Blog

  • 5 พิกัดชมนกนางนวลใกล้กรุงเทพฯ รับลมหนาว

    5 พิกัดชมนกนางนวลใกล้กรุงเทพฯ รับลมหนาว

              แนะนำจุดชมนกนางนวล ต้อนรับลมหนาว ชมฝูงนกนางนวลบินโฉบเหนือผืนน้ำ เพลินกับวิวริมน้ำ แหล่งพักผ่อนชมธรรมชาติ ใกล้กรุงเทพฯ

              หน้าหนาว 2568 มาถึงแล้ว นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมนกนางนวล โดยเฉพาะที่บางปู สมุทรปราการ ได้ขึ้นชื่อว่ามีจุดชมนกนางนวลยอดนิยม แต่นอกจากที่แห่งนี้ก็ยังมีจุดชมอื่น ๆ ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ว่าแต่จะมีจุดชมนกนางนวลจุดไหนบ้างนั้น วันนี้เรามีพิกัดมาบอก เผื่อไว้จะได้ไปเช็กอิน เป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่ทั้งสนุกและผ่อนคลายในช่วงหน้าหนาวนี้

    นกนางนวล เดือนไหน 2568

              สำหรับปี 2568 นกนางนวลจะเริ่มอพยพมาที่ชายฝั่งไทยตั้งแต่เดือนตุลาคม-เมษายน ของทุกปี โดยเฉพาะช่วงพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ จะมีฝูงนกนางนวลจำนวนมากที่สุด เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากชมฝูงนกสวย ๆ บินโฉบไปมาริมชายฝั่ง หรือถ่ายภาพสวย ๆ ของธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถเดินเล่น พักผ่อนริมทะเล และสัมผัสบรรยากาศเย็นสบายของฤดูหนาวได้ด้วย

    นกนางนวล

    นกนางนวล ดูที่ไหนได้บ้าง

              นักท่องเที่ยวที่อยากชมนกนางนวล มักเดินทางไปตามชายฝั่งทะเลและแหล่งน้ำใกล้ชายฝั่ง ซึ่งเป็นจุดที่นกอพยพมาพักอาศัยและหาอาหารได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีปากแม่น้ำเจ้าพระยา ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี-ระยอง และชายฝั่งทะเลภาคใต้บางแหล่ง ที่นักดูนกและนักถ่ายภาพนิยมไปเยือน เพื่อสัมผัสฝูงนกนางนวลในธรรมชาติอย่างเต็มที่ สำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ แนะนำให้ไปสถานตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เพราะเป็นจุดชมฝูงนกนางนวลยอดนิยม เพราะเดินทางสะดวก และสามารถชมฝูงนกบินโฉบไปมาได้อย่างใกล้ชิด

    นกนางนวล

    จุดชมนกนางนวล

    1. สะพานแดง จุดชมวิวปลาโลมา จังหวัดสมุทรสาคร

              จุดหมายของนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติที่อยากชมฝูงนกนางนวล บินโฉบไปมาอย่างใกล้ชิด สะพานสีแดงโดดเด่นทอดยาวเหนือผืนน้ำ ทำให้มุมมองรอบ ๆ งดงามเหมาะกับการถ่ายภาพยามเช้าและเย็น ในช่วงฤดูหนาว ฝูงนกนางนวลจะมาอวดโฉมจำนวนมาก เพิ่มชีวิตชีวาให้กับวิวริมทะเล เสียงนกร้องและลมเย็นพัดผ่านสร้างบรรยากาศสงบ และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของธรรมชาติ เหมาะสำหรับทั้งการพักผ่อน เดินเล่น ชมพระอาทิตย์ตก หรือแค่หยุดเวลาแล้วปล่อยให้สายตาล่องลอยไปกับฝูงนกที่โฉบบินเหนือสะพานแดง

    จุดชมนกนางนวล สะพานแดง จังหวัดสมุทรสาคร

    • ที่อยู่ : ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

    2. วัดศรีสุทธาราม จังหวัดสมุทรสาคร

              จุดชมวิวนกนางนวลจุดนี้อยู่ใกล้กับวัดศรีสุทธาราม (วัดกำพร้า) ท่องเที่ยวสามารถมาเพลิดเพลินกับฝูงนกจากสะพานแดงบินมาหาอาหารได้อย่างใกล้ชิด บรรยากาศภายในวัดเงียบสงบและร่มรื่น ทำให้การให้อาหารนกและชมความงามของฝูงนกนางนวลเป็นประสบการณ์ที่ผ่อนคลายและสบายใจ ไม่แออัดเหมือนจุดท่องเที่ยวหลัก อีกทั้งยังได้ชมความงดงามของวัดและฝูงนกที่โฉบบินอย่างสวยงามเหนือสายน้ำ ทำให้ทุกช่วงเวลาที่นี่เต็มไปด้วยความประทับใจ

    • ที่อยู่ : ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

    3. สถานตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการ

              จุดชมนกนางนวลที่ขึ้นชื่อใกล้กรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติและครอบครัว ฝูงนกนางนวลบินโฉบไปมาอย่างสง่างามริมสะพานสุขตา สร้างบรรยากาศผ่อนคลายและร่มรื่นระหว่างเดินเล่น ริมฝั่งน้ำยังมีวิวพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงาม เสียงนกร้องและลมเย็นพัดผ่าน ทำให้ทุกการชมฝูงนกกลายเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสดชื่นและความสุข เหมาะสำหรับถ่ายภาพเก็บความประทับใจ หรือเพียงแค่หยุดเวลาเพื่อปล่อยใจไปกับธรรมชาติอย่างเต็มที่

    จุดชมนกนางนวล สถานตากอากาศบางปู

    ภาพจาก : Santi.m / shutterstock.com

    4. ชุมชนคลองตาก๊ก จังหวัดสมุทรปราการ

              อยู่ในซอยเทศบาลบางปู 126 อยู่ไม่ไกลจากสถานตากอากาศบางปู ชุมชนเล็ก ๆ ที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยเสน่ห์แบบบ้าน ๆ สะพานไม้ทอดยาวออกไปในทะเลเป็นจุดชมนกนางนวล ยอดนิยมในช่วงฤดูหนาว ฝูงนกเริ่มบินกลับมาโฉบไปมาอย่างใกล้ชิด นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายภาพสวย ๆ ของวิวทะเลคู่กับฝูงนก เพลิดเพลินกับลมเย็น เสียงนกร้อง และบรรยากาศสงบที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เป็นจุดเช็กอินที่ทั้งสวยงามและเต็มไปด้วยความประทับใจสำหรับผู้มาเยือนทุกคน

