Blog

  • มวล. ผนึก 3 มรภ. เอ็มโอยูจัดตั้ง “อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ตอนบน” ยกระดับนวัตกรรม-เศรษฐกิจภูมิภาคครบวงจร | TOPNEWS

    มวล. ผนึก 3 มรภ. เอ็มโอยูจัดตั้ง “อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ตอนบน” ยกระดับนวัตกรรม-เศรษฐกิจภูมิภาคครบวงจร | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 07/07/2026 23:19

    เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการขับเคลื่อนการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ตอนบน” ร่วมกับผู้บริหารจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ตั้งเป้าเป็นฟันเฟืองหลักบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมีผู้บริหารของทั้ง 4 มหาวิทยาลัยร่วมกันเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมเขาหลวง อาคารสหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กล่าวว่า การจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ตอนบน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากภาคใต้ตอนบนมีศักยภาพสูงทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ เกษตร อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว การมีอุทยานวิทยาศาสตร์จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้และงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ “มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์พร้อมสนับสนุนทั้งด้านบุคลากร นักวิจัย ห้องปฏิบัติการ และเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้ง 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม” ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าว

    ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มวล. ระบุว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการสร้างกลไกกลางในการสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการและจัดทำฐานข้อมูลศักยภาพพื้นที่ เพื่อผลักดันโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดขึ้นจริง ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุรักษ์ ถุงทอง ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มวล. กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือนี้คือการรวมพลังเพื่อนำโครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัยมาให้บริการภาคเอกชนและชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือก้าวสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ ในการบูรณาการความร่วมมือเพื่อจัดตั้ง “อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ตอนบน” โดยเป้าหมายหลักคือการร่วมกันพัฒนาข้อเสนอโครงการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ตอนบน เสนอต่อกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มุ่งหวังให้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และสร้างความยั่งยืนให้กับภูมิภาคต่อไป ซึ่งนอกจากความร่วมมือทางวิชาการแล้ว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล จำนวน 313,101,700 บาท เพื่อดำเนินการก่อสร้าง “อาคารส่งเสริมผู้ประกอบการและนวัตกรรม” ซึ่งจะเป็นพื้นที่หลัก (Hub) ในการบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม ให้บริการทดสอบมาตรฐาน และสนับสนุนผู้ประกอบการในทุกมิติ ขณะนี้อาคารดังกล่าวมีการก่อสร้างคืบหน้าแล้วกว่า 33 % กำหนดแล้วเสร็จในปี 2570

    กัญญาณัฐ  เพ็ญสวัสดิ์ ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    ascacwdf

    02

    “ศาลอุทธรณ์” พิพากษายืนจำคุก 6 ปี “เจ๊อ้อย จันทร์สว่าง” พี่สาวอดีตรมช.สาธารณสุข ร่วมสามีและพวก บุกรุกโบราณสถาน ลักลอบขุดดินเขาน้อย สงขลา

    “นายกปู” ชวนเที่ยวงาน “ล่องเรือ กินปู ดูหิ่งห้อย” ชิมซีฟู้ด 10 ก.ค.–12 ก.ค.นี้

    อนุโมทนาสาธุบุญ “ชาวเพชรบูรณ์” เส้นเลือดในสมองแตกเสียชีวิต ญาติตัดสินใจบริจาคอวัยวะ ช่วยต่อลมหายใจ 5 ผู้ป่วย

    “นายกฯ” ย้ำชัดยุบ “กอ.รมน.” ไม่ได้ เหตุอยู่คู่ชาติไทยมายาวนาน ยังไม่ได้คุย “วันนอร์” เชื่อไม่ใช่ประเด็นอ่อนไหว

    “นันทิวัฒน์” ซัดตรงแนวคิด “วันนอร์” ชงยุบกอ.รมน. ลั่นอย่าเปิดช่องให้โจรแบ่งแยกดินแดน ได้เปรียบ!!

    ฉก.สิงหนาท ดักสกัดคาราวานยาเสพติดชายแดนปางมะผ้า ยึดยาบ้า 5 หมื่นเม็ด คนร้ายทิ้งของหนีข้ามประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1623679&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bR2LrAAzuK4xdQBAcoSva

  • ภาวะ “อุปสงค์อ่อนแอ” จุดเปราะบางของเศรษฐกิจจีน | เดลินิวส์

    ภาวะ “อุปสงค์อ่อนแอ” จุดเปราะบางของเศรษฐกิจจีน | เดลินิวส์

    แม้ในปัจจุบันเราจะเห็นภาพประเทศจีนในฐานะผู้นำระดับโลกด้านการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด แต่ลึกลงไปในโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน จีนกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกินการเติบโตอย่างเงียบ ๆ นั่นคือ “ภาวะอุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ” หรืออาการที่ประชาชนและภาคธุรกิจขาดกำลังซื้อและขาดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย จนทำให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฝั่งการบริโภคเกิดอาการ “สะดุด” อย่างรุนแรง

    ภาวะอุปสงค์อ่อนแอของจีนไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เป็นผลลัพธ์ที่ตกค้างมาจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี อสังหาริมทรัพย์เคยเป็นสินทรัพย์หลักที่กักเก็บความมั่งคั่งของครอบครัวชาวจีนสูงถึงเกือบ 70% เมื่อมูลค่าบ้านและที่ดินลดลง สิ่งที่ตามมาคือ “เอฟเฟกต์ความมั่งคั่งที่ลดลง”

    ชาวจีนจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเอง “จนลง” แม้ว่าจะมีรายได้เท่าเดิม ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคัก กลับกลายเป็นการประหยัดมัธยัสถ์ และเก็บออมเงินสดไว้เพื่อความปลอดภัยแทน

    นอกจากเรื่องของสินทรัพย์แล้ว ปัญหาในตลาดแรงงานก็เป็นตัวเร่งให้ความต้องการซื้อหดตัวลง โดยเฉพาะปัญหาการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่และการปรับลดโบนัสในภาคเอกชน รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัปและเทคโนโลยีที่เคยเป็นแหล่งสร้างรายได้สูง

    เมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนในหน้าที่การงาน ผู้บริโภคยุคใหม่ของจีนจึงเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น รถยนต์ บ้าน หรือการท่องเที่ยวต่างประเทศ แล้วหันไปพึ่งพาการบริโภคแบบเน้นความคุ้มค่าสูงสุด หรือที่เรียกกันว่ายุค “การลดระดับการบริโภค” ( Consumption Downgrading )

    ความน่ากลัวของอุปสงค์ที่อ่อนแอคือมันกำลังสวนทางกับฝั่งอุปทานอย่างสุดขั้ว ขณะที่โรงงานในจีนยังคงผลิตสินค้าออกมาเป็นจำนวนมากด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่เมื่อคนในประเทศไม่ซื้อ สินค้าเหล่านั้นจึงกลายเป็น “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ที่ต้องระบายออกไปยังตลาดโลก จนกลายเป็นข้อพิพาททางการค้ากับหลาย ๆ ประเทศ

    นอกจากนี้ ในขณะเดียวกัน การที่สินค้าล้นตลาดแต่คนไม่มีกำลังซื้อ ยังทำให้จีนต้องเผชิญกับความเสี่ยงของ “ภาวะเงินฝืด” ซึ่งหากปล่อยไว้ระยะยาว จะยิ่งทำให้ค่านิยมการชะลอการซื้อฝังลึก เพราะผู้บริโภคจะรอให้ราคาสินค้าลดลงเรื่อย ๆ

    รัฐบาลปักกิ่งตระหนักดีถึงปัญหานี้และพยายามออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น แคมเปญ “เทรด-อิน” ( Trade-In ) ที่สนับสนุนให้ประชาชนนำเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือรถยนต์เก่ามาแลกซื้อใหม่โดยให้เงินอุดหนุน รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์การซื้อบ้าน

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า มาตรการเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนอย่างยั่งยืน ตราบใดที่ระบบสวัสดิการสังคม การแพทย์ และบำนาญของจีนยังไม่สามารถสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนได้ในระยะยาว ชาวจีนก็ยังคงเลือกที่จะ “ออมเงิน” มากกว่า “ออกไปใช้เงิน”

    สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า เสน่ห์ของจีนในฐานะ “ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก การที่จีนจะก้าวข้ามผ่านวิกฤตินี้ไปได้ ไม่ใช่เรื่องของการสร้างโรงงานให้มากขึ้นหรือผลิตสินค้าให้เร็วขึ้น แต่คือการเรียกความเชื่อมั่น คืนเงินในกระเป๋า และสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชน เพื่อให้การบริโภคกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีนอีกครั้ง แทนการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออกเป็นหลัก.

    ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6008762/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sgufs6ABxEwBfwsJYiAAI

  • บทพิสูจน์เมกะโปรเจคประเทศไทย วิเคราะห์โครงการยักษ์2แสนล้าน เดินหน้าหรือจอดป้าย ? | TOPNEWS

    บทพิสูจน์เมกะโปรเจคประเทศไทย วิเคราะห์โครงการยักษ์2แสนล้าน เดินหน้าหรือจอดป้าย ? | TOPNEWS

    รายงานปฏิรูปประเทศไทย รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน : บทพิสูจน์เมกะโปรเจคประเทศไทย โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Institute) อดีตประธานคณะคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เพื่อการค้าและเศรษฐกิจ อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่หนึ่ง

    กระแสข่าวเกี่ยวกับ “การแก้ไขสัญญา” หรือ “การยกเลิกโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” เป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องพิจารณาอย่างรอบด้านโดยกลับไปดูมิติแผนพัฒนาประเทศเชิงรุก วิสัยทัศน์และและเป้าหมายโครงการโดยเฉพาะมิติผลประโยชน์และผลกระทบที่แท้จริงที่ประเทศไทยจะได้รับจากโครงการนี้

    1.ถอดรหัสที่มา: มากกว่า “รถไฟ” แต่คือ “กระดูกสันหลังเศรษฐกิจใหม่” โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวมกว่า 224,544 ล้านบาท ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพียงเพื่อขนส่งผู้โดยสารจากจุด A ไปจุด B แต่มีสถานะเป็น Economic Backbone (กระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจ) ที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานของไทยผ่าน 3 วัตถุประสงค์หลัก

    1. การบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน ระดับเมกะโปรเจค(Mega Infrastructure Integration) เป็นโครงการเชื่อมโยง 3 ท่าอากาศยานหลักอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Connectivity)ปักหมุดเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึง อู่ตะเภา (ระยอง) ภายในเวลาไม่เกิน 60 นาที

    2. การกระจายศูนย์กลางเศรษฐกิจและลดความหนาแน่นของเมืองหลวง (Decentralization & De-congestion ) ปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองรองรับผู้โดยสารรวมกันเกือบ 100 ล้านคนต่อปี (ช่วงพีค) โครงการนี้จะทำหน้าที่กระจายความหนาแน่นและดึงเม็ดเงินไหลออกสู่ภาคตะวันออก เพื่อไม่ให้กรุงเทพฯ เผชิญภาวะเมืองโตเดี่ยวจนเป็นอัมพาต

    3. รูปแบบการร่วมลงทุนแบบ Net Cost (PPP Net Cost Model) เป็นโมเดลที่รัฐบาลให้เอกชนร่วมลงทุนขนาดใหญ่ โดยเอกชนเป็นผู้รับความเสี่ยงหลักในการดำเนินงานและแบ่งผลประโยชน์ให้รัฐ ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินในการลงทุนทางตรงไปได้มหาศาล และทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของรัฐเมื่อสิ้นสุดสัญญา 50 ปี

    2.โครงการนี้ยังจำเป็นอยู่ไหม? ในมุมมองของผม โครงการนี้ “ขาดไม่ได้” และหากพิจารณาผ่านตัวเลขเชิงยุทธศาสตร์ จะพบคำตอบที่ชัดเจนดังนี้
    2.1ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ลงทุนต่างชาติ (FDI) พื้นที่ EEC คือหมุดหมายหลักของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานสะอาด Data Center & Cloud Servicesและอุตสาหกรรมดิจิทัล การสร้างไฮสปีดเทรนเปรียบเสมือน “หลักค้ำประกัน” ว่าไทยมีระบบโลจิสติกส์ที่เพียบพร้อม หากโครงการนี้ล้มเหลว เม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่คาดการณ์ว่าจะไหลเข้าสู่ EEC กว่า 2.2 ล้านล้านบาท ในภาพรวมอาจชะงักงันในอนาคต

    2.2 ยกระดับความคล่องตัวเชิงพื้นที่ เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีขั้นสูง (High Mobility ดึงดูด Deep Tech) กลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าสูงต้องการการเข้าถึงพื้นที่และบุคลากรที่รวดเร็ว การเชื่อมโยงนี้จะเปลี่ยนโฉมพื้นที่ภาคตะวันออกให้กลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมในระดับภูมิภาคทันที

    3. ผลประโยชน์จากโครงการ รายงานพิเศษฉบับนี้สรุปผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับอย่างเป็นรูปธรรมใน 3 มิติหลัก ดังนี้:
    1.มิติทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการจ้างงาน
    1.1 มูลค่าทางเศรษฐกิจและผลตอบแทนมีการประเมินว่าโครงการนี้จะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) สูงกว่า 12-14% โดยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแก่ประเทศสูงถึงกว่า 650,000 ล้านบาท

    1.2 การจ้างงานในช่วงก่อสร้างจะเกิดการจ้างงานโดยตรงไม่น้อยกว่า 16,000 อัตรา และเกิดการจ้างงานในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (Supply Chain) อีกกว่า 100,000 อัตรา ในช่วง 5 ปีแรก

    1.3 การพัฒนาพื้นที่รอบศูนย์กลางคมนาคมขนส่ง (TOD:Transit Oriented Development) การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะที่ มักกะสัน (approx. 140 ไร่) และ ศรีราชา (approx. 25 ไร่) จะถูกเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) คาดว่าจะดึงดูดการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และอาคารสำนักงานได้อีกนับแสนล้านบาท

    2.มิติการผังเมืองและการท่องเที่ยวระดับโลก
    2.1 เกิดเมืองและชุมชนใหม่ จะเกิดทางเลือกในการอยู่อาศัยใหม่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง รองรับประชากรที่ขยายตัวออกจากกรุงเทพฯ ได้มากกว่า 500,000 คน ในอนาคต

    2.2 ศูนย์กลางการบินภูมิภาคและการท่องเที่ยวมูลค่าสูง (Aviation Hub & High-End Tourism) โครงการนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสนามบินอู่ตะเภาให้รองรับผู้โดยสารได้เต็มศักยภาพสูงสุดถึง 60 ล้านคนต่อปี ในเฟสสุดท้าย ดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจตรงสู่พัทยารวดเร็วและปลอดภัย

    3.มิติสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน (Green Mobility)
    3.1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon Emission) การเปลี่ยนโหมดจากการเดินทางด้วยรถยนต์มาเป็นระบบรางไฟฟ้าความเร็วสูง จะช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ไม่น้อยกว่า 70,000 ตันต่อปี สอดรับกับยุทธศาสตร์ Green Economy และทิศทางเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง

    4.มิติผลกระทบและความสูญเสียความเชื่อมั่นระดับชาติ การยกเลิกโครงการ“ไม่ใช่ทางเลือกและไม่มีวันคุ้มค่า” หากเราเลือกที่จะล้มโครงการ สิ่งที่ไทยต้องจ่ายไม่ใช่แค่เม็ดเงินค่าปรับหรือค่าเสียหายจากการฟ้องร้อง แต่คือการสั่งสม “ความสูญเสียความเชื่อมั่นระดับชาติ” ซึ่งประเมินค่าไม่ได้ และจะทำให้ไทยตกขบวนรถไฟเศรษฐกิจในอาเซียนทันที

    4.1 ผลกระทบโดมิโนเมื่อประเทศ “เสียความเชื่อมั่น” วิกฤตความเชื่อมั่นในสัญญาภาครัฐ (Sovereign Risk) เมื่อโครงการเรือธงที่เป็นกฎหมายหลักของ EEC ถูกยกเลิก นักลงทุนสถาบันและกลุ่มทุนข้ามชาติ (FDI) จะมองว่า นโยบายและสัญญาร่วมทุน (PPP) ของประเทศไทยไม่มีความแน่นอนแปรเปลี่ยนได้ตามกระแสการเมือง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนความเสี่ยงของประเทศ (Country Risk Premium) พุ่งสูงขึ้นทันที

    4.2 การย้ายฐานทุนครั้งใหญ่ไปสู่คู่แข่งในขณะที่ไทยกำลังเผชิญความไม่แน่นอน ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย กำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางอย่างก้าวกระโดด หากไฮสปีดเทรน 3 สนามบินล่มจะกระทบการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech, EV, Green Data Center)

    4.3ภาวะชะงักงันของระบบนิเวศ EEC ทันที โครงการย่อยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองการบินอู่ตะเภา ท่าเรือมาบตาพุด-แหลมฉบัง เฟส 3 หรือโครงการนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ต่างถูกออกแบบโดยมีรถไฟความเร็วสูงนี้เป็นตัวเชื่อมโยงหลัก เมื่อกระดูกสันหลังถูกตัดขาด โครงการที่เหลือทั้งหมดจะกลายเป็นโครงการที่ขาดความสมบูรณ์ทางการเงินและการเข้าถึง (Disconnected) ทันที

    5.ปัญหาปัจจุบัน และ ทางออกสำหรับประเทศไทย ปัญหาความล่าช้าในปัจจุบัน เกิดจากมรสุมทางเศรษฐกิจซ้อนกันหลายมิติ ทั้งผลกระทบหลังโควิด-19 ปริมาณผู้โดยสารแอร์พอร์ตลิงก์เดิมที่ลดลง ปัญหาเทคนิคการส่งมอบพื้นที่ของรัฐ และโครงสร้างร่วมกับโครงการรถไฟไทย-จีน (ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง) จนนำมาสู่การเจรจาขอแก้ไขสัญญาร่วมทุน (PPP) จึงขอเสนอแนวทางการเดินหน้าโครงการดังนี้

    1. ยึดหลัก ‘สมประโยชน์แบบโปร่งใส’ (Win-Win Solution) การแก้ไขสัญญาร่วมทุน (PPP) ต้องไม่ถูกมองว่าเป็นการ “เอื้อประโยชน์ทุนใหญ่” แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความสมเหตุสมผลทางธุรกิจหลังวิกฤตโลก”

    1.1 กลไกการแบ่งปันความเสี่ยง (Risk-Sharing) การปรับงวดเงินอุดหนุนที่รัฐต้องร่วมจ่าย (จากเดิมที่จ่ายเมื่อสร้างเสร็จ) มาเป็นการจ่ายตามความก้าวหน้าของงานโยธาที่เกิดขึ้นจริง โดยมีธนาคารเพื่อการพัฒนาหรือสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือเป็นผู้ค้ำประกันร่วม เพื่อให้เอกชนสามารถเข้าถึงแหล่งทุน (Project Finance) ได้ทันทีในสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น

    1.2 มาตรการรัดกุมเพื่อปกป้องรัฐ รัฐบาลต้องแลกเปลี่ยนการปรับเงื่อนไขด้วยการเพิ่มสัดส่วนผลตอบแทนให้ภาครัฐ (Revenue Sharing) ในอนาคตเมื่อปริมาณผู้โดยสารสูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ (Upside Sharing) เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน

    1.3 รัฐต้องเร่งรัดการบูรณาการพื้นที่ 100% และจัดตั้ง ‘War Room’ ร่วมความล่าช้าส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาหน้างานที่ทับซ้อนและการรื้อย้ายสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องจัดการให้เด็ดขาด

    1.4 One Stop Service ปลดล็อกงานทับซ้อน จัดตั้งคณะทำงานร่วม (War Room) ระหว่าง รฟท. และกลุ่มเอกชนคู่สัญญา เพื่อเคลียร์สัญญางานระบบโครงสร้างพื้นฐานช่วงทับซ้อน (โดยเฉพาะช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการรถไฟไทย-จีน) ให้จบในระดับนโยบาย ไม่ปล่อยให้เป็นปัญหาหน้างาน

    1.5 ส่งมอบพื้นที่แบบ ‘Clean & Clear’ รัฐต้องส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมดแบบ 100% เพื่อให้เอกชนสามารถเริ่มงานเจาะอุโมงค์และโยธาขนาดใหญ่ได้พร้อมกันทุกจุด ปิดช่องว่างไม่ให้เอกชนนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการขยายระยะเวลาการก่อสร้างหรือเรียกร้องค่าชดเชยเพิ่มในอนาคต

    2.ผูกพิมพ์เขียว ไฮสปีดเทรน เข้ากับ ‘Eastern Aviation City’ และแผนแม่บท TOD รถไฟความเร็วสูงจะไม่สามารถคุ้มทุนได้เลยหากพึ่งพาเพียงแค่ผู้โดยสารในเมืองหลวง รัฐต้องเร่งสร้าง “แรงดึงดูด” (Demand Creation) ที่ปลายทางในพื้นที่ภาคตะวันออก ทั้งนี้ต้องเร่งรัดเมืองการบินอู่ตะเภาคู่ขนาน รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อนโครงการเมืองการบินภาคตะวันออก (สนามบินอู่ตะเภา) ให้เฟสแรกเปิดใช้งานได้สอดรับกับเวลาการเปิดเดินรถไฟความเร็วสูง เพื่อให้เกิดการเกื้อหนุนเชิงฟังก์ชัน (Synergy) ดึงดูดปริมาณผู้โดยสาร (Traffic) เข้าสู่ระบบรางทันที

    3.โมเดล TOD (Transit Oriented Development) เพื่อชุมชน เร่งคลอดผังเมืองและการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีมักกะสัน ศรีราชา และพัทยา โดยเปิดโอกาสให้ SME และผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ปล่อยให้เป็นการผูกขาด เพื่อเปลี่ยนสถานีรถไฟให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและนวัตกรรมใหม่ของภูมิภาคอย่างแท้จริง

    ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น “ไม่ใช่ทางเลือกที่รัฐบาลจะเลือกทำข้อใดข้อหนึ่งได้” แต่เป็น “แพ็กเกจยุทธศาสตร์ร่วม” (Strategic Package) ที่ต้องขับเคลื่อนควบคู่กันไปอย่างเป็นเอกภาพ

    วันนี้ ประเทศไทยไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับแค่ปัญหาข้อกฎหมายหรือความขัดแย้งในสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน แต่เรากำลังแข่งกับเวลา ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และการแข่งขันที่ดุเดือดในภูมิภาคอาเซียน
    “รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจบนความถูกต้อง โปร่งใส และยึดโยงกับผลประโยชน์ระยะยาวของชาติเป็นที่ตั้ง”

