Blog

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl

  • พาณิชย์นำทีม! ดึงสินค้าเด่นชายแดน ‘ร่วมมหกรรมกีฬา’ หวังสร้างเม็ดเงินเข้าพื้นที่

    พาณิชย์นำทีม! ดึงสินค้าเด่นชายแดน ‘ร่วมมหกรรมกีฬา’ หวังสร้างเม็ดเงินเข้าพื้นที่

    พาณิชย์นำทีม! ดึงสินค้าเด่นชายแดน ‘ร่วมมหกรรมกีฬา’ หวังสร้างเม็ดเงินเข้าพื้นที่

    วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

    ‘พาณิชย์-ท่องเที่ยวฯ’ ดึงสินค้าเด่น 7 จังหวัดชายแดนกัมพูชา ‘ร่วมมหกรรมกีฬา’ หวังสร้างเม็ดเงินเข้าพื้นที่รับผลกระทบ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชมกิจกรรม ‘ชิม ช้อป เชียร์’ by MOC ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กระทรวงพาณิชย์จัดขึ้นร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

    ร้อยตรีจักรา กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ในด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และการบรรเทาผลกระทบการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

    โดยกระทรวงพาณิชย์ได้นำสินค้า ของกิน ของใช้ และของที่ระลึกจากผู้ประกอบการ SMEs ในส่วนภูมิภาค รวม 100 ราย มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้าบริเวณสนามกีฬาต่างๆ โดยเน้นกลุ่มผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว ตราด และจันทบุรี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนในช่วงเวลานี้ เพื่อสร้างรายได้และโอกาสทางการค้า คาดว่ายอดขายรวมจากกิจกรรมนี้จะสูงกว่า 20 ล้านบาท

    กิจกรรม ‘ชิม ช้อป เชียร์’ by MOC จะเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าตลอดช่วงการแข่งขันกีฬาสำคัญทั้งสองรายการ ใน 3 จังหวัดหลัก ดังนี้ 1.กรุงเทพมหานคร ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 (ตลอดช่วงการแข่งขันซีเกมส์) ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจาก 7 จังหวัดชายแดน ไทย – กัมพูชา ปริมณฑล ผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และผู้ประกอบการแฟรนไซส์อาหาร – เครื่องดื่ม รวม 40 บูธ 2.จังหวัดชลบุรี ณ ชายหาดพัทยากลาง ระหว่างวันที่ 11 – 15 ธันวาคม 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากภาคตะวันออก รวมทั้ง 3 จังหวัดชายแดน (จันทบุรี ตราด และสระแก้ว) รวม 40 บูธ และ 3.จังหวัดนครราชสีมา ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม 2569 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดนครราชสีมาและ 4 จังหวัดชายแดน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์) รวม 20 บูธ

    ร้อยตรีจักรา กล่าวทิ้งท้ายว่า การร่วมในงาน ‘ชิม ช้อป เชียร์’ by MOC ไม่เพียงแต่จะได้ชิมและช้อปสินค้าเด่นจากแต่ละจังหวัด แต่ยังเป็นการ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยรวมด้วย

    /////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/933603&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iNgTTp6emvm92tPuR6J3T

  • ผู้ว่าฯภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตองติดตามการบริหาร จัดการน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย คมนาคม | TOPNEWS

    วันนี้ (9 ธันวาคม 2568) เวลา 14.00 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ป่าตอง อำเภอกะทู้ เพื่อร่วมรับฟังปัญหาและหารือการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงมาตรการคมนาคมและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้  นางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง, นายษณกร กี่สิ้น นายอาวุธ หนูเชต นายประสาร ประทีป ณ ถลาง รองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง , คณะผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

    คณะได้ลงพื้นที่ที่ ประตูระบายน้ำคลองปากบาง ซึ่งเพิ่งส่งมอบจากกรมโยธาธิการและผังเมืองให้เทศบาลเมืองป่าตอง ดูแล โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้พูดคุยถึงแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการจัดการขยะต้นทาง โดยเทศบาลเตรียมติดตั้งระบบเก็บขยะอัตโนมัติบริเวณประตูระบายน้ำ เพื่อช่วยลดปัญหาขยะอุดตันและเสริมความพร้อมของพื้นที่ในช่วงฤดูฝน

