Blog

  • ผู้ว่าฯ ลงป่าตองติดตามการจัดการน้ำ น้ำเสีย คมนาคม ความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยว – ข่าวภูเก็ต

    ผู้ว่าฯ ลงป่าตองติดตามการจัดการน้ำ น้ำเสีย คมนาคม ความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยว – ข่าวภูเก็ต

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket Marine Life Research Centre, Miss Universe ‘Dumbhead’ Suit, Truck Disaster || Thailand News

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket Marine Life Research Centre, Miss Universe ‘Dumbhead’ Suit, Truck Disaster || Thailand News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AF-%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3-%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2-13865.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cG2Qn7l2JiuBlfrFmVloB

  • ม.วลัยลักษณ์จับมือ 19 องค์กรกระบี่ เดินหน้า WIL ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว

    ม.วลัยลักษณ์จับมือ 19 องค์กรกระบี่ เดินหน้า WIL ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยสำนักวิชาการจัดการ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 19 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในจังหวัดกระบี่ เพื่อเปิดโครงการการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับการทำงาน (Work Integrated Learning: WIL) ประจำปีการศึกษา 2568 ตั้งเป้ายกระดับนักศึกษาสาขาการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรมให้มีทักษะพร้อมปฏิบัติงานจริงและได้มาตรฐานระดับสากล

    ม.วลัยลักษณ์จับมือ 19 องค์กรกระบี่ เดินหน้า WIL ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว

    รองศาสตราจารย์ ดร.จรัญ บุญกาญจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ระบุว่าโครงการ WIL เป็นแนวทางสำคัญตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยที่เน้นการเรียนรู้ควบคู่ประสบการณ์จริง และเป็น “หลักสูตรต้นแบบ CWIE” ที่ สป.อว. บรรจุเป็นคู่มือให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศใช้เป็นแนวทาง

    ม.วลัยลักษณ์จับมือ 19 องค์กรกระบี่ เดินหน้า WIL ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว

    ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ เปิดเผยว่า ปี 2568 มีนักศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 70 คน เข้าร่วมโครงการตลอดระยะเวลา5 เดือน(20 ต.ค. 2568 – 27 ก.พ. 2569) โดยออกแบบการเรียนรู้เป็น 3 ช่วง ได้แก่

    1.เตรียมความพร้อม 2 เดือน เรียนทฤษฎีด้านงานบริการโรงแรม

    2.ศึกษาดูงาน 1 สัปดาห์ ลงพื้นที่สถานประกอบการและรับฟังบรรยายพิเศษจาก ททท.

    3.ฝึกปฏิบัติงานจริง 12 สัปดาห์ ณ โรงแรมชั้นนำ 17 แห่งในกระบี่ ทั้งแผนกอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงแผนกแม่บ้าน พร้อมเรียนในชั้นเรียนสัปดาห์ละ 1 วันร่วมกับผู้บริหารโรงแรมมืออาชีพ

    โครงการ WIL ปีนี้ได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลเมืองกระบี่ สมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ ททท. สำนักงานกระบี่ และผู้ประกอบการโรงแรมชั้นนำในพื้นที่ ซึ่งร่วมกันผลักดันการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ให้พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/734785&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bh8hbB2LxeDK1RLZNK5tC

  • ททท.ฟื้นท่องเที่ยวใต้หลังน้ำลด บูมเคาท์ดาวน์-ตรุษจีน หาดใหญ่ ทีเส็บ กู้คืนตลาดไมซ์

    ททท.ฟื้นท่องเที่ยวใต้หลังน้ำลด บูมเคาท์ดาวน์-ตรุษจีน หาดใหญ่ ทีเส็บ กู้คืนตลาดไมซ์

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้สรุปรายงานผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ 10 จังหวัด เมื่อวันที่ 21-24 พ.ย. 2568 และเหตุวิกฤติการณ์ที่ผ่านมาตลอดปี 2568 โดยททท.คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยมาเลเซียเข้าไทย รวมจำนวน 4.55-4.37 ล้านคน หรือลดลง 8-12%

    ทั้งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าจังหวัดสงขลา รวม จำนวน 244,300 คน ลดลง 22% ทำให้จำนวนรวมการเดินทางท่องเที่ยวภาคใต้ รวม จำนวน 1.73 ล้านคนครั้ง ลดลงในภาพรวม 5%

    ทั้งนี้ททท.ได้นำเสนอแผนฟื้นฟูอุทกภัยภาคใต้ ใน 3 ระยะ ทั้งระยะเร่งด่วน, ระยะสั้น และแผนระยะกลาง-ยาว ดังนี้

