Blog

  • พิษเศรษฐกิจ ผู้ค้าย่าน “ประตูน้ำ-โบ๊เบ๊” ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจ ผู้ค้าย่าน “ประตูน้ำ-โบ๊เบ๊” ทยอยปิดกิจการ

    บรรยากาศร้านขายเสื้อผ้าย่านประตูน้ำหลายร้านปิดกิจการ บางร้านติดป้ายประกาศให้เช่าพื้นที่ ผู้ประกอบการย่านประตูน้ำ หลายรายสะท้อนว่า การปิดตัวของร้านเสื้อผ้ามาจากหลายสาเหตุทั้งภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อลดลง ค่าเช่าที่มีราคาสูง และเทรนด์การซื้อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหันไปซื้อผ่านทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    ริต้า ชัยยง พนักงานขายเสื้อผ้าในย่านประตูน้ำ ระบุว่า ขณะนี้บรรยากาศการค้าขายซบเซาลงอย่างมาก โดยเฉพาะร้านค้าที่อยู่ในซอยลึก ร้านค้าหายไปมากกว่า 50% เพราะลูกค้าเข้าไปไม่ถึง ส่วนร้านค้าที่อยู่ด้านหน้า ค่าเช่าสูงหลักแสนต่อเดือน หลายร้านทยอยปิดไปอยู่ในพื้นที่ที่ค่าเช่าราคาถูกกว่า โดยค่าเช่าย่านประตูน้ำ หากเป็นพื้นที่นอกห้าง ราคาจะเริ่มต้นตั้งแต่ 40,000-150,000 บาทต่อเดือนขึ้นอยู่กับทำเล

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    เมื่อสำรวจตามห้างค้าปลีกค้าส่งบางแห่งพบว่า บรรยากาศไม่ต่างกัน คนซื้อและนักท่องเที่ยวบางตา ไม่คึกคักเหมือนเมื่อก่อน ผู้ประกอบการบางรายให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันยอดขายเสื้อผ้าลดไปถึง 35- 40% แต่ค่าเช่าปรับขึ้นทุกปีเฉลี่ย 20% ต่อปี โดยหากทำเลดีติดบันไดเลื่อนค่าเช่าจะอยู่ที่ 200,000 – 300,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทยเป็นเจ้าของร้านแต่เป็นต่างชาติที่เข้ามาเช่ากิจการ เพื่อเปิดร้านจำหน่ายสินค้า โดยใช้ชื่อคนไทยเป็นเจ้าของ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    ขณะที่ตลาดโบ๊เบ๊ แหล่งค้าส่งค้าปลีกเสื้อผ้า บรรยากาศเงียบเหงาอย่างมาก ผู้ค้ารายย่อยที่มาซื้อของที่ตลาดแห่งนี้บอกว่า คนเดินน้อยมาก ลูกค้าหายไปถึง 95% หลังจากที่ตลาดออนไลน์เข้ามามีบทบาท ส่งผลให้เจ้าของร้านประกาศเซ้งกิจการ หรือให้เช่าพื้นที่ต่อจำนวนมาก

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    ขณะที่ บรรจบ เพียรพาณิชย์พร ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายถุงเท้า ย่านตลาดโบ๊เบ๊ ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาเนื่องจากสินค้าจีนเข้ามาตีตลาด และเทรนด์การขายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น กระทบต่อการขายหน้าร้าน ทำให้เจ้าของพื้นที่ลดค่าเช่าให้ผู้ประกอบการจากเดิม 40,000 บาท เหลือ 8,000 บาทต่อเดือน แต่ยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้ค้ากลับมาเปิดร้านค้าจำหน่ายสินค้าได้

    บรรจบ เพียรพาณิชย์พร ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายถุงเท้า ย่านตลาดโบ๊เบ๊

    บรรจบ เพียรพาณิชย์พร ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายถุงเท้า ย่านตลาดโบ๊เบ๊

    ขณะที่มุมมองจาก ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ประเมินว่า ธุรกิจเสื้อผ้าออนไลน์แม้จะเป็นทางเลือกของผู้ประกอบการในการปรับตัว แต่หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดีก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้ทุนจมไปกับสินค้าค้างสต็อก เพราะการตลาดที่เข้าไม่ถึงกลุ่มลูกค้า

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    นอกจากนี้ สิ่งที่ผู้ประกอบการเสื้อผ้าออนไลน์ควรระวัง คือ การขายสินค้าเหมือนกันกับเจ้าอื่น, แข่งขันกันตัดราคาและเน้นเชิงปริมาณ, เข้าไม่ถึงแหล่งผลิตต้นทาง และไม่ทำการตลาด ดังนั้นผู้ประกอบการ ต้องหาข้อมูลและปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงจะสามารถอยู่รอดในธุรกิจได้

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    อ่านข่าว :

    เริ่ม 24 เม.ย.69 ปิดสะพานข้ามแยกประตูน้ำ 24 ชม. ถึง ก.พ. 70 สร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม

    “วิทยากร มณีเนตร” กับโจทย์ใหญ่คุมค่าครองชีพ ฝ่าวิกฤตราคาสินค้า

    FTA ไทย-EU เร่งเครื่อง “พาณิชย์” ปิดเจรจาเพิ่ม 8 ประเด็น จ่อเข้าสู่โค้งสุดท้าย

    เงินเฟ้อ มิ.ย.พุ่ง 2.42% เผยอาหารตามสั่ง 7 เมนู ราคาขยับ 5-10 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T78eOqkVa-wO8vTH9ecAu

  • ราคาทองวันนี้ 06/07/69 ประกาศครั้งที่ 10 ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 66,350 บาท

    ราคาทองวันนี้ 06/07/69 ประกาศครั้งที่ 10 ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 66,350 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/158717&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MnH2aaWh4-ffzjjiaCqS9

