Blog

  • พรรคประชาธิปัตย์ยกทีมหารือส.อ.ท.เปิดมุมมองแก้เศรษฐกิจไทย

    พรรคประชาธิปัตย์ยกทีมหารือส.อ.ท.เปิดมุมมองแก้เศรษฐกิจไทย


    ‘อภิสิทธิ์’หารือ ส.อ.ท.พร้อมร่วมมือภาคเอกชนกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยย้ำต้องดันจีดีพีขยายตัว 5% สร้างภูมิฝ่าปัจจัยเสี่ยง ชี้ 2 โจทย์ใหญ่เร่งแก้คอร์รัปชั่นและปฏิรูปการศึกษา

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ว่า เศรษฐกิจไทยในวันนี้ เปรียบได้กับ “รถที่ติดหล่ม” ต้องใช้แรงมหาศาลในการดึงขึ้นมา ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งเครื่องนโยบายจากภาครัฐ ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ประกาศนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และฟื้นการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย อาทิ 1. มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ 2. ปัญหาสินค้าทุ่มตลาด/สวมสิทธิ์ส่งออก 3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 4. ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน 5. หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ 6. ค่าเงินบาทแข็งค่า 7. ผลกระทบจากปัญหาสภาพภูมิอากาศ 8) ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสังคมผู้สูงอายุ กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณไม่สมดุล คอร์รัปชันและกฎหมายล้าสมัย

    ทั้งนี้ ได้แบ่งข้อเสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ออกเป็น 8 ด้าน ได้แก่ 1.การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยยกระดับการปฏิรูปกฎหมายเป็นวาระแห่งชาติด้วยวิธี Omnibus Laws และ Regulatory Guillotine ปรับปรุงกฎหมายระดับรองที่สามารถดำเนินการได้ทันที รวมทั้งผลักดันร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยกระดับการให้บริการภาครัฐ

    2.การพัฒนาบุคลากร เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งระบบ โดยปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี พิจารณาให้สอดคล้องตามปัจจัยทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่

    3.การบริหารจัดการด้านพลังงานทั้งระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) โดยเร่งทบทวนและผลักดันแผนพลังงานชาติ (NEP) ฉบับใหม่ ทบทวนโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดต้นทุนพลังงาน/ไฟฟ้า และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อให้แก้ไขปัญหาพลังงาน

    4.การส่งเสริมการส่งออก การค้า และสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve โดยเร่งสร้างกลไกและแผนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม S-Curve เร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับสินค้า Made in Thailand (MiT) รวมทั้งปกป้องสินค้าไทยโดยการควบคุมสินค้านำเข้าที่ไม่ได้คุณภาพ

    5.การยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล โดยสนับสนุนการลงทุนพัฒนาไปสู่ Digital Transformation 4.0 ส่งเสริมการขับเคลื่อนโจทย์นวัตกรรมรายกลุ่มอุตสาหกรรม เชื่อมโยงสถาบันการศึกษา รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ สนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

    6.การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (BCG & ESG) การบริหารจัดการทรัพยากรนํ้า และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยบูรณาการการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เตรียมความพร้อมในการรับมือมาตรการ Climate Change รวมทั้งนำกากอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ เป็นวัสดุหมุนเวียน (Circular Materials) การใช้ประโยชน์ใหม่ (Waste symbiosis)

    7.การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs โดยผลักดัน SME ให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุม SME Size M ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) และจัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ค้ำประกันสินเชื่อ

    8.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Logistics และพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรม โดยทบทวนการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถการส่งออก นำเข้าไทย รวมทั้งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ ส่งเสริมการค้าชายแดนผ่านแดนของไทย

    ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมาโดยตลอดว่า กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวจริงคือ ภาคเอกชน และบทบาทของภาครัฐ คือ การสร้างกติกาสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้ทางภาคเอกชนทำงานได้ดีที่สุด วันนี้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และแนวโน้มใหม่ๆ

    รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเมือง จำเป็นจะต้องหาแนวทางใหม่เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากกับดักหรือหล่มที่เผชิญอยู่ วันนี้ตนและผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้วางกรอบทิศทางไว้หลายประเด็น

    ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาประเทศ โดยเฉพาะการเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจและอัตราการเจริญเติบโต ที่นับวันยิ่งถดถอยลงไปเรื่อยๆ ที่จำเป็นต้องทำให้อัตราการเจริญเติบโตกลับไปโตที่ประมาณ 5 % เพราะหากตัวเลขยังเติบโตในระดับที่ 2 % แบบปัจจุบัน ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องอื่นๆ ได้ เช่น สังคมสูงวัย การจัดสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนั้น เราต้องแสวงหาเครื่องจักรตัวใหม่หรือกระบวนทัศน์ใหม่ในการที่จะขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และภาคบริการ ให้เกิดการผสมผสานในภาพรวม

    นอกจากเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่เป็นโจทย์ใหญ่มี 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นความท้าทายและต้องยอมรับว่าเป็นตัวสร้างปัญหาปั่นป่วนและทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและบั่นทอนขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ต้องเริ่มต้นที่บ้านเมืองที่สุจริตอย่างเอาจริงเอาจัง และให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญและอันตรายตรงนี้ และเรื่องที่สองที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ คือ การพัฒนาทักษะคน โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่เรื้อรังและยืดเยื้อมานาน ที่จะไม่ใช่เรื่องการให้ความรู้อีกต่อไป แต่จะเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้และมีความยืดหยุ่น รวมถึงการมีหลักสูตรที่รับรองเป็นรายทักษะที่มากขึ้นอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ที่จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับประเทศไทยในการเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากอาเซียนให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างกัน รวมถึงนโยบายทางการเงินเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจจริงโดยไม่กระทบกับระบบสถาบันทางการเงิน

