Blog

  • อาริฟ: เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับเบลารุส

    อาริฟ: เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับเบลารุส

    🔻มูฮัมหมัดเรซา อาริฟ ในการพบกับนายกรัฐมนตรีเบลารุส ระหว่างการประชุมสุดยอดเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างเตหะราน–มินสก์อยู่ในระดับสูง และควรยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ให้สูงขึ้นในระดับเดียวกันด้วย

    🔸เขาถือว่าการเยือนมินสกล่าสุดของประธานาธิบดีอิหร่านว่าเป็น “จุดเปลี่ยนในความสัมพันธ์ของสองประเทศ” และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนร่วม การผลิตร่วม และบทบาทของภาคเอกชนในการพัฒนาความร่วมมือ

    🔻ด้านนายกรัฐมนตรีเบลารุสก็ได้กล่าวว่าอิหร่านเป็น “ประเทศมิตรและใกล้ชิด” พร้อมระบุว่าการดำเนินตามข้อตกลงจากการเยือนครั้งล่าสุดและข้อตกลงการค้าเสรีกับยูเรเชียจะช่วยขยายความสัมพันธ์ให้กว้างขึ้น อีกทั้งเขายังกล่าวถึงความสนใจของเบลารุสในการทำโครงการร่วม และการจัด “วันวัฒนธรรมเบลารุสในอิหร่าน”

  • มศว หนุนท้องถิ่นต้นแบบ ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ปี2568

    มศว หนุนท้องถิ่นต้นแบบ ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ปี2568

    มศว เปิดเวทีแม่ขรี พัทลุง พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ ปฐมวัย–ประถมต้น เน้นสอดคล้องชุมชน รับยุคดิจิทัล ต่อยอดการเรียนรู้นอกห้องเรียน

    คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา” ที่โรงเรียนในสังกัดเทศบาลตำบลแม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษาตอนต้น พ.ศ.2568 ในพื้นที่ท้องถิ่นที่มีความพร้อม เมื่อวันที่ 17พ.ย.2568

    มศว หนุนท้องถิ่นต้นแบบ ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ปี2568

    ผศ. ว่าที่ ร.ต.ดร.กิตติคุณ รุ่งเรือง คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มศว ระบุว่า หลักสูตรใหม่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาท้องถิ่นดำเนินการได้รวดเร็วกว่าเดิม เพราะเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและการจัดการศึกษาตลอดชีวิต รวมถึงสามารถออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับบริบทสังคม วัฒนธรรม และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

    มศว หนุนท้องถิ่นต้นแบบ ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ปี2568

    ผศ. ว่าที่ ร.ต.ดร.กิตติคุณ ระบุว่า ระบบการศึกษาของท้องถิ่นถือเป็นต้นแบบสำคัญของการประยุกต์ใช้หลักสูตรใหม่ในสถานการณ์จริง ช่วยให้ผู้เรียนต่อยอดความรู้สู่การเรียนรู้นอกห้องเรียน เพิ่มทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และสอดรับกับโลกยุคดิจิทัลมากขึ้น

    การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารเทศบาล ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนิสิต มศว เข้าร่วมจำนวนมาก สะท้อนความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและชุมชนท้องถิ่นในการยกระดับคุณภาพการศึกษา
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/733618&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VRI5htAwT_BY31A2g9ouy

  • คนจีนไม่หวั่นคำเตือนรัฐบาล ‘ห้ามเที่ยว’ ญี่ปุ่น ชี้เป็นเรื่องปกติไม่น่ากังวลเท่าใดนัก

    คนจีนไม่หวั่นคำเตือนรัฐบาล ‘ห้ามเที่ยว’ ญี่ปุ่น ชี้เป็นเรื่องปกติไม่น่ากังวลเท่าใดนัก

    นักท่องเที่ยวและนักศึกษาชาวจีนต่างแสดงความเห็นที่หลากหลายต่อคำเตือนของรัฐบาลจีนเรื่องการเดินทางและการศึกษาในญี่ปุ่น ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งบางส่วนมองว่าสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงมากเท่าไร โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูท่องเที่ยวสูงสุด  

    ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากที่นายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นได้กล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ว่า “ญี่ปุ่นอาจส่งกำลังทหารเข้ามาหากเกิดความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวัน” จากนั้น รัฐบาลจีนจึงตอบโต้ด้วยการเรียกตัวทูตญี่ปุ่นมาเพื่อตำหนิว่า “คำพูดดังกล่าวของทาคาอิจินั้นผิดอย่างร้ายแรงและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง” 

    เมื่อวันศุกร์ (14 พ.ย.) กระทรวงการต่างประเทศจีนได้เรียกร้องให้นักท่องเที่ยวชาวจีน ‘หลีกเลี่ยง’ การเดินทางไปญี่ปุ่น โดยอ้างถึงความกังวลด้านความปลอดภัย ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวก็ได้ออกมาเรียกร้องในทำนองเดียวกันเมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ย.) นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการก็ได้ออกคำแนะนำกระตุ้นให้ชาวจีนพิจารณาการศึกษาต่อในญี่ปุ่นอีกด้วย 

    เนื่องจากความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น สื่อของรัฐรายงานเมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) ว่า “การเข้าฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2 เรื่องในจีนจึงถูกเลื่อนออกไป” 

    อย่างไรก็ดี คำเตือนการเดินทางดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวชาวจีนแห่กันมาเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง โดยย่านใจกลางเมืองอย่างโตเกียวและเกียวโตมักขึ้นชื่อในเรื่องสีสันของใบไม้ ซึ่งจะสวยงามที่สุดตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวจีนบางคนยังวางแผนเดินทางสำหรับวันหยุดปีใหม่ด้วย 

    นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่ได้กังวลต่อคำเตือน ‘ยกเลิก’ การเดินทางไปญี่ปุ่นมากนัก 

    หลิว ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดในกรุงปักกิ่งวัย 30 ปี กำลังวางแผนการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกกับกลุ่มเพื่อนในช่วงปลายเดือนนี้ บอกว่า คำเตือนการเดินทางครั้งแรกดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่คำประกาศอื่นๆ รวมถึงข้อเสนอยกเลิกเที่ยวบินฟรีจากสายการบินใหญ่หลายแห่งทำให้คำเตือนนี้ดู ‘เป็นทางการและจริงจังมากขึ้น’” 

    สายการบินจีนอย่างน้อย 7 สาย รวมถึง Air China, China Southern, และ China Eastern ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ (15 พ.ย.) โดยระบุว่า “จะอนุญาตให้คืนตั๋ว หรือเปลี่ยนแปลงแผนการเดินทางโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการจองจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม” 

    หลิว บอกอีกว่า เธอจะติดตามสถานการณ์ต่อไปอีก 1 สัปดาห์ แต่ก็ยังเผื่อใจในการ ‘ยกเลิก’ ทริป แม้เธอจะบอกว่า “เรื่องความปลอดภัยส่วนบุคคลไม่ใช่สิ่งที่เธอกังวลมากนัก แต่สถานการณ์ค่อนข้างซับซ้อน และรู้สึกว่าความตึงเครียดทางการทูตได้สร้างแรงกดดันต่อผู้คน” 

    ขณะที่ ฌอน จู ชาวเซี่ยงไฮ้วัย 31 ปีซึ่งมักเดินทางไปญี่ปุ่นทั้งเพื่อพักผ่อนและธุรกิจ เผยว่า เขายังคงวางแผนที่จะฉลองปีใหม่ที่ญี่ปุ่น และเขา ‘ไม่กังวลเลย’“คำเตือนอย่างเป็นทางการฟังดูเหมือน ‘การทูตแบบนักรบหมาป่า’ (Wolf Warrior) ที่คุ้นเคยจากปักกิ่ง” จนถึงขณะนี้ยังไม่มีเพื่อนของเขาคนใดยกเลิกการเดินทางเลย ขณะที่บางคนกำลังติดตามค่าโดยสารเครื่องบินเพื่อพิจารณาเดินทางไปญี่ปุ่นในกรณีที่ราคาลดลง

    ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนในจีนต่างพากันแสดงความคิดเห็นว่า พวกเขา ‘ไม่ได้กังวล’ เป็นพิเศษ แต่บางคนก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการเพิกเฉยต่อคำเตือนอย่างเป็นทางการ 

    หนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun ของญี่ปุ่น รายงานเมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) ว่า “บริษัททัวร์จีน 2 แห่งได้ยกเลิกทัวร์กรุ๊ปทัวร์ทั้งหมดที่กำหนดไว้ในเดือนพฤศจิกายน” 

    จีนเป็นหนึ่งในแหล่งนักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดที่เดินทางมาญี่ปุ่น โดยชาวจีนแผ่นดินใหญ่เดินทาง 7.48 ล้านครั้งในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้  ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นจำนวนสูงสุดจากต่างประเทศ หรือภูมิภาคใดๆ 

    ฉิน เยว่ฮั่น นักศึกษาชาวจีนในญี่ปุ่นที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้าระดับปริญญาโท กล่าวว่า เขา ‘ไม่ได้กังวล’ มากนัก เพราะความตึงเครียดดูเหมือนจะไม่แตกต่างไปจากที่เคยปะทุขึ้นก่อนหน้านี้มากนัก“ผมยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับบรรยากาศในสังคมญี่ปุ่น คนส่วนใหญ่เป็นมิตรกับผม และผมยังไม่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดๆ…ชาวญี่ปุ่นบางคนอาจมีความเกลียดชังชาวต่างชาติอยู่บ้าง แต่สิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นความรู้สึกที่มีต่อชาวต่างชาติทุกคน ไม่ใช่แค่ชาวจีนเท่านั้น” 

    ฉิน บอกอีกว่า เขาไม่มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแผนการเรียนปริญญาโท 2 ปีที่ญี่ปุ่น “ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นมีความผันผวนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มันอาจจะเป็นแค่เรื่องเดิมๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ” 

    (Photo by : GREG BAKER / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/china-travel-warnings-for-japan-evoke-mixed-reactions-at-home&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y0WEB7NIlHIInwF1hsJZV

  • วัยรุ่นไทยขาด ‘ศิลปะการใช้เงิน’ ปัญหาบุคคลที่ต้องแก้ด้วยโครงสร้าง

    วัยรุ่นไทยขาด ‘ศิลปะการใช้เงิน’ ปัญหาบุคคลที่ต้องแก้ด้วยโครงสร้าง

    อิสรภาพทางการเงินไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือ ‘ศิลปะ’ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

    ปิดท้ายเวที Young Leader Dialog ในงาน THE STANDARD Economic Forum 2025 กับเซสชั่นที่สำคัญและทรงพลังอย่างยิ่งในหัวข้อ ‘Financial Literacy: ปลูกฝังวินัยการเงิน สร้างความมั่งคั่งฉบับคนรุ่นใหม่’ ที่ชวนให้ผู้ฟังได้ศึกษาคำว่าอิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง

    นี่คือการรวมตัวของผู้หญิงเก่ง 3 ท่านในวงการการเงิน ได้แก่ ดิว ธิษณา ธิติศักดิ์สกุล กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โนบูโร แพลตฟอร์ม จำกัด, เอม มทินา วัชรวราทร ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย, และ เฟิร์น ศิรัถยา อิศรภักดี ผู้ก่อตั้ง Wealth Me Up และผู้ดำเนินรายการ Morning Wealth

    ‘ความมั่งคั่ง’ ไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่คือ ‘อิสรภาพ’

    ‘ความมั่งคั่ง’ (Wealth) ในนิยามของ 3 กูรูไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเงิน เฟิร์นนิยามว่าคือ ‘อิสรภาพ’ (Freedom) ที่จะเลือกใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวล ดิว มองว่าเป็น ‘ความมั่งมีและความสุข’ (Well-being) ที่ทำให้เราทำตามฝันได้ ส่วนเอม นิยามว่าคือ ‘ความยืดหยุ่น’ (Resilience) และการใช้เงินอย่างมีความหมาย (Purposeful) โดยมี ‘เวลา’ เป็นทุนที่สำคัญที่สุดของคนรุ่นใหม่ที่พวกเขามักมองไม่เห็น