    ด้านปัญหาน้ำเสีย ป่าตองมีน้ำเสียเฉลี่ยราว 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่โรงบำบัดรองรับได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ยังมีความท้าทายจาก “ตะกอนสะสมในคลองปากบาง” ซึ่งไม่ได้ขุดลอกมานาน ทำให้เมื่อน้ำหลาก น้ำเสียและตะกอนถูกพัดลงทะเล กระทบต่อคุณภาพน้ำชายหาด ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของภูเก็ต

    ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้หารือแนวทางพัฒนาระยะเร่งด่วนและระยะยาว ได้แก่เร่งขุดลอกคลองปากบางเพื่อคืนสมดุลการไหลของน้ำ การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียให้รองรับการขยายตัวของชุมชนและสถานประกอบการ และส่งเสริมการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้มากที่สุด

    หลังจากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ ถนนหลวงปู่สุภา เพื่อดูสภาพความพร้อมด้านการคมนาคมและการเดินทางในช่วงไฮซีซั่น พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงการสัญจรให้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้คณะยังได้เยี่ยมชมการทำงานของ โรงบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองป่าตอง พูดคุยถึงการบริหารจัดการน้ำเสีย การกักเก็บน้ำ และมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำก่อนปล่อยลงทะเล เพื่อให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

    ปิดท้ายด้วยการลงพื้นที่ ชายหาดป่าตอง และซอยบางลา เพื่อร่วมพูดคุยกับหน่วยงานดูแลพื้นที่ด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สภาพแวดล้อมชายหาด และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองที่สวยงามและปลอดภัยของทุกคนที่มาเยือน

    ภาพ/ข่าว จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1418583&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bJfqJ9mjh16O64by2GQrH

  • ลดดุส่งท้ายปี! “POWER BUY EXPO 2025” ลดหนักถึง 80% ที่ไบเทค บางนา

    ลดดุส่งท้ายปี! “POWER BUY EXPO 2025” ลดหนักถึง 80% ที่ไบเทค บางนา

    ใครที่กำลังเล็งจะเปลี่ยนทีวีใหม่ แอร์ตัวใหม่ หรือหาของขวัญปีใหม่เป็นแกดเจ็ตล้ำๆ ต้องรีบพุ่งตัวไปงานนี้ด่วน! เพาเวอร์บาย (Power Buy) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กลับมาปลุกตลาดโค้งสุดท้ายของปี 2025 ด้วยมหกรรมลดราคาครั้งใหญ่ “POWER BUY EXPO 2025”

    งานนี้ขนทัพสินค้ามาครบทุกหมวด ไม่ว่าจะเป็น ทีวี, ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า, เครื่องปรับอากาศ ไปจนถึงสินค้าไอทีและแกดเจ็ต โดยปักหลักจัดโปรฯ แรงกันที่ ไบเทค บางนา ตั้งแต่วันนี้ – 14 ธันวาคม 2568 เท่านั้น

     592024

    ไฮไลท์เด็ดที่ไม่ควรพลาด

    งานนี้ไม่ได้มาแค่ลดราคาปกติ แต่จัดเต็มด้วยดีลพิเศษเพียบ 

    • ลดล้างสต็อก: สินค้าลดสูงสุดถึง 80%
    • โปรฯ แรง 1 แถม 1: สินค้าที่ร่วมรายการ ซื้อ 1 ได้ฟรีอีก 1 คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
    • คูปองส่วนลด: รับคูปองส่วนลดเพิ่มรวมสูงสุด 4,600 บาท
    • แลกซื้อสุดคุ้ม: ช้อปครบเพียง 500 บาท ก็รับสิทธิ์แลกซื้อสินค้าราคาพิเศษได้เลย
    • เก่าแลกใหม่ (Trade-in): เอาเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่ามาแลกรับส่วนลดซื้อเครื่องใหม่ ได้ส่วนลดสูงสุดถึง 10,000 บาท (ช่วยลดขยะอิเล็กทรอนิกส์แถมได้ส่วนลดด้วย)