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนและพรรคประชาธิปัตย์พยายามแสวงหาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาช่วยเสริมสร้างและผลักดันประเทศให้ไปสู่เป้าหมาย ตลอดจนสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ตรงกับมุมมองของพรรคฯ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38129&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BZlTMfhWgEUrYborYjcwD

  • หอการค้าไทย ชี้ความเสียหายน้ำท่วมใต้ ซัดเศรษฐกิจพัง 4 หมื่นล้านบาท

    หอการค้าไทย ชี้ความเสียหายน้ำท่วมใต้ ซัดเศรษฐกิจพัง 4 หมื่นล้านบาท

    หอการค้าไทย ประเมินความเสียหายน้ำท่วมใน 10 จังหวัดภาคใต้ ทำเศรษฐกิจพัง 4 หมื่นล้านบาท ภาคการท่องเที่ยว-บริการ ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ฉุด GDP ทั้งปีโตลดลงเหลือ 1.9%

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบน้ำท่วม ที่ หาดใหญ่ จ.สงขลา จะมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท โดยภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนักสุด จากที่ช่วงนี้เป็นฤดูการท่องเที่ยว หรือ ไฮซีซั่นของภาคใต้ ส่งผลจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ ที่คาดไว้ 33 ล้านคน ลดลงเหลือ 32.8 ล้านคน หรือ 2 แสนคน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ กระทบต่อ GDP ให้ลดลงราว 0.22%

    ทำให้หอการค้าได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของไทยในปี 68 นี้ ลงเหลือ 1.9% จากเดิมที่คาดไว้ 2% ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากผลกระทบและความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการค้าใหญ่ของภาคใต้

    โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบเงินสดเยียวยาโดยตรง เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูกิจการและซ่อมแซมทรัพย์สิน มากกว่าการขอสินเชื่อที่สร้างภาระหนี้สินเพิ่ม และมีข้อเสนอมาตรการเร่งด่วน 3 ด้าน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้แก่ การอัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรง การเร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นฟูทำความสะอาดพื้นที่ประสบภัย

    ขณะที่ในปี 69 ประเมินว่า GDP มีแนวโน้มขยายตัวได้แค่ 1.6% ชะลอตัวลงจากปีนี้ โดยปัจจัยที่เป็นตัวฉุดรั้ง คือ ความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า และข้อจำกัดทางการเงิน ซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งสำคัญที่ต้องระวัง ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีอยู่ และกระทบต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/452587&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pklNjejEOWHgzFi5ropX8

  • ลพบุรีส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตรชมทุ่งดอกทานตะวัน

    ลพบุรีส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตรชมทุ่งดอกทานตะวัน

    ภูมิภาค

    ลพบุรีส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตรชมทุ่งดอกทานตะวัน

    วันอังคาร ที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.35 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรีนำคณะลงพื้นที่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ทุ่งดอกทานตะวันและแหล่งผลิตพืชฤดูหนาวในพื้นที่อำเภอเมืองลพบุรี

    นายประยูร ศิริวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นางสาววัลภา ปันต๊ะ เกษตรจังหวัดลพบุรี และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี ลงพื้นที่เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยเริ่มต้นที่ทุ่งทานตะวันเขาจีนแล ไร่วิชาญ ตำบลนิคมสร้างตนเอง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีทุ่งทานตะวันขนาดใหญ่บนพื้นที่ 98 ไร่ มีภูเขาจีนแลเป็นฉากหลัง จุดนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นระดับประเทศ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์การเกษตรจากชาวบ้านในบริเวณนั้นได้

    จากนั้น คณะได้เดินทางต่อไปยังวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่หัวไชเท้า หมู่ที่ 7 ตำบลโคกตูม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตหัวไชเท้าหลักของจังหวัดและหนึ่งในแหล่งผลิตที่สำคัญของประเทศ โดยมีเกษตรกรจำนวน 18 ราย รวมกลุ่มปลูกในพื้นที่กว่า 495 ไร่ การปลูกหัวไชเท้าซึ่งเป็นพืชระยะสั้น ใช้เวลาเพียง 45-50 วันในการเก็บเกี่ยว สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในช่วงปลายฝนต้นหนาวได้อย่างดี

    ในกิจกรรมนี้ยังมีการสาธิตการทำกิมจิสไตล์ลพบุรี ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมเรียนรู้วิธีหมักแบบพื้นถิ่นและเคล็ดลับการปรุงให้ได้รสชาติกลมกล่อม นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหัวไชเท้าเป็นของฝากได้อีกด้วย

    สำหรับคุณประโยชน์ของหัวไชเท้านั้นมีสรรพคุณหลายประการ เช่น การบำรุงผิวพรรณ ลดน้ำหนัก เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น โรคดีซ่าน โรคริดสีดวงทวาร และยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้อีกด้วย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/457058&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p3QOLR40ObcuCgtEGtGWY

  • ตำรวจท่องเที่ยวบุกจับชาวรัสเซีย ลักลอบทำธุรกิจห้องพักเถื่อนบนเกาะพะงัน

    ตำรวจท่องเที่ยวบุกจับชาวรัสเซีย ลักลอบทำธุรกิจห้องพักเถื่อนบนเกาะพะงัน

    ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันบุกจับ 2 ชาวรัสเซียลักลอบเปิดบังกะโลเถื่อนบนเกาะพะงัน

