Blog

  • นายกฯ เร่งสต๊อกข้าวส่งจีน คุมเข้มมาตรฐานสินค้าเกษตร

    นายกฯ เร่งสต๊อกข้าวส่งจีน คุมเข้มมาตรฐานสินค้าเกษตร

    สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามผลการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 13–17 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน และเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่พระมหากษัตริย์ไทยเสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

    นายกฯ เน้นย้ำให้ทุกกระทรวงที่ได้ลงนามกรอบความร่วมมือกับจีนเร่งเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกการค้า การตรวจสอบสินค้า ระบบขนส่ง และการดึงดูดการลงทุน เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจและต่อประชาชน

    เข้มมาตรฐานส่งออก – คุมพืช ปศุสัตว์ ประมง

    โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกระบวนการตรวจสอบ-กักกัน-ออกใบรับรองสุขอนามัย ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่จีนกำหนด ครอบคลุมทั้งพืช ผลไม้ สินค้าปศุสัตว์ และผลิตภัณฑ์ประมง เพื่อให้ไทยสามารถส่งออกได้ต่อเนื่องและไร้ปัญหาด้านกฎระเบียบ

    นอกจากนี้ ยังให้หน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์เร่งจัดการอาชญากรรมออนไลน์ที่อาจกระทบภาพลักษณ์ประเทศในสายตานานาชาติ

    จีนสนใจซื้อข้าวไทย 500,000 ตัน – พาณิชย์เร่งเจรจา

    โฆษกรัฐบาลเผยว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้แสดงความประสงค์นำเข้าข้าวจากไทยจำนวน 5 แสนตัน นายกฯ จึงสั่งกระทรวงพาณิชย์ให้เร่งสรุปรายละเอียดการส่งมอบกับฝ่ายจีนโดยเร็ว พร้อมกำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมสต๊อกข้าวคุณภาพสูงตามมาตรฐานจีนให้พร้อมส่งออกทันทีเมื่อเจรจาสำเร็จ

    เตรียมประชุมแม่โขง-ล้านช้าง กลาง ธ.ค. นี้

    ในช่วงต่อไป นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพในกรุงเทพฯ กลางเดือนธันวาคม พร้อมเตรียมต้อนรับนายกรัฐมนตรีจีนอย่างสมเกียรติ

    มาตรการทั้งหมดถูกมองว่าเป็นความพยายามเร่งเครื่องการค้าไทย-จีนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เพื่อให้สินค้าเกษตรของไทยได้มาตรฐานสูงสุด และรักษาตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับต้น ๆ ของไทยอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/prime-minister-rice-stock-sent-china-standards-agriculture&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XUJh5fgLcg68AzHL5FVwU

  • “ถ้ำมองของกรมพระกำแพง” นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติ – บ้านเมือง

    “ถ้ำมองของกรมพระกำแพง” นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติ – บ้านเมือง

    … พระกำแพง” นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติ ครั้งแรกของโลก หนึ่งในโปรเจ็กต์พิเศษภายใต้ “โครงการศิลปินในตู้” เปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์และศิลปะร่วมสมัยมาบรรจบกัน ผ่านผลงานภาพถ่ายฟิล์ม …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/454734&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oNTcGZ7JsHKrdHhGnzTdT

  • เปิดรายชื่อ 10 ประเทศ “เงินเดือนสูงที่สุด” อันดับ 1 รู้รายได้เฉลี่ยแล้วต้องอิจฉา!

    เปิดรายชื่อ 10 ประเทศ “เงินเดือนสูงที่สุด” อันดับ 1 รู้รายได้เฉลี่ยแล้วต้องอิจฉา!

