Blog

  • “อรรถกร” ขอให้รอดูพิธีเปิด 9 ธ.ค.นี้ หลังถูกครหาไทยพร้อมจัดซีเกมส์

    “อรรถกร” ขอให้รอดูพิธีเปิด 9 ธ.ค.นี้ หลังถูกครหาไทยพร้อมจัดซีเกมส์

    รมว.ท่องเที่ยว บอกให้รอดูพิธีเปิดซีเกมส์ 9 ธ.ค.นี้ หลังถูกครหาไทยไม่พร้อมจัด ยืนยันรัฐบาลพีอาร์เต็มที่ แจงโปรแกรมบางชนิดยังไม่ออก เหตุกัมพูชาถอนตัว 8 กีฬา คาดเงินสะพัด 1.5 หมื่นล้าน

    วันที่ 2 ธ.ค.2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในวันที่ 9-20 ธ.ค.นี้ โดยยืนยันว่า จะมีพิธีเปิดในวันที่ 9 ธ.ค.

    ส่วนโปรแกรมการแข่งขันบางชนิดกีฬายังไม่ออก ทั้งที่ใกล้จะแข่งขันแล้ว นายอรรถกร กล่าวว่า เนื่องจากมีบางประเทศมีการเปลี่ยนแปลง บางประเทศถอนตัว ซึ่งมีปัญหาเล็กน้อย เพราะโปรแกรมการแข่งขันมีการปรับเปลี่ยนเรื่องของจำนวนนักกีฬา และบางประเทศที่ถอนตัวไป

    และเมื่อถามว่า มีการโจมตีความพร้อมของประเทศไทย ว่าหลายอย่างยังไม่พร้อม นายอรรถกร กล่าวว่า เดี๋ยววันที่ 9 ธ.ค.นี้ ก็เห็น ทั้งพิธีเปิดและกระบวนการจัดการแข่งขัน ซึ่งตนเป็นประธานคณะกรรมการการแข่งขัน และที่ประชุมก็มีมติให้เลื่อนการแข่งขัน 10 ชนิดกีฬา จากเดิมที่ต้องแข่งขันที่จังหวัดสงขลา ที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดชลบุรี เปลี่ยนเป็นแข่งขันที่ กทม.และจังหวัดชลบุรี ซึ่งกำหนดการทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม

    ขณะเดียวกัน นายอรรถกร กล่าวว่า ในส่วนนักกีฬากัมพูชาถอนตัว ตนจำตัวเลขไม่ได้ แต่ล่าสุดถอนตัวออกไป 8 ชนิดกีฬา มีแค่กัมพูชาประเทศเดียวที่ถอนตัวออกไป

    และเมื่อถามว่า ใกล้จะแข่งขันแล้ว แต่เรื่องของการประชาสัมพันธ์และการตื่นตัวของประชาชน จะต้องมีการเร่งหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า เรื่องประชาสัมพันธ์รัฐบาลได้เร่งอย่างเต็มที่ เชื่อว่าทั้งใน กทม.และจังหวัดชลบุรี ประชาชนโดยเฉพาะคอกีฬา ก็ได้รับรู้อย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็มีการประชาสัมพันธ์เพิ่ม รณรงค์ในการเป็นเจ้าภาพที่ดี

    แต่ต้องยอมรับว่า 1-2 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยเจอหลายเรื่อง เช่น สถานการณ์อุทกภัยที่หาดใหญ่ อาจทำให้ความสนใจของประชาชนและสื่อมวลชน ไปโฟกัสเรื่องดังกล่าวแทน

    ส่วนมีการตั้งเป้าหรือไม่ว่า การเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาซีเกมส์ จะสร้างเม็ดเงินให้ประเทศเท่าไหร่ นายอรรถกร กล่าวว่า ตนจำตัวเลขไม่ได้ แต่อย่างน้อยคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนจากนักกีฬา บุคลากรด้านกีฬา และนักท่องเที่ยวคอกีฬาที่เดินทางเข้ามา ก็จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท

    เมื่อถามถึงกรณีเหตุน้ำท่วมภาคใต้ มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวสิ้นปีมากน้อยขนาดไหน ว่า ต้องรอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คำนวณตัวเลข แต่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทำการบ้านแล้วว่าเมื่อมีการฟื้นฟูเสร็จจะมีการจัดกิจกรรม และอำนวยความสะดวก ซึ่งการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันเดียวกันนี้คาดว่าจะมีมาตรการที่ชัดเจนออกมา ซึ่งเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ได้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกนโยบายในการช่วยเหลือฟื้นฟูชาวหาดใหญ่

    เมื่อถามว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะมีแคมเปญในการช่วยเหลือประชาชนหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุม ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการผู้จัดซีเกมส์ มีความจำเป็นที่จะต้องโยก 10 ชนิดกีฬาในจังหวัดสงขลา มาจัดแข่งที่กรุงเทพมหานครและชลบุรี หลังจากนี้ที่มีความพร้อม กิจกรรมต่างๆ ที่เป็นกีฬาระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ อยากขอความร่วมมือให้ไปจัดที่จังหวัดสงขลา และภาคใต้จังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/452581&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AUIbOFEGDbd_MuBLYBCPP

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 29 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 29 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 2 ธันวาคม 2568) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 30 พ.ย. 68 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วทั้งสิ้น 29,603,881 คน ลดลง 7.25 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,372,677 ล้านบาท 

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 แรก

    • อันดับ 1 มาเลเซีย 4,178,685 คน
    • อันดับ 2  จีน 4,101,745 คน
    • อันดับ 3 อินเดีย 2,221,091 คน
    • อันดับ 4  รัสเซีย 1,632,624 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 1,404,666 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึง สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุดว่า ผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 30 พ.ย. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 29,603,881 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,372,677 ล้านบาท

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 24 – 30 พฤศจิกายน 2568 พบว่านักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ที่เดินทางเข้ามาลดลงกว่า 11%  จากสัปดาห์ก่อนหน้า 

    นัทรียา ทวีวงศ์

    ตามการลดลงของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซีย จากเหตุผลกระทบอุทกภัยที่เกิดขึ้นใน 10 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ที่มีน้ำท่วมในทุกพื้นที่ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางเข้ามาลดลงถึง 42.63 %

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 635,217 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 56,171 คน หรือ 8.12 %  คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 90,745 คน 

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน 79,751 คนมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 5.26 % นักท่องเที่ยวอินเดีย 56,038 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2.66 % นักท่องเที่ยวรัสเซีย 51,979 คน การปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.64 % นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 44,067 คน การปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 42.36% และนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ 31,892 คน การปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 3.85 %

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวภูมิภาคยุโรปและอเมริกา

    การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/645547&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eZyaYzUqOXGYEAgFguY_p

  • น้ำท่วมใต้หนัก หาดใหญ่เสียหายกว่า 3 หมื่นล้าน ภาพรวมจ่อแตะแสนล้าน จี้รัฐบาลอัดมาตรการฟื้นฟูด่วน

    น้ำท่วมใต้หนัก หาดใหญ่เสียหายกว่า 3 หมื่นล้าน ภาพรวมจ่อแตะแสนล้าน จี้รัฐบาลอัดมาตรการฟื้นฟูด่วน

    น้ำท่วมใต้หนัก หาดใหญ่เสียหายกว่า 3 หมื่นล้าน ภาพรวมจ่อแตะแสนล้าน จี้รัฐบาลอัดมาตรการฟื้นฟูด่วน

    สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 2–3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภาพรวมความเสียหายทั้งภาคใต้สูงเกือบหนึ่งแสนล้านบาท รัฐบาลจึงถูกเรียกร้องให้เร่งให้ความช่วยเหลือทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นเงินเยียวยา เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือมาตรการเสริมสภาพคล่อง เพื่อให้เศรษฐกิจของภาคใต้ฟื้นตัวโดยเร็ว

    เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมปี 2568 นับว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมหนักของภาคใต้ โดยมีหลายจังหวัดได้รับผลกระทบ อาทิ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง นราธิวาส ยะลา และสงขลา โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ระดับน้ำเพิ่มสูงทำให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน แม้บางพื้นที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่พื้นที่ลุ่มและริมฝั่งแม่น้ำในหลายจังหวัดยังคงมีน้ำท่วมขัง ส่งผลให้ชาวบ้านยังประสบปัญหาอยู่