    2 ธันวาคม 2568 – เมื่อเวลา 15.30 น. พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) มีนโยบายให้กวดขันจับกุมความประพฤติชาวต่างชาติที่กระทำความผิดและส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว ทุกพื้นที่ สั่งการให้ พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว 5 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 (สว.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3)

    พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม บูรณาการร่วม สภ.เกาะพะงัน ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พ.ต.อ.อภิชาต จันทร์สำเร็จ ผกก.สภ.เกาะพะงัน นำโดย พ.ต.ท.ชัยยุทธ คงแก้ว รองผกก.ป.สภ.เกาะพะงัน,ฝ่ายปกครองเกาะพะงัน ภายใต้การอำนวยการสั่งการของนายสุริยา บุญพันธ์ นายอำเภอเกาะพะงัน นายไพสิฐ ทองเจิม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง,นายชัยนิมิต ชมอินทร์ ผู้ใหญ่บ้าน ม.7 ต.เกาะพะงัน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เกาะพะงัน พ.ต.ท.หญิง สงวนทรัพย์ ลาภสนอง สว.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี นำโดย ร.ต.อ.สิริวัฒน์ สมหวัง รอง สว.ตม.จว.สุราษฏร์ธานี ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 3 ราย ในพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

    เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้รับแจ้งจาก นายชัยนิมิต ชมอินทร์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 ต.เกาะพะงัน ว่ามีชาวบ้านร้องเรียนว่ามีชาวต่างชาติประกอบธุรกิจรถเช่า(จัดตั้งบริษัทในรูปลักษณะ นอมินี) โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงประสานผู้ใหญ่บ้านเข้าตรวจสอบที่บ้านเป้าหมาย

    เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่พบ นายโอเล็ก อีลิซีฟ (Mr.Oleg Eliseev) สัญชาติรัสเซีย อายุ 51 ปีนั่งอยู่บริเวณใต้บ้าน และจากการตรวจสอบภายในบ้านพัก พบ นางอีแคทเทอรีน่า มิกูลิน่า (Mrs.Ekaterina Mikulina) สัญชาติรัสเซีย อายุ 38 ปี กำลังใช้โน้ตบุ๊กเปิดเว็บไซต์ “Booking Calendar” ที่ระบุข้อมูลการจองห้องพักอย่างชัดเจน

    นายโอเล็กฯ ให้การว่า ตนไม่ได้ประกอบธุรกิจรถเช่า แต่ได้ร่วมกับนางอีแคทเทอรีน่าฯ ประกอบธุรกิจที่พัก “มูนเว บังกะโล” โดยทั้งสองจะทำงานอยู่ที่บ้านพัก คอยตอบข้อความลูกค้าผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp และลงข้อมูลการจองห้องพัก

    ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้นำทั้งสองไปยัง มูนเว บังกะโล ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านศรีธนู หมู่ 8 ต.เกาะพะงัน และเมื่อตรวจสอบที่แผนกต้อนรับ ไม่พบเอกสารใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมหรือที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม

    นายโอเล็กฯ และ นางอีแคทเทอรีน่า ยอมรับสารภาพว่า บังกะโลจำนวน 7 ห้อง คิดค่าเช่าวันละ 500 บาทต่อห้อง ไม่มีใบอนุญาตจริง เนื่องจากเข้าใจผิดว่ามีเพียงหนังสือรับรองบริษัทก็เพียงพอแล้วนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจสอบบริเวณบังกะโล และพบ นางหล้า เอ (Mrs.Hla Aye) สัญชาติเมียนมาร์ อายุ 21 ปี กำลังให้บริการลูกค้าอยู่ภายในห้องพัก นางหล้าฯ ให้การว่า นายโอเล็กฯ และนางอีแคทเทอรีน่าฯ เป็นเจ้านาย จ้างตนมาเป็นพนักงานต้อนรับและแม่บ้าน รับเงินเดือน 15,000 บาท

    ตำรวจแจ้งข้อหาดำเนินคดี ได้แก่ 1.นายโอเล็ก อีลิซีฟ ชาวรัสเซีย อายุ 51 ปี ร่วมกันประกอบธุรกิจ (บังกะโล) โดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (ผู้จัดการ), และเป็นนายจ้างจ้างคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ 

    2.นางอีแคทเทอรีน่า มิกูลิน่า ชาวรัสเซีย อายุ 38 ปี ร่วมกันประกอบธุรกิจ (บังกะโล) โดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (ผู้จัดการ) 

    และ 3.นางหล้า เอ ชาวเมียนมา อายุ 21 ปี เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (พนักงานต้อนรับ/แม่บ้าน)

    พ.ต.อ.อภิชาต จันทร์สำเร็จ ผกก.สภ.เกาะพะงัน กล่าวว่ากรณีนี้ยังต้องขยายผลต่อ เรื่องการประกอบจดจัดตั้งบริษัท ในลักษณะเข้าข่ายนอมินีหรือไม่ เพราะเงิน หมุนเวียนในบัญชีหลายล้านบาทในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งมีการโอนถ่ายเงินเพื่อหลบหลีก ตบตาเจ้าหน้าที่ภายในระยะเพียงไม่กี่เดือน