    โปรลดเพิ่ม 3 ต่อ 

    ใครซื้อเยอะ ยิ่งคุ้ม เพราะมีส่วนลดเพิ่มให้อีก 3 ชั้น

    • ชั้นที่ 1: ลดทันทีสูงสุด 10% (สำหรับทีวี, แอร์, ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ร่วมรายการ)
    • ชั้นที่ 2: ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งลดเพิ่มอีกสูงสุด 10% (เมื่อครบยอดที่กำหนด)
    • ชั้นที่ 3: ลดเพิ่มอีกสูงสุด 15% (ตามเงื่อนไขยอดซื้อ)

    พิเศษ! สมาชิก The 1 แลกคะแนนลดเพิ่มได้อีกสูงสุด 800 บาท

    นอกจากนี้ยังได้สิทธิพิเศษบัตรเครดิตตั้งแต่ ผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน แลกคะแนนบัตรเครดิตลดเพิ่มสูงสุด 25% หรือรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 40,000 บาท แถมจัดส่งและติดตั้งฟรีถึงบ้าน

    ใครกำลังมองหาความคุ้มค่าส่งท้ายปี ห้ามพลาดงานนี้เด็ดขาดเดินทางไปเดินงานได้ที่ ไบเทค บางนา ตั้งแต่วันนี้ – 14 ธันวาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1619983/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PmvCRqRdMeVsqkENKNaF_

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl

  • ‘คมนาคม’ อัดลงทุน 1.88 ล้านล้าน เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยปี ’69

    ‘คมนาคม’ อัดลงทุน 1.88 ล้านล้าน เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยปี ’69

    จากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สู่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มีอายุในการบริหารประเทศเพียง 4 เดือน แต่การขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานยังคงเดินหน้าต่อ ปัจจุบันพบว่าโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าลงทุนในปี 2569 อย่างต่อเนื่อง

    ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมเตรียมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ ด้วยการเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยเตรียมใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ได้รับจัดสรรเบื้องต้นกว่า 2.65 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรายจ่ายลงทุนกว่า 2.34 แสนล้านบาท เพื่อเร่งรัดโครงการสำคัญที่จะทยอยเปิดประมูลและเซ็นสัญญาในปีงบประมาณ 2569

    ลุย 15 โปรเจ็กต์ 1.8 ล้านล้าน

    แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในปี 2569 กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม จำนวน 15 โครงการ วงเงินกว่า 1.88 ล้านล้านบาท เพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ เชื่อมโยงภูมิภาค ตลอดจนการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน สำหรับโครงการสำคัญที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเป็นรูปธรรมในปี 2569 ดังนี้ 1. โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง ประกอบด้วย ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี วงเงิน 30,422 ล้านบาท 2. ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา วงเงิน 66,270 ล้านบาท

    3. ชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,772 ล้านบาท 4. ช่วงปากน้ำโพ–เด่นชัย วงเงินประมาณ 81,143 ล้านบาท 5. ช่วงชุมทางถนนจิระ–อุบลราชธานี วงเงิน 44,095 ล้านบาท และ 6. ช่วงเด่นชัย–เชียงใหม่ วงเงิน 68,222 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ตามแผนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง วงเงินรวมเกือบ 2.9 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ภายในปี 2569 7. โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา–หนองคาย โดยเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อไปยังภาคอีสานและเชื่อมโยงกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีการวางแผนการลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) วงเงินประมาณ 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะเริ่มกระบวนการเปิดประมูลได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569

    8. โครงการรถไฟส่วนต่อขยายสายสีแดง จำนวน 2 เส้นทาง ประกอบด้วย ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วงเงิน 6,470 ล้านบาท และ 9. ช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา วงเงิน 15,176 ล้านบาท ตามแผนทั้ง 2 โครงการ รฟท. ได้เปิดประกวดราคาแล้ว จะเริ่มลงนามสัญญาภายในเดือนมีนาคม 2569 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี และเปิดให้บริการในปี 2572

    แลนด์บริดจ์พร้อมเปิดประมูล

    แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ขณะที่โครงข่ายถนนและทางด่วน ซึ่งจะเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวก ในโครงการที่ 10 คือโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) วงเงิน 997,680 ล้านบาท เมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่สุดเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน มีแผนเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) ภายในปี 2569