    แผนระยะเร่งด่วน” ประกอบด้วย แผนช่วยฟื้นฟูพื้นที่ แผนประชาสัมพันธ์ แผนการบรรเทาทุกข์ และ แผนบริหารจัดการวิกฤตออนไลน์เชิงรุก ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานในสังกัดได้ดำเนินการแล้ว และยังคงสื่อสารการฟื้นฟูย่านการค้าและพื้นที่ท่องเที่ยวในหาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง

    ส่วนแผนระยะสั้น ประกอบด้วย 1.Event Marketing Strategy โดยการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างบรรยากาศและส่งเสริมให้เกิดการเดินทางกลับเข้าพื้นที่หาดใหญ่ ในรูปแบบงานเคาท์ดาวน์ Countdown /งาน Cultural & Festival (ตรุษจีน) และกิจกรรมกลุ่ม Sport Tourism

    2. Media/Agent Fam Trip ทั้งจากตลาดระยะใกล้ และ ตลาดระยะไกล เพื่อประชาสัมพันธ์สถานการณ์และความพร้อมการให้บริการการท่องเที่ยว

    ททท.ฟื้นท่องเที่ยวใต้หลังน้ำลด บูมเคาท์ดาวน์-ตรุษจีน หาดใหญ่ ทีเส็บ กู้คืนตลาดไมซ์

    3. Airline Focus Strategy ด้วยการ Secure seat capacity ตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียเส้นทางกัวลาลัมเปอร์-กรุงเทพฯ-เชียงใหม่-ภูเก็ต และกระบี่ ให้อัตราการบรรทุกเฉลี่ย ไม่ต่ำกว่า 85 % ร่วมกับ 7 สายการบินพันธมิตร

    4. Border Rebound Strategy การตลาดกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มชายแดน และประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม และจีนตอนใต้ เพื่อบริหารความเสี่ยงทดแทนตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซีย

    สำหรับแผนระยะกลาง-ยาว ประกอบด้วย “แคมเปญการตลาดกระตุ้นการท่องเที่ยว” โดยนักท่องเที่ยวไทย ด้วยมาตรการ Tax incentive ด้วยสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมสำหรับทริปที่ซื้อผ่านผู้ประกอบการท้องถิ่น (เที่ยวดีมีคืน) Cash Back/ เคลมภาษีผ่าน e-Receipt รับเครดิตภาษีคืน 5–10% ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะเน้นมาตรการ Sale Promotion อาทิ จองห้องพัก 2 คืน แถม 2 คืน กิจกรรม flash sale ห้องพัก 48 ชม. ร่วมกับ OTA หรือโครงการ ภาคใต้ Passport Privilege

    รวมถึง “การส่งเสริมการเดินทางทางบก (คาราวาน)” เจาะตลาด CLMV (กัมพูชา-ลาว-เมียนมา-เวียดนาม) รวมถึงสิงคโปร์และจีนตอนใต้เพื่อสร้างการรับรู้สถานการณ์หาดใหญ่ และกระตุ้นเดินทาง ช่วงมีนาคม-เมษายน 2569 “การจัดกิจกรรม Media/Agent fam trip to Hat Yai” 

    ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าททท.ได้ประชุมร่วมภาคเอกชน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่หาดใหญ่ เพื่อวางมาตรการเร่งฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่น ภายใต้แนวคิด Smile@Hatyai คืนรอยยิ้มให้ชาวหาดใหญ่ โดยมีการหารือประเด็นสำคัญ ดังนี้

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    1.การให้ความสนับสนุนบริการรถสาธารณะในเมืองสำหรับนักท่องเที่ยว 2. ความพร้อมกิจกรรม Countdown สมิหลา สงขลา และ งานตรุษจีน หาดใหญ่ 3. การทำโปรโมชั่นผ่าน Amazing Thailand Privilege และ 4.การดึง MICE และนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลับมา โดยททท. พร้อมจับมือทุกภาคส่วน ฟื้นฟู เสริมความปลอดภัย และผลักดันให้การท่องเที่ยวภาคใต้กลับมาคึกคักอีกครั้งอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

    ขณะที่ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า จากการสำรวจของทีเส็บในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ มีงานไมซ์ในประเทศยกเลิกการจัดงาน 1 งาน โดยเป็นงานที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมงาน 1,200 คน และมี 3 งานที่เลื่อนการจัดงานออกไป รวมจำนวนผู้เข้าร่วม 11,400 คน

    ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์

    ผลกระทบเบื้องต้นต่ออุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 120-150 ล้านบาท จากการสูญเสียรายได้ของโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลกระทบต่อความต่อเนื่องของปฏิทินไมซ์ และความเชื่อมั่นของผู้จัดงานระดับชาติและนานาชาติ