    หาเงินเก่ง แต่ขาด ‘ศิลปะการใช้เงิน’

    ปัญหาใหญ่ที่พบคือ คนรุ่นใหม่หาเงินเก่ง แต่ขาดศิลปะในการใช้เงิน หลายคนอยู่ในภาวะ ‘รู้แต่ทำไม่ได้’ และขาดความเข้าใจในบทเรียนที่สำคัญที่สุดสู่ความร่ำรวย

    ทางออกเริ่มต้นที่การสร้าง Awareness ให้เห็นสถานะการเงินที่แท้จริงของตนเอง แนะนำให้คนรุ่นใหม่ ‘ฝึกฝัน’ เพื่อให้มีเป้าหมายระยะยาว และ ‘ฝึกฝืน’ เพื่อให้มีวินัยควบคุมตัวเอง ทั้งยังควรสะสม ‘สินทรัพย์’ (Assets) ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น กองทุน หรือบ้าน ไม่ใช่สะสมสิ่งของ หรือไลฟ์สไตล์ที่ใช้แล้วหายไป

    ข้อเสนอ แก้ปัญหาการเงินที่โครงสร้าง

    ทั้งสามเห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหาวินัยการเงิน ไม่สามารถหยุดอยู่แค่ความรับผิดชอบส่วนบุคคล แต่ต้องการการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างจากทุกภาคส่วน

    ภาคเอกชน สามารถมีส่วนร่วมสร้างวัฒนธรรมการเงินในที่ทำงาน โดยเฉพาะ ‘นายจ้าง’ ที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการสร้างวัฒนธรรมการเงินที่ดีในที่ทำงาน การสร้างบทสนทนาเรื่องการออมและแก้หนี้ให้เป็นเรื่องปกติ ถูกประเมินว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในกลุ่มแรงงานได้เกือบ 30% ขณะที่สถาบันการเงินก็ต้องปรับบทบาท จากการมุ่ง ‘ขาย’ มาสู่การ ‘ให้ความรู้’ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกค้า

    ทางฝั่งภาครัฐก็สามารถขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่เอื้อให้ออม โดยระบบการศึกษาคือจุดคานงัดแรกที่ต้องปฏิรูป แนะนำให้บรรจุความรู้การเงินภาคบังคับเข้าไปตั้งแต่ระดับประถม นอกจากนี้ รัฐต้องสร้างการตระหนักรู้ในวงกว้างผ่านแคมเปญระดับชาติ และพิจารณาเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น การมอบเงินก้นถุงตั้งต้นให้เด็กแรกเกิด เพื่อให้พลังของ ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ ได้เริ่มทำงานทันที

    แม้เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินอาจต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อ และการทำในเรื่องท้าทายที่ไม่เคยพบเจอ แต่อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ ‘ศิลปะการใช้เงิน’ เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริงเริ่มต้นจากวินัยก้าวเล็กๆ ไม่ว่าวันนี้สถานะการเงินของคุณจะอยู่ที่จุดไหน ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้นสร้างอนาคตการเงินที่ดีขึ้นด้วยมือของคุณเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-40/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EIUKESaknSYmAFWmGL2Nw

  • ฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    ฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้า อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และเข้าร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า ประจำปี 2568 พร้อมด้วย นายเมธี รัตนเสนีย์ แรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา, ว่าที่พันตรี ดร.วัชรพล ลักษณลม้าย ผอ.วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน โดยมี นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, มร. โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่, คุณคาร์ล ออพเพนบอร์น ประธานชมรมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า, และนายนโภช แซ่อุ่ย ผอ. ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้า พร้อมด้วย ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมพิธี

    บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กำหนดกิจกรรมแข่งขันทักษะการบริการลูกค้า มาอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้เป็นปีที่ 47 เพื่อมุ่งมั่นในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยมีหนึ่งในกลไกสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร คือ การแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะการบริการของบุคลากรผู้แทนจำหน่ายให้มีความพร้อมในการให้บริการลูกค้าภายใต้ความเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านพฤติกรรม ความต้องการของลูกค้า ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพื่อรักษาความผูกพันของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน การจัดกิจกรรมแข่งขันครั้งนี้ มีครบทั้ง 9 ประเภท ครอบคลุมการปฏิบัติงานด้านบริการลูกค้า และด้านตัวถังและสีรถยนต์ โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันจากทุกผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศกว่า 1,200 คน เข้าร่วมสอบทฤษฎีเพื่อคัดกรอง และผ่านเข้าสู่การแข่งขันภาคปฏิบัติในรอบคัดเลือก และมีเพียง 90 คน ที่ผ่านการแข่งขันเข้ามาจนถึงรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ

    สำหรับพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมค่อนข้างสูง มีนักลงทุนเคลื่อนย้ายฐานการผลิตมาลงทุน และตั้งโรงงานอุตสาหกรรมเรื่อยมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จนปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 1,700 โรงงาน ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องทางการเกษตร อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์และประกอบรถยนต์ สำหรับ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เชื่อมั่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเป็นที่ตั้งโรงประกอบรถยนต์ 2 แห่ง คือ โรงประกอบรถยนต์เกตเวย์ ในนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ ณ อำเภอแปลงยาว และโรงประกอบรถยนต์โตโยต้าบ้านโพธิ์ รวมถึงศูนย์อะไหล่รถยนต์ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค ณ อำเภอบ้านโพธิ์ นอกจากนี้ ในอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้า และวิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้าอีกด้วย

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1394368&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-cSPh2v-0BF84FMYsofvj

  • ครม.เห็นชอบเพิ่ม 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจากตปท. : อินโฟเควสท์

    ครม.เห็นชอบเพิ่ม 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจากตปท. : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 4 พื้นที่ ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

    “เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาจากสถาบันที่มีศักยภาพสูง แต่ต้องเป็นสถานศึกษาที่นานาชาติให้การยอมรับ” นายสิริพงศ์ กล่าว

    โดยพื้นที่ที่ได้รับความเห็นชอบให้กำหนดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น 4 พื้นที่ ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ, ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เพื่อให้เป็นเขตพื้นที่จัดการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งสอดคล้องกับมติ ครม.เมื่อวันที่ 20 ก.ย.65 ที่เห็นชอบการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 พื้นที่ข้างต้น รวมทั้งจังหวัดสงขลา และปทุมธานี จากเดิมที่มีเพียง 1 พื้นที่ คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546887&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aeFLd6ehiiHcCGQkmg2Bt

  • เปิดแผนการคลังฉบับ“เอกนิติ” รัดเข็มขัด 4 ปี ลดขาดดุล พึ่งจีดีพีโตพยุงหนี้

    เปิดแผนการคลังฉบับ“เอกนิติ” รัดเข็มขัด 4 ปี ลดขาดดุล พึ่งจีดีพีโตพยุงหนี้

    การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันนี้(18 พ.ย. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเสนอการปรับปรุงแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573 ซึ่งเป็นกรอบทิศทางการใช้จ่ายและรายได้ของรัฐบาลในช่วง 4 ปีข้างหน้าให้ที่ประชุมพิจารณา

    แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงการคลังเปิดเผยฐานเศรษฐกิจว่า จุดสำคัญของแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573 คือการลดระดับการขาดดุลลงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพหนี้สาธารณะ และอาศัยการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพื่อให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP อยู่ในระดับที่บริหารได้

    ตลอดช่วงแผนการคลังปี 2570–2573 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดย GDP เพิ่มจาก 19.37 ล้านล้านบาทในปี 2569 เป็น 20.05 ล้านล้านบาทในปี 2570 หรือเติบโต 3.5% ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 20.83 ล้านล้านบาทในปี 2571 เติบโต 3.9%

    การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังดำเนินต่อเนื่องในปี 2572 ซึ่ง GDP เพิ่มเป็น 21.69 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 4.1% และขยายตัวในอัตราสูงสุดของช่วงแผนในปี 2573 ที่ 4.5% ดันมูลค่า GDP แตะ 22.66 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ฐานเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นช่วยลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในช่วงท้ายแผน

