Blog

  • เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลติดกับดัก”กระตุ้นระยะสั้น”

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลติดกับดัก”กระตุ้นระยะสั้น”

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวภายในงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ของ TDRI ในหัวข้อ เครื่องจักรการเติบโตใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ย้อนกลับ ว่า ในปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยแทบจะต่ำสุดในเอเชียตะวันออก หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง แม้อัตราว่างงานไม่มาก แต่ค่าจ้างแรงงานของคนไทยมีสัดส่วนต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่อง

    ทีดีอาร์ไอ
    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

    สาเหตุที่ประเทศไทยมีการเติบโตช้า จนอาจทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเติบโตแซงหน้าได้ ในระยะเวลาไม่ถึง 20 ปี นั้น เนื่องจากประเทศไทย เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากเกินไป เห็นได้จากทุกรัฐบาลที่เข้ามา มีความต้องการที่อยากจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเพื่อให้เห็นผลไว

    แต่การที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้นั้นต้องใช้เวลาที่นานพอสมควร ซึ่งทุกรัฐบาลควรจะเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ 

    โดยการที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้นั้น นายสมเกียรติ ระบุว่า จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการสร้างงานที่ดี (Good Jobs) ให้กับประชาชน ซึ่งหากไม่สามารถสร้างงานที่ดีให้คนไทยทำ ก็มีความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีธุรกิจสีเทามากขึ้น ทั้งความเสี่ยงต่อการฟอกเงินรวมถึงการเป็นศูนย์กลางของแก๊งมิจฉาชีพอย่างคอลเซ็นเตอร์เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ไทยเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยปัญหา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สร้างงานที่ดีให้แก่คนไทย

    ในต่างประเทศทั่วโลก เวลาพรรคการเมืองหาเสียง จะแข่งขันกันในเรื่องของการสร้างงานที่ดีให้กับประชาชนเพื่อจะได้รายได้ที่ดี แต่ในกรณีของประเทศไทย เราแทบไม่ค่อยได้เห็นเรื่องแบบนี้ แต่กลับได้ยินเฉพาะว่ารัฐบาลจะให้หรือแจกอะไรฟรีให้กับประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทั้งสิ้น และหลังจากนั้นสภาพเศรษฐกิจก็จะกลับไปเป็นเช่นเดิม

    นายสมเกียรติ ระบุว่า การสร้างงานที่ดีให้กับประชาชน นั้น รัฐบาลต้องปรับปรุงที่โครงสร้างภาคการผลิต ใน 3 ด้าน ได้แก่ 

    • ภาคเกษตร  ที่จะต้องเน้นไปสู่การทำเกษตรพรีเมี่ยม เพื่อให้สินค้าเกษตรของไทยมีมูลค่าที่สูงขึ้น ซึ่งหากทำได้ก็จะเป็นการกระจายรายได้ให้กับประชาชนฐานรากในชุมชนต่างๆที่ทำการเกษตร
    • ภาคการบริการ ควรเน้นบริการที่ส่งออกได้ ไม่ใช่เน้นบริการเฉพาะในประเทศอย่างเดียว ซึ่งประเทศไทยมีตัวอย่างบริการที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมที่ไทยมีแต่บริการเฉพาะธุรกิจ Medical hub ที่ชาวต่างชาติมารักษาพยาบาลในประเทศไทย แต่ในปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นฐานสำคัญของการถ่ายทำภาพยนตร์ และซีรี่ส์ของแพลตฟอร์ม สตรีมมิ่ง ต่างๆ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ในแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้น และกระจายรายได้ไปสู่ประชาชน
    • ภาคการผลิต ซึ่งในส่วนนี้มีโจทย์ใหญ่ คือ จีนเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าล้นตลาดทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแข่งขันได้ และถ้าจะแข่งขันต้องหาจุดเด่นจุด ซึ่งจุดเด่นที่สำคัญจุดหนึ่ง คือ การผลิตสีเขียว หรือผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต้องเป็นสินค้าที่เป็นแบรนด์ของคนไทย โดยในส่วนนี้สินค้ายังสามารถขายได้ในตลาดโลก เช่น ในตลาดของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังมีความต้องการสินค้าอุปโภคของประเทศไทยอยู่

    โมเดลใหม่ของไทย ในการที่เราจะต้องสร้างงานที่ดีให้กับประชาชาขึ้นมานั้น จะไม่ใช่มีแค่ไม่กี่ธุรกิจที่คอยแบกทั้งประเทศไทยเหมือนในสมัยก่อน เพราะมันไปต่อไม่ได้แล้ว ถ้าหากมองย้อนไปในอดีต จะเห็นว่าไทยมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพียงไม่กี่ตัวที่แบกทั้งประเทศ แต่ปัจจุบันจะพบว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่สามารถทำแบบเดิมได้

    นอกจากการพัฒนาภาคการผลิตทั้ง 3 ด้านแล้ว นายสมเกียรติ แนะนำว่าประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีทางการค้าให้มากขึ้น สนับสนุนการลงทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งสนับสนุนธุรกิจใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอีกด้วย

    ทีดีอาร์ไอ
    ทีดีอาร์ไอ มอง เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลติดกับดัก”กระตุ้นระยะสั้น”แนะ! ทางรอดเร่งปรับโครงสร้าง 3 ภาคการผลิต จับตาเลือกตั้ง 69 หวั่นกระทบเครดิตเรตติ้งประเทศ