    10 ประเทศเงินเดือนเฉลี่ยสูงที่สุดในโลก 2025 (หลังหักภาษี) รายได้สุทธิที่หลายคนใฝ่ฝัน

    ในปี 2025 ข้อมูลล่าสุดจาก CEOWORLD Magazine เผยรายชื่อประเทศที่มีเงินเดือนเฉลี่ยสุทธิต่อเดือนสูงที่สุดในโลก ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยหลังหักภาษีแล้ว ทำให้สะท้อนรายได้ที่คนทำงานได้รับจริง หลายคนจึงใช้ข้อมูลนี้เป็นเป้าหมายในการย้ายไปทำงานต่างประเทศ

    อันดับ 10 ประเทศเงินเดือนเฉลี่ยสูงที่สุดในโลก 2025

    ตารางต่อไปนี้รวบรวมข้อมูลเงินเดือนเฉลี่ยสุทธิต่อเดือน (หลังหักภาษี) จากรายงาน CEOWORLD Magazine ประจำปี 2025

    อันดับ ประเทศ เงินเดือนสุทธิต่อเดือน
    (USD)
    ประมาณการเป็นเงินบาทไทย
    (บาท/เดือน)
    1 สวิตเซอร์แลนด์ 8,218 ≈ 286,000
    2 ลักเซมเบิร์ก 6,740 ≈ 234,500
    3 สหรัฐอเมริกา 6,562 ≈ 228,400
    4 ไอซ์แลนด์ 6,548 ≈ 227,900
    5 นอร์เวย์ 5,772 ≈ 200,900
    6 เดนมาร์ก 5,749 ≈ 200,100
    7 แคนาดา 5,188 ≈ 180,500
    8 ไอร์แลนด์ 4,729 ≈ 164,600
    9 เนเธอร์แลนด์ 4,688 ≈ 163,200
    10 สิงคโปร์ 4,457 ≈ 155,100

    ทำไมประเทศเหล่านี้ถึงจ่ายเงินเดือนสูง

    ประเทศอันดับต้นๆ มักมีเศรษฐกิจแข็งแกร่งและอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าสูง เช่น การเงิน เทคโนโลยี พลังงาน และการแพทย์ สวิตเซอร์แลนด์และลักเซมเบิร์กเด่นเรื่องธนาคารและกองทุน ส่วนสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ระบบสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้รัฐบาลสามารถเก็บภาษีในอัตราสูงได้ โดยยังคงเหลือเงินสุทธิให้ประชาชนในระดับสูง

    ข้อดีของการทำงานในประเทศเงินเดือนสูง

    1. รายได้สุทธิสูง ช่วยให้ออมเงินหรือส่งกลับบ้านได้มาก
    2. โอกาสทำงานในบริษัทระดับโลกและสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ
    3. สวัสดิการดี ทั้งประกันสุขภาพ การศึกษา และวันหยุดยาว
    4. คุณภาพชีวิตสูง อากาศสะอาด ความปลอดภัย และระบบขนส่งสาธารณะที่ดี

    สิ่งที่ต้องระวังก่อนตัดสินใจย้ายไปทำงาน

    แม้เงินเดือนเฉลี่ยจะสูง แต่ค่าครองชีพในหลายประเทศก็สูงตาม โดยเฉพาะค่าที่อยู่อาศัยในสวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก และสิงคโปร์

    ภาษีและค่าประกันสังคมบางประเทศยังหักเพิ่มเติมหลังจากตัวเลขสุทธิที่รายงาน ทำให้เงินที่ได้จริงอาจน้อยกว่าที่คาด

    งานบางประเภท เช่น งานบริการหรืองานพื้นฐาน อาจได้เงินเดือนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก จึงเหมาะกับผู้ที่มีทักษะสูงเป็นหลัก

    ประเทศเงินเดือนสูงที่สุด 2025 ยังคงเป็นเป้าหมายของคนทำงานทักษะสูง

    สวิตเซอร์แลนด์ยังครองอันดับ 1 ประเทศที่มีเงินเดือนเฉลี่ยสุทธิสูงที่สุดในโลกปี 2025 ตามมาด้วยลักเซมเบิร์กและสหรัฐอเมริกา หากมีทักษะในสายเทคโนโลยี การเงิน หรือวิศวกรรม ประเทศเหล่านี้ยังคงเป็นจุดหมายที่น่าสนใจ

    อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจย้ายควรคำนวณทั้งรายได้สุทธิ ค่าครองชีพ และความสุขในการใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ เพื่อให้การทำงานต่างประเทศคุ้มค่าและยั่งยืน

     

    อ้างอิง

    CEOWORLD Magazine – Countries With The Highest And Lowest Average Salaries 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9857190/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29Owf1PF-MEu5B8D1qxjuU

