Blog

  • ‘มาร์ค’ปลื้มผลโพล ชู2นโยบายสุจริต-เศรษฐกิจโต ‘วันนอร์’ชี้พร้อมเปิดสภาวิสามัญ

    ‘มาร์ค’ปลื้มผลโพล ชู2นโยบายสุจริต-เศรษฐกิจโต ‘วันนอร์’ชี้พร้อมเปิดสภาวิสามัญ

    วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    มาร์คปลื้มผลโพล

    ชู2นโยบายสุจริต-เศรษฐกิจโต

    วันนอร์ชี้พร้อมเปิดสภาวิสามัญ

    วันนอร์ย้ำยึดรธน.ม.151วรรคสอง ยื่นญัตติซักฟอกแล้วห้ามรัฐบาลยุบสภา แม้มีคนโต้แย้งมองก่อนบรรจุวาระยังมีอำนาจยุบสภา พร้อมเปิดสมัยวิสามัญธันวาคม ถกแก้ไขร่างรธน.วาระ 2 ด้าน อภิสิทธิ์ขอบคุณผลโพลอันดับปชป.เพิ่มขึ้น ถือเป็นกำลังใจ ชู 2 นโยบาย บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโตขึ้นไม่กังวลพื้นที่กทม.สกลธีชนเอกนัฎขอแข่งขันแบบมิตร ไม่เล่นฟาวล์

    เมื่อวันที่ 17พฤศจิกายน2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงเปิดสมัยประชุมสภา เดือนธันวาคมว่า เมื่อสภาเปิดสมัยประชุม ส.ส.สามารถเข้าชื่อ1ใน5 เพื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ได้ ทั้งนี้ มีประเด็นข้อแย้งที่ต้องพิจารณาว่าหากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วจะยุบสภาได้หรือไม่ และในความเห็น 2 ฝ่าย คือรัฐธรรมนูญ มาตรา151วรรคสอง กำหนดชัดเจนว่า เมื่อยื่นญัตติแล้ว รัฐบาลจะยุบสภาไม่ได้ ขณะที่ข้อบังคับการประชุมสภา ระบุว่า เมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วกำหนดให้ประธานสภาตรวจสอบรายชื่อว่าครบถ้วน ถูกต้องหรือไม่ ญัตติขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือข้อบังคับหรือไม่ ซึ่งเป็นอำนาจของประธานสภาก่อนบรรจุวาระ โดยกำหนดเวลาให้พิจารณาแล้วเสร็จไม่เกิน7วัน

    ยันยื่นซักฟอกแล้วยุบสภาไม่ได้

    “ดังนั้นช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจะยุบสภาได้หรือไม่ เป็นประเด็นข้อกฎหมาย ผมได้มอบหมายให้เลขาธิการสภาประชุมกับฝ่ายกฎหมายของสภา พิจารณาเบื้องต้นแล้วเห็นว่า ต้องยึดตามรัฐธรรมนูญ คือเมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะยื่นต่อสภาหรือประธานสภา ตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถยุบสภาได้ ส่วนข้อบังคับนั้นมีสิทธิน้อยกว่ารัฐธรรมนุญ ทั้งนี้ เป็นข้อกฎหมายของสำนักงานที่เสนอ แต่จะมีคนขอหารือไปยังหน่วยงานอื่นก็แล้วแต่ แต่รัฐธรรมนูญพูดชัด ทั้งนี้ ความเห็นของฝ่ายกฎหมายเสนอไปยังเลขาธิการสภาแล้ว แต่ยังไม่มาถึงผม ซึ่งต้องยึดตามรัฐธรรมนูญ” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

    พร้อมเปิดวิสามัญธ.ค.ถกแก้รธน.

    นายวันนอร์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลแจ้งเตรียมความพร้อมต่อการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ช่วง 8 ธ.ค. เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งจากรัฐบาล แต่ตนได้หารือกับ นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาฯ แล้ว ว่า หากมีประกาศราชกิจจานุเบกษา ให้เปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ จะมีความพร้อมเปิดประชุมตั้งแต่ 1 ธ.ค. เป็นต้นไป แต่เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพราะอำนาจของการเปิดประชุมสมัยวิสามัญเป็นเรื่องของรัฐบาล นอกจากนั้นแล้วได้หารือกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา อย่างไม่เป็นทางการ ทราบว่าต้องการเปิดประชุม ช่วง 8-10 ธ.ค.รัฐสภาต้องหารือกับวิปทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย แต่ละฝ่ายจะใช้เวลาอภิปรายเท่าใดในวาระสอง ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับกมธ.ที่สงวนความเห็นกับ สส.ที่เสนอคำแปรญัตติ แม้จะไม่ถูกจำกัดเวลาอภิปราย ต้องไม่อภิปรายเหมือนกับวาระแรก และเมื่อรัฐสภาพิจารณาจบวาระสองแล้ว ต้องเว้นไว้ 15 วัน ถึงจะลงมติในวาระสามได้ ดังนั้นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญจะจบต้องลงมติเห็นชอบในวาระสาม

    อภิสิทธิ์ขอบคุณผลโพลอันดับดีขึ้น

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจนิด้าโพลที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมในอันดับที่ดีขึ้น ว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชน แต่สิ่งเหล่านี้ก็มีขึ้นมีลงตลอดเวลา จริงๆ ตอนนี้สำคัญที่สุดสำหรับเรา แข่งขันกันด้วยเวลา เพราะเวลามีจำกัดมาก และงานก็ต้องทำเยอะมากทั้งนโยบายและผู้สมัคร และเรื่องอื่นๆ รวมทั้งแข่งขันกับตัวเองด้วย เพราะเรารู้ ว่าต้องการให้ประชาชนเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น กับแนวทางของเราทั้งในแง่การการเมืองและสิ่งที่จะทำให้กับประเทศ เพราะฉะนั้นผลสำรวจที่ออกมาก็เป็นกำลังใจ แต่ว่างานหลักรออยู่ข้างหน้าเยอะมาก

    ชู2นโยบายบ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโต

    เมื่อถามถึงนโยบายหลักที่จะใช้ชูในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มีเรื่องหลักอยู่ 2 เรื่อง ที่ตนคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับประเทศคือ 1.ถ้าเราไม่สามารถทำให้บ้านเมืองเป็นบ้านเมืองที่สุจริตจริงๆ ปัญหาอื่นแทบแก้ไม่ได้เลย เพราะตัวนี้คือตัวบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นำมาซึ่งปัญหาสารพัด ทั้งการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ 2.ถ้าเราไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตได้เหมือนสมัยก่อน คือ ยังโตอยู่แค่ร้อยละ1ร้อยละ2 ต่อเนื่องแบบนี้เรื่องอื่นเราก็แก้ไม่ได้ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียวแต่เราจะไม่มีทรัพยากร มาดูแลผู้สูงอายุ มาสร้างระบบสวัสดิการ ที่มีมีความจำเป็นเพียงพอกับทุกคน เพราะฉะนั้นสองเรื่องนี้คือสองเรื่องหลัก หมายความว่าต้องทำให้บ้านเมืองสุจริตและเศรษฐกิจต้องดี ดีในที่นี้คือทั้งโตและกระจายให้ทั่วถึง