    ค่าปรับจากการฟ้องร้องเป็นตัวเลขที่จ่ายแล้วจบแต่ “ความสูญเสียความเชื่อมั่นระดับชาติ” คือการปิดประตูโอกาสทางเศรษฐกิจของคนไทยไปอีกนับทศวรรษ

    การเดินหน้ามหาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินให้สำเร็จตามแพ็กเกจยุทธศาสตร์ที่รัดกุมนี้ จึงไม่ใช่แค่การรักษาหรือสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบรางธรรมดาๆ แต่คือการรักษา “อนาคต ความเชื่อมั่น และศักดิ์ศรีทางเศรษฐกิจของประเทศไทย” ให้ยืนหยัดเป็นผู้นำในเวทีโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืนและมีเกียรติภูมิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1623394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u_PlicCDvtpljI5DR2DjI

  • กรมการพัฒนาชุมชน ปิดโครงการฝึกอบรม

    กรมการพัฒนาชุมชน ปิดโครงการฝึกอบรม

    กรมการพัฒนาชุมชน ปิดโครงการฝึกอบรม “พัฒนาชุมชนต้นแบบตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” สานความร่วมมือไทย–ปากีสถาน ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน


    7/07/2569 | 49 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ปิดโครงการฝึกอบรม “พัฒนาชุมชนต้นแบบตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” สานความร่วมมือไทย–ปากีสถาน ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

    วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ จังหวัดนนทบุรี นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรและปิดโครงการฝึกอบรม “การพัฒนาชุมชนต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ณ สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน” โดยได้รับเกียรติจากนางพิมพ์วดี โสวรัตนพงศ์ รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีปิด ทั้งนี้ มีผู้แทนจากสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน คณะวิทยากร และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

    โครงการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 8 กรกฎาคม 2569 กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้แทนจากสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน จำนวน 14 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านการบรรยายเชิงวิชาการ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติ และการศึกษาดูงานในพื้นที่ต้นแบบของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ราชบุรี และปทุมธานี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศตนเอง และต่อยอดสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งส่งเสริมการขยายผลหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับนานาชาติ พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาชุมชนกับประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมั่นว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะสามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังแสดงความชื่นชมต่อความตั้งใจของผู้เข้าร่วมทุกคน และเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และต่อยอดความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานต่อไป

    กรมการพัฒนาชุมชน ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจด้านการพัฒนาชุมชนบนพื้นฐานของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ของประเทศไทยสู่เวทีโลก อันเป็นการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และเสริมสร้างความมั่นคงของชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากในระดับสากล

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/388694&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mR9qzwlnu3y6E6D69hwC1

  • พ่อแม่ยังต้องเลี้ยง “เด็กจบใหม่” เงินเดือน 15,000 อยู่ไม่ไหวๆ “เอกนิติ” รับศก.ไทยป่วย | TOPNEWS

    พ่อแม่ยังต้องเลี้ยง “เด็กจบใหม่” เงินเดือน 15,000 อยู่ไม่ไหวๆ “เอกนิติ” รับศก.ไทยป่วย | TOPNEWS

    พ่อแม่ยังต้องเลี้ยง “เด็กจบใหม่” เงินเดือน 15,000 อยู่ไม่ไหวๆ “เอกนิติ” ยอมรับเศรษฐกิจไทยป่วยมะเร็ง ท่ามกลางวิกฤตโลก

    #topnewstv #เอกนิติ #เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1623143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JfGndHucDw-_2oMIlqI2r

  • ครม.ไฟเขียวปรับผังเมืองอยุธยา รองรับเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม-ที่อยู่อาศัย ควบคู่พื้นที่เกษตร : อินโฟเควสท์

    ครม.ไฟเขียวปรับผังเมืองอยุธยา รองรับเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม-ที่อยู่อาศัย ควบคู่พื้นที่เกษตร : อินโฟเควสท์

    คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบปรับผังเมืองรวมอยุธยา รองรับเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม-ที่อยู่อาศัย ควบคู่คุ้มครองพื้นที่เกษตรและสิ่งแวดล้อม

    น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ อยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก มีบทบาทเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง อุตสาหกรรมสินค้าไฮเทค และศูนย์กลางโลจิสติกส์ เชื่อมโยงภาคมหานคร ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จึงจำเป็นต้องปรับข้อกำหนดผังเมืองให้รองรับการพัฒนาอย่างเหมาะสม

    ร่างประกาศดังกล่าว เป็นการแก้ไขข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินสีเขียว หรือที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม ให้สามารถดำเนินการหรือประกอบกิจการในอาคารได้ตามความสูงและขนาดที่กำหนด รวมถึงยกเว้นการจำกัดความสูงของอาคารบางประเภท เช่น อาคารเพื่อการศาสนา สาธารณูปโภค สาธารณูปการ ไซโล โกดัง คลังสินค้า โรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน โครงสร้างสาธารณูปโภค และหอถังส่งน้ำในบางบริเวณ

    การแก้ไขครั้งนี้ยังเปิดให้บางพื้นที่สามารถประกอบพาณิชยกรรม อาคารชุด หอพัก หรืออาคารอยู่อาศัยรวมได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น ต้องไม่เป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ และต้องตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีขนาดเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร เพื่อให้การพัฒนาเมืองเป็นไปอย่างมีระบบ ไม่กระทบพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ และยังคงรักษาสมดุลของพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรมตามเจตนารมณ์ของผังเมือง

    น.ส.ลลิดา กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 แล้ว โดยคณะกรรมการผังเมืองมีมติเห็นชอบ และได้ปิดประกาศเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีผู้ยื่นข้อคิดเห็น 

    ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้ให้กระทรวงมหาดไทยรับข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการดำเนินการ โดยเฉพาะการคำนึงถึงผังน้ำ พื้นที่น้ำหลาก การควบคุมกิจกรรมในพื้นที่ผ่อนปรน และการปฏิบัติตามกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

    น.ส.ลลิดา ยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองที่สมดุล รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และที่อยู่อาศัย ควบคู่กับการรักษาพื้นที่เกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพสิ่งแวดล้อม 

    “การปรับปรุงผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครั้งนี้ จะช่วยให้พื้นที่สามารถพัฒนาได้อย่างเหมาะสม เป็นระบบ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” น.ส.ลลิดา กล่าว

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/611415&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04McyQBssO042aNiCmzmZE

  • “อนุทิน” สั่งกลางวง ครม. ให้ รมว.พลังงาน ลดราคาน้ำมัน ไม่ต้องไปขอประชาชน | เดลินิวส์

    “อนุทิน” สั่งกลางวง ครม. ให้ รมว.พลังงาน ลดราคาน้ำมัน ไม่ต้องไปขอประชาชน | เดลินิวส์

    วันที่ 7 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีค่าครองชีพสูงถาวรนั้น ได้สั่งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เร่งรัดกระทรวงพลังงานปรับลดราคาน้ำมันให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกที่เริ่มทรงตัวและลดลงต่อเนื่อง 

    “ได้มีข้อสั่งการโดยตรงไปยัง รมว.พลังงาน ให้ดำเนินการลดราคาน้ำมันโดยเร็วที่สุด เพราะขณะนี้ราคาในตลาดโลกมีความนิ่งและเริ่มปรับตัวลดลงเป็นลำดับแล้ว”

    นายอนุทิน ย้ำว่า “ตอนขึ้นก็ไปขอประชาชนขึ้น งั้นเมื่อลงไม่ต้องไปขอประชาชน ลงให้เขาเลย ลงทันที และลงให้มันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ค่อยๆ ลง” 

    ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลดีต่อค่าครองชีพและต้นทุนต่างๆ ของทั้งประชาชนและผู้ประกอบการที่ทำมาหากินโดยตรง ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้มีการหารือกันล่วงหน้ามาแล้ว 2-3 วัน และอยู่ในขั้นตอนการเร่งดำเนินการให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงแนวโน้มราคาอาหารที่จะลดลงตามราคาน้ำมันหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ได้มอบนโยบายไปแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะเป็นการประชุมของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อพิจารณาแนวทางปฏิบัติ โดยเชื่อมั่นว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะนำนโยบายไปขับเคลื่อนให้เกิดการลดราคาอย่างแน่นอน

    ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเรื่องนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ได้ทราบเรื่องนี้แล้ว และได้มอบหมายให้ดูแลเรื่องการลดค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน ซึ่งการลดราคาน้ำมันจะมีผลสืบเนื่องไปยังค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ด้วย โดยรัฐบาลจะยังคงเดินหน้ามาตรการเดิมอย่างต่อเนื่อง เช่น การควบคุมราคาสินค้า และโครงการสินค้าธงฟ้าเพื่อตรึงราคาสินค้าที่จำเป็น และโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่คาดว่าจะเข้ามามีส่วนสำคัญในการช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนของประชาชน

    นายอนุทิน กล่าวถึงเงินเฟ้อยังอยู่สูง นโยบายเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ว่า “เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่การแก้ปัญหาเพียงจุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็นการมองภาพรวมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกๆ มิติอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6006949/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g6mmfpcFyOb9s9ooBw54L

  • ชลประทานเร่งจ้างงาน 8.4 หมื่นคน ปั้นเศรษฐกิจฐานราก-เสริมความมั่นคงน้ำ

    ชลประทานเร่งจ้างงาน 8.4 หมื่นคน ปั้นเศรษฐกิจฐานราก-เสริมความมั่นคงน้ำ

    ชลประทานเร่งจ้างงาน 8.4 หมื่นคน ปั้นเศรษฐกิจฐานราก-เสริมความมั่นคงน้ำ

    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงด้านอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรและประชาชน โดยมอบหมายให้กรมชลประทานดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างงานและชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกรและแรงงานในท้องถิ่นในช่วงเว้นว่างจากการทำการเกษตร

    ชลประทานเร่งจ้างงาน 8.4 หมื่นคน ปั้นเศรษฐกิจฐานราก-เสริมความมั่นคงน้ำ

    ควบคู่กับการพัฒนาและบำรุงรักษาระบบชลประทานและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ อาทิ งานซ่อมแซม ปรับปรุง และบำรุงรักษาระบบชลประทาน พัฒนาแหล่งน้ำ ระบบส่งน้ำ และสนับสนุนการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

    โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นี้ กรมชลประทานมีแผนจ้างแรงงานรวม 84,512 คน วงเงิน 5,824.55 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 12 เดือน (ตุลาคม 2568–กันยายน 2569) ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีการจ้างแรงงานแล้ว 64,158 คน หรือร้อยละ 75.92 ของเป้าหมาย

    ชลประทานเร่งจ้างงาน 8.4 หมื่นคน ปั้นเศรษฐกิจฐานราก-เสริมความมั่นคงน้ำ

    จังหวัดที่มีการจ้างแรงงานมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดสกลนคร จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดสุพรรณบุรี สะท้อนถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานโครงการฯตามแผน พร้อมช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง 

    ทั้งนี้  กรมชลประทาน  จะเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการฯ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างต่อเนื่องตามแผนที่กำหนด  และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน เพื่อให้การพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่กับการสร้างงานและกระจายรายได้สู่ชุมชน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ รองรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

    ชลประทานเร่งจ้างงาน 8.4 หมื่นคน ปั้นเศรษฐกิจฐานราก-เสริมความมั่นคงน้ำ

    ทั้งนี้จึงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/social-biz/663372&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KUJtsaPpCF7rIXUOOePe2

  • ไขปมดันไทยเข้า OECD ทำไม ‘อรรษิษฐ์’ ได้นั่งหัวโต๊ะ? เพราะ ‘หน้าที่’ หรือแค่ ‘ใกล้ชิด’

    ไขปมดันไทยเข้า OECD ทำไม ‘อรรษิษฐ์’ ได้นั่งหัวโต๊ะ? เพราะ ‘หน้าที่’ หรือแค่ ‘ใกล้ชิด’

    ช่วงนี้ คำว่า OECD น่าจะคุ้นๆ หูของใครหลายคน เพราะ ‘ประเทศไทย’ ในเวลานี้ เป็น 1 ใน 8 ประเทศที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งการเป็นสมาชิก OECD นับเป็น “ก้าวย่างสำคัญ” เพื่อยกระดับยกระดับคุณภาพมาตรฐานด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การลงทุน และการบริหารภาครัฐ ให้ทันสมัย โปร่งใสและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

    OECD คืออะไร?

    OECD คือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ Organisation for Economic Co-operation and Development เป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลวิจัยและคำปรึกษา แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมความมั่นคง ความเท่าเทียม ความเป็นอยู่ที่ดี และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามวิสัยทัศน์ ‘Better Policies for Better Lives’

    OECD เป็นองค์กรที่พัฒนามาจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งภาคพื้นยุโรป ตั้งขึ้นตามแผนการ (Marshall Plan) ในปี 1948 เพื่อฟื้นฟู เศรษฐกิจของประเทศในภาคพื้นยุโรปภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งต่อมาในปี 1961 ได้จัดตั้งเป็น OECD และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

    ความคืบหน้าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของ ‘ประเทศไทย’

    ประเทศไทยตระหนักดีว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นประโยชน์มากมาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จึงลงนามคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของกระทรวงมหาดไทย”

    โดยมี ‘อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง

    เป้าหมายของ ‘อนุทิน’ กับการแต่งตั้งครั้งนี้ คือ ร่วมกันผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD

    แต่ชื่อของ ‘อรรษิษฐ์’ กับ ‘องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา’ กลับทำให้เกิดข้อสงสัย ในเมื่อชื่อองค์กรมีคำว่า ‘เศรษฐกิจ’ อย่างเด่นชัด แล้วเหตุใด จึงให้ ‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ มาผลักดันภารกิจนี้ ?

    เหตุผลที่ต้องเป็น ‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’

    สำหรับ OECD หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หลายคนมองว่า เป็นเรื่อง ‘เศรษฐกิจ’ เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว OECD มีขอบเขตที่กว้างกว่านั้นมาก โดยครอบคลุมนโยบายภาครัฐแทบจะทุกด้าน เช่น

    • เศรษฐกิจและการคลัง
    • การลงทุน
    • ภาษี
    • การศึกษา
    • สิ่งแวดล้อม
    • ดิจิทัล
    • การต่อต้านคอร์รัปชัน
    • การกำกับดูแลภาครัฐ
    • การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น

    เมื่อดูขอบเขตหน้าที่ของ OECD แบบภาพรวมแล้ว จะพบว่า ยังมีประเด็นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย อย่าง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค การปกครองท้องถิ่น หรือธรรมาภิบาล

    และเมื่อดูคำสั่งที่ ‘นายกฯ อนุทิน’ ลงนามแต่งตั้ง จะพบว่า คณะกรรมการดังกล่าว มีชื่อเรียกแบบเต็มๆ ว่า “คณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของกระทรวงมหาดไทย” ที่มี ‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานคณะกรรมการชุดของ ‘กระทรวงมหาดไทย’

    เท่ากับว่า คณะกรรมการฯ นี้ ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยทั้งหมดใช่หรือไม่? 

