Blog

  • ส.อ.ท. ส่งสัญญาณเศรษฐกิจไทยฟื้น ดัชนีอุตฯ พุ่ง จับตาแรงส่งลงทุน 7 แสนล้าน

    ส.อ.ท. ส่งสัญญาณเศรษฐกิจไทยฟื้น ดัชนีอุตฯ พุ่ง จับตาแรงส่งลงทุน 7 แสนล้าน

    ดร.วิรัช ฉัตรดรงค์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน 2569 ว่า อยู่ที่ระดับ 88.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 84.7 ในเดือนพฤษภาคม 2569

    สำหรับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีฯ มีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน ได้แก่ มาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และสนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ ผ่านการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 43,200 ล้านบาท 

    รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายช่วงกลางปีของผู้ประกอบการ รวมถึงโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม แฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์ ตลอดจนส่งเสริมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว

    สหรัฐ-อิหร่านผ่อนคลายช่วยราคาน้ำมันในประเทศลด

    ขณะที่การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศปรับลดลง ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและปุ๋ย

    ส.อ.ท. ส่งสัญญาณเศรษฐกิจไทยฟื้น ดัชนีอุตฯ พุ่ง จับตาแรงส่งลงทุน 7 แสนล้าน

     นอกจากนี้ โครงการ Thailand FastPass ยังช่วยเร่งรัดการลงทุน จำนวน 25 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 223,000 ล้านบาท และคาดว่าจะต่อยอดให้เกิดการลงทุนรวมมากกว่า 700,000 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน และกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

    ในด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี (Tech) ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัว 37.6% ตามการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในตลาดโลก 

    ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ต่อปี ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง

    อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในเดือนมิถุนายน 2569 มีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขยายรายการสินค้าควบคุมเป็น 66 รายการ อาทิ ซอสปรุงรสและผลิตภัณฑ์มะพร้าว ซึ่งอาจจำกัดความสามารถของผู้ประกอบการในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร

    นอกจากนี้ มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า เช่น มาเลเซีย เม็กซิโก และเวียดนาม ยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดดังกล่าว 

    ภาคการผลิตบางอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดัน

    ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตในบางอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดัน สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization: CapU) ที่ชะลอตัวลงตามคำสั่งซื้อที่ลดลงในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม

    ส.อ.ท. ส่งสัญญาณเศรษฐกิจไทยฟื้น ดัชนีอุตฯ พุ่ง จับตาแรงส่งลงทุน 7 แสนล้าน

    สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลาดรถกระบะยังคงได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ สะท้อนจากยอดขายรถกระบะที่ลดลงร้อยละ 5.13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year-on-Year: YoY) ขณะที่ความต้องการจากตลาดต่างประเทศลดลงร้อยละ 12.31 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกี่ยวเนื่อง

    จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,328 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของส.อ.ท. ในเดือนมิถุนายน 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 61.6% ,ราคาพลังงาน 59.0% ,เศรษฐกิจภายในประเทศ 55.6% และการเข้าถึงสินเชื่อ 31.7% อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 29.9% นโยบายภาครัฐ 28.8% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 25.8% 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 94.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 91.8 ในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยที่ต้องติดตาม ดังนี้ 

    ด้านปัจจัยบวก มาตรการโซลาร์ภาคประชาชน และแผนปรับโครงสร้างพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด อาทิ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน ส่งผลดีต่อภาคการผลิตที่เกี่ยวเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาภายใต้มาตรา Section 301 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในประเด็นด้านแรงงาน (Labor Force) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) โดยประเทศไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่อยู่ในขอบเขตการพิจารณา ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะการค้า การลงทุน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    จากปัจจัยดังกล่าว ส.อ.ท. ได้รวบรวมข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการที่ตอบแบบสำรวจในเดือนมิถุนายน 2569 ควบคู่กับการจัดทำข้อเสนอเพิ่มเติมจากผลการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการยกระดับ

    ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะต่อไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

    สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐเดือนมิถุนายน 2569

    • เสนอให้ภาครัฐมีการวางแผนและกำหนดเป้าหมายในการสร้างความสมดุลระหว่างโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้า  ความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำให้ชัดเจน ควบคู่กับการบูรณาการการทำโครงการภายใต้วงเงินกู้ 200,000 ล้านบาทให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งเร่งศึกษาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้า SMR, ไฮโดรเจน ฯลฯ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
    • เสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนาระบบติดตามและเฝ้าระวังสินค้านำเข้าในกลุ่มเสี่ยงที่อาจเข้าข่ายทุ่มตลาด (Early Warning) ทั้งในมิติของปริมาณการนำเข้าและราคาสินค้าที่ผิดปกติ เพื่อใช้เป็นกลไกสนับสนุนภาคเอกชนด้านข้อมูลสำหรับยื่นคำร้องเปิดการใช้มาตรการทางการค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
    • เสนอให้ภาครัฐออกแคมเปญรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทย ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ Made in Thailand (MiT) เช่น การนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าไทยไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน เช่น การยกเว้นภาษี เป็นต้น เพื่อส่งเสริมและขยายโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย

    ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย 

    • Economic Performance: ปรับทิศทางจากการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น สู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว (Economic Transformation) โดยส่งเสริมการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เช่น ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอาหารแห่งอนาคต
    • Government Efficiency: เร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และระบบอนุมัติอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จผ่านแพลตฟอร์มกลาง ควบคู่กับการทบทวนและลดกฎระเบียบที่เป็นภาระต่อภาคธุรกิจ โดยใช้เกณฑ์ B-READY เป็นแนวทาง เพื่อช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลา และเพิ่มความโปร่งใส
    • Business Efficiency: ยกระดับผลิตภาพภาคธุรกิจไทย (Productivity) โดยสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ AI และเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ เชื่อมโยงการผลิตกับห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) และส่งเสริมกลไกให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายในประเทศ
    • Infrastructure: ปฏิรูประบบการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ (Skills Alignment) พร้อมทั้งวางแผนระยะยาวอย่างเป็นระบบในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงสร้างพลังงาน ระบบโลจิสติกส์ เทคโนโลยี & นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI สวัสดิการสังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/663436&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I6tdmrAlCWSylBOVL9qFh

  • จีนสั่งประหาร ‘ข้าราชการใหญ่’ คดีรับสินบน 10 ปี กว่า 1 หมื่นล้าน สะท้อนการจัดระเบียบข้าราชการ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังท้าทาย

    จีนสั่งประหาร ‘ข้าราชการใหญ่’ คดีรับสินบน 10 ปี กว่า 1 หมื่นล้าน สะท้อนการจัดระเบียบข้าราชการ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังท้าทาย

    เมื่อปี 2025 ทางการจีนเคยออกกฎเหล็กสั่งข้าราชการทั่วประเทศให้รัดเข็มขัด ห้ามผลาญงบไปกับของฟุ่มเฟือยอย่างเหล้าและบุหรี่ มาวันนี้รัฐบาลปักกิ่งภายใต้การนำของสี จิ้นผิง ยกระดับความเด็ดขาดขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการสั่งประหารชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงในคดีรับสินบนมูลค่ามหาศาลกว่า 325 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 หมื่นล้านบาท) สะท้อนภาพชัดเจนว่าจีนไม่ได้แค่ขู่ แต่เอาจริงกับการจัดระเบียบข้าราชการท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังท้าทาย

    เชือดไก่ให้ลิงดู โทษประหารกับคดีเศรษฐกิจที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย

    สื่อหลักของรัฐอย่าง CCTV รายงานว่า นายหยาง โหย่วหลิน อดีตรองผู้อำนวยการเขตเศรษฐกิจในนครหนานจิง ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากสืบพบว่าเขารับสินบนสูงถึง 2.21 พันล้านหยวน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2013-2023) พ่วงด้วยข้อหายักยอกทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฟอกเงิน

    ศาลมองว่าพฤติกรรมของเขาสร้างความเสียหายอย่างหนักและร้ายแรงเกินกว่าจะรับได้

    อันที่จริง โทษประหารชีวิตในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจของจีนถือว่าหาดูได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย เพราะถ้าย้อนไปตั้งแต่ปี 2021 ทางการจีนก็เคยลงดาบประหารชีวิตอดีตผู้บริหารระดับสูงมาแล้วถึง 2 คนจาก China Huarong (หนึ่งในบริษัทบริหารหนี้เสียที่ใหญ่ที่สุดของจีน) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์กวาดล้างอาชญากรรมทางการเงินของสี จิ้นผิง ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง

    ถ้าเรานำจิ๊กซอว์ภาพนี้ไปต่อกับเหตุการณ์เมื่อปี 2025 จะเห็นทิศทางที่ชัดเจนมากว่า รัฐบาลจีนพยายามอุดรอยรั่วทางการเงินทุกวิถีทาง

    ในปีนั้น รัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ออกประกาศเตือนให้หน่วยงานรัฐทั่วประเทศลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหาร พื้นที่สำนักงาน ไปจนถึงการแบนการใช้งบหลวงไปกับงานเลี้ยงรับรอง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ พร้อมวาทกรรมเด็ดที่ว่า “ความสิ้นเปลืองคือความน่าละอาย และความประหยัดคือความรุ่งโรจน์”

    ผลกระทบตอนนั้นทำเอาตลาดหุ้นสะเทือน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและหุ้นสุราระดับไฮเอนด์ (ที่มักถูกใช้เป็นของขวัญหรือจัดเลี้ยงในหมู่ข้าราชการ) อย่าง Kweichow Moutai และ Luzhou Laojiao ที่ร่วงลงอย่างหนักรับข่าวนี้