    จุดชมนกนางนวล คลองตาก๊ก

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สปอร์ตไลท์บางปู

    จุดชมนกนางนวล คลองตาก๊ก

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สปอร์ตไลท์บางปู

    • ที่อยู่ : ซอยเทศบาลบางปู 126 อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

    5. ดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม

              อีกหนึ่งจุดชมนกนางนวลที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงฤดูหนาว นักท่องเที่ยวจะได้ชมฝูงนกนางนวลจากมองโกเลียบินโฉบลงมาอย่างใกล้ชิดเหนือผืนน้ำ พร้อมโอกาสให้อาหารด้วยมืออย่างสนุกสนาน ทั้งไส้ไก่ทอดและกากหมูเจียวที่แม่ค้าท้องถิ่นเตรียมไว้ให้ บรรยากาศริมทะเลที่ผสมผสานความสงบของธรรมชาติและสีสันของฝูงนก ทำให้ผู้มาเยือนได้ผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับวิวพระอาทิตย์ตก นับเป็นประสบการณ์ที่ทั้งสนุกและประทับใจ โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงเย็น จะได้เห็นฝูงนกบินโฉบลงมากินอาหารอย่างสวยงามที่สุด

    จุดชมนกนางนวล ดอนหอยหลอด

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Ardy Wirunphat

    จุดชมนกนางนวล ดอนหอยหลอด

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Ardy Wirunphat

    • ที่อยู่ : ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม

              มาสัมผัสเสน่ห์ฝูงนกนางนวลบินโฉบเหนือผืนน้ำ เพลิดเพลินกับบรรยากาศธรรมชาติ สะพานทอดยาว และความสงบที่เติมเต็มวันพักผ่อนในช่วงหน้าหนาวนี้กัน ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพ ที่เที่ยวหน้าหนาว 2568 อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view296967.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01flSZnKX3hjC55MXmv2C6

  • “ลามิน่า”หวั่นผู้บริโภคสับสน ฟิล์มกรองแสงแข่งเดือด “ค่ากันความร้อน” – ไทยรัฐ

    “ลามิน่า”หวั่นผู้บริโภคสับสน ฟิล์มกรองแสงแข่งเดือด “ค่ากันความร้อน” – ไทยรัฐ

    ลามิน่าฟิล์ม” เจ้าตลาดฟิล์มกรองแสง ชี้ตลาดฟิล์มกรองแสงถูกบิดเบือนเรื่องการกันความร้อน ยันต้องใช้ค่าประสิทธิภาพการลดความร้อนจากแสงแดดรวม (TSER) ที่ 90 องศา …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2899431&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a_lwGYzKgnDfBzqs2ENKy

  • จำได้ไหม “ไอน์สไตน์จิ๋ว” ล่าสุดจบฟิสิกส์ ป.เอกแล้วในวัย 15 เผยก้าวถัดไปสุดยิ่งใหญ่

    จำได้ไหม “ไอน์สไตน์จิ๋ว” ล่าสุดจบฟิสิกส์ ป.เอกแล้วในวัย 15 เผยก้าวถัดไปสุดยิ่งใหญ่

    จำได้ไหม “ไอน์สไตน์จิ๋ว” ที่เคยสร้างความฮือฮาจากมันสมองสุดอัจฉริยะ ล่าสุด ก้าวไปอีกขั้น คว้า ป.เอกฟิสิกส์ควอนตัม ในวัย 15 ปี

    ลอเรนต์ ไซมอนส์ เด็กอัจฉริยะชาวเบลเยียม วัย 15 ปี 9 เดือน ผ่านการสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์สาขาฟิสิกส์ควอนตัมที่มหาวิทยาลัยแอนต์เวิร์ป กลายเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ปริญญาเอกด้านนี้ในวัยที่น้อยที่สุดของยุคปัจจุบัน

    โดยย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนชื่อของ ลอเรนต์ เคยถูกขนานนามว่า “ไอน์สไตน์ตัวจิ๋ว” และสร้างความฮือฮาในวงการวิชาการทันที เมื่อเขาแสดงให้เห็นถึงมันสมองอันน่าตกตะลึง ด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญเกินวัย ในเรื่องวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์

    เส้นทางการศึกษาสุดน่าทึ่ง

    ลอเรนต์เริ่มเรียนประถมเมื่ออายุ 4 ขวบ และจบประถมเมื่ออายุ 6 ขวบ ก่อนจะสำเร็จมัธยมปลายเมื่ออายุ 9 ปี ด้วยผลคะแนนสูงสุด จากนั้นเขาคว้าปริญญาโทด้านฟิสิกส์ควอนตัมเมื่ออายุ 12 ปี และปัจจุบันเขาป้องกันปริญญาเอกด้วยหัวข้อเชิงทฤษฎีด้าน Bose polarons ใน superfluids และ supersolids ซึ่งถือเป็นงานวิจัยระดับสูงมาก 

    ความสามารถพิเศษและแรงผลักดันชีวิต

    รายงานระบุว่าลอเรนต์มีไอคิวราว 145 และความจำแบบถ่ายภาพ อาจารย์ที่ปรึกษากล่าวว่าเขาพูดคุยกับลอเรนต์เหมือนคุยกับเพื่อนนักวิจัย ไม่ใช่นักศึกษาทั่วไป จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดเมื่อเขาอายุ 11 ปีหลังสูญเสียปู่ย่า จนนำไปสู่เป้าหมายใหม่คือการศึกษาวิธีต่ออายุยืน เพื่อช่วยให้มนุษย์มีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพขึ้น

    ข้อเสนอจากบริษัทเทค–แต่ครอบครัวยังให้เวลา

    สื่อรายงานว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ และจีนติดต่อครอบครัวเพื่อเสนอทุนและงานวิจัยมูลค่ามากมาย แต่พ่อแม่ของลอเรนต์ปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมดโดยยืนยันว่าต้องการให้ลูกเติบโตตามจังหวะของตัวเอง ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพของเขาและความต้องการของภาควิทยาศาสตร์เชิงพาณิชย์

    แผนการต่อไป ผสานฟิสิกส์กับการแพทย์

    แผนการของลอเรนต์คือการศึกษาต่อในสาขา Medical AI เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการยืดอายุและการรักษาโรคชรา เขามองเป้าหมายนี้ไม่ใช่เพื่อเกียรติยศส่วนตัว แต่เพื่อตอบโจทย์สาธารณประโยชน์และยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ

    มุมมองจากครอบครัว

    พ่อของลอเรนต์กล่าวว่าเขาเห็นลูกสองด้านทั้งเป็นนักวิทยาศาสตร์และเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ครอบครัวจึงยืนยันบทบาทในการให้การดูแลและเวลากับการเติบโต เพื่อไม่ให้ความเร็วของความสำเร็จมาแทนที่การพัฒนาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