    ซึ่งหากทำได้ ประเทศไทยจะยกระดับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากปัจจุบันที่ระดับประมาณ 2.3 % ให้เป็น 4.7 % ต่อปีได้ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ซึ่งจะทำให้ไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ใน 16 ปีต่อจากนี้ 

    โดยโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของไทยจะเปลี่ยนไป ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมีขนาดเล็กลง ในขณะที่ภาคบริการสมัยใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเป็นแกนหลักในการสร้างงานที่ดี ทำให้คนไทยมีกำลังบริโภค ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจภายในมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม นายสมเกียรติ ระบุว่า การที่รัฐบาลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเรื่องที่ดีและมีความจำเป็นอยู่บ้าง แต่รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนเครื่องบิน ที่มีเครื่องยนต์ทั้งในเรื่องของการบริโภคและด้านการผลิต ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไปเน้นกระตุ้นด้านการบริโภคค่อนข้างเยอะ

    ในขณะที่ด้านการผลิตกระตุ้นน้อยเกินไป ทำให้เครื่องบิน ของไทยบินขึ้นได้แบบไม่สมดุล เพราะฉะนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้แต่ไม่ควรมากจนเกินไป และควรกระตุ้นความเข้มแข็งในระยะยาวควบคู่ไปด้วย 

    ส่วน เรื่องความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา นายสมเกียรติ ระบุว่า เนื่องจากไทยมีจุดเด่นในการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ที่ถูกบริษัทต่างชาติ เลือกมาลงทุนใน  เพราะฉะนั้นโจทย์ ของประเทศไทย คือ จะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และต้องไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งมากระทบกับการค้า การตัดสินใจมาลงทุนของต่างชาติ

    การรักษาพื้นที่การรักษาดินแดนเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่เรื่องอะไรที่ไม่จำเป็นต้องยั่วยุจนเกินไปก็ไม่ควรทำ เพื่อวันหลังจะได้กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดี กลับมาค้าขายร่วมกัน และทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดนที่ได้รับผลกระทบที่ลดลง

    นอกจากนี้ยังได้เปิดเผยถึงกรณี ที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศระงับการเจรจาด้านอัตราภาษีการค้าทวิภาคีระหว่างไทย-สหรัฐ ด้วยว่า หากสหรัฐอเมริกายกเลิกการเจรจาไทยอาจเสียประโยชน์ทางการค้า เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐเปิดช่องให้ไทยเจรจาลดภาษีในหลายรายการ

    สหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยเปิดเสรีการค้าเรียบร้อยแล้ว และกำหนดอัตราภาษีสินค้าจากไทยอยู่ที่ 19% แต่มีหลายรายการที่ผู้ประกอบการในสหรัฐฯ ไม่ได้ผลิต หากนำเข้าจากไทยจะไม่กระทบตลาด และสามารถเจรจาลดภาษีเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ได้

    ทั้งนี้ การลดภาษีดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ พร้อมเจรจากับไทย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐต้องร่วมมือกันประคับประคองการเจรจาไม่ให้หยุดชะงัก เพื่อปกป้องประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ขณะที่ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นายสมเกียรติ ระบุว่า  ปีหน้าเป็นปีเลือกตั้ง ที่ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากประเทศไทยถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ เครดิตเรตติ้ง ซึ่งจะมีผลกระทบค่อนข้างเยอะ ดังนั้นรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีการใช้เงินภาครัฐอย่างสมเหตุสมผล และรับผิดชอบ 

    ถ้าโชว์เหตุผลตรงนี้ได้ความสะดุดวันนี้ก็จะหายไป แต่ตอนนี้ หนี้สาธารณะอยู่ระดับที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ดังนั้นควรระมัดระวังว่าในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีในปีหน้า ถ้าทุกพรรคแข่งขันกัน ลดแลกแจกแถม ก็จะทำให้มีความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้นได้

    และฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ควรตรวจสอบส่วนนี้พร้อมกับภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ต้องช่วยกันเตือนรัฐบาลที่เป็นพรรคการเมืองต่างๆ ว่าการหาเสียงให้ประชาชนได้ประโยชน์ทำได้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบด้านการคลังด้วย

    นายสมเกียรติ ยังได้กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ  “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ที่จะขยายเป็น 4,000 บาท สำหรับกลุ่มตกหล่น ด้วยว่า การใช้จ่ายภาครัฐสามารถทำได้ แต่ต้องชี้ชัดว่าเงินมาจากแหล่งใดและคุ้มค่าหรือไม่ หากสามารถอธิบายได้ว่าไม่กระทบวินัยการคลังเกินควร ก็ถือว่าไม่เป็นปัญหา

    พร้อมกับแนะนำว่า รัฐบาลควรพิจารณาปรับรูปแบบการจูงใจการลงทุนจากต่างประเทศ ลดการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่หันไปพัฒนาทักษะกำลังคนไทยเพื่อสร้างความยั่งยืนและเพิ่มคุณภาพงานให้ประชาชน ซึ่งเป็นวิธีที่สร้างผลประโยชน์ในระยะยาวแก่เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/261730&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IzBGu_guM8R-vFTNO2Pij

  • LTS คว้างานใหม่จากกระทรวงศึกษามูลค่า 141 ล้าน

    LTS คว้างานใหม่จากกระทรวงศึกษามูลค่า 141 ล้าน

    วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.00 น.