    สาเหตุหลักที่จีนต้องเข้มงวดขนาดนั้น เป็นเพราะรัฐบาลท้องถิ่นกำลังแบกภาระหนี้มหาศาล ในขณะที่รายได้หลักจากการขายที่ดินก็หดหาย รัฐบาลกลางจึงต้องสั่งให้ข้าราชการหัดทำตัวให้ชินกับการรัดเข็มขัด เพื่อพยุงสถานะทางการคลังของประเทศ

    การตัดสินประหารชีวิตนายหยางในวันนี้ เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับการฉลองครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ชูผลงานการปราบปรามคอร์รัปชันของตัวเอง พร้อมลั่นวาจาว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะเดินหน้า “กำจัดไวรัสทุกชนิดที่กัดกินสุขภาพของพรรคให้สิ้นซาก”

    อ้างอิง: bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/china-anti-corruption-death-penalty&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13HrWjpEOZjvjLfi5y65Jf

  • นักเศรษฐศาสตร์ออสซี่เตือนเศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะช็อกด้านอุปทานถี่ขึ้น เสี่ยงกระทบเงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    นักเศรษฐศาสตร์ออสซี่เตือนเศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะช็อกด้านอุปทานถี่ขึ้น เสี่ยงกระทบเงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    ซาราห์ ฮันเตอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และรองผู้ว่าการฝ่ายเศรษฐกิจของธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) เตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญภาวะช็อกด้านอุปทาน (supply shock) ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุปสงค์

    ฮันเตอร์กล่าวระหว่างการประชุมนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรเลียที่กรุงแคนเบอร์ราในวันนี้ (8 ก.ค.) ว่า ช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะช็อกด้านอุปทานที่รุนแรงบ่อยครั้งขึ้น ส่งผลให้ RBA ต้องเผชิญกับการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินที่ยากลำบาก และต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน

    ฮันเตอร์กล่าวว่า แบบจำลองเศรษฐศาสตร์ในอดีตตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ภาวะช็อกด้านอุปทานที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมเพียงเล็กน้อย แต่ผลการศึกษาระยะหลังชี้ว่า แม้ปัญหาจะเกิดขึ้นเฉพาะบางภาคส่วน ก็สามารถลุกลามไปกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุปสงค์ในวงกว้างได้

    ฮันเตอร์ระบุว่า ดังที่เห็นในช่วงที่ผ่านมา แรงกระแทกทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่สามารถสร้างความไม่แน่นอน บั่นทอนความเชื่อมั่น และทำให้ผู้บริโภคบางส่วนลดการใช้จ่ายสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนชะลอตัว ขณะที่ภาคธุรกิจอาจชะลอการลงทุนและทบทวนแผนการจ้างงาน

    ฮันเตอร์ยกตัวอย่างผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของ RBA เผชิญกับความท้าทาย เนื่องจากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ขณะที่อุปสงค์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับชะลอลง

    ฮันเตอร์กล่าวว่า หากแนวโน้มเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ก็เป็นเหตุผลที่สนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจอ่อนแอลงและมีอุปทานส่วนเกินมากขึ้น ก็เป็นเหตุผลที่สนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 

    ทั้งนี้ ฮันเตอร์เสริมว่า ภาวะที่ RBA ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการประคับประคองเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย RBA ทำได้เพียงสร้างสมดุลระหว่างผลกระทบต่อเงินเฟ้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พร้อมป้องกันไม่ให้ภาวะช็อกด้านอุปทานชั่วคราวกลายเป็นเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ

    โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/611822&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw211jH9picwrhJymrTZDYsc

  • ธนาคารโลกชี้ GNI ไทยอันดับ 2 อาเซียน รัฐบาลเร่งเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจสู่รายได้คนไทย

    ธนาคารโลกชี้ GNI ไทยอันดับ 2 อาเซียน รัฐบาลเร่งเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจสู่รายได้คนไทย

    ธนาคารโลกเผยไทยมี GNI อันดับ 2 อาเซียน สะท้อนฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่ง โจทย์ต่อไปคือเปลี่ยนตัวเลขเศรษฐกิจให้เป็นรายได้ของประชาชน

    รายงานล่าสุดของธนาคารโลกที่ระบุว่าไทยมีรายได้มวลรวมประชาชาติ (Gross National Income : GNI) ปี 2568 อยู่ที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปีก่อน และอยู่ในอันดับ 2 ของอาเซียน เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยยังคงมีฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีศักยภาพในการแข่งขันของภูมิภาค

    ความสำคัญของตัวเลขดังกล่าวไม่ได้อยู่เพียงการจัดอันดับ หากสะท้อนถึงขนาดของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รายได้จากการผลิต การลงทุน การค้า และบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการสร้างการจ้างงาน ขยายการลงทุน และเพิ่มรายได้ให้ภาคธุรกิจและประชาชน