    สรุป

    ลอเรนต์ ไซมอนส์ คือปรากฏการณ์เด็กอัจฉริยะที่ไต่จากห้องเรียนอนุบาลสู่ดุษฎีบัณฑิตในเวลาเพียง 11 ปี เขาไม่ได้เป็นเพียงข่าวจากความเร็วทางการศึกษา แต่ยังเป็นตัวอย่างของทิศทางวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่ผสานฟิสิกส์กับเป้าหมายด้านสุขภาพและการแพทย์ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9859946/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UFjIrsEUCwkfHlA6RRbk7

  • ‘ณหทัย’ ชวนคิด ‘วิชาชีวิต’ ในโลกยุคใหม่ ย้ำไทยควรสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่รับมือวิกฤติได้ตั้งแต่วัยเยาว์

    ‘ณหทัย’ ชวนคิด ‘วิชาชีวิต’ ในโลกยุคใหม่ ย้ำไทยควรสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่รับมือวิกฤติได้ตั้งแต่วัยเยาว์

    ‘ณหทัย’ ชวนคิด ‘วิชาชีวิต’ ในโลกยุคใหม่ ย้ำไทยควรสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่รับมือวิกฤติได้ตั้งแต่วัยเยาว์ และพร้อมเป็นแรงสำคัญในการคลี่คลายสถานการณ์วิกฤติ โดยยกตัวอย่างจาก เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

    ณหทัย ทิวไผ่งาม ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียแฟนเพจเฟซบุ๊ก Dr.Nahathai Thewphaingarm เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 โดยระบุว่า ชวนคิด ‘วิชาชีวิต’ ใน โลกยุคใหม่

    ภัยพิบัติและโรคระบาดที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เกี่ยวข้องในวงการการศึกษาคงต้องคิดทบทวนเรื่อง “ความรู้” ที่ควรมีเพื่อการอยู่รอดสถานการณ์ทางธรรมชาติในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรามีบทเรียนตั้งแต่โควิด น้ำท่วม PM แผ่นดินไหว ทุกเหตุการณ์กระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของ “คน” เด็กและเยาวชนหลายคนหลุดออกจากระบบ เพราะครอบครัวเผชิญวิกฤตเราสูญเสีย “ทุนมนุษย์” ไปมากในแต่ละครั้ง เพราะเราไม่ได้เตรียม “ความรู้” ให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่นับวันจะเร็วและรุนแรงขึ้นทุกวัน

    ดิฉันคิดว่าเราคงต้องส่งต่อองค์ความรู้ใหม่ ๆ เช่น วิธีรับมือภัยพิบัติ วิธีใช้เทคโนโลยีเพื่อความอยู่รอด และวิชาชีวิตที่ทำให้เด็กและเยาวชนยัง “ลุกขึ้นได้” เมื่อถูกทดสอบจากปัญหาที่หลากหลายและโดยเฉพาะที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป

    การสอนวิชาชีวิต วิชาเอาตัวรอดให้เด็ก ที่ประเทศอื่น เขาทำอย่างไรบ้าง

    โดยเฉพาะประเทศที่เป็นแนวหน้าในเรื่องการต่อสู้ภัยพิบัติน้ำท่วมได้อย่างมีระบบ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศญี่ปุ่น และประเทศสาธารณรัฐเกาหลีใต้ เรามาทำความเข้าใจ ตั้งแต่ สาเหตุ เทคโนโลยีนวัตกรรม และสิ่งที่เด็กเยาวชนและประชาชนได้รับการปลูกฝังเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและ ภัยพิบัติ 

    เหตุใดทั้งสามประเทศจึงให้ความสำคัญกับภัยพิบัติ โดยเฉพาะน้ำท่วม

    เนเธอร์แลนด์

    เป็นประเทศที่แผ่นดินกว่าครึ่งต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เผชิญภัยพิบัติน้ำท่วมมายาวนาน ประวัติศาสตร์แห่งน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 1953 ทำให้ผู้นำและผู้เชี่ยวชาญของประเทศลุกขึ้นมาปฏิรูปการบริหารจัดการน้ำแบบทุ่มสุดตัว โดยพลเมืองชาวดัชต์ตระหนักดีกว่า น้ำคือส่วนหนึ่งของชีวิตและอนาคตของชาติ และมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบโดยเฉพาะด้านภาษีการจัดการน้ำที่เข้มข้นแต่คุ้มค่า 

    ญี่ปุ่น

    ด้วยภูมิประเทศแบบหมู่เกาะ ตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟ และเผชิญภัยธรรมชาติสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่แผ่นดินไหว สึนามิ ไปจนถึงฝนตกหนัก ญี่ปุ่นจึงมี “วัฒนธรรมโบไซ” (Bosai Culture) แปลว่า “การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ” ที่หลอมรวมความรู้ การฝึกฝน และการเตรียมพร้อมเข้าไว้ด้วยกัน การรับมือภัยพิบัติเป็นเหมือนทักษะพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องมี  

    เกาหลีใต้

    ตั้งอยู่บนบริเวณคาบสมุทรเกาหลีที่มีพื้นที่ในบริเวณทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกถูกขนาบไว้ด้วยทะเล ประสบกับภัยพิบัติอุทกภัยจากการพัดผ่านของพายุมาแล้วหลายครั้ง ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในเขตเมือง และได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้ว ทำให้เกาหลีใต้พัฒนาระบบจัดการน้ำระดับชาติ เพื่อรับมืออย่างเป็นระบบและทันท่วงที 

    ———

    นวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่โลกจับตาในฐานะผู้นำด้านบริหารจัดการน้ำ

    เนเธอร์แลนด์ —Delta Works คือ โครงการเขื่อน ประตูน้ำ และระบบป้องกันชายฝั่ง ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของโลก ที่ป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดภัย นอกจากสร้างเขื่อน ยังสร้างแนวคิดการอยู่ร่วมกับน้ำ ภายใต้โครงการ “Room for the River” มีการขยายพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ขุดลอกแม่น้ำ และสร้างร่องน้ำสำรอง เพื่อให้น้ำมีที่อยู่และไหลผ่านได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงบ้านลอยน้ำ (Floating Houses) ที่สามารถลอยตัวขึ้นได้ตามระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น 

    ญี่ปุ่น — อุโมงค์ยักษ์ใต้ดิน G-Cans “มหาวิหารใต้ดิน” 