  • คนไทยกังวลค่าครองชีพ ถือเงินสดรอดูเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    คนไทยกังวลค่าครองชีพ ถือเงินสดรอดูเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    LINE TODAY POLL เปิดผลสำรวจเสียงคนไทยครึ่งปีแรก 2569 พบ “ค่าครองชีพ-ปากท้อง” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้

    คนไทยกังวลค่าครองชีพ ถือเงินสดรอดูเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    LINE TODAY เปิดเผยผลสำรวจ LINE TODAY POLL จากเสียงสะท้อนของผู้ใช้งานออนไลน์กว่า 12,000 โหวต ระหว่างวันที่ 15-28 มิถุนายน 2569 สะท้อนภาพสังคมไทยในช่วงครึ่งปีแรก ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง

    ปากท้องยังเป็นโจทย์ใหญ่รัฐบาล

    ผลสำรวจพบว่า สิ่งที่คนไทยต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขมากที่สุดภายในปี 2569 คือ การควบคุมค่าใช้จ่ายพื้นฐาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมัน สะท้อนแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่ยังเป็นปัญหาหลักของครัวเรือนไทย

    ประเด็นที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขมากที่สุด ได้แก่

    • ควบคุมค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เช่น ค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมัน 38.5%
    • ปรับโครงสร้างค่าจ้างและเงินเดือนให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ 21.31%
    • แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ 13.55%

    เศรษฐกิจไม่แน่นอน ดันคนไทยถือเงินสด

    ภาวะเศรษฐกิจที่ยังผันผวน ทำให้คนไทยระมัดระวังการใช้เงินและการลงทุนมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เลือกถือเงินสดเพื่อรอดูสถานการณ์ มากกว่าการเร่งลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

    คนไทยกังวลค่าครองชีพ ถือเงินสดรอดูเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    แนวทางการจัดพอร์ตลงทุนของคนไทยในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่

    • ถือเงินสด รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ 40.6%
    • โยกเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ 18.81%
    • พักเงินไว้ในตราสารหนี้หรือพันธบัตรรัฐบาล 16.73%

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “ความมั่นคงทางการเงิน” กลายเป็นเรื่องสำคัญกว่าการแสวงหาผลตอบแทนในช่วงที่เศรษฐกิจ การเมือง และค่าครองชีพยังมีความไม่แน่นอนสูง

    น้ำมันแพง ฉุดแผนเที่ยวต่างประเทศ

    แรงกดดันจากราคาน้ำมันและต้นทุนการใช้ชีวิต ยังส่งผลต่อพฤติกรรมการเดินทางของคนไทย โดยเฉพาะแผนท่องเที่ยวต่างประเทศที่เริ่มถูกชะลอหรือทบทวนใหม่

    พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทย ได้แก่

    • งดแผนท่องเที่ยวต่างประเทศเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย 26.59%
    • ยังเดินทางตามแผนเดิม 23.25%
    • ยังไม่มีแผนเดินทางที่ชัดเจน 23.08%

    อุบัติเหตุซ้ำซาก คนไทยเรียกร้องความปลอดภัย

    นอกจากปัญหาเศรษฐกิจ ประเด็นความปลอดภัยยังเป็นอีกเรื่องที่สังคมให้ความสำคัญ หลังเกิดอุบัติเหตุรุนแรงหลายครั้งในช่วงครึ่งปีแรก ทั้งเหตุโครงสร้างก่อสร้างถล่มและอุบัติเหตุบนระบบขนส่ง

    แนวทางที่คนไทยเห็นว่าควรเร่งดำเนินการ ได้แก่

    • สร้างจิตสำนึกการใช้ถนนอย่างปลอดภัย 24.53%
    • ออกกฎหมายจราจรให้เข้มงวดมากขึ้น 19.76%
    • ปรับปรุงสภาพถนน แสงสว่าง และป้ายจราจร 13.21%

    ซอฟต์พาวเวอร์ยังเป็นพื้นที่ความหวัง

    แม้เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดัน แต่คนไทยยังมองว่าวัฒนธรรมและความบันเทิงเป็นพื้นที่สร้างความสุข และสามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้

    เทศกาลที่คนไทยอยากเห็นผลักดันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ในครึ่งปีหลัง ได้แก่

    • เทศกาลลอยกระทง 55.79%
    • เทศกาลผลไม้ภาคตะวันออก 16.16%
    • ประเพณีผีตาโขน 10.53%

    ส่วนกระแสเพลงและ T-POP ยังได้รับความสนใจต่อเนื่อง โดยเพลงไวรัลครึ่งปีแรกที่โดนใจคนไทยมากที่สุด ได้แก่

    • “อู้บ่จ้าง” บี้ สุกฤษฎิ์ 26.98%
    • “ฮ็อบ” PROXIE 20.21%
    • “ฮัลโหลโหม๋” อูโน่ หลาวทอง 8.7%

    หมวดเพลง T-POP ยอดนิยม ได้แก่

    • “Jelly Heart” น้องหมีเนย Butterbear 46.07%
    • “NEW SEASON (ฤดูใหม่)” NuNew 30.14%
    • “WHY” SVRN หรือ ปอร์เช่-ศิวกร 4.8%

    สุขภาพมาแรง คนไทยเชียร์ “เดินเร็ว”

    ด้านเทรนด์สุขภาพ ผลสำรวจพบว่า คนไทยให้ความสนใจกิจกรรมที่ทำได้ง่าย เข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน และสะท้อนแนวโน้มการดูแลสุขภาพระยะยาวมากขึ้น

    กิจกรรมสุขภาพที่คนไทยอยากให้กลายเป็นไวรัลในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่

