Blog

  • อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ มืออาชีพพลังงานสู่ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน

    อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ มืออาชีพพลังงานสู่ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน

    อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ มืออาชีพพลังงานสู่ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน

    จากวิศวกรสู่ซีอีโอ ปตท. ผู้วางยุทธศาสตร์พลังงานสะอาด วันนี้อรรถพลก้าวสู่เก้าอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมนำไทยสู่ความยั่งยืน

    ท่ามกลางการจัดวางทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ชื่อของ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ โดดเด่นขึ้นมาในฐานะว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล การมาของเขาถูกมองไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่คือการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลเลือกใช้ “มืออาชีพ” ที่ผ่านการพิสูจน์จากทั้งวิกฤตและโอกาสมาขับเคลื่อนอนาคตพลังงานไทย

    เส้นทางชีวิตและการศึกษา

    อรรถพลจบการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมโยธาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อด้วยปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และยังได้รับ Diploma Petroleum Management จาก University of Oxford พื้นฐานที่ผสมผสานทั้งวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และประสบการณ์สากล ทำให้เขาไม่ใช่แค่นักเทคนิค แต่เป็นนักวางยุทธศาสตร์พลังงานที่มองเห็นภาพครบทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    ก้าวสำคัญใน ปตท.

    กว่า 30 ปีในกลุ่ม ปตท. อรรถพลผ่านงานสำคัญเกือบทุกสาย ก่อนขึ้นเป็นซีอีโอคนที่ 10 (2563–2567) เขาพาองค์กรฝ่าวิกฤตโควิด-19 ด้วยโครงการ “ลมหายใจเดียวกัน” จัดหาอุปกรณ์แพทย์ และ “Restart Thailand” ที่จ้างงานบัณฑิตใหม่หลายพันคน ขณะเดียวกันยังวางกลยุทธ์ “Future Energy & Beyond” ที่หยุดลงทุนถ่านหิน และหันสู่พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า โรงงานแบตเตอรี่ และ Life Science พร้อมตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 15% ภายในปี 2573

    ผลงานด้านความมั่นคงพลังงานปรากฏชัดเมื่อ PTTEP ชนะการประมูลสำรวจและผลิตก๊าซในอ่าวไทย พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตแหล่งเอราวัณเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงให้ไทยบนเวทีโลก โดย PTT เป็นแบรนด์ไทยเพียงแห่งเดียวที่ติด 500 อันดับมูลค่าแบรนด์สูงสุดโลก มูลค่าแบรนด์ทะลุ 8.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมการันตีความเป็นผู้นำด้วยรางวัล Asia’s Best CEO 3 ปีซ้อน และ Thailand Top CEO of the Year 2023

    นั่นทำให้ นายอรรถพล ไม่ใช่นักการเมืองที่มาเรียนรู้งาน แต่คือผู้ปฏิบัติการพลังงานตัวจริงที่ผ่านงานตั้งแต่ระดับวิศวกรรม การตลาด การลงทุน จนถึงกลยุทธ์ชาติ เขาพิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาเสถียรภาพองค์กร พร้อมขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมได้จริง ที่สำคัญ วิสัยทัศน์ด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่เขาปักธงไว้ สอดคล้องกับทิศทางโลกอย่างชัดเจน

    การเลือกอรรถพลมานั่ง รมว.พลังงาน จึงเป็นการประกาศว่ารัฐบาลอนุทินให้ “ความสามารถ” นำหน้า “โควต้า” ท่ามกลางความผันผวนด้านราคาพลังงานและแรงกดดันสิ่งแวดล้อม การได้รัฐมนตรีที่มีทั้งประสบการณ์จริง ความเข้าใจเชิงระบบ และวิสัยทัศน์สู่ความยั่งยืนจึงถือเป็นสัญญาณดี และก้าวแรกของการผลักดันประเทศในลำดับต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/729991&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oyebm_bEiKCazTIiBO4U2

  • อัปเดตแผนคืบหน้า ‘ถนนไทยแลนด์ริเวียร่า’ จ.เพชรบุรี ยาว 37 กม.

    อัปเดตแผนคืบหน้า ‘ถนนไทยแลนด์ริเวียร่า’ จ.เพชรบุรี ยาว 37 กม.

    นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยว่า กรมฯได้พัฒนาโครงข่ายถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนท่องเที่ยวตะนาวศรีคีรีพัฒน์ ช่วงบ้านเขาบันได – บ้านน้ำพุร้อน อำเภอหนองหญ้าปล้อง, เขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี รวมระยะทางดำเนินการ 37.240 กิโลเมตร ใช้งบประมาณรวม 714.288 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่ วางแนวเส้นทางก่อสร้าง และงานถางป่า โดยคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2570 ต่อไป