    สำหรับภาคเอกชนตัวเลข GNI ที่เติบโตช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มโอกาสเกิดการลงทุนใหม่ การขยายกำลังการผลิต และการพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ขณะที่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME จะมีโอกาสเข้าถึงตลาดและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น หากการลงทุนสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

    ในมิติของประชาชน การเติบโตของเศรษฐกิจจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนเป็นการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่สูงขึ้น และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะการเติบโตของตัวเลขมหภาคเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอหากผลประโยชน์ไม่กระจายลงสู่ภาคครัวเรือน

    รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า ไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งของอาเซียน โดยมีจุดแข็งด้านการผลิต การท่องเที่ยว เกษตรและอาหาร โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับภูมิภาค

    รัฐบาลจึงเร่งใช้กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นเวทีขับเคลื่อนการลงทุนใหม่ ปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจ และผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพลังงานสะอาด ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ การค้า บริการ และ Wellness เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    การประชุม กรอ. ยังมุ่งติดตามข้อเสนอจากภาคเอกชน พร้อมผลักดันการดำเนินงานผ่านคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน ได้แก่ การลงทุน การค้าและการท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี และการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนศักยภาพของประเทศให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

    เป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือการต่อยอดฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งให้กลายเป็นการลงทุนใหม่ การสร้างงาน การเพิ่มรายได้ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญยิ่งกว่าการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/world-bank-gni-thailand-asean-investment-jobs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UWil1OZWrrX0HgYCO7XFx

  • ชี้ 5 ข้อจำกัดงบฯ ปี 70 ทำเศรษฐกิจโตยาก หนุนรัฐปฏิรูปภาษี-รื้อระบบราชการ

    ชี้ 5 ข้อจำกัดงบฯ ปี 70 ทำเศรษฐกิจโตยาก หนุนรัฐปฏิรูปภาษี-รื้อระบบราชการ

    วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

    “นักวิชาการธรรมศาสตร์”เปิด 5 ข้อจำกัด”งบประมาณปี 70″ ทำเศรษฐกิจติดกับดักโตยาก พร้อมชงรัฐเร่งปฏิรูประบบภาษี”ขยายฐานภาษี-ลด/ยกเลิก ลดหย่อน/ยกเว้นภาษีบางประเภท-เพิ่มแหล่งรายได้ใหม่” รวมถึงรื้อโครงสร้างราชการครั้งใหญ่”ใช้ระบบอัตโนมัติแทนคน-ยุบเลิกตำแหน่งไม่จำเป็น-ขจัดงบประมาณซ้ำซ้อน-ใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัด” เพื่อเพิ่มรายได้ คุมรายจ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพ

    8 กรกฎาคม 2569 ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่เพิ่งผ่านวาระแรกไปนั้น สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดทางการคลังของรัฐบาลในหลายด้าน ได้แก่ 1. งบฯ ภาพรวมเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ซึ่งน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่ 1% 2. รายจ่ายประจำขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก และกินพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ไปถึง 73.6% ของวงเงินงบประมาณ โดยเพิ่มจากปี 2569 ถึง 5% อีกทั้งรายจ่ายประจำหลายส่วนยังตัดทอนได้ยาก เช่น เงินเดือน/ค่าจ้างบุคลากร ฯลฯ

    3. งบฯ ลงทุน คิดเป็น 20.8% ของวงเงินงบประมาณ ลดลงกว่า 7 หมื่นล้านบาทจากปี 2569 หรือลดลง 8.4% ซึ่งส่งผลให้งบฯ ที่จะนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับการขับเคลื่อนประเทศมีน้อยไปด้วย 4. ขณะที่รายได้ของประเทศกลับโตช้า จึงต้องจัดทำงบฯ แบบขาดดุลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีขนาดที่ลดลงจากปี 2569 ก็ตาม โดยมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 7.88 แสนล้านบาท รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีขนาดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนแตะระดับสูงสุดที่ 151,200 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570 ทำให้พื้นที่ทางการคลัง ที่จะนำงบฯ ไปใช้พัฒนายิ่งหดตัวเข้าไปอีก และ 5. ด้านงบฯ พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ก็ยังเป็นเรื่องของการจัดซื้อ ส่งผลให้สัดส่วนงบฯ ที่จะนำไปใช้ในการอุดหนุนการวิจัย หรือสร้างนวัตกรรมขั้นสูงมีจำกัด

