Blog

  • “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง  วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    “สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย” เป็นคำเตือนตลอด 3 ทศวรรษ ที่ดังและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความคุ้นชิน แต่ภายใต้ตัวเลขประชากรที่เพิ่มขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญและน่ากังวลยิ่งกว่า นั่นคือ วิถีการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุไทยที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิงภาพสังคมไทยในอดีต ภาพจำของผู้สูงอายุคือการอยู่พร้อมหน้ากับลูกหลานในครอบครัวขยาย

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง  วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    แต่ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนตลอด 30 ปีที่ผ่านมา กลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ภาพผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ลำพังหรืออยู่กันเพียงลำพังคู่สมรสเพิ่มขึ้นเกือบ 9 เท่าตัว ท่ามกลางภาระค่าครองชีพที่ซับซ้อนและตึงตัวขึ้น ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติบนหน้ากระดาษ แต่คือ “สัญญาณเตือน” ถึงความท้าทายใหม่ที่รัฐและปัจเจกบุคคลต้องเร่งเตรียมพร้อม ก่อนที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) อย่างเต็มตัว

    ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ไทยไม่ได้แค่มี “ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น” เท่านั้น แต่โครงสร้างชีวิตของผู้สูงอายุก็กำลังเปลี่ยนไป ทั้งเรื่องอายุที่ยืนยาวขึ้น รูปแบบการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนจากการอยู่กับลูกหลานไปสู่การอยู่ลำพังหรืออยู่กันเพียงสองคนมากขึ้น ตลอดจนรูปแบบการใช้จ่ายที่สะท้อนวิถีชีวิตใหม่ของวัยสูงอายุ ข้อมูลสะท้อนภาพชัดเจนว่าไทยกำลังก้าวจาก “สังคมที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก” ไปสู่ “สังคมที่ผู้สูงอายุมีชีวิตยืนยาวขึ้นและต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น” ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของครอบครัว ชุมชน และนโยบายสาธารณะในอนาคต

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง  วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    สังคมไทยแก่ตัวเร็วกว่าที่คิด 1 ใน 4 คือผู้สูงอายุ

    ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า กว่า 30 ปีที่มีการสำรวจประชากรสูงวัย พบว่า จำนวนผู้สูงอายุไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 5 ล้านคนในปี 2537 สู่ 16.8 ล้านคนในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3.3 เท่า ซึ่งหมายความว่าในปัจจุบัน ประชากรไทยเกือบ 1 ใน 4 คือผู้สูงอายุ

    ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ

    ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ

    การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบเชิงลึกต่อทั้งมิติสังคมและเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญสิ่งที่น่าจับตามอง คือ โครงสร้างภายในของกลุ่มผู้สูงวัย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือกลุ่มผู้สูงอายุตอนปลาย คือ อายุ80 ปีขึ้นไปที่เพิ่มขึ้นจาก 4.3 แสนคนในปี 2537 เป็นเกือบ 2.0 ล้านคนในปี 2567 โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 81-90 ปี ที่ขยายตัวสูงถึง 4.7 เท่า (จาก 363,334 คน เป็น 1,718,701 คน) และกลุ่มอายุ 90 ปีขึ้นไปที่เพิ่มขึ้น 4 เท่า (จาก 62,416 คน 249,838 คน) ในขณะที่กลุ่มอายุ 71-80 ปี และ 61-70 ปี เพิ่มขึ้น 3.6 เท่า และ 3.1 เท่าตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด อย่างเต็มตัวและรวดเร็วคูณทวี

    แม้สัดส่วนของกลุ่ม 80 ปีขึ้นไปจะไม่ได้พุ่งแบบก้าวกระโดดทุกช่วงปี แต่จำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ นอกจากจะแสดงถึงพัฒนาการทางการแพทย์ที่ทำให้คนอายุยืนขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายถึงโจทย์ใหม่ของประเทศที่ไม่ได้อยู่แค่การดูแลผู้สูงอายุทั่วไป แต่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการดูแล ผู้สูงอายุวัยปลาย ที่มักเปราะบางกว่า ต้องการการดูแลระยะยาวมากกว่า และมีโอกาสพึ่งพาผู้อื่นมากกว่า

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง  วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    2.2 ล้านคน “อยู่คนเดียว”มากขึ้น ลูกหลานย้ายถิ่นที่อยู่

    ผอ.วิจัยนโยบายหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ กล่าวอีกว่า หากเทียบ เมื่อ 30 ปีก่อน ผู้สูงอายุ 86 คน จาก 100 คนอยู่กับลูกหลาน แต่ปัจจุบันลดเหลือ 65 คน และที่น่าเป็นห่วงคือผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเพิ่มจากประมาณ 2.5 แสนคน เป็น 2.2 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 8.8 เท่า ส่วนผู้สูงอายุที่อยู่กันสองคนเพิ่มจาก 4.6 แสนคน เป็น 3.7 ล้านคน หรือเกือบ 8 เท่า นั่นคือมีผู้สูงอายุกว่า 5.8 ล้านคนที่อาจขาดระบบการดูแลที่เหมาะสม

    สาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวโยงกันไม่ว่าจะเป็น การย้ายถิ่นของคนรุ่นลูกเพื่อทำงานในเมือง ค่านิยมความเป็นอิสระที่เพิ่มขึ้น อัตราการเกิดที่ลดลงทำให้มีลูกหลานดูแลน้อยลง รวมถึงการขยายตัวของเมืองที่ทำให้ที่อยู่อาศัยมีราคาแพงจนยากจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของครอบครัวไทยอย่างสำคัญ จากครอบครัวขยายที่หลายรุ่นอยู่ร่วมกัน ไปสู่ครอบครัวขนาดเล็กลง ลูกหลานแยกออกไปทำงานหรือใช้ชีวิตของตนเองมากขึ้น