    ประธานหอการค้าภาคใต้ระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับจากประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ความเสียหายเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ประเมินเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 2–3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการค้าและแหล่งจับจ่ายสำคัญ ทั้งของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะชาวมาเลเซียที่นิยมเดินทางมาซื้อสินค้าและท่องเที่ยวจำนวนมาก

    นายสลิลย้ำว่า รัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยาประชาชน การจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ยระยะแรกให้ผู้ประกอบการ เพื่อเร่งฟื้นเศรษฐกิจไม่ให้ล่าช้า เนื่องจากความเสียหายรวมของภาคใต้คาดว่าเกือบแตะ 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบหนักจากน้ำท่วมครั้งนี้

     

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/142523&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vVYCtFxFbNkZ5429N7V2A

  • สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 ประชุมเพื่อรับการกำกับ ติดตามการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาจากสำนักงาน ป.ป.ป.ภาค 3 – OBEC

    สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 ประชุมเพื่อรับการกำกับ ติดตามการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาจากสำนักงาน ป.ป.ป.ภาค 3 – OBEC

    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมไพลิน อาคารศรีสัตตพัฒน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 ดร.พีระพรรณ ทองศูนย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 เป็นประธานการประชุมเพื่อรับการกำกับ ติดตามการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา จากสำนักงาน ป.ป.ป.ภาค 3 โดยมี นางปุณิกา ธรรมนูญ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 พร้อมด้วย นายทองคำ จันทร์โสภา ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการ และครูผู้สอนที่นำหลักสูตรต้านทุจริตไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน จำนวน 15 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านน้ำคำ โรงเรียนบ้านโพธิ์โนนจานอีลอก โรงเรียนบ้านกุดโง้ง (สิริราษฎร์บำรุง) โรงเรียนบ้านแดงเหล่ายอด โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย (หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) โรงเรียนบ้านดูนสิม (อ.ส.พ.ป.8) โรงเรียนบ้านผักบุ้ง โรงเรียนบ้านลือชัยโนนศรีไคลร่องน้ำคำ โรงเรียนบ้านผึ้ง (มธุลีห์ประชาสรรค์) โรงเรียนอนุบาลโนนคูณ (โนนค้อวิทยาคาร) โรงเรียนบ้านดินดำเหล่าเสนใต้ โรงเรียนขุมคำวิทยา (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 673) โรงเรียนบ้านหนองโพธิ์ โรงเรียนบ้านลุมพุกคูวงศ์ และโรงเรียนบ้านเปือยประชาสามัคคี เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ซึ่งก่อนการประชุม ได้มีพิธีถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง////// ปาริชาติ อาจสำแดง ภาพ / ข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/23333&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KQ53__la5jO2r4JSc2SQB

  • ‘รสนา’ ลั่นสู้สุดทาง ทวงคืนท่อก๊าซ หวังลดค่าไฟผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ‘รสนา’ ลั่นสู้สุดทาง ทวงคืนท่อก๊าซ หวังลดค่าไฟผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    “รสนา” ประกาศทวงคืนท่อก๊าซทั้งระบบจากปตท. ชี้เป็นต้นทุนค่าก๊าซ ค่าไฟแพง ล้วงกระเป๋าผู้บริโภค เดินหน้าต่อต้านทุนผูกขาดธุรกิจพลังงานให้ถึงที่สุด

    รสนา โตสิตระกูล กรรมการนโยบายและประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ประกาศทวงคืนท่อก๊าซทั้งระบบคืนจากปตท. หลังต่อสู้มา 17 ปี และจะสู้ต่อไปเพื่อต่อต้านทุนผูกขาดในธุรกิจพลังงาน ต้นเหตุค่าก๊าซ ค่าไฟแพง ผ่องถ่ายทรัพย์สินจากรัฐวิสาหกิจให้บริษัทเอกชน ล้วงเงินในกระเป๋าผู้บริโภค

    รสนา โตสิตระกูล กรรมการนโยบายและประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวในเวทีเสวนา “ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เมื่อทุนผูกขาดมีอำนาจเหนือรัฐ” ครั้งที่ 1 วาระทุนผูกขาดพลังงาน จัดโดยสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ว่า จะเดินหน้าทวงคืนท่อก๊าซทั้งระบบจากบริษัทปตท. เพราะถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อปี 2550 ให้ปตท.คืนท่อส่งก๊าซทั้งระบบที่มีการแปรรูปเมื่อปี 2544 คืนให้กระทรวงการคลัง ซึ่งที่ผ่านมามีการคืนมาบางส่วน และกระทรวงการคลังให้บริษัทเช่าดำเนินการ โดยเก็บค่าเช่าปีละ 550 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าท่อก๊าซทั้งระบบอยู่ที่ 600,000 ล้านบาท และเป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้ค่าก๊าซ ค่าไฟแพง ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค

    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 รสนา ในนามสภาผู้บริโภค และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ทำหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงพลังงาน ให้เร่งดำเนินการเรียกร้องท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งระบบคืนจากปตท. ภายใน 60 วัน มิฉะนั้นจะถือว่ามีความผิดตามมาตรา 157 และจะมีการฟ้องร้องต่อไป

    “ปัจจุบัน ท่อก๊าซส่วนใหญ่ยังอยู่กับปตท. และบริษัทมีรายได้จากการลำเลียงน้ำมันและก๊าซ ซึ่งการเก็บค่าผ่านท่อถือเป็นต้นทุนสำคัญที่ผลักภาระไปสู่ค่าไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟแพงกว่าที่ควร โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนพลังงานทั่วโลกผันผวน ขณะที่ประเทศไทยมีการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นสัดส่วนที่มาก อยากให้รัฐบาล โดยเฉพาะรัฐมนตรีคลัง เอกนิติ ทำให้เรื่องนี้ให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดง เพื่อให้ประชาชนมีความหวัง ดิฉันทวงมา 17 ปี และจะทวงต่อไปให้ถึงที่สุด” รสนา กล่าว

    สำหรับต้นทุนค่าไฟฟ้าของไทยที่แพงกว่าประเทศอื่น รสนา กล่าวว่า เกิดจาก 3 ปัจจัย คือ 1. ราคาน้ำมัน ก๊าซ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการผลิตไฟฟ้า ใช้ราคาอ้างอิงจากสิงคโปร์ ทั้งที่ไทยผลิตได้ในประเทศ 2. ปริมาณสำรองไฟฟ้าของไทยสูงกว่าความจำเป็นถึง 40% โดยปัจจุบันรัฐเปิดให้เอกชนเข้ามาผลิตไฟฟ้าถึง 50,000 เมกะวัตต์ แต่ความต้องการใช้สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 30,000 เมกะวัตต์ แต่รัฐต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (ไม่ผลิตก็ต้องจ่าย) ให้กับเอกชน 50,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ได้บวกเข้าไปกับค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย และ 3. รัฐตั้งราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจากเอกชนสูงถึง 2.70 บาท/หน่วย ทั้งที่ราคาในตลาดโลกลดลงปีละ 8% ต้นทุนนี้บวกไปกับค่าไฟฟ้าของประชาชนเช่นเดียวกัน

    “วันนี้ แสงแดดเป็นของฟรี แต่รัฐไม่เปิดให้ประชาชนสามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง แต่กลับเปิดโครงการรัฐซื้อไฟฟ้าจากเอกชนในราคาแพง ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ผลิตไฟฟ้าได้ถูกกว่า แต่ให้เน้นรับซื้อจากเอกชนเป็นหลัก จนกลายเป็นการไฟฟ้าฝ่ายจัดซื้อไปแล้ว นี่คือการผูกขาดในธุรกิจพลังงานที่เกิดขึ้นจากรัฐร่วมมือกับเอกชน และประชาชนถูกล้วงกระเป๋าไปให้กลุ่มทุน” รสนา กล่าว

