Blog

  • เชียงรายต้องขยับ! เมื่อไทยครองใจเอเชีย-แปซิฟิก และคนไทยพร้อมเที่ยวญี่ปุ่น วางหมาก “หนองหลวง-ไม้ดอก” เป็นคำตอบ

    เชียงรายต้องขยับ! เมื่อไทยครองใจเอเชีย-แปซิฟิก และคนไทยพร้อมเที่ยวญี่ปุ่น วางหมาก “หนองหลวง-ไม้ดอก” เป็นคำตอบ

    เชียงรายต้องขยับอย่างไร เมื่อไทยครองใจนักท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก และคนไทยพร้อมเที่ยวญี่ปุ่น – ถอดบทเรียนจาก SiteMinder สู่ยุทธศาสตร์ “หนองหลวง–ไม้ดอก–ตำนานท้องถิ่น–ดิจิทัลทัวริซึม”

    เชียงราย, 10 ธันวาคม 2568 – รายงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวล่าสุดจาก SiteMinder “Changing Traveller Report 2026” ซึ่งสำรวจนักเดินทางกว่า 12,000 คน ใน 14 ประเทศทั่วโลก สะท้อนภาพชัดเจนว่า “ประเทศไทย” ยังยืนหนึ่งในใจนักท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก ขณะเดียวกัน “คนไทย” เองก็มีแรงเดินทางสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และวางแผนไป “ญี่ปุ่น” มากที่สุดในปี 2569

    ท่ามกลางคลื่นความต้องการเดินทางรูปแบบใหม่ เมืองรองอย่าง “เชียงราย” จึงไม่ได้ยืนอยู่นอกเวที หากแต่กำลังถูกผลักขึ้นสปอตไลต์ เมื่อมีทั้ง “ดีมานด์จากต่างประเทศ” ที่มองหาประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม–ธรรมชาติ และ “ดีมานด์ในประเทศ” ที่นิยมเที่ยวเมืองรองใกล้บ้าน แต่ต้องการบริการที่เฉพาะตัว ทันสมัย และเชื่อมต่อดิจิทัลได้เต็มรูปแบบ

    ในบริบทนี้ น่าจะต้องให้เป็นอีกหนึ่งโจรย์การขับเคลื่อนของท้องถิ่นภายใต้การนำของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (นายก นก) ที่เร่ง “คืนน้ำใสให้หนองหลวง” อำเภอเวียงชัย และเตรียมพื้นที่จัด “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ณ สวนสาธารณะหนองหลวง ระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่แค่โครงการภูมิทัศน์ แต่คือการวางหมากยุทธศาสตร์เพื่อพาเชียงรายขึ้นไปยืนในกระดานท่องเที่ยวระดับภูมิภาคอย่างมีทิศทางชัดเจน

    บทความนี้ชวนเจาะลึกว่า จากข้อมูลเชิงสถิติของ SiteMinder และทิศทางการพัฒนาหนองหลวง–มหกรรมไม้ดอก เชียงรายควร “ทำอะไรต่อ” เพื่อไม่ให้โอกาสกลายเป็นเพียงกระแสวูบเดียว แล้วหายไปพร้อมฤดูกาลท่องเที่ยว

    ไทยครองใจเอเชีย–แปซิฟิก แต่เชียงรายต้องแปลง “ความนิยมประเทศ” เป็น “ดีมานด์เมืองรอง”

    รายงาน Changing Traveller Report 2026 ระบุว่า ประเทศไทยติด 10 อันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางในหลายตลาดหลักของเอเชีย–แปซิฟิก อาทิ นักท่องเที่ยวสิงคโปร์จัดให้ไทยอยู่ใน 5 อันดับแรก ขณะที่อินเดีย อินโดนีเซีย จีน และออสเตรเลีย ต่างก็จัดให้ไทยอยู่ในลิสต์จุดหมายสำคัญในภูมิภาค

    แม้ “กรุงเทพฯ” ยังครองสถานะเมืองหลักที่ดึงดูดนักเดินทางต่างชาติ แต่แนวโน้มระดับโลกชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เมืองรองที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนและรองรับการเดินทางเชื่อมต่อได้สะดวก กำลังกลายเป็นตัวเลือกสำคัญของนักท่องเที่ยวที่ต้องการ “ประสบการณ์มากกว่าการเช็กอิน” หรือที่มักเรียกกันว่า Second City Tourism

    สำหรับเชียงราย เมืองที่มีทั้งภูมิทัศน์ธรรมชาติ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ตำนานเมืองโบราณอย่างโยนกไชยบุรี และมรดกวัฒนธรรมล้านนา การก้าวขึ้นมาเป็น “เมืองรองระดับภูมิภาค” จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่ต้องจัดระเบียบ “เรื่องราว–พื้นที่–บริการ–เทคโนโลยี” ให้เชื่อมโยงกันอย่างมียุทธศาสตร์

    คนไทยเที่ยวมากขึ้น มองญี่ปุ่นเป็นอันดับหนึ่ง – สัญญาณว่าการแข่งขันเรื่อง “ประสบการณ์” จะดุเดือดกว่าเดิม

    ด้านฝั่งนักท่องเที่ยวไทย รายงานเดียวกันสะท้อนว่า แรงเดินทางปี 2569 เข้มข้นยิ่งกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดย 64% ของคนไทยต้องการเดินทางมากขึ้น ขณะที่ทั่วโลกอยู่ที่ราวครึ่งหนึ่งเท่านั้น

    จุดหมายปลายทางในฝันของคนไทยยังคงเป็น “ญี่ปุ่น” ซึ่ง 56% ระบุว่ามีแผนเดินทางในปีหน้า ตามด้วยเกาหลีใต้ จีน สิงคโปร์ และไต้หวัน เมืองยอดนิยมในญี่ปุ่น เช่น โตเกียว โอซาก้า เกียวโต และภูเขาฟูจิ ยังคงสะท้อนภาพของประสบการณ์ “ครบชุด” ทั้งเมืองใหญ่ วัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติ ในจุดหมายเดียว

    คำถามสำคัญสำหรับเชียงรายจึงไม่ใช่เพียง “จะแข่งกับญี่ปุ่นอย่างไร” แต่คือ “จะอยู่ในแผนการเดินทางของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างไร” ในยุคที่ผู้คนพร้อมจะบินข้ามประเทศเพื่อหาประสบการณ์ที่ละเอียดอ่อนและแตกต่างมากขึ้น