    • เดินเร็ว 27.20%
    • เต้นลีลาศ 23.41%
    • โยคะกลางแจ้ง 12.93%

    ผลสำรวจ LINE TODAY POLL ครั้งนี้ สะท้อนภาพคนไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนหลายด้าน โดยเฉพาะค่าครองชีพ ภาระหนี้ และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ผู้คนยังคงมองหาความหวังผ่านวัฒนธรรม ความบันเทิง สุขภาพ และการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น ก่อนเข้าสู่ครึ่งปีหลังที่โจทย์เศรษฐกิจยังเป็นภารกิจหลักของรัฐบาลและสังคมไท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/663238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_JoTGctTBLGgCF72uCUlX

  • กรมลดโลกร้อน ลุยยกระดับสินค้าชุมชน ดึงนวัตกรรมสีเขียว พลิกท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจชุมชนคาร์บอนต่ำ

    กรมลดโลกร้อน ลุยยกระดับสินค้าชุมชน ดึงนวัตกรรมสีเขียว พลิกท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจชุมชนคาร์บอนต่ำ

    กรมลดโลกร้อน เดินหน้ายกระดับสินค้าชุมชนรักษ์โลก ดึงนวัตกรรมสีเขียว-Storytelling พลิกฐานทรัพยากรท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจชุมชนคาร์บอนต่ำ

    เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (ส.ส.) กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงาน “ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาสินค้าและบริการของเครือข่าย ทสม. และภาคีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” หรือ “Green Fair สินค้าชุมชนรักษ์โลก” ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับศักยภาพเครือข่ายภาคประชาชนในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน ควบคู่กับการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประธานในพิธีเปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นประเด็นท้าทายระดับโลก กรมฯ ให้ความสำคัญกับการเสริมสมรรถนะให้กับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะระดับพื้นที่ซึ่งเป็นฐานการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชน การทำงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ส่งเสริมการปรับตัวเพื่ออยู่รอดในสถานการณ์และกติกาใหม่ของโลกเท่านั้น แต่ต้องมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ผ่านการสร้าง “นวัตกรรมสีเขียว” และการสร้างเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ (Storytelling) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

    “เราต้องยกระดับการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชน จากเดิมที่เน้นการอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือเฝ้าระวัง มาสู่การเข้าถึงคุณค่าและใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยเปลี่ยนกลยุทธ์ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ จากการเน้นปริมาณมาเป็นการเน้นคุณภาพและรายได้ (Value over volume) เช่น การเชื่อมโยงสินค้าและบริการเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวสีเขียว (Sustainable Tourism) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน บนกลไกความร่วมมือที่ออกแบบร่วมกันทุกภาคส่วน” ดร.พิรุณ กล่าว

    นอกจากนี้ ดร.พิรุณ ยังได้ระบุถึงแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในอนาคตเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ไว้ 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานสู่สากล: โดยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อรับรองความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้าชุมชน การออกแบบและบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย: พัฒนาดีไซน์ให้มีความพรีเมียม ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายยุคใหม่ การใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม: ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้ AI ช่วยออกแบบ และการชูจุดเด่นผ่าน Storytelling การกระจายรายได้และเพิ่มช่องทางการขาย: ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 150 คน ประกอบด้วย เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) จาก 50 เขตในกรุงเทพมหานคร เครือข่ายศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน เครือข่ายชุมชนคาร์บอนต่ำ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    ภายในงานมีการรวมรวบสินค้าของเครือข่าย ทสม. จาก 77 จังหวัด จัดทำเป็น Catalog เพื่อการสื่อสารและคัดเลือกผลงานเด่นมาจัดแสดงนิทรรศการจำนวน 15 บูธ พร้อมทั้งมีการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ “การส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการของเครือข่ายภาคประชาชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” และ “การพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับสู่ชุมชน BCG คาร์บอนต่ำ” โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน ควบคู่ไปกับกิจกรรม Workshop ด้านการสร้าง Content Creation, การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Design) และการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) เพื่อให้เครือข่ายอาสาสมัครสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5794696&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h6JL5vSEmF1rPGl3q_FPB

  • “กรมศุลกากร” ครบรอบ 152 ปีก้าวสู่มิติใหม่ “NEXT DRIVE CUSTOMS” ยกระดับองค์กรให้ทันสมัยโปร่งใสเข้าถึงง่ายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

    “กรมศุลกากร” ครบรอบ 152 ปีก้าวสู่มิติใหม่ “NEXT DRIVE CUSTOMS” ยกระดับองค์กรให้ทันสมัยโปร่งใสเข้าถึงง่ายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

    วันนี้ (6 ก.ค.69) กรมศุลกากรจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมศุลกากรครบรอบ 152 ปีเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของกรมศุลกากรภายใต้แนวความคิด “NEXT DRIVE CUSTOMS” พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ก้าวสู่มิติใหม่ขององค์กรที่พร้อมขับเคลื่อนไปสู่ศุลกากรแห่งอนาคตที่ทันสมัย โปร่งใส เข้าถึงง่ายและพร้อมปรับเปลี่ยนบทบาทให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 152 ปีกรมศุลกากรได้พัฒนาและปรับเปลี่ยนบทบาทอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองต่อบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในปีนี้กรมศุลกากรได้ขานรับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการคลังอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องภายใต้นโยบาย “10พลัส”และ”ENGINE เสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” อันเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับองค์กรครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด NEXT DRIVE CUSTOMS ที่มุ่งปรับภาพลักษณ์และบทบาทของกรมศุลกากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการยกระดับมาตรฐานดำเนินการให้ทันสมัย โปร่งใส รวมถึงสามารถตอบสนองความต้องการและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการต่อยอดบทบาทของกรมศุลกากรจากการเป็นหน่วยงานด้านพิธีการศุลกากร การป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าผิดกฎหมายตามแนวชายแดนและมุ่งเน้นการจัดเก็บอากรศุลกากรไปสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศใน 3 มิติสำคัญได้แก่ TRADE ENABLER การใช้มาตรการทางศุลกากรเพื่อกระตุ้นให้เกิดการค้า SOCIAL PROTECTOR :การคุ้มครองสังคมและความมั่นคงของประเทศและ REVENUE COLLECTOR :การจัดเก็บรายได้ทุกประเภทของรัฐให้มีประสิทธิภาพโปร่งใสและเป็นธรรมซึ่งมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนบทบาทของกรมศุลกากรให้เป็นกลไกซ้ำกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนผ่านการพัฒนากระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดจนการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