    บมจ.ไลท์อัพ โทเทิล โซลูชัน หรือ LTS ประกาศได้ลงนามในสัญญาการให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียนภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย ระยะเวลา 5 ปี มูลค่างานรวมกว่า 141 ล้านบาท สอดคล้องกับแผนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจ IT Solutions ในระยะยาว

    นายกิตติพงษ์ วิมลโนช รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LTS เปิดเผยว่า ได้ลงนามในสัญญาการให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียน ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย สัญญาดังกล่าวมีระยะเวลา 5 ปี โดยมีมูลค่างานรวมจำนวน 141,239,472 บาท ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากร ค่าขนส่ง ค่าจดทะเบียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว

    ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ IT Solutions ซึ่งเป็น New S-Curve ใหม่ที่สร้างการเติบโตระยะยาว และเป็นเมกะเทรนด์ของโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนา AI รวมทั้งประเทศไทยที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี AI เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติ

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/928593&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a0IfOXZtRbzcvgXaszvti

  • ดร.วิรไท สันติประภพ เสนอโมเดลพัฒนาประเทศ

    ดร.วิรไท สันติประภพ เสนอโมเดลพัฒนาประเทศ

    ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวเปิดงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ในหัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” ซึ่งมีมุมมองที่น่าสนใจ และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม…


    ขอเริ่มงานสัมมนาประจำปีนี้ ด้วยการยกคำพูดของบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ 2 ท่าน ท่านแรก ดร.เอกนิติ นิติทันฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า “เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ ติดหล่ม หรืออาจดิ่งเหว” และท่านที่สอง คุณดนุชา พิชยนันท์ (อดีต และว่าที่) เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวในการประชุมประจำปี ของสภาพัฒน์ฯ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า “ในความเป็นจริง ความก้าวหน้าของการพัฒนา หยุดชะงักมานานแล้ว”

    ปกติเราไม่ค่อยได้ยิน ผู้บริหารระดับสูงที่กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ยอมรับความจริงแบบตรงไปตรงมาเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา ที่ถูกปล่อยปละละเลยมานาน จนส่งผลให้เศรษฐกิจไทย ชะงักงัน ติดหล่ม หรือ กำลังจะดิ่งเหว
    สำหรับท่านที่ติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยมาโดยต่อเนื่อง ก็คงไม่ประหลาดใจกับคำพูดของท่านรองนายก และท่านเลขา สภาพัฒน์ เพราะถ้าดูตัวชี้วัดพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยแทบทุกด้าน จะบ่งชี้ไปในทิศเดียวกันว่า พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยด้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่เทียบ ในบางเรื่อง คะแนนดิบของตัวชี้วัดของเราถดถอยลงเองโดยไม่ต้องเทียบกับใคร
    ตัวชี้วัดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยติดหล่ม และชะงักงัน ไม่ว่าจะเป็น ความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ คุณภาพการศึกษา ผลิตภาพของภาคเกษตร ประสิทธิภาพของระบบราชการ ฐานะการคลัง หนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ การใช้อำนาจเหนือตลาดของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ กฎหมายที่ล้าสมัย ตลอดจนสถานการณ์คอรัปชั่น ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีสีเทามากขึ้นเรื่อยๆ
    ถ้ามองไปในอนาคต เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายที่รุนแรงขึ้นอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากปัญหา geo-politics มาตรการกีดกันทางการค้า สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ การขาดแคลนแรงงาน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด AI transformation ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ หรือสภาวะโลกรวน ยิ่งถ้าเรา ติดหล่ม หรือชะงักงัน นานขึ้นเท่าไหร่ เราจะมีโอกาสดิ่งเหวเร็วขึ้น ลึกขึ้น และจะขึ้นจากเหวได้ยากขึ้นด้วย ทรัพยากรที่เรามีเหลือก็จะร่อยหรอลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับการลงทุนที่จำเป็นต้องใช้เพื่อก้าวขึ้นจากเหว

    ในเวลาที่โลกกำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ปัจจัยฉุดรั้งและปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย จะประสานพลังกันในลักษณะวงจรอุบาทว์ ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันเป็นลูกโซ่ ฉุดให้สถานการณ์ของเศรษฐกิจไทย ไหลลงได้เร็ว ทั้งโดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น และเทียบกับตัวเอง
    คนรุ่นผมมักจะถามกันว่า ถ้าถอยหลังกลับไปเมื่อสิบหรือสิบห้าปีที่แล้ว เราจะคิดกันไหมว่าเศรษฐกิจไทยจะพัฒนามาจนตกอยู่ในสภาวะแบบวันนี้ เราปล่อยให้เศรษฐกิจไทยก้าวมาสู่จุดนี้ได้อย่างไร คงมีหลายสาเหตุที่ทำให้พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ อยู่ในสภาวะติดหล่ม หรือชะงักงัน ไม่ว่าจะเป็นสังคมโดยรวมขาดการตระหนักรู้ถึงความรุนแรงของปัญหาที่สะสมมาต่อเนื่อง และไม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนอกประเทศ การเมืองที่สนใจแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง มากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ การมุ่งทำแต่นโยบาย quick win ระยะสั้น ขาดความมุ่งมั่นทางการเมือง (political will) ที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
    ธุรกิจขนาดใหญ่ ใช้อำนาจเหนือตลาด ในขณะที่การกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักคิดนำทาง (guiding principles) ที่จะช่วยกำหนดทิศทางของนโยบายสาธารณะ และการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง โดยไม่ถูกบิดเบือน หรือเบี่ยงเบนระหว่างทาง ขาดกลไกที่ส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูป หรือ transformation ได้อย่างแท้จริง ขาดกลไกที่ส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ สามารถ ทำงานร่วมกันแบบประสานพลัง มีเป้าหมายร่วมกัน มากกว่าที่จะแยกกันคิด และแยกกันทำ