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เข้าไทยทะลุ 28 ล้านคน

    นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เข้าไทยทะลุ 28 ล้านคน

    ท่องเที่ยว’ เผยสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 16 พ.ย. 2568 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 28 ล้านคนแล้ว มาเลเซียเดินทางพุ่งกว่า 4 ล้านคน

    18 พ.ย. 2568-นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวของประเทศไทยล่าสุด โดยผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมแล้วกว่า 28 ล้านคน สะท้อนความคึกคักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

    สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ (Short haul) ยังคงเป็นกำลังสำคัญ โดยเฉพาะชาวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 4 ล้านคน แม้ตัวเลขรายสัปดาห์ล่าสุดจะมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย ขณะที่ตลาดเกาหลีใต้โดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากเข้าสู่ช่วง Winter holiday ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าถึง  16% และขยับขึ้นจากอันดับ 8 มาอยู่ใน 5 อันดับแรก ของจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าสู่ไทยในสัปดาห์นี้

    ทั้งนี้ โดยรวมแล้วช่วงสัปดาห์ล่าสุดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยทั้งสิ้น 689,431 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 8,958 คน หรือประมาณ  1.28% คิดเป็นค่าเฉลี่ยนักท่องเที่ยวต่างชาติวันละราว 98,490 คน ส่วน 5 อันดับแรกของสัญชาติที่เดินทางเข้าสู่ไทย ได้แก่ มาเลเซีย 86,386 คน จีน 76,147 คน อินเดีย 53,536 คน รัสเซีย 49,633 คน และเกาหลีใต้ 31,094 คน โดยตลาดเกาหลีใต้ รัสเซีย และจีนปรับตัวเพิ่มขึ้น  15.98%, 4.89% และ 2.16% ตามลำดับ ขณะที่ตลาดมาเลเซียและอินเดียมีการปรับตัวลดลง  3.94% และ 3.48%

    แนวโน้มในสัปดาห์ถัดไปคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นจากหลายปัจจัยสนับสนุน อาทิ วันหยุดยาวในประเทศญี่ปุ่น การเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของทั้งตลาดระยะใกล้และระยะไกล รวมถึงมาตรการส่งเสริมการเดินทางของรัฐบาลไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ Ease of traveling การยกเว้นการกรอกบัตร ตม.6 รวมถึงการผลักดันให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ด้านภาพรวมรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยสร้างรายได้แล้วกว่า 1.3 ล้านล้านบาท

    ขณะที่สถิติสะสมล่าสุดพบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยแล้วทั้งสิ้น 28,277,276 คน ขณะที่ 5 อันดับแรกของสัญชาตินักท่องเที่ยวสะสมตลอดปี ได้แก่มาเลเซีย 4,058,169 คน จีน 3,946,225 คน อินเดีย 2,110,469 คน รัสเซีย 1,527,800 คน เกาหลีใต้ 1,339,604 คน ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนว่าตลาดท่องเที่ยวของไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมมีทิศทางเติบโตต่อเนื่องในช่วงไฮซีซันที่จะมาถึงในปลายปีนี้

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/898018/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LyYMZsfnnODEIB4g59xLZ

  • ‘อนุทิน’ ป้อง ‘เนวิน’ ไม่เกี่ยว สัญญาMotoGPแพง โยนถาม ก.ท่องเที่ยว

    ‘อนุทิน’ ป้อง ‘เนวิน’ ไม่เกี่ยว สัญญาMotoGPแพง โยนถาม ก.ท่องเที่ยว

    การเมือง

    18 พ.ย. 2025 เวลา 19:35 น.