    กรมศุลกากรได้ดำเนินงานภายใต้แนวคิดข้างต้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นปีงบประมาณ 2569 โดยช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 -มิถุนายน 2569)ภายใต้บทบาท REVENUE COLLECTOR กรมศุลกากรสามารถจัดเก็บรายได้รวม 476,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยคิดเป็นอากรศุลกากร 85,766 ล้านบาทและการจัดเก็บรายได้แทนกรมสรรพากร 308,016 ล้านบาทกรมสรรพสามิต 43,725 ล้านบาท ซึ่งรายได้ที่จัดเก็บได้ดังกล่าวจะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆต่อไป

    นอกจากนี้ภายใต้บทบาท SOCIAL PROTECTOR กรมศุลกากรได้ดำเนินมาตรการปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องโดยสามารถตรวจยึดของผิดกฎหมายรวมถึงการตรวจสอบความผิดกรณีหลีกเลี่ยงภาษีอากรได้รวมถึง 43,796 คดี ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าคิดเป็นร้อยละ 26.5 โดยผลการจับกุมที่สำคัญคือสามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษอาทิไอซ์เฮโรอีนยาบ้าเคตามีนโคเคนได้รวมถึง 214 คดีคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 691 ล้านบาทปริมาณรวมกว่า 917 กิโลกรัม

    อีกทั้งสามารถตรวจยึดบุหรี่ผิดกฎหมายรวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบร่วมกันถึง 2537 คดีมูลค่ารวมกว่า 370 ล้านบาทปริมาณรวมกว่า 65 ล้านชิ้นซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของกรมศุลกากรที่ทำหน้าที่ปกป้องสังคมและความมั่นคงของประเทศที่นอกเหนือไปจากการจัดเก็บรายได้ นอกจากนี้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดสินค้ากัญชาได้ถึง 3,309 คดี ปริมาณรวม 37,210 กิโลกรัมมูลค่ารวมกว่า 474 ล้านบาทสะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของกรมศุลกากรในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกันกำกับดูแลสินค้านำเข้าหากยังครอบคลุมการเฝ้าระวังและสกัดกั้นการลักลอบส่งสินค้าผิดกฎหมายเพื่อคุ้มครองภาพลักษณ์ของประเทศและรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย

    นอกเหนือจากบทบาทดังกล่าวภายใต้บทบาท TRADE ENABLER กรมศุลกากรได้ร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูประบบศุลกากรตลอด 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภาคธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านการประชุมหารือและเวทีรับฟังความคิดเห็นภายใต้แนวคิด “รับฟัง เพื่อพัฒนาและร่วมสร้างอนาคต” เพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงกฎหมายระเบียบพิธีการและกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทการค้าโลกและความต้องการของภาคธุรกิจลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอำนวยความสะดวกทางการค้าและยกระดับเขตความสามารถในการแข่งขันของประเทศจนเกิดผลเป็นรูปประธรรมผ่านมาตรการสำคัญหลายด้านอาทิการจัดเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ตั้งแต่บาทแรกสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างสินค้านำเข้าและสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ

    การลงนามบันทึกความเข้าใจกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการส่งสินค้าระหว่างประเทศอันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอากรและสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรมการพัฒนาระบบถ่ายลำสินค้าทางเรือด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถลดระยะเวลาการตรวจปล่อยสินค้าถ่ายลำจากเฉลี่ย 4.58 วัน เหลือเพียง 0.65 วัน หรือลดลงร้อยละ 85.81 การให้บริการพิธีการศุลกากรตรวจสอบปล่อยสินค้าบางส่วนณสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าลาดกระบัง ที่ช่วยลดระยะเวลารอตรวจปล่อยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการนำเข้าสินค้าตลอดจนการยกระดับบริการดิจิทัลผ่านระบบ Tariff e-service รูปแบบใหม่และบริการอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการของกรมศุลกากรอย่างสะดวกรวดเร็วโปร่งใสและลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อันเป็นการยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและรับรองการค้ายุคดิจิทัลควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาลขององค์กรเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)โดยได้ปรับปรุงระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัลเพื่อยกเลิกสิทธิการรับเงินรางวัลของผู้บริหารระดับสูงและเดินหน้าผลักดันยกเลิกการจ่ายเงินรางวัลของพนักงานศุลกากรทุกระดับเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสลดผลประโยชน์ทับซ้อนและสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจนักลงทุนและประชาชนอันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบศุลกากรไทยให้มีประสิทธิภาพและพร้อมรองรับการค้าโลกในอนาคต

    อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวเพิ่มว่าการครบรอบ 152 ปีของกรมศุลกากรในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเดินหน้าสู่องค์กรศุลกากรแห่งอนาคตที่พร้อมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าให้กับประเทศภายใต้พันธกิจในการอำนวยความสะดวกทางการค้าคุ้มครองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงโปร่งใสและยั่งยืนต่อไป

    กรมศุลกากรในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงประตูการค้าของประเทศแต่เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยโดยเราพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจเพิ่ม 7 ความสามารถการแข่งขันลดต้นทุนเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/75073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3x9RDDX8-m8UbMxudbpMRl

  • ยักษ์ใหญ่ แห่พลิกโฉมศูนย์การค้า รับรถไฟฟ้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง

    ยักษ์ใหญ่ แห่พลิกโฉมศูนย์การค้า รับรถไฟฟ้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง

    ท่ามกลางภูมิทัศน์ค้าปลีกไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้เกิดปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ เมื่อศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างเร่งลงทุน พลิกโฉมโครงการครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป ควบคู่กับปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้บริการของรถไฟฟ้าสายใหม่ การขยายตัวของเมือง และการช่วงชิงทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อการเดินทางของผู้คน

    การแข่งขันในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับปรุงพื้นที่ค้าปลีกให้ทันสมัย แต่ยังเป็นการยกระดับโครงการให้ก้าวขึ้นเป็น แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของแต่ละย่าน สร้างภาพจำและดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้ชีวิต จับจ่าย และทำกิจกรรมมากกว่าการเป็นเพียงแหล่งช้อปปิ้ง

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยังส่งแรงกระเพื่อมไปสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยศูนย์การค้าขนาดใหญ่กลายเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าอาคารโดยรอบ กระตุ้นการพัฒนาโครงการใหม่ และผลักดันราคาที่ดินให้ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า ศูนย์การค้า ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ค้าปลีก แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองและกำหนดทิศทางการเติบโตของทำเลในอนาคต

     พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน  ยักษ์ใหญ่ ชิงไหวชิงพริบ เซ็นทรัล-เดอะมอลล์ -เครือทีซีซี  แห่พลิกโฉมศูนย์การค้า รับรถไฟฟ้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง ดันมูลค่าอาคาร ที่ดินพุ่ง

    พลิกโฉมเดอะมอลล์ 3 รามคำแหง สู่”1981 Soul & Sold” รับสายสีส้ม  บูมทำเลทอง 

    เริ่มจากเดอะมอลล์กรุ๊ป  ทุ่มงบกว่า 1,300 ล้านบาท พลิกโฉมเดอะมอลล์ 3 รามคำแหง (สาขาแรกของเดอะมอลล์) สู่โปรเจ็กต์ใหม่ “1981 Soul & Sold”  ซึ่งเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ในรอบ 43 ปี ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์มอลล์และ Cultural Hub แห่งใหม่ของฝั่งตะวันออก ภายใต้แนวคิด Newstalgia โดยเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

     การพลิกโฉมครั้งนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจ  เน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่หลงใหลในความคลาสสิก โดยแบ่งพื้นที่เป็นศูนย์รวม สินค้าวินเทจ แฟชั่นสตรีท ศิลปะ แผ่นเสียง และของสะสมหายาก มีการจัดสรรพื้นที่สำหรับคอมมูนิตี้คนรักงานคราฟต์ พื้นที่จัดแสดงงานอาร์ต (Art Exhibition) และจุดแฮงก์เอาต์สังสรรค์

    ทั้งนี้นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ของกลุ่มเดอะมอลล์ ทีรักษาย่านเก่าแก่อย่างรามคำแหง ไว้ และเป็นภาพจำของขาช้อปคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน ไม่ได้ทิ้งกลุ่มคนรุ่นเก่าที่ยังหวลระลึกถึง กลิ่นอายของศูนย์การค้าเดอะมอลล์ แห่งนี้ในยุคแรกๆ  

    นอกจากนี้ที่เป็นไฮไลต์ การมาของรถไฟฟ้าสายสีส้ม (บางขุนนนท์-มีนบุรี) โดยเฉพาะ สายสีส้มตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี  )โดยงานโยธาสร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างติดตั้งระบบ คาดว่าจะเปิดให้ใช้บริการได้ในช่วงปลายปี 2570 ถึงต้นปี 2571 ประเมินว่า จะสร้างความคึกคักไม่น้อย  ขณะราคาที่ดินขยับไปไกล  จากการวิเคราะห์ของกูรูอสังหาริมทรัพย์พบว่าที่ดินบางแปลงบอกขายราคา8 แสนบาทถึง1ล้านบาทต่อตารางวา โดยเฉพาะ ทำเลโดยรอบ”1981 Soul & Sold”   ที่ปัจจุบันมีโครงการคอนโดมิเนียมค่ายใหญ่แบรนด์ดังตั้งอยู่รายรอบ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินอย่างมากบนถนนรามคำแหง

    เซ็นทรัลพัฒนาพลิกโฉม3 ทำเล 3ศูนย์การค้าดัง กรุงเทพฯ-ปริมณฑล

    เช่นเดียวกับ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนาจำกัด (มหาชน) หรือ CPN  ทุ่มงบกว่าหมื่นล้านบาทพลิกโฉม 3 สาขาหลักในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และ เซ็นทรัล บางนา โดยเน้นปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้เป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิต (Center of Life) พร้อมรีโนเวทร้านค้าและพื้นที่พักผ่อนให้มีความโปร่งโล่งและทันสมัยยิ่งขึ้น

    ที่เป็นไฮไลต์ ทุบสร้างใหม่ 100%  คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ พลิกโฉมเป็น  “เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์” และเปิดให้บริการ ไปเมื่อวันที่  3 กรกฎาคม 2569  ที่สร้างปรากฎการณ์คลื่นนักช้อปเรือนแสนจากทั่วสารทิศ เดินทางเข้า‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’   โดยงานนี้ เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่มงบ 4,500 ล้านบาท พลิกโฉมที่ดินรัตนาธิเบศร์ 59ไร่  เป็นศูนย์การค้ารูปแบบมิกซ์ยูส นับเป็นการก้าวเดินครั้งสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา  ในการขยายอาณาจักรค้าปลีกฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือขยายฐานดูดทราฟฟิกข้ามสาย

     การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการรีโนเวทศูนย์การค้าเพื่อความสวยงามทางกายภาพ แต่เป็นการวางกลยุทธ์ยกระดับย่านรัตนาธิเบศร์สู่ ‘The New District of North Bangkok’ เพื่อตอกย้ำความสำเร็จของศูนย์การค้าตระกูล Ville Series ที่ก้าวข้ามจากคอนเซปต์ Semi-Outdoor ของสาขาอีสต์วิลล์และเวสต์วิลล์ สู่การเป็น Thailand’s First Outdoor-Inspired Indoor Shopping Centre แห่งแรกในไทย ที่นำธรรมชาติเข้ามาหลอมรวมไว้ในพื้นที่ปรับอากาศทั้งหมด เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของคนเมือง

    ที่น่าจับตาและสร้างปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน เซ็นทรัลพัฒนา  กำลังพลิกโฉม เซ็นทรัล บางนา ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี เพื่อยกระดับสู่โครงการมิกซ์ยูสเต็มรูปแบบ โดยศูนย์การค้าโฉมใหม่ เป็นแม่เหล็ก มีกำหนดการเปิดให้บริการใน ไตรมาส 4 ปี 2569  ที่จะสู้ศึกกับบางกอกมอลล์ มิกซ์ยูสโครงการยักษ์ของกลุ่มเดอะมอลล์ที่จะเปิดให้บริการในส่วนของศูนย์การค้า ช่วงปลายปีนี้เช่นเดียวกัน  

    สำหรับเป้าหมาย ของ เซ็นทรัล บางนา ยกระดับสู่ Elevated Mixed-Use Destination บนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ประกอบด้วย ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และโครงการที่อยู่อาศัย (ทั้งคอนโดมิเนียม ESCENT Bangna และโครงการใหม่ในอนาคต)มูลค่าการลงทุน มิกซ์ยูส เซ็นทรัลบางนา โดยเซ็นทรัลพัฒนาตั้งงบรวม การปรับโฉมสาขาอื่นๆ มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 15,000 ล้านบาท  โดยมีคอนเซปต์ใหม่ มุ่งเน้นการตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าย่านบางนาที่มีกำลังซื้อสูง (Wealth Segment) โดยผสานพื้นที่ไลฟ์สไตล์ พื้นที่สีเขียว พื้นที่สำหรับครอบครัว ศูนย์รวมความบันเทิง และโซนสุขภาพเข้าด้วยกัน ขณะราคาที่ดิน อยู่ที่ 3 แสนบาทต่อตารางวา และมีแนวโน้มขยับต่อเนื่อง รองรับรถไฟฟ้าสายสีเงินที่เชื่อมต่อมาจากสถานีบางนา รถไฟฟ้าสายสีเขียว วิ่งไปตามถนนบางนา-ตราด และเชื่อมเข้ากับอาคารสนามบินสุวรรณภูมิเฟส3 ในอนาคต  

    เช่นเดียวกับ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ได้พลิกโฉมครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 3 ทศวรรษ ด้วยงบลงทุนกว่า 1,700 ล้านบาท ภายใต้คอนเซ็ปต์ “New Soul of the District ” โดยได้เปิดให้บริการโฉมใหม่อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว เพื่อยกระดับสู่ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก สร้างแรงกระเพื่อมให้กับพื้นที่ไม่น้อย ที่ โครงการที่อยู่อาศัย ต่างปักหมุดรองรับการเติบโตที่จะขยายเพิ่มขึ้น ราคาที่ดินขยับร้อนแรง เพราะมีรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินพาดผ่าน  

    เครือ ทีซีซีกรุ๊ป  พลิกโฉมบิ๊กซีราชดำริ- พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ” ศูนย์กลางอาหารระดับโลก

    มาที่ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาราชดำริ เขตปทุมวัน ดำเนินงานภายใต้เครือทีซีซี (TCC Group) โดยบริหารผ่านบริษัท บิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในเครือเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี สาขานี้เป็นหนึ่งในสาขาแฟล็กชิปขนาดใหญ่ย่านศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานครที่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09:00 – 23:00 น.

    โดยได้พลิกโฉมครั้งใหญ่เพื่อยกระดับสู่แลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์ โดยเปิดโซนใหม่ 3 ชั้น (5-7) ไฮไลต์เด่นคือชั้น 5 “Landing Thailand” แหล่งรวมของฝากและสินค้าเอกลักษณ์ไทย ชั้น 6 โซนสายมู (ประดิษฐานพระศิวะ) และศูนย์รวมร้านอาหาร รวมถึงบริการพิเศษอย่างทริปล่องเรือฟรี  

    จุดเด่นและบริการหลักๆแหล่งรวมสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยว ขึ้นชื่อเรื่องของฝาก ของที่ระลึก และขนมขบเคี้ยวสำหรับลูกค้าชาวต่างชาติ โปรโมชั่นพิเศษ: มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชันลดราคาอย่างต่อเนื่อง เช่น เทศกาลอาหารและบุฟเฟต์ตามฤดูกาล การเดินทาง: ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีชิดลมหรือสถานีสยามแล้วเดินสกายวอล์กเชื่อมเข้าสู่ตัวห้างได้ ขณะราคาที่ดินย่านดังกล่าวไม่ต่ำกว่า3ล้านบาทต่อตารางวา โดยรายล้อมไปด้วยศูนย์การค้าและโรงแรมชั้นนำ

     เช่นเดียวกับพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC  ทายาทเจ้าสัวเจริญ ได้พลิกโฉม สู่ศูนย์กลางด้านอาหารระดับโลกในชื่อ Phenix (ฟีนิกซ์) มูลค่าโครงการกว่า 10,000 ล้านบาทมาระยะหนึ่งแล้ว รับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ พฤติกรรมผู้บริโภคโดยพัฒนาเป็นแหล่งรวมร้านอาหารชื่อดังระดับมิชลินและร้านระดับตำนานกว่า 200 ร้าน พร้อมซูเปอร์มาร์เก็ตคอนเซปต์ใหม่