    อย่างไรก็ตามภายหลังที่ถนนสายหลักในพื้นที่เมืองหาดใหญ่เริ่มกลับมาใช้งานได้ ทีเส็บได้ประสานกับศูนย์ประชุมโรงแรม และสถานที่จัดงาน เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและฟื้นฟูระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ และความพร้อมทางเทคนิค

    โดยสถานที่จัดงานหลักในพื้นที่ เช่น ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (ICC หาดใหญ่) และ The Signature Convention Center-Hatyai Signature Hotel ไม่ได้รับความเสียหายเชิงโครงสร้างอาคาร และสามารถเปิดดำเนินการได้ เมื่อผ่านการตรวจสอบระบบความปลอดภัย

    ขณะที่โรงแรมไมซ์หลักกว่า 15 แห่งที่มีพื้นที่ประชุมรวมกว่า 10,000 ตร.ม. รวมถึง ลีการ์เดนส์ พลาซ่า หาดใหญ่ พื้นที่โซนกิจกรรมกลางเมืองและย่านถนนนิพัทธ์อุทิศ ยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟู

    ในด้านการฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ในช่วงที่ทุกภาคส่วนดำเนินการปรับปรุงจัดระเบียบพื้นที่และผู้ประกอบการตลอดจนสถานที่จัดงานกำลังเร่งปรับปรุงอาคารและระบบสนับสนุนการจัดงานเพื่อให้กลับมารองรับกิจกรรมไมซ์ได้ตามมาตรฐาน

    ทีเส็บได้นัดหารือผู้ประกอบการไมซ์ในอำเภอหาดใหญ่ เพื่อวางแผนกระตุ้นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมไมซ์ในภาคใต้ภายใต้แคมเปญ Southern MICE Ready ที่จะได้รับการขับเคลื่อนด้วย 3 กลยุทธสำคัญคือ Ease Up-Empower-Enhance

    โดยจะมีแพ็กเกจสนับสนุนการจัดงานที่ออกแบบมาใช้เฉพาะภาคใต้คือลดขั้นตอนและเงื่อนไขการขอรับการสนับสนุน เพื่อจูงใจงานที่เลื่อนให้กลับมาจัดใหม่ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568-กันยายน 2569 รวมทั้งดึงงานอื่นๆ ทั้งงานในประเทศและงานจากต่างประเทศให้มาจัดในพื้นที่ พร้อมๆ กับการเสริมความแข็งแกร่งระบบนิเวศไมซ์

    กลยุทธ์ Ease Up มุ่งเร่งฟื้นกิจกรรมไมซ์อย่างต่อเนื่อง ลดเงื่อนไขการสนับสนุนการจัดงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกด้านปฏิบัติการให้ผู้ประกอบการกลับมาจัดงานได้อย่างต่อเนื่องในช่วงฟื้นฟู

    สนับสนุนทั้งงานองค์กร งานรัฐ-เอกชน งานประชุมวิชาการ งานเทศกาล และงานแสดงสินค้าขนาดกลาง-ใหญ่ พร้อมส่งเสริมการกระจายงานไมซ์จากส่วนกลางสู่ภูมิภาค สร้างรายได้และความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

    กลยุทธ์ Empower มุ่งดึงดูดและสนับสนุนการจัดงานไมซ์ในจังหวัดต่าง ๆ โดยทีเส็บจะเป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้จัดงานกับผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมสนับสนุนงบประมาณและสิทธิประโยชน์ด้านการตลาดให้กับการจัดงาน

    รวมไปถึงการผลักดันงานใหม่ๆ ลงพื้นที่ จัดทริปให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเยี่ยมชมพื้นที่เพื่อกระตุ้นการจัดประชุม รวมทั้งเร่งการสื่อสารประชาสัมพันธ์ความพร้อมของพื้นที่จัดงาน เพื่อให้ตลาดไมซ์มีความมั่นใจที่จะจัดงานในพื้นที่

    กลยุทธ์ Enhance มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศไมซ์ภาคใต้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการ และมาตรฐานสถานที่จัดงาน

    พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภูมิภาคนี้สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/646220&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-Uuaizdxsg74ECT8n3mCs

  • ทะเลตรังฟื้นตัวหลังมรสุม  นักท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก

    ทะเลตรังฟื้นตัวหลังมรสุม นักท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก

    ทะเลตรังฟื้นตัวหลังมรสุม นักท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก

    วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศที่ เกาะกระดาน จังหวัดตรัง รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ถ้ำมรกต เกาะเหลาเหลียง และเกาะลิบง พบว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาสัมผัสทะเลสีคราม เหมาะสำหรับดำน้ำ เล่นน้ำ อาบแดด และพักผ่อนกับครอบครัวในช่วงวันหยุดยาวนี้