    เนื่องจากก่อนหน้านี้ ครม.ได้ตั้ง “คณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย” ซึ่งเป็น ‘คณะระดับชาติ’ มี ‘นายกรัฐมนตรี’ เป็นประธาน และมีรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้แทนหน่วยงานสำคัญร่วมกำกับทิศทาง ดังนั้น “คณะของมหาดไทย” จึงเป็นเพียงหนึ่งใน ‘กลไก’ ของทั้งองคาพยพ

    ทำไม ‘มหาดไทย’ มีบทบาทเด่น แทนที่จะเป็น ‘กระทรวงการคลัง’?

    ข้อสงสัยนี้ อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะหากดูจากข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ‘กระทรวงการคลัง’ ยังคงเป็นผู้เล่นหลักในการผลักดันไทยเข้าสู่ OECD เสมอ เพราะเป็นหน่วยงานหลักด้านการเจรจามาตรฐานเศรษฐกิจ ซึ่งรับผิดชอบการหารือกับ OECD ในหลายคณะกรรมการ

    • นโยบายเศรษฐกิจมหภาค
    • นโยบายการคลัง
    • ระบบภาษี
    • การลงทุนระหว่างประเทศ
    • ตลาดทุนและบริการทางการเงิน
    • การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ

    นอกจากนี้ ‘กระทรวงการคลัง’ ยังปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องมาตรฐาน OECD โดยที่ผ่านมา ผลักดันหลายเรื่อง ทั้งการปฏิรูประบบภาษีให้สอดคล้องมาตรฐานสากล ยกระดับความโปร่งใสด้านภาษี การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษี ปรับปรุงกฎหมายป้องกันการฟอกเงินและการเงินผิดกฎหมาย ยกระดับธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจตามแนวปฏิบัติของ OECD ขณะเดียวกัน ยังผลักดันมาตรฐานภาษีระหว่างประเทศ โดยไทยเข้าร่วมความร่วมมือด้านภาษีกับ OECD มาอย่างต่อเนื่อง

    ‘กระทรวงการคลัง’ ยังทำงานร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจมากมาย ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยให้เป็นไปตามเกณฑ์ของ OECD

    แล้วทำไมช่วงนี้ ชื่อของ ‘กระทรวงมหาดไทย’ จึงเด่นชัด?

    การเข้า OECD เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมมาตรฐานมากกว่า 20 สาขา เช่น สิ่งแวดล้อม การศึกษา ดิจิทัล แรงงาน การแข่งขัน การต่อต้านคอร์รัปชัน เกษตร และการกำกับดูแลภาครัฐ ดังนั้น จึงต้องอาศัยหลายกระทรวงร่วมกัน นี่จึงน่าจะเป็นเหตุผลให้รัฐบาลมอบหมาย ‘กระทรวงมหาดไทย’ มารับบทนำในด้านธรรมาภิบาล การต่อต้านการทุจริต การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และการประสานหน่วยงานทั่วประเทศ

    หากสรุปตามโครงสร้างบทบาทหน้าที่ ก็จะเข้าใจได้ว่า ‘กระทรวงมหาดไทย’ ไม่ได้เข้ามาแทน ‘กระทรวงการคลัง’

    อีกทั้ง การผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้มี ‘เจ้าภาพ’ เพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ซึ่งนอกจากกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยแล้ว ก็ยังมีกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักนายกรัฐมนตรี ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องประสานความร่วมมือกัน

    เป็นเพราะความสนิทสนมกับ ‘นายกฯ’ หรือไม่ ที่ทำให้ชื่อ ‘อรรษิษฐ์’ โดดเด่นออกมาในเวลานี้?

    แม้ ‘ปลัดมหาดไทย’ จะเคยออกมาปฏิเสธแล้วว่า ไม่ใช่ ‘ร่างทรง’ ของนายกฯ อนุทิน แต่คนก็อดเคลือบแคลงไม่ได้ เมื่อมีคำสั่งเกี่ยวกับการผลักดัน OECD นี้ออกมา

    ทว่าหากมองแบบเป็นกลาง ผ่านมุมการบริหารงาน ‘นายกฯ อนุทิน’ ซึ่งนั่งอยู่ในเก้าอี้ ‘รมว.มหาดไทย’ ด้วย ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ต้องการให้กระทรวงที่กำกับโดยตรงได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพราะถือว่าเป็นสายบังคับบัญชาโดยตรง และเมื่อ ‘กระทรวงมหาดไทย’ จะต้องมีคณะกรรมการของตัวเอง คนที่เป็นหัวหน้าฝ่ายประจำของกระทรวงก็คือ ‘ปลัดกระทรวง’ นั่นเอง

    ส่วนการวางชื่อ ‘อรรษิษฐ์’ แบบนี้ จะดูเป็นการปูทางไปตำแหน่งใดหรือไม่ ก็ยัง ‘คาดเดา’ ได้ยาก เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เกิดขึ้นได้เสมอ คงต้องติดตามกันแบบใกล้ชิดว่า นี่จะเป็นแค่การ ‘แต่งตั้ง’ ตามปกติทั่วไป หรือ เป็นการวางรากฐานเพื่อปูทางให้ ‘ข้าราชการคนหนึ่ง’ อยู่ต่อได้อย่างมั่นคง ก่อนจะเกษียณอายุราชการในปี 2574 หรือไม่ ?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/anutin-ansit-oecd-7july2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ho4vDAemgMEgsY344N7Qa

  • สานพลัง พัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

    สานพลัง พัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

    ประเทศไทยเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ผลิตภาพแรงงานที่ชะลอตัว สังคมสูงวัย และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น  คุณภาพของคนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดอนาคตประเทศ 

    การพัฒนาคน ต้องให้คนเป็นศูนย์กลาง และทำในหลายมิติ โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้กล่าวในงานสัมมนา Equity Forum 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับ 8 นวัตกรรม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุนมนุษย์ไทยไว้อย่างน่าสนใจมาก

    rn

     

    rn

    1. ระบบข้อมูล

    rn

    ดร.ประสารฯ ชี้ให้เห็นความสำคัญของข้อมูล ซึ่งในอดีตเราขาดข้อมูลการศึกษาของเด็กยากจนในมิติต่าง ๆ “เปรียบได้กับหมอที่ไม่มีประวัติคนไข้ ไม่มีผลเลือด ต่อให้หมอเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางวินิจฉัยได้ถูก” กสศ. จึงสร้างระบบข้อมูล iSEE ที่เชื่อมโยงข้อมูลกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อค้นหาเด็กยากจนได้อย่างแม่นยำ

    rn

     

    rn

    2. หลักประกันโอกาสทางการศึกษา

    rn

    พ่อแม่ที่มีทุนมนุษย์ต่ำและทรัพย์น้อย ย่อมไม่มีกำลังพอจะดูแลลูกอย่างที่ควรจะเป็น กสศ. จึงริเริ่มระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ด้วยเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข โดยเป็นระบบที่บูรณาการการคัดกรองความยากจน และการติดตามพัฒนาการ หากทุนมนุษย์มีมากขึ้น จะมีโอกาสที่จะตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น

    rn

     

    rn

    3. Thailand Zero Dropout

    rn

    การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน ลงมือทำร่วมกันให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ แต่ยังไม่เพียงพอ ต้องก้าวสู่ Thailand Zero Dropout Plus โดยเชื่อมต่อไปยังการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ ตอบโจทย์ชีวิตเด็กได้ รวมถึงโอกาสเรียนรู้ควบคู่การทำงาน

    rn

     

    rn

    4. โรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher & School Quality Program – TSQM)