    สำหรับโครงการดังกล่าว แบ่งงานก่อสร้างเป็น 4 ช่วง ดังนี้ 

    • ช่วงที่ 1 บ้านเขาบันได – บ้านน้ำพุร้อน เริ่มก่อสร้างจาก กม.ที่ 21+600 ถึง กม.ที่ 43+730 โดยก่อสร้างถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3 – 3.5 เมตร มีไหล่ทาง พร้อมงานก่อสร้างสะพาน จำนวน 3 แห่ง และสิ่งอำนวยความปลอดภัย
    • ช่วงที่ 2 ถนนทางหลวงชนบทสาย พบ.1015 (ทล.4 ถึง บ้านพุตะเคียน) เริ่มก่อสร้างจาก กม.ที่ 0+000 (บริเวณ ทล.4 กม.ที่ 136+850) ถึง กม.ที่ 13+767 ซึ่งช่วง กม.ที่ 0+000 ถึง กม.ที่ 4+000 ก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร มีไหล่ทาง และช่วง กม.ที่ 4+000 ถึง กม.ที่ 13+767 ก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร มีไหล่ทาง พร้อมท่อระบายน้ำ และสิ่งอำนวยความปลอดภัย
       
    • ช่วงที่ 3 กม.ที่ 37+655 ถึง กม.ที่ 38+453 (ถนนทดแทนถนนช่วงที่ 1) เริ่มก่อสร้างจาก กม.ที่ 0+000 (บริเวณถนน ช่วงที่ 1 กม.ที่ 37+655 ถึง กม.ที่ 38+453) ก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3 เมตร มีไหล่ทาง และสิ่งอำนวยความปลอดภัย
    • ช่วงที่ 4 ถนนเชื่อมต่อ ทล.3510 เริ่มก่อสร้างจาก กม.ที่ .0+000 (บริเวณ กม.ที่ 33+005) ถึง กม.ที่ 1+100 ทางเชื่อม ทล.3510 โดยก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร มีไหล่ทาง และสิ่งอำนวยความปลอดภัย

    อัปเดตแผนคืบหน้า ‘ถนนไทยแลนด์ริเวียร่า’ จ.เพชรบุรี ยาว 37 กม. นอกจากนี้ยังมีงานก่อสร้างและปรับปรุงภูมิทัศน์ (LANDSCAPING WORK) จำนวน 1 แห่ง พร้อมดำเนินการก่อสร้างจุดพักรถ จุดชมวิวอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ บริเวณสะพานข้ามอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ กม.ที่ 36+800 ด้านขวาทางของโครงการอีกด้วย
     

    ที่ผ่านมา ทช. ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนเพื่อการท่องเที่ยวและเส้นทางชมทิวทัศน์ (Scenic Route) เพื่อยกระดับโครงข่ายคมนาคมและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงข่ายถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในการพัฒนาการท่องเที่ยวถนนเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทยอย่างยั่งยืน 

    ทั้งนี้เพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้มีความต่อเนื่อง ส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชน/นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกปลอดภัยในการเดินทาง

    อัปเดตแผนคืบหน้า ‘ถนนไทยแลนด์ริเวียร่า’ จ.เพชรบุรี ยาว 37 กม.  

    อย่างไรก็ดีเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยบรรเทาปริมาณการจราจรบนถนนสายหลัก (ถนนเพชรเกษม หรือ ทล.4) ในช่วงเทศกาล และยังเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น ไปจนถึงระดับประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/637909&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SKbLA_1-WNx80Wu6bIfo5

  • ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ ว่าที่ รมว.ดีอี จากพรรคภูมิใจไทย ทำความรู้จักที่นี่

    ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ ว่าที่ รมว.ดีอี จากพรรคภูมิใจไทย ทำความรู้จักที่นี่

    ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ ว่าที่ รมว.ดีอี จากพรรคภูมิใจไทย ทำความรู้จักที่นี่

    โผรายชื่อ ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีชื่อของ “ผึ้ง” ศุภมาส อิศรภักดี รวมอยู่ในนั้นด้วย โดย “เธอ” มีรายชื่อในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี  

    เปิดประวัติ ‘ศุภมาส อิศรภักดี’

    “ผึ้ง” คือ ชื่อเล่นของ ศุภมาส อิศรภักดี  เกิดวันที่  3 เมษายน 2516 (อายุ 52 ปี) ด้านการศึกษา “ศุภมาส อิศรภักดี”  จบการศึกษาปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ จบปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการทางวิศวกรรม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่นเดียวกัน

    ปัจจุบัน สมรสแล้ว กับ พ.ต.อ.ล้ำพันธุ์ พรรธนประเทศ รอง ผบก.ทท.1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน นอกจากนี้ทั้งคู่ยังตัดสินใจอุปการะ “ชู่” ดาราเด็กที่เล่นซีรีส์หนุมาน สงครามมหาเทพ ของประเทศอินเดียไว้ด้วย เนื่องจากสามีถูกชะตา

    เส้นทางการเมือง

    หลังจากเรียนจบที่จุฬาฯ ศุภมาส ได้ไปทำงานบริษัทในเครือ ปตท. เป็นเวลาเกือบ 5 ปี จากนั้นด้วยความรักในเส้นทางการเมือง อยากทำงานเพื่อสังคม จึงตัดสินใจสมัครเข้าไปเป็นผู้สมัคร สส.พรรคไทยรักไทย ตอนอายุ 27 ปี ทั้งที่ไม่ได้รู้จักใครในพรรค ไม่มีเส้นสายใดๆ