    ด้าน นายอานนท์ กิ่งเกาะยาว ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทะเลตรัง เปิดเผยว่า ได้เดินหน้าจัดแคมเปญท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “เที่ยวทะเลตรังรักษ์โลก – เที่ยวคนละชั้น” ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมากว่า 10 ปี มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการลดขยะและดูแลสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมที่ผ่านมา เช่น การเก็บขยะชายหาด งดใช้ถุงพลาสติกและกล่องโฟม รวมถึงการนำขยะกลับขึ้นฝั่งทุกครั้ง

    ปีนี้ นายอานนท์ต่อยอดแนวคิดด้วยการเชิญชวนนักท่องเที่ยวใช้ “ชั้น” หรือปิ่นโต/กล่องข้าวแบบซ้อนชั้น เพื่อแทนการใช้ภาชนะใช้แล้วทิ้งระหว่างการท่องเที่ยว ที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้ผู้เดินทางเลือกเมนูอาหารเองตามใจชอบ อาทิ ปลาอินทรีทอดน้ำปลา ผัดผักเหรียง ต้มยำทะเล น้ำพริกปูม้า ผัดหอยตะลับ ต้มส้มปลากระบอก แกงส้มกุ้ง–หอย–ปู–ปลา แกงปูม้าชะพลู รวมถึงผลไม้ตามฤดูกาล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/933565&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22nL-2tFsGTwrwouPKGpcm

  • ผู้ว่าฯภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตองติดตามการบริหาร จัดการน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย คมนาคม | TOPNEWS

    วันนี้ (9 ธันวาคม 2568) เวลา 14.00 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตอง อำเภอกะทู้ เพื่อร่วมรับฟังปัญหาและหารือการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงมาตรการคมนาคมและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้  นางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง, นายษณกร กี่สิ้น นายอาวุธ หนูเชต นายประสาร ประทีป ณ ถลาง รองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง , คณะผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

    คณะได้ลงพื้นที่ที่ ประตูระบายน้ำคลองปากบาง ซึ่งเพิ่งส่งมอบจากกรมโยธาธิการและผังเมืองให้เทศบาลเมืองป่าตอง ดูแล โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้พูดคุยถึงแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการจัดการขยะต้นทาง โดยเทศบาลเตรียมติดตั้งระบบเก็บขยะอัตโนมัติบริเวณประตูระบายน้ำ เพื่อช่วยลดปัญหาขยะอุดตันและเสริมความพร้อมของพื้นที่ในช่วงฤดูฝน

    ด้านปัญหาน้ำเสีย ป่าตองมีน้ำเสียเฉลี่ยราว 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่โรงบำบัดรองรับได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ยังมีความท้าทายจาก “ตะกอนสะสมในคลองปากบาง” ซึ่งไม่ได้ขุดลอกมานาน ทำให้เมื่อน้ำหลาก น้ำเสียและตะกอนถูกพัดลงทะเล กระทบต่อคุณภาพน้ำชายหาด ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของภูเก็ต

    ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้หารือแนวทางพัฒนาระยะเร่งด่วนและระยะยาว ได้แก่เร่งขุดลอกคลองปากบางเพื่อคืนสมดุลการไหลของน้ำ การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียให้รองรับการขยายตัวของชุมชนและสถานประกอบการ และส่งเสริมการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้มากที่สุด

    หลังจากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ ถนนหลวงปู่สุภา เพื่อดูสภาพความพร้อมด้านการคมนาคมและการเดินทางในช่วงไฮซีซั่น พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงการสัญจรให้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้คณะยังได้เยี่ยมชมการทำงานของ โรงบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองป่าตอง พูดคุยถึงการบริหารจัดการน้ำเสีย การกักเก็บน้ำ และมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำก่อนปล่อยลงทะเล เพื่อให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

    ปิดท้ายด้วยการลงพื้นที่ ชายหาดป่าตอง และซอยบางลา เพื่อร่วมพูดคุยกับหน่วยงานดูแลพื้นที่ด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สภาพแวดล้อมชายหาด และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองที่สวยงามและปลอดภัยของทุกคนที่มาเยือน

    ภาพ/ข่าว จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1418583&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bJfqJ9mjh16O64by2GQrH

  • ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 2’ จำกัด 10 ล้านสิทธิ์ คนละ 2,000 เตรียมชงเข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 2’ จำกัด 10 ล้านสิทธิ์ คนละ 2,000 เตรียมชงเข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    ดูทีวีกด 33 ดูออนไลน์ที่ 3Plus - ช่อง3

    ออกจากระบบ

    เสียใจจังจะหยุดพักความสนุกไว้แค่นี้…

    ยกเลิกตกลง

    ล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด

    คุณต้องการล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด?