    คือโครงข่ายอุโมงค์ผันน้ำขนาดมหึมาใต้เมืองโตเกียว ที่รองรับน้ำฝนมหาศาลในเวลาไม่กี่นาที ด้วยโครงสร้างที่มีเสาคอนกรีตสูงตระหง่านใต้ดิน เป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่จริงจังกับชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง

    เกาหลีใต้ — โครงการจัดการแม่น้ำระดับชาติ เช่น Four Major Rivers Project ที่ช่วยเพิ่มการกักเก็บน้ำ ฟื้นฟูแม่น้ำ และลดน้ำท่วมในเขตเมือง การสร้างเขื่อนอเนกประสงค์ (Multipurpose Dams) การขยายอุโมงค์ระบายน้ำในเมือง ใช้กลยุทธ์แบบผสมผสานระหว่าง โครงสร้างทางวิศวกรรม (Structural Measures) และ เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Technology) เพื่อรับมือกับภัยน้ำท่วม โดยมีหน่วยงานหลักคือ K-water ที่รับผิดชอบด้านการจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ (Integrated Water Resources Management – IWRM)

    ———

    หัวใจสำคัญ คือ การให้ความรู้เด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบ จากการศึกษาทั้งสามประเทศ สิ่งที่คล้ายกัน และน่าสนใจอย่างมาก นั่นคือ ทุกประเทศล้วนมองว่า “เด็กต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบรับมือภัยพิบัติ” ไม่ใช่เพียงผู้รอคอยการช่วยเหลือ

    เนเธอร์แลนด์: สอนให้เข้าใจระบบและอยู่ร่วมกับน้ำ

    เนเธอร์แลนด์มุ่งเน้นที่การ ทำความเข้าใจว่าระบบป้องกันของประเทศทำงานอย่างไร และการตระหนักว่าภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ

    -บูรณาการในวิชาหลัก: เช่น ภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สอนให้นักเรียนเข้าใจ วิศวกรรมการจัดการน้ำ (เช่น Delta Works, Polders) และยุทธศาสตร์ “Room for the River” (การให้พื้นที่แม่น้ำ)

    -กิจกรรม: ให้นักเรียนเข้าร่วม เกมจำลองสถานการณ์ ที่ต้องตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันน้ำท่วม และใช้ Interactive Web Applications เพื่อจำลองว่าบ้านของตนเองจะถูกน้ำท่วมลึกแค่ไหน หากเขื่อนแตก รวมถึงสำรวจเรียนรู้ในพื้นที่จริง

    -ด้วยความมั่นใจใน Delta Works และการจัดการภาครัฐ คนรุ่นหลังจึงเกิดความเชื่อเรื่อง “ตำนานเท้าแห้ง” คือเชื่อว่าไม่มีทางน้ำท่วมจนเท้าเปียกอีกต่อไป รัฐจึงออกแคมเปญสาธารณะ และวางกรอบหลักสูตรการศึกษาร่วมกับครู เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนยังตระหนักรู้และเตรียมพร้อมกับความเสี่ยงอยู่เสมอ เพราะโลกร้อนยังอยู่ ภัยพิบัติน้ำท่วมในอนาคตยังไม่หมดไป 

    ญี่ปุ่น: สอนทักษะการเอาตัวรอดทันทีและวินัย

    ญี่ปุ่นเผชิญกับภัยพิบัติที่มาอย่างรวดเร็ว (แผ่นดินไหว, สึนามิ, น้ำท่วมฉับพลัน) การสอนจึงเน้นที่ การตอบสนองอย่างรวดเร็ว และ ความมีวินัย ตั้งแต่วัยอนุบาล วางกรอบโดยกระทรวงศึกษาธิการ

    -วิชาหลัก: การฝึกซ้อมภาคปฏิบัติ (Drills) และวิชาความปลอดภัย (BOSAI)

    -ความรู้หลัก เช่น การรู้จักแผนที่เสี่ยงภัย การเดินในพื้นที่น้ำขุ่น การเลือกรองเท้าลุยน้ำ เส้นทางการอพยพ การอุ้มคนสูงอายุ และ จุดรวมพล รวมถึงอันตรายจากความเร็วของน้ำ (น้ำสูงเพียง 15 ซม. ก็อันตราย)

    -กิจกรรม เช่น การฝึกซ้อมอพยพ (Hinan Kunren): มีการซ้อมหนีภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองทันที

    -อุปกรณ์ช่วยชีวิต: การเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน มีการพัฒนากระเป๋านักเรียนแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ให้มีรุ่นเป็นทุ่นลอยน้ำได้ 

    -เทคโนโลยี: ใช้ AR (Augmented Reality) ในการจำลองภาพน้ำท่วมบนแท็บเล็ต เพื่อให้เด็กเห็นภาพความรุนแรงในพื้นที่จริงโดยไม่ตื่นตระหนก

    เกาหลีใต้: สอนการลดความเสี่ยงเชิงรุกและเทคโนโลยี

    เกาหลีใต้ยกระดับการสอน DRR (Disaster Risk Reduction :การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ) โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและการสร้างความยืดหยุ่นในสังคมเมือง

    -กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนด กรอบแนวทางและมาตรฐาน สำหรับหลักสูตรการสอนรับมือภัยพิบัติและความปลอดภัยในโรงเรียนอย่างชัดเจน และถือเป็น หลักสูตรภาคบังคับ 

    -วิชาหลัก: โครงการความปลอดภัยในโรงเรียน (School Safety Programme) และการศึกษา DRR บูรณาการในวิชาต่างๆ ความปลอดภัยต้องครอบคลุม 7 ด้านหลัก หนึ่งในนั้นคือ ความปลอดภัยจากภัยพิบัติ (Disaster Safety) เช่น ความปลอดภัยทางน้ำ การรับมือภัยน้ำท่วมในเขตเมือง ข้อควรปฏิบัติระหว่างน้ำท่วม

    เกมและสื่อ: ใช้สื่อที่สนุกสนาน เช่น เกม “Riskland” เพื่อให้เด็กเรียนรู้แนวคิดการลดความเสี่ยง

    -การมีส่วนร่วม: ส่งเสริมให้เด็กเป็น Youth Agents of Change ที่จะนำความรู้ไปร่วมมือกับชุมชนในการลดความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ของตนเอง

    การเตรียมพลเมืองเด็กให้พร้อมรับภัยพิบัติ ของเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เราจะเห็นว่าเบื้องหลังความสำเร็จ ไม่ได้มีเพียงสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาหรือเทคโนโลยีล้ำสมัยเท่านั้น แต่มี “การศึกษาที่มองไกล” และเป็น “วัฒนธรรมการป้องกันภัย” ที่เริ่มต้นจากโรงเรียนและในครอบครัวอีกด้วย 