    ค้านเปิดโรงไฟฟ้าเพิ่ม

    นายกัญจน์ ทัตติยกุล จากกลุ่ม “ฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์” เปิดเผยว่า ในช่วงไม่ถึง 15 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าได้เปลี่ยนมือจากรัฐไปสู่เอกชนโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันโรงไฟฟ้าของเอกชนครองสัดส่วนการผลิตกว่า 70% ขณะที่รัฐเหลือเพียง 33% เท่านั้น นอกจากนี้ ประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าถึง 50,000 เมกะวัตต์ แต่ยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) อยู่เพียง 34,000 เมกะวัตต์ เท่านั้น

    ทั้งนี้ หากคิดสำรองตามมาตรฐานทั่วไปอยู่ที่ 15% ประเทศไทยควรมีโรงไฟฟ้าประมาณ 40,000 เมกะวัตต์ แต่วันนี้กลับมี “ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ” ซึ่งผู้บริโภคต้องเป็นผู้จ่ายผ่านค่าไฟแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหนึ่งในต้นทุนสำคัญคือ “ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment)” ที่รัฐต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าแม้ไม่ได้เดินเครื่อง คิดเป็น 11% ของค่าไฟ หรือราว 40 สตางค์ต่อหน่วย
    นายกัญจน์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันประเทศไทย มีโรงไฟฟ้าก๊าซรวม 11 โรง กำลังการผลิต 17,000 เมกะวัตต์ แต่มีการขายไฟประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ เท่ากับมีกำลังผลิตเหลือ 12,000 เมกะวัตต์ ที่ไม่ได้ผลิตไฟจริง และยังมีโรงไฟฟ้า 4 แห่งที่ไม่เดินเครื่องเลยแม้แต่วันเดียว แต่รัฐยังเดินหน้าเปิดประมูลสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LNG) ซึ่งทางกลุ่มฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ได้ยื่นหนังสือคัดค้านกับกระทรวงพลังงานตั้งแต่ต้นปี 2568 และรัฐ โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ให้ใบอนุญาตเอกชน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม

    “ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อีกแล้ว ด้วยจำนวนที่มีมาก แต่ควรกระจายอำนาจการผลิตพลังงานให้ครัวเรือน จะสามารถเพิ่มเสถียรภาพให้การผลิตไฟฟ้าในประเทศได้ การขับเคลื่อนด้านพลังงานมีความยาก โซลาร์รูฟประชาชนติดตั้งได้ แต่ถูกปิดกั้นไม่ให้จ่ายไฟเข้าระบบสายส่ง ถ้าสามารถบาลานซ์ระหว่างการผลิตไฟฟ้าของรัฐ เอกชน ประชาชน ทำให้เสถียรภาพดีขึ้น” นายกัญจน์ กล่าว

    ทั้งนี้ มีข้อเสนอการปฏิรูปพลังงานต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องพร้อมกัน คือ การเพิ่มพลังงานหมุนเวียน การกระจายอำนาจให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/reclaiming-gas-pipelines-ending-thailands-energy-monopoly/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wggRTWH-5CegXEXUqTyff

  • โคราชเปิด “ฟลอร่า พาร์ค” วังน้ำเขียว ทุ่งดอกไม้บานท้าลมหนาว เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวเขาใหญ่

    โคราชเปิด “ฟลอร่า พาร์ค” วังน้ำเขียว ทุ่งดอกไม้บานท้าลมหนาว เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวเขาใหญ่

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/114436&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nI1M1eEnV6kbLTvG9TJ6S

  • ‘เอกนิติ’ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องรีเซ็ต 4 เรื่องหลัก ปี 69 มุ่งลงทุน

    ‘เอกนิติ’ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องรีเซ็ต 4 เรื่องหลัก ปี 69 มุ่งลงทุน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ Thailand Economic Reset ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ในงาน Go Thailand 2026 Beyond Survival จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ว่า ประเทศไทยมีความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่หลายด้าน ซึ่งในปี 2569 จะเสนอแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นเพื่อการลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน โดยจำเป็นต้องรีเซ็ตใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1. การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและผันผวน

    อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง เคยโตเฉลี่ย 7% ก่อนปี 2540, ลดเหลือ 5% หลังปี 2540, และปัจจุบันเหลือเพียง 3% โดยปีนี้คาดการณ์ว่าจะโตเพียง 2% ปัญหาคือการเติบโตที่ผันผวน (โตสั้นๆ) ซึ่งนำไปสู่ความไม่ยั่งยืน

    2. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 

    แม้ว่าภาคธนาคารและทุนสำรองระหว่างประเทศจะมีความเข้มแข็งมากหลังวิกฤตปี 2540 โดย NPL เหลือไม่ถึง 3% และทุนสำรองมากกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 2.5 เท่า แต่จุดอ่อนสำคัญคือ เสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งเป็นผลจากการใช้จ่ายช่วงโควิด ทำให้ถูก Rating Agency เตือน อย่างไรก็ตาม ล่าสุด S&P ได้คงอันดับเครดิตไทย จากความเชื่อมั่นแผนการคลังรัฐบาล

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทีวงการคลัง

    3. สังคมสูงวัยและความเหลื่อมล้ำ

    ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ คนไทยกลุ่มที่มีรายได้ดีที่สุด 20% สุดท้าย กินสัดส่วนรายได้ของประเทศ (GDP) ถึง 50% ขณะที่กลุ่มรายได้น้อยที่สุด 20% แรก กินสัดส่วนรายได้เพียง 6% นอกจากนี้ เงินฝากในธนาคารที่เกิน 1 ล้านบาท มีเพียง 1.6% ของคนไทย แต่กินสัดส่วนเงินฝากถึงกว่า 80%

    4. ปัญหาสิ่งแวดล้อมและโลกร้อน

    ต้องรีเซ็ตเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาโลกร้อนที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

    วิกฤต “กินบุญเก่า” การลงทุนลดฮวบ

    การที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำและผันผวนเกิดจากการ “กินบุญเก่า” โดยเฉพาะการลงทุนที่ลดลงอย่างมาก ก่อนปี 2540 การลงทุนภาครัฐและเอกชนรวมกันสูงถึง 40% ของ GDP แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 22% ของ GDP

    “ประเทศไทยเปรียบเสมือนอุตสาหกรรมเดิม ๆ เช่น โรงงานเก่า หรือการขายข้าวแบบเดิม ยังคงอยู่ การพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก 70% ของ GDP มาจากการส่งออกสินค้าและบริการ ทำให้ประเทศอ่อนแอเมื่อเกิดปัญหากระทบเศรษฐกิจโลก”

    ยุทธศาสตร์การรีเซ็ต ปีแห่งการลงทุนและการเงินที่ยั่งยืน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หลังจากใช้มาตรการ Quick Win ในช่วง 4 เดือนแรกเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น หนี้ครัวเรือนและสภาพคล่องเอสเอ็มอี ยุทธศาสตร์ในปี 2569 คือ “ปีแห่งการลงทุน”

    สำหรับการลงทุนต้องมุ่งไปที่ธุรกิจใหม่ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก เช่น พลังงานสะอาด (Green Energy) เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพทั้งแสงแดด ที่ดิน และอ่างเก็บน้ำ ต่างจากประเทศที่ขาดแคลนพื้นที่อย่างสิงคโปร์

    ขณะเดียวกัน ในฐานะประธานบอร์ด BOI เราได้ผลักดันการ “ปลดล็อก” กติกาและกฎระเบียบที่ทำให้ประเทศช้า ผ่านโครงการ Fast Pass ซึ่งพบว่ามีโครงการลงทุนพร้อมดำเนินการถึง 400,000 กว่าล้านบาท ในปีหน้า ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยยังคงเข้มแข็ง ได้แก่ Food Processing, Smart Farming, ยานยนต์สมัยใหม่ (EV), Smart Electronic, และ Wellness

    ทั้งนี้ งบประมาณรัฐบาลมีจำกัด รัฐบาลจะใช้กลไกการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) และการใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Infrastructure Fund) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อดึงเงินทุนจากนักลงทุนมาใช้ในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แทนการกู้เงินที่เพิ่มหนี้สาธารณะ

    นอกจากนี้ จะสร้างวินัยทางการคลัง โดยมีการนำแผนความยั่งยืนทางการคลังระยะปานกลางเข้า และวางเป้าหมายลดการขาดดุลจากปัจจุบัน 4.4% ของ GDP ให้ต่ำกว่ามาตรฐานโลกที่ 3% ของ GDP ภายในปี 2572