    “ศุภมาส” ใช้กลยุทธ์ของผู้สมัครหน้าใหม่ ในทุกวันประมาณตีห้าครึ่งจะไปยืนแนะนำตัวที่ทางเข้าหมู่บ้านใหญ่ๆ ประมาณ 8 แห่ง ยกมือไหว้รถทุกคัน โดยมีทีมงานคอยถือป้ายหาเสียงให้เป็นระยะๆ ทำสลับไปวันละหมู่บ้านจนครบและวนกลับมาใหม่ จากนั้นจึงไปตามตลาด พูดคุยกับพ่อค้า แม่ค้า และ ประชาชน ตอนสายเดินหาเสียงเข้าชุมชนตามแฟลต กดกริ่งตามหมู่บ้าน ทำให้เกิดการพูดกันปากต่อปากว่าเป็นผู้สมัครที่ขยันที่สุด จนได้รับเลือกเป็น สส.เขตหลักสี่ ในวัยเพียง 28 ปี ถือว่าเป็น สส.อายุน้อยที่สุดในกรุงเทพมหานคร ณ ขณะนั้น

    ศุภมาส อิศรภักดี

    ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 ได้รับบทบาทสำคัญทางการเมืองภายในพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค มอบหมายให้ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ในการเลือกตั้ง ปี 2562 ศุภมาส ได้เปลี่ยนจากผู้สมัคร สส.เขต มาเป็น แบบบัญชีรายชื่อ ถูกวางตัวไว้ในลำดับต้นๆ โดยอยู่อันดับที่ 8 และได้รับเลือกตั้งให้เป็น สส. บัญชีรายชื่อ

    แต่ในการเลือกตั้ง ปี 2566 ศุภมาส ถูกวางตัวเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ ไว้ในลำดับที่ 10 ของพรรคภูมิใจไทย แต่ “ศุภมาส” ยังคงเป็นบุคคลที่มีบทบาทในพรรค โดยช่วงก่อนเลือกตั้งมักติดตาม นายอนุทิน ไปภารกิจสำคัญๆ เสมอ แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ทางพรรคภูมิใจไทย กลับได้เก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อเพียง 3 ที่นั่งเท่านั้น ทำให้ ศุภมาส พลาดเก้าอี้ สส.

    กระทั่ง พรรคเพื่อไทย ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และดึงพรรคภูมิใจไทยมาร่วมด้วย ศุภมาส ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว.

    และล่าสุดชื่อของ ผึ้ง ศุภมาส อิศรภักดี กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง เพราะมีรายชื่อติดโผ ครม.อนุทิน ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/638140&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rv0t0luUAwO3OOSRR9teZ

  • ททท. ชี้เชียงรายโอกาสทองปลายปี ด้วย Soft Power และความปลอดภัยระดับโลก

    ททท. ชี้เชียงรายโอกาสทองปลายปี ด้วย Soft Power และความปลอดภัยระดับโลก

    ภาพรวมการท่องเที่ยวเชียงราย โอกาสทองปลายปี ขับเคลื่อนด้วย Soft Power และความปลอดภัยระดับโลก

    เชียงราย, 6 กันยายน 2568 – เชียงรายกำลังเปลี่ยนผ่านจากกรีนซีซันสู่ไฮซีซันอย่างเต็มรูปแบบ ททท.สำนักงานเชียงรายประเมินว่าตลาดยัง “เป็นบวกและมีแรงส่ง” จากทั้งปัจจัยอากาศ ชุดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม และภาพลักษณ์เมืองปลอดภัยสำหรับนักเดินทาง โดยเฉพาะผู้หญิงและดิจิทัลโนแมด ขณะเดียวกัน เมืองเดินเกมเชิงรุกด้วย “สินค้าท่องเที่ยว” ที่แตกต่าง ได้แก่ ชา–กาแฟ งานศิลปะร่วมสมัย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) ซึ่งเปลี่ยนบทบาทเชียงรายจาก “เมืองผ่าน” เป็น “เมืองปลายทาง” สำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    จากกรีนซีซันสู่ไฮซีซันตัวเลขบวกและจังหวะเร่งเครื่อง

    นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานเชียงราย อธิบายว่า ช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา อัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ราว 55% สอดคล้องฤดูกาลฝน และเมื่อมองตั้งแต่ต้นปีถึงสิงหาคม ตัวเลขการท่องเที่ยว เติบโตประมาณ 5% แม้ไม่หวือหวา แต่ “เป็นบวกและน่าพอใจ” โดยมีปัจจัยหนุนจากสภาพอากาศช่วงต้นปีที่เป็นใจ และ ไม่มีน้ำท่วมใหญ่ เช่นบางปีที่ผ่านมา

    “หากช่วงสี่เดือนสุดท้ายไม่มีเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะน้ำท่วม และเมื่อเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาว เราคาดว่า ตัวเลขจะดีขึ้นต่อเนื่อง” นายวิสูตรระบุ พร้อมย้ำว่าไฮซีซันซึ่งเริ่มกลางตุลาคมเป็นหัวใจสำคัญในการเร่งจังหวะการฟื้นตัวของทั้งที่พัก ร้านอาหาร และผู้ประกอบการนำเที่ยว

    Soft Power เชียงราย ชา–กาแฟ ศิลปะ และ Wellness

    แม้ภาคเหนือจะมีทรัพยากรธรรมชาติใกล้เคียงกัน แต่เชียงราย “สร้างความต่าง” ผ่านสามแกนหลัก