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง  วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    ผู้สูงอายุจำนวนมากจึงต้องใช้ชีวิตลำพัง หรือใช้ชีวิตกับคู่สมรสเพียงสองคน ไม่ได้แปลว่าลูกหลานทอดทิ้งเสมอไป แต่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนจนทำให้การอยู่ร่วมกันหลายรุ่นไม่ใช่รูปแบบหลักเหมือนในอดีต

    “ผู้สูงอายุ” ใช้เงินเฉลี่ย 7,000/เดือน

    ข้อมูลค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อเดือนสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ผู้สูงอายุไทยในปี 2567 ใช้เงินมากกว่าผู้สูงอายุเมื่อ 30 ปีก่อนมาก โดยค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยเพิ่มจากประมาณ 1,726 บาทต่อคนต่อเดือน ในปี 2537 เป็นประมาณ 7,334 บาท ในปี 2567 ตัวเลขนี้เป็น มูลค่าเงินตามแต่ละปี จึงมีผลของเงินเฟ้อรวมอยู่ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสะท้อนว่าการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุในปัจจุบันต้องพึ่งพารายจ่ายที่หลากหลายและสูงขึ้นอย่างชัดเจน

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง  วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    โดยอาหารเป็นรายจ่ายหลัก ประมาณ 36–40% ของรายจ่ายทั้งหมดตลอดช่วงเวลา ส่วนค่าที่อยู่อาศัยยังสำคัญ แต่สัดส่วนลดลงเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยยังเป็นรายจ่ายหลักลำดับต้น ๆ แต่หลายกลุ่มมีแนวโน้มที่สัดส่วนลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอดีต สะท้อนว่าในโครงสร้างค่าใช้จ่ายทั้งหมด รายจ่ายประเภทอื่นโตเร็วขึ้นกว่าเดิมส่วนรายจ่ายด้านการเดินทางและการสื่อสารเพิ่มขึ้นชัด หนึ่งในสัญญาณที่เด่นมากคือ ค่าเดินทาง และ ค่าสื่อสาร มีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในแทบทุกกลุ่ม

    • ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว มีสัดส่วนค่าเดินทางเพิ่มจากประมาณ 4.2% เป็น 8.4%
    • ผู้สูงอายุที่อยู่สองคน เพิ่มจาก 3.6% เป็น 13.0%
    • ผู้สูงอายุที่อยู่กับลูกหลาน เพิ่มจาก 11.7% เป็น 18.0%
    • ในกลุ่มอายุ 61–70 ปี ค่าเดินทางเพิ่มจาก 10.7% เป็น 16.5%

    นอกจากนี้ รายจ่ายจ้างบุคคลภายนอกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในวัย 80 ปีขึ้นไป เป็นอีกค่าใช้จ่ายที่น่าจับตา พบว่า ค่าใช้จ่ายด้าน ค่าจ้างบุคคลภายนอก เพิ่มขึ้นอย่างชัด สะท้อนว่าเมื่ออายุยืนขึ้น ผู้สูงอายุจำนวนมากอาจต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ดูแล คนช่วยงานบ้าน หรือบริการดูแลรูปแบบต่าง ๆ แม้จะยังไม่ใช่สัดส่วนใหญ่ที่สุด แต่กำลังกลายเป็นรายจ่ายที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ

    3 เฉดความเสี่ยง ผู้สูงอายุกลุ่มไหนน่าห่วงที่สุด

    อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุที่น่าเป็นห่วง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว: เปราะบางที่สุดในแง่การพึ่งพาตนเอง ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงที่สุดในทุกช่วงปี ปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 10,087 บาทต่อคนต่อเดือน สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมอย่างชัดเจน เหตุผลหนึ่งคือ คนที่อยู่คนเดียวไม่สามารถเฉลี่ยต้นทุนกับสมาชิกคนอื่นในบ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย หรือค่าเดินทาง อีกทั้งยังมีภาระการใช้ชีวิตทุกอย่างด้วยตัวเองมากกว่า หากสุขภาพเริ่มถดถอย ความเสี่ยงด้านรายได้ไม่พอใช้ ความเหงา และการขาดผู้ดูแลจะยิ่งรุนแรง กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่ต้องจับตาอย่างมากในอนาคต เพราะจำนวนเพิ่มเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่ง และมีแนวโน้มเปราะบางทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง  วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    2.ผู้สูงอายุที่อยู่กันสองคน: ดูมั่นคงขึ้น แต่เสี่ยงเมื่อคนหนึ่งล้มป่วย กลุ่มนี้มักเป็นคู่สมรสสูงอายุที่อยู่ด้วยกัน ค่าใช้จ่ายต่อหัวต่ำกว่ากลุ่มอยู่คนเดียว แต่สูงกว่ากลุ่มอยู่กับลูกหลาน ในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 7,055 บาทต่อคนต่อเดือน ข้อดี คือยังพอมีคนดูแลกันเองได้ แต่ความเสี่ยงคือเมื่อคนหนึ่งเจ็บป่วย อีกคนก็มักเป็นผู้สูงอายุเช่นกัน การดูแลกันจึงมีข้อจำกัด และอาจเปลี่ยนจากคู่สูงวัยที่อยู่กันเองได้ ไปสู่ คู่สูงวัยที่ทั้งสองฝ่ายต้องการการดูแล ได้อย่างรวดเร็ว