    หัวใจของทั้งสามประเทศ คือการทำให้เรื่องภัยพิบัติไม่ใช่วิชาพิเศษ แต่เป็น “วัฒนธรรม” สอดแทรกในวิชาหลัก เชื่อมโยงกับชีวิตจริงในครอบครัวและชุมชน ทำเป็นกิจวัตร ไม่ใช่กิจกรรมปีละครั้ง และดำเนินการอย่างต่อเนื่องข้ามรุ่น เมื่อโรงเรียน ครอบครัว และรัฐ ทำงานในทิศทางเดียวกัน เด็ก ๆ จึงเติบโตมาเป็นพลเมืองที่ “รับมือได้ตั้งแต่ยังเล็ก และพร้อมช่วยเหลือผู้อื่น” แล้ววันหนึ่ง เด็กที่เราเคยสอนให้เดินในน้ำท่วมอย่างปลอดภัย อาจเติบโตขึ้นเป็นคนที่ช่วยออกแบบเมืองที่ปลอดภัยกว่าที่เราอยู่ในวันนี้

    ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องจริงจังกับการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ โดยเฉพาะการเรียนรู้ วิชาชีวิต ที่ว่าด้วยการเอาตัวรอดและอยู่รอดไปกับธรรมชาติที่นับวันจะปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ได้อย่างตระหนักรู้ และเตรียมพร้อม

    ————————————————————————————–

    ที่มา:

    Water Education in The Netherlands: An Integrated Curriculum Using NCSS.  Jeroen Bron and Eddie van Vliet https://www.socialstudies.org/…/articles/se_770313150.pdf

    พิพิธภัณฑ์ Watersnood Museum https://watersnoodmuseum.nl/en/the-museum/schools

    Floating Homes in Amsterdam :Living on water https://youtu.be/QTVLooi8I-Y?si=XI-aAuIGXv80J3Er

    Room for the river https://www.dutchwatersector.com/…/room-for-the-river…

    Levee Patroller เป็นเกมลาดตระเวณเฝ้าระวังเขื่อนกั้นน้ำ https://www.persistentrealities.com/site/page/leveepatroller

    การออกแบบโครงการการศึกษาความเสี่ยงต่อน้ำท่วมในประเทศเนเธอร์แลนด์ https://www.tandfonline.com/…/00958964.2015.1130013…

    JapanSalaryman https://www.facebook.com/share/p/1Cd7dbNhKR/ 

    #38 นครโอซากา – โบไซ : วิทยาศาสตร์ช่วยชีวิตเราได้ | NHK WORLD-JAPANhttps://www3.nhk.or.jp/nhkworld/th/shows/2090034/ 

    โรงเรียนญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยี AR เข้ามาช่วยในการเรียนรู้เรื่องภัยพิบัติ https://www.marumura.com/japan-ar-disaster/

    ญี่ปุ่นสอนเอาตัวรอดด้วยกระเป๋านักเรียน https://today.line.me/th/v3/article/x2LLm88

    School Safety Programme | UNDRR

    ชั้นเรียนการเรียนรู้ความเสี่ยงภัยพิบัติแบบโต้ตอบในฮวาซอง สาธารณรัฐเกาหลี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมเฉลิมฉลองวันลดความเสี่ยงภัยพิบัติสากล 2024

    https://www.undrr.org/…/interactive-disaster-risk…

    การเรียนรู้การว่ายน้ำเพื่อการเอาชีวิตรอดอย่างมืออาชีพ ในเมืองอันซัน จังหวัดคยองกี 

    เครดิตภาพ: สำนักงานการศึกษาจังหวัดคังวอน [email protected] http://koreabizwire.com/ansan-to-build-survival…/214088

    Korea’s Efforts to Achieve the Goals of the Sendai Framework on Disaster Risk Reduction The Republic of Korea Achieving the Goals and Targets of the Sendai Framework for Disaster Risk Reduction – UNDRR

    Analysis of the Status of Safety Education in Korean Schools Analysis of the Status of Safety Education in Korean Schools – ResearchGate

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/6HXLB8Kl4&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tXq8xjslDxWPRSry1FdXh

  • แบงก์แนะประคองตัว ปี69ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจแผ่ว

    แบงก์แนะประคองตัว ปี69ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจแผ่ว

    วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ปี 2569 กำลังจะเป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงปะทะจากรอบด้าน ทั้งแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว การดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ ตลอดจนความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศและความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นอีกครั้ง ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็นปีของการประคองตัวมากกว่าจะเป็นปีของการเติบโตแบบเร่งตัว โดยวิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.8% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.1% เนื่องจากเครื่องยนต์สำคัญหลายด้านมีแนวโน้มแผ่วลง ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ

    ทั้งนี้ทิศทางของปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญมีดังนี้ 1. ภาคส่งออก คาดว่าจะเผชิญผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เต็มปี 2569 แม้ภาคส่งออกเคยได้แรงหนุนชั่วคราวในปี 2568 จากการเร่งสั่งซื้อสินค้าก่อนมาตรการภาษีนำเข้าใหม่จะมีผลบังคับใช้ (Front-loading) แต่ในปี 2569 การส่งออกสินค้าของไทยจะได้รับผลกระทบจากทั้งการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สู่อัตรา 19% ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังได้รับผลจากภาษีนำเข้ารายสินค้าอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่มาตรการภาษีศุลกากรอาจครอบคลุมเพิ่มเติมไปยังสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย

    2. ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวแต่ไม่เต็มศักยภาพ โดยการฟื้นตัวยังค่อนข้างช้า โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 ยังมีแนวโน้มต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่ราว 40 ล้านคนในปี 2562  3. การใช้จ่ายภาครัฐอาจชะลอลงตามข้อจำกัดทางการคลังและผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง แม้จะมีแรงพยุงจากการเบิกจ่ายงบเหลื่อมปี แต่ในปี 2569 การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) ค่อนข้างจำกัด  4. การบริโภคภาคเอกชนเผชิญกำลังซื้ออ่อนแรงและถูกจำกัดด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่นระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงกว่า 80% ของ GDP ประกอบกับรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่หลังโควิดยังเติบโตช้ากว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้เกษตรกรยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนการจ้างงานอาจได้รับผลกระทบจากความอ่อนแอของภาคส่งออก   5. การลงทุนภาคเอกชนแม้เติบโตช้า แต่ยังรักษาแรงส่งได้ แม้ภาคธุรกิจเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นช้า แต่การลงทุนภาคเอกชนยังมีสัญญาณเชิงบวกอยู่บ้าง อาทิ โครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และเม็ดเงิน FDI ที่ยังไหลเข้าประเทศโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน เมื่อประกอบกับการผลักดันผ่านกลไก Thailand FastPass ของ BOI คาดว่าจะช่วยเร่งให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ เดินหน้าลงทุนได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ กระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐานและซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง ดังนั้น ในปี 2569 การลงทุนภาคเอกชนจึงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/932043&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l2yUmiJqKWYB2OBr49yRT