    1. ชา–กาแฟ: เชียงรายเป็นแหล่งปลูกสำคัญและกำลังยกระดับสู่ Specialty Coffee อย่างเป็นระบบ เส้นทางเรียนรู้ตั้งแต่ไร่ถึงแก้วช่วยยืดระยะเวลาพำนักและเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป
    2. การท่องเที่ยวเชิงศิลปะ: เมืองศิลปะร่วมสมัยของศิลปินแถวหน้าสร้างแลนด์มาร์กและอีเวนต์ที่ “ดึงกลุ่มใหม่” โดยเฉพาะผู้แสวงหาแรงบันดาลใจและนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
    3. Wellness Tourism: จังหวัดเดินนโยบาย Wellness อย่างจริงจัง เชื่อมทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำพุร้อน พื้นที่สีเขียว กิจกรรมโยคะ–สมาธิ กับบริการสปามาตรฐาน เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบองค์รวม

    แกน Soft Power ดังกล่าวถูกออกแบบให้ “ทำงานร่วมกัน” ทั้งในเชิงเส้นทาง ทริป 2–3 วัน และคอนเทนต์สื่อสารเชิงเรื่องเล่าที่ชัดเจน

    ความปลอดภัยคือใบเบิกทาง เมืองที่ผู้หญิงมั่นใจ

    ความมั่นใจเรื่อง ความปลอดภัย คือปัจจัยตัดสินใจสำคัญ นายวิสูตรชี้ว่าเชียงรายเพิ่งถูกจัดอันดับให้เป็น เมืองปลอดภัยอันดับ 2 ของโลกสำหรับนักท่องเที่ยวผู้หญิง รองจากไทเป สะท้อนมาตรการดูแลทั้งเชิงป้องกันและการให้ความช่วยเหลือจริงจังในพื้นที่ ทั้งการทำงานของตำรวจท่องเที่ยวและศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว

    “ปีที่ผ่านมา เชียงรายมีนักท่องเที่ยวกว่า 6.1 ล้านคน แต่ แทบไม่มีเหตุรุนแรง ที่กระทบชีวิตและทรัพย์สิน แม้เรามีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและเส้นทางภูเขาจำนวนมาก” ผู้บริหารททท.กล่าว นัยสำคัญคือ รีวิวเชิงบวกและการบอกต่อ ซึ่งสร้างผลทวีคูณต่อการกลับมาเยือนซ้ำ

    แผนพร้อมรับไฮซีซัน ทั้งพื้นที่ เอกชน และการเดินทาง

    เพื่อรองรับช่วงพีกซีซัน จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ “เข้าจังหวะ” เตรียมพร้อมในสามชั้น

    • พื้นที่แหล่งท่องเที่ยว: ทุกอำเภอและอุทยานแห่งชาติเร่งจัดการความพร้อม ทั้งความปลอดภัย เส้นทางเดิน–ชมวิว ป้ายสื่อความหมาย ห้องน้ำ และการจัดจุดถ่ายภาพที่เป็นระเบียบ
    • ภาคเอกชน: ททท.ประสานสมาคม–ชมรมท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ โรงแรม–ที่พักทบทวนระบบจองหลายภาษา ร้านอาหารปรับเมนูฤดูกาล บริษัทนำเที่ยวเติมแพ็กเกจใหม่และโปรจับคู่ เช่น ที่พัก + สปา + เส้นทางชากาแฟ
    • การเดินทาง: ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงและสายการบินเตรียม เพิ่มเที่ยวบิน ช่วงปลายปี ขณะเดียวกัน Scoot เตรียมเปิด ไฟลต์ตรงสิงคโปร์–เชียงราย 1 มกราคม 2569 เปิดประตูสู่ตลาดอาเซียนโดยตรง และเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่พักนาน–ใช้จ่ายสูง

    สื่อสารเชิงรุก คอนเทนต์จริง พาเห็นหน้างาน

    ในกรีนซีซันที่ผ่านมา ททท.สำนักงานเชียงรายพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ “ตอนบน” และเชื่อมโยงกับ ประเพณีโล้ชิงช้า เพื่อสร้างคอนเทนต์เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ “จับต้องได้” วิธีการนี้ทำให้ผู้ชมเห็นภาพจริง รีแอคต์ต่อบรรยากาศ และเปลี่ยนใจสู่การจองทริปได้รวดเร็วกว่าแคมเปญภาพรวม

    ยุทธศาสตร์คอนเทนต์ต่อไปคือ Wellness Storytelling ที่มีเส้นเรื่องชัดเจน เช่น “พักร้อน–พักใจ–พักกาย” เชื่อมคาเฟ่ไร่กาแฟกับออนเซ็นธรรมชาติ และเวิร์กช็อปชุมชน เพื่อเพิ่มเวลาพำนักเฉลี่ยและรายได้ให้คนในท้องถิ่น

    เศรษฐกิจมหภาคในพื้นที่ เติบโต แต่ไม่ทั่วถึง

    นอกเหนือจากตัวเลขท่องเที่ยวที่เป็นบวก รายงานเชิงวิเคราะห์ที่จัดทำจาก ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ชี้ให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจเชียงรายปี 2568 ว่า เติบโตเด่นในระดับมหภาค ทั้งรายได้ท่องเที่ยวและการลงทุนธุรกิจใหม่ แต่เกิดปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสองขั้ว” รายย่อยในตลาดดั้งเดิมยอดขายลดลงจากค่าครองชีพและการแข่งขันจากทุนใหญ่ ช่องว่างรายได้จึงกว้างขึ้น

