Blog

  • วิเคราะห์ตลาดน้ำมันนิวยอร์ก ก่อนเปิดทำการ 06/07/69

    วิเคราะห์ตลาดน้ำมันนิวยอร์ก ก่อนเปิดทำการ 06/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/158434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1c0pGPwYhvpjtBoGfUAU4s

  • เชียงใหม่-สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ก้าวสู่ปีที่ 45 สานพลังเครือข่าย ขับเคลื่อนท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสู่อนาคต | TOPNEWS

    เชียงใหม่-สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ก้าวสู่ปีที่ 45 สานพลังเครือข่าย ขับเคลื่อนท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสู่อนาคต | TOPNEWS

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จัดงานเฉลิมฉลองก้าวเข้าสู่ปีที่ 45 ภายใต้แนวคิด “45 ปี แห่งความภาคภูมิใจ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชียงใหม่ให้ยั่งยืน” พร้อมประกาศเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในทุกมิติ ชูโครงการ “Happy Chiang Mai” และ “Chiang Mai Muslim Friendly” เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของจังหวัด

    เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.30 น. ณ ภัตตาคารตูลู่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายปวิณ ชำนิประศาสน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีอดีตนายกสมาคมฯ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นายกสมาคม และตัวแทนนายกสมาคมพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ภาคเหนือภาคตะวันออก และภาคใต้ สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การท่องเที่ยวยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดและประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและเครือข่ายพันธมิตรในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    สำหรับการจัดงานครบรอบ 45 ปี ได้มีกิจกรรมสำคัญทั้งภาคเช้าและภาคค่ำ โดยช่วงเช้าเป็นพิธีทำบุญและรำลึกถึงอดีตนายกสมาคมฯ และผู้มีคุณูปการต่อวงการท่องเที่ยวเชียงใหม่ เพื่อสืบสานคุณงามความดีและระลึกถึงผู้วางรากฐานความเข้มแข็งให้กับองค์กร

    ขณะที่ช่วงเย็นเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์และพบปะเครือข่ายพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ พร้อมพิธีแสดงมุทิตาจิตและมอบของที่ระลึกแก่อดีตนายกสมาคมฯ เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

    นายศุภมิตร กล่าวว่า การดำเนินงานของสมาคมในปี 2569 ยังคงขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์ “HELLO Chiang Mai” ประกอบด้วย H : Happy สร้างความสุขและประสบการณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยวและชาวเชียงใหม่, E : Economy ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน, L : Linkage ส่งเสริมความร่วมมือของเครือข่ายพันธมิตร, L : Localization สืบสานและต่อยอดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และ O : Opportunities เพิ่มโอกาสทางการตลาดและแสวงหาตลาดใหม่รองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก

    นอกจากนี้ สมาคมยังได้กำหนดธีมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ประกอบด้วย HUG ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม เน้นเสน่ห์ธรรมชาติและเทศกาลปีใหม่, MUAN เดือนเมษายน-มิถุนายน ส่งเสริมอาหารและผลไม้ตามฤดูกาล, CHUAN เดือนกรกฎาคม-กันยายน ชูจุดเด่นด้านอาหาร วัฒนธรรม ศรัทธา และไมซ์ และ WOW เดือนตุลาคม-ธันวาคม สัมผัสความงดงามของประเพณีล้านนาและความอบอุ่นของผู้คนเชียงใหม่

    สำหรับโครงการ “Happy Chiang Mai” ภายใต้แนวคิด “สุขคุ้ม เที่ยวครบ จบที่เชียงใหม่” มีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร สปา สนามกอล์ฟ ศูนย์การค้า รถเช่า และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ร่วมมอบสิทธิประโยชน์และส่วนลดพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อสร้างภาพลักษณ์เมืองแห่งการท่องเที่ยวที่คุ้มค่าและเป็นมิตร

    ขณะเดียวกัน สมาคมยังผลักดันโครงการ “Chiang Mai Muslim Friendly” เพื่อยกระดับมาตรฐานการรองรับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม โดยส่งเสริมให้ร้านอาหารเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานฮาลาล รวมถึงสนับสนุนโรงแรม ที่พัก และแหล่งท่องเที่ยวให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามแนวทาง Muslim Friendly เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวในอนาคต

    กิจกรรมสำคัญที่จะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ ได้แก่ งาน Halal Street Foods ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ณ I Con Park Chiangmai และกิจกรรม “Mu Month มูให้เฮง มูให้รวย” ตลอดเดือนกันยายน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวสายศรัทธาและดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น โดยอาศัยจุดเด่นด้านวัด โบราณสถาน และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่เป็นแรงขับเคลื่อน

    ทั้งนี้ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงยึดหลักการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ให้เติบโตอย่างมั่นคง สร้างรายได้สู่ชุมชน และนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1620916&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xr_qfOw0IeV9ypGrOMvcV

  • “อายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี หลังการเป็นชะฮีด ได้กลายเป็นวาทกรรมระดับโลก”

    “อายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี หลังการเป็นชะฮีด ได้กลายเป็นวาทกรรมระดับโลก”

    ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมอิหร่านประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวชับบิสตาน
    “อายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี หลังการเป็นชะฮีด ได้กลายเป็นวาทกรรมระดับโลก”
    ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมอิหร่านประจำประเทศไทย กล่าวก่อนพิธีศพของผู้นำว่า

    “แท้จริงแล้ว แนวคิดของผู้นำผู้พลีชีพสามารถสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและศักดิ์ศรีให้แก่ประชาชาติต่าง ๆ อีกทั้งยังทำให้ ‘การยืนหยัดต่อสู้’ กลายเป็นวัฒนธรรมและสำนักคิดระดับโลก พร้อมสอนให้ผู้คนตระหนักว่า มนุษย์ควรเป็นผู้รักเสรีภาพและเรียกร้องความยุติธรรม และต้องยืนหยัดต่อสู้ในประเด็นเหล่านี้ จึงจะสามารถบรรลุผลได้”

    สำนักข่าวชับบิสตาน กลุ่มข่าวต่างประเทศ รายงานว่า

    เมห์ดี ซาเร บีเอ็บ (Mehdi Zare Bi Aib) ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมอิหร่านประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศของสำนักข่าวชับบิสตาน ก่อนพิธีศพของผู้นำการปฏิวัติอิสลาม เกี่ยวกับกระแสตอบรับต่อข่าวการเป็นชะฮีดของผู้นำการปฏิวัติในประเทศไทย โดยกล่าวว่า

    ข่าวการเป็นชะฮีดของผู้นำผู้พลีชีพ สามารถพิจารณาได้ใน 3 ระดับ

    ระดับแรก คือ ประเด็นด้านความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค

    นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยจำนวนมาก มองว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลต่อดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันตก

    ดังนั้น ในวงเสวนาและการอภิปรายทางวิชาการ จึงมีคำถามสำคัญว่า

    เหตุการณ์ครั้งนี้จะนำไปสู่การขยายตัวของความขัดแย้งและความไร้เสถียรภาพมากขึ้น หรือจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อรูป “ระเบียบใหม่” ในตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ นักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นไปในแนวทางหลัง คือ เชื่อว่าจะนำไปสู่การก่อรูปของระเบียบใหม่ในภูมิภาค

    การเป็นชะฮีดของผู้นำการปฏิวัติ ยังนำมาซึ่งความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างศาสนา รวมทั้งในหมู่ปัญญาชนด้านวัฒนธรรม

    นักคิดชาวพุทธในประเทศไทยกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ด้วยถ้อยคำ เช่น

    การเสียสละเพื่ออุดมการณ์

    ความเสียสละอุทิศตน

    ความมั่นคงยืนหยัดต่อความเชื่อ

    ประเด็นสำคัญคือ ทั้งนักคิดชาวพุทธและมุสลิมต่างมองการเป็นชะฮีดครั้งนี้ว่า เป็น สัญลักษณ์ของการยืนหยัดต่อสู้และความซื่อสัตย์ต่อหลักการ ซึ่งนำไปสู่การแสดงความเสียใจและความเห็นอกเห็นใจจากบุคคลสำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรมของประเทศไทยจำนวนมาก

    เมห์ดี ซาเร บีเอ็บ กล่าวต่อว่า

    ในระดับที่สอง สามารถพิจารณาในมิติของ บุคลิกภาพทางความคิดและอารยธรรมของผู้นำผู้พลีชีพ

    ในแวดวงวิชาการของไทย โดยเฉพาะนักวิจัยด้านอิสลามศึกษาและเอเชียศึกษา ต่างเชื่อมโยงเหตุการณ์นี้เข้ากับประเด็นเรื่อง

    ความยุติธรรม

    เอกราช

    การต่อต้านการครอบงำ

    ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

    พวกเขาเชื่อว่าการเป็นชะฮีดครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการสืบทอดแนวคิดสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความยุติธรรม การยืนหยัดต่อสู้ และศักดิ์ศรีของมนุษย์

    ตอนที่ 2 จะเริ่มตั้งแต่หัวข้อ “มรดกของผู้นำผู้พลีชีพ (میراث رهبر شهید)” จนถึงช่วง “การสะท้อนข่าวการเป็นชะฮีดของอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอเมเนอี ในระดับโลก”

    “ในความเห็นของผม ท่านอายะตุลลอฮ์สามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง ศรัทธา เหตุผล และความรับผิดชอบของประชาชาติ ได้ กล่าวคือ แม้ประชาชนจะยึดมั่นในคุณค่าทางศาสนาของตน แต่ก็สามารถดำรงความเป็นอิสระ พัฒนาประเทศ และมีบทบาทที่สร้างผลกระทบต่อโลกได้”

    เขากล่าวต่อว่า แท้จริงแล้ว แนวคิดของท่านสามารถสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและศักดิ์ศรีให้แก่ประชาชาติต่าง ๆ พร้อมทั้งทำให้ “การยืนหยัดต่อสู้” กลายเป็นวัฒนธรรมและสำนักคิดระดับโลก อีกทั้งยังสอนให้ผู้คนตระหนักว่า มนุษย์ควรเป็นผู้รักเสรีภาพและเรียกร้องความยุติธรรม และจำเป็นต้องยืนหยัดต่อสู้ในประเด็นเหล่านี้ จึงจะสามารถบรรลุผลได้

    เมห์ดี ซาเร บีเอ็บ กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญของสำนักคิดทางการเมืองและจริยธรรมของผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติว่า

    “หัวใจของสำนักคิดหนึ่ง คือการทำให้มนุษย์สามารถสร้างความหวัง พึ่งพาตนเอง และมีอนาคตที่เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ ซึ่งในความเห็นของผม นี่คือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของสำนักคิดทางการเมืองและจริยธรรมของท่าน”

    นักวิเคราะห์จำนวนมาก ภายหลังการเป็นชะฮีดของท่าน แทนที่จะกล่าวถึงเพียง “ผู้นำผู้พลีชีพ” กลับกล่าวถึง “วาทกรรมของอายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี” และ “มรดกทางความคิด” ของท่าน

    วาทกรรมดังกล่าวไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการจากไปทางกายภาพของเจ้าของแนวคิด แต่กลับปรากฏตัวในรูปแบบใหม่ ทั้งในมิติทางสังคมและทางปัญญา

    การสะท้อนข่าวการเป็นชะฮีดของอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอเมเนอี ในระดับโลก
    เมื่อถูกถามว่า ข่าวการเป็นชะฮีดของผู้นำสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้รับการตอบรับจากสื่อมวลชนและแวดวงวิชาการทั่วโลกอย่างไร

    เขากล่าวว่า

    ตรงกันข้ามกับสิ่งที่สื่อมวลชนระหว่างประเทศบางแห่งและกระแสฝ่ายตรงข้ามพยายามนำเสนอ การเป็นชะฮีดของอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอเมเนอี ไม่ได้ทำให้แนวร่วมแห่งการต่อต้านอ่อนแอลง และไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของวาทกรรมทางความคิดของท่าน

    สื่อเหล่านั้นพยายามเน้นย้ำการสูญเสียตัวบุคคล เพื่อสร้างภาพว่าความมีอิทธิพลทางความคิดและการเมืองของท่านได้ล่มสลายลงแล้ว

    แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่ง

    เขากล่าวต่อว่า

    การเข้าร่วมของประชาชนจำนวนมหาศาลในพิธีศพและพิธีไว้อาลัย การส่งสารแสดงความเสียใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจากบุคคลสำคัญทางการเมือง ศาสนา และวัฒนธรรมจากหลากหลายประเทศ ตลอดจนกระแสตอบรับอย่างกว้างขวางจากสาธารณชนทั่วโลก ล้วนแสดงให้เห็นว่า

    อายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี มิได้เป็นเพียงบุคคลทางการเมืองเท่านั้น หากแต่เป็นผู้วางรากฐานและผู้แบกรับสำนักคิดและวาทกรรมหนึ่ง ซึ่งยังคงดำรงอยู่ต่อไป แม้ว่าท่านจะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม

    ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมอิหร่านประจำประเทศไทย ย้ำว่า

    ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ท้าทายการนำเสนอของสื่อฝ่ายตรงข้ามอย่างจริงจัง และแสดงให้เห็นว่า ตลอดหลายทศวรรษแห่งการเป็นผู้นำ ท่านได้สร้างทุนทางสัญลักษณ์และอิทธิพลอันลึกซึ้งในหมู่สังคมมุสลิมจำนวนมาก รวมถึงในสังคมนอกโลกอิสลามด้วย

    ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จำนวนมาก หลังการเป็นชะฮีดของท่าน จึงกล่าวถึง “วาทกรรมของอายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี” และ “มรดกทางความคิด” มากกว่าจะกล่าวถึงเพียง “ผู้นำผู้พลีชีพ”

    เพราะวาทกรรมดังกล่าวไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการจากไปของเจ้าของแนวคิด แต่กลับได้รับการเผยแพร่และแสดงบทบาทใหม่ในเวทีทางสังคมและทางความคิดอย่างชัดเจน

    ด้วยเหตุนี้ กระแสต่าง ๆ ที่ในช่วงแรกมองว่าการเป็นชะฮีดของท่านเป็นสัญญาณแห่งการสิ้นสุดอิทธิพลทางความคิดของสาธารณรัฐอิสลาม ค่อย ๆ ต้องเผชิญกับความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง

    ความเป็นจริงที่แสดงให้เห็นว่า การเป็นชะฮีดไม่เพียงไม่ได้ลดทอนขอบเขตอิทธิพลของแนวคิดดังกล่าว แต่ในหลายกรณียังกลับทำให้แนวคิดนั้นได้รับการเผยแพร่และคงอยู่ต่อไปอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

    เรื่องนี้ทำให้นึกถึงคำกล่าวของอายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี เมื่อหลายปีก่อน ที่ท่านกล่าวถึงชะฮีด พลโทกอเซ็ม สุไลมานีว่า

    “ชะฮีดสุไลมานี มีอิทธิพลยิ่งกว่านายพลสุไลมานี”

    ดูเหมือนว่าหลักการเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นกับตัวท่านเองเช่นกัน เพราะการเป็นชะฮีดได้ทำให้สารและแนวคิดของท่าน กลายเป็นจุดสนใจของสาธารณชนมากยิ่งกว่าเดิม

    เมห์ดี ซาเร บีเอ็บ กล่าวต่อว่า

    ผู้นำผู้พลีชีพ หลังจากใช้ชีวิตมา 86 ปี และเป็นผู้ถือธงแห่งวาทกรรมการปฏิวัติอิสลามและการยืนหยัดต่อสู้ตลอดหลายทศวรรษ ได้ทิ้งมรดกทางความคิดไว้ให้แก่ประชาชาติทั้งหลาย

    สารสำคัญที่สุดของมรดกนี้ คือ

    ประชาชนสามารถยืนหยัดบนหลักการของตนเอง รักษาอัตลักษณ์ของตน และต่อต้านการครอบงำจากภายนอก พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง

    มรดกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หากแนวคิดหนึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความศรัทธา อัตลักษณ์ และทุนทางสังคมแล้ว แนวคิดนั้นย่อมสามารถสร้างอิทธิพลได้ทั้งในช่วงที่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่ และหลังจากการเป็นชะฮีด ก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยพลังที่มากกว่าเดิม

    อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของท่านมิได้จำกัดอยู่เพียงโลกอิสลามเท่านั้น

    ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์จำนวนมาก ผู้นำผู้พลีชีพแห่งการปฏิวัติได้นำเสนอระบบความคิดที่แม้แต่ผู้ที่มิใช่มุสลิมก็สามารถนำไปพิจารณาและศึกษาได้

    ท่านมิได้เป็นเพียงผู้นำของรัฐหรือระบบการเมืองหนึ่งเท่านั้น

    แต่ได้รับการมองว่าเป็น “ผู้นำเชิงอารยธรรม” ผู้กล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ เช่น

    อัตลักษณ์ของประชาชาติ

    อนาคตของประเทศต่าง ๆ

    สถานะของมนุษย์ในระเบียบโลกยุคใหม่

    การพัฒนาที่ควบคู่กับจิตวิญญาณ

    บทบาทของประชาชาติที่เป็นอิสระในระบบระหว่างประเทศ

    สถานะของผู้นำผู้พลีชีพในสายตาของผู้คนทั่วโลก
    เมื่อถูกถามถึงสถานะของอายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี ในสายตาของชาวมุสลิมและผู้ที่มิใช่มุสลิมทั่วโลก

    ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมอิหร่านประจำประเทศไทย กล่าวว่า

    ผู้นำผู้พลีชีพแห่งการปฏิวัติอิสลาม สามารถสร้างอิทธิพลต่อทั้งชาวมุสลิมและผู้ที่มิใช่มุสลิมใน 3 มิติสำคัญ

    ประการแรก

    ในฐานะผู้นำศาสนา ท่านไม่ได้จำกัดบทบาทของตนไว้เพียงการชี้นำทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังนำเสนอระบบความคิดที่เป็นเอกภาพและสมบูรณ์ พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นผู้นำทางความคิดอีกด้วย

    ยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดและภาวะผู้นำของท่านยังมีมิติด้านยุทธศาสตร์ ซึ่งสามารถส่งอิทธิพลต่อสมการทางความคิดและการเมือง ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

    เขากล่าวต่อว่า

    หนึ่งในผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของแนวทางดังกล่าว คือ การสร้างความรู้สึกถึงศักยภาพและบทบาทของตนเองในหมู่ชาวมุสลิม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่

    ผู้นำผู้พลีชีพได้เสริมสร้างความเชื่อว่า

    ประชาชาติหนึ่งสามารถอาศัยศักยภาพภายในของตนเอง สร้างองค์ความรู้ ผลิตแนวคิด และสร้างอำนาจได้ พร้อมทั้งก้าวขึ้นเป็นผู้มีบทบาทสำคัญและทรงอิทธิพลในเวทีระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

    แนวคิดเช่นนี้ ได้นำไปสู่การก่อรูปของวาทกรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความเชื่อมั่นในตนเอง เอกราช และการพัฒนา ในสังคมมุสลิมจำนวนมาก

  • วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์ก ก่อนเปิดตลาด 06/07/69

    วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์ก ก่อนเปิดตลาด 06/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/158535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DsiZwKqKnMSWXVBEnndYp

  • ติดดาบนักข่าวรับไอเอ็มเอฟ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ-แบงก์บัวหลวงติวเข้ม

    ติดดาบนักข่าวรับไอเอ็มเอฟ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ-แบงก์บัวหลวงติวเข้ม