    แจกเงินกระตุ้นทำตามสถานการณ์

    เมื่อถามว่า จะมีนโยบายแบบกระตุ้นให้เร็วขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าว นโยบายกระตุ้นต้องดูตามสถานการณ์ แต่ไม่ใช่เรื่องหลักที่จะเป็นคำตอบให้กับประเทศต่อไป ตนคิดว่าในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เรามีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจถี่มาก ซึ่งได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง บางช่วงรวมทั้งในปัจจุบันก็แก้ปัญหาความยากลำบากได้ระดับหนึ่ง แต่ตนคิดว่าคนก็มองว่าเป็นคำตอบเฉพาะในช่วงนี้ และถ้าเศรษฐกิจไม่ดีอย่างที่ตนตั้งเป้าหมายไว้ เราก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ และเราจะมีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ในการทำเรื่องนี้ เพราะฐานะทางการคลังก็จะมีปัญหามากขึ้น

    ไม่กังวลกทม.สกลธีชนเอกนัฎ

    เมื่อถามถึงการเลือกตั้ง ส.ส.กทม. ที่ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯดูแลพื้นที่ กทม.อาจจะต้องชนกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีกระแสข่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ให้ดูพื้น กทม. ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นฐานเสียงเดียวกันนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่พูดเรื่องฐานเสียง เราแข่งขันเสนอตัวให้คนกรุงเทพฯ ซึ่งสิ่งที่จะตอบโจทย์ทั้งคนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะคือนโยบายบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนที่นี่ แต่อีกส่วนหนึ่งมองว่าคนกรุงเทพฯ จะมองถึงภาพใหญ่ของประเทศด้วยว่าต้องการจะไปอย่างไร การแข่งขันเป็นเรื่องปกติ ตนไม่ได้มีความกังวลอะไร นายสกลธี ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะรองหัวหน้าพรรคดูแล กทม. ซึ่งเราทราบตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าเป็นจุดที่ยาก เมื่อถามว่า เป็นการเจอมิตรเก่า นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราต้องแข่งขันกันแบบมิตรเต็มที่ แต่เราไม่เล่นฟาวล์อยู่แล้ว

    หากยุบสภาม.ค.ต้องทำงานหนักขึ้น

    ต่อข้อถามว่า หากมีอุบัติเหตุทางการเมืองยุบสภาก่อนไทม์ไลน์ปลายเดือนม.ค.69 ที่ประกาศไว้ พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องพร้อม แต่จะเหนื่อยมากขึ้น ซึ่งเรายอมรับไม่ปฏิเสธ และในวันพรุ่งนี้ (18 พ.ย.) จะเริ่มประชุมกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค อย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากได้รับการรับรองจากคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เรารู้ว่าเวลาเดิมก็น้อย ถ้าน้อยเพิ่มขึ้นไปอีกก็เหนื่อยมากขึ้น แต่เป็นปกติของระบบสภาฯ พรรคการเมืองต้องเดินหน้าเต็มที่

    ส่วนหนักใจหรือไม่เรื่องการเมืองสุจริตซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าจะมีการใช้เงินจากการฟอกขาว เข้ามาใช้ในการเมือง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ตนหนักใจน้อยลงกว่าเดิมเยอะ เพราะตั้งแต่ตนกลับเข้ามา ได้เจอผู้คนประชาชนธรรมดาไปจนถึงนักธุรกิจระดับสูงพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าไม่ต้องการอยู่แบบนี้อีกแล้ว ยืนยันว่าหนักใจน้อยลงเพราะแนวร่วมของคนที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องเพิ่มมากขึ้นมาก

    ภราดรยันรบ.พร้อมแจงถูกอภิปราย

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพร้อมรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ต้องรอดูว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ถ้ายื่นก็เชื่อว่าทุกคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมที่จะชี้แจง ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ย.นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาท้าทายฝ่ายค้านให้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 152 คือการอภิปรายโดยไม่มีการลงมติ นายภราดร กล่าวว่า นายโสภณพูดที่พรรคในนามส่วนตัว ซึ่งพูดชัดว่าเป็นการพูดในนามของลูกพรคภูมิใจไทย แต่ในส่วนของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีได้มีการออกแถลงการณ์ไปแล้วว่าพร้อมที่จะให้ฝ่ายนิติบัญญัติเดินหน้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพร้อมที่จะชี้แจงในทุกประเด็น

    เมื่อถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันหรือไม่ว่ายังคงเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MOA) ในประเด็นเรื่องการยุบสภาวันที่ 31 ม.ค.69 นายภราดร กล่าวว่า ไทม์ไลน์ยังเหมือนเดิม เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านขอเปิดตามมาตรา 151 ในขณะที่รัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย ประเด็นนี้รัฐบาลทำใจแล้วใช่หรือไม่ว่าถึงอย่างไรก็คงจะแพ้ นายภราดร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีประกาศตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีแค่ 140 กว่าเสียง เพราะฉะนั้นในส่วนของงานสภาไม่ว่าจะเป็นญัตติใดถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาก็คงไม่สามารถชนะโหวตได้ รวมถึงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ดังนั้นเมื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจโอกาสที่จะพลิกชนะเสียงไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านมันเป็นไปไม่ได้เลย แต่อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าการจะไม่ไว้วางใจนั้นต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดคือ 250เสียงถึงจะล้มรัฐบาลได้ ซึ่งต้องไปดูในช่วงนั้นว่าจะมีเสียงลงมติมากกว่ากึ่งหนึ่งหรือไม่ กรณีนี้หมายถึงถ้าฝ่ายค้านยื่นอภิปรายจริง เมื่อถามว่า มีคนจับตาว่า จะมีเสียงจากฝ่ายค้านอื่นที่ไม่ใช่พรรคประชาชนมาช่วยยกมือโหวตให้รัฐบาล นายภราดร กล่าวว่า ยังไม่ยื่นญัตติอภิปรายเลย อย่าเพิ่งคิดถึงลงมติ ให้มีญัตติก่อนแล้วค่อยว่ากัน