    จากการสอบถาม ให้การวกไปวนมา พร้อมทั้ง มีหญิงไทยให้การช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่จะขยายผลต่อไป หากพบพยานหลักฐาน จะเอาผิดทุกคนที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ทั้งนี้ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.ได้กำชับหัวหน้าสถานีตำรวจท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวนำร่องและพื้นที่ใกล้เคียงเร่งกวาดล้างการกระทำผิดของกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาแฝงตัวก่ออาชญากรรมทุกรูปแบบ ให้ดำเนินคดีเด็ดขาดไม่เว้นทุกกรณี เพื่อสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่นนี้อย่างจริงจังและเด็ดขาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/907182/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mdT7g5uzTT1q1RSbgbzBW

  • วธ. ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์โบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ยามราตรีทั่วประเทศ นำพลังวัฒนธรรมส่งเสริมท่องเที่ยว ชูไฮไลท์เมืองมรดกโลกกับกิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” | TOPNEWS

    วธ. ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์โบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ยามราตรีทั่วประเทศ นำพลังวัฒนธรรมส่งเสริมท่องเที่ยว ชูไฮไลท์เมืองมรดกโลกกับกิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในงานแถลงข่าว

    โครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี และกิจกรรม “อยุธยานาวาเมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” ณ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    ด้าน นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    ซึ่งเป็นวิธีสำคัญอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การส่งเสริมการท่องเที่ยวโบราณสถานในภาคกลางคืน ทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น มีการทานอาหาร ซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งมีการพักค้างแรม

    ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการด้านที่พัก ร้านอาหาร และบริการอื่น ๆ สอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win คือ สามารถดำเนินการได้ทันที และเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม

    ภายใต้วิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ส่งเสริม “พลังวัฒนธรรม” ให้เกิดเป็น “รายได้จริง” ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย”

    เปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมให้เข้าถึงง่ายขึ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมศิลปากรได้กำหนดจัดกิจกรรมโครงการท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืน

    พร้อมสัมผัสวิถีไทยกับกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ มากมาย เป็นการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ โดยกำหนดจัดกิจกรรมท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรีในพื้นที่โบราณสถาน 6 แห่ง ได้แก่

    1. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรมระหว่างเดือนธันวาคม 2568 – มกราคม 2569

    2. อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา จัดกิจกรรมระหว่างเดือนธันวาคม 2568 – มกราคม 2569

    3. เมืองโบราณเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    4. อุทยานประวัติศาสตร์ก าแพงเพชร จัดกิจกรรมในเดือนมีนาคม 2569

    5. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จัดกิจกรรมในเดือนเมษายน 2569

    6. พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี จัดกิจกรรมในเดือนกรกฎาคม 2569

    ทั้งนี้ โครงการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ยามราตรี ประกอบด้วย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 6 แห่ง ได้แก่

    1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรมระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2568 – กุมภาพันธ์ 2569

    2. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมในเดือนธันวาคม 2568 (ระหว่างวันที่ 19-21 และ 26-28 ธันวาคม 2568)

    3. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมในเดือนธันวาคม 2568 (ระหว่างว ันที่ 26-28 ธันวาคม 2568)

    4. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม จัดกิจกรรมในเดือนมกราคม 2569

    5. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี จัดกิจกรรมในเดือนมกราคม 2569 (ระหว่างวันที่ 22-25 มกราคม 2569)

    6. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จัดกิจกรรมระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2569

    สำหรับอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา แหล่งมรดกโลก เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

    จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี ณ โบราณสถานวัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดไชยวัฒนาราม และพระราชวังจันทรเกษม

    โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมโบราณสถานอันทรงคุณค่าให้ได้เห็นความงดงามยามค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 16.30 น. – 21.30 น. ทุกวันศุกร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    ภายใต้กิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    โดยกำหนดให้โบราณสถานวัดไชยวัฒนารามซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพระตำหนักสิริยาลัยเป็นสถานที่จัดกิจกรรมหลัก ร่วมด้วยโบราณสถานวัดพระราม พิพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

    แบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่ วันที่ 26 ธันวาคม 2568 – วันที่ 4 มกราคม 2569 เป็นเวลา 10 วัน ต่อเนื่อง และวันที่ 9 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกวันศุกร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 16.30 น. – 21.30 น.

    ซึ่งนอกจากจะได้ชมไฟประดับโบราณสถานแล้ว ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้

    วัดไชยวัฒนาราม มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการละเล่นไทยโบราณ การลอยประทีป ตลาดโบราณนานาชาติ พร้อมแต่งชุดไทยเพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

    ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสวยงามของสถานที่ทางประวัติศาสตร์ยามค่ำคืน ทั้งนี้ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังได้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี
    ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วย

    โบราณสถานวัดพระราม แต่งชุดไทยชมไฟประดับโบราณสถานและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก พิพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม Night at the Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ

    พระราชวังจันทรเกษม พบกับกิจกรรมชาววังพาชม ชาววังชวนขึ้นหอ สายมู ยูต้องมา และการสาธิตงานศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. – 21.00 น.

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จัดกิจกรรมการเสวนาทางวิชาการ ในวันเสาร์ และอาทิตย์ เวลา 13.00 น. – 16.00 น. โดยวันที่ 11 มกราคม 2569 ยังมีการจัดกิจกรรมการประกวดแมวไทย

    โบราณคืนถิ่นกรุงศรี ปีที่ 2 พร้อมชมนิทรรศการโบราณวัตถุและของสะสม การออกร้านของที่ระลึก และการสาธิตการคัดลอกตาราแมวและฤกษ์การเดินเรือ จากสมุดไทยฉบับระยอง ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 16.00 น.

    และชมนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยมสัญจร จากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 – วันที่ 4 มกราคม 2569

    กรมศิลปากร ขอเชิญนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมกิจกรรมในโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทย

    ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสวยงามของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ยามค่ำคืน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์กรมศิลปากร
    finearts.go.th

    สำหรับกิจกรรม“อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” สอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา Ayutthaya Historical Park

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1411342&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TE6nl8anxCDvKBhB_OqiM

  • TripBuilder สตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นเพราะอยากให้การเดินทางเป็นเรื่องสนุก

    TripBuilder สตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นเพราะอยากให้การเดินทางเป็นเรื่องสนุก

    ทำความรู้จัก TripBuilder สตาร์ทอัพด้าน AI Travel Assistant จากเกาหลีที่เตรียมบุกตลาดไทย ซึ่งเริ่มต้นจากต้องการแก้ pain point ให้สามารถจัดการทริปได้ง่ายขึ้นแบบ one stop service เพื่อให้การเดินทางเป็นเรื่องสนุก

    จากสถิติพบว่า มูลค่าการจองท่องเที่ยวออนไลน์ในอาเซียนเกิน 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในระยะอันใกล้อัตราการใช้บริการออนไลน์อาจแตะ 74% ขณะที่ตลาดเทคโนโลยีการท่องเที่ยวทั่วโลกมีมูลค่าราว 11,100 ล้านดอลลาร์ และอาจขยายสู่ระดับ 18,700 ล้านดอลลาร์ ตามการเติบโตของบริการเชิงประสบการณ์

    การเติบโตดังกล่าวถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่มหาศาล จึงทำให้เกิดสตาร์ทอัพเพื่อให้บริการท่องเที่ยวออนไลน์มากขึ้น รวมถึง TripBuilder สตาร์ทอัพด้าน AI Travel Assistant จากเกาหลีที่เตรียมตัวมาเปิดตลาดในประเทศไทย เนื่องจากมองเห็นศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการเดินทางและท่องเที่ยวในบ้านเรา

    ฮูเยน Marketer ของ TripBuilder เล่าว่า จุดเริ่มต้นของสตาร์ทอัพแห่งนี้ บริษัทฯ มาจาก ‘คิม มยองจุน’ ซึ่งเป็น    ผู้ก่อตั้งขึ้นและก่อตั้ง TripBuilder ชอบท่องเที่ยว แต่การไปทริปแต่ละครั้งต้องพบกับไม่สะดวกมากมายทั้งตั๋ว    เครื่องบิน โรงแรม การเดินทางในเมือง และกิจกรรมที่กระจัดกระจายอยู่หลายที่ ผู้ใช้ต้องเปรียบเทียบและตัดสินใจ ซ้ำไปซ้ำมา

    TripBuilder จึงเริ่มต้นขึ้นมา เพื่ออยากแก้ปัญหาความยุ่งยากดังกล่าว ด้วยการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ภายใต้จุดเด่น คือ การใช้ Data วิเคราะห์ตั้งแต่เที่ยวบิน โรงแรม การเดินทางภายในพื้นที่ กิจกรรมท้องถิ่น รูปแบบการเดินทาง

    โดยดูจากงบประมาณ เวลาที่มี รูปแบบการเดินทาง ความชอบส่วนตัว ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ใช้แต่ละคน และสามารถปรับแผนได้ตลอดเวลา เช่น ถ้าฝนตก ร้านปิด คนแน่น หรือเวลาไม่พอ AI จะเสนอทางเลือกใหม่ที่เหมาะกับสถานการณ์นั้นทันที

    เป้าหมาย เพื่อให้สามารถนำเสนอทริปการเดินทางที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ในช่วงเวลานั้นจริง ๆ ไม่ใช่แค่โชว์ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการจองไฟลท์บินและโรงแรม แนะนำร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมต่าง ๆ แบบ one stop service ให้ผู้ใช้ควบคุมทุกขั้นตอนของการเดินทางได้ในหน้าจอเดียวจริง ๆ

    OTA หรือ แพลตฟอร์มจองท่องเที่ยวแบบเดิม ทำแค่แสดงข้อมูลให้เลือก แต่ AI ของเราจะเข้าใจสถานการณ์และความต้องการของผู้ใช้ แล้วคัดตัวเลือกที่เหมาะที่สุดให้ทันที ดังนั้น AI ในวันนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวช่วยเสริม แต่เป็นหัวใจหลักของการวางแผนท่องเที่ยวยุคใหม่ ทำให้บทบาทของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากการหาข้อมูล มาเป็นการใช้เวลาไปกับการเดินทางจริง ๆ มากขึ้น”

    ไทยประเทศแห่งโอกาส

    ฮูเยน กล่าวว่า สำหรับ TripBuilder แล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งโอกาส เพราะเป็นหนึ่งในปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเป็นตลาดที่เปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือหลากหลายด้านเทคโนโลยีการเดินทาง

    ดังนั้น จึงต้องการร่วมสร้าง ecosystem ด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น ทั้งด้านการคมนาคม โรงแรม กิจกรรมท่องเที่ยว ประกันภัย และการชำระเงิน โดยจะเห็นความเคลื่อนไหวในปี 2026

    “เราไม่ใช่แค่การเป็นเพียงแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่เราตั้งใจจะเป็นบริษัทที่สร้างมาตรฐาน AI ด้านการเดินทางระดับโลก นักท่องเที่ยวในอนาคตจะไม่ต้องค้นหาเอง เพราะ AI จะเตรียมให้ล่วงหน้า เข้าใจบริบท และเสนอเส้นทางที่ดีที่สุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1549877&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WEf2OSnaXsuRfPI_ohuGN