    ขณะเดียวกัน จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการพัฒนาคนและเอสเอ็มอี โดยในโครงการคนละครึ่งพลัส ได้ต่อยอดโครงการด้วยการรีสกิลและอัพสกิล พ่อค้าแม่ค้าให้สามารถขายของออนไลน์ ทำบัญชี และใช้ดิจิทัล ข้อมูลจากแพลตฟอร์มเอกชนพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 3-4 เท่า และรายได้ของผู้ส่งสินค้าในพื้นที่เพิ่มขึ้น 15%

    ส่วนเอสเอ็มอีนั้น นอกจากการเติมสภาพคล่องแล้ว ยังใช้ Supply Chain Financing และ Business Transformation โดยมีมาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทขนาดใหญ่ให้การสนับสนุน SME เข้าสู่ระบบดิจิทัลและการเงิน ทั้งนี้ จะพัฒนาทักษะแรงงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน ทั้งนี้ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพกลับเข้ามาทำงาน เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/645577&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Haukot2Ey-Gie8bxGqe7K

  • เศรษฐกิจดิจิทัลอีสานโตด้วย ‘พลังสินค้า OTOP บน TikTok Shop’ จากสินค้าชุมชนสู่ไวรัลออนไลน์ ร้านค้า OTOP ภาคอีสานสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับเศรษฐกิจรากหญ้าแบบ ‘ไม่ทิ้งตัวตน’

    เศรษฐกิจดิจิทัลอีสานโตด้วย ‘พลังสินค้า OTOP บน TikTok Shop’ จากสินค้าชุมชนสู่ไวรัลออนไลน์ ร้านค้า OTOP ภาคอีสานสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับเศรษฐกิจรากหญ้าแบบ ‘ไม่ทิ้งตัวตน’

    ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงท้าทาย คนรุ่นใหม่ของอีสานกำลังสร้าง “ทางรอด” ให้กลายเป็น “ทางรุ่ง” พวกเขากำลังสร้าง “ธุรกิจ” จากห้องครัวของแม่ จากสูตรแจ่วบองของยาย และเปลี่ยนแพลตฟอร์มความบันเทิงให้กลายเป็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจผ่าน TikTok Shop และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนยุคใหม่

    ตัวเลขที่เติบโตของจำนวนสินค้า OTOP ภาคอีสานถึง 326% จากปี 2023 ถึง 2025* ไม่ใช่แค่สถิติธรรมดา แต่เป็นเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในภาคอีสาน เมื่อผู้ประกอบการ OTOP เปลี่ยนจากการ “รอลูกค้า” เป็นการ “หาลูกค้า” ผ่านจอมือถือ หม่ำเนื้อชัยภูมิที่เคยขายแค่ในตลาดท้องถิ่น วันนี้ไปถึงมือคนกรุงเทพฯ ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ที่เคยจำหน่ายแค่หน้าร้าน ตอนนี้ขายผ่านไลฟ์สดได้เงินหลักแสน ผ้าฝ้ายทอมือมุกดาหารที่เคยเป็นแค่ของฝาก กลายเป็นแบรนด์ออนไลน์ที่มียอดสั่งตลอดปี นี่คือพลังดิจิทัลที่กำลังเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับเศรษฐกิจภาคอีสาน

    เศรษฐกิจดิจิทัลที่เริ่มจากใจกลางอีสาน

    ใครจะคิดว่าแหนมหมูแท่งจากชัยภูมิจะสร้างรายได้ให้กับผู้ขายต่อเดือนถึงเจ็ดหลัก หรือแม่ค้าปลาร้าหอมที่สร้างยอดขายต่อเดือนกว่าหกหลัก รวมถึงข้าวหอมมะลิแท้จากสุรินทร์ที่มียอดขายกว่า 800,000 บาท จากการไลฟ์สด 136 ครั้ง และมีระยะเวลาไลฟ์รวม 155 ชั่วโมง ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้* เหล่านี้คือตัวอย่างของความสำเร็จที่กำลังเกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ซึ่งผู้ประกอบการ OTOP กำลังใช้ TikTok Shop เป็นเครื่องมือในการยกระดับชุมชนและสร้างรายได้ที่มั่นคง

    ขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยคาดการณ์ว่าจะเติบโต 7.3% ในปี 2025 โดยมีมูลค่าประมาณ 140.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การเติบโตแบบก้าวกระโดด 326% ของจำนวนสินค้า OTOP บน TikTok Shop ภายใน 2 ปี ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าเศรษฐกิจชุมชนสามารถเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลระดับประเทศได้ และเป็นเสียงสะท้อนของความเข้มแข็งของเศรษฐกิจรากหญ้าที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว

    พลังแห่งไลฟ์: อาวุธลับที่เปลี่ยนเกม

    หากการนำสินค้าขึ้นแพลตฟอร์มคือ ‘การเปิดประตูสู่โอกาส’ การไลฟ์ก็คือทางด่วนที่นำไปสู่ความสำเร็จ ข้อมูลเชิงลึกเผยให้เห็นความจริงที่น่าทึ่งว่า ผู้ขายที่ทำการไลฟ์สด มียอดคำสั่งซื้อเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าผู้ขายที่ไม่ได้ไลฟ์สดถึง +1,156% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้

    ทำไมถึงต่างกันขนาดนี้? คำตอบคือ “Trust” และ “Engagement”

    การไลฟ์สดทลายกำแพงความไม่ไว้ใจของลูกค้าในโลกออนไลน์ เปลี่ยนการซื้อขายที่ไร้ตัวตน ให้กลายเป็นการสนทนาแบบ real-time ลูกค้าได้เห็นหน้าคนขาย ได้เห็นโปรดักต์แบบ 360 องศา ได้ถามคำถามและได้รับคำตอบทันที มันคือการสร้าง human touch และสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า

    โดยจำนวนผู้ขายที่หันมาไลฟ์สดในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง +194.66%* โดยประเภทสินค้าหมวดหมู่ที่ผู้ขายไลฟ์มากที่สุดคือ อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าแฟชั่น และสิ่งทอ* ซึ่งเป็นหมวดหมู่หลักที่ครองใจผู้ชมในไลฟ์สตรีมมิ่งอย่างสม่ำเสมอ โดย สุรินทร์ เลย มุกดาหาร เป็นจังหวัด Top 3 ที่ผู้ขายไลฟ์ และสร้างรายได้มากที่สุดในภาคอีสาน ด้วยการเล่าเรื่องที่มีเสน่ห์ และสร้างความไว้วางใจก็สามารถสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งได้

    สินค้า Top 3 ของผู้ประกอบการ OTOP ที่่ขายดีที่สุดของภาคอีสาน

    แหนมหนังหมูแท่งพร้อมรับประทาน: รสชาติอร่อย
    ปลาร้าหอมทรงเครื่อง: หอมกลิ่นข้าวคั่ว ใส่ส้มตำหรือแกงก็อร่อย
    หม่ำเนื้อ: มรดกการถนอมอาหารของนายพรานที่กลายเป็นสินค้าขายดี

    เสน่ห์ของ OTOP ภาคอีสาน ‘ความเป็นตัวตน’ ที่สร้างเศรษฐกิจชุมชนดิจิทัลอย่างแท้จริง

    โอทอปบ้านซ่ง – ต่อยอด ‘วิถีชีวิต’ ให้เป็น ‘ธุรกิจ’ เริ่มจากความเห็นใจ สู่การสานต่อ ‘ความภูมิใจ’ ของชาวอีสาน

    ร้านโอทอปบ้านซ่งไม่ใช่แค่ร้านขายของฝากทั่วไป แต่คือร้าน OTOP เบอร์หนึ่งของจังหวัดมุกดาหาร และยังเป็นแหล่งรวมผลงานสร้างสรรค์ที่มาจากชุมชน เพราะทางร้านเปิดโอกาสให้ชาวบ้านนำสินค้าที่ผลิตเองมาวางจำหน่ายโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่มรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังได้กลายเป็น ‘พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ’ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน

    “พวกเราไม่ได้แค่ทอผ้า ขายเสื้อผ้า แต่พวกเรากำลังช่วยกันสืบสานภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย เพื่อสร้างรากฐานและส่งต่อให้กับลูกหลานในอนาคต” คุณฟ้า-อนงค์นาถ น้อยทรง ทายาทโอทอปและเจ้าของช่อง โอทอปบ้านซ่ง ผ้าฝ้ายทอมือมุกดาหาร กล่าว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาภูมิปัญญาไทยไว้ในยุคดิจิทัล

    เรื่องราวเริ่มต้นจากความเห็นใจที่จุดประกายไอเดียการทำธุรกิจเพื่อชุมชน “ตอนแรกที่บ้านขายเสื้อลูกไม้ที่เป็นผ้าทอโรงงาน แต่พอย้ายมาอยู่ที่มุกดาหาร วันหนึ่งเจอคุณยายอายุมาก หอบผ้าฝ้ายทอมือมาขาย บอกว่าไม่มีที่จะขาย อยากได้เงินไปจุนเจือครอบครัว ทำให้คุณแม่เกิดความเห็นใจจึงรับซื้อไว้” คุณฟ้าเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนทิศทางการทำธุรกิจครั้งสำคัญ

    จากประสบการณ์ครั้งนั้น กลายเป็นไอเดียพัฒนาและออกแบบเสื้อผ้าฝ้ายขึ้นมาใหม่ ปัจจุบันนี้ขายผ้าฝ้ายเป็นหลักเกือบ 100% คุณฟ้ามองว่าผ้าฝ้ายทอมือด้วยกี่โบราณเป็นผลงานระดับ masterpiece ที่ต้องอาศัยทักษะการทอและความประณีตขั้นสูง เธอจึงนำมาผนวกเข้ากับลวดลายการออกแบบที่เป็นอัตลักษณ์ของทางร้าน ตกแต่งด้วยกระดุมปั๊ม ผสมผสานความดั้งเดิมกับความร่วมสมัยปรับแต่งเป็นสไตล์ “ผ้าต่อแต่งลาย”

    “ร้านเราเปิดมาประมาณ 20 กว่าปีแล้ว แต่เริ่มจับผ้าฝ้ายจริงจังประมาณ 10 ปี ตอนนี้ทำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จุดเด่นสำคัญคือการสร้างกลุ่มทอผ้าของตนเองขึ้นมา ช่างทอส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 50-80 ปี ทั้งหมดเป็นคนในชุมชน เพราะที่มุกดาหาร 70% ของทุกบ้านต้องมีกี่ทอผ้า การทอผ้าเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน”

    เสียงกี่ทอที่เกือบหายไป จนมาเจอกับโควิด

    แม้ผ้าฝ้ายทอมือจะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต แต่ภูมิปัญญานี้กำลังเผชิญความท้าทาย “เด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่อยากทำงานทอผ้า มองว่ารายได้น้อย เลยเลือกไปทำงานโรงงานกันหมด ช่างทอก็มีคนทำน้อยลง หมดรุ่นนี้ก็คือความท้าทายมาก” เธอเล่าว่าผ้าหนึ่งเมตรมีราคารับซื้อเริ่มต้นตั้งแต่ราว 80 บาท จนถึงหลายร้อยบาท ขึ้นอยู่กับลวดลายและความยากง่าย แต่เบื้องหลังราคานั้นคือชั่วโมงของความพยายาม ความชำนาญ และความรักในงานทอที่สั่งสม และส่งต่อมาหลายชั่วอายุคน

    “ก่อนหน้านี้เราเน้นขายผ่านหน้าร้านเป็นหลัก โดยออกงานร่วมงานกับกรมพัฒนาชุมชน แต่พอโควิดมา งานทุกงานถูกยกเลิก เราเลยต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาส หันมาขยายสู่ตลาดออนไลน์และก้าวเข้าสู่วงการ Shoppertainment กับ TikTok Shop”

    ใช้ TikTok Shop เป็น ‘เวทีเล่าเรื่องราว’ มากกว่าแค่การขาย

    “เพิ่งเริ่มทำ TikTok ไม่ถึงปี ก็สามารถสร้างรายได้ต่อเดือนระดับเลขหกหลัก นับว่าเกินกว่าที่คาดมากค่ะ” คุณฟ้าเล่า “คลิปแรกๆ ถ่ายเองง่ายๆ ด้วยมือถือเครื่องเดียว ไม่มีการ set อะไรเป็นพิเศษ แต่เน้นสื่อสารด้วยความจริงใจ หลักๆ ใช้ Short Video ทำคอนเทนต์ให้เห็นเบื้องหลังการทำงานของพี่ๆ ทั้งช่างเย็บ ช่างทอ หรือวิธีการย้อมผ้า และโปรโมทสินค้าเพื่อรับออเดอร์”

    “Short Video ช่วยให้สามารถบรรยายสรรพคุณสินค้า สร้างเรื่องราวให้ลูกค้าได้รับรู้ที่มาที่ไป ช่วยปิดการขายได้เร็วขึ้น เพราะลูกค้าอยากได้ตอนนั้นเลยขณะชมคลิป เราก็ติดตะกร้าต่อได้เลยจบครบที่เดียว” เมื่อเห็นเบื้องหลังการทำงานของชุมชน ลูกค้าเกิดความรู้สึกอยากอุดหนุน ยอดขายจึงดีขึ้นอย่างชัดเจน

    TikTok Shop ช่วยเปลี่ยนเกมผ้าไทยในโลกดิจิทัล

    “TikTok Shop ช่วยให้เราเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้นจาก การเล่าเรื่องราว ลูกค้าเห็นสินค้าจริง ถาม-ตอบกันตรงนั้น สร้างความไว้วางใจได้ทันที

    ระบบหลังบ้านของ TikTok Shop ก็ช่วยลดภาระได้มาก ระบบจัดส่งและการชำระเงินก็ง่าย และราบรื่น สิ่งที่พิเศษที่สุดคือการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยคิดว่าจะเข้าถึงได้ เช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เคยคิดว่าผ้าไทยใส่ไม่เท่ แต่พอเห็นคลิปการทอ เห็นลวดลายการออกแบบ ก็ซื้อไปใส่ และถ่ายรูปโพสต์อย่างภูมิใจ”

    “หัวใจของ OTOP คือ ‘ภูมิปัญญา’ หัวใจของ TikTok Shop คือ ‘สร้างการเข้าถึง’ เป็นสะพานเชื่อมต่อส่งเสริมซึ่งกันและกันที่ดีเยี่ยม”

    ปรากฏการณ์ “ผ้าทอ 1 ผืน” ส่งต่อรายได้ไป “ทั้งชุมชน”

    “ยิ่งพอเข้าสู่ตลาดออนไลน์ การทอผ้ากลับกลายเป็นอาชีพที่มั่นคงของหลายครอบครัว จากเดิมที่ทำเป็นงานอดิเรกหลังทำไร่ทำนา แต่ปัจจุบันทำตามยอดออเดอร์ที่เข้ามา แต่สิ่งสำคัญคือรายได้นี้ไม่ได้ถูกกระจุกตัวอยู่ที่ใครคนเดียว แต่กระจายต่อไปสู่คนในชุมชนอย่างทั่วถึง”

    คุณฟ้ามองว่าผ้าทุกผืนไม่ได้เพียงแค่สร้างรายได้ให้กับร้านเท่านั้น แต่ยังสร้างงาน สร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้กับชุมชน ปัจจุบันทางร้านทำงานร่วมกับช่างทอผ้ามากกว่า 20 ชีวิต ช่างเย็บผ้า 15 คน และทีมงานแอดมินหน้าร้าน 5 คน รวมทั้งหมดกว่า 40 ครอบครัวที่มีรายได้จากเสื้อผ้าบ้านซ่ง

    เอกลักษณ์ที่แตกต่าง: “ผ้าต่อแต่งลายที่ทันสมัย”

    “ที่ร้านเราไม่ได้ตัดเสื้อสีเดียว รายเดียว ยกโหล แต่จะตัดแนวผสมผสานลวดลายสีอื่นๆ เข้าไป เน้นเป็นผ้าต่อแต่งลายร่วมสมัย และบางชิ้นมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก” คุณฟ้าอธิบาย “เราต้องคิดอยู่เสมอว่าทำยังไงให้เสื้อ OTOP ไม่เชย ต้องมีไอเดียหรือลายใหม่ๆ ที่อินเทรนด์เข้ามาในหัวเสมอ”

    นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆ ทำจากเศษผ้า “เราไม่ต้องการให้มีอะไรถูกทิ้งไปเปล่าโดยประโยชน์ แม้แต่เศษผ้าเล็กๆ ก็จะถูกนำมาผลิตเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น พวงกุญแจ ยางรัดผม ดอกมุกดาสวรรค์ที่เป็นผลงานที่น่าภูมิใจ” การทอผ้ายังใช้เทคนิค “การทอเกาะหรือล้วง” ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของบ้านซ่ง

    Positive Impact ที่ยิ่งใหญ่กว่ายอดขาย

    ความสำเร็จของร้านโอทอปบ้านซ่งเป็นมากกว่าเรื่องของตัวเลขและรายได้ “เด็กรุ่นใหม่เริ่มกลับมาสนใจผ้าฝ้ายทอมืออีกครั้ง มีคนอายุ 20 กว่าทักมาถามว่าอยากมาเรียนทอผ้าได้ไหม มันเป็นเสมือนความภูมิใจเล็กๆ ที่มอบพลังที่ยิ่งใหญ่ให้เรา”

    ชาวบ้านมีเงินส่งลูกหลานเรียน ปลูกบ้านหลังใหม่ ส่วนเด็กๆ ก็สนใจและมองว่าอาชีพนี้มีอนาคต โดยใช้ฝีมือคน ที่ AI ก็แทนไม่ได้ คนในหมู่บ้านก็ทำงานร่วมกันเป็นทีม มีการใช้ฝ้ายออร์แกนิก สีธรรมชาติ ไม่มีสารเคมี เป็นความมุ่งมั่นที่แท้จริงในการรักษาสิ่งแวดล้อม”

    Quick Win: ความจริงใจและการเล่าเรื่องราว

    “คลิปที่ปังที่สุดไม่ใช่คลิปที่ถ่ายได้สวยที่สุด แต่เป็นคลิปเล่าเรื่องที่จริงใจ แสดงถึงกระบวนการจริง คนดูจะรู้ว่าเราทำจากใจ” และต้องเปลี่ยนจากการขายสินค้าโดยตรง มาเป็น การขายเรื่องราว เน้นสร้างความรู้ คู่ความบันเทิง “เพราะคนไม่ได้แค่อยากซื้อชุดไปใส่อย่างเดียว แต่ซื้อเรื่องราวไปบอกเล่าต่อ ซื้อความภูมิใจ ซื้อการเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย”

    เติบโตไปพร้อมกับชุมชน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    “เราอยากให้ชุมชนของเราเติบโตไปด้วยกัน เราไม่ได้แค่อยากขายผ้าหรือทำกำไรเพียงอย่างเดียว และอยากดึงคนรุ่นใหม่ๆ ให้กลับมาพัฒนาบ้านซ่งของเราด้วยกัน”

    เป้าหมายในอนาคตมีตั้งแต่ขยายจำนวนช่างทอ เปิดร้านให้เป็นแหล่งเรียนรู้สอนทอผ้าให้คนรุ่นใหม่ฟรี ตั้งกองทุนชุมชน จัดหาประกันสังคมและสวัสดิการให้ช่างทอผ้า และสร้างค่านิยมด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “ทุกออเดอร์ที่เพิ่มขึ้น เท่ากับเราได้สร้างงานสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างโอกาสให้ทุกๆ คน”

    หนึ่งในภารกิจของคุณฟ้าคือการเป็น “พี่เลี้ยง” ถ่ายทอดความรู้ “ฟ้าสามารถสอนทำตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต และสอนทำตลาดออนไลน์ เป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดความรู้ สอนหมดทุกอย่างเพื่อสร้างชุมชนผู้ประกอบการ OTOP ให้เติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป”

    ฝากถึงคนรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการ: “เรียนรู้ และลงมือทำเลย”

    คุณฟ้าฝากถึงคนรุ่นใหม่ให้ลองกลับมาทำงานที่บ้านเกิดมากขึ้น มีรายได้ที่พอๆ กันกับทำงานที่เมืองหลวง แต่ได้อยู่กับครอบครัว ค่าครองชีพต่ำ และยังได้สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างงาน สร้างคุณค่าให้ตัวเอง

    สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังลังเลในการทำธุรกิจออนไลน์ก็อยากให้เรียนรู้และลงมือทำไปพร้อมกัน “มีมือถือเครื่องเดียวก็ถ่ายคลิปได้แล้ว แสดงความเป็นตัวเอง ไม่ลอกเลียนแบบใคร หาจุดเด่นของเราให้เจอ การรอจนกว่าทุกอย่างจะพร้อมสมบูรณ์แบบอาจทำให้พลาดโอกาสดีๆ ที่เข้ามา”

    หม่ำยิ่งเจริญ – โมเดล OTOP อีสาน 4.0 พาเศรษฐกิจชุมชนโตด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน และพลังของคอนเทนต์

    คุณเศรษฐพล นิยมพงษ์ หรือคุณสา เจ้าของแบรนด์ และช่อง “หม่ำยิ่งเจริญ” เล่าเรื่องราวของ “หม่ำยิ่งเจริญ” ที่เริ่มต้นจากมรดกทางวัฒนธรรมของภาคอีสานที่เรียบง่าย คือการถนอมอาหารของของชาวอีสานมายาวนาน และเปลี่ยนให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้วยพลังของคอนเทนต์

    โมเดล OTOP DIGITAL ของชุมชนบ้านเกิด

    คุณสาเริ่มธุรกิจขายหม่ำจากหน้าร้านเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ทำให้หน้าร้านเปิดขายไม่ได้ คุณสาจึงหันมาบุกตลาดออนไลน์ ด้วยคุณภาพของสินค้าที่ใช้แต่ของดี เนื้อดี วัตถุดิบดี และคุณสาก็ได้พัฒนาสูตรมาโดยตลอด จึงทำให้หม่ำยิ่งเจริญเป็นกระแสไวรัลบน TikTok

    “ปกติเราขายได้วันละ 200 กิโล ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเป็นของฝาก และพบว่า TikTok Shop คือ “เกมเชนเจอร์” ที่สร้างยอดขายหลักให้ธุรกิจถึงเดือนละหกถึงเจ็ดหลัก ความสำเร็จที่สำคัญมาจากจุดแข็งของแพลตฟอร์มที่เน้นคอนเทนต์วิดีโอ และ Affiliate Creator ที่ผู้ประกอบการไม่ต้องลงทุนทำการตลาดเอง และมีโอกาสเข้าถึงผู้คนได้มหาศาล

    “ถ้าวันไหนที่มีครีเอเตอร์ไลฟ์ยอดขายอยู่ประมาณวันละ 300-400 ออเดอร์ แต่ถ้าไม่มีคนไลฟ์มันก็จะอยู่ประมาณ 100-200” โดยสำหรับร้าน ‘หม่ำยิ่งเจริญ’ สัดส่วนรายได้จากครีเอเตอร์และการขายเองในช่องอยู่ที่ประมาณครึ่งต่อครึ่ง”

    กดสูตรความสำเร็จ: Identity + ความจริงใจ + ประสบการณ์ลูกค้า

    สินค้า OTOP มี ‘อัตลักษณ์ที่ชัดเจน’ เราต้องนำสิ่งนี้มาสร้างเป็นคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์ คุณสาได้วางรากฐานของคอนเทนต์นี้ไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น คอนเทนต์เชิงวัฒนธรรมจึงไม่ใช่แค่การขาย “หม่ำ” แต่คือการขาย “ภูมิปัญญา” ที่อยู่เบื้องหลัง

    “แทนที่จะพูดแค่ว่า “หม่ำของเราอร่อย” เราก็สร้างคอนเทนต์ที่เล่าเรื่องราวของ “หม่ำ” ที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการกินของคนอีสาน เช่น การทำคลิปสั้นสอนวิธีนำหม่ำไปประกอบอาหารเมนูต่างๆ หรือการไลฟ์สดกินข้าวเหนียวกับหม่ำในบรรยากาศแบบอีสานแท้ๆ แบบจริงใจ