    11. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต–บางปะอิน (มอเตอร์เวย์ M5) หรือส่วนต่อขยายดอนเมืองโทลล์เวย์ วงเงิน 31,358 ล้านบาท โดยเป็นการร่วมลงทุน (PPP) ในการก่อสร้างงานโยธาและงานระบบ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569

    12. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ช่วงนครปฐม–ปากท่อ (M8) วงเงินรวม 54,562 ล้านบาท ซึ่งเป็นมอเตอร์เวย์สายใหม่ ตามแผนกรมฯ ได้เสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว จากนั้นจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบภายในเดือนมกราคม 2569 ก่อนเปิดประมูลหาผู้รับจ้างต่อไป

    13. โครงการทางพิเศษสายกะทู้–ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต วงเงิน 16,757 ล้านบาท ตามขั้นตอนจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) พิจารณาการยกเว้นค่าผ่านทางดังกล่าวภายในเดือนนี้ ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในธันวาคม 2568 เพื่อทบทวนมติ ครม. เฉพาะเรื่องการเก็บค่าผ่านทาง จากนั้นจะเร่งเปิดประมูลภายในช่วงต้นปี 2569

    14. โครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (งามวงศ์วาน–พระราม 9) หรือ Double Deck วงเงิน 34,800 ล้านบาท ที่ผ่านมา กทพ. ได้มีการเจรจากับ บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ให้เป็นผู้ลงทุน แลกกับการขยายระยะเวลาสัมปทานระบบทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ออกไป 22 ปี 5 เดือน ที่จะสิ้นสุดปี 2578 ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องมีการแก้สัญญาให้แก่เอกชนเพื่อแลกกับการก่อสร้างโครงการ Double Deck ซึ่ง กทพ. จะต้องชดเชยรายได้ให้แก่เอกชน โดยจะนำเข้า ครม. พิจารณาเห็นชอบด้วย

    ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 4 สาย

    นอกจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่แล้ว อีกหนึ่งโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคมยังเดินหน้านโยบายสำคัญเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะ “รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน” ที่รัฐบาลเตรียมใช้นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาทต่อวัน เริ่มนำร่องสายสีแดงและสีม่วงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568

    ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ในเร็ว ๆ นี้ ที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นจะพิจารณาหลักการของการบริหารรถไฟฟ้าด้วย Single Ownership

    ซึ่งจะโอนโครงการรถไฟฟ้าทั้งหมดมาอยู่ภายใต้การบริหารของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้าที่เป็นสัมปทานของเอกชนด้วย เพื่อสอดรับกับการใช้ระบบตั๋วร่วม (Common Ticket) อย่างสมบูรณ์ในอนาคต ซึ่งจะต้องดำเนินการบริหารจัดการรถไฟฟ้าภายใต้แนวคิดบริหารรายเดียว (Single Ownership)

    รัฐมนตรีคมนาคม กล่าวต่อว่า หากจะดำเนินการโอนสิทธิการบริหารรถไฟฟ้าที่มีสัมปทานกับเอกชนกลับมาเป็นของ รฟม. จำเป็นต้องมีการเจรจาเพื่อซื้อคืนสัมปทานจากเอกชน โดยแนวทางการซื้อคืนและมูลค่าการซื้อคืน (ประเมิน 4 สาย ได้แก่ สายสีเขียว / สีน้ำเงิน / สีชมพู / สีเหลือง ใช้งบกว่า 1 แสนล้านบาท) กระทรวงคมนาคมจะหารือกับกระทรวงการคลังพิจารณาความเหมาะสม 

    เบื้องต้นได้หารือกับเอกชนผู้รับสัมปทานแล้ว ซึ่งไม่ขัดข้องต่อแนวคิดดังกล่าว จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบจากการให้สัมปทานแบบเดิม มาเป็นการที่รัฐเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานและจ้างเอกชนเดินรถ ทำให้รัฐสามารถกำหนดนโยบายค่าโดยสารและตั๋วร่วมได้อย่างอิสระขณะที่การจะโอนรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐ เมื่อ ครม. เห็นชอบในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเจรจากับเอกชน เพื่อทำข้อตกลงในการซื้อคืนรถไฟฟ้า