    ขาดระบบแรงจูงใจที่เหมาะสมกับโลกใหม่ในอนาคต ที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของธุรกิจและคนในสังคม ปัญหาคอรัปชั่น ที่ถูกปล่อยปละละเลย จากเดิมที่เป็นการให้ผลตอบแทนเพื่ออำนวยความสะดวก หรือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน มาเป็นสิ่งที่เรียกว่าการยึดรัฐ (State Capture) ใช้กลไกภาครัฐกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวกของตนเอง ตลอดจน หน่วยงานภาครัฐเลือกที่จะอยู่ใน comfort zone หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่เปิดใจ รับแนวคิดใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิดการปฏิรูป หรือ transformation และมักจะมีวิธีการทำงานที่เน้นกระบวนการ พิธีกรรมมากกว่าเอาสารัตถะและเป้ายหมายของงานที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
    ในปีนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เลือกหัวข้อ “ก้าวข้ามโลกเก่าด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” เป็น หัวข้อของงานสัมมนาประจำปี เพื่อต้องการสร้างการตระหนักรู้ถึงภาวะติดหล่มของเศรษฐกิจไทย และ ความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นในโลก ถ้าเศรษฐกิจไทยจะออกจากภาวะติดหล่ม เราต้องออกแบบโมเดลใหม่ของการพัฒนา ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ นโยบายการค้าและการลงทุนใหม่ นโยบายด้านนวัตกรรมและการพัฒนาทักษะของคนไทยที่ จะต้องเกิดผลลัพธ์ได้จริง และที่สำคัญ เราต้องการบทบาทของภาครัฐใหม่ ที่จะไม่ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยชะงักงัน แต่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

    ด้วยปัญหาที่สะสมมานาน และความท้าทายหลากหลายด้านที่กำลังรอเราอยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องคิดเรื่องใหญ่ ให้ความสำคัญกับโมเดลใหม่ ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โมเดลการพัฒนาต้อง ได้รับการออกแบบใหม่ ไม่สามารถทำเพียงแค่ต่อยอดจากโมเดลเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย
    ดังนั้นจึงต้องมองให้ไกล ถึงความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต และผลที่ต้องการให้เกิดขึ้นในระยะยาว ต้องใส่เลนส์ใหม่ มองหาวิธีการใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ ของการพัฒนา มุ่งหานวัตกรรมและเครื่องมือใหม่ และระบบ แรงจูงใจใหม่ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดผลได้จริง และต้องทำให้จริง โดยต้องสร้าง political will ให้เกิดขึ้นให้ได้ ต้องรวมพลังกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เท่าทันกับความรุนแรงของปัญหาที่สะสมมานาน และความท้าทายใหม่ๆ ที่ซับซ้อน มากขึ้น
    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันตลอดทั้งวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งเวทีที่จะช่วยจุดประกาย ให้เกิดการถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ บนข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อกำหนดหลักคิดนำทางให้เศรษฐกิจไทย ผมเชื่อมั่นว่า ถ้าเราร่วมกัน “คิดเรื่องใหญ่ มองให้ไกล ใส่เลนส์ใหม่ และทำให้จริง” เราจะสามารถฉุดเศรษฐกิจไทยให้หลุดออกจาก สภาวะติดหล่ม และชะงักงัน และลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวในอนาคตได้

    มุมมองของผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา

    จากสายพานอุตสาหกรรมสู่สนามนโยบายชาติ ผศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ นั่งแท่นผู้อำนวยการ บพข. คนใหม่ ปักธงยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยบนเวทีโลก

    เจียง เหว่ย อัครราชทูตจีนฯ ประจำประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนร่วมกัน สานต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย ครบรอบ 50 ปี

    5 องค์ประกอบของการบริหารจัดการบนโลกที่ไม่แน่นอน

    Post Views: 318

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/11/17/dr-wirachai-santiprapob-thailand-development-model/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qHx5nOBHpxLF1JBfyA8Us

  • LTS คว้างานให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนในสุโขทัยมูลค่า 141.24 ลบ. : อินโฟเควสท์

    LTS คว้างานให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนในสุโขทัยมูลค่า 141.24 ลบ. : อินโฟเควสท์

    บมจ.ไลท์อัพ โทเทิล โซลูชั่น [LTS] แจ้งว่า บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาการให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียนภายใต้

    โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลากับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย ระยะเวลา 5 ปี มูลค่างาน 141,239,472 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAH0IQ21B3CJ8PNTMUL48QWLIZHPLW5&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KIMaT46jDZVsl_FGoDpaR

  • นครปฐม///”วัดท่าไม้” ศึกษาดูงานเรือนจำกลางนครปฐม! หนุนภารกิจคืนคนดีสู่สังคม ชูศาสนาบำบัด | TOPNEWS