    จุดเด่นของโครงการ Phenixเป็นศูนย์รวมอาหารครบวงจร (Food Ecosystem Destination): เป็นทั้งแหล่งค้าส่งและค้าปลีกอาหารขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 69,000 ตารางเมตร มีฟู้ดเลานจ์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมร้านดังระดับตำนานและร้านมิชลินไกด์มาไว้ในที่เดียว นอกจากนี้ มี Big C at Phenix ซูเปอร์มาร์เก็ตบิ๊กซีคอนเซปต์ใหม่ที่ชั้น G ซึ่งรวมสินค้าวัตถุดิบกว่า 50,000 รายการ ทั้งสำหรับ B2C และ B2B พร้อมโซน Live Promotion Corner สำหรับไลฟ์สไตล์การชอปปิ้งยุคดิจิทัล PhenixBox แพลตฟอร์มเครือข่ายออนไลน์ที่เชื่อมต่อผู้ซื้อและผู้ประกอบการธุรกิจอาหารเข้าด้วยกัน

    โดยทำเลนี้ มีรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก (ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) พาดผ่าน และมีสถานีใต้ดิน เชื่อมเข้าสู่ศูนย์การค้าแห่งนี้ได้ เรียกว่า เป็นการพลิกโฉมครั้งสำคัญ ขณะราคาที่ดินอยู่ที่ 1.5ล้านบาทต่อตารางวา แนวโน้มหากรถไฟฟ้าสายสีส้มเปิดให้บริการ ราคาปรับขึ้นเป็น2ล้านบาทต่อตารางวา

    เรียกว่าน่าจับตายิ่งเมื่อยักษ์ใหญ่ ต่างขยับชิงไหวชิงพริบ รองรับกำลังซื้อ และเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองครั้งสำคัญท่ามกลางเศรษฐกิจโลกเศรษฐกิจประเทศชะลอตัว   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/663252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nxpivH3pJik40t56tcCGt

  • ราคาน้ำมันโลกลดลง เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น ติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง : ข่าวลึกปมลับ 06/07/69

    ราคาน้ำมันโลกลดลง เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น ติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง : ข่าวลึกปมลับ 06/07/69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/secret-news/ZvbfLiLFbyE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bnpnozcgXnpmfUknFYFdE

  • คลัง ไม่รวมหนี้ภาคการเกษตร พิจารณา’บัตรคนจน’ ประกาศผล 17 ก.ค.นี้

    คลัง ไม่รวมหนี้ภาคการเกษตร พิจารณา’บัตรคนจน’ ประกาศผล 17 ก.ค.นี้

    06 กรกฎาคม 2569, 10:57น.

               การพิจารณาทบทวน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 8/2569 ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบผลการลงทะเบียนและการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 ในเบื้องต้น โดยได้มีการเห็นชอบการเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย โดยนำกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้สำรวจพบในระหว่างการลงพื้นที่ลงทะเบียน (วันที่ 4 -21 มิถุนายน 2569) จำนวน 5,383,393 คน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอนต่อไป

              สำหรับการคัดกรองคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 จะไม่มีการนำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของผู้มีเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้

             นอกจากนี้ ยังได้นำความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้เสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 มาพิจารณาทบทวนเกณฑ์คุณสมบัติวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 บาท โดยจะไม่นับรวมสินเชื่อภาคการเกษตร เนื่องจากสินเชื่อภาคการเกษตรมีลักษณะแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป โดยเป็นสินเชื่อที่ผูกพันตามรอบฤดูกาลเพาะปลูก และในบางกรณีเป็นการเยียวยาบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ จึงอาจไม่สะท้อนถึงความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อหรือฐานะทรัพย์สินของผู้มีเงินได้เช่นเดียวกับสินเชื่อประเภทอื่น

             นอกจากนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเสนอให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันที่จะไม่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เป็นระยะเวลา 2 เดือน (ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2569 – 30 กันยายน 2569) เนื่องจากผู้ถือบัตรดังกล่าวเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ในช่วงการเปิดลงทะเบียน

              ทั้งนี้ ในขั้นตอนต่อไปจะมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ก่อนประกาศผลการลงทะเบียนตามกำหนดในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ต่อไป

    #บัตรคนจน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162734&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p2RDqaJ5pGEKzGgFhXgVF

  • “เอกนิติ” ย้ำไทยรอไม่ได้! ดันกู้ 4 แสนล้าน เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานก่อนเศรษฐกิจอ่อนแอ

    “เอกนิติ” ย้ำไทยรอไม่ได้! ดันกู้ 4 แสนล้าน เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานก่อนเศรษฐกิจอ่อนแอ


    “เอกนิติ” ย้ำ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านจำเป็น ฝ่าวิกฤตพลังงาน หวังดึงเอกชนร่วมลงทุน – PPP กู้เศรษฐกิจ ลั่นไทยรอไม่ได้ หลังศาลฯ เตรียมวินิจฉัย 9 ก.ค.นี้  

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการแถลงร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำ​ปีงบประมาณ​ 2569 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา​ ว่าการเร่งเบิกจ่ายก็ช่วยได้ในส่วนหนึ่ง​ แต่ปัจจุบันเราเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต จึงต้องมีการโอนงบประมาณ จากโครงการที่ยังไม่ได้จัดซื้อจัดจ้าง​ เมื่อนำมาเป็นงบในส่วนของการประคองเศรษฐกิจ และชะลอผลกระทบวิกฤต