    ด้านรูปแบบของการหาแหล่งเงินมาซื้อคืนนั้น จะเป็นอย่างไร เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังพิจารณา โดยเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมศึกษาไว้ 2 แนวทาง คือ 1. จัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน คล้ายกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) เพื่อระดมเงินมาใช้ในการซื้อคืนรถไฟฟ้า

    2. เปิดสัมปทานระยะยาวแก่เอกชน เช่น สัญญา 30 ปี โดยให้เอกชนนำสัมปทานใหม่นั้นไปค้ำประกันในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน โมเดลนี้รัฐไม่ต้องกู้เงินหรือค้ำประกันเอง ไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะ โดยรัฐจะทยอยจ่ายค่าซื้อคืนสัมปทานให้เอกชนในภายหลัง รวมทั้งจ่ายค่าจ้างเดินรถตามสัญญากำหนด

    รัฐจัดให้งบฯปีม้า 2.65 แสนล้าน

    สำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของรัฐบาล วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ผ่านสภาฯ แล้ว โดยกระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรร 265,406.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 20,829.80 ล้านบาท หรือ 8.52% แต่ลดจากคำขอกว่า 45% โดยงบส่วนราชการ 9 หน่วยงาน ได้รับวงเงิน 199,955.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.42% จากปีก่อน งบรัฐวิสาหกิจ 5 หน่วยงาน ได้ 65,450.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.77% จากปีก่อน

    ขณะที่งบรายจ่ายประจำ 30,658.21 ล้านบาท มีสัดส่วน 11.55% ลดลงเล็กน้อยจากปี 2568 ส่วนรายจ่ายลงทุน 234,748.55 ล้านบาท (สัดส่วน 88.45%) งบลงทุนใหม่ 162,301.56 ล้านบาท คิดเป็น 69.14% และส่วนผูกพันเดิม 72,446.99 ล้านบาท

    ‘คมนาคม’ อัดลงทุน 1.88 ล้านล้าน เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยปี ’69

    สำหรับหน่วยงานที่ได้งบสูงสุดคือกรมทางหลวง 131,375.29 ล้านบาท รองลงมาคือกรมทางหลวงชนบท 53,547.48 ล้านบาท ฝั่งรัฐวิสาหกิจ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนฯ (รฟม.) ได้งบสูงสุดที่ 38,172.65 ล้านบาท โดย ครม. อนุมัติหนี้ผูกพันข้ามปี 1,917 รายการ รวม 349,656.40 ล้านบาท โดยรายการใหญ่กว่า 1,000 ล้านบาท มี 44 รายการ ทั้งนี้ งบผูกพันข้ามปีช่วยให้โครงการคมนาคมขนาดใหญ่เดินหน้าได้ต่อเนื่อง ลดปัญหาหยุดชะงัก และกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุน–จ้างงาน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/646130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KItXrzbTLxJOoHUo8opXZ

  • เงินเฟ้อไทยลดลงต่ำสุดในอาเซียน ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว

    เงินเฟ้อไทยลดลงต่ำสุดในอาเซียน ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว

    กระทรวงพาณิชย์เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% ต่ำสุดในอาเซียน ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว

    วันที่ 9 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ภาพรวมอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนตุลาคม 2568 ลดลงร้อยละ 0.76 (YoY) ซึ่งสะท้อนทิศทางค่าครองชีพที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินเฟ้อลดลงมาจาก มาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล เช่น โครงการ Quick Big Win ที่ทำให้ราคากลุ่มพลังงาน (ค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง) ลดลง รวมถึงราคาอาหารสดหลายรายการที่ปรับลดลงตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น การลดลงของเงินเฟ้อนี้ทำให้ไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ประกาศตัวเลข

    ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50.9 เข้าสู่ระดับ “เชื่อมั่น” เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน จากแรงหนุนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ขยายตัว รัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์และใช้มาตรการทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นคงและเชื่อมั่นต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2900791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CvJUbB8ubaS_R7NYoLvxQ

  • CGSI : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ในปี 69 ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพราะคาด GDP เติบโตลดลง และเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง   – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน “CGSI Regional Financial Conference” โดยมีผู้บริหารจาก KBANK, TISCO, CREDIT และ KTC เข้าร่วมงาน หัวข้อหลักคุยกันเรื่องสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน, ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจปี 2026

    โดย KBANK ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยสินเชื่อใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่กล่าว ว่า GDP ในพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 2.6% ของ GDP ไทยในปี 68 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะกระทบอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 69 เพียง 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม KBANK มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามแนวทางของธปท.