    ในอีกด้านหนึ่ง นักท่องเที่ยวจำนวนมาก รวมถึงคนไทยเอง ก็หันมาให้ความสำคัญกับการเที่ยว “ใกล้บ้าน” เพื่อลดค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการวางแผน โดย 31% ของคนไทยระบุว่าจะเลือกเที่ยวใกล้บ้านมากขึ้น ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในรายงานเดียวกัน

    เมื่อจับสองเทรนด์นี้มารวมกัน คนไทยพร้อมบินไกลไปญี่ปุ่น แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องการทริปใกล้บ้านที่คุ้มค่า มีความหมาย และวางแผนง่าย เชียงรายซึ่งเชื่อมต่อได้สะดวกทั้งทางอากาศและทางบก จึงมีโอกาสที่จะเป็น “คำตอบในประเทศ” ของคนไทยกลุ่มเดียวกับที่รักญี่ปุ่น หากสามารถนำเสนอประสบการณ์ที่ครบทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และเรื่องเล่าได้อย่างมีกลยุทธ์

    พฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่ จองล่วงหน้า เปิดรับ Dynamic Pricing ใช้ AI ตัดสินใจ โจทย์ใหม่ของผู้ประกอบการเชียงราย

    SiteMinder ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่ผู้ประกอบการที่พักในไทยต้องรับมืออย่างเร่งด่วน

    • 38% ของนักท่องเที่ยวไทยบอกว่าจะ “จองที่พักล่วงหน้ามากขึ้น”
    • 27% ใช้แพลตฟอร์ม OTA เป็นจุดเริ่มต้นค้นหาที่พัก และอีก 13% อ้างอิงจากบล็อกท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในโลก
    • เกือบ 80% เห็นด้วยกับการ “ปรับราคาโรงแรมตามดีมานด์” หรือ Dynamic Pricing สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ราว 65%
    • 86% ยินดีให้โรงแรมใช้ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อแลกกับประสบการณ์ที่ปรับให้ตรงใจมากขึ้น
    • 51% พร้อมจ่ายเพิ่มเพื่ออาหารกูร์เมต์หรือไวน์เทสติ้ง 48% พร้อมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่มแบบ walk-in ในโรงแรม และ 40% สนใจสปา ขณะที่ 33% สนใจการแสดงดนตรีสดในที่พัก

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า “ราคา” ไม่ใช่ปัจจัยเดียวอีกต่อไป แต่ “ประสบการณ์ในที่พัก” และ “ความสมเหตุสมผลระหว่างราคากับคุณภาพ” ต่างหากที่เป็นตัวตัดสินใจสุดท้าย

    สำหรับเชียงราย ซึ่งมีผู้ประกอบการโรงแรมขนาดกลาง และเล็ก โฮมสเตย์ และที่พักประเภท Bed & Breakfast อยู่จำนวนมาก โครงสร้างตลาดกลับสอดคล้องอย่างยิ่งกับเทรนด์นี้ เพราะนักท่องเที่ยวไทยยังนิยม “Standard Room” ถึง 58% และเลือก B&B มากที่สุดในโลกที่ 21%

    แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องไม่มองห้องพักเป็นแค่ “เตียงและอาหารเช้า” อีกต่อไป หากแต่ต้องออกแบบให้เป็น “แพ็กเกจประสบการณ์” ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่รอบตัว เช่น

    • แพ็กเกจห้องพัก + ล่องเรือหนองหลวง + ชมตำนานเมืองโยนกไชยบุรี
    • แพ็กเกจสำหรับนักท่องเที่ยวสิงคโปร์หรือออสเตรเลีย ที่ผสานการเที่ยวเชิงเกษตร ชา–กาแฟ และดินเนอร์พื้นเมืองในโรงแรม
    • แพ็กเกจสำหรับนักเดินทางสายสุขภาพ ที่รวมการนวดแผนไทย สปา และกิจกรรมเดินป่าเบา ๆ รอบหนองหลวงหรือพื้นที่ใกล้เคียง

    ทั้งหมดนี้ต้องถูกนำเสนอผ่านช่องทางดิจิทัล ตั้งแต่ OTA เว็บไซต์โรงแรม ไปจนถึงคอนเทนต์ในบล็อกและโซเชียลมีเดีย ที่ใช้ทั้งข้อมูลและเรื่องเล่าท้องถิ่นเป็น “สินทรัพย์หลัก”

    หนองหลวง–ตำนานเมืองโยนกไชยบุรี–ไม้ดอกอาเซียน 2025 เมื่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำ เชื่อมกับ “เศรษฐกิจประสบการณ์”

    หนองหลวง อำเภอเวียงชัย เคยเป็นเพียงแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อการเกษตรและประมงของชุมชน แต่ในช่วงปี 2568 พื้นที่แห่งนี้ถูกดันขึ้นมาเป็น “หัวใจของงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” โซนเวียงชัย อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในหนองน้ำ ร่วมกันระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรอบ

    การ “คืนน้ำใสให้หนองหลวง” ไม่ได้หมายถึงเพียงการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม แต่คือการคืนศักยภาพเชิงระบบนิเวศให้กลับมาเป็นทั้งแหล่งน้ำเพื่อเกษตร แหล่งอาหารของชุมชน และฐานทรัพยากรในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในระยะยาว

    ในวันลงพื้นที่เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 นายก นก พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ.เชียงราย และสมาชิกสภา อบจ. เขตเวียงชัย ได้สำรวจและประเมินความพร้อมของเส้นทางเดินเรือในสวนสาธารณะหนองหลวง เพื่อเตรียมใช้เป็นโซนจัดกิจกรรมภายในงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มาสัมผัสเชียงรายในมิติที่ลึกกว่าการเที่ยวชมดอกไม้เพียงอย่างเดียว

    จากน้ำใสสู่ “ล่องเรือเกาะแม่หม้าย” – เมื่อเรื่องเล่าตำนานกลายเป็นสินทรัพย์ทางการท่องเที่ยว