    และ 3 กลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป: กลุ่มที่ต้องเตรียมระบบดูแลระยะยาวมากที่สุด กลุ่มนี้คือหัวใจของโจทย์อนาคต เพราะจำนวนเพิ่มเร็วที่สุด และมีแนวโน้มใช้จ่ายด้านการช่วยเหลือจากภายนอกมากขึ้นอย่างเด่นชัด ขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ การเคลื่อนไหว และการพึ่งพาตนเองมากกว่ากลุ่มอายุน้อยกว่า หากประเทศไทยยังไม่มีระบบดูแลระยะยาวที่เข้าถึงได้ในต้นทุนที่เหมาะสม ภาระจะตกอยู่กับครอบครัว ซึ่งในอนาคตเองก็มีขนาดเล็กลงและดูแลได้ยากขึ้น

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง  วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    ครัวเรือนคนโสดเพิ่มขึ้น ครอบครัวใหญ่หายไป

    อีกด้านหนึ่งการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบครัวเรือนในวัยก่อนเกษียณสะท้อนการเปลี่ยนค่านิยมและสภาพเศรษฐกิจสังคมอย่างชัดเจน รูปแบบการอยู่อาศัยของคนวัย 46–60 ปี เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนเช่นกัน ในปี 2537 คนกลุ่มนี้อยู่แบบครัวเรือน 3 รุ่นค่อนข้างมาก แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าในปี 2567 คนกลุ่มนี้อยู่ในครัวเรือนแบบ 2 รุ่น มากที่สุด และสัดส่วนการอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 3% ในอดีต เป็นมากกว่า 11% แล้ว ขณะที่ครัวเรือน 3 รุ่นลดลงจาก 29.7% เหลือเพียง 4.3% ความหมายของเรื่องนี้คือ คนวัยก่อนเกษียณจำนวนหนึ่งไม่ได้มี “ตาข่ายครอบครัว” แบบเดิมอีกต่อไป พออายุมากขึ้น ความเสี่ยงเรื่องรายได้ ความเหงา การเจ็บป่วย และการขาดคนดูแลจึงอาจเกิดเร็วกว่าในอดีต

    ขณะเดียวกัน คนกลุ่มวัย 21–45 ปี ก็พบแนวโน้มคนโสดเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนที่อยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นจาก 2.6% เป็น 14.2% ในขณะที่ครัวเรือน 3 รุ่นลดลงจาก 25.8% เหลือ 4.5% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนค่านิยมการมีอิสระมากขึ้น การแต่งงานช้าลง และการมีลูกน้อยลงหรือไม่มีเลย ซึ่งจะส่งผลระยะยาวต่อโครงสร้างประชากรและระบบดูแลผู้สูงอายุในอนาคต

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง  วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    ระบบสวัสดิการผู้สูงอายุของไทยรองรับได้แค่ไหน

    ประเทศไทยมีระบบรองรับผู้สูงอายุอยู่พอสมควร แต่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจริงและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ยังมีช่องว่างค่อนข้างมาก เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุช่วยได้ แต่ยังต่ำมาก ปัจจุบันเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยังเป็นแบบขั้นบันได คือ อายุ 60–69 ปี 600 บาทต่อเดือน อายุ 70–79 ปี 700 บาทต่อเดือน อายุ 80–89 ปี 800 บาทต่อเดือน และ 90 ปีขึ้นไป 1,000 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับข้อมูลค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุในชุดนี้ จะเห็นว่าเบี้ยยังชีพครอบคลุมเพียงส่วนน้อยของรายจ่ายจริง

    โดยในกลุ่มอายุ 61–70 ปี ครอบคลุมได้ไม่ถึง 10% ของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน จึงมีบทบาทเป็นเงินช่วยประคองมากกว่า รายได้เพื่อยังชีพ งานทบทวนระบบบำนาญของ ILO[1] ก็เสนอชัดว่า ความเพียงพอของฐานบำนาญควรถูกออกแบบให้ไม่น้อยกว่าระดับที่ช่วยกันไม่ให้ผู้สูงอายุตกต่ำกว่าระดับความยากจน และควรปรับเพิ่มตามเงินเฟ้ออย่างน้อยเพื่อรักษากำลังซื้อ

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง  วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    “ความแก่”ที่ต้องจ่ายแพง วิกฤติใหม่วัยเกษียณ โจทย์ใหญ่ท้าทายเศรษฐกิจไทย

    ประกันสังคมสำคัญแต่ครอบคลุมไม่เท่ากัน

    สำหรับแรงงานในระบบ ประกันสังคมเป็นหลักประกันสำคัญ เพราะผู้ที่จ่ายสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีสิทธิรับ บำนาญชราภาพรายเดือน 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย และถ้าจ่ายเกิน 180 เดือน จะได้เพิ่มอีก 1.5% ต่อทุก 12 เดือน ที่เกินมา ระบบนี้ช่วยได้มากสำหรับคนที่มีประวัติทำงานในระบบต่อเนื่อง แต่ปัญหาคือ คนวัย 46–60 ปี ในข้อมูลจำนวนมากอยู่ในกลุ่มทำธุรกิจส่วนตัว งานอิสระ หรือรูปแบบการทำงานที่อาจไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ทำให้ไม่ได้เข้าถึงบำนาญในระดับเดียวกัน ILO จึงชี้ว่าประเทศไทยควรเสริมให้บำนาญจากประกันสังคมเป็นแกนหลักของระบบ และขยายการเข้าถึงรูปแบบประกันชราภาพไปยังแรงงานนอกระบบให้มากขึ้น