    กางไทม์ไลน์แก้รธน.จบก่อนปีใหม่

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ยังให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเปิดวันใดว่า การจะเปิดวันใดอยู่ที่กรรมาธิการว่าจะพิจารณาเสร็จเมื่อใด หากเสร็จภายในต้นเดือนธ.ค. ก็สามารถเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้ ก่อนเปิดสมัยประชุมสามัญวันที่ 12ธ.ค.ตนดูไทม์ไลน์คร่าวๆ และได้หารือกับคณะกรรมาธิการแล้วว่าการโหวตวาระ 3 ต้องแล้วเสร็จก่อนช่วงปีใหม่ หมายความว่าหากเปิดสมัยประชุมวิสามัญวันที่ 9-11 ธ.ค. ยังสามารถลงมติวาระ 3 ก่อนช่วงปีใหม่ได้อยู่ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยยืนยันว่าพร้อมเปิดประชุมสมัยวิสามัญให้ อย่างไรก็ตามขณะนี้การพิจารณาของกรรมาธิการเดินหน้าไปได้พอสมควรแล้ว ในมาตรา 256/1 ที่เป็นหัวใจของการแก้รัฐธรรมนูญได้ผ่านมติเสียงข้างมากแล้ว ส่วนมาตราอื่นคงใช้เวลาไม่มาก เดินหน้าได้เร็วมากขึ้น คาดว่าภายในเดือน พ.ย. น่าจะแล้วเสร็จ แต่หากไม่แล้วเสร็จก็น่าจะเสร็จต้นเดือนธ.ค.

    สูตร20หยิบ1’เพื่อไทยเห็นด้วยแล้ว

    เมื่อถามว่า กระบวนการนี้จะเดินหน้าไปถึงเดือนม.ค.ใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า“อยู่แล้ว เพราะจากไทม์ไลน์ลงมติวาระ3ช่วงก่อนปีใหม่ หลังผ่านช่วงปีใหม่ไปแล้ว จะส่งเรื่องมาที่ ครม.แล้วหลังจากนั้นอีก 2-3วัน ก็จะประชุมครม.เพื่อมีมติให้ทำประชามติแล้วส่งเรื่องไปที่ กกต.โดยช้าที่สุดไม่เกินกลางเดือน ม.ค.”เมื่อถามว่า การทำประชามติจะทันไทม์ไลน์ของกกต.ที่ขอเวลาเตรียมความพร้อมไว้ 75วันหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เมื่อ 2สัปดาห์ก่อน ทางเลขา กกต.แจ้งแล้วว่าขอเวลา 75วัน โดยย้อนจากวันที่ 29 มี.ค.69 ซึ่งจะตรงกับวันที่ 15ม.ค.69 ครม.จำเป็นต้องมีมติภายในวันดังกล่าวเพื่อส่งให้กับ กกต.เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่พรรคเพื่อไทยโจมตีว่าสูตร 20หยิบ1 จะทำให้เกิดการล็อกสเปก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นายภราดร กล่าวว่า อะไรก็ไม่ดีไปหมด จริงๆสูตรนี้ได้มีการหารือกันนอกรอบ ตนได้อภิปรายเรื่องนี้ตามร่างของพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่วาระ1 แต่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนมองว่า จะทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นสีใดสีหนึ่ง ตนเลยยอมถอยแล้วใช้สูตรพรรคประชาชน วันนั้นพรรคเพื่อไทยบอกว่า แบบนี้ก็พูดคุยกันได้ แล้วพยายามทำทุกอย่างให้การแก้รัฐธรรมนูญเดินต่อได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/928530&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-X7_afyyxoBHwytqrBJnt

  • เปิดผลการศึกษาภัยพลาสติกต่อสัตว์ในทะเล อันตรายกว่าที่คิด – BBC News ไทย

    เปิดผลการศึกษาภัยพลาสติกต่อสัตว์ในทะเล อันตรายกว่าที่คิด – BBC News ไทย

    เปิดผลการศึกษาภัยพลาสติกต่อสัตว์ในทะเล อันตรายกว่าที่คิด

    Two seal pups rest on a sandy beach. One seal has a rope of yellow and green plastic caught around its neck.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ลูกแมวน้ำถูกเศษเชือกพลาสติกที่คล้ายกับอวนประมงพันรอบคอบนหาดทราย
      • Author, เฮเลน บริกกส์
      • Role, ผู้สื่อข่าวด้านสิ่งแวดล้อม
      • X, @hbriggs

    นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ด้วยการชันสูตรพลิกซากสัตว์ทะเล 10,000 ครั้ง เพื่อทำความเข้าใจว่า การกินพลาสติกเข้าไปนำไปสู่การตายของพวกมันได้อย่างไร

    การศึกษาดังกล่าวพบว่า นกทะเลมีความเสี่ยงสูงหลังจากกลืนพลาสติกเข้าไปเพียง 23 ชิ้น ทำให้มีโอกาสตายถึง 90% ขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในทะเลก็มีความเสี่ยงในระดับใกล้เคียงกันเมื่อกลืนพลาสติกเข้าไป 29 ชิ้น ส่วนเต่าทะเลอาจจะต้องกินพลาสติกเข้าไปประมาณ 405 ชิ้นถึงจะมีความเสี่ยงในระดับเดียวกัน

    ผลการศึกษานี้ทำให้นักวิจัยรู้สึกประหลาดใจว่าพลาสติกเพียงน้อยนิดก็อาจเป็นอันตรายได้แล้ว โดยพลาสติกชนิดอ่อนที่มีปริมาตรน้อยกว่าลูกฟุตบอลหนึ่งลูกก็อาจทำให้โลมาเสียชีวิตได้ ขณะที่นกทะเลอาจเสียชีวิตจากการกินยางที่มีขนาดเล็กกว่าเม็ดถั่วเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

    นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า การค้นพบนี้อาจช่วยกำหนดทิศทางความพยายามในการปกป้องสัตว์ป่าทั่วโลกได้

    A small grey bird perches on a blue plastic bottle floating on a grey sea

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, มลพิษจากพลาสติกก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อนกทะเล ทั้งการทำให้นกได้รับบาดเจ็บและการเป็นพิษต่อพวกมัน

    “นี่เป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญอย่างยิ่งว่ามลพิษจากพลาสติกเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของสัตว์ทะเล” ดร.เอริน เมอร์ฟี หัวหน้านักวิจัยจากกลุ่มอนุรักษ์มหาสมุทร (Ocean Conservancy) ในสหรัฐอเมริกา กล่าว

    การวิเคราะห์นี้ใช้ข้อมูลจากการชันสูตรพลิกซากทั้งนกทะเล เต่าทะเล และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล เช่น แมวน้ำ สิงโตทะเล และโลมา ซึ่งเก็บรวบรวมตัวอย่างจากทั่วโลก โดยพบว่าเต่าทะเลเกือบครึ่งหนึ่งที่ศึกษา นกทะเลหนึ่งในสามของตัวอย่างที่ศึกษา และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลหนึ่งในสิบของตัวอย่างได้กินพลาสติกเข้าไป

    นักวิจัยประเมินความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการกลืนพลาสติกชนิดต่าง ๆ ในสัตว์ทะเลแต่ละกลุ่ม

    พวกเขาพบว่า ประเภทของพลาสติกที่สัตว์กินเข้าไปนั้นสร้างความแตกต่าง เช่น ยางเป็นอันตรายที่สุดสำหรับนกทะเล พลาสติกชนิดอ่อนและเศษอุปกรณ์ด้านการประมงถือว่ามีความเสี่ยงสูงสุดสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และพลาสติกทั้งแข็งและอ่อนก็เป็นภัยคุกคามต่อเต่าทะเล

    A small turtle on a sandy beach emerges from a blue net of entangled plastic

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เต่าตนุแรกเกิดกำลังพยายามดินหนีออกจากตาข่ายพลาสติก

    การศึกษานี้ตรวจสอบเฉพาะพลาสติกที่พบในกระเพาะของสัตว์เท่านั้น ไม่ได้ประเมินผลกระทบทางเคมีหรืออันตรายจากการที่มันถูกพันธนาการ ซึ่งหมายความว่าระดับความเสียหายที่แท้จริงมีแนวโน้มจะสูงกว่านี้

    นอกจากนี้ ยังพบสัตว์ทะเลหลายร้อยชนิดมีพลาสติกอยู่ในร่างกาย เช่น นกมักกลืนเศษพลาสติกเข้าไป และเต่ามักเข้าใจผิดว่าถุงพลาสติกเป็นแมงกะพรุน อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังขาดข้อมูลที่แน่ชัดว่าพลาสติกมีอันตรายถึงชีวิตต่อสัตว์ขนาดต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด

    ดร.เมอร์ฟี กล่าวเสริมว่า “เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อสรุปจากวิทยาศาสตร์นั้นชัดเจน เราจำเป็นต้องลดปริมาณพลาสติกที่เราผลิต ปรับปรุงการจัดเก็บและรีไซเคิล และกำจัดขยะพลาสติกที่มีอยู่แล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c8x108188elo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iLLiKSWEtd4-XUxdYVFVV

  • จริงทุกดอก! จูดี้ ชี้ดราม่า “แจ็กแปปโฮ” ขออย่าโทษการศึกษาต่ำ

    จริงทุกดอก! จูดี้ ชี้ดราม่า “แจ็กแปปโฮ” ขออย่าโทษการศึกษาต่ำ

    จูดี้ แจ็กแปปโฮ
    แฟ้มภาพ

    จูดี้ จารุกิตติ์ มองกรณีสังคมเหลืออดคอนเทนต์ แจ็ก แปปโฮ ยืนโชว์วิบัติปีนรถยืนเต้นหรา ขออย่าโทษการศึกษาเด็ดขาด ยกตัวอย่างแม่ตัวเองจบชั้นป.7 แต่สอนเรื่องมารยาทสาธารณะ พี่จบป.โท ตลอด

    ถึงเวลานี้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ชนิดสวดยับถึงพฤติกรรมและจิตใต้สำนึกของนายจาตุรงค์ พาโพธิ์หรือ “แจ็ก แปปโฮ” ยูทูบเบอร์อายุ 32 ปี ยังคงถาโถมเสียงติติงหนักขั้นสุด ตลอดจนวีรกรรมหนนี้น่าจะสร้างคดีความผิดทางกฏหมายให้กับอินฟลูฯ สายเรื้อนที่ตกเป็นดราม่าล่าสุดของสังคมได้เลยทีเดียว

    อย่างไรก็ดีอีกมุมของเสียงวิจารณ์ก็ได้มีผู้ที่ออกมาคอลเอาต์เบาๆ โดยขออนุญาตหล่นมุมมองเชิงวิเคราะห์แบบมีตรรกะที่ถูกที่ควร โดยยกให้เคสนี้อย่าไปตำหนิหรือหยิบยกประเด็นเรื่องของการศึกษามาพาดพิงกัน เพราะอาจทำให้คนที่เรียนจบไม่สูงแต่มีมารยาทนั้น เสียหายเอาได้ง่ายๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

    ล่าสุด จูดี้ จารุกิตติ์ อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์คอนเทนต์ที่โด่งดังจากช่อง TikTok @judydiaw69 และเป็นที่รู้จักในฐานะเพื่อนสนิทของคัลแลน-พี่จอง 2 ยูทูบเบอร์เกาหลี ได้หย่อนโพสต์สั้นๆ แต่ได้ใจความ โดยเป็นการยกเรื่องมารยาทของมารดาตัวเองมาวิเคราะห์ให้เห็นว่า แม้การศึกษาจะไม่สูง แต่เรื่องของกิริยาและวาจาที่สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมตามกาลเทศะ และเป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่สังคมกำหนดไว้ เพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างสงบสุขและน่าอยู่นั้น ที่บ้านของเธออบรมมาน่าจะคนละแนวทางกับอินฟลูฯ ยืนโยกหน้าลอว์สันวิวฟูจิหรือไม่ ?

    จูดี้ จารุกิตติ์ การสึกษาแจ็กแปปโฮ
    ภาพโปรไฟล์เฟซบุ๊ก Facebook @Judy Diaw

    “อย่าโทษการศึกษาเด็ดขาด นะ แม่พี่จูดี้จบป.7แต่สอนเรื่องมารยาทสาธารณะพี่ที่จบป.โทอยู่ตลอด”

    เนื้อหาที่น่าสนใจและชวนเปิดมุมมองสืบเนื่องจากโพสต์ของ “จูดี้” ซี้สองสหายจองและพี่คัลลแลนยังไม่ได้หยุดและจบตรงแค่โพสต์เปรียบเปรยสั้นๆ เท่านั้น เพราะต่อมาได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งเข้ามาขมวดประเด็นและร่ายยาวสรุปให้ชัดเจนนยิ่งขึ้นในทำนองที่เห็นด้วยกับสิ่งที่อีกฝ่ายให้ข้อคิดเอาไว้ โดยย้ำความเป็นคนแท้จริงแล้วนั้นวัดกันที่ “การกระทำ” ไม่ใช่ใบปริญญา

    “จริงครับอย่าโทษการศึกษาในระบบ เพราะมารยาทสาธารณะกับสามัญสำนึก มันเริ่มจากที่บ้าน คนจบสูงแต่ขาดการอบรม ก็ทำพฤติกรรมแย่ได้ คนเรียนไม่สูงแต่ได้รับการสั่งสอนดี ก็มีวินัยและรู้กาลเทศะ เรื่องแบบนี้ไม่เกี่ยวเลยว่าจบ ป.7 หรือ ป.โท
    มันเกี่ยวกับการถูกปลูกฝังให้รู้ว่าที่ไหนควร–ไม่ควร และรู้ว่าการกระทำของตัวเองกระทบคนอื่นยังไง
    เพราะสุดท้าย… ความเป็นคนวัดกันที่การกระทำ ไม่ใช่ใบปริญญา”.