    คอนเทนต์เหล่านี้ช่วยยกระดับสินค้าจาก “ของกิน” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์” ลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่หม่ำ แต่กำลังซื้อ “ความเป็นอีสาน” ที่พวกเขาอยากสัมผัส ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าทางอารมณ์ให้กับพวกเขา

    พลังของคอนเทนต์ บน TikTok Shop ที่สร้างการเข้าถึงคนได้ไม่จำกัด

    อะไรคือ “สูตรลับ” ที่ทำให้แบรนด์ท้องถิ่นปังได้ขนาดนี้? คุณสาบอกว่ามันคือ “พลังของคอนเทนต์” ที่เข้าถึงคนได้แบบไม่จำกัด และ Affiliate จาก TikTok Shop ที่สร้างยอดขายปังโดยที่แบรนด์ลงทุนน้อยมาก

    นอกจากนี้ ปัจจัยที่ดึงดูดลูกค้าและช่วยให้ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นคือคูปองที่สนับสนุนร้านค้า ขณะเดียวกันก็ได้รับความสะดวกสบายในการทำคอนเทนต์ โดยไม่ต้องใช้โปรแกรมซับซ้อนบน TikTok Shop คุณสากล่าวว่า “ชอบฟีเจอร์ถ่ายทำอัตโนมัติที่รวดเร็ว ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาทำคอนเทนต์ แล้วเอาเวลาไปคิดเรื่องการพัฒนาสินค้าและการตลาด”

    เติบโตและยั่งยืนไปกับชุมชน

    วิสัยทัศน์ของคุณสาไม่ใช่แค่ “รวยเดี่ยว” แต่คือการ “โตยกทีม” คุณสาสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนทุกวัน เช่น เมนูแจ่วบองทรงเครื่องเมนูเดียว คุณสาก็รับซื้อตะไคร้จากชาวบ้านวันละ 30 กิโลกรัม (กิโลละ 15 บาท) และใบมะกรูดอีกวันละ 3 กิโลกรัม (กิโลละ 60 บาท) เพื่อเป็นการอุดหนุนเกษตรกรในชุมชน และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    คุณสายังมีแผนที่จะอัปเกรดร้านตัวเองให้เป็น “ฮับ OTOP ชัยภูมิ” เพื่อเป็นช่องทางให้เพื่อนบ้านกลุ่มอื่นๆ กระจายสินค้า เช่น กระติบข้าว หวด และงานจักสาน ที่ขายทั้งหน้าร้านและบน TikTok Shop ผลักดันให้สินค้าในชุมชนโตไปด้วยกัน

    คุณสาเล่าว่าหัวใจของความยั่งยืนคือการ “สร้างงานที่บ้านเกิด” ปัจจุบันโรงงานของคุณสามีพนักงาน 20 ชีวิต ที่เป็นคนในพื้นที่ทั้งหมด มีฟาร์มวัวควายของตัวเองกว่า 30 ตัว ที่นา 50 ไร่ เพื่อผลิตข้าวเหนียวนึ่งขายเอง และนำรำข้าวที่สีได้กลับไปเลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม เพื่อเป็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน

    การเติบโตของ OTOP ภาคอีสานที่ไปไกลกว่าตัวเลข

    การเติบโตของ OTOP ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบน TikTok Shop เป็นมากกว่าเรื่องของตัวเลขและรายได้ มันคือ “เรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงชีวิต ของการที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นพบกับนวัตกรรม และของการที่ชุมชนรากหญ้าก้าวสู่เวทีโลก”

    จากแหนมแท่งชัยภูมิ ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ผ้าฝ้ายทอมือจากมุกดาหาร หม่ำเนื้อจากชัยภูมิ ทุกเรื่องราวพิสูจน์ว่าเมื่อเทคโนโลยีถูกใช้อย่างถูกทาง มันไม่ได้ทำลายสิ่งที่มีอยู่ แต่กลับช่วยขยายขีดความสามารถและเสริมสร้างคุณค่าของชุมชนที่มีอยู่แล้วให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ปรากฏการณ์นี้เป็นเสียงสะท้อนที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยคือดินแดนแห่งโอกาส และ TikTok Shop คือกุญแจที่ปลดล็อคศักยภาพอันไม่จำกัดของผู้ประกอบการไทยทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีรากฐานมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมที่หลากหลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1549928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ip-gJeHSm0zAkeAZceHia

  • ทำไมหุ้น SISB ยังโตได้ ? กลางวิกฤติปิดโรงเรียนไทย

    ทำไมหุ้น SISB ยังโตได้ ? กลางวิกฤติปิดโรงเรียนไทย

    ในวันที่ข่าว “โรงเรียนปิดตัว” ปรากฏบนหน้าข่าวสื่อไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุและผลมากมายหลายหลาก ทั้งงานบริหารบ้าง ปัญหาเศรษฐกิจ ตลอดจนอัตราการเกิดของเด็กที่ลดลงอย่างต่อเนื่องซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาโครงสร้างของประเทศในอนาคต

    หลายคนอาจคิดว่านี่คือสัญญาณลบของระบบการศึกษาประเทศไทย แต่สำหรับ “ยิว ฮอค โคว” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB ผู้บุกเบิกโรงเรียนนานาชาติสัญชาติไทยรายแรกที่เข้าตลาดหุ้น นี่ไม่ใช่วิกฤติแต่มันคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของดีมานด์การศึกษาไทย

    และ “ยิว ฮอค โคว” ไม่เคยหลบหลังปัญหา แต่กลับเลือก “สร้างอนาคตใหม่” ขึ้นมาแทน

    ภาพ SISB

    จากข่าวปิดโรงเรียน สู่โรงเรียนที่ผู้ปกครองต้องการ!

    3 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนเอกชนหลายแห่งทยอยปิดตัวทั้งเพราะเศรษฐกิจที่กดทับครัวเรือน หนี้เกือบ 90% ของ GDP รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่สิ่งที่สะท้อนชัดที่สุดคือ ผู้ปกครองยอมลดค่าใช้จ่ายหลายอย่าง แต่ไม่ลดมาตรฐานการศึกษาให้ลูกอีกต่อไป

    ความต้องการ “คุณภาพจริง” และ “ความแตกต่างชัดเจน” กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่โรงเรียนไทยส่วนหนึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ได้เหมือนเคย นี่คือช่องว่างที่ทำให้ SISB โดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน

    ภาพ SISB

    จากโรงเรียนเล็กๆ สู่เครือข่ายอินเตอร์ที่แกร่งที่สุดในไทย! 

    ย้อนกลับไปปี 2544 โรงเรียน SISB เปิดให้บริการเป็นครั้งแรกที่ประชาอุทิศ พร้อมแนวคิดที่ไม่เหมือนใครในยุคนั้น คือ การนำหลักสูตรแบบผสมผสานจากหลักสูตรของประเทศสิงคโปร์ หลักสูตรของสหราชอาณาจักร และ หลักสูตรของ International Baccalaureate Organization ทำให้โรงเรียนไม่ได้โดดเด่นแค่ “นานาชาติ” แต่โดดเด่นด้านคุณภาพการเรียนรู้จริง

    วันนี้ SISB เดินทางเข้าสู่ปีที่ 25 มีนักเรียนประมาณ 4,600 คน กระจายอยู่ใน 6 วิทยาเขต ได้แก่ ประชาอุทิศ, สุวรรณภูมิ, ธนบุรี, เชียงใหม่, นนทบุรี และ ระยอง พร้อมกับการสร้างโรงเรียนแห่งที่ 7 ด้วยโมเดลใหม่ที่ “เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในราคาย่อมเยา”

    ท่ามกลางภาพรวมอุตสาหกรรมที่นักเรียนรวมทั้งประเทศเพียง 80,000 คน และการเติบโตลดลงเหลือ 1-2% ต่อปี SISB ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่รายที่โตสวนกระแส แม้จะช้าลงตามภาวะเศรษฐกิจ

    ภาพ SISB

    ทำไม SISB ยืนหนึ่งในวันที่โรงเรียนอื่นปิดตัว ?