    สำหรับแรงงานนอกระบบ แม้ว่าประเทศไทยจะมีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งเปิดให้ผู้มีอายุ 15–60 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในระบบบำนาญอื่นออมเงินได้ โดยเริ่มออมขั้นต่ำ 50 บาท และสูงสุด 30,000 บาทต่อปี พร้อมเงินสมทบจากรัฐตามช่วงอายุ และจะได้รับบำนาญตลอดชีพเมื่ออายุ 60 ปี ปัญหาคือ แม้โครงสร้างจะมีอยู่แล้ว แต่ในเชิงพฤติกรรม คนจำนวนมากยังไม่รู้จัก หรือออมไม่สม่ำเสมอ หรือเริ่มออมช้า โดยเฉพาะคนที่อายุใกล้เกษียณแล้ว ทำให้ยอดเงินที่จะเปลี่ยนเป็นบำนาญรายเดือนไม่สูงพอ

    อ่านข่าว:

    เด็กไทยเกิดน้อย-สูงวัย “ล้นเมือง” ต่ออายุเกษียณ ทางออกหรือวิกฤต

    นโยบายที่ย้อนแย้ง? ภาษีที่ลูกประหยัด-สวัสดิการแฝงที่พ่อแม่สูญเสีย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507639&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1h6wCrIC5OkZ7RhPsBDMEA

  • “เอกนิติ” เสนองบฯ 70 ประคองเศรษฐกิจ วางรากฐานประเทศ (29/06/69)#news1 #งบประมาณ70 #เศรษฐกิจไทย

    “เอกนิติ” เสนองบฯ 70 ประคองเศรษฐกิจ วางรากฐานประเทศ (29/06/69)#news1 #งบประมาณ70 #เศรษฐกิจไทย

    “เอกนิติ” เสนองบฯ 70 ประคองเศรษฐกิจ วางรากฐานประเทศ (29/06/69)#news1 #งบประมาณ70 #เศรษฐกิจไทย

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/vSr_x_fvwR4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CLYfT8S6S2K4WmF2aY2Vo

  • รมว.เศรษฐกิจมาเลเซียคาด วิกฤตพลังงานโลกกระทบตลาดต่ออีก 2 ปี : อินโฟเควสท์

    รมว.เศรษฐกิจมาเลเซียคาด วิกฤตพลังงานโลกกระทบตลาดต่ออีก 2 ปี : อินโฟเควสท์

    อักมาล นัสรุลเลาะห์ โมห์ด นาซีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซีย กล่าวว่า ความปั่นป่วนในตลาดพลังงานโลกมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไปอีกไม่เกิน 2 ปี

    อักมาลกล่าวต่อรัฐสภาในวันนี้ (29 มิ.ย.) ว่า แม้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดก่อนหน้า แต่การฟื้นตัวจากวิกฤตอุปทานพลังงานโลกยังต้องใช้เวลา เนื่องจากต้นทุนด้านโลจิสติกส์ อุปทานเชื้อเพลิงสำเร็จรูป ปัจจัยการผลิตภาคการเกษตร และราคาสินค้า ยังต้องใช้เวลาในการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    อักมาลระบุว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์และใช้มาตรการแทรกแซงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงการฟื้นตัว เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) ตลอดจนภาคอุตสาหกรรม

    อักมาลเสริมว่า รัฐบาลคาดว่าตลาดพลังงานโลกจะเริ่มกลับมามีเสถียรภาพในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมองว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจมาเลเซียในระยะยาว ภายใต้แผนพัฒนาแห่งชาติฉบับที่ 13 โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ การขยายอุตสาหกรรมมูลค่าสูง การยกระดับความมั่นคงทางอาหาร การเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/606685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RBiENhDnJQ1Ou8XhSsG1I

  • คลัง ชี้ท่องเที่ยวพยุงเศรษฐกิจไทย ส่งออกเริ่มแผ่ว เตือนสงครามดันต้นทุนพุ่ง

    คลัง ชี้ท่องเที่ยวพยุงเศรษฐกิจไทย ส่งออกเริ่มแผ่ว เตือนสงครามดันต้นทุนพุ่ง

    คลัง ชี้ท่องเที่ยวพยุงเศรษฐกิจไทย ส่งออกเริ่มแผ่ว เตือนสงครามดันต้นทุนพุ่ง

    คลัง ชี้ท่องเที่ยวพยุงเศรษฐกิจไทย ส่งออกเริ่มแผ่ว เตือนสงครามดันต้นทุนพุ่ง

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินเศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ยังเดินหน้าขยายตัว โดยมีภาคการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่การส่งออกยังเติบโตต่อเนื่อง แต่เริ่มชะลอลงจากช่วงก่อนหน้า พร้อมเตือนให้จับตาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมัน และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจกระทบต้นทุนการผลิตและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนพฤษภาคมยังได้รับแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่ภาคส่งออกยังขยายตัว แม้อัตราการเติบโตจะเริ่มชะลอลง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน และภาคการผลิตของไทยที่ยังมีความเปราะบาง เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต และการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง

    ด้านการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งใหม่ที่เพิ่มขึ้น 15.2% และรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น 2.9% ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 2.3% อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงจาก 50.6 เหลือ 49.5 เนื่องจากประชาชนกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบค่าครองชีพและเศรษฐกิจไทย

    ส่วนการลงทุนภาคเอกชนโดยรวมยังอยู่ในระดับทรงตัว แม้การนำเข้าสินค้าทุนจะเพิ่มขึ้น 19.6% สะท้อนการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ แต่การลงทุนในบางภาคส่วนยังอ่อนแรง โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ลดลง 14.7% ขณะที่รายได้จากภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ลดลง 8.6% แม้ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์จะยังเพิ่มขึ้น 3.9%

    ด้านการส่งออก เดือนพฤษภาคมมีมูลค่า 34,333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.6% จากปีก่อน และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 โดยได้รับแรงหนุนจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เม็ดพลาสติก ผลไม้ และอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่การส่งออกยางพารา น้ำตาล และรถยนต์ยังหดตัว สำหรับตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ อาเซียน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ยังขยายตัวได้ดี แต่ตลาดอินโดจีนและอินเดียเริ่มชะลอลง

    ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยเดือนพฤษภาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.35 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.5% จากปีก่อน ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยเพิ่มขึ้น 2.2% ส่วนภาคอุตสาหกรรมยังต้องเฝ้าระวัง แม้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) จะยังอยู่เหนือระดับ 50 สะท้อนว่าภาคการผลิตยังขยายตัว แต่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลงมาอยู่ที่ 84.7 จากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจและต้นทุนการผลิต

    สศค. ระบุว่า เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.79% เงินเฟ้อพื้นฐาน 0.92% ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66.6% ต่อ GDP ยังต่ำกว่ากรอบวินัยการเงินการคลัง ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูงที่ 287,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง

    นอกจากนี้ แม้เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่ สศค. มองว่ายังต้องติดตามความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

    คลัง ชี้ท่องเที่ยวพยุงเศรษฐกิจไทย ส่งออกเริ่มแผ่ว เตือนสงครามดันต้นทุนพุ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/744648&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27Q1we5kMWw7XKInthbLik

  • “วราวุธ” เตือนโลกเข้าสู่ยุค Poly Crisis แนะธุรกิจไทยเร่งปรับตัว รับ 3 เฟสวิกฤต สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    “วราวุธ” เตือนโลกเข้าสู่ยุค Poly Crisis แนะธุรกิจไทยเร่งปรับตัว รับ 3 เฟสวิกฤต สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/157162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Aaih8PRNxO-DL2_MTEHl2

  • จับตา 261 นโยบาย 4 ปีข้างหน้า ที่ ชัชชาติบอกว่าจะทำ

    จับตา 261 นโยบาย 4 ปีข้างหน้า ที่ ชัชชาติบอกว่าจะทำ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-341&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xYKy9jf2StmgAAWbbwJNu

  • “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

    “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

    “อัครเดช” สส.ราชบุรี ภูมิใจไทย หนุนงบฯ ปี 70 ชู “เศรษฐกิจฐานราก” เครื่องยนต์ฟื้นประเทศ เชื่อดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เพิ่มรายได้ ลดเหลื่อมล้ำ

    วันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยระบุว่า งบประมาณฉบับนี้มีจุดแข็งหลายด้านที่จะช่วยนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานและภูมิรัฐศาสตร์โลก พร้อมย้ำว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้

    นายอัครเดช กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนระดับฐานรากและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเศรษฐกิจฐานรากเป็นระบบเศรษฐกิจที่อาศัยทรัพยากร ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับชุมชน ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพึ่งพาตนเอง การใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างคุ้มค่า และการกระจายรายได้สู่ชุมชน

    นายอัครเดช กล่าวว่า รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนและโครงการ OTOP อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขยายช่องทางการจำหน่าย และการสนับสนุนด้านเงินทุน รวมถึงการยกระดับองค์ความรู้ผ่านโครงการ OTOP Skill เพื่อพัฒนาสินค้าให้ทันสมัย มีมาตรฐานสากล และเพิ่มศักยภาพด้านการแปรรูป

    นายอัครเดช ยังระบุว่า งบประมาณส่วนนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าชุมชน ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ เพิ่มคุณภาพการแปรรูป และผลักดันให้สินค้าสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ สร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการในท้องถิ่น ทั้งนี้ตัวชี้วัดสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ คือการที่เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนในชุมชนมีรายได้และกำลังซื้อเพิ่มขึ้น หากรัฐบาลสามารถทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ ก็จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นควรสนับสนุนให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2942848&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UhcMcKJwRn6SeZuL39J2C

  • ‘ปิยะชาติ’ ชี้ยั่งยืนคือเกมเศรษฐกิจใหม่ แนะองค์กรเร่งปรับก่อนตกขบวน | เดลินิวส์

    ‘ปิยะชาติ’ ชี้ยั่งยืนคือเกมเศรษฐกิจใหม่ แนะองค์กรเร่งปรับก่อนตกขบวน | เดลินิวส์

    ‘เดลินิวส์’ จัดงานเสวนา ‘ซัสเทน เดลินิวส์ ทอล์ก 2026’ (Sustain Dailynews Talk 2026) ภายใต้หัวข้อ ‘โลกป่วน เกมเปลี่ยน : ธุรกิจ ยั่งยืน ได้อย่างไร?’ เพื่อชวนภาคธุรกิจร่วมค้นหาทิศทางการเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกติกาการค้าใหม่ที่เข้มข้นขึ้น

     โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย, นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ และผู้ก่อตั้งแบรนดิ อินสทิทิวต์ ออฟ ซิสเทมาติก ทรานส์ฟอร์เมชัน (BRANDi Institute of Systematic Transformation: BiOST), ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการและนวัตกรรม บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ (เอสซีจีซี เคมิคอลส์ : SCGC) และนายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

    ทั้งนี้มีนายปารเมศ เหตระกูล, นางสิริวรรณ พันธุ์ปรีชากิจ, นายนต รุจิรวงศ์, น.ส.นลิน รุจิรวงศ์, นายนนท์ รุจิรวงศ์ และนายภาสภณ เหตระกูล ผู้บริหารเดลินิวส์ ให้การต้อนรับ

    ‘นายปิยะชาติ อิศรภักดี’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ และผู้ก่อตั้งแบรนดิ อินสทิทิวต์ ออฟ ซิสเทมาติก ทรานส์ฟอร์เมชัน (BRANDi Institute of Systematic Transformation: BiOST) กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ‘วิสัยทัศน์’ และ ‘วิกฤติ’ ในอดีตหลายองค์กรอาจขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันแรงกดดันจากวิกฤตระดับโลกกำลังเร่งให้ทุกธุรกิจต้องปรับตัวเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สะสมของระบบเศรษฐกิจ การเติบโตที่สร้างความเหลื่อมล้ำ การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การเข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงาน ขณะเดียวกันประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ทรัพยากรพื้นฐาน โดยเฉพาะน้ำสะอาด มีต้นทุนสูงขึ้นและอาจกลายเป็นทรัพยากรที่เข้าถึงได้ยากในอนาคต

    ปิยะชาติอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงที่ธุรกิจต้องเผชิญเกิดขึ้นพร้อมกัน 3 ระดับ ระดับแรกคือระดับโลก ซึ่งความยั่งยืนกลายเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ระดับต่อมาคือตลาด ที่กติกาด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนจากเรื่องสมัครใจไปสู่เงื่อนไขที่ทุกธุรกิจต้องปฏิบัติตาม หากทำไม่ได้ก็อาจเสียโอกาสในการแข่งขัน ส่วนระดับสุดท้ายคือภายในองค์กร ซึ่งสิ่งที่ต้องเปลี่ยนมากที่สุดคือวิธีคิดของผู้บริหาร เพราะการมองเพียงการลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับการเติบโตในระยะยาวอีกต่อไป

    การแข่งขันในโลกยุคใหม่จึงไม่ควรวัดจากขนาดเศรษฐกิจหรือการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึง ‘คุณภาพของเศรษฐกิจ’ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ความพร้อมของภาครัฐในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน การพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่ และความสามารถในการรับมือกับวิกฤตในระยะยาว

    พร้อมเสนอแนวคิด ‘ซัสเทนโนมี’ (Sustainomy) ซึ่งเป็นการนำความยั่งยืนมาเชื่อมเข้ากับระบบเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องเดียวกัน โดยมองว่าการเติบโตของธุรกิจควรเดินไปพร้อมกับการสร้างคุณค่าให้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการกระจายรายได้ การยกระดับคุณภาพชีวิต หรือการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งยังเสนอแนวทางบริหารทุน 4 ด้าน ได้แก่ การนิยามทุนใหม่ การกระจายทุน การพัฒนาทุน และการจัดสรรทุนใหม่ เพื่อให้ทุกการลงทุนสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจควบคู่ไปกับผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

    ปิยะชาติกล่าวต่อไปว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดดังกล่าวคือการเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า ‘ทุน’ โดยไม่ควรมองคนและสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป แต่ต้องมองว่าเป็นทุนที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ หากได้รับการพัฒนาและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม พร้อมย้ำว่าเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะทำให้การเติบโตเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

    สำหรับการวางกลยุทธ์ ปิยะชาติกล่าวว่าธุรกิจไม่จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดเสมอไป แต่ควรสร้างจุดยืนที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยใช้ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณค่าให้แบรนด์และสร้างการเติบโตในระยะยาว พร้อมยกตัวอย่างองค์กรที่สามารถเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นสินค้าใหม่ หรือสร้างโมเดลธุรกิจที่คืนประโยชน์กลับสู่สังคม จนกลายเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก

    ดังนั้นองค์กรต้องเตรียมความพร้อมสำหรับทุกความเป็นไปได้ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (Future-proofing) เพราะโลกธุรกิจมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจสามารถรับมือกับวิกฤตและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากปัจจัยที่คาดไม่ถึง

    พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ธุรกิจควรกังวลไม่ใช่ต้นทุนของการปรับตัว แต่เป็นต้นทุนของการไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อกฎเกณฑ์ใหม่เริ่มมีผล การปรับตัวไม่ทันอาจส่งผลต่อโอกาสในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ดังนั้นองค์กรจึงควรเตรียมความพร้อมรับทุกสถานการณ์ สร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และเร่งพัฒนาขีดความสามารถขององค์กร โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อรองรับข้อกำหนดใหม่ เช่น การตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีแนวโน้มจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำธุรกิจและการเข้าถึงตลาดในอนาคต

    “ในโลกยุคใหม่ ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นองค์ประกอบของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ธุรกิจไม่สามารถรอให้มีกำไรก่อนแล้วค่อยลงทุนด้านความยั่งยืน เพราะหากไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ความสามารถในการแข่งขันก็จะค่อยๆ ลดลง และโอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลกก็อาจหายไปในที่สุด” ปิยะชาติ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5986317/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wiDnyNjYUVxFmv-mVIavr