  • ธุรกิจร้านอาหารวอนปลดล็อกช่วงเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร หนุนท่องเที่ยว

    ธุรกิจร้านอาหารวอนปลดล็อกช่วงเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร หนุนท่องเที่ยว

    ธุรกิจร้านอาหารวอนปลดล็อกช่วงเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร หนุนท่องเที่ยว

    ธุรกิจร้านอาหารเฮ! ปลดล็อกจำกัดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทันฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่นพอดี แต่ชี้ควรปลดล็อกถาวร เพราะกฏหมายไม่เข้ากับบริบทของโลกปัจจุบัน

    นาย สรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย ขอบคุณคณะรัฐบาลนายกอนุทิน และ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ช่วยปลดล็อกช่วงเวลาขายแอลกอฮอล์ตั้งแต่บ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็นให้กับกลุ่มธุรกิจร้านอาหารโดยคำนึงถึงบริบทของประเทศไทย ณ ปัจจุบันซึ่งเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยวซึ่งแตกต่างจาก 53 ปีที่แล้วของคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 ที่ออกมาเพื่อห้ามข้าราชการออกไปนั่งดื่ม

    เพราะกฎหมายฉบับล่าสุดที่แก้ไขออกมา นอกจากจะสร้างปัญหาในการทำธุรกิจของร้านอาหารแล้วยังมีผลกระทบกับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาช่วงปลายปี โดยเฉพาะเป็นช่วงไฮซีซั่นของประเทศไทย ซึ่งจากกฏหมายที่ประกาศออกมาล่าสุดที่ผ่านมา สร้างความหวาดกลัวให้นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

    เพราะสำนักข่าวต่างๆทั่วโลกได้เผยแผ่ถึงความผิดที่นักท่องเที่ยวจะได้รับด้วยหากมีการนั่งดื่มในร้านอาหารเกินเวลาที่กำหนด จึงมีผลกับการตัดสินใจที่จะเลือกมาเที่ยวประเทศไทยโดยทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเปลี่ยนใจเลือกที่จะไปประเทศอื่นๆในอาเซียนแทน

    ธุรกิจร้านอาหารวอนปลดล็อกช่วงเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร หนุนท่องเที่ยว

    การปลดล็อกช่วงเวลาให้ขายแอลกอฮอล์ได้สำหรับธุรกิจร้านอาหาร จะช่วยส่งเสริมให้กับธุรกิจร้านอาหารมีรายได้จากการขายอาหารเพิ่มอย่างน้อย 20% ซึ่งตนเคยพูดไปหลายครั้งแล้วว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะไม่ทานอาหารเที่ยงตรงเวลา ส่วนใหญ่จะเข้าร้านอาหารมื้อเที่ยงช่วงประมาณบ่ายๆ และเมื่อนักท่องเที่ยวสามารถนั่งดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้ก็จะสามารถนั่งทานอาหารได้นานขึ้นและสั่งอาหารเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงร้านอาหารจะไม่มีช่วงเวลาฟันหลอ 3 ชั่วโมง

    หรือหากระหว่างท่องเที่ยวในช่วงบ่าย ซึ่งประเทศไทย เป็นประเทศเมืองร้อนฝรั่งต่างชาติมักจะนิยมหาร้านนั่งพักเพื่อดื่มเบียร์ได้ ก็จะเป็นการตอบสนองตรงตามความต้องการและรสนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

    ซึ่งหลังจากรัฐบาลประกาศใช้กฎหมายใหม่ซึ่งแก้ไขแล้วตนมั่นใจว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้คึกคักได้ในช่วงปลายปีและต้นปีหน้า เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องแข่งขันกับประเทศอื่นๆในอาเซียนได้มากขึ้น รวมไปถึงเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคธุรกิจร้านอาหารให้สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย  แต่ขอให้เป็นการปลดล็อกแบบถาวรเลยเพราะเป็นกฏหมายที่ไม่เข้ากับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันรวมถึงไม่ตรงกับบริบทของโลกในปัจจุบันด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/734421&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20A_N3HEefsV69HrxMw8Lm

  • ททท.คาดคนไทยแห่เที่ยววันพ่อ เงินสะพัด 10,320 ล้านบาท

    ททท.คาดคนไทยแห่เที่ยววันพ่อ เงินสะพัด 10,320 ล้านบาท

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ประเมินบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 5–7ธ.ค.2568 จะคึกคัก โดยคาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2.52 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 10,320 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของสถานพักแรม 68 % สะท้อนแรงหนุนจากวันหยุดต่อเนื่อง สภาพอากาศที่เย็นลงมาเร็ว และมาตรการรัฐอย่าง “เที่ยวดี มีคืน” และ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศให้ฟื้นตัวเด่นชัด

    ในเชิงพื้นที่ ภาคกลางยังเป็นปลายทางหลัก มีผู้เยี่ยมเยือนสูงสุดราว 612,700 คน-ครั้ง รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 526,800 คน-ครั้ง และภาคตะวันออก 516,500 คน-ครั้ง ขณะที่ด้านรายได้ ภาคตะวันออกขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง 2,720 ล้านบาท ตามด้วยภาคเหนือ 1,960 ล้านบาท และภาคกลาง 1,600 ล้านบาท สำหรับเมืองยอดนิยม เมืองหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี กาญจนบุรี เชียงใหม่ และนครราชสีมา ส่วน เมืองน่าเที่ยว ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ สุพรรณบุรี อุดรธานี เชียงราย เลย และนครศรีธรรมราช สอดคล้องกับพฤติกรรมท่องเที่ยวช่วงวันพ่อที่เน้นเดินทางใกล้บ้าน พาครอบครัวพักผ่อน รับประทานอาหาร และทำกิจกรรมเชิงศาสนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

    อย่างไรก็ดี ททท.ประเมินปัจจัยเสี่ยงควบคู่ ได้แก่ ปัจจัยลบสำคัญที่อาจกดดันการท่องเที่ยวในประเทศช่วงวันหยุดยาววันพ่อปี 2568 คือภาระค่าครองชีพและระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งใช้จ่ายด้วยความระมัดระวัง สอดคล้องกับผลสำรวจภาวการณ์ใช้จ่ายผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งชี้ว่าดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมีค่า 73.0 สะท้อนมุมมองผู้บริโภคว่าไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะต่อการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยว ส่งผลให้บางครัวเรือนอาจลดระยะเวลาเดินทาง เลือกที่พักราคาประหยัด หรือชะลอการใช้จ่ายในกิจกรรมเสริมระหว่างทริป