    เมื่อวันที่  4 ก.ค. สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยนางสาวพิมพ์รภัส  ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  ได้เปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ภายใต้หัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” โดยได้รับเกียรติจากนายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ นายอภิวัฒน์ ปุณโณปกรณ์ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์  พร้อมด้วย รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  ร่วมเปิดโครงการ  โดยโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาจัดอบรม 6 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค.-8 ส.ค.2569    

    นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ว่า ธนาคารกรุงเทพมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง” หรือ พศส. ซึ่งทำมาแล้วปีนี้เป็นปีที่ 20 ซึ่งธนาคารเล็งเห็นว่าเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมองค์ความรู้และเปิดมุมมองใหม่ให้แก่ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  ภายใต้หัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน    

    “ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ตลอดจนกติกาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย และในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ ประเทศไทยยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี2569 หรือ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026  ในปีนี้จึงเป็นปีเราต้องรับมือกับความเสี่ยง และเป็นที่เป็นโอกาสสำคัญของประเทศในการแสดงศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน ตลอดจนการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำด้านเศรษฐกิจจากทั่วโลก เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้น”    

    นายไชยฤทธิ์ กล่าวต่อว่า  ในช่วงที่เศรษฐกิจประเทศมีความผันผวน บทบาทของข่าวเศรษฐกิจมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในการรายงานข้อเท็จจริง เพื่อช่วยวิเคราะห์ สังเคราะห์ และอธิบายประเด็นเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย เข้าใจผลกระทบและมองเห็นโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง รอบด้าน และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

    ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจอีกปี และหัวข้อของโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ปีนี้เป็นหัวข้อที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แต่ขอเพิ่มเติมว่า ปีนี้เป็นปีของโอกาส และทางรอดอันน้อยนิดของเศรษฐกิจไทย ซึ่งทุกคนจะต้องร่วมกันเร่งหาทางรอดให้เศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง เพราะในขณะนี้เศรษฐกิจของไทยมีความเสี่ยงทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจโลกไปทางไหน และยังมีการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่หลายคนมีความกังวลว่าจะเข้ามาทดแทนแรงงานในภาคส่วนใด อาชีพไหนที่จะถูกกระทบให้หายไปบ้าง    

    “การเตรียมพร้อมในด้าน AI ของจีนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจทาง AI และกำลังกลายเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก และทำให้สหรัฐฯ ต้องเดินเกมสกัดจีน โดยเฉพาะการกีดกันทางการค้า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปจะวิ่งเข้ามาเอเชีย และไทยมีโอกาสจากส่วนนี้ เห็นได้จากการให้การต้อนรับในหลวงและพระราชินีของเราอย่างยิ่งใหญ่ ของประธานาธิบดีมาครง ของฝรั่งเศส”    

    นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า เราจำเป็นต้องใช้ความได้เปรียบของไทยที่มีอยู่ เพราะประเทศที่เป็นศูนย์กลางของการคมนาคมทางบกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทางรอดของเศรษฐกิจไทยที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด คือ เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และเร่งเสริมเสน่ห์ของเรา เพื่อดึงนักลงทุนทั่วโลกให้กลับมาที่เรา การทำให้ธุรกิจเราลงทุนได้ง่ายขึ้น (ease doing business) เป็นสิ่งที่เราต้องเร่งทำให้เร็ว ในขณะที่อีกสิ่งสำคัญซึ่งหอการค้าไทยเห็นว่าต้องดำเนินการคือ การเร่งปราบปรามการคอร์รัปชัน    

    “เมื่อวันก่อน ธนาคารโลก เพิ่งปรับระดับประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ ขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง เท่ากับประเทศไทย ซึ่งเป็นโอกาสของเขาในการดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก และข้อที่เขาได้เปรียบเราคือ เขาเป็นประเทศที่มีคนเกิดใหม่มาก เป็นประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ในขณะที่ประเทศเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ และหากถามนักลงทุนว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหน สถานะเราเป็นอย่างไร ที่น่าเป็นห่วงคือช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังค่อยๆ หายไปจากแผนที่โลก ดังนั้น เราจะต้องเปิดรับต่างชาติเข้ามาทำงาน มาอยู่อาศัยในไทย หรือ Expat มากขึ้นเป็นสิ่งที่ต้องเร่ง เพราะข้อดีของไทยคือ เราไม่เคยทะเลาะกับใคร ต้อนรับต่างชาติเสมอ เพื่อที่จะดึงคนและเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศ”    

    นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะต้องมีกองหลังคือ วินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง มีกองกลาง ซึ่งเป็นที่ทำหน้าที่ยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ การรับมือการยกระดับประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมอนาคต พัฒนาให้คนไทยเข้าถึงและมีความสามารถในการใช้ AI การเร่งปรับลดกฎหมายกฎระเบียบ กฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ และการอำนวยความสะดวกผ่านโครงการ Thailand FastPass

    “หากเราต้องการเข้าสู่ประเทศรายได้ระดับสูงใน 12 ปีข้างหน้า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง บอกไว้ว่า ประเทศไทยต้องกลับมาโต 3% ขึ้นไปตั้งแต่ปี 2573 และโต 5% ต่อเนื่องไปตั้งแต่ปี 2575 แต่วันนี้ เรายังโตได้ต่ำๆ ที่ 2% และจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ไม่ได้มองว่าไทยจะโตเกิน 3% ใน 5 ปีข้างหน้า นอกเหนือจากการสร้างเสน่ห์ที่เราเคยมีกลับมาแล้ว และต้องหาเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้โต 3% หรือ 5% อีกครั้ง ซึ่งแนวทางของ กรอ.ก็เป็นแนวทางที่ดี หรือ จะสร้างแลนด์บริจด์ก็ทำได้ถ้าทำแล้ว ดึงการลงทุนจากจีน จากตะวันออกกลางเข้ามา เพราะการทำเพื่อโลจิสติกส์อย่างเดียวไม่พอ ดังนั้น เราต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของเราตั้งแต่วันนี้ เพื่อไม่ให้เสน่ห์ของไทยหายไปตลอดกาล”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2944003&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WeFokypLBVCWUYmUx8SZ5

  • ‘เรียลเซกเตอร์’ เผชิญมรสุม วิกฤติอสังหาฯ ลากยาว2ปี  ‘พลังงาน’ยังกดดันภาคผลิต

    ‘เรียลเซกเตอร์’ เผชิญมรสุม วิกฤติอสังหาฯ ลากยาว2ปี ‘พลังงาน’ยังกดดันภาคผลิต

    ‘เรียลเซกเตอร์’ เผชิญมรสุม วิกฤติอสังหาฯ ลากยาว2ปี  ‘พลังงาน’ยังกดดันภาคผลิต

    ภาพใหญ่สถานการณ์ “เศรษฐกิจไทย” จะเห็นการขยายตัวแบบ “กระจุกตัว” สะท้อนภาพอุตสาหกรรมยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัว อย่าง “ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย” รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศที่กำลังเผชิญกับ “ความท้าทาย” อย่างหนัก 