  • ท่องเที่ยว-ส่งออกพยุงเศรษฐกิจเดือน พ.ค. ‘คลัง’ เตือนจับตาน้ำมัน-ภูมิรัฐศาสตร์

    ท่องเที่ยว-ส่งออกพยุงเศรษฐกิจเดือน พ.ค. ‘คลัง’ เตือนจับตาน้ำมัน-ภูมิรัฐศาสตร์

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาพรวมเศรษฐกิจไทยประจำเดือน พ.ค. 69 ว่า เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันโลก ซึ่งอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิตในประเทศ

    หากเจาะลึกเครื่องยนต์เศรษฐกิจรายหมวด จะพบว่า “ภาคการท่องเที่ยว” ยังเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยในเดือน พ.ค.69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 2.35 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตลาดไทยเที่ยวไทยก็ยังคึกคัก มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยถึง 24.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.2%

    ส่งออกเริ่มชะลอ

    ส่วน “การส่งออก” ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 โดยมีมูลค่ารวม 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.6% นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 แม้จะเริ่มชะลอตัวลงบ้าง

    หากหักรายการน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัยออก การส่งออกแท้จริงเติบโต 8.6% โดยสินค้าที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่

    • เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (+32.5%)
    • เม็ดพลาสติก (+17.4%)
    • ผลไม้สดและแปรรูป (+5.2%)
    • อาหารสัตว์เลี้ยง (+3.1%)

    ขณะที่ยางพารา น้ำตาลทราย และรถยนต์พร้อมส่วนประกอบ ปรับตัวลดลง เมื่อพิจารณาตามตลาดคู่ค้า ตลาดหลักที่เติบโตดีคือ

    • สหรัฐฯ (+33.5%)
    • อาเซียน 5 ประเทศ (+29.7%)
    • สหภาพยุโรป (+12.1%)
    • ญี่ปุ่น (+11.7%)

    ในทางกลับกัน ตลาดอินโดจีนและอินเดียกลับหดตัว 16.1% และ 10.3% ตามลำดับ

    ความเชื่อมั่นสั่นคลอน

    ด้าน “การบริโภคภาคเอกชน” มีทิศทางเติบโต สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น 15.2% และ 2.9% ตามลำดับ สอดรับกับรายได้เกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้น 2.3%

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 49.5 จาก 50.6 ในเดือนก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากประชาชนเริ่มกังวลกับสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งกดดันให้ค่าครองชีพสูงขึ้นตามไปด้วย

    สัญญาณก่อสร้าง-อสังหาฯ อ่อนแอ

    ขณะเดียวกัน “การลงทุนภาคเอกชน” กลับมีสัญญาณทรงตัว แม้การนำเข้าเครื่องจักรเพื่อการลงทุนจะเพิ่มขึ้น 19.6% แต่ตัวเลขสะท้อนภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง เช่น ภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ กลับหดตัวลง -8.6% สะท้อนถึงความระมัดระวังในการลงทุนขยายกิจการ

    ปัจจัยด้านต้นทุนที่สูงขึ้นนี้ ยังสะท้อนผ่าน ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ที่ปรับลดลงเหลือ 84.7 เนื่องจากผู้ประกอบการแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวช้า แม้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) จะยังอยู่เหนือระดับ 50.0 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ก็ตาม

    อย่างไรก็ดี นายพิสิทธิ์ ย้ำว่าเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยยังคงแข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน พ.ค. 69 อยู่ที่ 2.79% สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือน เม.ย. 69 อยู่ที่ 66.6% ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง นอกจากนี้ ไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.875 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นกันชนอย่างดีต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ต่างชาติยังเชื่อมั่นพันธบัตรรัฐบาล

    ขณะที่ “ตลาดการเงิน” ณ วันที่ 24 มิ.ย. 69 มูลค่าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 114,176 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อยในประเทศซื้อสุทธิ 11,218 ล้านบาทในวันดังกล่าว และมียอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีที่ 37,676 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 3,841 ล้านบาทในวันเดียวกัน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้น 14,810 ล้านบาท

    ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 24 มิ.ย. 69 นักลงทุนต่างชาติยังคงเชื่อมั่นในสินทรัพย์ไทย โดยมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นสะสม 11,820.66 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 21,207.81 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าพันธบัตรรัฐบาลไทยยังเป็นแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพ ท่ามกลางยุคที่นโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1240659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WVmr5lZqcEHXcfohDx3OU

  • ‘World Pride 2030’ ความเท่าเทียมคือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ‘World Pride 2030’ ความเท่าเทียมคือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

    'World Pride 2030' ความเท่าเทียมคือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

    พุดคุยกับตัวแทน TCEB ถึงเส้นทางสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 โอกาสครั้งใหญ่ของไทยกับ ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Pink Economy)

    • การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 เป็นเป้าหมายสำคัญของไทยที่เชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลเข้ากับการส่งเสริมสิทธิความเท่าเทียม
    • การจัดงานคาดว่าจะช่วยกระตุ้น ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Pink Economy) จากกลุ่มนักเดินทาง LGBTQIAN+ ที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะสร้างรายได้ให้แก่ภาคธุรกิจหลากหลาย
    • ความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพสะท้อนผ่านการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม เพื่อยกระดับสิทธิมนุษยชนและสร้างภาพลักษณ์ผู้นำด้านความเท่าเทียมในเวทีโลก