    1) เพราะผู้นำไม่เชื่อในคำว่า “พอแล้ว”

    “ยิว ฮอค โคว” เผยในงาน Opportunity Day ด้วยวาง SISB ไม่ใช่แค่ “ธุรกิจโรงเรียน”

    • คุณภาพ คือ หัวใจของโมเดล
    • ครูที่คัดมาพิเศษ หลักสูตรที่ปรับตามเทรนด์โลก และการลงทุนระยะยาวที่ไม่ลดคุณภาพแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว

    เขาเชื่อว่าถ้าคุณภาพชัดเจน ผู้ปกครองจะไม่ทอดทิ้งโรงเรียน

    2) เพราะบริหารแบบบริษัทมหาชน แต่หัวใจคือครูและเด็ก

    • การจัดการต้นทุน
    • การลงทุน
    • พร้อมเงินสดกว่า 2,000 ล้านบาท
    • ทั้งหมดถูกวางแผนแบบมืออาชีพ

    ขณะเดียวกัน การรักษาครูคุณภาพ การออกแบบหลักสูตร และการดูแลนักเรียน ถูกวางเป็น “หัวใจ” ที่ไม่ยอมให้กระทบแม้แต่น้อย

    3) เพราะรู้ทันโลกการศึกษา-ปรับก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยน

    • เด็กเล็กเริ่มเข้าร.ร.ช้าลง
    • นักเรียนจีนย้ายกลับประเทศ
    • ผู้ปกครองต้องปรับตัวเรื่องค่าใช้จ่าย

    SISB ตอบโจทย์ทั้งหมดด้วยโรงเรียนแห่งที่ 7 โมเดลใหม่ที่ “เข้าถึงได้” แต่ยังคงมาตรฐาน SISB ตั้งค่าเทอมถูกลง 30 – 40% เลือกทำเลที่ดีแถวปทุมธานีคลอง 3 ด้วยประชากรจำนวนมาก แต่กลับไม่มีโรงเรียนอินเตอร์ และใช้ครูเอเชียและครูไทยจบต่างประเทศเพื่อลดต้นทุน

    ภาพ SISB

    นี่ไม่ใช่การลดคุณภาพ แต่เป็นการออกแบบใหม่เพื่อความยั่งยืนของครอบครัวไทย!

    โรงเรียนปิดตัวเพราะแพ้แรงกดดัน แต่ SISB เติบโตเพราะ “ปรับก่อนใคร” ในวันที่โรงเรียนจำนวนมากต้องเลือกปิด

    แต่.. SISB กลับเลือก “ขยาย”

    • ประชาอุทิศ เฟส 3 มูลค่า 255 ล้านบาท
    • โรงเรียนแห่งที่ 7 เปิดบริการเดือน สิงหาคม 2570
    • โรงเรียนแห่งที่ 8 เปิดบริการปี 2572
    • พร้อมกับแผนเปิดโครงการ 9,10,11 อย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่หลายโรงเรียนยังหาทางรอด SISB หาทาง “นำตลาด” แทนการตามตลาด

    ภาพ SISB

    ผลลัพธ์ชัดเจน ธุรกิจเติบโต แม้เศรษฐกิจไม่เป็นใจ!

    แม้ในไตรมาส 3/2568 มีนักเรียนลดลง 82 คน แต่รายได้ยังเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) EBITDA เฉลี่ย 45% กำไรสุทธิเฉลี่ย 35%

    และแม้ระยองจะยังไม่กำไรสุทธิ แต่ผ่านจุดต่ำสุดแล้วและกลับมาเติบโตได้ในปีหน้า SISB ไม่ได้เติบโตเพราะโชค แต่เติบโตเพราะกล้าทำในสิ่งที่ตลาดกลัว

    ภาพ SISB

    จากคลื่นการปิดโรงเรียน สู่ยุคใหม่ของการศึกษาไทย

    ย้อนกลับไปดูภาพใหญ่ การปิดโรงเรียนไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือการเปลี่ยนผ่านจากโรงเรียนที่เหมือนกันไปหมด สู่ยุคที่คุณภาพและความชัดเจนมีค่าที่สุด

    และนี่คือสิ่งที่ทำให้ SISB โดดเด่น เพราะในวันที่โรงเรียนจำนวนมากกำลังหายไปจากระบบ SISB กลับขยาย เพราะพวกเขาไม่ได้แค่เปิดโรงเรียน แต่กำลังออกแบบอนาคตการศึกษาไทย

    และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ผู้นำที่ชื่อว่า “ยิว ฮอค โคว” ผู้ที่เชื่อว่าการศึกษาไทยสามารถดีกว่านี้ได้อีกมากหากไม่หยุดพัฒนา.

    ภาพ SISB

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/734406&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UEXpeIa01mP0WU0HQdplz

  • ครม. แต่งตั้ง ‘ผู้ว่าฯ 18 จังหวัด’ โยกย้าย 20 ผู้บริหารระดับสูง มท.

    ครม. แต่งตั้ง ‘ผู้ว่าฯ 18 จังหวัด’ โยกย้าย 20 ผู้บริหารระดับสูง มท.

    ทั่วไป

    02 ธ.ค. 2025 เวลา 19:11 น.

    มติ ครม. วันนี้ (2 ธ.ค. 68) เคาะใหญ่ แต่งตั้ง ‘ผู้ว่าฯ 18 จังหวัด’ พร้อมขยับ 20 ผู้บริหารระดับสูง มหาดไทย โยกย้ายรับปีงบ 69

    วันนี้ (2 ธ.ค. 68) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี มีมติ แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ หลายตำแหน่ง ดังนี้

    แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษาธิการ)

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้ง นางสาวรุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง) สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงยุติธรรม)

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง นายมานะ ศิริพิทยาวัฒน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
     

    บรรจุบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญงานสูง เข้ารับราชการและแต่งตังให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ)

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอบรรจุ นางปารีณา ศรีวนิชย์ ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญงานสูงเข้ารับราชการ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านวิจัยและพัฒนาวิชาการพระพุทธศาสนา (นักวิชาการศาสนาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในตำแหน่งที่ว่าง 

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงมหาดไทย)

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิมได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่น และเกษียณอายุราชการในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 20 ตำแหน่ง ดังนี้

    1. ให้นายพชรเสฏฐ์ บุญศิริสาริศา ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดอุตรดิตถ์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
     

    2. ให้นางสาวสุพัตรา คล้ายทิม ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดกำแพงเพชร ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    3. ให้นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดราชบุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาญจนบุรี

    4. ให้นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดกาฬสินธุ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาฬสินธุ์

    5. ให้นางสาวฉัตรประอร นิยม ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดฉะเชิงเทรา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา

    6. ให้นายภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดนครนายก ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดชัยนาท

    7. ให้นายบุญช่วย หอมยามเย็น ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดตาก ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนราธิวาส

    8. ให้นายสุรพล เจริญภูมิ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดบึงกาฬ

    9. นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดพะเยา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพะเยา

    10. ให้นายสุจินต์ วาจากิจ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดพัทลุง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพัทลุง

    11. ให้นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดนครสวรรค์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดมหาสารคาม

    12. ให้นายก้องสกุล จันทราช ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดยะลา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดยะลา

    13. ให้นายราชัน มีน้อย ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดระนอง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดระนอง

    14. ให้นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดเชียงใหม่ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลพบุรี

    15. ให้นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดลำพูน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลำพูน 

    16. ให้นายคณิต คงช่วย ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสตูล ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสตูล

    17. ให้นายอำนาจ เจริญศรี ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสมุทรสาคร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสมุทรสาคร

    18. ให้นายวราดิศร อ่อนนุช ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสิงห์บุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสิงห์บุรี

    19. ให้นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสุรินทร์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุรินทร์

    20. ให้นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดอำนาจเจริญ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอำนาจเจริญ

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

    แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

    1. นายโกมล พรมเพ็ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

    2. นางธารินี แสงสว่าง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทร่วง 

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ)

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ชารัมย์) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นายณัฐวุฒิ เปลื้องทุกข์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง 

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง 
    (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    อนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ครั้งที่ 2 

    คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ต่อไปอีก 1 ปี เป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1210305&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-24zTAmZGmeLdbRPEZ8p9