    ข้อเสนอสำคัญที่สร้างความสนใจให้กับผู้สังเกตการณ์นโยบายด้านการท่องเที่ยว คือไอเดียของนายก นก ที่ต้องการให้มีการจัดกิจกรรม “ล่องเรือชมเกาะแม่หม้าย” เกาะเล็ก ๆ กลางหนองหลวง ซึ่งผูกโยงกับตำนานเมืองโยนกไชยบุรี เมืองโบราณที่เล่ากันว่าล่มสลายจากอาเพศ เนื่องจากชาวเมืองกินเนื้อปลาไหลเผือก ยกเว้นหญิงชราผู้หนึ่งเพียงคนเดียวที่ไม่ได้กินและรอดชีวิตอยู่บนเกาะ

    เมื่อนำตำนานนี้มาเชื่อมกับประสบการณ์ล่องเรือในบรรยากาศหนองน้ำกว้าง การเล่าเรื่องโดยไกด์ท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งการใช้สื่อดิจิทัล–AR/VR ช่วยเล่าเรื่อง เชียงรายกำลังสร้าง “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวโน้มที่ SiteMinder พบว่า นักเดินทางยุคใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศต้องการทริปที่มีเนื้อหาและคุณค่าเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงภาพสวย ๆ สำหรับโพสต์โซเชียล

    นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ให้มุมมองที่สะท้อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวอย่างชัดเจนว่า หนองหลวงไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและประมง แต่มีศักยภาพจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เชื่อมโยงธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของเชียงรายได้ในเวลาเดียวกัน ผ่านกิจกรรมล่องเรือชมเกาะและการเล่าตำนานโบราณ ซึ่งตรงกับเทรนด์ที่นักเดินทางต้องการประสบการณ์เชิงความหมายมากขึ้น

    ในเชิงเศรษฐกิจ “กิจกรรมบนหนองน้ำ” ยังสามารถต่อยอดไปสู่โครงสร้างรายได้รูปแบบใหม่ ตั้งแต่แพ็กเกจล่องเรือ–อาหารพื้นเมือง–ผลิตภัณฑ์ชุมชน ไปจนถึงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับโซนอื่นของงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียน ทั้งฝั่งเวียงชัยและแม่สาย ที่กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของไทยนำเสนอว่าเป็นเทศกาลสำคัญระดับอาเซียนในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569

    AI, OTA และคอนเทนต์เชิงลึก สามเครื่องมือดิจิทัลที่เชียงรายต้องใช้ให้เป็น

    รายงาน SiteMinder ยังสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ “ปัญญาประดิษฐ์” ในการตัดสินใจด้านการเดินทางของผู้บริโภค โดยคนไทยให้ความสำคัญกับฟีเจอร์อย่างระบบแจ้งเตือนราคา การสรุปรีวิวโรงแรม และการแนะนำจุดเที่ยวตามสไตล์ส่วนตัวในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างชัดเจน

    สำหรับเชียงราย การใช้ AI และระบบดิจิทัลควรถูกวางไว้ในสามระดับหลัก ได้แก่

    1. ระดับข้อมูลและการค้นหา (Discovery)
      ผู้ประกอบการโรงแรมและที่พักต้องดูแลโปรไฟล์บน OTA ให้ครบถ้วน มีการตอบรีวิวอย่างมืออาชีพ และใช้คอนเทนต์คุณภาพสูง ทั้งภาพ วิดีโอ และเรื่องเล่าท้องถิ่นเพื่อเพิ่มโอกาสในการปรากฏในผลค้นหา ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรร่วมกันพัฒนา “ฐานข้อมูลดิจิทัลกลาง” ของแหล่งท่องเที่ยว–กิจกรรมในเชียงราย ที่สามารถเชื่อมต่อให้ AI ของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ดึงไปใช้แนะนำได้โดยอัตโนมัติ
    2. ระดับประสบการณ์ในพื้นที่ (In-Destination Experience)
      โรงแรมสามารถใช้ AI Chatbot ช่วยแนะนำเส้นทางเที่ยวในเชียงรายแบบเฉพาะบุคคล เช่น สำหรับนักท่องเที่ยวที่พักในเมืองและมีเวลา 2 วัน สามารถเสนอโปรแกรมเที่ยววัด–คาเฟ่กาแฟพิเศษ–ล่องเรือหนองหลวง–ชมตำนานโยนกไชยบุรี โดยเชื่อมต่อการจองล่วงหน้ากับผู้ให้บริการทัวร์และชุมชนได้ในระบบเดียว
    3. ระดับวางแผนรายได้ (Revenue & Dynamic Pricing)
      เมื่อ 80% ของนักท่องเที่ยวไทยเปิดรับราคาห้องพักที่เปลี่ยนแปลงตามดีมานด์ โรงแรมในเชียงรายจึงควรใช้ระบบบริหารรายได้ (Revenue Management System) ร่วมกับข้อมูลการจองล่วงหน้าในช่วงงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนหรือเทศกาลสำคัญอื่น ๆ เพื่อบริหารราคาให้สมดุลระหว่างรายได้ต่อห้องกับความพึงพอใจของลูกค้า โดยต้องไม่ลืมว่าการขึ้นราคาต้องคู่กับการยกระดับบริการให้สอดคล้องกับความคาดหวังที่สูงขึ้นด้วย

     กลยุทธ์สามเสาหลักของเชียงราย Experience – Digital – Local Preservation

    เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลจาก SiteMinder เข้ากับทิศทางพัฒนาหนองหลวงและงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 สามารถสรุปเป็น “ยุทธศาสตร์สามเสาหลัก” ที่เชียงรายควรเดินหน้าต่อเนื่อง ดังนี้