    ความเป็นคนวัดที่กการกระทำไม่ใช่ปริญญา
    แฟ้มภาพ Facebook @charukitt.judy
    คอมเมนต์แจ๊กแปปโอ
    แฟ้มภาพ Facebook @charukitt.judy

    สำรวจข่วาบันเทิง-เช็กประเด็นเด็ด ตรวจสอบแวดวงดราม่าร้อนๆ เสิร์ฟตรงส่งถึงหน้าไทม์ไลน์ที่นี่

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Pachara

    Pachara

    นักเขียนประจำที่ Thaiger จบการศึกษาด้านศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เคยผ่านประสบการณ์ผู้สื่อข่าวกีฬา เริ่มเขียนบทความกับ Thaiger ตั้งแต่ปี 2021 วิ่งกับการอ่านหนังสือ คือ กิจกรรมที่สนใจเป็นพิเศษ ช่องทางติดต่อ pachara@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1488751/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eU50eVC8i-2FbG7nBFSLm

  • ครม.เห็นชอบ “แมวไทย” 5 สายพันธุ์ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ครม.เห็นชอบ “แมวไทย” 5 สายพันธุ์ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ครม.เห็นชอบ “แมวไทย” 5 สายพันธุ์ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี

    วันนี้ (18 พ.ย.2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2507-2567 ครม.ได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ, “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ, “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน, “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

    กอช.ได้ขอเสนอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เนื่องจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทย พบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเอง ทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย

    แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา หรือโกนจา และแมวขาวมณี

    ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทย เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่านำไปสู่การอนุรักษ์และร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานของแมวไทยพันธุ์แท้ในแนวทางเดียวกัน ส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยพันธุ์แท้ให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสายพันธุ์แมวไทยและป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับแมวไทย ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย

    อ่านข่าว : มติ กกต.เลือก “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” นั่งประธาน กกต.คนใหม่ 

    เด้ง “ชญานันท์” พ้น ปลัดทส. สลับ “รวีวรรณ ภูริเดช” ผอ.สคทช.นั่งแทน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358640&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17soeshOR3G6Bh43TBDR3q

  • LTS คว้างานให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนในสุโขทัยมูลค่า 141.24 ลบ. : อินโฟเควสท์

    LTS คว้างานให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนในสุโขทัยมูลค่า 141.24 ลบ. : อินโฟเควสท์

    บมจ.ไลท์อัพ โทเทิล โซลูชั่น [LTS] แจ้งว่า บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาการให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียนภายใต้

    โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลากับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย ระยะเวลา 5 ปี มูลค่างาน 141,239,472 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546704&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wPRBvuMw6HjY_fMxhpAdQ

  • 4 เคล็ดลับวางแผนการเงินเพื่อการศึกษาเพื่อลูกรัก

    4 เคล็ดลับวางแผนการเงินเพื่อการศึกษาเพื่อลูกรัก

    วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

    วิธีเตรียมทุนการศึกษาให้ลูกรักด้วย 4 ด้วยเคล็ดลับวางแผนการเงินอย่างการออม ลงทุน และใช้รถเป็นทุนสำรองฉุกเฉินรับมือเงินเฟ้อ เพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูก

    การมอบอนาคตทางการศึกษาที่ดีที่สุดให้กับลูก คือความฝันอันสูงสุดของคุณพ่อคุณแม่ทุกคน แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ท่ามกลางค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทุกปี ต้องอาศัยการเตรียมตัวและการวางแผนการเงินที่ดีตั้งแต่วันนี้ บทความนี้ได้รวบรวม 4 แนวทางสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเตรียมทุนการศึกษาให้ลูก ๆ ได้อย่างอุ่นใจ

    ทำความเข้าใจค่าเล่าเรียนในอนาคตที่สูงขึ้นจากเงินเฟ้อ

    การวางแผนการเงินสำหรับค่าเล่าเรียนหรือการศึกษานั้นยากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งหมายความว่าค่าเล่าเรียนในวันนี้ จะแพงขึ้นอีกมากในอีก 10-15 ปีข้างหน้า การออมเงินไว้ในบัญชีที่ให้ผลตอบแทนต่ำ อาจทำให้มูลค่าของเงินที่เราเก็บไว้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริงในอนาคต

    ประมาณการค่าเทอมมหาวิทยาลัยที่ต้องเตรียมในอนาคต

    เพื่อให้เห็นภาพเป้าหมายที่ชัดเจน เราควรประมาณการค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อใช้เป็นตัวเลขตั้งต้นในการคำนวณ

    • มหาวิทยาลัยรัฐบาล : ประมาณ 50,000 – 200,000 บาท ต่อปี
    • มหาวิทยาลัยเอกชน / หลักสูตรนานาชาติ : ประมาณ 300,000 – 2,000,000 บาท ต่อปี
    • การศึกษาต่อต่างประเทศ (ปริญญาตรี) : ประมาณ 3,000,000 – 7,000,000 บาท ต่อปี (หรือสูงกว่า)

    ตัวเลขเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน อย่าลืมว่าเราต้องนำอัตราเงินเฟ้อมาคำนวณเพิ่มเข้าไปด้วย เพื่อให้ได้เป้าหมายทางการเงินที่แท้จริงในอีก 15 ปีข้างหน้า

    4 แนวทางวางแผนทุนการศึกษาลูกให้พร้อมทุกสถานการณ์

    เมื่อเราทราบเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการลงมือปฏิบัติ แนวทางหลักที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างอนาคตทางการศึกษาให้ลูกได้อย่างมั่นคง

    1. เริ่มต้นออมและลงทุนระยะยาวเพื่อผลตอบแทนทบต้น

    หัวใจสำคัญที่สุดคือการ “เริ่มต้นให้เร็วที่สุด” เพราะยิ่งมีระยะเวลาในการออมและลงทุนนาน พลังของผลตอบแทนทบต้น ก็จะยิ่งช่วยให้เงินเติบโตได้มากขึ้น การเริ่มออมตั้งแต่ลูกแรกเกิด แม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มากต่อเดือน ก็สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับการเริ่มออมเมื่อลูกอายุ 10 ปี ควรเลือกเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม เช่น การลงทุนในกองทุนรวม หรือการออมผ่านประกันชีวิตสะสมทรัพย์

    2. สร้างหลักประกันความเสี่ยงด้วยประกันชีวิต

    การออมเงินหรือลงทุนจำเป็นต้องใช้ระยะเวลา แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว (ผู้ปกครอง) แผนการออมนั้นอาจจะต้องหยุดชะงักลง การทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินทุนการศึกษา หรือประกันสะสมทรัพย์ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วย “การันตี” ได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกจะยังมีเงินก้อนสำหรับใช้ในการศึกษาต่อไปตามแผนที่วางไว้

