,904.3 ล้านบาท เป็นต้น

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงยึดหลักวินัยการเงินการคลัง โดยตั้งงบบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ 462,470.3 ล้านบาท และรายจ่ายชดใช้เงินคงคลัง 71,038 ล้านบาท เพื่อให้ภาระทางการคลังสะท้อนอยู่ในระบบงบประมาณอย่างครบถ้วน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

    นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมถึงเอกสารประกอบ แผนการใช้จ่าย และผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงบประมาณ เพื่อร่วมตรวจสอบแผนการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน และรับทราบข้อมูลประกอบการพิจารณาได้อย่างเปิดเผยและโปร่งใส


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/517141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SJdNeFtSuBw78R0eVYjLy

  • ทำไมพรรคสีส้ม ทำผลงานได้ต่ำกว่าความคาดหวัง ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – BBC News ไทย

    ทำไมพรรคสีส้ม ทำผลงานได้ต่ำกว่าความคาดหวัง ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – BBC News ไทย

    ทำไมพรรคประชาชน ทำผลงานได้ต่ำกว่าความคาดหวัง ในการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

    คำบรรยายวิดีโอ, ทำไมพรรคประชาชน ทำผลงานได้ต่ำในการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้

    ทำไมพรรคประชาชน ทำผลงานได้ต่ำกว่าความคาดหวัง ในการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

    Published

    ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคสีส้มอย่าง โจ ชัยวัฒน์ จะได้คะแนนมาเพียงอันดับสาม แพ้กระทั่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

    คำถามคืออะไรทำให้พรรคประชาชนทำผลงานได้ต่ำกว่าความคาดหวังในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c70yl4rewnjo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vcsBCWlRqot3s4fbQ3SUk

  • เงินบาทเปิด 33.42 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลง จับตา! เศรษฐกิจสหรัฐฯ

    เงินบาทเปิด 33.42 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลง จับตา! เศรษฐกิจสหรัฐฯ

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.42 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  33.37 บาทต่อดอลลาร์   

    นับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sidways (แกว่งตัวในกรอบ 33.32-33.43 บาทต่อดอลลาร์) โดยพอได้แรงหนุนบ้างจากการทยอยรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถกลับมาแกว่งตัวเหนือโซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง

    ธนาคารกรุงไทย
    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

    ก่อนที่เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังมีการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา (แต่มีการเปิดเผยข้อมูลการโจมตีของสหรัฐฯ หลังตลาดการเงินปิดทำการ) หนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ และกดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลง  

    สัปดาห์ที่ผ่านมา การเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่ทยอยฟื้นตัวดีขึ้น ได้กดดันราคาน้ำมันดิบและส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย

    สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้งรอลุ้น ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และถ้อยแถลงบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก ในงานสัมมนาของ ECB ที่ Sintra  

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) จะชะลอลงบ้าง ในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน ทว่ายังคงมีกำลังอยู่ ทำให้เงินบาทมีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยเงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้าน 33.75 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด 

    รวมกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางร้อนแรงขึ้น หนุนการเร่งขึ้นของราคาพลังงาน จนผู้เล่นในตลาดกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากล่าสุดโอกาสราว 28% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ซึ่งในภาพดังกล่าว ควรเห็นราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรง หลุดแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง แต่หากผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง ส่วนบรรยากาศในตลาดการเงินเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (ระวังเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น หากตลาดปิดรับความเสี่ยง เช่น เทขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก) เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่อาจติดโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์)

    อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นทุกรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ โดยในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก 

    ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 60% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 30 สตางค์) ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน 

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาดและสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยง Two-Way risk ยังคงอยู่

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.75 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาท/ดอลลาร์
     

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมาเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้เล่นในตลาดจะติดตามใกล้ชิดและอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร หลังล่าสุด สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง และมีความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ซึ่งในช่วงนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ อัตราการเติบโตของค่าจ้าง รวมถึงภาวะตึงตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ต้องประเมินจากยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) และอัตราการลาออกโดยสมัครใจ (Quit Rate) เนื่องจากข้อมูลดังกล่าว อาจช่วยสะท้อนถึงความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจเร่งสูงขึ้นต่อเนื่อง หรือเกิด Second Round Effect และ Wage-Price Spiral ซึ่งอาจนำไปสู่ ความจำเป็นที่ FED อาจต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง ตามที่ตลาดคาดหวัง และตาม Dot Plot ล่าสุด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED โดยเฉพาะประธาน FED Kevin Warsh ในงานสัมมนาของ ECB ที่เมือง Sintra (คาดว่าจะทยอยรับรู้ในช่วง 20.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม นี้ ตามเวลาประเทศไทย) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 26% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย ทยอยลดลงต่อเนื่อง ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ และรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ล่าสุด ที่ออกมาตามคาด)

    ▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ งานสัมมนาธนาคารกลาง ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ณ เมือง Sintra ประเทศโปรตุเกส โดยบรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลาง ทั้ง ECB และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซน ในเดือนมิถุนายน ที่อาจชี้ชะตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ได้ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงเชื่อว่า ECB มีโอกาสราว 96% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง +25bps ในการประชุมเดือนธันวาคม

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนพฤษภาคม พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ โดย BOJ (Tankan Survey) ทางฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) เดือนมิถุนายน โดยเฉพาะในส่วนของ RatingDog PMIs ที่จะเน้นภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง และในฝั่งเวียดนาม ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนมิถุนายน อย่าง ยอดการส่งออก ยอดค้าปลีก และอัตราเงินเฟ้อ CPI เป็นต้น

    ▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย อาทิ ดัชนี PMI ภาคการผลิต เดือนมิถุนายน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนพฤษภาคม โดยแม้ยอดการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแส AI Boom ทว่า ภาคการผลิตโดยรวมกลับไม่ได้ส่งสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องที่ชัดเจน สะท้อนว่า สินค้าส่งออกของไทยบางส่วน เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อส่งออกต่อ โดยไม่ได้มีการผลิตหรือเพิ่มมูลค่าในประเทศมากนัก นอกจากนี้ ภาคการผลิตของไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ 

    ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.41 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 33.40 บาท/ดอลลาร์

    ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังเปิดเผยข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่ปรับตัวขึ้น และการปรับตัวลงของราคาน้ำมันช่วยลดกระแสคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้เงินเยนยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่ทำให้ตลาดยังคงจับตาความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงค่าเงิน

    ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย.จาก Conference Board ที่จะประกาศในวันที่ 30 มิ.ย.และวันที่ 1 ก.ค. เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนเดือน มิ.ย.จาก ADPดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือน มิ.ย.จาก S&P Global รวมถึงดัชนีภาคการผลิตเดือน มิ.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) นอกจากนี้จับตาสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน

    สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเมื่อวันศุกร์ ซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,347 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 8,784 ล้านบาท 

    กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ

    • USD/THB 33.30 – 33.60 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.30/ขาย 33.60
    • EUR/THB 37.70 – 38.20 แนะนำ ซื้อที่ 37.70 /ขาย 38.20
    • JPY/THB 0.2040 – 0.2090 แนะนำ ซื้อที่ 0.2040 / ขาย 0.2090

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/278540&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Sk0W6nCr-XsNNDaZ04Pyq

  • ดาวโจนส์ปิดลบ 44.51 จุด หรือ 0.09% ปิดที่ 51,876.11 จุด นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทิศทางดอกเบี้ยเฟด

    ดาวโจนส์ปิดลบ 44.51 จุด หรือ 0.09% ปิดที่ 51,876.11 จุด นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทิศทางดอกเบี้ยเฟด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/157000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0caW6UD87H-WjN4pkvlul4

  • ราคาน้ำมันดิบโลกดีดตัว! WTI พุ่งแตะ 69.73 ดอลลาร์ บวก 0.72% นักลงทุนจับตาปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

    ราคาน้ำมันดิบโลกดีดตัว! WTI พุ่งแตะ 69.73 ดอลลาร์ บวก 0.72% นักลงทุนจับตาปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/156999&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KRzerV6oWTiMybDnnyltR

  • งบประมาณ 2570 : สภาถกร่าง พ.ร.บ.งบฯ 3.788 ล้านล้านบาท 3 วันรวด 29 มิ.ย.-1 ก.ค.นี้

    งบประมาณ 2570 : สภาถกร่าง พ.ร.บ.งบฯ 3.788 ล้านล้านบาท 3 วันรวด 29 มิ.ย.-1 ก.ค.นี้

    รายงานข่าวจากรัฐสภา เปิดเผยว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 25 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ ระหว่างวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน ถึงวันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 มีวาระสำคัญในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 3,788,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 18.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