    1. Experience สร้างและยกระดับ “ประสบการณ์ที่มีความหมาย”
      • ใช้หนองหลวงเป็นเวทีทดลองโมเดลท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–ตำนาน–ชุมชน ที่ผสานกิจกรรมล่องเรือ เล่าเรื่องเมืองโยนกไชยบุรี ชิมอาหารพื้นเมือง และชมวิถีชีวิตริมหนองน้ำ
      • เชื่อมประสบการณ์ในงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียน กับการท่องเที่ยวในเมืองเชียงรายและอำเภออื่น เช่น เมืองเชียงราย–เวียงชัย–แม่สาย ในแพ็กเกจเดียว เพื่อเพิ่มระยะเวลาพำนัก (length of stay) และการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน
    2. Digital/Technology ใช้ดิจิทัลและ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการท่องเที่ยว
      • สนับสนุนผู้ประกอบการให้ใช้ OTA เว็บไซต์ตรง และระบบจองออนไลน์แบบครบวงจร โดยเฉพาะในช่วงงานใหญ่อย่างมหกรรมไม้ดอกอาเซียน ที่ต้องรองรับการจองล่วงหน้าจำนวนมาก
      • พัฒนา “ศูนย์ข้อมูลดิจิทัลการท่องเที่ยวเชียงราย” ที่รวบรวมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว เรื่องเล่าท้องถิ่น กิจกรรม และเทศกาล เพื่อให้แพลตฟอร์มระดับโลกสามารถดึงไปใช้ในการแนะนำปลายทางได้สะดวก
    3. Local Preservation อนุรักษ์ทรัพยากรและเรื่องเล่าท้องถิ่นควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่ม
      • เดินหน้าจัดการทรัพยากรน้ำและระบบนิเวศหนองหลวงอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้การคืนน้ำใสเป็นเพียง “ครั้งเดียวจบ”
      • สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการเล่าเรื่องตำนานและดูแลกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้รายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนและทำให้การอนุรักษ์มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ
      • ผลักดันระบบมาตรฐานด้านความปลอดภัย การควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวต่อรอบล่องเรือ และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตบนฐานความยั่งยืน

    นายสุภกฤษฎิ์ แผนสมบูรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ SiteMinder ให้ความเห็นต่อแนวโน้มดังกล่าวว่า โรงแรมและผู้ประกอบการต้องยกระดับบริการ ลงทุนกับประสบการณ์ และใช้เทคโนโลยีอย่าง AI ควบคู่ไปกับระบบราคาแบบยืดหยุ่น จึงจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างความประทับใจให้กับนักเดินทางยุคใหม่ได้ ในบริบทของเชียงราย ข้อสังเกตนี้ยิ่งทวีความสำคัญ เมื่อจังหวัดกำลังใช้เวทีระดับอาเซียนอย่างมหกรรมไม้ดอก เป็น “โชว์รูม” ของศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบ

    จากรายงานวิจัยสู่การลงมือในพื้นที่ – โอกาสของเชียงรายอยู่ที่การ “เชื่อมทุกจุดเข้าด้วยกัน”

    เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่า รายงานวิจัยระดับโลกของ SiteMinder ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขสถิติ หากแต่ทำหน้าที่สะท้อน “เงื่อนไขใหม่ของการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว” ที่ทุกเมืองต้องเผชิญ

    สำหรับเชียงราย โอกาสสำคัญอยู่ในสามประเด็นใหญ่

    • ประเทศไทยได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะจุดหมายปลายทางของเอเชีย–แปซิฟิก ซึ่งเชียงรายสามารถอาศัย “แบรนด์ประเทศไทย” เป็นแรงส่ง
    • นักเดินทางทั้งไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับประสบการณ์เฉพาะตัว พร้อมจ่ายเพื่ออาหาร บริการสปา และกิจกรรมในที่พัก โดยเปิดรับเทคโนโลยีและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปรับประสบการณ์ให้ตรงใจ
    • การขับเคลื่อนของหน่วยงานท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ.เชียงราย ที่เร่งฟื้นฟูหนองหลวงและเตรียมจัดมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ทำให้เชียงรายมี “เวทีและพื้นที่จริง” สำหรับทดลองและพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–วัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

    สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานใหญ่ให้สำเร็จครั้งเดียว แต่คือการวางระบบที่จะทำให้หนองหลวง กลายเป็น “ห้องทดลองนโยบายท่องเที่ยว” ของเชียงราย ที่ผสานงานโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องเล่าท้องถิ่น กลไกตลาดดิจิทัล และการมีส่วนร่วมของชุมชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างยั่งยืน

    หากเชียงรายสามารถทำให้ “น้ำใสในหนองหลวง” สะท้อนให้เห็นถึง “ความชัดเจนของยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวทั้งจังหวัด” ได้จริง เมืองเหนือปลายแหลมแห่งนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายรองในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก แต่มีศักยภาพจะยกระดับขึ้นเป็น “ศูนย์รวมประสบการณ์ล้านนาเชิงลึก” ที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจฐานราก คุณภาพชีวิตของชุมชน และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tourism-siteminder-digital-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VkvZOdQL1aCj0dPPqz8oR

  • จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต “ทุเรียน” อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488 % ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย

    ดร.อุษา ประชากุล

    ถ้าไม่เผาทำลายหรือฝังกลบ จะมีวิธีจัดการเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนได้อย่างไรอีกบ้าง? ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ) หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ “สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” (Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to Anti-bacterial Clothing) 

    นับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการนำเปลือกทุเรียนมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสิ่งทอด้านเครื่องแต่งกาย

    การวิจัยครั้งนี้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามและศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งตั้งแต่ช่วงปีที่ 1 เทอม 2 ของการศึกษาระดับปริญญาเอก ของดร.อุษา ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาและทดลองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ปี จนสำเร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นงานและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL ในปีสุดท้ายของหลักสูตร 

    นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจชุมชนและส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของไทยไปสู่เวทีโลกด้วย จนได้รับรางวัลดีเด่นการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี 2567 ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ BCG Economy Model ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567  และได้รับรางวัล Excellence Award ในงาน The 24th International FABI Fashion Exhibition 2024 จาก Korean Society of Fashion Business ประเทศเกาหลีใต้ 

    รวมถึงยังได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในการขยายฐานการผลิตเส้นใยและผืนผ้าทอฯ ในทุน Innovation to Business จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

    ก่อนจะมาถึงนวัตกรรม “สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” 

    ดร.อุษามีประสบการณ์และความคุ้นเคยในการพัฒนาเส้นใยจากพืชเศรษฐกิจมาก่อน ในการศึกษาระดับปริญญาโท ดร.อุษาพัฒนาเส้นใยจากเปลือกสับปะรดที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตร แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นคอลเลกชันกระเป๋า

    ต่อมา เมื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก จึงต่อยอดความสนใจของตัวเอง โดยสำรวจพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการนำมาทำเส้นใย แล้วก็ได้ข้อสรุปที่ “ทุเรียน” พืชเศรษฐกิจที่มีเปลือกเหลือทิ้งเป็นจำนวนมากในแต่ละปีและยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำมาทำเป็นเส้นใยอีกด้วย

    “เปลือกทุเรียนมีเซลลูโลสธรรมชาติสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติเชิงกลคล้ายคลึงกับเส้นใยฝ้ายและป่าน จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้”