    ท่ามกลาง “กำลังซื้อที่อ่อนแอ” อย่างหนักกระทบต่อกำลังซื้ออย่างมาก “หนี้ครัวเรือนสูง” กระทบความสามารถในการชำระหนี้ ขณะที่ผู้ประกอบการก็เร่งเคลียร์สต๊อกค้างเก่าเพื่อสร้าง “กระแสเงินสด” อย่างเร่งด่วน

    หลายปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ที่มีผลต่อการผลิตและการจ้างงาน โดยด้านอุตสาหกรรมยานยนต์พบการผลิตรถยนต์ในประเทศที่ลดต่ำลงมาก

    โดยปี 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินการผลิตไว้ที่ 1.50 ล้านคัน เทียบกับปี 2559 หรือเมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมามียอดผลิต 1.94 ล้านคัน ในขณะที่ปี 2561-2562 มียอดการผลิตสูงเกิน 2 ล้านคัน

    ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์ในประเทศเริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า รวมถึงผลกระทบของซัปพลายเชน

    ในขณะที่ปัญหาสินเชื่อสถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อให้การเช่าซื้อรถเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ปี 2566 เมื่อสถานการณ์หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น

    ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีซัปพลายเชนค่อนข้างยาวครอบคลุม โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้าง ที่หลากหลายมีสัญญาณจากการโอนกรรมสิทธิ์บ้านแนวราบทั่วประเทศที่ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2568

    โดยปี 2568 อยู่ที่ 215,111 ยูนิต แต่ถ้าย้อนไปปี 2565 เคยสูงถึง 285,731 ยูนิต ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดทั่วประเทศในปี 2568 กลับมาลดลงอีกครั้ง

    ‘เรียลเซกเตอร์’ เผชิญมรสุม วิกฤติอสังหาฯ ลากยาว2ปี  ‘พลังงาน’ยังกดดันภาคผลิต จุดที่น่าสนใจของภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ที่มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2565-2568 โดยล่าสุดปี 2568 อยู่ที่ 16,704 ยูนิต เป็นระดับต่ำสุดมากกว่า 10 ปี ซึ่งในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา พบว่าปี 2561 มากที่สุดถึง 66,226 ยูนิต

    • ห่วงเศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ทั่วถึง

    นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพใหญ่ “เศรษฐกิจไทย” ยังขยายตัวได้ แต่การขยายตัวไม่ทั่วถึง โดยภาพห่วงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอยู่เดิมจากความสามารถแข่งขันแย่ลง 

    รวมทั้งที่รับผลกระทบจากสงครามทั้ง “การค้า-โรงแรม-ขนส่ง” โดยเฉพาะ “กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก-เอสเอ็มอี” ที่ปรับตัว “ยาก” ทำให้เข้าถึง “สินเชื่อยากขึ้น” จากความเสี่ยงเครดิตสูงขึ้น
    นอกจากนี้ “ตลาดแรงงาน” พบการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทรงตัว แต่การจ้างงานบางอุตสาหกรรมเริ่มเห็นผลกระทบจากสงคราม โดยเฉพาะภาคโรงแรมและภาคขนส่งที่จำนวนผู้มีงานทำปรับลดลง

    ทั้งนี้ จากข้อมูลสถานการณ์การเปิดและปิดโรงงาน สะท้อนว่าโรงงานที่เปิดใหม่มีแนวโน้มใช้เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยกดดันตลาดแรงงานในระยะต่อไป

    • ต้นทุนพลังงานยังกดดันภาคการผลิต

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)กล่าวว่า SCB EIC เพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2%

    แต่เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอลงระยะถัดไปจากผลกระทบต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้าเริ่มส่งผ่านยังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อและกำลังซื้อ

    สำหรับการฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped ชัดเจนขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI, Data center อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่กลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนนำเข้าสูงทำให้ผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การจ้างงานและรายได้ในวงกว้างมีข้อจำกัด

    ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลาง และ SMEs ยังเผชิญความเปราะบางจากรายได้ฟื้นตัวช้า ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพเพิ่มขึ้น รวมทั้งภาระหนี้สูงทำให้การบริโภคฟื้นตัวจำกัด ซึ่งทำให้ธุรกิจที่พึ่งกำลังซื้อในประเทศ

    โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจบริการบางกลุ่มเผชิญแรงกดดันต่อยอดขาย สภาพคล่อง และความสามารถการชำระหนี้

    ‘เรียลเซกเตอร์’ เผชิญมรสุม วิกฤติอสังหาฯ ลากยาว2ปี  ‘พลังงาน’ยังกดดันภาคผลิต

    • กลุ่มอสังหาฯ” ฟื้นตัวอย่างเร็วอีก2ปี

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันอยู่ภาวะยัง “ไม่ฟื้นตัว” และ “น่ากังวลใจ” โดยอสังหาฯ เป็นกลุ่มธุรกิจ “ดูแย่” และไม่มีสัญญาณกลับมาที่ชัดเจนระยะสั้น

    ประเด็น “น่ากังวลที่สุด” คือท่าทีสถาบันการเงินระมัดระวังสูงปล่อยสินเชื่อ แบงก์กังวล “หนี้ครัวเรือน” มาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเข้มงวดพิจารณาสินเชื่อทุกประเภท ตั้งแต่สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อรถยนต์ ไปจนถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ไม่เติบโตเท่าที่ควร

    นอกจากปัญหาเรื่องสินเชื่อแล้วปัจจุบันประชาชนมีกำลังซื้อน้อยลง หรือแทบจะไม่มีกำลังซื้อ ขณะที่ภาคธุรกิจเองก็มีความกังวลต่อสถานการณ์โลก ทำให้การตัดสินใจ “ลงทุน” หรือ “ขยับตัวทำได้ยากลำบาก”

    • เมื่อมองไปข้างหน้าเชื่อว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการฟื้นตัว โดยคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าที่ตลาดจะกลับมาดีขึ้นอย่างแท้จริง เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เป็นภาคส่วนที่เดินตามเศรษฐกิจ หมายความว่าเศรษฐกิจภาพรวมต้องดีก่อน ภาคอสังหาฯ จึงจะดีตาม