    สำหรับโครงสร้างงบประมาณปี 2570 ในเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ที่จัดทำโดยสำนักงบประมาณ ระบุว่า รัฐบาลประมาณการรายได้สุทธิไว้ที่ 3,000,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.6 ของจีดีพี และกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจำนวน 788,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.8 ของจีดีพี ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ และมุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการผลักดันการปฏิรูป

    ภาพรวมงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570

    เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินงบประมาณปี 2570 เพิ่มขึ้นเพียง 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 สะท้อนการจัดทำงบประมาณที่รัดกุมมากขึ้น ภายใต้แนวคิดการจัดงบแบบแม่นยำตรงเป้าหมาย (Precisely Targeted Budgeting) และการจัดงบแบบฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) ที่เน้นทบทวนชะลอ ปรับลด หรือยกเลิกโครงการที่หมดความจำเป็นหรือมีความสำคัญในระดับต่ำ พร้อมลดรายจ่ายประจำที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

    งบประมาณ พ.ศ. 2569 เทียบงบประมาณปี 2570

    ส่องโครงสร้างรายจ่าย รายจ่ายประจำพุ่ง รายจ่ายลงทุนหด

    เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของโครงสร้างงบประมาณ พบว่ารายจ่ายประจำกำหนดไว้ที่ 2,786,367.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 131,724.9 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 73.6 ของวงเงินงบประมาณ สูงขึ้นจากปี 2569 ที่อยู่ที่ร้อยละ 70.2

    ขณะที่รายจ่ายลงทุนกำหนดไว้ที่ 789,171.5 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 72,564.8 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.8 ของวงเงินงบประมาณ ลดลงจากปี 2569 ที่อยู่ที่ร้อยละ 22.8 ซึ่งเป็นประเด็นที่คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นอภิปรายในสภา

    ส่วนรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้จัดสรรไว้ที่ 151,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.0 ของวงเงินงบประมาณ และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังกำหนดไว้ที่ 71,038.1 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนถึงร้อยละ 42.5 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.9

    โครงสร้างงบประมาณรายจ่าย 2570

    แยกตามกลุ่มงบประมาณ งบบุคลากรกินสัดส่วนสูง

    เมื่อจำแนกงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ตามกลุ่มงบประมาณตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 พบว่า งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณมีสัดส่วนสูงสุดที่ 1,342,836.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 35.4 รองลงมาคืองบประมาณรายจ่ายบุคลากร 852,671.2 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.5 และงบประมาณรายจ่ายงบกลาง 693,880.0 ล้านบาท หรือร้อยละ 18.3

    ตามด้วยงบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ 462,470.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.2 งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน 294,857.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.8 งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ 70,247.0 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.9 และงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.9

    งบประมาณรายจ่ายปี 2570 จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ

    สมมติฐานเศรษฐกิจไทย ปี 2570 คาดโต 2.2%

    การจัดทำงบประมาณปี 2570 อยู่บนสมมติฐานประมาณการเศรษฐกิจของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.7-2.7 (ค่ากลางร้อยละ 2.2) ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งจะช่วยหนุนการส่งออกสินค้าและบริการ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

    อย่างไรก็ตาม สศช. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากความยืดเยื้อของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านอัตราเงินเฟ้อปี 2570 คาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5-1.5 (ค่ากลางร้อยละ 1.0) และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ 1.6 ของจีดีพี

    ทั้งนี้ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 ในวาระแรกตลอด 3 วันดังกล่าว จะเป็นการลงมติรับหลักการ ก่อนตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาในรายละเอียดต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/662557&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09nqaA9a_PQUCsEL2binKp

  • กรุงเทพฯ ไม่ต้องเทียบใคร กับชัยชนะของ “ชัชชาติ” – BBC News ไทย

    กรุงเทพฯ ไม่ต้องเทียบใคร กับชัยชนะของ “ชัชชาติ” – BBC News ไทย

    กรุงเทพฯ ไม่ต้องเทียบใคร กับชัยชนะของ “ชัชชาติ”

    คำบรรยายวิดีโอ,

    กรุงเทพฯ ไม่ต้องเทียบใคร กับชัยชนะของ “ชัชชาติ”