  • อดีตมือปราบเกษียณ ทำเกษตรสวนสับปะรดสี เป็นแหล่งท่องเที่ยวพร้อมส่งขายต่างประเทศสร้างรายได้อย่างงาม | TOPNEWS

    อดีตมือปราบเกษียณ ทำเกษตรสวนสับปะรดสี เป็นแหล่งท่องเที่ยวพร้อมส่งขายต่างประเทศสร้างรายได้อย่างงาม | TOPNEWS

    อดีตมือปราบเกษียณ ทำเกษตรสวนสับปะรดสี เป็นแหล่งท่องเที่ยวพร้อมส่งขายต่างประเทศสร้างรายได้อย่างงาม

    • เผยแพร่ : 02/12/2025 20:00

    อดีตมือปราบเกษียณ ทำเกษตรสวนสับปะรดสี เป็นแหล่งท่องเที่ยวพร้อมส่งขายต่างประเทศสร้างรายได้อย่างงาม

    วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ท่ามกลางสายหมอก อากาศเย็นสบาย และความเขียวขจีของขุนเขา สวนสับปะรดสีวังน้ำเขียว ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา กำลังกลายเป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติและคนรักไม้ “สับปะรดสี” ต่างพากันเดินทางมาชมความงดงามของพืชลวดลายหรูหรา สีสันสดสะดุดตา ที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีตในสวนของ พ.ต.อ.นิรันดร์ ถวัลย์ภูวนาถ อดีตมือปราบตำรวจเกษียณผู้หลงใหลในเสน่ห์ไม้ประดับสีสัน ซึ่งสวนแห่งนี้เริ่มต้นจากพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทำเป็นรายได้เสริมระหว่างรับราชการ แต่วันนี้กลับเติบโตเป็น อาณาจักรสับปะรดสีสุดอลังการ ครอบคลุมพื้นที่กว้าง พร้อมกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และแหล่งจำหน่ายไม้ประดับชื่อดังของวังน้ำเขียว

    พ.ต.อ.นิรันดร์ เล่าว่า สับปะรดสีคือไม้ที่งามทั้งปี และเหมาะสมกับภูมิอากาศของวังน้ำเขียวเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้ใบมีลวดลายเด่น สีสดชัด และโตสวยกว่าในหลายพื้นที่ โดยสับปะรดสีต้องการเพียงแสงรำไรประมาณ 50% และน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่นี้มีครบ จึงทำให้ต้นไม้มีลำต้นสมบูรณ์ สีสันเข้มสวยแบบธรรมชาติ พร้อมเผยเคล็ดลับว่าการจัดวางต้นให้ได้รับลมและแสงที่พอดี คือหัวใจที่ทำให้สับปะรดสีดู “เข้ม–หรู–สะดุดตา” แม้ผู้เริ่มต้นก็เลี้ยงได้ง่าย ทุกมุมของสวนถูกจัดให้เป็นโซนถ่ายภาพสุดปัง ตั้งแต่บล็อกโชว์พันธุ์หายาก โซนไม้ไซซ์มินิสำหรับสายสะสม ไปจนถึงแปลงใหญ่ที่เรียงรายเป็นร้อยเป็นพันต้นดูอลังการ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชม ทดลองเลือกต้นไม้ และซื้อกลับบ้านได้ในราคาตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อย พร้อมจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง โดยในแต่ละวันมีออเดอร์ออกจากสวนมากกว่าพันต้น สะท้อนความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสับปะรดสี ยังเป็นไม้มงคลที่เชื่อกันว่าจะนำความโชคดี มั่งคั่ง และความรุ่งเรือง เหมาะสำหรับประดับบ้าน รีสอร์ต ร้านกาแฟ หรือมอบเป็นของขวัญ ทำให้สวนสับปะรดสีวังน้ำเขียวยิ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและกลุ่มผู้ชื่นชอบไม้สีจำนวนมาก

    พ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าวเชิญชวนว่า “มาวังน้ำเขียวยังไงก็แวะสวนได้ตลอดปี สับปะรดสีสวยทั้งปี ไม่ต้องรอฤดูกาล อยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสเสน่ห์ไม้สีในอากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยตัวเอง”สำหรับใครที่กำลังมองหาจุดพักผ่อนแนวธรรมชาติ จุดถ่ายรูปสวย หรือกำลังหาซื้อไม้ประดับคุณภาพ “สวนสับปะรดสีวังน้ำเขียว” คือจุดหมายใหม่ที่ไม่ควรพลาด พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกวัน

    ภาพ/ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    89

    ปก web ต้นคริสต์มาสจักสาน

    “ซาบีดา” เยี่ยมชมนิทรรศการถาวร-นิทรรศการพิเศษ “อาคารเครื่องทองอยุธยา” ชูมรดกศิลปกรรมล้ำค่าต่อยอดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    กองทุนพัฒนาสื่อฯ ก้าวสู่ปีที่ 11 อย่างยั่งยืน เปิดงาน STEPPING INTO YEAR 11 : Beyond Sustainability โชว์ผลงานสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

    นักเรียน ม.5/1 โรงเรียนทุ่งช้าง คว้าเหรียญทองแดงระดับอาเซียน สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดน่าน

    “ซาบีดา” นำทีมเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ ชุดไทยพระราชนิยม พระอัจฉริยภาพ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงง่าย สืบสานพระอัจฉริยภาพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง – เติมเสน่ห์อยุธยาเมืองมรดกโลก

    พิธีลงเสาเอกอาคารที่ว่าการอำเภอบ่อเกลือ หลังใหม่ เสริมสิริมงคลก่อนเริ่มก่อสร้าง

    วธ. ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์โบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ยามราตรีทั่วประเทศ นำพลังวัฒนธรรมส่งเสริมท่องเที่ยว ชูไฮไลท์เมืองมรดกโลกกับกิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1411178&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13sNT8UNFlieY34rYv40D0

  • รมว.ท่องเที่ยว บอกให้รอดูพิธีเปิดซีเกมส์ 9 ธ.ค. หลังถูกครหาไทยไม่พร้อมจัด

    รมว.ท่องเที่ยว บอกให้รอดูพิธีเปิดซีเกมส์ 9 ธ.ค. หลังถูกครหาไทยไม่พร้อมจัด

    วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.12 น.