    ด้านการท่องเที่ยว ครึ่งปีแรก 2568 เชียงรายขึ้นแท่น เมืองรองอันดับ 1 รายได้รวมเกือบ 26,000 ล้านบาท แนวโน้มต่อเนื่องจากปี 2566 ที่มีรายได้กว่า 46,773.91 ล้านบาท และปี 2567 ราว 38,493 ล้านบาท (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและแผนการตลาดที่เน้นความต่างอย่างได้ผล

    พลวัตการค้า ผ่านแดนพุ่ง ชายแดนชะลอ เสี่ยงพึ่งพาตลาดเดียว

    ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมระบุว่า กรกฎาคม 2568 มูลค่า การค้าผ่านแดน อยู่ที่ 99,805 ล้านบาท เพิ่ม 32.5% โดยจีนเป็นแรงขับหลัก สินค้าเด่นคือ ทุเรียนสด มูลค่าส่งออก 22,949 ล้านบาท โต 135.6% ขณะที่ การค้าชายแดน ชะลอลงมาที่ 66,220 ล้านบาท ติดลบ 20% และส่งออกติดลบ 29.5% สะท้อนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบฝั่งเพื่อนบ้าน

    ข้อค้นพบสำคัญคือ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง จากการพึ่งพาสินค้าหรือ “ตลาดเดียว” สูงเกินไป หากอุปสงค์จีนชะลอ อาจ “ส่งแรงสั่นสะเทือน” ผ่านห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ชาวสวนจนถึงโลจิสติกส์และค้าปลีกในเมือง

    ความท้าทายคาบเกี่ยว PM2.5 ภัยธรรมชาติ และการแข่งขันภูมิภาค

    รายงานผู้ใช้ยังสะท้อน “จุดเปราะบาง” หลายด้าน ได้แก่

    • ฝุ่นควัน PM2.5 ที่กระทบภาพลักษณ์และสุขภาพ แม้มีนโยบาย “งดเผา 92 วัน” ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐานในบางช่วง ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเลื่อนหรือยกเลิกแผน
    • เหตุภัยธรรมชาติชายแดน เช่น แผ่นดินไหวฝั่งเมียนมา กระทบการเดินทางบางเส้นทางชั่วคราว
    • การแข่งขันภูมิภาค จากประเทศปลายทางยอดนิยมกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่มีต้นทุนทริปต่ำกว่า

    ทางออกเชิงระบบคือ ความร่วมมือข้ามพรมแดน ในการจัดการไฟป่า–การเผา และการสื่อสารคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมกับการยกระดับบุคลากรบริการและภาษา เพื่อชดเชยและสร้างสมดุลต่อแรงกดดันภายนอก

    งบประมาณภาครัฐ ลงทุนมาก แต่การกระจายยังท้าทาย

    ข้อมูลผู้ใช้ชี้ว่า งบกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกปี 2568 ที่จัดสรรให้เชียงรายรวม 1,876.1 ล้านบาท กระจุกตัวในหน่วยงานส่วนกลาง โดยเฉพาะ กรมทางหลวง (713.9 ล้านบาท หรือ 38%) ขณะที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ได้รับจัดสรรโดยตรง แม้งบซ่อมฟื้นฟูหลังน้ำท่วมปลายปี 2567 อีก 363 ล้านบาท จะช่วยโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังมีคำถามถึง “ประสิทธิผลเชิงกระตุ้น” ต่อเศรษฐกิจฐานราก

    ข้อเสนอเชิงนโยบายจากรายงานผู้ใช้คือ เพิ่มสัดส่วนงบตรงถึง อปท. และออกแบบเครื่องมือช่วย SME–ชุมชน ให้เข้าถึงง่าย ทั้งอบรมดิจิทัล มาร์เก็ตเพลส และสินเชื่อรายย่อย เพื่อ เชื่อมเศรษฐกิจบน–ล่าง ให้ไหลเวียนจริง

    ยุทธศาสตร์เชื่อมการท่องเที่ยวกับชุมชน รายได้ไหลสู่ท้องถิ่น

    เพื่อให้การเติบโต “ทั่วถึง” เชียงรายควรเดินหน้า แพ็กเกจร่วม ระหว่างโรงแรม–คาเฟ่–สปา–ชุมชน สร้างเส้นทาง “เรียนรู้–ลงมือทำ” เช่น เวิร์กช็อปชา–กาแฟ หัตถกรรม และอาหารท้องถิ่น เชื่อมบริการขนส่งท้องถิ่น ลดการรั่วไหลของรายได้ พร้อมมาตรฐาน ความปลอดภัย–ความสะอาด–ความเป็นมิตร โดยเฉพาะมุมบริการสำหรับนักเดินทางหญิง อาทิ ไฟส่องสว่าง ทางหนีไฟ กล้องวงจรปิด และบุคลากรที่ผ่านการอบรมปฐมพยาบาล

    มาตรการเหล่านี้ช่วยสร้าง รีวิวดี–กลับมาเยือนซ้ำ–การบอกต่อ ซึ่งเป็น “ทุนทางสังคม” สำคัญของเมือง