    พุดคุยกับตัวแทน TCEB ถึงเส้นทางสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 โอกาสครั้งใหญ่ของไทยกับ ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Pink Economy)

    การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ถือเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม SPRiNG พูดคุยกับ พัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการจัดงานเมกะอีเวนต์และเทศกาลนานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) เจาะลึกมุมมองของผู้ร่วมสนับสนุนโครงการ ถึงทิศทาง โอกาส และความพร้อมของไทยในเวทีระดับโลก

    พัฒนชัย ชี้แจงว่า World Pride เป็นงานระดับโลกที่จัดขึ้นทุก 2-3 ปี โดยประเทศที่ต้องการเป็นเจ้าภาพจะต้องเข้าเสนอชื่อและแข่งขันกันเพื่อแสดงความพร้อม ทั้งในเรื่องของกฎหมาย สังคม และโครงสร้างพื้นฐาน การดึงงานระดับโลกเช่นนี้เข้ามา ไม่ได้ส่งผลดีแค่ด้านเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยยกระดับกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานด้านสิทธิความเท่าเทียมในประเทศ

    “ที่ผ่านมา งาน World Pride ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีผู้เข้าร่วมกว่า 1.2 ล้านคน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านบาท เพราะกลุ่ม LGBTQ+ ถือเป็นกลุ่มที่มีการจับจ่ายใช้สอยค่อนข้างสูง”

    นอกจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว การเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพยังสะท้อนผ่านการยกระดับความเท่าเทียมทางกฎหมาย อย่างเช่น กฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าไทยมีความพร้อม โดยมีหัวใจสำคัญคือหลักการ DEI (Diversity, Equality, Inclusivity) ซึ่งหมายถึงการยอมรับความหลากหลาย การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียม และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ

    'World Pride 2030' ความเท่าเทียมคือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ขุมทรัพย์ใหม่กับ ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Pink Economy)

    พัฒนชัย ชี้แจงว่า กลุ่มนักเดินทาง LGBTQIAN+ ไม่เพียงแต่มีจำนวนมาก แต่จากสถิติยังพบว่าเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูง ดูแลตัวเองดี และมีกำลังซื้อสูง ซึ่งนำไปสู่การจับจ่ายเพื่อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ เทกฮอร์โมน ศัลยกรรมแปลงเพศ โรงพยาบาล ร้านอาหาร สถานบันเทิง ไปจนถึงงานวิชาการ

    ประเทศไทยมีศักยภาพและชื่อเสียงด้าน Wellness รวมถึงการแพทย์และการเสริมความงามระดับภูมิภาคอยู่แล้ว หากผู้ประกอบการเข้าใจความต้องการและออกแบบบริการให้ตอบโจทย์ ก็จะสามารถสร้างแพลตฟอร์มดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลได้ แม้แต่กลุ่มเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ก็สามารถรับอานิสงส์จาก Pink Economy ได้ หากเน้นผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพเพื่อป้อนให้กับกลุ่มผู้ให้บริการระดับพรีเมียม

    นอกจากนี้ พัฒนชัย ยังกล่าวว่าหลายพื้นที่ของไทยอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติหรือศาสนาใด รวมถึงกลุ่ม LGBTQIAN+ ประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่ไม่มีการกลั่นแกล้ง (Bully) จนทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ความน่าสนใจคือ ทัศนคติในการต้อนรับนักเดินทางของไทย เรามองว่าทุกคนคือ ‘แขกของประเทศ’ และปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้มองว่ากลุ่ม LGBTQIAN+ แตกแยก ด้อยกว่า หรือแม้กระทั่งต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษกว่าใคร

    “ประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ความเท่าเทียมไม่ได้มีแค่เดือนมิถุนายน ทุกคนสามารถรู้สึกปลอดภัยและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมได้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม”

    'World Pride 2030' ความเท่าเทียมคือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

    โค้งสุดท้าย! ร่วมลุ้นไทยเป็นเจ้าภาพ World Pride

    กรุงเทพมหานครฯ มีกำหนดการนำเสนอเพื่อเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030ในเดือนตุลาคม ที่จังหวัดภูเก็ต โดยคู่แข่งสำคัญคือเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ซึ่งถือเป็นเมืองที่มีความเข้มแข็งมากในทวีปยุโรป โดยโอกาสในตอนนี้ถือว่าอยู่ที่ 50% และจะมีการประกาศผลหลังจากการนำเสนอราว 2 สัปดาห์

    พัฒนชัย กล่าวว่า หากประเทศไทยประสบความสำเร็จ งาน World Pride จะไม่ใช่แค่การเดินขบวนพาเหรดรื่นเริงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงงานสัมมนาระดับโลกที่อาจนำไปสู่โอกาสและความร่วมมืออีกมากมาย เช่น อาจเกิด ‘ข้อตกลงกรุงเทพฯ’ ในระดับภูมิภาคหรือระดับโลกเพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยคือผู้นำในการแก้กฎหมายและสนับสนุนสิทธิความเท่าเทียม

    อย่างไรก็ตาม พัฒนชัย ฝากให้คนไทยทุกคนร่วมลุ้นผลการตัดสิน และเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพที่ดี เพื่อประกาศให้โลกรับรู้ถึงศักยภาพและคุณค่าของประเทศไทยบนเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30ZevsW1QjN_XvYwngQzoZ