    3. ใช้สินทรัพย์ที่มี (เช่น รถ) เป็นทุนสำรองยามฉุกเฉิน 

    การวางแผนระยะยาวย่อมมีความไม่แน่นอน บางครั้งครอบครัวอาจพบเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินก้อนเร่งด่วน เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือการขาดสภาพคล่องชั่วคราว ซึ่งอาจกระทบต่อแผนการออมเพื่อการศึกษา ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อทางการเงินอย่าง ทิสโก้ ออโต้แคช มักจะแนะนำให้พิจารณาสินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อใช้เป็นทุนสำรองฉุกเฉิน อย่างการใช้บริการสินเชื่อที่น่าเชื่อถืออย่าง สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ ถือเป็นทางเลือกที่ดีในการเข้าถึงเงินก้อนเร่งด่วน โดยนำเล่มทะเบียนรถมาเป็นหลักประกัน เพื่อรับเงินสดไปใช้ในยามจำเป็น ทำให้แผนการศึกษาของลูกไม่สะดุด โดยที่ยังมีรถยนต์ไว้ใช้งานตามปกติ

    4. ทบทวนแผนการเงินและปรับกลยุทธ์การลงทุนสม่ำเสมอ

    แผนการเงินที่ดีต้องมีความยืดหยุ่น ควรมีการทบทวนแผนการออมและการลงทุนอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจสอบว่ายังสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่ สถานการณ์ทางการเงินของครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นไปตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ เมื่อลูกโตขึ้นและใกล้ถึงช่วงเข้ามหาวิทยาลัย ควรปรับพอร์ตการลงทุนให้มีความเสี่ยงต่ำลง เพื่อรักษาเงินต้นและผลตอบแทนที่สะสมมา

    อยากสร้างอนาคตที่มั่นคงให้ลูก ทิสโก้ ออโต้แคช พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการเงิน

    การวางแผนการเงินเพื่อการศึกษาบุตร ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยวินัยและการเริ่มต้นที่รวดเร็ว และสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อาจต้องการเงินทุนก้อนฉุกเฉินเพื่อการศึกษาของลูกในช่วงเวลาสำคัญ หรือต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องในครอบครัวโดยไม่กระทบแผนการออมหลัก ทิสโก้ ออโต้แคช ขอเสนอ สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ หรือรีไฟแนนซ์รถยนต์ ที่สามารถเปลี่ยนรถยนต์ให้เป็นเงินทุนสำรองพร้อมใช้ เพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูก

    ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-123-4000 หรือ แอดไลน์ @TISCOAutoCash เราพร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเรื่องการเงินให้คุณทันที

    กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว | อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 12% – 24%  ต่อปี

    เงื่อนไขและการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/928729&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tZwJ0hBvWka19U6iH-r7a

  • ทาสเฮ! ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสเฮ! ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสเฮ! ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสเฮ! 'แมวไทย' เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสแมวเฮ! ครม. ไฟเขียว “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ชู 5 สายพันธุ์แท้ จ่อยกระดับสู่สากล ป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ

    • คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบประกาศให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ในประเภทสัตว์เลี้ยง
    • การเสนอครั้งนี้มาจากเหตุผลที่แมวไทยมีลักษณะเด่น มีประวัติศาสตร์ยาวนานคู่สังคมไทย และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
    • มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์แท้ ป้องกันการจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ และต่อยอดทางเศรษฐกิจ

    ทาสแมวเฮ! ครม. ไฟเขียว “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ชู 5 สายพันธุ์แท้ จ่อยกระดับสู่สากล ป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ

    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ 

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507-2567 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ กำหนดให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ กำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กำหนดให้ “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

    โดย กอช. ได้ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่างๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย

    แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่

    • แมวศุภลักษณ์
    • แมวโคราช
    • แมววิเชียรมาศ
    • แมวโกญจา
    • แมวขาวมณี

    ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860762&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S0nEjU8g2PSmQNrOt2tt7

  • ข่าวดีทาสแมว! ครม. เคาะ ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ข่าวดีทาสแมว! ครม. เคาะ ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    18 พฤศจิกายน 2568 – ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน

    แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย โดยแมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/898108/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eOJ9ncNUvTz7rYy1Gapoy

  • สินค้าไทยประเภทใดบ้างอาจได้รับผลกระทบ หากเจรจาภาษีสหรัฐฯ สะดุด – BBC News ไทย

    สินค้าไทยประเภทใดบ้างอาจได้รับผลกระทบ หากเจรจาภาษีสหรัฐฯ สะดุด – BBC News ไทย

    สินค้าส่งออก-นำเข้า ของไทยประเภทใดบ้างอาจได้รับผลกระทบ หากเจรจาภาษีทรัมป์สะดุด

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ปณิศา เอมโอชา
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
      • X, @PAemocha

    หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ให้ลงมาเหลือในระดับ 19% จากอัตราเดิมที่ตั้งไว้สูงถึง 36% มาถึงวันนี้สถานการณ์ดกลับไม่น่าไว้วางใจอีกครั้ง

    กระทรวงต่างประเทศของไทยออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 พ.ย.ระบุว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 14 พ.ย. “ฝ่ายสหรัฐฯ ขอระงับ (suspend) การเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade Framework) เป็นการชั่วคราว”

    เหตุการณ์ข้างต้นเกิดขึ้น หลังจากที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนของไทยและกัมพูชากลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง จากกรณีที่มีทหารไทยหนึ่งรายเหยียบกับระเบิดจนมีรายงานว่าขาขาด เมื่อวันที่ 10 พ.ย. รวมถึงเหตุยิงตอบโต้กันบริเวณชายแดนใกล้บ้านหนองหญ้าแก้ว เมื่อวันที่ 12 พ.ย.