    ‘อนุทิน’ ป้อง ‘เนวิน’ ไม่เกี่ยว สัญญาMotoGPแพง โยนถาม ก.ท่องเที่ยว

    “อนุทิน” โยน ก.ท่องเที่ยว-กกท. แจง เหตุใด สัญญาMotoGp แพง เฉียด4,000ล้าน ยันไม่เกี่ยว “เนวิน” สนามแข่งขาดทุนทุกปี

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณต่อสัญญาการแข่งขันรถจักยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก หรือ MotoGP ที่บุรีรัมย์ ออกไปอีก5ปี วงเงินเกือบ 4,000 ล้านบาท ว่า เรื่องดังกล่าวอนุมัตินานไปแล้วผ่านไปกว่า 2 สัปดาห์ 

    เมื่อถามว่า การใช้เงินภาษีประชาชนดำเนินการเรื่องโมโตเหตุใดค่าลิขสิทธิถึงแพงกว่าเดิม นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องไปถามผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพราะเรื่องนี้คนที่ทำเรื่องเสนอขึ้นมาคือ กกท. และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คู่สัญญาคือตรงนั้น เขาพูดถึงเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ การส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้คนเข้ามาสนใจ 

    เมื่อถามว่า แต่เรื่องนี้เกี่ยวกับนายเนวิน ชิดชอบ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เกี่ยว 

    ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า แต่นายเนวิน เป็นเจ้าของสนามแข่งMotoGP นายอนุทิน กล่าวว่า เขาก็ต้องมีสัญญาอะไรกันแต่เท่าที่ทราบเขาก็ขาดทุนมาตลอดทุกปี 

    เมื่อถามว่า รัฐบาลจะเดินหน้าการจัด F1 และ Tomorrowland ที่รัฐบาลที่รัฐบาลก่อนดำเนินการหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ที่ความเหมาะสม MotoGP ค่าลิขสิทธิ์เกือบ 4 พันล้าน ค่าลิขสิทธิ์ของF1 ราคาเท่าไหร่ไปถามF1ก่อน แล้วค่อยมาถามค่าลิขสิทธิ์ตรงนี้ อันไหนทำได้เลยก็พร้อมอยู่แล้ว 

    เมื่อถามว่า ทำไมถึงมาดำเนินการในรัฐบาลนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่าถามแบบนี้สิ พอถามแบบนี้เหมือนเป็นการมาหาเรื่องกัน แต่ไม่ใช่มาหาเรื่องผม เป็นการหาเรื่องทำให้ประชาชนเข้าใจผิด มันไม่ใช่รัฐบาลนี้แต่เริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยซ้ำ ปีแรกผมก็ไปรับชมการแข่งขันที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในขณะนั้น ไปเป็นประธานเปิดและมีการสนับสนุนเรื่อยมา รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็สนับสนุน แล้วทำไมมาถามว่ามาดำเนินการในรัฐบาลนี้มันไม่ใช่ 

    เมื่อถามอีกว่า เมื่อมีคนมองทั้งบวกและลบจะอธิบายอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ประโยชน์คือคนคนนั้นต้องได้ประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด แต่เท่าที่ทราบตอนนี้เขาต้องยกสนามให้เป็นไปตามข้อตกลงของ MotoGP เพราะจะไปแข่งที่ซูเปอร์ไฮเวย์ที่ไหนก็ไม่ได้ หากจังหวัดอื่นมีสนามแบบนี้ทุกคนก็ต้องเสนอในส่วนที่ดีที่สุดเข้ามา แต่ทุกปีที่ผ่านมาสมัยที่ตนกำกับกระทรวงกาคท่องเที่ยวและกีฬา ก็ได้รับรายงานว่าได้รับเงินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 4 พันกว่าล้านบาทต่อปี ยังไม่รวมเรื่องการท่องเที่ยวและผลพลอยได้ในจังหวัดข้างเคียง ส่งผลประโยชน์ไปยังสุรินทร์ นครราชสีมา ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน คุ้มค่ากับการที่รัฐบาลโปรโมทกีฬาประเภทนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1208239&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vT6w-d8zf8ebUsjFckn6N

  • นายกฯ หารือผู้ประกอบการท่องเที่ยว เร่งฟื้นความเชื่อมั่น ขยายตลาดใหม่

    นายกฯ หารือผู้ประกอบการท่องเที่ยว เร่งฟื้นความเชื่อมั่น ขยายตลาดใหม่

    วันนี้ (18 พ.ย. 68) เวลา 14.55 น. ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล คณะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวของประเทศไทย

    โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) และนายกสมาคมสายการบินประเทศไทย ร่วมด้วย