    “ถ้าไทยยังมีโครงสร้างงบประมาณลักษณะนี้ ก็จะไม่สามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดดไปได้ ไทยก็จะยังคงติดกับดักรายได้ปานกลางระดับสูงต่อไปเรื่อยๆ แม้ทางรัฐบาลจะบอกว่าจะใช้การร่วมลงทุนจากภาคเอกชนมาทดแทนเม็ดเงินของภาครัฐ แต่ก็มีความไม่แน่นอนว่าเอกชนจะเห็นความคุ้มค่า และมาลงทุนไหม ซึ่งก็เป็นโจทย์ใหญ่ว่า จะสร้างแรงจูงใจได้ขนาดไหน และต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงในอีกหลายด้าน เพื่อให้นักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างชาติมาลงทุน” ผศ.ดร.ดวงมณี กล่าว

    ผศ.ดร.ดวงมณี กล่าวต่อไปว่า จากข้อจำกัดเหล่านี้ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องปฏิรูปทั้งในเรื่องการจัดเก็บรายได้เพิ่ม และรื้อโครงสร้างรายจ่ายของรัฐครั้งใหญ่ เพื่อพาประเทศออกจากกับดักนี้ และเพิ่มโอกาสในการเป็นประเทศรายได้สูงให้ได้ โดยสำหรับการจัดเก็บรายได้เพิ่ม ควรดำเนินการใน 5 เรื่อง ประกอบด้วย 1. การขยายฐานภาษีประเภทต่างๆ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครอบคลุมคนที่มีศักยภาพในการจ่ายภาษี แต่อยู่นอกระบบภาษีให้มากขึ้น

    “การมีฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กว้างขึ้น ในอนาคตยังทำให้รัฐสามารถปรับลดอัตราภาษีเงินได้ลงมาได้อีกด้วย เพราะปัจจุบันมีคนจำนวนไม่มากที่จ่ายภาษีประเภทนี้อยู่ ทำให้อัตราภาษียังอยู่ในระดับที่สูงสำหรับมนุษย์เงินเดือน ฉะนั้นรัฐบาลจำต้องหาเครื่องมือเพื่อดึงคนเหล่านั้นเข้ามาในระบบภาษีให้ได้ และขณะเดียวกัน ควรมีการทำฐานข้อมูลรายได้ของคนในประเทศทุกคนด้วย เพราะจะช่วยในการขยายฐานภาษี และเป็นประโยชน์ในการจัดสวัสดิการในรูปแบบของ Negative Income Tax” ผศ.ดร.ดวงมณี ระบุ

    2. การจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ภาษีคาร์บอน ภาษีดิจิทัล ภาษีที่ดินแปลงรวมในอัตราก้าวหน้า ภาษีส่วนเพิ่มของทุน ฯลฯ 3. การพิจารณายกเลิก หรือปรับลดสิทธิพิเศษทางภาษีต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ ให้กับกลุ่มที่มีศักยภาพในการจ่ายภาษี 4. ด้วยข้อจำกัดการขยายตัวของรายได้ที่เติบโตช้า ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะต้องมีการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบขั้นบันได ซึ่งการขึ้นอัตราภาษีเพียง 1% จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มถึงหลักแสนล้านบาท 5. การเก็บภาษีบนฐานทรัพย์สินต่างๆ เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ควรจะต้องมีการจัดเก็บให้มีความครอบคลุมมากขึ้น

    “ถ้ารัฐบาลจะปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรจะต้องยกเลิกสิทธิพิเศษในการลดหย่อน/ยกเว้นภาษีสำหรับคนที่มีศักยภาพในการจ่ายภาษีไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะไม่งั้นประชาชนที่มีรายได้น้อยก็จะรู้สึกว่าต้องแบกรับภาระภาษีสูงอยู่ฝ่ายเดียว แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่จะไล่บี้เก็บภาษีเพิ่มอย่างเดียว แต่รัฐต้องนำไปบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพด้วย ต้องทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะไม่งั้นคนก็ไม่เต็มใจที่จะจ่ายภาษี” ผศ.ดร.ดวงมณี ระบุ

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า การควบคุมรายจ่ายรัฐบาลจำเป็นจะต้องดำเนินการใน 7 เรื่อง คือ 1. การทำงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) เพื่อตัดลดโครงการต่างๆ ที่หมดความจำเป็น ตัดงบฯ ผูกพันที่ไม่จำเป็นออกไป ทุกหน่วยงานต้องพิสูจน์ความจำเป็นของโครงการทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์ หากโครงการใดไม่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่มีประสิทธิภาพ จะต้องถูกตัดออก เพื่อดึงงบฯ ในส่วนนั้นกลับมาเป็นพื้นที่ทางการคลัง

    2. การจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่าย โดยรื้องบประมาณในหน่วยงานต่างๆ ที่มีความซ้ำซ้อนกัน และหันไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และการศึกษา ซึ่งสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยหากทำเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลอาจจะไม่ต้องไปเน้นการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นมากก็ได้ 3. ปรับเปลี่ยนระบบการจัดสรรงบฯ ให้กับหน่วยงานรัฐ เป็นการใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัดโครงการต่างๆ 4. การปฏิรูประบบการทำงาน และระบบบริการสาธารณะภาครัฐ เช่น การบริการสาธารณะควรพิจารณานำเครื่องมือดิจิทัล หรือระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น