    โอกาสปลายปีและสมการความยั่งยืน

    เมื่อรวมภาพทั้งหมด เชียงรายมี แรงส่งเชิงโครงสร้าง จากสินค้าท่องเที่ยวที่ต่าง วาระความปลอดภัยที่เด่น และไฟลต์ใหม่เชื่อมอาเซียนโดยตรง แต่ความยั่งยืนยังพึ่งพา “สามสมการ” ที่ต้องเดินพร้อมกัน

    1. Diversify – กระจายพอร์ตทั้งสินค้า–ตลาด (ท่องเที่ยวและการค้า) ลดเสี่ยงพึ่งพิงแหล่งเดียว
    2. Deconcentrate – คลายความกระจุกของงบและโอกาส สู่ อปท.–ชุมชน–SME เพื่อให้รายได้ไหลทั่วพื้นที่
    3. Decarbonize – เร่งมาตรการสิ่งแวดล้อม ลดควัน–ขยะ พร้อมสื่อสารข้อมูลคุณภาพอากาศโปร่งใส สร้างความมั่นใจนักเดินทางระยะยาว

    หากทำได้พร้อมกัน เมืองจะ “ล็อกอิน” สถานะ เมืองปลายทางคุณภาพสูง ที่นักท่องเที่ยวพักนาน ใช้จ่ายสูง และกลับมาเยือนซ้ำในทุกฤดูกาล

    ข้อเสนอสำหรับผู้ประกอบการในฤดูกาลนี้

    • ยกระดับระบบจอง รองรับหลายภาษา–มือถือ และเชื่อมแชต–ชำระเงิน
    • ทำแพ็กเกจร่วม ที่พัก + Wellness + เส้นทางชากาแฟ + รถรับส่งสนามบิน
    • สื่อสารความปลอดภัย ชัดเจนบนหน้าร้านและแพลตฟอร์ม พร้อมจุดติดต่อฉุกเฉิน
    • เก็บรีวิวคุณภาพ เน้นรูป–วิดีโอจริง สร้าง Social Proof ก่อนพีกซีซัน
    • อบรมบุคลากร ด้านภาษาที่สอง–บริการเชิงลึก ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ไฮซีซันปลายปี 2568 คือ “จังหวะเร่งเครื่อง” ของเชียงราย ตัวเลขพื้นฐานบวก ความปลอดภัยเด่น และ Soft Power ชัดเจน ทั้งชา–กาแฟ ศิลปะ และ Wellness ขณะที่ไฟลต์ใหม่จากสิงคโปร์จะเปิดประตูตลาดอาเซียนโดยตรง ภาพความท้าทายยังมี ทั้ง PM2.5 การแข่งขันภูมิภาค และเศรษฐกิจสองขั้ว แต่ด้วยแผนเตรียมพร้อมของพื้นที่ ภาคเอกชน และการสื่อสารเชิงรุก เชียงรายมีศักยภาพจะ เปลี่ยนฤดูกาล ให้เป็น โอกาส และเปลี่ยน นักเดินทางครั้งแรก เป็น ผู้มาเยือนซ้ำ ที่หลงรักเมืองเหนือปลายทางแห่งนี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tourism-high-season-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MOsNmDrBSozD_9ewjfoLy

  • ฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    ฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    ฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ปลุกเศรษฐกิจฐานราก


    7/09/2568 | 49 |

    จากกรณีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงกระแสข่าว เรื่องการฟื้นโครงการคนละครึ่งในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค รวมถึงทีมงานด้านนโยบาย มีการพูดถึงมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น หนึ่งในนั้น คือโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ได้รับการพิจารณา แต่หากนำกลับมาใช้ก็อาจไม่ใช่รูปแบบเดิมทั้งหมด อาจมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้ครอบคลุมและตอบโจทย์มากขึ้น

    NBT Connext จะพาทุกคน ย้อนรอยทวนความทรงจำกับนโยบายโครงการคนละครึ่งกันอีกครั้ง

    โครงการ “คนละครึ่ง” เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2563 โดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในระดับร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการท้องถิ่น ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ เป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศทั้งระบบ

    สำหรับการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งจะมีด้วยกัน 2 ส่วน คือ การลงทะเบียนรับสิทธิสำหรับประชาชน และสำหรับร้านค้า โดยรัฐบาลได้เข้ามาดำเนินการอุดหนุนการจับจ่ายใช้สอยในส่วนของประชาชนที่ได้รับสิทธิในโครงการคนละครึ่งและให้ร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ซึ่งลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์คนละครึ่ง โดยรัฐจะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้า ในขณะที่ผู้ได้รับสิทธิจะต้องจ่ายเพิ่มอีกครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้า โดยผู้เข้าร่วมโครงการที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐบาลกำหนดจะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ คือ

    1) มีบัตรประจำตัวประชาชน และมีสัญชาติไทย

    2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

    3) ไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้

    รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิโครงการคนละครึ่งได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ ลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง .com/ และลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า “เป๋าตัง” จากนั้นประชาชนสามารถใช้สิทธิร่วมจ่ายกับภาครัฐแบบ 50:50 โดยรัฐช่วยออกค่าใช้จ่ายไม่เกินวันละ 150 บาท และวงเงินรวมสูงสุดไม่เกิน 3,000–3,500 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละเฟสของโครงการ ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมจะต้องสมัครผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของธนาคารกรุงไทย

    แต่ก็มีขอบเขตการใช้จ่าย คือ สิทธิในโครงการครอบคลุมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งบริการบางประเภท เช่น ร้านทำผม ร้านนวด แต่ไม่ครอบคลุมสินค้าต้องห้าม เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และสลากกินแบ่งรัฐบาล