    ปีงบประมาณ 2570: รายได้แตะ 3 ล้านล้านครั้งแรก ขาดดุลลดลงเล็กน้อย

    ในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลคาดว่ารายได้สุทธิจะอยู่ที่ 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2569 ประมาณ 2.7% ขณะที่ GDP ขยายตัวขึ้นจาก 19,371,000 ล้านบาท เป็น 20,049,000 ล้านบาท

    ด้านรายจ่าย รัฐบาลตั้งงบรายจ่ายที่ 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% จากปีก่อน เป็นการขยายตัวในระดับต่ำตามเป้าการควบคุมรายจ่าย ส่งผลให้ดุลการคลังในปีนี้ขาดดุล 788,000 ล้านบาท คิดเป็น 3.9% ของ GDP

    ส่วนหนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 13,794,810 ล้านบาท หรือคิดเป็น 69.4% ของ GDP

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ปีงบประมาณ 2571: รายได้ขยับขึ้นต่อเนื่อง ขาดดุลลดลงกว่าแสนล้าน

    ในปี 2571 รายได้รัฐบาลเพิ่มเป็น 3,145,000 ล้านบาท โดยอัตราการเพิ่มอยู่ที่ 4.8% สอดคล้องกับการขยายตัวของ GDP ที่เพิ่มขึ้นเป็น 20,831,000 ล้านบาท

    งบประมาณรายจ่ายขยับขึ้นเป็น 3,826,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 1% ส่งผลให้ดุลการคลังขาดดุลลดลงมาอยู่ที่ 681,000 ล้านบาท ลดลงชัดเจนจากปีก่อน และคิดเป็น 3.3% ของ GDP

    หนี้สาธารณะคงค้างในปีนี้อยู่ที่ 14,419,390 ล้านบาท ซึ่งเป็นปีที่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงสุดของแผน อยู่ที่ 69.8%

    ปีงบประมาณ 2572: ขาดดุลลดลงต่อเนื่อง เศรษฐกิจขยายตัวหนุนตัวเลขการคลัง

    ปี 2572 รัฐบาลประเมินรายได้สุทธิไว้ที่ 3,274,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% จากปีก่อน ขณะที่ GDP เติบโตขึ้นเป็น 21,685,000 ล้านบาท

    งบรายจ่ายถูกกำหนดที่ 3,864,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ทำให้ดุลการคลังขาดดุลลดลงเหลือ 590,000 ล้านบาท หรือ 2.7% ของ GDP แสดงให้เห็นการปรับลดขาดดุลอย่างสม่ำเสมอตามเป้าหมายของแผน

    ด้านหนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มเป็น 14,954,436 ล้านบาท แต่สัดส่วนต่อ GDP ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 69.5%

    ปีงบประมาณ 2573: ขาดดุลต่ำสุดของแผน–สัดส่วนหนี้ลดลงชัดจากแรงหนุนของจีดีพี

    ในปีสุดท้ายของแผน ระบุว่ารายได้รัฐบาลจะเพิ่มเป็น 3,422,000 ล้านบาท ขยายตัว 4.5% เป็นปีที่รายได้เพิ่มขึ้นในอัตราสูงที่สุดของช่วงแผน ขณะที่ GDP เติบโตต่อเนื่องเป็น 22,661,000 ล้านบาท

    งบรายจ่ายขยับขึ้นเป็น 3,903,000 ล้านบาท เพิ่ม 1% ทำให้ขาดดุลลดลงมาอยู่ที่ 481,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขขาดดุลต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี คิดเป็น 2.1% ของ GDP

    ปริมาณหนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มขึ้นตามกลไกการชดเชยขาดดุล อยู่ที่ 15,335,708 ล้านบาท แต่ด้วยการเติบโตของ GDP ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงเหลือ 68.2% เป็นระดับเดียวกับฐานปี 2569 สะท้อนเสถียรภาพทางการคลังที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงกลางแผน

    แผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573

    ภาพรวมตลอดช่วงแผน: ลดขาดดุลเป็นขั้นบันได–ควบคุมการเติบโตของรายจ่าย–พึ่งพาการขยายตัวของเศรษฐกิจ