    5. การปฏิรูปอัตรากำลังคนภาครัฐ โดยหากพบว่ามีตำแหน่งไหนไม่มีความจำเป็น หรือหน้าที่ซ้ำซ้อนกัน ก็อาจยุบเลิกตำแหน่งเหล่านั้น และอาจจะไปเพิ่มส่วนอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายด้านกำลังคนของภาครัฐ 6. ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด รายจ่ายด้านการรักษาพยาบาล บำนาญ และสวัสดิการต่างๆ จะเพิ่มขึ้น จึงต้องพิจารณาว่า จะมีการปรับปรุงรายจ่ายเหล่านี้อย่างไร ให้มีความสอดคล้องกับฐานะทางการคลังของประเทศ ทว่า การปรับเปลี่ยนก็ต้องไม่ไปกระทบคุณภาพชีวิตของประชาชนแย่ลงด้วย และ 7. การกระจายอำนาจทางการคลัง ผ่านการเพิ่มสัดส่วนงบประมาณให้ท้องถิ่นบริหารจัดการเอง ซึ่งจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน และแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/975846&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02rpdH4J6Qh0RycXOQhqsH

  • ธนาคารโลกชี้ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์

    ธนาคารโลกชี้ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์

    โฆษกรัฐบาล เผยข้อมูลธนาคารโลก ชี้ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน รายได้มวลรวมประชาชาติ หรือ GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งกลไก กรอ. ต่อยอดสู่การลงทุน 

    วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ล่าสุดธนาคารโลกได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับรายได้มวลรวมประชาชาติ (Gross National Income : GNI) ของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในภูมิภาค

    สำหรับ GNI คือมูลค่ารายได้ทั้งหมดที่ประชาชนและธุรกิจของประเทศได้รับ ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงาน การผลิต การประกอบธุรกิจ หรือการลงทุนทั้งภายในประเทศและในต่างประเทศ จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่นิยมใช้ประกอบการประเมินระดับการพัฒนาประเทศ และสะท้อนขนาดรายได้ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่าปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมี GNI อยู่ที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 49,606 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในขนาดรายได้ประชาชาติที่อยู่ในกลุ่มสูงของอาเซียน โดยข้อมูล 11 ประเทศอาเซียนเรียงตามมูลค่า GNI ปี 2568 ได้แก่ อินโดนีเซีย 1,407,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทย 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฟิลิปปินส์ 559,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  สิงคโปร์ 501,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เวียดนาม 500,206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซีย 455,977 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เมียนมา 79,988 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  กัมพูชา 50,363 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ลาว 17,278 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  บรูไน 15,518 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และติมอร์-เลสเต 2,026 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยยังมีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงในภูมิภาค ทั้งด้านการผลิต บริการ การท่องเที่ยว เกษตรอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอาเซียน

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับโจทย์การเติบโตที่ต้องเร่งให้สูงขึ้น นโยบายเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งจะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยผ่านทุนทางเศรษฐกิจมีอยู่เปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใหม่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ การค้า บริการ Wellness และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีการประชุมนัดแรกไปเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 และมีกำหนดประชุมนัดที่ 2 ในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ ซึ่งมีวาระสำคัญที่จะติดตามความคืบหน้าข้อเสนอภาคเอกชน แก้คอขวดทางเศรษฐกิจ และเร่งเปลี่ยนศักยภาพของไทยให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

    สำหรับการประชุม กรอ. ครั้งแรกนั้น เห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลแต่ละด้านเป็นประธานคณะอนุกรรมการ พร้อมมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการขับเคลื่อน เพื่อเร่งผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นระบบ ซึ่งคาดว่า คณะอนุกรรมการในแต่ละคณะจะได้มีการรายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุมในวันพรุ่งนี้ ทราบด้วย 

    “เป้าหมายของรัฐบาลคือทำให้เศรษฐกิจไทยโตเร็วขึ้น ทั่วถึงขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้น โดยใช้จุดแข็งของประเทศเป็นฐานต่อยอดไปสู่การลงทุน งาน รายได้ และโอกาสใหม่สำหรับประชาชน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2944743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24Ijj53dZQ8hfHKY9ZjAn_

  • “หุ้นจีน” ฟื้น! “เซี่ยงไฮ้” เปิดบวก จับตาเงินเฟ้อจีนชี้ชะตาเศรษฐกิจหลังกังวลชะลอตัว

    “หุ้นจีน” ฟื้น! “เซี่ยงไฮ้” เปิดบวก จับตาเงินเฟ้อจีนชี้ชะตาเศรษฐกิจหลังกังวลชะลอตัว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/159127&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uNtAo9b-f9Gc5_C9hSvcX

  • รัฐบาลอนุทินศรัทธาทรุด เสี่ยงชะตาขาด นับเวลาถอยหลัง?