    การดำเนินงานแต่ละเฟส ตลอดช่วงปี 2563–2565 โครงการนี้ถูกขยายผลออกมาแล้วทั้งหมด 5 เฟส

    เฟส 1 (ต.ค.–ธ.ค. 2563) รัฐสนับสนุนวงเงิน 3,000 บาท มีผู้ใช้สิทธิ 10 ล้านคน

    เฟส 2 (ม.ค.–มี.ค. 2564) เพิ่มวงเงินเป็น 3,500 บาท และขยายสิทธิเป็น 15 ล้านคน

    เฟส 3 (ก.ค.–ธ.ค. 2564) ขยายสิทธิเป็นกว่า 31 ล้านคน พร้อมเพิ่มวงเงินตามสถานการณ์

    เฟส 4 (ก.พ.–เม.ย. 2565) สนับสนุนเพิ่มอีก 1,200 บาทต่อคน

    เฟส 5 (ก.ย.–ต.ค. 2565) เพิ่มอีก 800 บาทต่อคน ก่อนสิ้นสุดโครงการ

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า โครงการนี้มีส่วนช่วยให้กำลังซื้อภายในประเทศฟื้นตัว และช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 ได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยังสร้างความคึกคักให้กับร้านค้าขนาดเล็กทั่วประเทศอีกด้วย

    แม้โครงการ “คนละครึ่ง” จะสิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2565 แต่ในปี 2568 รัฐบาลนายอนุทิน ได้มีการหยิบยกมาตรการโครงการคนละครึ่งขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยมีแนวคิดปรับปรุงรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้า NBT connext จะมาอัปเดตข้อมูลกันให้ทราบต่อไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/421480&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h-yJWjZnbGzgV1BVXpmcJ

  • เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน ขานรับนโยบาย “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลใหม่รื้อฟื้นใช้อีกครั้ง

    เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน ขานรับนโยบาย “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลใหม่รื้อฟื้นใช้อีกครั้ง

    ชาวบ้านขานรับนโยบาย “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลใหม่รื้อฟื้นใช้อีกครั้ง มองช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง

    วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ หลังมีกระแสข่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย มีแนวโน้มนำโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเคยใช้ในยุครัฐบาลของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาใช้อีกครั้งในช่วง 4 เดือนแรกของการบริหารงาน

    ทั้งนี้ เมื่อประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างแสดงความเห็นในเชิงสนับสนุน โดยมองว่าเป็นนโยบายที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ทางด้าน นางสมบูรณ์ ช่างเกวียน อายุ 68 ปี แม่ค้าใน อ.บ้านด่าน กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งในอดีตช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนได้จริง ชาวบ้านเข้าใจการใช้งาน และสามารถเข้าถึงได้ง่าย หากรัฐบาลใหม่นำกลับมาใช้ ถือว่าเป็นเรื่องดี และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่นอน

    ขณะที่ นางสุดาพัตร บำรุงแคว้น อายุ 57 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เดียวกัน กล่าวว่า เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งมาแล้ว และรู้สึกว่าสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง แม้จะอยากได้การช่วยเหลือเต็มจำนวน แต่การกลับมาของโครงการคนละครึ่งก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีและน่าจะเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ต่างจับตาว่ารัฐบาลชุดใหม่ จะมีท่าทีอย่างไรกับโครงการนี้ หากมีการนำกลับมาใช้จริง คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างกว้างขวาง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2881180&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ObEIW2KMp_2Pd7GvbfH-U

  • รัฐบาลใหม่ เตรียมฟื้น “คนละครึ่ง” ปลุกเศรษฐกิจรายย่อย : News Hour Weekend 06-09-68

    รัฐบาลใหม่ เตรียมฟื้น “คนละครึ่ง” ปลุกเศรษฐกิจรายย่อย : News Hour Weekend 06-09-68

    เผยแพร่:

    รัฐบาลใหม่ เตรียมฟื้น “คนละครึ่ง” ปลุกเศรษฐกิจรายย่อย : News Hour Weekend 06-09-68 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/nNE6cQAlMDI&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K1ZUo1ydhzeHaJg6uehhh

  • รู้จัก ‘อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์’ ว่าที่ รมว.พลังงานคนใหม่ ครม.อนุทิน 1

    รู้จัก ‘อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์’ ว่าที่ รมว.พลังงานคนใหม่ ครม.อนุทิน 1

    อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” กำลังจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 

    หลังจากปรากฎภาพนั่งรับประทานกาแฟและทานเค้กส้มร่วมกับนายอนุทินภายในร้านกาแฟใต้ตึกที่ทำการพรรคภูมิใจไทยล่าสุด โดยมีการคาดการณ์ว่าถูกทาบทามให้รับตำแหน่ง รมว.พลังงานในคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 1 ตามโควตาคนนอก

    ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” จะพาไปทำความรู้จัก “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” ว่าที่ รมว. พลังงานคนใหม่ให้เพิ่มมากขึ้น

    ประวัติ

    วันเกิด

    • 19 กรกฎาคม 2508

    ชื่อเล่น

    • โด่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/638154&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A8QRajbPM-Yo9zd-Jii0E