    rn

    คุณภาพการศึกษาไม่อาจเกิดขึ้นได้จากคำสั่งส่วนกลาง เพราะโรงเรียนแต่ละแห่งมีข้อจำกัดแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ต้องเกิดจากความสามารถของโรงเรียนในการเห็นปัญหา เรียนรู้ และพัฒนาตนเอง TSQM จึงเน้นการขับเคลื่อนกลไกเครือข่ายที่หนุนเสริมให้โรงเรียนพัฒนาตนเองได้

    rn

     

    rn

    5. ครูรัก(ษ์)ถิ่น

    rn

    เพื่อตอบโจทย์โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลขาดครู จึงเน้นการพัฒนาคนรุ่นใหม่ในชุมชน ให้กลับไปเป็นครูของบ้านเกิดตนเอง การสร้างครูหนึ่งคน สามารถเปลี่ยนชีวิตเด็กได้อีกหลายรุ่น

    rn

     

    rn

    6. การศึกษายืดหยุ่น (Flexible Learning / Learning Passport)

    rn

    เด็กบางคนมีเงื่อนไขชีวิตที่ต้องทำมาหากิน ช่วยเหลือครอบครัว ทำให้เข้าเรียนในเวลาปกติไม่ได้ ดังนั้น เราไม่ควรบังคับให้ชีวิตของเด็กยึดตามระบบ แต่ต้องทำให้ระบบการศึกษายืดหยุ่นพอที่จะเดินทางไปหาเด็ก นวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ทั้งการศึกษาในระบบ/การศึกษานอกระบบที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียน/การศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้ตามศักยภาพและความสนใจ เพื่อเปลี่ยนชุมชนเป็นห้องเรียนที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับทักษะชีวิตและอาชีพ โดยเทียบโอนผลการเรียนระหว่างกันได้ และนวัตกรรมอย่าง “Learning Passport” เพื่อให้การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้รับการรับรองและนำไปสร้างอนาคตได้

    rn

     

    rn

    7. All for Education

    rn

    อนาคตของเด็กไทย เป็นอนาคตร่วมกันของทุกคน ผลตอบแทนจากการลงทุนในเด็กหนึ่งคน ไม่ได้กลับคืนเฉพาะเด็กคนนั้น แต่กลับคืนสู่ครอบครัว ตลาดแรงงาน และสังคมโดยรวม

    rn

     

    rn

    8. การวิจัยเชิงประจักษ์ (Evidence-based Research)

    rn

    ดร.ประสารฯ เปรียบเปรยว่า “งานวิจัยเสมือนเข็มทิศ ข้อมูลบอกเราว่าเรืออยู่ที่ไหน แต่งานวิจัยบอกเราว่าควรแล่นเรือไปทิศใด และเส้นทางใดจะพาไปถึงปลายทางได้เร็วและปลอดภัยที่สุด โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยชีวิตของเด็ก” จึงได้มีการใช้การวิจัยเชิงประจักษ์ที่หลากหลาย ก่อนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย

    rn

     

    rn

    โจทย์ใหญ่ คือ ทำอย่างไรให้ 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกมเหล่านี้ เกิดความยั่งยืน ความเสมอภาคทางการศึกษาจึงเป็นเป้าหมายที่คนไทยทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันเป็นเจ้าของ

    rn

     

    rn

    ดร. ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ที่เข้าร่วมงานเสวนา ชี้ให้เห็นว่า ทุนมนุษย์สำคัญมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เนื่องจากไทยเผชิญสังคมสูงวัยและคนเกิดน้อยลงจึงต้องชดเชยด้วยคุณภาพ ทุกภาคส่วนจึงควรร่วมกันสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและลดวงจรอุบาทว์ความยากจนข้ามรุ่น

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติเป็นภาคี ALL FOR EDUCATION ของ กสศ. ผ่าน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. โดยให้ทุนแก่เด็กยากจนในสาขาขาดแคลน ผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง

    rn

     

    rn

    อีกเรื่องที่ผู้ว่าการ คุณวิทัย รัตนากร ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การให้ความรู้ทางการเงิน เพราะเป็นรากฐานของความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือน และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว จึงได้ยกระดับการดำเนินงาน จัดตั้งฝ่ายส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน เพื่อเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ มีความต่อเนื่อง และมีทิศทางที่ชัดเจน

    rn

     

    rn

    ที่ผ่านมา แบงก์ชาติให้ความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น Fin.ดี Happy Life!!! สำหรับวัยทำงาน และ Fin.ดี We Can Do!!! สำหรับนักเรียนอาชีวศึกษา ซึ่งสร้างผลลัพธ์ที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ จึงมาเน้นที่การผลักดันเชิงนโยบาย ขับเคลื่อนความรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาไทย

    rn

     

    rn

    1. สร้างมาตรฐานร่วมของประเทศ

    rn

    พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงิน (Financial Competency Framework) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานภาคการเงินที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดว่าเด็กไทย
    rnแต่ละช่วงวัย ควรมีความรู้ทักษะ และพฤติกรรมทางการเงินอะไรบ้าง

    rn

     

    rn

    2. สร้างเครื่องมือให้ครู

    rn

    พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการเงิน 4 ช่วงชั้น (ป.ต้น ป.ปลาย ม.ต้น ม.ปลาย) ที่ได้ออกแบบตามกรอบสมรรถนะฯ ของแต่ละช่วงวัย เป็นตัวช่วยการสอนให้กับครูสามารถนำไปใช้จัดการเรียนรู้ได้

    rn

     

    rn

    3. โครงการ “ครูสตางค์”

    rn

    เพื่อสร้างครูที่มีองค์ความรู้ด้านการเงิน และทักษะการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ที่เพียงพอต่อการถ่ายทอดสู่ผู้เรียน

    rn

     

    rn

    4. ต่อยอดไปยังระดับอุดมศึกษา

    rn

    แบงก์ชาติร่วมมือกับหน่วยงานภาคการเงิน จัดทำ standard course syllabus ของระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยมีเนื้อหาวิชา Financial Literacy เป็นวิชาพื้นฐานที่นักศึกษาทุกคนได้เรียน และ ยังได้ผลักดันเชิงนโยบายผ่านกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเงินในหลายมิติ

    rn

     

    rn

    บทบาทของแบงก์ชาติ คือ การทำงานร่วมกับภาคการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ด้านการเงินได้อย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    ทั้งหมดนี้ เป็นการสานพลังจากทุกภาคส่วน มาร่วมกันขับเคลื่อนเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีองค์ความรู้ทั้งทักษะวิชาการ และทักษะทางการเงิน ให้ได้แรงงานคุณภาพที่ครบเครื่อง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญให้กับเศรษฐกิจไทย เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนกันนะคะ

    rn”}}” id=”text-bdd2aca8f4″>

    การพัฒนาคน ต้องให้คนเป็นศูนย์กลาง และทำในหลายมิติ โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้กล่าวในงานสัมมนา Equity Forum 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับ 8 นวัตกรรม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุนมนุษย์ไทยไว้อย่างน่าสนใจมาก

    1. ระบบข้อมูล

    ดร.ประสารฯ ชี้ให้เห็นความสำคัญของข้อมูล ซึ่งในอดีตเราขาดข้อมูลการศึกษาของเด็กยากจนในมิติต่าง ๆ “เปรียบได้กับหมอที่ไม่มีประวัติคนไข้ ไม่มีผลเลือด ต่อให้หมอเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางวินิจฉัยได้ถูก” กสศ. จึงสร้างระบบข้อมูล iSEE ที่เชื่อมโยงข้อมูลกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อค้นหาเด็กยากจนได้อย่างแม่นยำ