    นครปฐม///”วัดท่าไม้” ศึกษาดูงานเรือนจำกลางนครปฐม! หนุนภารกิจคืนคนดีสู่สังคม ชูศาสนาบำบัด | TOPNEWS

    นครปฐม///”วัดท่าไม้” ศึกษาดูงานเรือนจำกลางนครปฐม! หนุนภารกิจคืนคนดีสู่สังคม ชูศาสนาบำบัด

    • เผยแพร่ : 18/11/2025 09:36

    คณะสงฆ์และแม่ชี “วัดท่าไม้” เข้าเยี่ยมชมกระบวนการดูแลและฟื้นฟูผู้ต้องขังถึงภายในเรือนจำกลางนครปฐม เล็งเห็นบทบาทสำคัญของศาสนาในการขัดเกลาจิตใจและสร้างกำลังใจให้พร้อมกลับคืนสู่สังคม

    ​วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 พระสงฆ์และแม่ชีจาก วัดท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เดินทางเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานเกี่ยวกับภารกิจการดูแลและปฏิบัติต่อผู้ต้องขังภายใน เรือนจำกลางนครปฐม โดยมี นายจักร ลิ่มบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครปฐม เป็นผู้นำคณะและให้ข้อมูลต้อนรับ

    การเยี่ยมชมในครั้งนี้เพื่อให้คณะสงฆ์ได้เข้าใจถึงกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่เรือนจำ ทั้งในด้านการดูแลความเป็นอยู่ สุขภาพ และสวัสดิการพื้นฐานของผู้ต้องขัง นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างกำลังใจ พัฒนาจิตใจ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ต้องขัง

    ​เรือนจำกลางนครปฐมเล็งเห็นว่า การสนับสนุนด้านศาสนาและการฟื้นฟูจิตใจ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพและไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก

    การศึกษาดูงานของคณะวัดท่าไม้ในครั้งนี้ จึงเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเป็นการตอกย้ำถึงการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคศาสนา ในการขับเคลื่อนภารกิจ “คืนคนดีสู่สังคม” อย่างเป็นรูปธรรม

    ​สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.นครปฐม

    SOCAIL 16-9

    25681118003

    ฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้ารับมอบเงินสนับสนุนกิจกรรม วันรวมน้ำใจสู่กาชาด เหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    “สีหศักดิ์” เชื่อ “ญี่ปุ่น” มีมาตรการกม.ลงโทษ “แจ็ก แปปโฮ” เตือนระวังพฤติการณ์กระทบนทท.ไทยในอนาคต

    พรรณไม้งาม อร่ามชล ครั้งที่ 8 คึกคัก! เปิดพื้นที่โชว์ความงดงามของไม้ดอกไม้ประดับ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและตลาดเกษตรท้องถิ่น

    ฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า ประจำปี 2568

    ฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานในพิธีเปิดโครงการการประชุมเชิงปฏิบัติการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่ยั่งยืน Sustainable Blue Economy

    สมุทรสาคร/// บัวสุวรรณ เอฟซี มุ่งมั่นให้เยาวชนมีทักษะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1394197&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2N6rWIOJDOQGSsHQUj3fPR

  • เปิดประวัติ “แจ็กแปปโฮ” ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ขวัญใจสายเกรียน

    เปิดประวัติ “แจ็กแปปโฮ” ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ขวัญใจสายเกรียน

    ประวัติ แจ็กแปปโฮ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ขวัญใจสายเกรียน เจ้าของเพลงดัง อยากโดนช้อนแกง

    แจ็กแปปโฮ เจ้าของเพลงดัง อยากโดนช้อนแกง และยังเจ้าของช่อง สวัสดีครับผม แจ็กแปปโฮ ซึ่งเป็นยูทูบเบอร์สายเกรียน เน้นสร้างสีสันให้กับคนดู จนกลายเป็นกระแสที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

    ประวัติ แจ็กแปปโฮ

    • นายจาตุรงค์ พาโพธิ์
    • จบการศึกษา จากวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (เพจ Jaturong Papho (Jack papho) ระบุไว้)
    • ปัจจุบัน เป็นเจ้าของช่อง สวัสดีครับผม แจ็กแปปโฮ มีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน

    แจ็กแปปโฮ เคยเผยในรายการ The Change ว่าในช่วงวัยเด็กค่อนข้างดื้อ สร้างวีรกรรมมากมาย ที่ตัดสินใจเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงเพราะอยากเป็นที่รู้จัก สมัยก่อนเคยทักดาราดังแล้วเขาไม่ตอบ เลยอยากลองความรู้สึกแบบนั้นบ้าง จึงเริ่มทำเฟซบุ๊กและยูทูบตั้งแต่ปี 2556 ช่วงแรก ๆ ยังไม่มีใครดู แต่ก็ยังคงเดินหน้าทำต่อไป จนกระทั่งกลายเป็นที่รู้จักของผู้คนในเวลาต่อมา

    นอกจากจะประสบความสำเร็จจากการเป็นยูทูบเบอร์แล้ว ผลงานที่สร้างชื่อให้กับแจ็กแปปโฮ คือ เพลงอยากโดนช้อนแกง ที่ล่าสุดคว้ายอดวิวทะลุ 100 ล้านวิว และเคยเป็นเพลงฮิตติดหูในช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9857026/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cCQURi54yYm7C7p7lqM1N