    อีกด้านหนึ่ง การท่องเที่ยวต่างประเทศช่วงเดือนธ.ค.ยังเป็นแรงดึงสำคัญ จากสถิติปี 2567 พบคนไทยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเฉลี่ยวันละ 48,400 คน และปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเงินบาทแข็งค่า โดยปลายทางยอดนิยมอยู่ในเอเชียตะวันออก เช่น เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และมาเลเซีย ขณะเดียวกัน เหตุอุทกภัยปลายเดือนพ.ย.ในภาคใต้ยังส่งผลต่อบางพื้นที่ โดยเฉพาะอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทำให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลังน้ำลดของโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยว ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวนและฝนตกเป็นช่วง ๆ ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดนี้ชะลอตัวลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2899437&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jvYgMi7BpkjnfKRCNBnL_

  • ครม. เคาะมาตรการอัดฉีดสินเชื่อ-ค้ำประกัน-ภาษี รวม 3.27 แสนล้าน อุ้ม SME

    ครม. เคาะมาตรการอัดฉีดสินเชื่อ-ค้ำประกัน-ภาษี รวม 3.27 แสนล้าน อุ้ม SME

    เศรษฐกิจ

    02 ธ.ค. 2025 เวลา 14:07 น.

    ครม. ไฟเขียวมาตรการใหญ่ “Quick Big Win” อุ้ม SME สั่ง 7 แบงก์รัฐ เติมเงินด่วน-ค้ำประกันสินเชื่อ และมาตรการภาษี วงเงินรวม 3.27 แสนล้าน ออกมาตรการภาษีป้องกันสินค้านอกตีตลาด คาดดันจีดีพีปี 69 โตเพิ่ม 0.36%

    วันที่ 2 ธ.ค.2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย เพื่อเร่งแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และสินเชื่อที่หดตัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา

    โดยมาตรการนี้ยึดหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” เพื่อสร้าง Ecosystem ใหม่ให้ SMEs กลับมาเข้มแข็ง โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้

    มาตรการการเงิน อัดฉีด-ค้ำประกัน 2.67 แสนล้าน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า มาตรการด้านการเงินจะดำเนินการผ่าน 7 สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ในการปล่อยสินเชื่อ และค้ำประกัน เพื่อเสริมสภาพคล่องเร่งด่วน ประกอบด้วย

    1. บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันวงเงิน 50,000 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปีแรก ผ่าน 3 โครงการย่อย ครอบคลุมทั้ง SMEs ทั่วไป รายย่อย (Micro) และกลุ่มรับเหมา/จัดซื้อภาครัฐ รับคำขอถึง 30 ธ.ค.69 

    นอกจากนี้ ได้ขยายระยะเวลาโครงการ PGS 11 ที่ยังคงมีวงเงินเหลืออยู่จากเดิมที่จะสิ้นสุดระยะเวลารับคำขอในวันที่ 30 ธ.ค.68 ขยายเป็น 30 ธ.ค.69

    2.ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 100,000 ล้านบาท เน้นความช่วยเหลือ 4 กลุ่ม ได้แก่ 

    (1) โครงการสินเชื่อกรณีเสริมสภาพคล่อง (Mitigation) ซึ่งผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ โดยสามารถยื่นขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย.69) 

    (2) โครงการสินเชื่อกรณีสร้างพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย (Reinvent Thailand) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยให้ภาคเอกชน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขของการขอสินเชื่อ และประเภทธุรกิจเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใน Reinvent Thailand

    (3) โครงการสินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (Transformation) 

    และ (4) โครงการสินเชื่อกรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยว (Tourism) โดยโครงการ Reinvent Thailand โครงการ Transformation และโครงการ Tourism สามารถรับคำขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 31 มี.ค.2570

    3. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมสินเชื่อวงเงิน 80,000 ล้านบาท ช่วยเกษตรกรและ SMEs เกษตร ผ่านโครงการ “ไทยยั่งยืน” วงเงิน 50,000 ล้านบาท และ “SME ไทยไชโย” วงเงิน 30,000 ล้านบาท รับคำขอถึง 31 ก.ค.71

    4. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ปรับเกณฑ์โครงการสินเชื่อวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อให้ครอบคลุมการปล่อยกู้ Micro SME ไม่เกิน 1 ล้าน และ SMEs ทั่วไป ไม่เกินรายละ 30 ล้าน ขยายเวลารับคำขอสินเชื่อถึง 30 ธ.ค.69

    5. ธนาคารเพื่อการส่งออก และนำเข้าแห่งประเทศไทย  (EXIM Bank) เสริมสภาพคล่อง และประกันการส่งออก วงเงิน 12,000 ล้านบาท

    6. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) สนับสนุนเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าฮาลาลส่งออก หรือผู้ผลิตที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์ฮาลาล และธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วงเงิน 3,000 ล้านบาท 

    7.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท สำหรับการปลูกสร้าง ซื้อ ซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้าง หรือต่อเติม ปรับปรุงซ่อมแซม รวมทั้งสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และบ้านจัดสรรในภูมิภาค

    มาตรการภาษี สร้างความเป็นธรรม และคืนสภาพคล่อง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ครม.ได้มีการอนุมัติมาตรการทางภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และการแข่งขันที่เป็นธรรมให้กับ SME ภายในประเทศ โดยกรมศุลกากร ยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ (De Minimis Value) เพื่อให้ SMEs ไทยแข่งขันกับสินค้านำเข้าต่างประเทศได้อย่างเป็นธรรม

    นอกจากนี้ ให้กรมสรรพากรดำเนินการเร่งคืนภาษีนิติบุคคลให้ SMEs กว่า 20,000 ราย วงเงิน 60,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 68 และโครงการพี่ช่วยน้อง ดึงผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ช่วยสนับสนุนรายย่อยใน Supply Chain ของตนเอง เพื่อช่วยให้รายเล็กเข้าระบบดิจิทัลเพื่อขอคืนภาษี และกู้เงินได้ง่ายขึ้น คาดว่ามีผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 1,500 ราย เข้าร่วมโครงการ และคาดว่าจะได้รับคืนภาษีเร็วขึ้น 1,700 ล้านบาทต่อปี