    ต่อมา เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้โพสต์ข้อความบนบัญชีเฟซบุ๊กของตนเองระบุว่า เขาได้คุยกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งได้คุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่ออธิบายสถานการณ์และจุดยืนของไทย และได้ข้อสรุปว่า “สหรัฐอเมริกาจะไม่นำประเด็นการระงับปฏิญญาของไทยมาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้”

    แม้สถานการณ์ด้านการค้าดูเหมือนจะคลี่คลายลงบ้างแล้ว ทว่านับตั้งแต่มีการประกาศอัตราภาษีนำเข้าสินค้าในวันที่ 2 เม.ย. 2568 หรือ “วันประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจของอเมริกา” ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจของไทยมีความเปราะบางและยังพึ่งพามหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ในทางเศรษฐกิจอยู่มาก

    ในรายงานชิ้นนี้ บีบีซีไทยชวนผู้อ่านไปสำรวจสินค้าและอุตสาหกรรมสำคัญบางประเภท ที่ไทยยังคงพึ่งพิงสหรัฐฯ อยู่ค่อนข้างมาก ทั้งในตลาดนำเข้าและส่งออก

    จีน-สหรัฐฯ คู่ค้าใหญ่สุดสองอันดับแรกของไทย

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ไทยขาดดุลการค้าจีน (นำเข้าจากจีน มากกว่าส่งออกไปจีน) สูงถึง 1.59 ล้านล้านบาท แต่เรากลับได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ (ส่งออกมากกว่านำเข้า) ถึง 1.19 ล้านล้านบาท

    ทั้งสหรัฐฯ และจีนถือเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดสองอันดับแรกของไทย

    ตามข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าใหญ่อันดับสองของไทย ด้วยมูลค่านำเข้า-ส่งออกรวม 2.24 ล้านล้านบาท เป็นรองอันดับหนึ่งอย่างจีน ที่มีมูลค่าการค้ากับไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้รวมสูงถึง 3.61 ล้านล้านบาท มากกว่ากันอยู่กว่า 1.3 ล้านล้านบาท

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A gloved hand holds a glass slide with drops of blood being tested, showing samples with different colours and reactions

    • .

    • .

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    อย่างไรก็ดี หากเราลงไปดูในรายละเอียดจะพบว่า ขณะที่ไทยขาดดุลการค้ากับจีน (ไทยนำเข้าสินค้าจากจีน มากกว่าส่งออกสินค้าไทยไปยังจีน) สูงถึง 1.59 ล้านล้านบาท แต่ไทยกลับได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ (ไทยส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ มากกว่านำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ) ถึง 1.19 ล้านล้านบาท

    ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเคยอธิบายกับบีบีซีไทยในรายงานชิ้นก่อนหน้าว่า ที่อัตราการส่งออกสินค้าจากไทยไปสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น อาจเป็นเพราะผู้ประกอบการของไทยต่างก็เร่งส่งออกสินค้าของตัวเองไปสหรัฐฯ เป็นจำนวนมากในช่วงก่อนหน้านี้ เพราะกังวลเรื่องอัตราภาษีนำเข้าที่อาจปรับสูงขึ้นหรือที่ปรับสูงขึ้นไปแล้วในบางรายการ

    สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปสหรัฐฯ

    ตามข้อมูลการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังสหรัฐฯ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ บีบีซีไทยพบว่า สินค้าส่งออก 5 อันดับแรกจากไทยไปสหรัฐฯ คือ :

    • เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ด้วยมูลค่า 4.63 แสนล้านบาท
    • เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ด้วยมูลค่า 1.25 แสนล้านบาท
    • ผลิตภัณฑ์ยาง ด้วยมูลค่า 1.15 แสนล้านบาท
    • หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ด้วยมูลค่า 6.7 หมื่นล้านบาท
    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ด้วยมูลค่า 6.2 หมื่นล้านบาท

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อุตสาหกรรมดิจิทัลคิดเป็นถึง 18-19% ของจีดีพีรวมของไทย

    เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

    ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ไทยส่งออกสินค้าประเภท “เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ” ไปยังทุกประเทศทั่วโลกเป็นมูลค่ารวม 9.52 แสนล้านบาท นั่นทำให้ตลาดสหรัฐฯ ที่ไทยส่งออกในช่วงเวลาเดียวกันนี้เป็นมูลค่ากว่า 4.63 แสนล้านบาท กินสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่ง (48%) ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ของไทย

    สถิติที่บีบีซีไทยสืบค้นมาได้นั้น สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ที่ระบุว่า ในกรณีสมมติที่การเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ มีปัญหา ภาคการส่งออกของไทยที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องมือเครื่องจักร

    ดร.ปิยศักดิ์ อธิบายว่า ความเสียหายในมิติการส่งออกของไทย ต้องคำนึงจากประเทศคู่แข่งอื่น ๆ ด้วย อาทิ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซียที่มีสินค้าส่งออกคล้าย ๆ กัน

    “การที่ภาษีพุ่งขึ้นไปที่ 36% จะทำให้ราคาขายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง ในตลาดสหรัฐฯ” ดร.ปิยศักดิ์ ย้ำ

    ถ้ามองจากสถิติข้างต้นจะเห็นว่า สินค้าส่งออกสองอันดับแรกของไทยจัดอยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลของไทยด้วย

    ทั้งนี้ อุตสาหกรรมดิจิทัลถือว่ามีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมาก โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพิ่งออกมาเปิดเผยว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวนี้คิดเป็นถึง 18-19% ของจีดีพีรวมทั้งประเทศ

    นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังมีเป้าหมายที่จะผลักดันอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ ให้มีสัดส่วนสูงถึง 30% ของจีดีพีภายในปี 2570 จึงสะท้อนอย่างชัดเจนว่านี่คือกลุ่มอุตสาหกรรมหรือสินค้าที่มีความสำคัญกับประเทศไทยอย่างมาก และสหรัฐฯ ยังเป็นผู้เล่นที่สำคัญเช่นเดียวกัน

    อย่างไรก็ดี ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับสินค้าประเภทนี้อยู่บ้าง ตามรายงานที่ตีพิมพ์เมื่อเดือน ก.ย. 2567 ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ที่ชี้ว่า สินค้าประเภทเครื่องคอมพิวเตอร์ จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงจากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงและ/หรือเป็นสินค้าที่ไม่ตอบโจทย์เทรนด์โลก

    ทั้งนี้ ไทยส่งเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไปยังจีนในช่วงเวลาเดียวกันนี้เพียง 1.48 แสนล้านบาท คิดเป็นไม่ถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าที่ไทยส่งออกสินค้าเดียวกันนี้ไปยังสหรัฐฯ

    เครื่องปรับอากาศไทย หนึ่งในดาวเด่นสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ไทยส่งออกสินค้าเครื่องปรับอากาศไปยังตลาดโลกเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน

    ผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ ไม่น้อย โดยครองอันดับที่ 8 ด้วยมูลค่าการส่งออกรวม 9 เดือนแรกของปีนี้ สูงถึง 4.69 หมื่นล้านบาท

    ตามรายงานฉบับเดิมของ SCB EIC ยังระบุด้วยว่า ไทยเป็นผู้นำตลาดเครื่องปรับอากาศของโลก โดยไทยส่งออกสินค้าเครื่องปรับอากาศไปยังตลาดโลกมากที่สุดในอาเซียนและเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน

    นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 2562 ที่จีนถูกสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีนำเข้า การส่งออกเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบจากไทยก็มีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องโดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐฯ

    ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงไปสหรัฐฯ ยังเติบโตต่อเนื่อง