  • วันเด็กแห่งชาติ 2569 ศธ. ประชุมจัดงาน-นิทรรศการเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

    วันเด็กแห่งชาติ 2569 ศธ. ประชุมจัดงาน-นิทรรศการเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

    ก.ศึกษาธิการ ประชุมคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” พร้อมจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” นายกฯ เตรียมเป็นประธานเปิดงาน

    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ-เอกชนเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางการจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” ณ ห้องประชุมราวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    งานวันเด็กแห่งชาติ 10 มกราคม 2569

    นางนฤมล ระบุว่า การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ สนุกสนาน และเสริมคุณธรรมให้กับเยาวชนไทย ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยปีนี้ได้เตรียมจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณด้านการศึกษา รวมถึงพระราชกรณียกิจในการเสด็จพระราชดำเนินยังพื้นที่ห่างไกลเพื่อดูแลเด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึง แบ่งออกเป็น 4 โซนสำคัญ ได้แก่

    • Light of Wisdom (แสงแห่งปัญญา)
    • Creative Earth Lab (ห้องทดลองโลกสร้างสรรค์)
    • Sufficiency for Happiness (พอเพียงสร้างสุข)
    • Water Wonder Zone (โซนมหัศจรรย์แห่งสายน้ำ)

    ขณะเดียวกัน ภายในงานจะมีทั้งนิทรรศการ การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ การแข่งขันทักษะ กิจกรรมแสดงความสามารถของเด็กและเยาวชน รวมถึงการมอบรางวัลและเกียรติบัตรแก่เด็กที่มีผลงานโดดเด่น อาทิ งานเขียน งานวาดภาพ และผลงานนวัตกรรมต่างๆ โดยงานปีนี้ได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกิจกรรมจากหลายหน่วยงานที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง จุดมุ่งหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กไทยได้โชว์ศักยภาพ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2896101&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a3FkoaN3KCEU-GXtVuDT0

  • ซีพี ออลล์ ร่วมกับ โรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล จัดโครงการห้องเรียนกาแฟ ซีซัน 3 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ซีพี ออลล์ ร่วมกับ โรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล จัดโครงการห้องเรียนกาแฟ ซีซัน 3 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ซีพี ออลล์ เดินหน้าจัดฝึกอบรมวิชาชีพการชงกาแฟแก่กลุ่มเยาวชนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและการได้ยิน ภายใต้โครงการ “ห้องเรียนกาแฟเป็นปีที่ 3” ร่วมกับคัดสรร และเบลลินี่ พรีเมี่ยม คาเฟ่ และบริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด ณ โรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล โดยมีวัตถุประสงค์ให้เยาวชนสามารถนำความรู้จากการฝึกปฏิบัติวิชาชีพการชงกาแฟไปประกอบอาชีพในอนาคต อีกทั้งเป็นการเปิดประสบการณ์เพื่อเป็นแรงจูงใจและทางเลือกให้เยาวชนเกิดความสนใจในอาชีพบาริสต้า ซึ่งโครงการห้องเรียนกาแฟที่จัดขึ้นในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 63 คน แบ่งเป็นนักเรียนจำนวน 40 คน และคุณครูจำนวน 13 คน ศิษย์เก่าและผู้ปกครองจำนวน 10 คน

    พิธีเปิดโครงการได้รับเกียรติจาก คุณนรินทร์ สุขอินทร์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล กล่าวเปิดงานและกล่าวต้อนรับ

    และมี คุณณัฐธยาน์ ให้ศิริกุล ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงวัตถุประสงค์โครงการ

    ทั้งนี้แบ่งการฝึกอบรมเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกเป็นการบรรยายเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของกาแฟแต่ละสายพันธุ์และแนะนำอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครื่องชงกาแฟ และในช่วงที่สองคือ ภาคปฏิบัติ มีฐานเครื่องชงกาแฟทั้งหมด 4 ฐาน โดยมีบาริสต้ามืออาชีพจากหน่วยงานคัดสรร และเบลลินี่ พรีเมี่ยม คาเฟ่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นวิทยากร ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้รับการฝึกปฏิบัติจริงทั้งการชงเครื่องดื่มร้อน-เย็น ตลอดจนการแต่งฟองนม ในแต่ละฐานจะมีคุณครูประจำฐานทำหน้าที่เป็นล่ามภาษามือเพื่อสื่อสารระหว่างวิทยากรประจำฐาน ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมทุกคนสามารถเข้าใจและฝึกปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ​สำหรับปี 2567 มีเป้าหมายที่จะดำเนินโครงการดังกล่าว ในโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษรวม 6 แห่ง โดยจะขยายผลสู่โครงการ Young Barista Camp 2024 ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/csr/bellinees-coffee-class-season-3-nakhon-sawan/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SkOHd_ZMQQuo0bRNdr_e8

  • ฮั่วเซ่งเฮง แนะจับตาผลกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังชัตดาวน์ยุติ หวั่น GDP ร่วง…

    ฮั่วเซ่งเฮง แนะจับตาผลกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังชัตดาวน์ยุติ หวั่น GDP ร่วง…