    Published

    4 ปีต่อจากนี้ของกรุงเทพฯ ในมือทีมชัชชาติ ไม่เป็นลอนดอน ไม่เป็นปารีส แต่เป็นเมืองที่ “ทำให้คนมีชีวิตดีขึ้น-มีความหวัง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/ce8ke9ej7wdo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NBzxxqVVZgadyhSyZzZkp

  • เริ่มแล้ว ดอกกระเจียวบานปี 2569  ชู “ชัยภูมิ”เป็นต้นแบบเที่ยวไทย 365 วัน”

    เริ่มแล้ว ดอกกระเจียวบานปี 2569 ชู “ชัยภูมิ”เป็นต้นแบบเที่ยวไทย 365 วัน”

    วันนี้ (28 มิ.ย.2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป โดยให้ความสำคัญกับการแสวงหา ประสบการณ์ใหม่ (Experience) ผ่านการเดินทางด้วยตนเอง เพื่อสัมผัสธรรมชาติ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และอาหารท้องถิ่น มากกว่าการท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ ซึ่งจังหวัดชัยภูมิ ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

    เทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวบาน ประจำปี 2569 ที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ที่มีความงดงามของธรรมชาติและบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ จนกลายเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

    โดย จ.ชัยภูมิ เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวอย่างโดดเด่น ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และแหล่งเรียนรู้ที่มีเอกลักษณ์ การจัดงานเทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวบานในครั้งนี้ จะช่วยประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สินค้า และบริการของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างการจ้างงาน กระจายรายได้สู่ชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างยั่งยืน

    ขณะนี้หลายพื้นที่ของประเทศอยู่ในช่วงฤดูท่องเที่ยวต่ำ (Low Season) จ.ชัยภูมิ กลับเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ซึ่งสะท้อนศักยภาพของไทย ในการเป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และสอดคล้องกับนโยบาย เที่ยวไทย 365 วัน ของรัฐบาล ที่มุ่งกระจายการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศตามฤดูกาล เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง

    เริ่มแล้ว ดอกกระเจียวบานปี 2569  ชู “ชัยภูมิ”เป็นต้นแบบเที่ยวไทย 365 วัน

    เริ่มแล้ว ดอกกระเจียวบานปี 2569 ชู “ชัยภูมิ”เป็นต้นแบบเที่ยวไทย 365 วัน”

    เริ่มแล้ว ดอกกระเจียวบานปี 2569  ชู “ชัยภูมิ”เป็นต้นแบบเที่ยวไทย 365 วัน

    เริ่มแล้ว ดอกกระเจียวบานปี 2569 ชู “ชัยภูมิ”เป็นต้นแบบเที่ยวไทย 365 วัน”

    เริ่มแล้ว ดอกกระเจียวบานปี 2569  ชู “ชัยภูมิ”เป็นต้นแบบเที่ยวไทย 365 วัน

    เริ่มแล้ว ดอกกระเจียวบานปี 2569 ชู “ชัยภูมิ”เป็นต้นแบบเที่ยวไทย 365 วัน”

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวอีกว่า กระทรวงฯจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จ.ชัยภูมิ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ทั้งด้านความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก การบริหารจัดการสุขา การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

    อ่านข่าว:

    ต่างชาติเที่ยวไทย 5 เดือน พุ่ง 14 ล้านคน มั่นใจทั้งปีทะลุ 33 ล้านคน

    ไทยยังเป็นหมุดหมายของต่างชาติ 5 เดือน นักท่องเที่ยวแห่เข้าไทย 13 ล้านคน

    “ท่องเที่ยวโลก”เข้าโหมด Wait & See สงครามกระทบเชื่อมั่นนักเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507595&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WnOd6xvhW94rWPJxtVj3M

  • สภาส่อเดือด ฝ่ายค้านลับฝีปาก ชำแหละงบ 70 สองคืน-สามวัน

    สภาส่อเดือด ฝ่ายค้านลับฝีปาก ชำแหละงบ 70 สองคืน-สามวัน

    สภาส่อเดือดฝ่ายค้านลับมีดฝีปากรอชำแหละงบ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาทสองคืนสามวันเก็งข้อสอบคาดมท.-กลาโหมงบลับงบกลางดีอีงบดับไฟใต้งบท้องถิ่นฯติดโผเจอถลุงหนัก  