    อย่างไรก็ตาม การสกัดเปลือกทุเรียนให้เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากและท้าทาย ดร.อุษา เล่าว่า ช่วงแรก เราเอาเปลือกทุเรียนมาตากแห้ง แล้วนำมาต้มและอบจนได้เส้นใย แต่เส้นใยที่ได้กรอบและแข็งกระด้าง ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

    ความล้มเหลวคือจุดเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม 

    พื้นที่วิจัยในจังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญและมีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนจำนวนมาก ที่นั่น ดร.อุษา ได้พบและได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์ในการสกัดเส้นใยจากเปลือกทุเรียนเพื่อทำกระดาษบรรจุภัณฑ์

    “วิธีการที่ได้เรียนรู้และนำมาทดลองก็คือการแช่ดองเปลือกทุเรียนในน้ำเปล่า วิธีนี้จะไม่ทำให้เส้นใยทุเรียนเสียสภาพ จากนั้นก็นำมาแยกเส้นใยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้”

    สิ่งทอหมุนเวียน คุณภาพเหนือชั้น ระบายอากาศดี ต้านแบคทีเรียได้

    เมื่อได้แนวทางสกัดเปลือกทุเรียนเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการทดลองทอเส้นใยเป็นผืนผ้า ซึ่งในขั้นตอนนี้ ดร.อุษาได้ทำงานร่วมกับชุมชนโดยเน้นใช้ทักษะองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาในการปั่นเส้นด้ายด้วยมือ (หรือการเข็นเส้นด้าย) แบบชุมชน

    “การทดลองทอผืนผ้าเริ่มจากต้นแบบเส้นด้ายเบอร์ NE12 ในอัตราส่วนไหม 80 เปอร์เซ็นต์ ผสมใยทุเรียน 20 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นทดลองทอผืนผ้าในอัตราส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 ของเส้นไหม ต่อเส้นไหมผสมใยทุเรียน โดยกำหนดให้เส้นด้ายไหมเป็นเส้นยืนและเส้นด้ายไหมผสมใยทุเรียนเป็นเส้นพุ่ง” 

    จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    ดร.อุษา บอกว่า ผืนผ้าทุกอัตราส่วนจะได้รับการทดสอบประสิทธิภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอประเทศไทย ครอบคลุมทั้งด้านเคมีและกายภาพ รวมถึงการทดสอบกรด-เบส การซัก/ปั่น การส่องกล้องจุลทรรศน์ทั้งก่อนและหลังซัก การทดสอบความแข็งแรง (Tensile Strength) การระบายอากาศ (Air Permeability) และการต้านเชื้อแบคทีเรีย

    “จากการทดสอบประสิทธิภาพทั้งทางด้านเคมีและทางกายภาพ พบว่าผ้าไหมผสมใยทุเรียนในอัตราส่วน 50:50 สามารถระบายอากาศได้ดีกว่าผืนผ้าไหม 100 % เกือบเท่าตัว เพราะผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนมีค่าการระบายอากาศสูงถึง 59.46 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที ในขณะที่ผ้าไหม 100 % มีค่าการระบายอากาศเพียง 39.68 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ผืนผ้าที่พัฒนาขึ้นนั้นยังมีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้สูงถึง 99.92 เปอร์เซ็นต์”

    ด้วยคุณสมบัติการระบายอากาศและการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม ดร.อุษาเชื่อมั่นว่าผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนจะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยและความรู้สึกสบายในการสวมใส่เสื้อผ้า

    ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปขยายผลในเชิงพาณิชย์ต่อไป

    ดร.อุษา กล่าวและเสนอแนวทางการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ไว้ 2 แบบด้วยกัน โดยแนวทางแรกเป็นการร่วมมือกับชุมชน อาศัยองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือของคนชุมชนในการทอผืนผ้า (ปั่นด้ายด้วยมือหรือการเข็นเส้นด้าย) ส่วนอีกแนวทางเป็นการทำงานกับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งใช้วิธีการปั่นด้ายแบบวงแหวน (Ring Spinning) เพื่อผลิตเส้นด้ายในเชิงพาณิชย์ ซึ่งในช่วงเริ่มต้น กระบวนการผลิตผ้าจากเส้นใยทุเรียนจะใช้วิธีการแบบชุมชนทั้งหมด 100% ตั้งแต่การเข็นเส้นใย การย้อมสีเส้นใย ไปจนถึงการทอผืนผ้า 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความต้องการของตลาดและระยะเวลาในการผลิต ดร.อุษาจึงได้ปรับกระบวนการโดยนำเส้นใยทุเรียนผสมกับไหมไปผลิตผ่านเครื่องจักรในโรงงาน ซึ่งช่วยให้กระบวนการเข็นเส้นใยเร็วขึ้นและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น ขณะที่กระบวนการย้อมสีเส้นใยและการทอผืนผ้ายังคงใช้ภูมิปัญญาของชุมชน 100% เหมือนเดิม เพื่อรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของงานฝีมือดั้งเดิมเอาไว้

    จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    MUW แบรนด์สิ่งทอเปลือกทุเรียน โดนใจ Gen Y สายมู

    งานวิจัยนวัตกรรม “สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” ไม่ได้จบลงที่เส้นด้าย ด้วยคุณสมบัติเหนือชั้นของผืนผ้า ดร.อุษา ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL (มูวว์ ออฟฟิเชียล) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจากงานวิจัยชุดนี้ ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย

    ดร.อุษา กล่าวว่าแบรนด์ดังกล่าวใช้แนวคิดสิ่งทอเคลื่อนไหว (Kinetic Textiles) และโครงสร้างเคลื่อนไหว (Kinetic Structures) ในลักษณะการเคลื่อนไหวของลายเส้นผ่านทัศนธาตุ สร้างให้เกิดมิติความลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงที่สอดรับกับสรีระของผู้หญิง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีของผู้ที่สวมใส่ โดยจุดเด่นที่โดดเด่นของแบรนด์คือการนำภูมิปัญญาการทอมือของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสร้างสรรค์ลวดลายสัตว์มงคล 9 ลวดลาย ได้แก่

    กวาง (มั่งมีศรีสุข) เสือ (ผู้นำ) สิงโต (อำนาจ) มังกร (โชคลาภ) นกยูง (มงคล) หงส์ (เจริญรุ่งเรือง) กบสามขา (เพิ่มพูนเงินทอง) ม้า (พลังความสำเร็จ) และปลา (มั่งคั่งร่ำรวย)