    รมว.ท่องเที่ยว บอกให้รอดู พิธีเปิดซีเกมส์ 9 ธ.ค.นี้ หลังถูกครหา ไทยไม่พร้อมจัด แจง โปรแกรมบางชนิดกีฬา ยังไม่ออก เหตุกัมพูชาถอนตัว คาด เงินสะพัด 1.5 หมื่นล้าน

    วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในวันที่ 9-20 ธ.ค.นี้ โดยยืนยันว่า จะมีพิธีเปิดในวันที่ 9 ธ.ค.

    เมื่อถามว่า โปรแกรมการแข่งขันบางชนิดกีฬายังไม่ออก ทั้งที่ใกล้จะแข่งขันแล้ว นายอรรถกร กล่าวว่า เนื่องจากมีบางประเทศมีการเปลี่ยนแปลง บางประเทศถอนตัว ซึ่งมีปัญหาเล็กน้อย เพราะโปรแกรมการแข่งขันมีการปรับเปลี่ยนเรื่องของจำนวนนักกีฬา และบางประเทศที่ถอนตัวไป

    เมื่อถามว่า มีการโจมตีความพร้อมของประเทศไทย ว่าหลายอย่างยังไม่พร้อม นายอรรถกร กล่าวว่า เดี๋ยววันที่ 9 ธ.ค.นี้ ก็เห็น ทั้งพิธีเปิดและกระบวนการจัดการแข่งขัน ซึ่งตนเป็นประธานคณะกรรมการการแข่งขัน และที่ประชุมก็มีมติให้เลื่อนการแข่งขัน 10 ชนิดกีฬา จากเดิมที่ต้องแข่งขันที่จังหวัดสงขลา เปลี่ยนเป็นแข่งขันที่ กทม.และจังหวัดชลบุรี ซึ่งกำหนดการทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม

    เมื่อถามถึงกรณีนักกีฬาที่ลงทะเบียนเข้าการแข่งขัน ขณะนี้ทางกัมพูชาได้ส่งนักกีฬามาจำนวนเท่าไหร่ นายอรรถกร กล่าวว่า ตนจำตัวเลขไม่ได้แต่ล่าสุดกัมพูชาถอนตัวออกไป 8 ชนิดกีฬา มีแค่กัมพูชาประเทศเดียวที่ถอนตัวออกไป

    เมื่อถามว่า ใกล้จะแข่งขันแล้ว แต่เรื่องของการประชาสัมพันธ์และการตื่นตัวของประชาชน จะต้องมีการเร่งหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า เรื่องประชาสัมพันธ์ รัฐบาลได้เร่งอย่างเต็มที่ เชื่อว่าทั้งใน กทม.และจังหวัดชลบุรี ประชาชนโดยเฉพาะคอกีฬา ก็ได้รับรู้อย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็มีการประชาสัมพันธ์เพิ่ม รณรงค์ในการเป็นเจ้าภาพที่ดี แต่ต้องยอมรับว่า 1-2 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยเจอหลายเรื่อง เช่นสถานการณ์อุทกภัยที่หาดใหญ่ อาจทำให้ความสนใจของประชาชนและสื่อมวลชน ไปโฟกัสเรื่องดังกล่าวแทน

    เมื่อถามว่า มีการตั้งเป้าหรือไม่ว่า การเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาซีเกมส์ จะสร้างเม็ดเงินให้ประเทศเท่าไหร่ นายอรรถกร กล่าวว่า ตนจำตัวเลขไม่ได้ แต่อย่างน้อยคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนจากนักกีฬา บุคลากรด้านกีฬา และนักท่องเที่ยวคอกีฬาที่เดินทางเข้ามา ก็จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท

    เมื่อถามถึงกรณีเหตุน้ำท่วมภาคใต้ มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวสิ้นปีมากน้อยขนาดไหน ว่า ต้องรอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คำนวณตัวเลข แต่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทำการบ้านแล้วว่าเมื่อมีการฟื้นฟูเสร็จ จะมีการจัดกิจกรรม และอำนวยความสะดวก ซึ่งการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันเดียวกันนี้คาดว่าจะมีมาตรการที่ชัดเจนออกมา ซึ่งเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ได้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกนโยบายในการช่วยเหลือฟื้นฟูชาวหาดใหญ่

    เมื่อถามว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะมีแคมเปญในการช่วยเหลือประชาชนหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุม ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการผู้จัดซีเกมส์ มีความจำเป็นที่จะต้องโยก 10 ชนิดกีฬาในจังหวัดสงขลา มาจัดแข่งที่กรุงเทพมหานครและชลบุรี หลังจากนี้ที่มีความพร้อม กิจกรรมต่างๆที่เป็นกีฬาระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ อยากขอความร่วมมือให้ไปจัดที่จังหวัดสงขลา และภาคใต้จังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/931930&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DkoPTLMnGZU59HostLNSZ

  • คณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ�

    คณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ�

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 – 15.00 น.นายสถาปัตย์ สุขะหุต คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี นายนรพล ตันติมนตรี) เดินทางเข้าพบ นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน และคุณธีร์วรา ริพล รองประธานคณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว)
    ณ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดน่านและภาคเหนือ
    การหารือครั้งนี้ให้ความสำคัญกับ
    สถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดน่านและพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่พบในปัจจุบัน โดยเฉพาะมาตรการ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น
    การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานภายในจังหวัดน่าน ทั้งด้านการอำนวยความสะดวก การจัดการจราจร การดูแลแหล่งท่องเที่ยว และมาตรการรองรับนักท่องเที่ยว
    การบูรณาการความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง หน่วยงานในพื้นที่ และภาคเอกชน เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ
    สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ยืนยันว่า พร้อมนำข้อเสนอแนะและข้อมูลจากการหารือครั้งนี้ไปใช้ในการพัฒนาการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังมาถึงอย่างสมบูรณ์

    สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน

    @@@@@@@@@@

    กัลยา สองเมืองแก่น จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.talknewsonline.com/14575/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eLZVaYW0aZw5oIWcfYwT_

  • “ลำตะคอง” ที่เที่ยวใกล้กรุง แหล่งรวมกิจกรรม การเรียนรู้ และธรรมชาติ

    “ลำตะคอง” ที่เที่ยวใกล้กรุง แหล่งรวมกิจกรรม การเรียนรู้ และธรรมชาติ

    ชวนเที่ยวลำตะคอง ที่เที่ยว unseen จ.โคราช ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แหล่งรวมที่เที่ยวทางธรรมชาติ การผลิตไฟฟ้าภาคอีสาน และงานวิ่งที่จัดใหญ่จัดเต็ม กับ โคราชลอยฟ้ามารอธอน

    หากคุณกำลังมองหาสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติ ไม่ไกลจากกรุงเทพ แถมยังมีแหล่งเรียนรู้และกิจกรรมากมาย แนะนำที่นี่เลย ลำตะคอง หัวใจแห่งความยั่งยืนของภาคอีสาน

    ลำตะคอง เป็นทั้งชื่อของแม่น้ำสายสำคัญของโคราช และก็เป็นชื่อของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่คอยหล่อเลี้ยงทั้งน้ำกิน น้ำใช้ และการเกษตรของคนทั้งจังหวัด แต่ที่นี่ไม่ได้มีดีแค่น้ำ แต่ยังมีดีในด้านสถานที่ท่องเที่ยว UNSEEN แห่งใหม่ของไทยด้วย 

    ที่แรก อ่างเก็บน้ำตอนบนของโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา และกังหันลมเขายายเที่ยง คุณจะได้พบกับทุ่งกังหันลมของกฟผ. พร้อมวิวพาโนรามา 360 องศาแบบนี้ สามารถเช่าจักรยานปั่นชมวิวเพลิน ๆ รับอากาศบริสุทธิ์ และก็อย่าลืมแวะอุดหนุนร้านค้าของคนท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนกันด้วยนะ

    และในส่วนของอ่างพักน้ำตอนบนเขายายเที่ยง ที่นี่เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และเป็นโรงไฟฟ้าใต้ดินแห่งแรกและแห่งเดียวของไทยด้วย ทำหน้าที่ในการชาร์จพลังงาน เช่น ช่วงไหนคนใช้ไฟน้อย ก็จะสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำตะคองด้านล่าง ขึ้นมาไว้ข้างบน และในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าสูง ก็จะปล่อยน้ำผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าผลิตเป็นกระแสไฟที่ใช้ได้ทันทีนั่นเอง ซึ่งส่วนนี้เองที่ทำให้ระบบไฟฟ้าในภาคอีสานมั่นคงมากขึ้น

    หากต้องการไขความลับแห่งพลังงาน ที่นี่มี ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ลำตะคอง แนะนำผู้ปกครอง สามารถพาลูกหลาน มาเรียนรู้ด้านพลังงานไฟฟ้า ที่ผสมผสานกับเกมผจญภัยสุดทันสมัยได้ ที่นี่จะเล่าเรื่องราวการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทั้งจากไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และไฟฟ้าจากกังหันลม และที่สำคัญ ไฟฟ้าที่ใช้ในศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ก็มาจากกังหันลมเขายายเที่ยง เค้าใช้ระบบทันสมัยที่ชื่อว่า Wind Hydrogen Hybrid กักเก็บพลังงานกังหันลมเป็นก๊าซไฮโดรเจนแล้วแปลงมาเป็นพลังงาน 

    และสุดท้าย ใครเป็นสายชอบวิ่งออกกำลังกาย วิ่งมาราธอน ลำตะคอง ยังเป็นจุดหมายของงาน โคราชลอยฟ้ามาราธอน ที่จัดขึ้นทุกปี ต้อนรับนักวิ่งชาวไทยและชาวต่างชาติจากทั่วทุกสารทิศกว่า 3,000 คน วิ่งท้าลมหนาว ท่ามกลางวิวอ่างเก็บน้ำที่อลังการแบบนี้ ซึ่งสิ่งนี้เองก็สร้างความประทับใจให้แก่นักวิ่งและนักท่องเที่ยวให้กลับมาซ้ำทุกปี แถมยังกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ช่วยให้คนมีสุขภาพดี และคนท้องถิ่นมีรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/program/keep-the-world/860959&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MTmDjvAYTvyIvw4BnjiAj