    นายเอกนิติ กล่าวว่า โดยในอนาคตจะมีการพิจารณาเชื่อมโยงระบบ PromptBizกับการให้สินเชื่อ Supply chain financing ซึ่งจะทำให้ SMEs ใน Supply chain มีโอกาสได้รับสินเชื่อมากยิ่งขึ้น

    มาตรการเพิ่มโอกาส การค้าภาครัฐ-อีคอมเมิร์ซ

    นอกจากนี้ ยังมีกลไกหนุนแต้มต่อจัดซื้อภาครัฐ โดยกรมบัญชีกลางให้แต้มต่อด้านราคาเพิ่มอีก 5% สำหรับ SMEs ที่รับรองโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และใช้ระบบ e-Tax Invoice พร้อมปล่อยสินเชื่อคู่ค้าภาครัฐผ่านระบบ PromptBiz

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์เร่งศึกษาจัดตั้ง National E-commerce Platform ของคนไทยเอง เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการค้าหรือให้บริการผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นายเอกนิติ ทิ้งท้ายว่า มาตรการทั้งหมดนี้จะช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้น 107,000 ราย เติมเม็ดเงินเข้าระบบ 2.7 แสนล้านบาท และส่งผลให้ GDP ปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.36% ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CbN-xrr1b9VJbdHe-JYAA

  • “รมว.ซาบีดา” เผย ครม.ไฟเขียวมาตรการใหญ่ หนุนผู้ผลิตภาพยนตร์ไทย รับสิทธิประโยชน์สูงสุด 30% กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คาดเงินสะพัด 4,600 ล้านบาทต่อปี

    “รมว.ซาบีดา” เผย ครม.ไฟเขียวมาตรการใหญ่ หนุนผู้ผลิตภาพยนตร์ไทย รับสิทธิประโยชน์สูงสุด 30% กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คาดเงินสะพัด 4,600 ล้านบาทต่อปี

    “รมว.ซาบีดา” เผย ครม.ไฟเขียวมาตรการใหญ่ หนุนผู้ผลิตภาพยนตร์ไทย รับสิทธิประโยชน์สูงสุด 30% กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คาดเงินสะพัด 4,600 ล้านบาทต่อปี

    วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (2 ธ.ค.68) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ โดยมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำหลักเกณฑ์และรายละเอียดให้ครบถ้วนและสอดคล้องตามกรอบที่ ครม. เห็นชอบ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า  อุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งในด้านรายได้ การจ้างงาน และการส่งออกวัฒนธรรมไทยสู่ตลาดโลก แต่ในช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมการผลิตมีแนวโน้มลดลง ขณะที่การแข่งขันจากผู้ผลิตต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทรวงวัฒนธรรมจึงเร่งผลักดันมาตรการสำคัญนี้ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสให้ภาพยนตร์ไทยก้าวสู่สากล

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวต่อว่า มาตรการดังกล่าวให้เงินสนับสนุนพื้นฐานร้อยละ 15 ของค่าใช้จ่ายการผลิตในประเทศ สำหรับผู้ผลิตภาพยนตร์สัญชาติไทย และมีลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ไทยหรือได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในการผลิตภาพยนตร์ไทย ที่มีการลงทุนในการผลิตต่อเรื่องตั้งแต่  15 ล้านบาทขึ้นไป  โดยรวมกระบวนการผลิตตั้งแต่ Pre-production, Production และ Post-production แต่ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาด ทั้งนี้ ยังสามารถรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้อีกร้อยละ 15 รวมเป็นสูงสุดร้อยละ 30 ต่อโครงการ โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ ได้แก่

    1. เนื้อหา (Theme) สร้างสรรค์ตามที่คณะอนุกรรมการกำหนด รับเพิ่ม ร้อยละ 5
    2. ทุนสร้างขนาดกลาง–ใหญ่
    • ตั้งแต่ 40 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 50 ล้านบาท รับเพิ่ม ร้อยละ 2.5
    • ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป รับเพิ่ม ร้อยละ 5
    3. เข้าฉายในต่างประเทศอย่างน้อย 4 ประเทศ หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่มีการฉายในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 4 ประเทศ โดยอย่างน้อย 1 ประเทศต้องอยู่นอกอาเซียน รับเพิ่ม ร้อยละ 5

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพยนตร์ไทยในความหมายนี้หมายความรวมถึง  ภาพยนตร์  ละคร  ซีรีย์ แอนิเมชัน และมิวสิควิดีโอ โดยสิทธิประโยชน์ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยสามารถเพิ่มคุณภาพผลงาน สร้างภาพยนตร์ทุนสูงแข่งขันได้จริงในตลาดโลก พร้อมทั้งรักษาระดับการลงทุน การผลิตผลงานลิขสิทธิ์ไทย และการจ้างงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงวัฒนธรรมจะรีบหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีต่อไป

    “มาตรการนี้เป็นก้าวสำคัญของประเทศในการผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพิ่มรายได้ สร้างงาน และยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยอย่างยั่งยืน คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 4,600 ล้านบาทต่อปี” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62421&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ftI2re7U6l7id2zC2Sb4C

  • ครม. ถอนวันหยุดพิเศษเพิ่มปี 2569 ไปศึกษาผลกระทบ หวั่นกระทบผู้ประกอบการ-การจ้างงาน

    ครม. ถอนวันหยุดพิเศษเพิ่มปี 2569 ไปศึกษาผลกระทบ หวั่นกระทบผู้ประกอบการ-การจ้างงาน

    ที่ประชุม ครม. 2 ธ.ค. 68 ถอนประกาศวันหยุดพิเศษเพิ่มเติมปี 2569 ไปศึกษาผลกระทบเพิ่มเติมก่อน หวั่นหยุดยาวต่อเนื่องกระทบผู้ประกอบการ-การจ้างงาน

    วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เสนอเรื่องให้ ครม. พิจารณาประกาศวันหยุดพิเศษ เพิ่มเติมปี 2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดให้รัฐมนตรีแสดงความคิดเห็น ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่าในแต่ละปีมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน หากประกาศเพิ่มอาจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการและการจ้างงานได้ จึงให้ถอนเรื่องดังกล่าวไปศึกษาผลกระทบเพิ่มเติมก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากเดิมสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะเสนอกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ และภาพรวมวันหยุดราชการ ประจำปี 2569 โดยกำหนดให้เพิ่มวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษอีก 2 วัน คือ 2 มิถุนายน 2569 และจะส่งผลให้มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง 5 วัน คือ ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2569 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะส่งผลให้มีวันหยุดต่อเนื่องยาวติดต่อกัน 6 วัน คือ วันที่ 28 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2899369&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZovIIKTPGHO-DnBzA2RWU