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักดีว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้ประเทศ โดยในช่วงปีที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยม แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากบางประเทศมีการชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าแนวโน้มดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านคุณภาพหรือความพร้อมของภาคการท่องเที่ยวไทย แต่เป็นผลจากนโยบายภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการเดินทางออกนอกประเทศของประชาชนในช่วงที่ผ่านมา

    ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี พ.ศ. 2568 เผชิญหลายปัจจัยท้าทาย ทั้งจากสถานการณ์ภายในประเทศและแนวโน้มการแข่งขันระดับภูมิภาค แม้ว่าตลาดท่องเที่ยวในประเทศและตลาดระยะไกลยังคงมีการเติบโตเชิงบวก แต่ตลาดระยะใกล้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอาเซียนกลับมีการชะลอตัว สวนทางกับความเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของไทยที่ยังติดอันดับต้น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า (Value for Money) ความหลากหลายของประสบการณ์ท่องเที่ยว (Variety) และความเป็นมิตร (Friendly) ที่เป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศไทย เริ่มถูกกระทบจากต้นทุนการท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความท้าทายต่างๆ ขณะเดียวกัน คู่แข่งด้านการท่องเที่ยวรายใหม่ในภูมิภาคต่างเร่งพัฒนานวัตกรรมและยกระดับความพร้อมในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ผู้แทนจากภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวจึงได้เสนอแนวทางเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะกลาง–ยาว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น เสริมความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศอย่างยั่งยืน

    “รัฐบาลยังคงเดินหน้าปรับมาตรการ ส่งเสริม และขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของภาคการท่องเที่ยว และสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน” นายกรัฐมนตรี ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/111231&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-6pP84nZFUS_oRANUdF1m

  • ศก.ไทยไตรมาส 3 โตต่ำคาด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อไตรมาส 4 ขยายตัวสูงขึ้น ปรับประมาณการทั้งปีที่ 2.0%

    ศก.ไทยไตรมาส 3 โตต่ำคาด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อไตรมาส 4 ขยายตัวสูงขึ้น ปรับประมาณการทั้งปีที่ 2.0%

    กรุงเทพฯ, วันที่ 18 พ.ย. – เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2568 ขยายตัวชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 1.2% YoY ต่ำกว่าที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.6% โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการส่งออกสินค้าที่ยังขยายตัวดี แม้ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า และการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวดีต่อเนื่อง ขณะที่ ปัจจัยกดดันหลักมาจากการบริโภคและการลงทุนภาครัฐที่หดตัว ประกอบกับภาคการผลิตหดตัวและสินค้าคงคลังยังติดลบสูง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 เป็น 2.0% จากเดิมที่ 1.8% โดยมอง GDP ไตรมาส 4/2568 จะขยายตัวราว 0.8% YoY สาเหตุหลักมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สูงกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค

    ขณะที่ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดเศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงมาอยู่ในกรอบประมาณการ 1.5-1.8% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนทางการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/257955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fFd3BlAoMPogTTaeBnp_c

  • คนไทยเปลี่ยนจุดเปย์! UOB-BCG ชี้เทรนด์ใหม่ หัน ‘ลงทุนในตัวเอง’ ใช้จ่ายด้านสุขภาพ-การศึกษา เพิ่มขึ้น 44%

    คนไทยเปลี่ยนจุดเปย์! UOB-BCG ชี้เทรนด์ใหม่ หัน ‘ลงทุนในตัวเอง’ ใช้จ่ายด้านสุขภาพ-การศึกษา เพิ่มขึ้น 44%

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เผยรายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน (ACSS) ประจำปี 2568 ซึ่งจัดทำร่วมกับ Boston Consulting Group (BCG) โดยพบว่าผู้บริโภคไทยมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในอนาคตเพิ่มขึ้น แต่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และหันไปให้ความสำคัญกับหมวดรายจ่ายด้านสุขภาพ การศึกษา และคุณภาพชีวิตมากขึ้น สะท้อนการปรับวิถีชีวิตสู่ความยั่งยืน

    ผลสำรวจระบุว่า ผู้บริโภคไทยร้อยละ 39 มองเศรษฐกิจในอนาคตอย่างเชื่อมั่น ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากการสำรวจในปีก่อน อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการบริหารการเงินยังคงเป็นไปอย่างรอบคอบ

    ยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจว่า ผู้บริโภคไทยกำลังพยายามรักษาสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง โดยเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนไปสู่การใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาตนเองและการดูแลสุขภาพ ซึ่งสะท้อนความต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในวันนี้ ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้

    ด้าน จอห์น วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ บีซีจี ประเทศไทย ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่โดยรวมยังคงอยู่ในระดับ ‘low’ (ต่ำ) ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ โดยคนไทยเริ่มแสดงความกังวลมากขึ้นต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคสามารถปรับตัวได้ โดยปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งเป็นพฤติกรรม ‘adapting’ (การปรับตัว) ที่สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ

    ผลสำรวจชี้ชัดว่า นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายประจำวัน ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยร้อยละ 44 รายงานว่ามีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ซึ่งสะท้อนถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นต่อการมีอายุที่ยืนยาวและความเป็นอยู่ที่ดี

    ในประเด็นการเกษียณอายุ กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะเกษียณหลังอายุ 60 ปี แต่พบช่องว่างขนาดใหญ่ในเป้าหมายจำนวนเงินออมเพื่อการเกษียณ โดยกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปตั้งเป้าหมายเฉลี่ยไว้ที่ 3.9 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงตั้งเป้าเฉลี่ยไว้สูงถึง 10.5 ล้านบาท

    ขณะที่พฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ก็เปลี่ยนแปลงไป ผลสำรวจ ACSS 2568 ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทยร้อยละ 45 ซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้นในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 47 กลับใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อนานขึ้น

    หลายคนเข้าร่วมการไลฟ์สตรีมเพื่อความบันเทิง หรือเพื่อเปรียบเทียบสินค้า และชะลอการตัดสินใจซื้อ ซึ่งพฤติกรรมนี้แม้จะทำให้การสร้างยอดขายทันทีลดลง แต่กลับช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการจดจำแบรนด์ได้มากขึ้น

    นอกจากนี้แม้ว่าผู้บริโภคไทยร้อยละ 87 จะมีความมั่นใจในการบริหารการเงินส่วนบุคคล และกว่า 7 ใน 10 (ร้อยละ 74) มีการออมเงินมากกว่าร้อยละ 10 ของรายได้ แต่ยังคงมีความท้าทายสำคัญซ่อนอยู่

    ข้อมูลจากธนาคารยูโอบี สะท้อนว่า ยอดเงินฝากของลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงเติบโตขึ้นร้อยละ 21 ขณะที่ลูกค้ากลุ่ม Gen Z มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเติบโตของจำนวนบัญชีเงินฝาก โดยมีการเปิดบัญชีใหม่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 48 สะท้อนความสนใจในการออมเงินของคนรุ่นใหม่

    อย่างไรก็ตาม วินัยในการออมยังคงเป็นปัญหา โดยร้อยละ 85 ของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบัน ขณะที่ร้อยละ 76 ของ Gen Y และร้อยละ 82 ของ Gen Z ระบุว่า ‘Peer Pressure’ (แรงกดดันจากสังคมและเพื่อน) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการออมอย่างต่อเนื่อง

    ยุทธชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า คนรุ่นใหม่ของไทยมีความเข้าใจด้านดิจิทัลและเปิดรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนการเงิน แต่หลายคนยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น ช่องว่างด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติต่อการใช้จ่าย และความไม่มั่นคงของรายได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

    ภาพ: Bannafarsai_Stock / Shutterstock

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thais-invest-in-themselves/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14GN7NpTMTjTjXrpwGp8d_

  • เก่งมาก! ‘หัวหน้าเท้ง’ เผยรู้แล้วสาเหตุที่ประเทศไทยแก้ปัญหาเรื้อรังไม่ได้

    เก่งมาก! ‘หัวหน้าเท้ง’ เผยรู้แล้วสาเหตุที่ประเทศไทยแก้ปัญหาเรื้อรังไม่ได้

    18 พ.ย. 2568- ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความว่าผมเชื่อว่าหลายปัญหาที่เรื้อรังของประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพราะเราไม่รู้ว่าเราควรแก้ไขมันอย่างไร แต่สิ่งที่เรายังขาดคือรัฐบาลที่มี ‘เจตจำนงทางการเมือง’ ที่จะเข้ามาลงมือทำ แก้ปัญหาให้เห็นผล