    รัฐบาลอนุทินศรัทธาทรุด เสี่ยงชะตาขาด นับเวลาถอยหลัง?

    รัฐบาลอนุทินศรัทธาทรุด เสี่ยงชะตาขาด นับเวลาถอยหลัง?

    รัฐบาลอนุทินศรัทธาทรุด เสี่ยงชะตาขาด นับเวลาถอยหลัง?

    รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกมองว่าเดินเข้าสู่ภาวะเสี่ยงใกล้“ชะตาขาด” ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นที่กดทับพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และแรงเสียดทานจากกระแส “นายกฯ สำรอง” ที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะทางออกพิเศษของประเทศ

    ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันสร้างชาติ วิเคราะห์ผ่านมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์การเมืองว่า รัฐบาลชุดนี้มีลักษณะเป็น “รัฐบาลทุกขลาภ” คือได้อำนาจมาแต่ต้องแบกรับวิบากกรรมตั้งแต่ต้น คะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีที่ลดลง 8-9% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อน จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณสะท้อนความรู้สึกของสังคมที่กำลัง “หมดศรัทธาและหมดหวัง”

    แกนกลางของวิกฤตอยู่ที่เสาหลักประเทศถูกมองว่าทรุดพร้อมกัน เศรษฐกิจถูกวิจารณ์ว่าเละเทะ โตช้า และซบเซาจนมาตรการเล็ก ๆ ไม่อาจพลิกฟื้นได้ หากไม่มีการผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่ ขณะเดียวกันปัญหาคอร์รัปชันถูกมองว่ากระจายตัวในทุกระดับ ตั้งแต่โครงการรัฐจนถึงกลไกใต้โต๊ะ ทำให้ความเชื่อมั่นต่อระบบบริหารประเทศถูกกัดกร่อนอย่างต่อเนื่อง

    ในบรรยากาศเช่นนี้ กระแส “นายกฯ สำรอง” จึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลพวงจากความไม่มั่นใจต่อเสถียรภาพรัฐบาล มีการพูดถึงนายกฯ จากวิธีพิเศษ เช่น มาตรา 5 หรือนายกฯ คนนอก พร้อมอักษรย่อ “ศ.ศาลา” ซึ่งถูกโยงถึงชื่อ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ องคมนตรี อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันสร้างชาติ

    อย่างไรก็ตาม ดร.เกรียงศักดิ์มองว่า ชื่อดังกล่าวอาจเป็นเพียง “ชื่อหลอก” หรือการโยนหินถามทาง เพื่อวัดกระแสตอบรับของสังคม เพราะในทางปฏิบัติ การดึงองคมนตรีเข้าสู่สมการการเมืองเช่นนี้เป็นเรื่องยาก แต่สาระสำคัญของกระแสนี้อยู่ที่ความต้องการผู้นำแบบใหม่ คือคนที่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจ มีจุดยืนชัดเจน และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

    แรงกดดันอีกชั้นหนึ่งคือความตึงเครียดภายในรัฐบาล ระหว่าง “ผู้นำตัวจริง” ซึ่งต้องรับผิดชอบการบริหารโดยตรง กับ “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ของพรรคสีน้ำเงิน ภาวะเช่นนี้ทำให้การตัดสินใจทางการเมืองซับซ้อนขึ้น ขณะเดียวกันแรงกดดันจากนิติสงคราม ผ่านองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ อาจกลายเป็นกลไกเปลี่ยนผ่านอำนาจ หากระบบปกติไม่สามารถตอบโจทย์สังคมได้

    ทางรอดที่ ดร.เกรียงศักดิ์เสนอ คือการปรับรัฐบาลอย่างถึงราก เปลี่ยนจากโควตาการเมืองไปสู่ “รัฐบาลเทคโนแครต” ดึงผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และความซื่อสัตย์เข้ามาทำงาน โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นเศรษฐกิจ พร้อมกวาดล้างคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และต้องมี “ตัวใหญ่” รับผิดชอบในคดีที่สังคมคาใจ เช่น คดีโกงข้อสอบ เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลไม่ได้เพิกเฉย

    โจทย์ของรัฐบาลอนุทินจึงไม่ใช่แค่การประคองเสียงในสภา แต่คือการกู้ศรัทธาทั้งระบบ หากยังบริหารแบบเดิม ใช้การเมืองแบบเดิม และหวังยื้อเวลาด้วยผลงานฉาบฉวย โอกาสหลุดจากวงจรอำนาจย่อมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตรงกันข้าม หากกล้าผ่าตัดตัวเองก่อนถูกบีบจากภายนอก รัฐบาลยังอาจพอมีพื้นที่ให้เดินต่อในสนามการเมืองที่กำลังร้อนแรงที่สุดช่วงหนึ่ง.