    ด้าน TISCO เผยว่า สินเชื่อในภาคใต้ของไทยคิดเป็น 3-4% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/68 และสินเชื่อในพื้นที่น้ำท่วมจะมีสัดส่วนลดลงอีก หมายความว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และอัตราการสำรองหนี้สูญ น่าจะมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม TISCO มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในปี 69 เนื่องจาก GDP มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ และสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ TISCO ยังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยชะลอการเพิ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทุกกลุ่ม

    ขณะที่ CREDIT คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 69 จะขยายตัว 10-15% แม้ว่าธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อ ส่วนกลุ่มที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 คือ สินเชื่อ Micro SME, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน โดย CREDIT แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นตรงที่เน้นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และไม่มีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจหรือ SME ขนาดใหญ่

    สำหรับ  KTC ระบุว่า เป้าหมายในปี 69 จะต่ำกว่าปี 68 เนื่องจากบริษัทต้องการรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบสำหรับสินเชื่อทุกกลุ่ม และมองว่าเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ตลาดในปี 69 ยังคงท้าทายสำหรับผู้ให้บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารไทย เพราะแม้ว่าจะขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มธนาคารไทยซื้อขายอยู่ที่ P/BV ล่วงหน้า 0.7 เท่าในปี 69 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 0.64 เท่าเล็กน้อย เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม จากคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.5-9.5% ต่อปีในปี 69-70 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

    ส่วน upside risk น่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น เพราะอาจช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์และการเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/09/601564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTOMR3CoKlHTu7H3laDl

  • ผบช.ทท. สั่งคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    ผบช.ทท. สั่งคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    ในห้วงของการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค. 2568 กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ได้สั่งการให้ข้าราชการตำรวจท่องเที่ยวทั่วประเทศที่มีการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ยกระดับการออกตรวจดูแลความปลอดภัยให้กับนักกีฬา ประชาชน นักท่องเที่ยว ที่มาแข่งขันกีฬาและเข้ามาเที่ยวชมการแข่งขัน

    วันนี้ 9 ธ.ค. 2568 พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.วีระวิทย์ ผลประสิทธิ์ รอง ผบก.ทท.1 , ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1 , พ.ต.ท.ปฏิญญา เนียมหอม สวญ.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1 , พ.ต.ท.ณัฐพล คนหลัก , พ.ต.ท.ชารีฟ มะมิง รอง ผกก.1 บก.ทท.1 และ ว่าที่ พ.ต.ต.ภูมิ มั่นเมือง สว.กก.1 บก.ทท.1 พร้อมกำลังสายตรวจตำรวจท่องเที่ยว , ฝ่ายสืบสวน และล่ามแปล รวม 30 นาย ออกปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวก และประชาสัมพันธ์บริเวณจุดคัดกรอง และพื้นที่โดยรอบสนามสนามราชมังคลากีฬาสถาน ในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1 ได้เน้นย้ำข้อสั่งการของ ผบช.ทท. ในการยกระดับการดูแลความปลอดภัยในช่วงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้แบ่งโซนการตรวจเป็น 5 โซน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลความปลอดภัยบริเวณโรงแรมที่พักของนักกีฬาและสนามแข่งขันได้ทั่วถึง รวมถึงฝ่ายสืบสวนออกสืบสวนหาข่าว ตรวจสอบย่านที่พักอาศัยของชาวต่างชาติในพื้นที่ อีกทั้งยังได้เพิ่มแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์ แอปพลิเคชั่น Thailand Tourist Police (TPB) และสายด่วน 1155 (รองรับ 8 ภาษา) ที่โรงแรมที่พักของนักกีฬา เพื่อเพิ่มช่องทางการติดต่อและขอความช่วยเหลือ ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในช่วงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/263331&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pDhmhtk9By9m8iiWoVS5L