    ช่วงหนึ่งในการเสวนา “ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โมเดลใหม่ในการพัฒนา” จัดโดยทีดีอาร์ไอ ซึ่งผมได้เข้าร่วมเมื่อวานนี้ ผมได้ยกตัวอย่างข้อเสนอกิโยตินกฎหมาย ซึ่งทาง TDRI มีผลการศึกษามานานแล้ว ว่าการมีกฎระเบียบเกินความจำเป็น ได้สร้างต้นทุนแก่ภาคเอกชน ทำให้เกิดอุปสรรคต่าง ๆ ในภาคธุรกิจ ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท

    คำถามคือในเมื่อ TDRI หรือภาควิชาการศึกษามานานแล้ว ทำไมการกิโยตินกฎหมาย รวมถึงอีกหลายข้อเสนอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีแก่พี่น้องประชาชน ถึงไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยเสียที?

    นั่นเพราะสิ่งที่ขาดไปคือเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล ประเทศไทยเรารู้หมดว่าต้องทำอะไร แต่โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจนโยบาย เมื่อเข้าไปมีอำนาจแล้ว ลงมือทำจริง ๆ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโจทย์ของประเทศไทยวันนี้ คือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เราต้องการรัฐบาลที่มีเจตจำนงทางการเมือง การเมืองที่มีเสถียรภาพ มีความชอบธรรม และมีทีมบริหารที่พร้อม เข้าไปทำเรื่องเหล่านี้ให้สำเร็จ

    เช่น เรื่อง AI หากมองโครงสร้างพื้นฐานเป็นขนมชั้น สิ่งที่มีความจำเป็นคือพลังงานสะอาด การประมวลผล ข้อมูล อัลกอริทึม และการนำไปประยุกต์ใช้ จะทำ AI ได้จริงต้องมีสิ่งพื้นฐานเหล่านี้ครบถ้วน พลังงานสะอาดเป็นหน้าที่ของรัฐ เรื่องชิปอาจจะตาม TSMC และโลกตะวันตกไม่ทัน แต่เรื่องข้อมูลเรายังมีอธิปไตยทางข้อมูลอยู่ในระดับหนึ่ง นั่นคือข้อมูลภาครัฐ

    ส่วนอัลกอริทึม สิ่งที่น่าสนใจคือถ้าเรามี LLM ที่เข้าใจภาษาและระเบียบราชการได้ เราจะสามารถทำ Digital Transformation ในกระบวนงานภาครัฐได้ทุกกระบวนงานโดยผ่าน prompt เพียงแค่ไม่กี่ prompt และสุดท้ายคือการนำไปประยุกต์ใช้ ที่ภาครัฐสามารถใช้รายจ่ายภาครัฐมาช่วยสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ได้

    เรื่องระบบงบประมาณก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะกระบวนการในการจัดทำงบประมาณ ปัจจุบันกระบวนการจัดทำงบประมาณของประเทศไทยมาจากการคิดของระบบราชการมากเกินไป แม้ประเทศไทยจะมีแผนและยุทธศาสตร์จำนวนมาก แต่สุดท้ายก็เป็นได้แค่รัฐกระดาษ เขียนแผนมากมายแต่กลไกราชการไม่ตอบสนองต่อแผน เพราะกระบวนการตั้งและจัดสรรงบประมาณเป็นแบบต่างคนต่างทำ

    ดังนั้น กระบวนการจัดทำงบประมาณของประเทศไทยต่อจากนี้ควรต้องหาจุดสมดุล ขีดเส้นให้ชัด ในส่วนของรายจ่ายประจำ หน้าที่ของรัฐบาล (ระดับนโยบาย) คือการวางนโยบายให้มีการประหยัดต้นทุนต่อหน่วยของงบประมาณรายจ่ายประจำให้มากที่สุด