    ฮั่วเซ่งเฮง ชี้รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติชัตดาวน์ ไม่ได้แปลว่าวิกฤตจบ หวั่นผลกระทบทางเศรษฐกิจตามมา ทั้ง GDP ที่อาจหดตัวลง และหนี้สาธารณะที่ยังน่าเป็นห่วง พร้อมจับตาความไม่แน่นอนของข้อมูลเศรษฐกิจที่อาจกระทบต่อการตัดสินใจลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และสัญญาณการปลดพนักงานครั้งใหญ่จาก AI ที่เริ่มชัดเจนขึ้น แนะนำนักลงทุนจับตาปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด หากตัวเลขเศรษฐกิจไม่ดี อาจดันราคาทองคำพุ่งไปแตะจุดสูงสุดเดิมที่ 4,381 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือประมาณ 67,000 บาทต่อบาททองคำ

    ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาทองคำและผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Government Shutdown) ว่า แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเมื่อค่ำวันพุธที่ 12 พ.ย. 68 (ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ) เพื่อยุติภาวะชัตดาวน์ที่ยาวนานกว่า 43 วัน แต่ผลกระทบระยะสั้นและระยะกลางต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงราคาทองคำ ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

    เขากล่าวว่า การยุติการชัตดาวน์ครั้งนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากงบประมาณชั่วคราวครอบคลุมเพียง 3 ใน 12 ส่วนที่สภาคองเกรสต้องอนุมัติ และมีกำหนดจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ม.ค. 69 ซึ่งหมายความว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะชัตดาวน์ขึ้นอีกครั้ง หากสภาคองเกรสยังไม่สามารถอนุมัติงบประมาณส่วนที่เหลือได้

    ชี้ผลกระทบ หลังชัตดาวน์ ‘GDP หดตัว – หนี้พุ่ง’

    เขากล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ยังสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้สหรัฐฯ จะกลับมาเปิดทำการ คือผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Aftereffects) ที่ตามมา โดยสำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะลดลง 7 พันล้านดอลลาร์ ในกรณีที่ปิดหน่วยงานสี่สัปดาห์ และเพิ่มเป็น 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อปิดหน่วยงานนาน 42 วัน

    “นอกจากนี้ ตัวเลขขาดดุลประจำปีงบประมาณ 2025 ที่ CBO ประเมินไว้สูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน จากระดับปัจจุบันที่ทะลุ 38 ล้านล้านดอลลาร์ ความเสี่ยงทางการคลังและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย” ธนรัชต์ กล่าว

    ความไม่แน่นอนของ Fed และแรงสั่นสะเทือนจาก AI

    สำหรับความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนรัชต์ กล่าวว่า การชัตดาวน์ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญบางส่วน เช่น รายงานการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือนตุลาคม อาจมีความล่าช้าหรือไม่ถูกเผยแพร่ ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้หรือไม่

    “ความไม่แน่นอนของข้อมูลและภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว ทำให้โพลสำรวจ CME FedWatch Tool ปรับลดคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมเหลือเพียง 43.6% ซึ่งลดลงอย่างมากจากเดิมที่ 88.2% ในเดือนก่อน และปรับเพิ่มคาดการณ์การคงดอกเบี้ยเป็น 56.4%” (ข้อมูล ณ วันที่ 17 พ.ย. 68)

    ที่น่าสนใจคือ ข้อมูลที่มีอยู่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่จาก ‘คลื่นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการปลดพนักงานกว่า 153,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี และยอดผู้ถูกเลิกจ้างสะสมตลอดทั้งปีทะลุ 1 ล้านราย ซึ่งสถานการณ์นี้สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจและความเปราะบางในตลาดแรงงานอย่างชัดเจน

    คาดทองคำ จ่อทดสอบ ‘67,000 บาท’ อีกครั้ง

    ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินแนวโน้มราคาทองคำระยะสั้นว่า ยังคงต้องติดตามการแถลงการณ์ของประธาน Fed เกี่ยวกับมุมมองการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเริ่มกลับมาเผยแพร่ได้ตามปกติ ซึ่งหากผลออกมาไม่ดี ก็อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปทดสอบใกล้จุดสูงสุดเดิมที่ 4,381 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือประมาณ 67,000 บาท (คำนวณจากค่าเงินบาท 32.30 บาท)

    “ในทางกลับกัน หากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีกว่าที่คาด ก็ต้องระวังแรงเทขายทำกำไรที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน โดยจุดที่น่าสะสมระยะกลางยังอยู่ที่บริเวณ 3,870 – 3,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือราคาทองคำแท่งประมาณบาทละ 59,100 – 59,600 บาท (คำนวณจากค่าเงินบาท 32.30 บาท) นักลงทุนจึงควรติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม” ธนรัชต์ กล่าวสรุป

    จีนเพิ่มทองคำสำรองอีก 15 ตันในเดือนกันยายน

    จีนได้เพิ่มทองคำเข้าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (forex reserves) ราว 15 ตัน ในเดือนกันยายน ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งซื้อทองคำมากขึ้นหลังผ่านช่วงซบเซาตามฤดูกาลในช่วงฤดูร้อน ตามรายงานของ Goldman Sachs Group

    นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs รวมถึง Lina Thomas ประเมินว่า ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำรวม 64 ตันในเดือนกันยายน โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า จาก 21 ตันในเดือนสิงหาคม Goldman ยังระบุว่าการเข้าซื้อมีแนวโน้มดำเนินต่อไปในเดือนพฤศจิกายน

    การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ราคาทองคำพุ่งแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนตุลาคม ก่อนจะอ่อนแรงลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