    แหล่งที่มาประกอบวิเคราะห์ : รายการคมชัดลึก (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/745096&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DZ_VSmCPuiZ9eUHtqUCvi

  • ธนาคารโลก ชี้ไทยฐานเศรษฐกิจแกร่งอาเซียน GNI ปี 2568 พุ่งเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งเครื่อง กรอ. ดันเศรษฐกิจโต

    ธนาคารโลก ชี้ไทยฐานเศรษฐกิจแกร่งอาเซียน GNI ปี 2568 พุ่งเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งเครื่อง กรอ. ดันเศรษฐกิจโต

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/159119&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05X9nHdtI-n4H8Xh381FCL

  • บสย. ผนึกพันธมิตร ปักหมุด “ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs” ทั่วประเทศ หนุน SMEs เข้าถึงแหล่งทุน ปลุกเศรษฐกิจภูมิภาค

    บสย. ผนึกพันธมิตร ปักหมุด “ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs” ทั่วประเทศ หนุน SMEs เข้าถึงแหล่งทุน ปลุกเศรษฐกิจภูมิภาค

    วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.09 น.

         ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน และภาวะเศรษฐกิจผันผวน บสย. เห็นความสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ผ่านบทบาทผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงิน ครอบคลุมการค้ำประกันสินเชื่อ การปรับโครงสร้างหนี้ การทำธุรกิจ และการเตรียมความพร้อมในการขอสินเชื่อ ฯลฯ โดยได้เดินหน้าพัฒนาช่องทางการให้บริการที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยเหลือ SMEs ได้มากยิ่งขึ้น หนึ่งในนั้นคือการเปิด “ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs” (TCG Financial Hub) หรือ “ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงินย่อยนอกพื้นที่” ร่วมกับสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อขยายความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 

    ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2567 บสย. ได้เดินหน้าเปิด “ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs” รวมทั้งสิ้น 3 แห่ง ประกอบด้วย 1. มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก โดยความร่วมมือระหว่าง บสย. และ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 2. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยความร่วมมือระหว่าง บสย. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ 3. หอการค้าจังหวัดน่าน โดยความร่วมมือระหว่าง บสย. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ และหอการค้าจังหวัดน่าน และในเดือนกันยายนนี้ เตรียมเปิดเพิ่มอีก 3 แห่ง รวมเป็น 6 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย ได้แก่ 

    1. มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ บสย. และมหาวิทยาลัยนเรศวร 

    2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา 

    3. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช 

    การเปิดศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs ร่วมกับพันธมิตรต่างๆ เป็นการนำจุดแข็งของหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือ SMEs ในพื้นที่แต่ละภูมิภาค โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง (Hub) เติมความรู้ เสริมสภาพคล่อง ให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ผ่านกลไกการค้ำประกันของ บสย. ทั้งนี้ จากการเปิดศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs ในภูมิภาคต่างๆ ผนึกกับสำนักงาน บสย. ทั้ง 11 สาขาทั่วประเทศ จะช่วยให้ บสย. สามารถขยายความช่วยเหลือ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น พร้อมที่จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป 

    โดยตั้งแต่ปีที่ผ่านมา บสย. ได้เดินหน้ายกระดับสำนักงานเขตทั้ง 11 แห่ง ทั่วประเทศ (Branch Reformat) สู่ศูนย์กลางช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs (บสย. F.A. Center) ในด้านการเงินครบวงจร ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษาการเข้าถึงสินเชื่อ การแก้ปัญหาหนี้ และการให้ความรู้ทางการเงิน ตอกย้ำวิสัยทัศน์ SMEs’ Gateway ศูนย์กลางเชื่อมโยงเงินทุนและโอกาสให้แก่ SMEs เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน 

    นางดุสิดา ทัพวงษ์ รองผู้จัดการทั่วไปอาวุโส สายงานบริหารช่องทางและพัฒนาผู้ประกอบการ บสย. เปิดเผยว่า การเปิดศูนย์ดังกล่าว เป็นการปรับเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือกับพันธมิตรกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ บสย. สามารถเข้าถึงผู้ประกอบการ SMEs ได้มากยิ่งขึ้น สามารถดูแลความช่วยเหลือได้อย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ให้มีระบบสนับสนุนที่เชื่อมโยงกับภาคีเครือข่าย ด้วยการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการเงิน การวางแผนงบการเงินในการทำธุรกิจ และการเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเหมาะสม ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น  

    สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ เสริมสภาพคล่องทางการเงิน สามารถขอคำปรึกษาได้ที่ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs (บสย. F.A. Center) ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกให้กับ SMEs สามารถเข้ามาตรวจสุขภาพทางการเงิน พร้อมจองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงิน ฟรี! ได้ที่ LINE OA: @tcgfirst หรือสอบถามผ่าน บสย. Call Center โทร. 02-890-9999

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/975760&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10mGZ-MMpLhVtAvRSbwVgz