    ข้อมูลทั้งหมดสะท้อนว่า นโยบายการคลังในช่วง 2570–2573 มุ่งเน้นการลดขาดดุลแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยรายได้รัฐเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่งบรายจ่ายถูกควบคุมให้ขยายตัวเพียง 0.2–1% ต่อปี ส่งผลให้ดุลการคลังขาดดุลลดลงจาก 788,000 ล้านบาท ในปี 2570 เหลือ 481,000 ล้านบาท ในปี 2573

    ขณะเดียวกัน แม้หนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี แต่สัดส่วนเมื่อเทียบกับ GDP มีแนวโน้มปรับลดในช่วงท้ายของแผน เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจช่วยขยายฐานรายได้และลดแรงกดดันด้านหนี้สาธารณะ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GJCTqICBtaeyKXZZoq8Jz

  • พรรณไม้งาม อร่ามชล ครั้งที่ 8 คึกคัก! เปิดพื้นที่โชว์ความงดงามของไม้ดอกไม้ประดับ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและตลาดเกษตรท้องถิ่น | TOPNEWS

    พรรณไม้งาม อร่ามชล ครั้งที่ 8 คึกคัก! เปิดพื้นที่โชว์ความงดงามของไม้ดอกไม้ประดับ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและตลาดเกษตรท้องถิ่น | TOPNEWS

    ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานเปิดงาน “พรรณไม้งาม อร่ามชล” ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตร สนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไม้ดอกไม้ประดับ
    ภายในงานมี นางสุพิณญา นิรามัยวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชลบุรี นายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี นางสาวขวัญเรือน ศรีจันทร์ ปลัดจังหวัดชลบุรี นางพรทิพย์ ศรีสมโภชน เกษตรจังหวัดชลบุรี นายสิริวุฒิ วุฒิศิริ ประธานวิสาหกิจชุมชนไม้ดอกไม้ประดับชลบุรี หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมงาน

    ผู้ร่วมงานได้ร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นเป็นพิธีมอบรางวัลการประกวดจัดสวนถาดนักเรียน พร้อมชมนิทรรศการพรรณไม้เทิดพระนาม ดอกไม้ในพระนามาภิไธย “ควีนสิริกิติ์” รวมทั้งเยี่ยมชมงานพรรณไม้งามอร่ามชล ซึ่งจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการผลิตไม้ประดับ เพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

    การจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นส่งเสริมการตลาดเพิ่มศักยภาพการจำหน่ายสินค้าเกษตรเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชนตลอดจนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรีอย่างยั่งยืน

    ภาพ/ข่าว วิศาล แสงเจริญ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1394379&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aiBR6PH_ektebP7WO32tl

  • ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ลั่นนโยบายคุมเข้มต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว สร้างความพร้อม ความปลอดภัย ความอุ่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

    ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ลั่นนโยบายคุมเข้มต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว สร้างความพร้อม ความปลอดภัย ความอุ่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ลั่นนโยบายคุมเข้มต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว สร้างความพร้อม ความปลอดภัย ความอุ่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

    วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.05 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 18 พ.ย.68  พล.ต.ท.ศักย์ศิรา  เผือกอ่ำ ผบช.ทท.สั่งการให้ ตำรวจท่องเที่ยวทั่วประเทศ เสริมมาตรการ เส้นทางสีขาว ไม่ว่าจะเป็น ทางบก หรือทาง น้ำ สร้างความปลอดภัย อบอุ่นใจให้กับนักท่องเที่ยว 

    ทั้งนี้สถานีตำรวจท่องเที่ยว ระนอง – ชุมพร นำทีมโดยพ.ต.อ.ณรภณ  วัฒนะกรทวี ผกก.2 บก.ทท.3    พ.ต.ท.นิติพงศ์ มหศักดิ์สุนทร รอง ผกก.2 บก.ทท.3 พ.ต.ท.วชิรพิศักดิ์  ณ สงขลา  สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3  

    ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าท่า ตำรวจน้ำ ตำรวจภูธร ตรวจมาตรการความปลอดภัยบริเวณท่าเทียบเรือไปเกาะช้าง เกาะพยาม ต.ปากน้ำ อ.เมือง จว.ระนอง พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์แนะนำนักท่องเที่ยวให้สวมเสื้อชูชีพทุกครั้งที่ใช้บริการเรือ รวมทั้งได้ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทราบว่า หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทร 1155 สายด่วน ตำรวจท่องเที่ยว ได้ตลอด 24 ชม.พร้อมทั้งได้ดำเนินการโครงการเส้นทางสีขาวทางน้ำ ตรวจปัสสวะเพื่อหาสารเสพติด ของบุคคลากรในวงจรการท่องเที่ยว  เพื่อเสริมความปลอดภัย อีกทางหนึ่งด้วย


     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/454805&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LlOunJgbR09F6pI1xuZ_i

  • พัทยาก้าวสู่ยุคใหม่: เมืองท่องเที่ยวระดับโลกสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ EEC

    พัทยาก้าวสู่ยุคใหม่: เมืองท่องเที่ยวระดับโลกสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ EEC

    การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรับมือกับการเติบโตของเมือง

    หนึ่งในปัญหาสำคัญที่พัทยาเผชิญมายาวนานคือ “ปัญหาน้ำท่วม” เมืองพัทยาจึงเดินหน้าลงทุนระบบระบายน้ำและอุโมงค์ผันน้ำประสิทธิภาพสูง เพื่อให้ถนนสายหลักและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญสามารถรองรับฝนตกหนักได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการจราจรติดขัดและความเสียหายทางเศรษฐกิจ

    พัทยาก้าวสู่ยุคใหม่: เมืองท่องเที่ยวระดับโลกสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ EEC

    ฮับคมนาคมระดับชาติ เปิดประตูสู่ภูมิภาค

    พัทยายังถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านการเดินทางของภาคตะวันออก ผ่านโครงการสำคัญระดับประเทศ ได้แก่

    • รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา)
    • การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นเมืองการบินภาคตะวันออก

    ทั้งสองโครงการจะยกระดับศักยภาพการเดินทาง เชื่อมต่อพื้นที่เศรษฐกิจ และดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก

    พัทยาก้าวสู่ยุคใหม่: เมืองท่องเที่ยวระดับโลกสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ EEC

    พัทยาก้าวสู่ยุคใหม่: เมืองท่องเที่ยวระดับโลกสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ EEC

    ก้าวสู่ Smart City ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    หัวใจสำคัญของ “เมืองอัจฉริยะ” คือเทคโนโลยี เมืองพัทยาได้ร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชนและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาระบบดิจิทัลทั่วทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็น

    • โครงข่าย 5G
    • ระบบบริหารจัดการจราจรอัจฉริยะ
    • ระบบเฝ้าระวังความปลอดภัย
    • บริการภาครัฐบนแอปพลิเคชันเพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน

    พัทยาก้าวสู่ยุคใหม่: เมืองท่องเที่ยวระดับโลกสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ EEC

    ลงทุนวันนี้ เพื่ออนาคตของเมืองพัทยา

    การพัฒนาเหล่านี้สะท้อนถึงมิติใหม่ของพัทยา จากเมืองแห่งแสงสีสู่เมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานทันสมัยและเป็นมิตรต่อการอยู่อาศัย เมืองที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว นักลงทุน และประชาชนในพื้นที่ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    พัทยากำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งโอกาส และพร้อมเป็นหัวใจสำคัญของ EEC อย่างแท้จริง

    การลงทุนในวันนี้ ไม่ได้จำกัดเพียงอาคาร ถนน หรือระบบสาธารณูปโภค แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนของเมืองที่พร้อมต้อนรับโลก

    พัทยาก้าวสู่ยุคใหม่: เมืองท่องเที่ยวระดับโลกสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ EEC

    พัทยาก้าวสู่ยุคใหม่: เมืองท่องเที่ยวระดับโลกสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ EEC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/pr-news/news/social/378969556&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lU-EcCOY3P7QSr_h1g7Fd