    2. หลักประกันโอกาสทางการศึกษา

    พ่อแม่ที่มีทุนมนุษย์ต่ำและทรัพย์น้อย ย่อมไม่มีกำลังพอจะดูแลลูกอย่างที่ควรจะเป็น กสศ. จึงริเริ่มระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ด้วยเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข โดยเป็นระบบที่บูรณาการการคัดกรองความยากจน และการติดตามพัฒนาการ หากทุนมนุษย์มีมากขึ้น จะมีโอกาสที่จะตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น

    3. Thailand Zero Dropout

    การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน ลงมือทำร่วมกันให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ แต่ยังไม่เพียงพอ ต้องก้าวสู่ Thailand Zero Dropout Plus โดยเชื่อมต่อไปยังการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ ตอบโจทย์ชีวิตเด็กได้ รวมถึงโอกาสเรียนรู้ควบคู่การทำงาน

    4. โรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher & School Quality Program – TSQM)

    คุณภาพการศึกษาไม่อาจเกิดขึ้นได้จากคำสั่งส่วนกลาง เพราะโรงเรียนแต่ละแห่งมีข้อจำกัดแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ต้องเกิดจากความสามารถของโรงเรียนในการเห็นปัญหา เรียนรู้ และพัฒนาตนเอง TSQM จึงเน้นการขับเคลื่อนกลไกเครือข่ายที่หนุนเสริมให้โรงเรียนพัฒนาตนเองได้

    5. ครูรัก(ษ์)ถิ่น

    เพื่อตอบโจทย์โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลขาดครู จึงเน้นการพัฒนาคนรุ่นใหม่ในชุมชน ให้กลับไปเป็นครูของบ้านเกิดตนเอง การสร้างครูหนึ่งคน สามารถเปลี่ยนชีวิตเด็กได้อีกหลายรุ่น

    6. การศึกษายืดหยุ่น (Flexible Learning / Learning Passport)

    เด็กบางคนมีเงื่อนไขชีวิตที่ต้องทำมาหากิน ช่วยเหลือครอบครัว ทำให้เข้าเรียนในเวลาปกติไม่ได้ ดังนั้น เราไม่ควรบังคับให้ชีวิตของเด็กยึดตามระบบ แต่ต้องทำให้ระบบการศึกษายืดหยุ่นพอที่จะเดินทางไปหาเด็ก นวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ทั้งการศึกษาในระบบ/การศึกษานอกระบบที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียน/การศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้ตามศักยภาพและความสนใจ เพื่อเปลี่ยนชุมชนเป็นห้องเรียนที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับทักษะชีวิตและอาชีพ โดยเทียบโอนผลการเรียนระหว่างกันได้ และนวัตกรรมอย่าง “Learning Passport” เพื่อให้การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้รับการรับรองและนำไปสร้างอนาคตได้

    7. All for Education

    อนาคตของเด็กไทย เป็นอนาคตร่วมกันของทุกคน ผลตอบแทนจากการลงทุนในเด็กหนึ่งคน ไม่ได้กลับคืนเฉพาะเด็กคนนั้น แต่กลับคืนสู่ครอบครัว ตลาดแรงงาน และสังคมโดยรวม

    8. การวิจัยเชิงประจักษ์ (Evidence-based Research)

    ดร.ประสารฯ เปรียบเปรยว่า “งานวิจัยเสมือนเข็มทิศ ข้อมูลบอกเราว่าเรืออยู่ที่ไหน แต่งานวิจัยบอกเราว่าควรแล่นเรือไปทิศใด และเส้นทางใดจะพาไปถึงปลายทางได้เร็วและปลอดภัยที่สุด โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยชีวิตของเด็ก” จึงได้มีการใช้การวิจัยเชิงประจักษ์ที่หลากหลาย ก่อนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย

    โจทย์ใหญ่ คือ ทำอย่างไรให้ 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกมเหล่านี้ เกิดความยั่งยืน ความเสมอภาคทางการศึกษาจึงเป็นเป้าหมายที่คนไทยทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันเป็นเจ้าของ

    ดร. ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ที่เข้าร่วมงานเสวนา ชี้ให้เห็นว่า ทุนมนุษย์สำคัญมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เนื่องจากไทยเผชิญสังคมสูงวัยและคนเกิดน้อยลงจึงต้องชดเชยด้วยคุณภาพ ทุกภาคส่วนจึงควรร่วมกันสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและลดวงจรอุบาทว์ความยากจนข้ามรุ่น

    แบงก์ชาติเป็นภาคี ALL FOR EDUCATION ของ กสศ. ผ่าน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. โดยให้ทุนแก่เด็กยากจนในสาขาขาดแคลน ผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง

    อีกเรื่องที่ผู้ว่าการ คุณวิทัย รัตนากร ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การให้ความรู้ทางการเงิน เพราะเป็นรากฐานของความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือน และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว จึงได้ยกระดับการดำเนินงาน จัดตั้งฝ่ายส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน เพื่อเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ มีความต่อเนื่อง และมีทิศทางที่ชัดเจน

    ที่ผ่านมา แบงก์ชาติให้ความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น Fin.ดี Happy Life!!! สำหรับวัยทำงาน และ Fin.ดี We Can Do!!! สำหรับนักเรียนอาชีวศึกษา ซึ่งสร้างผลลัพธ์ที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ จึงมาเน้นที่การผลักดันเชิงนโยบาย ขับเคลื่อนความรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาไทย

    1. สร้างมาตรฐานร่วมของประเทศ

    พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงิน (Financial Competency Framework) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานภาคการเงินที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดว่าเด็กไทย
    แต่ละช่วงวัย ควรมีความรู้ทักษะ และพฤติกรรมทางการเงินอะไรบ้าง

    2. สร้างเครื่องมือให้ครู

    พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการเงิน 4 ช่วงชั้น (ป.ต้น ป.ปลาย ม.ต้น ม.ปลาย) ที่ได้ออกแบบตามกรอบสมรรถนะฯ ของแต่ละช่วงวัย เป็นตัวช่วยการสอนให้กับครูสามารถนำไปใช้จัดการเรียนรู้ได้

    3. โครงการ “ครูสตางค์”

    เพื่อสร้างครูที่มีองค์ความรู้ด้านการเงิน และทักษะการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ที่เพียงพอต่อการถ่ายทอดสู่ผู้เรียน

    4. ต่อยอดไปยังระดับอุดมศึกษา

    แบงก์ชาติร่วมมือกับหน่วยงานภาคการเงิน จัดทำ standard course syllabus ของระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยมีเนื้อหาวิชา Financial Literacy เป็นวิชาพื้นฐานที่นักศึกษาทุกคนได้เรียน และ ยังได้ผลักดันเชิงนโยบายผ่านกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเงินในหลายมิติ

    บทบาทของแบงก์ชาติ คือ การทำงานร่วมกับภาคการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ด้านการเงินได้อย่างต่อเนื่อง

    ทั้งหมดนี้ เป็นการสานพลังจากทุกภาคส่วน มาร่วมกันขับเคลื่อนเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีองค์ความรู้ทั้งทักษะวิชาการ และทักษะทางการเงิน ให้ได้แรงงานคุณภาพที่ครบเครื่อง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญให้กับเศรษฐกิจไทย เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนกันนะคะ

    financialclassroom

                            QR ห้องเรียนการเงิน ที่รวมกรอบสมรรถนะทางการเงินและชุดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละช่วงวัย

    ** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย
     

    pornpen photo

    จันทร์ธิดา พัวรัตนอรุณกร

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 7 กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260707.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jew4RiPpWo4QVDJNeHpgw