    แต่สำหรับงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ เช่น งบลงทุน ต้องมีการจัดสรรกันใหม่ ถ้าปล่อยให้ส่วนราชการคิดก็จะกลายเป็นงบประมาณสร้างตึก ตัดถนน ขุดคลองไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ต่อไป ดังนั้น การจัดสรรงบลงทุนที่ตอบโจทย์ประเทศโดยระดับนโยบายเป็นคนคิด เป็นอีกเรื่องที่มีความจำเป็น

    นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พรรคประชาชนจะเสนอต่อพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง แสดงให้เห็นเจตจำนงทางการเมืองและความพร้อมของเราที่จะเป็นรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลง ทำให้ประเทศไทยที่ทุกคนอยากเห็น “คนไทยเท่าเทียมกัน ประเทศไทยเท่าทันโลก” เป็นไปได้จริง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/897891/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24FxLwc8WgOXC_0gVP83lc

  • “อรรถกร” นำเอกชนท่องเที่ยวพบนายกฯ ชงแผน 3 เดือน กวาดข่าวลบ-ฟื้นเชื่อมั่นต่างชาติ

    “อรรถกร” นำเอกชนท่องเที่ยวพบนายกฯ ชงแผน 3 เดือน กวาดข่าวลบ-ฟื้นเชื่อมั่นต่างชาติ

    “อรรถกร” นำเอกชนท่องเที่ยวเข้าพบนายกฯ ชงแผนเร่งด่วน 3 เดือน คุมภาพลักษณ์กวาดข่าวลบ ฟื้นความเชื่อมั่นต่างชาติ หลังตลาดระยะใกล้หดแรง เสนอรัฐเดินหน้าแคมเปญความปลอดภัยระดับโลก ดึงอีเวนต์ใหญ่–ลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน–ขยายเที่ยวไทยคนละครึ่ง เตือนหากขยับไม่ทัน ไทยเสี่ยงหลุด “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือแค่หนึ่งในทางเลือกของนักท่องเที่ยว

    เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. นำคณะผู้แทนภาคเอกชนท่องเที่ยว ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) สมาคมโรงแรมไทย (THA) และสมาคมสายการบินประเทศไทย เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นข้อเสนอฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2568 หลังตลาดระยะใกล้ในเอเชียและอาเซียนหลายประเทศหดตัวแรง กระทบภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงราว 7%

    ทั้งนี้ภาคเอกชนท่องเที่ยวได้เสนอ มาตรการเร่งด่วนภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะการบริหารจัดการความปลอดภัยและฟื้นฟูความเชื่อมั่น เช่น ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านความปลอดภัย–สื่อสารเชิงรุก จัดการข่าวลบในโซเชียล พร้อมเผยแพร่ข่าวบวกต่อเนื่อง รวมถึงสั่งทุกหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้เห็นผลจริง จัดการพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่ไม่เหมาะสม พร้อมประกาศผลการดำเนินคดีต่อสาธารณะ และผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ เช่น ไทย–จีน เพื่อออกคำแนะนำด้านท่องเที่ยวและช่วยดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ด้าน มาตรการกระตุ้นตลาด (Quick Win) ได้เสนอทำแคมเปญความปลอดภัยระดับโลก ดึงอีเวนต์–คอนเสิร์ตใหญ่ เพิ่มแรงจูงใจด้านบัตรโดยสารทั้งต่างประเทศและในประเทศ รวมถึงมาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยวสำหรับคนไทย เช่น ขยายโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน และรณรงค์เป็นเจ้าบ้านที่ดีเพื่อดึงเสน่ห์ไทยกลับมาเป็นจุดขายหลัก

    สำหรับ ข้อเสนอระยะกลาง–ยาว ภาคเอกชนเสนอให้คณะกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติขับเคลื่อน 6 แผนงานใหญ่ ได้แก่ ปรับปรุงกฎหมายท่องเที่ยว พัฒนามาตรฐานบริการ โครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเมืองรอง ส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่ที่แข่งขันได้ระดับโลก และสร้างภาพจำใหม่ของประเทศไทย พร้อมเตือนชัดว่า หากรัฐบาลขยับไม่ทันเวลา ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลดบทบาทจาก “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือเพียง “หนึ่งในตัวเลือก” ของนักท่องเที่ยวในอนาคต

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2896368&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XcmeodFvJYSf_sKj95udO