    พร้อมยังย้ำว่า​ ส่วนการพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งอยู่ในชั้นของกรรมาธิการ​ ตั้งใจให้เป็นงบฯที่โปร่งใส เปิดเผย​ ไม่หมกเม็ด​ และยึดหลักวินัยการคลัง​ พร้อมกับมีการถ่ายทอดสดทุกครั้งที่มีการพิจารณาของกรรมาธิการงบประมาณ ถือเป็นการยกระดับความโปร่งใส​ ขณะเดียวกันจะต้องมีการเร่งงบลงทุน โดยเป็นการลงทุนระหว่างประเทศ เพื่อมาสนับสนุนการลงทุนในประเทศ รวมถึงกระบวนการร่วมภาครัฐและเอกชนหรือ PPP เพื่อให้เป็นปีแห่งการลงทุน

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ ยังระบุอีกว่า ยังจำว่าวันนี้เราต้องเร่งดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ การประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน และต้องเร่งปฏิรูปเพื่อเน้นการลงทุน

    ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท วันที่ 9 ก.ค.นี้ ว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับตุลาการศาล รัฐธรรมนูญที่จะมีการพิจารณา วันนี้สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด คือ เราพยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน โดยหวังว่าการชี้แจงของรัฐบาลเรามีความจำเป็น ที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาพลังงานมากและต้องการช่วยเหลือประชาชน ย้ำว่านี่คือเรื่องความมั่นคงของเศรษฐกิจ เพราะวันนี้การที่เราพึ่งพาน้ำมันมาก สะท้อนตัวเลขจริงแล้ว แต่ตัวเลขดุลบัญชีในเงินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนหนึ่งและส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และยังไม่รู้ว่าวันนี้สงครามจะจบอย่างไร แต่ที่แน่แน่คือโครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลก ถูกทำลายไปเยอะ โรงกลั่นก็ถูกทำลายไปมาก ฉะนั้น คือ เหตุผลที่ทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ยังคงสูงอยู่

    ขณะนี้เราได้มีการเตรียมแผนสำรอง หรือไม่กรณีที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นคุณต่อรัฐบาล นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้เราต้องใช้ทุกภาคส่วน และสิ่งที่สำคัญตนคิดว่าแผนที่เราดำเนินการอยู่คือ พยายามนำภาคเอกชนเข้ามาช่วย มาร่วมลงทุน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านอย่างไรเราก็ต้องมีเอกชนเข้ามาร่วมอยู่แล้ว เราจึงจับมือกับเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ซึ่งงบประมาณที่จะนำมาช่วยจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น ต้องบอกตรง ๆ ว่าวันนี้ประเทศไทยจะรอให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้ แต่หากรอก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ และหากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงสูงสิ่งที่เกิดขึ้น คือเราต้องนำเข้าน้ำมัน เพราะฉะนั้นวันนี้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก 

    ส่วนวันนี้โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ส่งเข้าคณะกรรมการการกรองของกระทรวงการคลังแล้วหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า เรื่องนี้เราได้มีการพูดคุยกันแล้วโดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่าน การใช้พลังงานสะอาด หรือโซลาร์เซล เพราะตอนนี้เรายังแสงแดดยังร้อนอยู่ ถือว่าเป็นโครงการหนึ่งที่จะเข้าข่าย และการเปลี่ยนผ่านเรื่องพลังงานรถยนต์ให้มีการใช้รถยนต์ใช้ไบโอดีเซล ใช้พลังงานชีวมวล ชีวภาพ และผลพลอยได้ก็จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น 

    นายเอกนิติ​ ยืนยันว่า​ พ.ร.ก.เงินกู้​ นั้นจำเป็นที่จะประคองเศรษฐกิจ​ ท่ามกลางสภาวะวิกฤต เห็นได้จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ออกมาก่อนหน้านี้มีการเบิกจ่าย ตัวเลข 50,000 กว่าล้านบาท ส่วนงบประมาณที่จะใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงมีความจำเป็น เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันของไทยที่มีอยู่สูงมาก ซึ่งส่งผลให้บัญชีเดินสะพัดขาดดุล
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/44389&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Auc_1CRv2JcJ83XFSJEe3

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.52 น.


    กลยุทธ์: ทองพุ่ง ลุ้นเป้า 66,200
    แนวต้าน: $4,240 , 66,200 บาท
    แนวรับ: $4,080 , 64,700 บาท
    .

    ราคาทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณชะลอตัว โดยเฉพาะตัวเลขตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง ซึ่งช่วยลดความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มทรงตัว ส่งผลให้ทองคำกลับมาได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงและรักษามูลค่า นอกจากนี้ การคาดการณ์ว่า Fed อาจชะลอการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนทิศทางราคาทองคำในระยะนี้

    .

    ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเริ่มผ่อนคลายลง หลังช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดดำเนินการได้ตามปกติและช่วยลดแรงกดดันด้านพลังงานโลก แต่ความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม หลังจีนและรัสเซียประกาศเตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ภายใต้ปฏิบัติการ “Joint Sea-2026” ซึ่งอาจกระตุ้นความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และเพิ่มความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง ขณะที่ตลาดหุ้นโลกยังคงเคลื่อนไหวในโหมดเปิดรับความเสี่ยง หลังหลายดัชนีสำคัญปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่

    .

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำสามารถปรับตัวทะลุกรอบกลางของแนวโน้มขาลงระยะสั้นได้สำเร็จ และยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,240 ดอลลาร์ หรือประมาณ 66,200 บาท อย่างไรก็ตาม ดัชนี RSI ที่ปรับขึ้นเข้าสู่ระดับ Overbought สะท้อนว่าระยะสั้นอาจเกิดแรงขายทำกำไรสลับออกมาได้ จึงแนะนำกลยุทธ์ “ย่อซื้อ” โดยรอจังหวะสะสมบริเวณแนวรับสำคัญที่ 4,080 ดอลลาร์ หรือประมาณ 64,700 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในรอบการฟื้นตัวถัดไป

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-6-7-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rMmE3fDJTD3CgB3mnzqYU