    ทั้งนี้หากรัฐบาลขับเคลื่อนการลงทุนได้จะช่วยสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ส่งผลรายได้ประชาชนดีขึ้น และเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นจะทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีทยอยลดลง โดยเมื่อถึงจุดนั้นแบงก์จะเริ่มเชื่อมั่นและกลับมาปล่อยสินเชื่ออีกครั้งจะเป็นแรงส่งอสังหาฯ ฟื้นตัว

    • 4 ปัจจัย” ฉุดภาคอสังหาฯ  

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 2 ปีนี้ ยังปกคลุมด้วยความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ยังราคาวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มสูงตามต้นทุนพลังงานและการขนส่ง 

    นอกจากนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาโครงการใหม่และการบริหารจัดการหนี้สินในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ ความเสี่ยงอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 2 มี 4 มิติด้วยกัน คือ

    1.สภาวะผู้ประกอบการและการดิ้นรนเพื่ออยู่รอด โดยผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญผลกระทบต่อเนื่องมา 3-4 ปีแล้ว จากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงและความต้องการที่อยู่อาศัยลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติอย่างชาวจีนที่เคยเป็นกำลังซื้อหลักในตลาดคอนโดมิเนียมมีความต้องการลดลงชัดเจน

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการที่ประคองตัวได้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มระดับกลางถึงระดับบน ซึ่งยังเปิดโครงการใหม่บ้าง แต่ที่น่าสนใจ คือ กลยุทธ์เปลี่ยนไปสู่การเร่งระบายโครงการเก่าเพื่อให้เกิดกระแสเงินสดเข้ามาหมุนเวียน ซึ่งนำไปสู่ “สงครามราคา” ที่แม้ได้เกิดขึ้นชัดเจน เริ่มเห็นสัญญาณการดัมพ์ราคาบางยูนิตหรือบางอาคารที่ต้องการปิดการขายอย่างเร่งด่วน

    2.ความเสี่ยงในตลาดตราสารหนี้และหุ้นกู้ที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ แต่จำเป็นต้องแยกแยะตามกลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือสูง (ระดับกลาง-บน) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังคงมีความสามารถในการออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนได้ตามปกติ

    ทั้งนี้กลุ่มน่ากังวลมาก คือ ผู้ประกอบการที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง ซึ่งเผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงสินเชื่อและการออกตราสารหนี้
    อสังหาฯ กระทบเศรษฐกิจมหภาค

    3.บทบาทของอสังหาฯ ต่อโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค โดยภาพรวมเศรษฐกิจต้องพึ่งพิงอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์อย่างมาก ทำให้เมื่ออสังหาริมทรัพย์เกิดการชะลอตัวหรือหยุดชะงัก

    แม้ว่าตัวเลขในไตรมาสที่ 1 จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของการก่อสร้างในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์อยู่บ้าง แต่ความไม่แน่นอนในไตรมาสที่ 2 จากปัจจัยสงครามและต้นทุนที่กล่าวไปข้างต้น ยังคงเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    4.ความเข้มงวดของสถาบันการเงินและปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่แบงก์ยังคงใช้เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่รัดกุมและเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง ความระมัดระวังนี้เกิดขึ้นจากความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 นี้ที่ต้นทุนค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้ของประชาชนโตไม่ทันรายจ่าย

    กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือกลุ่มรายได้น้อยหรือผู้ที่มีภาระหนี้เดิมค่อนข้างสูง (High Debt Service Ratio) ซึ่งจะเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม หากมองในระยะยาว หากเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวและตัวเลขหนี้ครัวเรือนปรับตัวลดลง ก็ยังถือเป็นโอกาสสำหรับกลุ่มผู้ที่มีเครดิตดีในการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยได้

    • ภาคอสังหาอ่อนแอต่อเนื่อง

    ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังตกอยู่ในภาวะที่น่ากังวล และแนวโน้มยังอ่อนแออย่างต่อเนื่อง

    โดยหากดูข้อมูลสินเชื่อที่ปล่อยให้กับรายย่อยเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย(Post-financing) ในช่วง 4 เดือนแรกของปี พบว่าตัวเลขมีการเติบโตขึ้นประมาณ1% แต่การเติบโตนี้ไม่สามารถนับเป็นการเติบโตที่แท้จริงเนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบกับฐานที่ต่ำมากของปีที่แล้ว

    อีกทั้งสินเชื่อที่ขยายตัวมาจากสินเชื่อเพื่อการรีไฟแนนซ์ (Refinance)จากหนี้เดิมที่มีอยู่แล้วไม่ใช่การกู้เพื่อซื้อบ้านใหม่ สะท้อนว่าภาคอสังหาริมทรัพย์หรือแรงซื้อใหม่นั้นยังคงอยู่ในสภาวะที่เปราะบางอย่างมาก

    โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อบ้านในปีนี้ไว้ในระดับที่ค่อนข้างระมัดระวัง (Conservative) โดยมองว่าอาจจะติดลบ 0.5% ถึง 0%หรืออย่างดีที่สุดอาจจะเห็นการเติบโตที่เป็นบวกเพียงบางเบาเท่านั้น

    ในฝั่งของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือผู้ประกอบการ สถานการณ์ดูจะมีความยากลำบากไม่แพ้กัน สินเชื่อเพื่อการพัฒนาโครงการ(Pre-financing)ยังคงมีตัวเลขการเติบโตที่ติดลบสะท้อนว่าการลงทุนใหม่ในเซกเตอร์นี้ยังไม่กลับมา

    นอกจากนี้ ในตลาดหุ้นกู้ก็กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ แม้ว่าผู้ประกอบการจะยังสามารถระดมทุนได้ แต่เป็นการดำเนินการที่ยากลำบากขึ้น โดยพบว่ายอดการออกหุ้นกู้ระยะยาวในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ประกอบการจำนวนมากหันไปออกหุ้นกู้ระยะสั้นแทน เนื่องจากต้นทุนทางการเงินหรืออัตราดอกเบี้ยของการออกหุ้นกู้ระยะยาวนั้นปรับตัวสูงขึ้นจนกลายเป็นภาระหนัก    

    สำหรับ5 เดือนแรกของปีพบว่ายอดการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์สามารถทำได้ตามเป้าหมายเพียงประมาณ 75%ของวงเงินที่เสนอขาย ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดรวม สะท้อนว่านักลงทุนมีความระมัดระวังในการเลือกลงทุนมากขึ้น โดยจะเลือกเฉพาะรายที่มีความน่าเชื่อถือสูง ทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่ได้ง่ายเหมือนในอดีต