    นักวิเคราะห์ระบุว่า “เรายังคงเห็นการสะสมทองคำในระดับสูงจากธนาคารกลางทั่วโลกในฐานะแนวโน้มระยะยาว หลายปี เนื่องจากต้องการกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางการเงิน”

    นอกจากนี้ Goldman ยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะซื้อทองคำเฉลี่ย 80 ตันต่อเดือน ตั้งแต่ไตรมาส 4 จนถึงปี 2026 และประเมินว่า ราคาทองคำจะขึ้นแตะ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปีหน้า โดยได้แรงหนุนจากการซื้อทองคำต่อเนื่องของธนาคารกลาง และกระแสเงินลงทุนจากภาคเอกชน ภายใต้นโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)

    ทั้งนี้ ราคาทองคำปรับตัวลงในวันจันทร์ที่ผ่านมา เนื่องจากความคาดหวังที่ลดลงว่า Fed จะปรับลดดอกเบี้ยในเดือนหน้ากดดันสินทรัพย์ที่หลบภัย (safe-haven) อย่างทองคำ ราคาทองคำสปอตอยู่ที่ประมาณ 4,045 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 1.05% ณ เวลา 05.40 น.ของวันที่ 18 พฤศจิกายน หลังจากที่เคยปรับขึ้นทะลุระดับ 4,100 ดอลลาร์ ในช่วงสั้นๆ ในขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐขยับขึ้นเล็กน้อย ทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น

    นักลงทุนยังคงรอความชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังจากการยุติภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจทางการต้องล่าช้าออกไป
    ขณะนี้ เจ้าหน้าที่เฟดจำนวนมากยังคงส่งสัญญาณเชิงเข้มงวด (hawkish) ต่อการลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม ซึ่งหากมีการลดดอกเบี้ยจริง ก็จะช่วยหนุนความน่าสนใจของทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกผล

    ข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า เทรดเดอร์กำลังกำหนดความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธันวาคมไว้ที่ 45% ลดลงจากมากกว่า 60% เมื่อสัปดาห์ก่อน

    David Meger ผู้อำนวยการฝ่ายซื้อขายโลหะจาก High Ridge Futures กล่าวว่า “ตลาดกำลังแกว่งตัวแบบผันผวนก่อนการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจจำนวนมาก หลังจากรัฐบาลสหรัฐกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง” เขาเสริมว่า “ตอนนี้ตลาดคาดหวังการลดดอกเบี้ยน้อยลง ซึ่งทำให้มุมมองบวกต่อทองคำลดลงไปด้วย”

    อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังปรับตัวขึ้นมากกว่า 55% ตั้งแต่ต้นปี มุ่งสู่การทำผลงานรายปีดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979 ท่ามกลางความต้องการสินทรัพย์ที่หลบภัย ที่เพิ่มขึ้นและการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลก

    ภาพ: e-crow/Getty Images

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/gold-forecast-us-debt-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2va87xcnkA-ME3v9X2Ejun

  • ทองวีคนี้ยังผันผวน!! “โกลเบล็ก” ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ สั่นคลอน จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด : อินโฟเควสท์

    ทองวีคนี้ยังผันผวน!! “โกลเบล็ก” ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ สั่นคลอน จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด : อินโฟเควสท์

    บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินราคาทองคำผันผวน จากแรงกดดันที่นักลงทุนลดความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดที่จะประชุมในเดือนธ.ค. นี้ และแรงขายทำกำไรหลังสหรัฐฯ ยุติชัตดาวน์ แต่ยังคงจับตาปัญหาหนี้สาธารณะและความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ยังหนุนให้มีการซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยให้กรอบการเคลื่อนไหว 4,000-4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินแนวโน้มราคาทองคำในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวน โดยได้รับแรงกดดันจากการที่นักลงทุนปรับลดความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. หลังเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายแสดงความลังเลต่อการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้ ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. หลังทำเนียบขาวระบุว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ส่งผลให้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานประจำเดือนต.ค. ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของเฟด

    “เจ้าหน้าที่เฟดหลายคนได้แสดงความลังเลที่จะสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยระบุถึงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานค่อนข้างมีเสถียรภาพหลังจากที่เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ซึ่งท่าทีดังกล่าวของเจ้าหน้าที่เฟด ทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมเดือนธ.ค.” นายณัฐวุฒิ กล่าว

    ทั้งนี้ ประกอบกับการยุติสถานการณ์ชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ จะทำให้สหรัฐฯ เผชิญกับปัญหาหนี้สาธารณะเพิ่มสูงยิ่งขึ้น และอาจเผชิญภาวะชัตดาวน์ครั้งใหม่ในเวลาอีกสองเดือนข้างหน้า เนื่องจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างพรรคเดโมแครต และรีพับลิกันที่ยังคงรุนแรง ทำให้นักลงทุนบางส่วนขายทำกำไรทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของการชัตดาวน์ในอนาคต ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ทองคำได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนทั่วโลกเลือกถือครอง ดังนั้น ฝ่ายวิจัยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวราคาทองคำในสัปดาห์นี้อยู่ที่ 4,000-4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมแนะนำให้นักลงทุนใช้โอกาสนี้ในการเก็งกำไรภายในกรอบดังกล่าว เพื่อสร้างผลตอบแทนจากความผันผวนที่เกิดขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546747&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NoXbaYWArTFQP4m8bUAIn