    ยกเลิกล้างทั้งหมด

    ลบบัญชี

    หากคุณลบบัญชี 3Plus คุณจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบได้อีกต่อไป

    คุณเเน่ใจหรือไม่ว่าต้องการดำเนินการต่อ

    ยกเลิกตกลง

    เศรษฐกิจ

    8 ชั่วโมงที่แล้ว

    14 views

    ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 2’ 10 ล้านสิทธิ์ คนละ 2,000 เตรียมชงเข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/5ulEsmDMF1g

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  คนละครึ่งพลัสเฟส2

    คุณอาจสนใจ

    Related News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/453040&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VKZsrKtVkInOcySQM18_S

  • ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

    ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2896987&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw123yN5Duc3UYYujYpohApu

  • ผู้ว่าฯภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตองติดตามการบริหาร จัดการน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย คมนาคม | TOPNEWS

    วันนี้ (9 ธันวาคม 2568) เวลา 14.00 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตอง อำเภอกะทู้ เพื่อร่วมรับฟังปัญหาและหารือการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงมาตรการคมนาคมและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้  นางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง, นายษณกร กี่สิ้น นายอาวุธ หนูเชต นายประสาร ประทีป ณ ถลาง รองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง , คณะผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

    คณะได้ลงพื้นที่ที่ ประตูระบายน้ำคลองปากบาง ซึ่งเพิ่งส่งมอบจากกรมโยธาธิการและผังเมืองให้เทศบาลเมืองป่าตอง ดูแล โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้พูดคุยถึงแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการจัดการขยะต้นทาง โดยเทศบาลเตรียมติดตั้งระบบเก็บขยะอัตโนมัติบริเวณประตูระบายน้ำ เพื่อช่วยลดปัญหาขยะอุดตันและเสริมความพร้อมของพื้นที่ในช่วงฤดูฝน

    ด้านปัญหาน้ำเสีย ป่าตองมีน้ำเสียเฉลี่ยราว 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่โรงบำบัดรองรับได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ยังมีความท้าทายจาก “ตะกอนสะสมในคลองปากบาง” ซึ่งไม่ได้ขุดลอกมานาน ทำให้เมื่อน้ำหลาก น้ำเสียและตะกอนถูกพัดลงทะเล กระทบต่อคุณภาพน้ำชายหาด ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของภูเก็ต

    ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้หารือแนวทางพัฒนาระยะเร่งด่วนและระยะยาว ได้แก่เร่งขุดลอกคลองปากบางเพื่อคืนสมดุลการไหลของน้ำ การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียให้รองรับการขยายตัวของชุมชนและสถานประกอบการ และส่งเสริมการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้มากที่สุด

    หลังจากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ ถนนหลวงปู่สุภา เพื่อดูสภาพความพร้อมด้านการคมนาคมและการเดินทางในช่วงไฮซีซั่น พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงการสัญจรให้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้คณะยังได้เยี่ยมชมการทำงานของ โรงบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองป่าตอง พูดคุยถึงการบริหารจัดการน้ำเสีย การกักเก็บน้ำ และมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำก่อนปล่อยลงทะเล เพื่อให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

    ปิดท้ายด้วยการลงพื้นที่ ชายหาดป่าตอง และซอยบางลา เพื่อร่วมพูดคุยกับหน่วยงานดูแลพื้นที่ด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สภาพแวดล้อมชายหาด และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองที่สวยงามและปลอดภัยของทุกคนที่มาเยือน

    ภาพ/ข่าว จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1418583&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bJfqJ9mjh16O64by2GQrH

  • เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน?

    เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน?

    ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ทวีความอ่อนไหวขึ้นในช่วงล่าสุด หอการค้าไทยได้ออกมาย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ‘อธิปไตยต้องมาก่อน’ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าปัจจัยดังกล่าว จะไม่สั่นคลอนทิศทางการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งยังคงมีอัตราภาษีที่ระดับ 19% ที่ไทยยังแข่งขันได้

    ภาคผู้ส่งออกไทยสะท้อนมุมมองในอีกด้านว่า การเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ อาจไม่สามารถปิดดีลได้ในระยะสั้น และยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะหยิบยกประเด็นความปะทะบริเวณชายแดนมาชะลอการเจรจาครั้งใหม่หรือไม่

    ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งแรงสั่นสะเทือนต่อทิศทางการค้า การลงทุน ไม่เพียงเป็นประเด็นด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ที่ทุกฝ่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    หอการค้าย้ำ ‘อธิปไตยชาติสำคัญที่สุด’

    ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงทิศทางเศรษฐกิจและการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ (Reciprocal Tariff) ท่ามกลางความกังวลว่าเหตุปะทะอาจส่งผลกระทบต่อกรอบเวลาการเจรจาภาษี

    ดร.ชนินทร์ แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนว่า ภาคเอกชนเข้าใจสถานการณ์ดีและขอเอาใจช่วยรัฐบาล โดยมองว่าความมั่นคงและอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งสำคัญที่สุด (Absolute) พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีความชอบธรรม (Legitimate) และมีสิทธิในการป้องกันตนเองอย่างเต็มที่ เนื่องจากไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง

    เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน? 1

    ประเด็นหลักของความขัดแย้งในครั้งนี้ ดร.ชนินทร์ระบุว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องทุ่นระเบิดและการเก็บกู้ (De-mining) ซึ่งตามข้อตกลงควรจะต้องมีการเจรจาและเก็บกู้ระเบิด แต่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ขัดขวางไม่ให้มีการถอดทุ่นระเบิด ซึ่งถือว่าผิดสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) และกฎบัตรสหประชาชาติ

    โดยภาคเอกชนเชื่อมั่นในทีมกระทรวงการต่างประเทศที่จะชี้แจงในเวทีโลกว่าไทยไม่ใช่ผู้เริ่มต้นเหตุการณ์

    ยืนยันภาษีสหรัฐฯ อยู่ที่ 19% ไม่ใช่ 36% ย้ำยัง ‘สู้ได้’

    ในประเด็นเรื่องการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะชะงักงัน ดร.ชนินทร์ ชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องว่า

    “ปัจจุบันอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากไทยตามข้อตกลงล่าสุด เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนที่ผ่านมา อยู่ที่ 19% เท่านั้น ไม่ใช่ 36% อย่างที่กังวลกัน”

    ซึ่งเป็นอัตราที่บังคับใช้แล้วและครอบคลุมเกือบทุกประเทศในอาเซียน ทำให้ไทยยังพอมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

    สำหรับการเจรจาเพื่อขอลดภาษีให้ต่ำกว่า 19% ที่รัฐบาลชุดนี้และกระทรวงพาณิชย์พยายามผลักดันนั้น

    “แม้อาจจะไม่ทันกำหนดเวลาเดิมหรือต้องหยุดชะงักชั่วคราวเนื่องจากปัญหาชายแดน แต่ทางภาคเอกชนมองว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และควรรอให้เหตุการณ์สงบเรียบร้อยเสียก่อนจึงค่อยกลับมาเจรจา”

    เป้าหมายถัดไปดันสินค้าเกษตร-อาหาร เข้า ‘Exemption List’

    ดร.ชนินทร์ เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมีการหารือกับภาคธุรกิจของสหรัฐฯ มาโดยตลอด และเห็นแนวโน้มที่ดีในการเจรจาครั้งต่อไป โดยเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการลดภาษีจาก 19% แต่คือการผลักดันให้สินค้าเกษตรและอาหารของไทย เช่น กาแฟ น้ำมะพร้าว และเนื้อสัตว์ เข้าไปอยู่ใน บัญชียกเว้นภาษี (Exemption List) หรือไม่เสียภาษีเลย

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนยืนยันว่ามีข้อมูลพร้อมครบถ้วนแล้ว หากสถานการณ์ชายแดนคลี่คลายและมีความชัดเจนเมื่อใด ก็พร้อมที่เดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ ได้ทันที

    โดยสถานการณ์ในขณะนี้เปรียบเสมือนการที่เราต้องเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัย ก่อนที่จะลงมือปลูกสร้างสิ่งใหม่ ดร.ชนินทร์ ย้ำว่า “ขอให้จัดการปัญหาอธิปไตยให้เรียบร้อยก่อน ส่วนเรื่องเศรษฐกิจและการค้านั้น ฐานที่ 19% ยังเป็นจุดที่ภาคธุรกิจไทยยืนอยู่ได้ และพร้อมจะวิ่งต่อทันทีเมื่อสัญญาณความมั่นคงชัดเจน”

    ห่วงเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ยากที่จะปิดดีลในเร็ววัน

    ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท. ) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สรท. มองว่า “จากการประเมินการเจรจาภาษีสหรัฐฯ คงจะยังไม่ยุติในเร็ววัน ประเด็นนี้ทรัมป์จะยกเรื่องการปะทะมาชะลอการเจรจาหรือไม่ คาดเดาได้ยากมาก ขึ้นอยู่กับเขามองเรื่องนี้อย่างไร จะเอามาปนกันหรือไม่ เป็นไปได้หมด ทางไทยต้องประคอง เก็บหลักฐานการถูกรุกรานก่อนให้ครบถ้วนที่สุด”

    เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน? 2

    อย่างไรก็ตาม ต่อสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อภาคการส่งออก สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด

    โดยเฉพาะกรณีที่เกิดการเผชิญหน้าหรือมีความเสี่ยงปะทะเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้าและมีความเปราะบางสูง

    1. สถานการณ์ที่ตึงเครียดต่อเนื่องมีแนวโน้มส่งผลกระทบโดยตรง

    • ความมั่นคงของเส้นทางการค้าชายแดน
    • ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และเวลาขนส่ง
    • ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ส่งออก และผู้บริโภค

    ซึ่งอาจซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลออยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ปกติควรเป็นฤดูกาลที่กิจกรรมเศรษฐกิจฟื้นตัว

    2. ผลกระทบจริงที่เกิดขึ้นต่อผู้ส่งออกไทย (ตามข้อมูล สรท.)

    ปัจจุบัน ผู้ส่งออกจำนวนมากได้ หยุดการขนส่งผ่านด่านชายแดน และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปใช้

    • เส้นทางเรือ (sea freight)
    • การลากตู้ทางบกในระยะทางที่ไกลขึ้น (inland haulage)

    ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความล่าช้า ซึ่งการเปลี่ยนเส้นทางดังกล่าวทำให้

    • ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก
    • ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้น
    • กระทบต่อความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

    ผลกระทบนี้รุนแรงเป็นพิเศษสำหรับ SMEs ที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนและสภาพคล่อง

    3. ข้อเสนต่อรัฐบาล

    สรท.ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ดังนี้

    1.ใช้สันติวิธีและการทูตเป็นกลไกหลัก

    เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลุกลาม ซึ่งจะช่วยรักษาความเชื่อมั่นจากคู่ค้าต่างประเทศและปกป้องภาพลักษณ์ของประเทศไทย

    2.บริหารจัดการพื้นที่ชายแดนให้ปลอดภัย พร้อมดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพเส้นทางโลจิสติกส์

    รวมถึงการเตรียมความพร้อมของด่านทางเลือกหรือเส้นทางขนส่งสำรอง เพื่อไม่ให้ระบบส่งออกหยุดชะงัก

    3.สื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง
    เพื่อลดความกังวลของประชาชน นักท่องเที่ยว และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งบรรยากาศด้านความเชื่อมั่นมีผลโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    4.พิจารณามาตรการบรรเทาต้นทุนโลจิสติกส์เร่งด่วนเช่น

    • มาตรการลดค่าใช้จ่ายท่าเรือ
    • การอำนวยความสะดวกพิธีการศุลกากร
    • สิทธิประโยชน์ภาษีชั่วคราว

    เพื่อช่วยผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    4. ผลต่อบรรยากาศช่วงปีใหม่

    หากสถานการณ์ยังคงตึงเครียดหรือเกิดเหตุปะทะเพิ่มเติม อาจส่งผลต่อ

    • ความรู้สึกปลอดภัยของประชาชน
    • การเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
    • กำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงเทศกาล

    ซึ่งอาจทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจช่วงปีใหม่ “อ่อนแรงกว่าที่ควรจะเป็น”แต่หากรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้ดี ใช้การทูตเชิงรุก และสื่อสารอย่างต่อเนื่องผลกระทบดังกล่าวจะลดลงและจำกัดอยู่ในบางพื้นที่เท่านั้น

    5. เสถียรภาพชายแดน = เสถียรภาพด้านการค้าและเศรษฐกิจโดยตรง

    ภาครัฐจึงควรดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดลุกลาม พร้อมช่วยเหลือผู้ส่งออกที่กำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง

    ภาพ: Harvepino / Getty images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-cambodia-clash-economic-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ljZY9o_eZ8wRTBYIAXa9s

  • ปชป. ร่วมเวทีถกสภาดิจิทัลฯ! เสนอ 5 แนวทางจัดการอย่างมีกลยุทธ์พัฒนา”เศรษฐกิจดิจิทัล” ไทย

    ปชป. ร่วมเวทีถกสภาดิจิทัลฯ! เสนอ 5 แนวทางจัดการอย่างมีกลยุทธ์พัฒนา”เศรษฐกิจดิจิทัล” ไทย

    วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.25 น.