    • หนี้เสีย-ค้างชำระอสังหา-บ้านพุ่ง

    ในด้านคุณภาพสินทรัพย์แม้ว่าตัวเลขหนี้เสียหรือ NPL ในฝั่งผู้ประกอบการจะดูเหมือนทรงตัวหรือย่อตัวลงเล็กน้อยในไตรมาสที่ 1 แต่เป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อไม่ให้หนี้ตกชั้นไปเป็นNPL

    สิ่งที่น่ากังวลคือ สินเชื่อค้างชำระไม่เกิน 90วัน(Stage 2)พุ่งสูงถึง8.66%ในไตรมาสที่ 1 เพิ่มขึ้นจาก 8.61% เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย Stage 2 ของระบบธนาคารทั้งหมดซึ่งอยู่ที่เพียง 6.95% สะท้อนว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของพอร์ตแบงก์รวมชัดเจน

    สำหรับในส่วนของสินเชื่อบ้านรายย่อย ตัวเลข NPL ขยับขึ้นมาอยู่ที่3.79%ในไตรมาสที่ 1จาก 3.76%สิ้นปีที่แล้ว ขณะที่ Stage 2 ของสินเชื่อบ้านอยู่ที่5.70%ซึ่งลดลงจาก 5.95%แต่การลดลงของ Stage 2 ในกรณีนี้กลับไม่ใช่เรื่องดี เพราะพบว่าลูกหนี้บางส่วนได้ไหลต่อจาก Stage 2 กลายเป็นNPLแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1241629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03C5jciKPfUIF7DVZRja4W

  • “ศุภจี” ชี้ทองคำไม่ใช่แค่ลงทุน แต่เป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลกยุคผันผวน

    “ศุภจี” ชี้ทองคำไม่ใช่แค่ลงทุน แต่เป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลกยุคผันผวน

    “ศุภจี” ชี้ทองคำไม่ใช่แค่ลงทุน แต่เป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลกยุคผันผวน

    “ศุภจี” ชี้ทองคำไม่ใช่แค่ลงทุน แต่เป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลกยุคผันผวน

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดและปาฐกถาในงาน Thailand Gold Summit 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s Golden Opportunity : โอกาสทองประเทศไทยในโลกยุคใหม่” ซึ่งจัดโดย Business Tomorrow ร่วมกับ ทันโลกกับ Trader KP ณ True Digital Park กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ประกอบการค้าทองคำ นักลงทุน นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน และผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
     
    นางศุภจี กล่าวว่า เวที Thailand Gold Summit จัดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ การค้า การลงทุน และความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเด็นด้านความมั่นคงไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านการเมืองระหว่างประเทศอีกต่อไป แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของทุกประเทศ
     
    ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการแข่งขันของขั้วอำนาจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งต่างใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจและการค้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีและการเจรจาการค้าเป็นเครื่องมือสำคัญ ขณะที่จีนยังคงให้ความสำคัญกับการค้าเสรีและกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย จำเป็นต้องปรับตัวและกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

    นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง ขณะที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในภาพรวม ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย โดยยึดหลักการสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit หรือ Joint Benefit) ไม่ใช่การเอาเปรียบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมเดินหน้าเจรจาเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งมาตรการด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า
     
    ในส่วนของความร่วมมือกับจีน รัฐบาลได้หารือถึงแนวทางยกระดับคุณภาพการค้าและการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสินค้านำเข้าให้มีมาตรฐานและคุณภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ผ่านการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การจ้างแรงงานไทย และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ (Local Supply Chain) ให้เข้มแข็งมากขึ้น
     
    นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดส่งเสริมการลงทุนร่วมในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทย ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดตามฤดูกาล และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นการสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อไทยและประเทศคู่ค้า
     
    นางศุภจี กล่าวว่า นอกจากการรักษาตลาดเดิมแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งขยายตลาดใหม่ควบคู่กัน ทั้งการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ในแอฟริกา ละตินอเมริกา และการผลักดันการเจรจา FTA กับประเทศที่มีศักยภาพ เช่น แคนาดา และเกาหลีใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ส่งออกไทย

    “ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือ ความเป็นกลางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีทำเลที่ตั้งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชีย และมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ จำนวนมาก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดการค้าและการลงทุนจากทั่วโลก โดยรัฐบาลจะใช้ศักยภาพดังกล่าวสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า ประเทศไทยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่พร้อมเติบโตไปด้วยกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน” นางศุภจี กล่าว
     
    นางศุภจี กล่าวว่า แม้สถานการณ์โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่จากแนวทางการดำเนินนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้การส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) เติบโตในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สะท้อนว่าการกระจายตลาด การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการใช้จุดแข็งของประเทศกำลังเดินมาถูกทิศทาง
     
    รัฐบาลจึงได้ปรับแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจจาก Just in Time ไปสู่ Just in Case โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Resilient Supply Chain) และการสร้างความเชื่อมั่นในฐานะประเทศคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ มากกว่าการแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับนานาประเทศ
     
    ในบริบทดังกล่าว “ทองคำ” จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับหรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอีกต่อไป แต่มีบทบาทเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของโลก ทั้งในฐานะสินทรัพย์ของประชาชน สินทรัพย์สำรองของประเทศ สินทรัพย์เพื่อการลงทุนระดับโลก รวมถึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ จึงเป็นทั้ง Legacy Asset และ Future Material ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจในอนาคต
     
    อย่างไรก็ตาม แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความเชื่อมั่นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงตามภาวะตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน เข้าใจความเสี่ยง และลงทุนผ่านผู้ประกอบการที่มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพราะหัวใจสำคัญของการลงทุนคือความรู้ ความเข้าใจ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง
     
    นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงทุนทุกครั้งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต จึงขอให้ทุกคนลงทุนด้วยความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ลงทุนกับผู้ที่เชื่อถือได้ และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นคงและความสำเร็จในการลงทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/744971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fY4vUND__wIng4bwgNGhl

  • ไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม ปรับขึ้นราคาแผงละ 6 บาท มีผลพรุ่งนี้ 6 ก.ค.

    ไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม ปรับขึ้นราคาแผงละ 6 บาท มีผลพรุ่งนี้ 6 ก.ค.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/158503&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RN_MpI2Gvsn3TpCZCcqWi

  • คลังยัน! ไม่เก็บภาษีย้อนหลัง ร้านค้าที่เข้าร่วม ไทยช่วยไทย พลัส

    คลังยัน! ไม่เก็บภาษีย้อนหลัง ร้านค้าที่เข้าร่วม ไทยช่วยไทย พลัส

    โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐ

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นโครงการได้เกิดความกังวลในหมู่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง การนำข้อมูลการขายหรือข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการไปใช้ในการตรวจสอบและ เรียกเก็บภาษีย้อนหลัง

    เพื่อลดความกังวลดังกล่าว กระทรวงการคลัง ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส จะไม่ถูกนำข้อมูลไปใช้ในการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเหมือนที่หลายฝ่ายกังวล

    พร้อมย้ำว่า รัฐบาลมีเป้าหมายหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ไม่ใช่การสร้างภาระเพิ่มเติมให้แก่ร้านค้า

    คลังยืนยันชัด ไม่เก็บภาษีย้อนหลัง

    ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมายืนยันว่า รัฐบาลไม่เคยนำข้อมูลร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือประชาชนของภาครัฐในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง หรือโครงการชิมช้อปใช้ ไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง และโครงการไทยช่วยไทย พลัส ก็ใช้หลักการเดียวกัน

    การชี้แจงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีกระแสความกังวลในสังคมออนไลน์ว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการอาจถูกตรวจสอบรายได้ย้อนหลังจากข้อมูลที่บันทึกผ่านระบบการชำระเงินของภาครัฐ ซึ่งกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และขอให้ผู้ประกอบการมั่นใจในการเข้าร่วมโครงการ

    การยืนยันครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะร้านค้าขนาดเล็ก ร้านอาหาร ร้านโชห่วย และผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก หากผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่กล้าเข้าร่วมโครงการ ก็อาจทำให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไม่สามารถกระจายไปสู่ชุมชนได้อย่างเต็มที่

    ไทยช่วยไทย พลัส กับเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน โดยรัฐบาลร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% ส่งผลให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าและบริการได้ในราคาที่ถูกลง ขณะเดียวกันร้านค้าก็มียอดขายเพิ่มขึ้น

    แนวคิดสำคัญของโครงการคือ การกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินภายในประเทศ โดยเฉพาะในระดับชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

    ข้อมูลจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า หลังเปิดใช้งานโครงการเพียงไม่นาน มีประชาชนเข้าร่วมใช้สิทธิจำนวนมาก และเกิดยอดใช้จ่ายสะสมหลายพันล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

    สร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    ผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กในต่างจังหวัด มักมีความกังวลเกี่ยวกับภาระทางภาษีและขั้นตอนทางราชการ จึงลังเลที่จะเข้าร่วมโครงการของรัฐ การที่กระทรวงการคลังออกมายืนยันว่าไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลัง จึงถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่สำคัญ ทำให้ร้านค้าจำนวนมากตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ภาครัฐยังได้พัฒนาระบบการสมัครและการใช้งานให้สะดวกมากขึ้น เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐ โดยเฉพาะสำหรับร้านค้ารายย่อยที่อาจไม่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมากนัก ผลที่ตามมาคือ การขยายตัวของจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชนทั่วประเทศ

    เตือนร้านค้าห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา

    แม้ว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส แต่กระทรวงการคลังได้ย้ำเตือนร้านค้าทุกแห่งว่า ห้ามปรับขึ้นราคาสินค้าหรือบริการสำหรับลูกค้าที่ใช้สิทธิในโครงการ เนื่องจากวัตถุประสงค์ของโครงการคือ การลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน หากร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา ก็จะทำให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของมาตรการ

    หากพบว่ามีการขายสินค้าเกินราคาหรือเอาเปรียบผู้บริโภค ประชาชนสามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าตรวจสอบได้ และหากพบความผิดจริง ร้านค้าอาจถูกดำเนินการตามเงื่อนไขของโครงการ รวมถึงอาจถูกตัดสิทธิการเข้าร่วมในอนาคต

    ผลดีต่อเศรษฐกิจฐานราก

    หนึ่งในจุดแข็งของ โครงการไทยช่วยไทย พลัส คือการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม เพราะเม็ดเงินจากภาครัฐไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ แต่กระจายไปยังร้านค้าในชุมชนทั่วประเทศ

    เมื่อประชาชนมีแรงจูงใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ร้านค้าก็มียอดขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก และแรงงานในท้องถิ่นได้รับประโยชน์ร่วมกัน

    นอกจากนี้ การที่ร้านค้าจำนวนมากเข้าสู่ระบบการชำระเงินดิจิทัล ยังช่วยยกระดับการค้าปลีกของไทยให้ทันสมัยมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงมาตรการสนับสนุนอื่นๆ ของภาครัฐในอนาคต

    สรุป การที่กระทรวงการคลัง ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่าจะ ไม่เก็บภาษีย้อนหลัง จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ถือเป็นการคลายความกังวลของผู้ประกอบการทั่วประเทศ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับร้านค้ารายย่อยในการเข้าร่วมมาตรการของรัฐมากขึ้น

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส ไม่เพียงเป็นมาตรการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการ และสร้างการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทย

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน โดยร้านค้าต้องรักษาความเป็นธรรมด้านราคา ขณะที่ประชาชนใช้สิทธิอย่างถูกต้อง เพื่อให้มาตรการดังกล่าวสามารถสร้างประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว
     
    อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
    Source : Inflow Accounting

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1241626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wJPD9ENHzm6UGncooAVLI

  • จับตาสายตรงปูติน-ทรัมป์ ผลสะเทือนสงครามยูเครน-เศรษฐกิจโลก

    จับตาสายตรงปูติน-ทรัมป์ ผลสะเทือนสงครามยูเครน-เศรษฐกิจโลก

    วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียโทรศัพท์พูดคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (4 ก.ค.) ซึ่งตรงกับวันชาติและการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ

    ยูริ อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย ระบุว่า ประธานาธิบดีปูตินได้กล่าวแสดงความยินดีกับทรัมป์เนื่องในโอกาสวันสำคัญนี้

    สำหรับการพูดคุยครั้งดังกล่าวนี้ ถือเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ โดยไม่ใช่แค่การโทรศัพท์ตามธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตเท่านั้น แต่เป็นการพูดคุยที่เน้นเรื่องงานและเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์อย่างยิ่ง 

    ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นเร่งด่วน ทั้งในระดับทวิภาคีและวาระระหว่างประเทศ

    อย่างไรก็ดี ในระหว่างการสนทนา ปูตินได้แจกแจงถึงสถานการณ์จริงในสมรภูมิรบ ซึ่งกองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบตลอดแนวรบทั้งหมด ซึ่งบรรดาประเทศในยุโรปยังคงมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับภาพรวมและสถานการณ์จริงในพื้นที่แนวรบ ท่ามกลางความขัดแย้งในยูเครนที่ยังคงดำเนินอยู่

    สำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคีนั้น ปูตินและทรัมป์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในด้านการเมือง-การทหาร และด้านเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/663146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uk2c-d8lyOZQJDzyEn2Mg