    28 มิถุนายน  2569 -ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสัปดาห์หน้านี้ จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ตลอดสามวันคือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญการเมืองประจำสัปดาห์หน้านี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. ซึ่งพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ที่เป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้าน เตรียมสส.ไว้อภิปรายชำแหละร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ. 2570 ไว้แล้วร่วมสามสิบคน โดยคาดว่าฝ่ายค้าน จะอภิปรายงบในหลายกระทรวงเช่น งบกระทรวงดิจิทัลฯ -งบกระทรวงมหาดไทย -งบกระทรวงกลาโหม-งบลับ -งบแก้ปัญหาภาคใต้ รวมถึงงบกลาง  เป็นต้นจากนั้นจะมีการลงมติวาระแรกขั้นรับหลักการในวันพุธที่ 1 ก.ค. เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯปี 2570 เพื่อให้ทันก่อนวันที่ 30 ก.ย. ที่เป็นวันสิ้นสุดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569  

    โดยในเอกสารร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 มีข้อมูลบางส่วนที่น่าสนใจเช่น รัฐบาลมีการระบุถึง ภาพพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2570ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ1.5 -2.5 (ค่ากลางร้อยละ2.0)โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐและแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ. 2569รวมถึงการขยายตัวด้านการส่งออกที่อยู่ในเกณฑ์สูง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงโดยได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกประกอบกับข้อจ ากัดจากภาระหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่จะส่งผลต่อผลผลิตภาคการเกษตร สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0–3.0(ค่ากลางร้อยละ2.5)และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ1.0ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

    “เศรษฐกิจไทยในปี2570มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในช่วงร้อยละ1.7-2.7(ค่ากลางร้อยละ2.2)ตามการฟื้นตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลกซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัว ของภาคการส่งออกสินค้าและบริการในขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแรงสนับสนุนจากการใช้จ่าย ภาครัฐและงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ.2569อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนของการด าเนินมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”เอกสารร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ระบุไว้ตอนหนึ่ง 

    เอกสารร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี 2570 ยังระบุอีกว่าสำหรับ อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ0.5 -1.5(ค่ากลางร้อยละ1.0) และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ1.6ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ การจัดท างบประมาณรายจ่ายประจ าปีงบประมาณพ.ศ.2570ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลังและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและตอบสนองต่อความท้าทายต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติฯ -แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติรวมทั้งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการจัดสรรงบประมาณ

     เอกสารร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ยังให้ข้อมูลอีกว่ารัฐบาล ได้กำหนดนโยบายและแนวทางการจัดท างบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570ดังนี้ ดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจรวมถึงสนับสนุนและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพทั่วถึงและมีคุณภาพโดยมุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการผลักดันการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดพร้อมทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวมของประเทศ การป้องกันภัยพิบัติและการเตรียมความพร้อมรับมือภัยต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตตลอดจนการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อส่งเสริมการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีสวัสดิการที่เหมาะสม ลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการบริหารจัดการภาครัฐอย่างบูรณาการโดยการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    เอกสารดังกล่าว ให้ข้อมูลไว้ว่าในปีงบประมาณพ.ศ.2570ได้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายจำนวน3,788,000.0ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ18.4ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพื่อให้หน่วยรับงบประมาณมีงบประมาณรายจ่ายในการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันโดยมีประมาณการรายได้สุทธิจำนวน 3,000,000.0ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ14.6ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศและกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมา788,000.0ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ3.8ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2570จำนวน3,788,000.0ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณพ.ศ. 2569จำนวน 7,400.0ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ0.2”

    เอกสารร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 เปิดเผยว่ารัฐบาลได้จัดสรรงบไว้ตามแผนงานยุทธศาสตร์ด้านต่างๆเช่น แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติจำนวน 13,989.9ล้านบาทเพื่อให้คนไทยมีความจงรักภักดีซื่อสัตย์พร้อมธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติโดยการพิทักษ์รักษา เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ถวายความปลอดภัยพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ปลูกฝังและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญ ของสถาบันหลักของชาติเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขรวมทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายแผนงานยุทธศาสตร์ที่สำคัญเช่น แผนงานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 8,464.1ล้านบาท 

    นอกจากนี้ยังมีงบตามแผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมกำรกระจำยอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  391,956.3ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติก าหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดการกระจายอำนาจเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองได้ในทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะผ่านการดำเนินงานที่สำคัญอาทิสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่นักเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวมถึงพัฒนาโรงเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น เป็นต้น เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดบริการสาธารณะได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสู่การยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1022368/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gd2i-iaPT5giJyyiEiPSn