    ปชป. ร่วมเวทีถกสภาดิจิทัลฯ! เสนอ 5 แนวทางจัดการอย่างมีกลยุทธ์พัฒนา”เศรษฐกิจดิจิทัล” ไทย  เพื่อให้ประเทศสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความมั่นคงของชาติ 

    เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ได้เข้าพบและหารือกับสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ณ ทรูดิจิทัลพาร์ค เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

    การหารือครั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นถึง ความท้าทายเชิงโครงสร้าง ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล พร้อมกับเสนอให้รัฐบาลบริหารจัดการอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อทำให้ประเทศมีความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ

    1. ความท้าทายด้านอธิปไตยข้อมูลและความมั่นคงของชาติ
    ประเด็น: การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลสำคัญของพลเมือง (เช่น ข้อมูลสุขภาพและการเงิน) โดยบริษัทต่างชาติ ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ และการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรม

    แนวทางพิจารณา: หลายประเทศพัฒนาแล้วได้นำนโยบาย Data Localization มาใช้เพื่อบังคับให้บริษัทแพลตฟอร์มต่างชาติต้องมาจัดตั้งนิติบุคคลหรือศูนย์ข้อมูลในประเทศ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้ทางการค้าจากมหาอำนาจ โดยอาจพิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมายที่ไม่ใช่ประเด็นการค้าโดยตรง เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR-like) หรือการกำหนดข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูงเป็นพิเศษ (เช่น ข้อมูลพันธุกรรม) ให้ต้องจัดเก็บภายในประเทศเท่านั้น

    2. วิกฤตการขาดแคลนกำลังคนดิจิทัล (Digital Talent Gap)
    ประเด็น: แม้ว่าตลาดงานดิจิทัลจะมีความต้องการสูงและเสนอค่าตอบแทนที่สูง แต่ประเทศไทยยังคงมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะที่จำเป็น โดยเฉพาะในสายงาน STEM

    ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง: ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การผลิตของมหาวิทยาลัย แต่เกิดจากระบบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาที่ยังไม่สามารถกระตุ้นให้นักเรียนเห็นความสำคัญและสนใจในสายงาน STEM โดยปัจจุบัน สัดส่วนบัณฑิตสาย STEM ของไทยยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก (ประมาณ 20% เทียบกับเป้าหมาย 50%) และสัดส่วนประชากรที่มีทักษะการเขียนโค้ดก็ยังอยู่ในระดับต่ำ (16%)

    3. ปัญหาในกลไกสนับสนุนสตาร์ทอัพและการร่วมลงทุน
    ประเด็น: สภาพแวดล้อมทางกฎหมายและการลงทุนในประเทศยังไม่เอื้ออำนวย ทำให้นิติบุคคลสตาร์ทอัพส่วนใหญ่เลือกไปจดทะเบียนในต่างประเทศ (เช่น สิงคโปร์)

    ข้อจำกัดของกลไกรัฐ: โมเดลการร่วมลงทุน (Co-investment) ของภาครัฐมีแนวโน้มให้เอกชนรับความเสี่ยงสูงในช่วงเริ่มต้น (Seed Stage) และรัฐบาลจะเข้าร่วมลงทุนเมื่อความเสี่ยงลดลงแล้ว (บริษัทเริ่มอยู่รอด) ซึ่งเป็นแนวทางที่สวนทางกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่รัฐบาลมักยอมรับความเสี่ยงสูงในช่วงแรกเพื่อกระตุ้นนวัตกรรม ปัญหานี้ส่วนหนึ่งมาจากความกังวลของเจ้าหน้าที่รัฐเรื่องการถูกฟ้องร้องภายใต้มาตรา 157

    4. การให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลมูลค่าสูง
    ประเด็น: หน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งยังคงมุ่งเน้นไปที่การดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม (Infrastructure Layer) ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มน้อยลง เมื่อเทียบกับเลเยอร์ที่สูงขึ้นในห่วงโซ่คุณค่าดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน, ข้อมูล, และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    แนวทางพิจารณา: เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว ประเทศควรปรับกลยุทธ์ไปเน้นที่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supplier) หรือการส่งออกวิศวกร AI ให้กับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แทนที่จะมุ่งสร้างแบรนด์เทคโนโลยีระดับโลกด้วยตนเอง

    5. ความจำเป็นในการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศ
    ประเด็น: ความพยายามในการร่างกฎหมายกำกับดูแล เช่น กฎหมาย AI นั้นมีความจำเป็น แต่การคัดลอกกฎหมายจากต่างประเทศโดยไม่คำนึงถึงบริบทของไทยอาจกลายเป็นการสร้างข้อจำกัดให้กับผู้ประกอบการไทย

    แนวทางพิจารณา: ควรพิจารณานำกรอบการกำกับดูแลที่มุ่งเน้นการสนับสนุนให้เกิดการนำ AI ไปใช้ (Adoption) ในภาครัฐและเอกชนในวงกว้างก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ กำหนดขอบเขตข้อจำกัดตามมา เพื่อไม่ให้การกำกับดูแลเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/458025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KYS34ONb-HvT5MSLXBfqX