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นอันดับที่ 4 ของโลก

    สำหรับสินค้าส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ ในลำดับที่ 15 ตามสถิติของกระทรวงพาณิชย์ก็คืออาหารสัตว์เลี้ยง ด้วยมูลค่า 2.53 หมื่นล้านบาท

    ความน่าสนใจของอุตสาหกรรมนี้คือ อัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งภายในประเทศและการส่งออก โดยไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นอันดับที่ 4 ของโลก

    รายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่เพิ่งตีพิมพ์เมื่อเดือน มี.ค. 2568 พบว่า มูลค่าการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย เพิ่มขึ้นจาก 1.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.45 หมื่นล้านบาท) ในปี 2562 และอาจขึ้นมาอยู่ที่ 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2568 โดยสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทยกินสัดส่วน 32% ขณะที่ญี่ปุ่นรั้งอันดับที่สองในสัดส่วนแค่เพียง 12% เท่านั้น

    สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มาไทย

    สำหรับสถิติสินค้านำเข้าสำคัญจากสหรัฐฯ นั้น ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้พบว่า สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • น้ำมันดิบ ด้วยมูลค่า 1.18 แสนล้านบาท
    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ด้วยมูลค่า 5.28 หมื่นล้านบาท
    • เคมีภัณฑ์ ด้วยมูลค่า 3.07 หมื่นล้านบาท
    • ก๊าซธรรมชาติ ด้วยมูลค่า 2.90 หมื่นล้านบาท
    • เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ด้วยมูลค่า 2.50 หมื่นล้านบาท

    เมื่อหันมามองที่สถิติฝั่งการนำเข้า จะพบว่าสินค้าหลายประเภทนั้นจัดอยู่ในสินค้าที่มีความสำคัญต่อภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานโดยรวมของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าทุนและเทคโนโลยี

    สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) บอกกับบีบีซีไทยว่า เมื่อเข้าไปดูในกลุ่มเครื่องจักร จะพบว่า หากปราศจากการเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้าที่ช่วยให้เครื่องจักรจากสหรัฐฯ มีราคาต้นทุนที่ถูกลง ก็เป็นไปได้ว่าผู้ประกอบการจากไทยต้องหันไปพึ่งสินค้าจากประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น จีน หรือสหภาพยุโรปแทน

    แม้สถานการณ์จะดูเหมือนว่าผู้ประกอบการไทยมีตัวเลือก อย่างไรก็ดี สรท. ย้ำว่า นี่อาจหมายถึงการพลาดโอกาสเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment – FDI) ที่มาจากสหรัฐฯ และมีเงื่อนไขการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

    ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    บีบีซีไทยพบว่า ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรมรั้งอยู่ในอันดับที่ 12 ของสินค้าที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ มากที่สุดในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 1.37 หมื่นล้านบาท

    เมื่อเจาะลึกลงไปดูรายสินค้าที่อยู่ภายใต้หมวดหมู่นี้ โดยอ้างอิงจากระบบรายการพิกัดศุลกากร (HScode) บีบีซีไทยพบว่า มีสินค้าหลายชนิดที่มีความน่าสนใจ และไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ มากที่สุด

    ตัวอย่างแรกได้แก่ สินค้าพิกัดศุลกากร (HS Code) 3002 ซึ่งคือ เลือดมนุษย์หรือเลือดสัตว์ที่จัดทำสำหรับใช้รักษาโรค การวิจัย หรือการผลิตผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 5.88 พันล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ขณะที่เยอรมนี รั้งอันดับสอง ด้วยมูลค่าเพียง 2.13 พันล้านบาท

    ทั้งนี้ รายงานล่าสุดจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ วันที่ 17 พ.ย. พบว่าเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ 3/2568 ขยายตัวเพียง 1.2% ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 2.8%

    น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า สถานการณ์ข้างต้นเป็นเพราะเริ่มเห็นผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แล้ว ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวบ้างในภาคการส่งออก อย่างไรก็ดี เธอเสริมว่าที่ผ่านมาภาคการส่งออกยังไปได้ดีกว่าที่คิด จึงทำให้ตัวเลขจีดีพีรวม 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) โตได้ 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c874zv5yed3o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39j1d9hHbUXfpegbv55uLe

  • ดร.ก้องศักด เผยไทยจัดโมโตจีพี วงรอบใหม่ 5 ปี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศ 28,000 ล้านบาท

    ดร.ก้องศักด เผยไทยจัดโมโตจีพี วงรอบใหม่ 5 ปี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศ 28,000 ล้านบาท

    โดย Main Stand

    เขียนเมื่อ 18/11/2025 15:57 | อัพเดทล่าสุด 18/11/2025 15:57 55

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโตจีพี ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อเนื่องอีก 5 ปี (2027-2031)

    โดยระบุว่าสำหรับตัวเลข 3,997.86 ล้านบาท ที่ ครม.ให้การอนุมัติ เป็นเพียงการอนุมัติด้วยกรอบวงเงินในการจัดการแข่งขันตลอด 5 ปีเท่านั้น ยังไม่ได้อนุมัติตัวเงิน ซึ่งการจะได้งบประมาณจะต้องดำเนินการยื่นขอในแต่ละปีอีกครั้ง และเป็นคนละส่วนกับงบประมาณด้านต่าง ๆ ซึ่งงบประมาณส่วนนี้ใช้สำหรับการพัฒนากีฬาโดยตรง

    ผู้ว่าการ กกท. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้มีการศึกษาข้อมูลนานนับปีก่อนการนำเสนอ ครม. เพื่อให้พิจารณาการต่อสัญญา โดยได้มีการประเมินผลในการจัดการแข่งขันที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร ซึ่งมีทั้งเรื่องของการลงทุน เรื่องรายได้ที่จะเกิดขึ้นและมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยตลอดการจัดการแข่งขันโมโตจีพี 6 ครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2561-2568 (เว้นปี พ.ศ. 2563 และ 2564 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19) สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้ถึง 24,927 ล้านบาท เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 4,000-5,000 ล้านบาท

    “การที่ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโมโตจีพี ในวงรอบใหม่ออกไปอีก 5 ปีนั้น ได้มีการประมาณการมูลค่าทางเศรษฐกิจตลอด 5 ปีเอาไว้กว่า 28,000 ล้านบาท อีกด้วย” ดร.ก้องศักด กล่าว

    สำหรับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก โมโตจีพี เป็นกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก มีผู้ติดตามการแข่งขันทั้งที่สนามแข่งและรับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางต่าง ๆ กว่า 800 ล้านคน จาก 207 ประเทศ ในส่วนของประเทศไทย ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ถือเป็นสนามที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก โดยมียอดผู้เข้าชมในสนามรวมทั้งหมดกว่า 1.23 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mainstand.co.th/th/news/6/article/23396&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Plwq6m1dw2v-enKumLMZ8