  • คาดหวังนายกฯใหม่ “อนุทิน”  เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะ “โครงการคนละครึ่ง” 

    คาดหวังนายกฯใหม่ “อนุทิน”  เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะ “โครงการคนละครึ่ง” 

    การเมือง

    คาดหวังนายกฯใหม่ “อนุทิน”  เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะ “โครงการคนละครึ่ง” 

    วันเสาร์ ที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.19 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568  นายสรเทพ โรจน์พจนารัช สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย จากที่ผ่านมาทางชมรมได้เรียกร้องรัฐบาลชุดก่อนหน้ามาโดยตลอด 2 ปี ให้เร่งออกมาตราการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะ ให้ช่วยทำโครงการคนละครึ่งแต่ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆจน ณ วันนี้เศรษฐกิจรากหญ้าเน่ากันหมดแล้ว  โครงการคนละครึ่งจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้เกือบทั้งระบบ ทั้งพ่อค้าแม่ขายร้านระดับล่างข้างทางไปจนถึงร้านระดับ SMEs ที่สำคัญยังช่วยลดค่าใช้จ่ายอาหารให้กับพนักงานที่ทำงานออฟฟิศและบุคคลทั่วไปที่ทำงานเงินเดือนไม่สูงด้วย 

    โครงการคนละครึ่งจะสามารถเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็กและข้างทางได้อย่างน้อย  1.8 – 2.5 เท่าจากครั้งที่แล้วที่เคยออกมา และยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในแต่ละวันของประชาชนทั่วไปได้อย่างน้อย 15-20% และยังกระจายไปสู่ห่วงโซ่ซัพพลายที่มาต่อธุรกิจร้านอาหารอีกทางด้วยไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ขายในตลาดสดจนไปถึงภาคเกษตกร

    หวังว่านายกท่านใหม่ นายอนุทินจะเร่งทำในทันทีหลังจากเข้ารับตำแหน่ง เพราะท่านทราบดีอยู่แล้วว่าโครงการคนละครึ่งจะช่วยเหลือธุรกิจรากหญ้าได้เป็นอย่างดีจากการที่ท่านเคยร่วมอยู่ในรัฐบาลที่เคยทำและอนุมัติโครงการนี้มาก่อน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/445446&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00qRJIueIewk4qzLvogTit

  • ส่องนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจจากเอกชนส่งตรงถึงรัฐบาลใหม่

    ส่องนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจจากเอกชนส่งตรงถึงรัฐบาลใหม่

    ส่องนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจจากเอกชนส่งตรงถึงรัฐบาลใหม่

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า นโยบายเร่งด่วนที่ต้องการเห็นภายใน 4 เดือน ส.อ.ท. เสนอว่ารัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินการ ประกอบด้วย

    • บรรเทาค่าครองชีพและต้นทุนพลังงาน ที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและผู้ประกอบการ
    • ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการเพิ่มสภาพคล่อง ลดภาษี และมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้เสีย
    • เร่งรัดการเจรจาการค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ และตลาดสำคัญ เพื่อไม่ให้การเจรจาสะดุดจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
    • ปรับปรุงระบบธุรกิจและภาษี ให้ทันสมัย ลดความซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการโหวตเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเฉพาะกิจ โดยมีวาระการทำงาน 4 เดือนนั้น ทำให้ประเทศไทยมีความชัดเจนด้านผู้นำรัฐบาล ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและภาคธุรกิจ หลังจากที่การเมืองมีความไม่แน่นอนมาระยะหนึ่ง 

    ส่องนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจจากเอกชนส่งตรงถึงรัฐบาลใหม่

    อย่างไรก็ตาม หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ และกล้าตัดสินใจ โดยเฉพาะในทีมเศรษฐกิจหลัก เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะสิ่งนี้จะเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ แม้จะเป็นรัฐบาลระยะสั้น ก็ควรรีบเร่งทำงานอย่างเต็มที่ทันที

    “ต้องยอมรับว่าระยะเวลา 4 เดือนนับว่าสั้นมาก สำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการปรับระบบภาษี การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ซึ่งต้องใช้ความต่อเนื่องหลายปีจึงเห็นผลชัดเจน ในระยะเวลาจำกัดนี้ รัฐบาลจึงควรเน้นมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาปัญหาเร่งด่วนและสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดี”

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นประเด็นหลักที่กระทบต่อการตัดสินใจลงทุน ภาคธุรกิจและหน่วยงานราชการหลายแห่งอยู่ในภาวะ wait and see ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ทำได้เพียงประมาณ 50% ของเป้าหมาย ซึ่งกระทบต่อการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ หากรัฐบาลไม่สามารถดำเนินมาตรการได้อย่างชัดเจน การเจรจาการค้าระหว่างประเทศอาจหยุดชะงัก และการลงทุนใหม่ๆ อาจล่าช้าออกไป ซึ่งจะเป็นความท้าทายสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกิจในช่วงเวลาเพียง 4 เดือนนี้

    อย่างไรก็ดี แม้รัฐบาลจะมีเวลาจำกัด แต่ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะสร้างแรงกระตุ้นต่อเศรษฐกิจ และสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้รัฐบาลถาวรในอนาคตมาสานต่อ ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนและร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้เกิดผลจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638083&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oAFG4F_9rpS_AzL0n2YOi