    “ใยทุเรียนยังถือเป็นเส้นใยจากไม้มงคลประเภทหนึ่ง เมื่อนำมาทอผ่านลวดลายสัตว์มงคล ซึ่งเป็นการถอดสัญลักษณ์ตามทฤษฎีสัญวิทยา นี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้งาน แต่ยังเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจและส่งเสริมความเชื่อเรื่องสิริมงคล”

    MUW.OFFICIAL มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทและรูปแบบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน ทั้งหมดผลิตผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติและภูมิปัญญาการทอมือ โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว (2567) ใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารการตลาดและขายผลิตภัณฑ์

    เจาะกลุ่มเจน Y

    ดร.อุษา กล่าวว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์คือ Generation Y อายุ 27-42 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทั้งคนที่ทำงานประจำและต้องการประสบความสำเร็จ กับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่อยากจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจ

    จากการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะพบว่า ทั้งสองกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตั้งแต่อายุยังน้อย และในขณะเดียวกัน ก็ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สนใจผลิตภัณฑ์ที่มาจากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน และที่ขาดไม่ได้คือคนกลุ่มนี้สนใจผลิตภัณฑ์เสริมสิริมงคล ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ หนุนนำไปสู่ความสำเร็จ

    การผสานระหว่างความเชื่อเรื่องมงคลกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยทุเรียนตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Gen Y ได้อย่างลงตัว ซึ่งเมื่อนำผลิตภัณฑ์ลงสู่ตลาดจริงผ่านการทดสอบออกบูธ ก็ได้ผลตอบรับที่เกินความคาดหมาย ผู้บริโภคให้ความสนใจและกระแสตอบรับเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มตลาดเป้าหมายที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นนั้นถูกต้องและตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค 

    เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน

    ดร.อุษา กล่าวว่าการมีทางเลือกใหม่ในการจัดการเศษเหลือทิ้งไม่เพียงแต่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ชุมชนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่อื่น ๆ ที่มีเศษเหลือทิ้งจากทุเรียนสามารถสร้างรายได้เสริม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับทักษะของช่างทอผ้าในชุมชน 

    สำหรับภาครัฐก็ได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ และภาคเอกชนได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติ นำไปสู่การปรับตัวลดต้นทุนการผลิตในอนาคต โดยเฉพาะการลดการนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศ

    จากสวนสู่รันเวย์! MUW ปลุกกระแส “ผ้าใยทุเรียน” แฟชั่นสายมูสุดล้ำ

    “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของไทยเพราะเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปต่อการยอดพัฒนา โดยสามารถปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยที่มีเหลือทิ้งจากพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาปรับใช้กับวัสดุอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศษเหลือทิ้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้บริโภค” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/734790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yZtjHrrBLVrn9S0KdqLf6

  • จีนเผย CPI เดือนพ.ย. ขยายตัว 0.7% ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี : อินโฟเควสท์

    จีนเผย CPI เดือนพ.ย. ขยายตัว 0.7% ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติจีน (NBS) เปิดเผยในวันนี้ (10 ธ.ค.) ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีน ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อ ขยายตัว 0.7% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบเป็นรายปี ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบสองปี หรือนับตั้งแต่เดือนก.พ. ปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนต.ค.ที่ขยับขึ้น 0.2% และเป็นไปตามการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์

    นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า แรงกดดันจากภาวะเงินฝืดในระบบเศรษฐกิจจีนจะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า เนื่องจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อและตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ๆ เพื่อผลักดันดีมานด์

    ด้านคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมือง (โปลิตบูโร) ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เน้นย้ำถึงการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศในปี 2568 แต่ก็ส่งสัญญาณถึงการระมัดระวังในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าทางการจีนกำลังสร้างสมดุลระหว่างข้อเรียกร้องให้ดำเนินนโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลาย กับความจำเป็นในการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/552518&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NloomJ54CXFfLJYYj0bpC

  • จาก COP30 ไทยต้องเร่งขับเคลื่อน  Net Zero เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ

    จาก COP30 ไทยต้องเร่งขับเคลื่อน Net Zero เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ

    In Brief

    • ไทยต้องเร่งผลักดันเป้าหมาย Net Zero ให้สูงและเร็วกว่าแผนเดิม เพื่อให้สอดรับกับทิศทางและแรงกดดันจากเวทีโลกอย่าง COP30
    • การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องเร่งจัดตั้งตลาดคาร์บอนในประเทศให้โปร่งใสและเชื่อมโยงกับมาตรฐานโลก ควบคู่ไปกับการออกกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    • ไทยควรใช้เวที COP30 เป็นโอกาสในการเข้าถึงกลไกการเงินสีเขียว (Green Finance) เพื่อดึงดูดการลงทุนมหาศาล และยกระดับสถานะในห่วงโซ่อุปทานสีเขียวของโลก

    การประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเจรจาเรื่องโลกร้อนระดับโลกเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นเวทีที่กำหนดกติกาเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะทุกข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศในวันนี้ กำลังถูกแปลงไปเป็นมาตรฐานการค้า การเงิน และการลงทุนของอนาคต

    สำหรับประเทศไทย การมีแผน NDC 3.0 และการขยับเป้า Net Zero มาเป็นปี 2050 ถือเป็นก้าวที่สำคัญและทันสมัยขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต ทว่าเมื่อมองจากสัญญาณที่ออกมาจาก COP30 จะเห็นชัดว่าแค่ทำตามแผนที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอ หากไทยต้องการเปลี่ยนวิกฤติภูมิอากาศให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    สิ่งที่ต้องเร่งคือการทำให้ตลาดคาร์บอนภายในประเทศเกิดขึ้นจริง มีขนาดใหญ่ โปร่งใส และเชื่อมโยงกับมาตรฐานโลกได้ การออก พ.ร.บ. ลดโลกร้อนให้เสร็จและรองรับการจัดสรรสิทธิปล่อยคาร์บอน (ETS) การจัดเก็บภาษีคาร์บอน และการรับรองคาร์บอนเครดิตอย่างโปร่งใสจึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญ

    หากไทยสามารถเชื่อมตลาดในประเทศเข้ากับเครือข่ายอย่าง Open Coalition on Compliance Carbon Markets ได้ ก็จะเปิดทางให้เครดิตจากป่าชุมชน และโครงการสีเขียวของไทยกลายเป็นสินทรัพย์ที่ขายได้จริงบนเวทีโลก ไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน

    จาก COP30 ไทยต้องเร่งขับเคลื่อน  Net Zero เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ

    นอกเหนือจากตลาดคาร์บอน สิ่งที่บทเรียนจากเวที COP และประเทศอื่นสะท้อนชัดคือ ความสำเร็จของการมุ่งสู่ Net Zero ไม่ได้ขึ้นกับความรํ่ารวยของประเทศเท่านั้น แต่ขึ้นกับวิธีคิดและโครงสร้างนโยบาย สวีเดน เดนมาร์ก ชิลี และคอสตาริกา ล้วนมีกฎหมายภูมิอากาศที่ผูกพันรัฐบาลทุกชุด มีเป้าระยะกลางชัดเจน มีคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และเปิดพื้นที่ให้ท้องถิ่นกับภาคประชาชนเข้ามาร่วมตัดสินใจ ซึ่งไทยเองก็ควรผลักดันให้มีสิ่งเหล่านี้

    สำหรับการประชุม COP หรือ Conference of the Parties ถือเป็นเวทีที่ประเทศต่าง ๆ ใช้เจรจากำหนดกติกาโลก ตั้งแต่การจำกัดอุณหภูมิโลก การกำหนดเป้าลดก๊าซ (NDCs) การจัดตั้งกองทุนช่วยประเทศกำลังพัฒนา ไปจนถึงกลไกตลาดคาร์บอน COP30 มีความพิเศษเป็นพิเศษเพราะเป็นวาระครบรอบ 10 ปีของความตกลงปารีส ทุกประเทศจึงถูกกดดันให้ส่ง NDCs รอบใหม่ที่ต้องมีเป้าหมายสูงขึ้น

    หนึ่งในประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดบนเวทีปีนี้คือ “การเงินสีเขียว” และการปฏิรูประบบการเงินภูมิอากาศ Baku to Belém Roadmap ถูกเสนอให้เป็นแผนแม่บทในการระดมทุนอย่างน้อย 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นให้ธนาคารพหุภาคีและกองทุนต่าง ๆ ปรับพันธกิจ หันมาใช้เครื่องมือการเงินแบบดอกเบี้ยตํ่าหรือลดความเสี่ยงมากขึ้น ควบคู่กับการผลักดันมาตรการเก็บ “solidarity levies” หรือภาษีจากภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซมาก ไม่ว่าจะเป็นการบิน การเดินเรือ ภาคการเงิน หรือธุรกรรมดิจิทัล

    สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา มีสิทธิขอรับการสนับสนุนจากกองทุนภูมิอากาศต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกกดดันจากมาตรการทางการค้าใหม่ ๆ เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป และมาตรฐาน Net Zero ของบริษัทข้ามชาติและประเทศ OECD หากไทยไม่เร่งอัปเกรดโครงสร้างด้านนโยบาย การเงิน และข้อมูลคาร์บอนให้สอดคล้องกับสถาปัตยกรรมใหม่ที่กำลังถูกออกแบบใน COP30 ไทยอาจกลายเป็นเพียงผู้รับผลกระทบเชิงลบ แทนที่จะใช้เวทีนี้เป็นโอกาสต่อรองให้ได้ทั้งเงิน เทคโนโลยี และสถานะใหม่ในห่วงโซ่อุปทานสีเขียว

    วันนี้โครงสร้างการเงินสีเขียวใหม่ที่กำลังถูกออกแบบใน COP30 เปิดโอกาสให้ไทยเข้าไปอยู่ในห้องออกแบบดีลและดึงเงินทุนจำนวนมาก ถ้าไทยมีแผนที่ชัดเจนว่าต้องการเงินไปทำอะไร มีโครงการที่พร้อมลงทุน และมีข้อมูลคาร์บอนที่น่าเชื่อถือ ไทยสามารถใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างนโยบายด้านภูมิอากาศกับการดึงดูดทุนต่างชาติ 230,000 ล้านบาทหรือมากกว่านั้นให้ไหลเข้ามาในระบบจริงได้

    ขณะเดียวกัน การพัฒนา taxonomy การเงินยั่งยืนของไทยให้เทียบเคียงมาตรฐานต่างประเทศได้ จะช่วยให้ธนาคารไทย นักลงทุนไทย และธุรกิจไทยเข้าถึงต้นทุนเงินที่ถูกลงในระยะยาวด้วย

     ท้ายที่สุด การอ่านเวที COP30 จึงไม่ควรจบลงแค่การสรุปข่าวว่ามีข้อตกลงอะไรใหม่ หรือไทยประกาศอะไรบนเวทีบ้าง แก่นสำคัญคือการมองให้เห็นว่าโลกกำลังจัดระเบียบเศรษฐกิจใหม่บนฐานของคาร์บอนตํ่าอย่างไร และไทยจะวางตัวเองตรงไหนในระเบียบใหม่นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/646237&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C_8AIQ1O61ADg4xP5INCZ

  • แถลงการณ์หอการค้า ความมั่นคงมาก่อนเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 10 ธ.ค.68

    แถลงการณ์หอการค้า ความมั่นคงมาก่อนเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 10 ธ.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/2PMkDEsGeI8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M1PHHqBkF0cGYOuUJRnbJ

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 10 ธันวาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 10 ธันวาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 10 ธันวาคม 2568 เวลา 10.03 น.

    กลยุทธ์ : เตรียมทะยานฉลอง Fed ลดดอกเบี้ย
    แนวรับ : $4,170 หรือ 63,000
    แนวต้าน : $4,250 หรือ 63,800

    ข่าว :

    .

    ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด ทั้งตัวเลข JOLTS ที่จำนวนตำแหน่งงานเปิดรับพุ่งสูง และข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ที่กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ภาพรวมสะท้อนว่าตลาดแรงงานยังไม่อ่อนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ทำให้แรงกดดันต่อ Fed ในการเร่งลดดอกเบี้ยลดลง ส่งผลให้ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์รีบาวด์ กดดันทองคำในระยะสั้น ขณะเดียวกันฝั่งระยะยาวยังมีประเด็นเชิงบวกจากกระแสคาดการณ์รายชื่อประธาน Fed คนใหม่อย่าง Kevin Hassett ซึ่งมีแนวคิดเชิงผ่อนคลาย และคำเตือนจาก BIS เรื่องภาวะสินทรัพย์เสี่ยงและทองคำปรับขึ้นแรงพร้อมกัน ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาดในระยะถัดไป

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    ภาพรวมทองคำยังอยู่ในโหมด “รอเลือกทาง” ระหว่างแรงกดดันระยะสั้นจากตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็ง กับความหวังเรื่องนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระยะถัดไป โครงสร้างราคายังเป็นลักษณะสะสมพลังในกรอบแคบ โดยตลาดให้น้ำหนักกับการประชุม FOMC คืนนี้เป็นหลัก หาก Fed ลดดอกเบี้ยจริงตามที่ตลาดคาดไว้ในระดับสูง จะช่วยปลดล็อกแรงซื้อและหนุนให้ราคาทองมีโอกาสกลับขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญได้อีกครั้ง แต่หากถ้อยแถลงยังคงระมัดระวัง ก็อาจเห็นความผันผวนแรงในระยะสั้น

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์หลักยังเน้นรอจังหวะตามข่าว Fed โดยประเมินแนวรับสำคัญบริเวณ 4,170 ดอลลาร์ หรือราว 63,000 บาทเป็นโซนประคองราคา ขณะที่แนวต้านอยู่แถว 4,250 ดอลลาร์ หรือประมาณ 63,800 บาท ระยะก่อนการประกาศ ทองคำมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบแคบเพื่อลดความเสี่ยง นักลงทุนระยะสั้นควรหลีกเลี่ยงการไล่ราคา และรอความชัดเจนหลังการประชุม หากสัญญาณดอกเบี้ยเป็นบวกต่อเนื่อง จังหวะ “ย่อไม่หลุดแนวรับ” ยังเป็นโซนที่น่าจับตาสำหรับการเก็งกำไรฝั่งขาขึ้น

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-10-dec-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IquJKVwr0PPnBKvZHrR20

  • คิง เพาเวอร์ ชูงานคราฟท์ “คนไทย” ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

    คิง เพาเวอร์ ชูงานคราฟท์ “คนไทย” ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

    ต้นกุมภาฯ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 10 ธ.ค. 2568, 12:05 1

    วานนี้ (9 ธ.ค.68) คิง เพาเวอร์ เปิดงาน KING POWER CELEBRATION 2026 : THE POWER GIFTIVAL ที่คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ชูแนวคิดพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนไทยผ่านความคิดสร้างสรรค์และงานฝีมือท้องถิ่น สอดรับเทรนด์ของขวัญปีใหม่เชิงความหมายด้วยหลัก Circular Design ผสานการ “เรียนรู้–ลงมือทำ–เข้าใจคุณค่า” ผ่านโซน Giftival Market และ Thai Workshop

    ไฮไลท์ของงานคือ “ต้นคริสต์มาสสไตล์ไทยโมเดิร์น” ที่ประดับด้วยผ้าขาวม้าและงานคราฟต์จากชุมชนทั่วประเทศ กว่า 10,000 ชิ้น อาทิ ตุงไส้หมูจากเชียงใหม่ ตุงผ้า 12 นักษัตรและผ้าขาวม้าราชบุรี ไปจนถึงตุ๊กตาม้าจากมหาสารคาม สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างธุรกิจและชุมชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    Giftival Market เปิดพื้นที่ถึงวันที่ 4 มกราคม 2569 ให้ชุมชนได้นำเสนอสินค้าท้องถิ่นแก่ลูกค้าโดยตรง ช่วยสร้างรายได้ และเปิดตลาดใหม่ พร้อมผลักดันอัตลักษณ์งานคราฟต์ไทยสู่ผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปลายปี

    ขณะเดียวกัน Thai Workshop ระหว่างวันที่ 18–28 ธันวาคม 2568 เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมผัสภูมิปัญญาไทยจากแหล่งกำเนิดจริง เช่น ประดิษฐ์ “ม้าโชคดี” จากเศษผ้าขาวม้าโดย Pahkahmah Thailand เพ้นท์พวงกุญแจกับ Nineshop99 ทำเครื่องประดับเงินจาก ดอยซิลเวอร์ จังหวัดน่าน ประกอบสร้อยไข่มุกกับ PRIMA PEARL พร้อมกิจกรรมเซรามิกศิลาดลจากเชียงใหม่ และงานหินจากบ้านช้างดีไซน์ จังหวัดชลบุรี

    เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการไทย นางรัตติยา กล่ำบุญ จาก บ้านช้างดีไซน์ จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า “ศิลปะไม่ใช่เพียงความสวยงาม แต่เป็นช่องทางสร้างรายได้และความภาคภูมิใจให้กับชุมชน การถ่ายทอดเทคนิคเพ้นท์ผ้ามัดย้อม รวมถึงการร้อยหินทำเป็นเครื่องประดับ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมที่มั่นคง และเห็นคุณค่าของฝีมือตัวเองอีกครั้ง”

    ด้าน นางทัศนีย์ ยะจา จาก เชียงใหม่ ศิลาดล จังหวัดเชียงใหม่ มองว่าศิลปะคือพื้นที่ของวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่ต้องเดินไปพร้อมกัน “ศิลาดลเป็นจิตวิญญาณของล้านนา เรานำแนวคิด Circular Design และการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาเชื่อมกับงานเซรามิก เพื่อให้ศิลาดลยังคงร่วมสมัย และส่งต่อวัฒนธรรมของภาคเหนือให้ถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างลึกซึ้ง”

    ส่วน นายชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช จาก ดอยซิลเวอร์ จังหวัดน่าน มองว่าการสืบทอดภูมิปัญญาคือหัวใจของความยั่งยืน “ดอยซิลเวอร์สืบทอดงานเครื่องเงินมามากกว่า 70 ปี วันนี้เราให้ความสำคัญกับการฝึกเยาวชน เพื่อให้ทักษะนี้อยู่คู่ชุมชนต่อไปควบคู่กับการสร้างอาชีพด้วยวัสดุท้องถิ่น”

    ตลอดกว่า 30 ปี คิง เพาเวอร์ ยังคงเดินหน้าเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันสินค้าชุมชน ทั้งการพัฒนางานดีไซน์ บรรจุภัณฑ์ การตลาด รวมถึงเปิดช่องทางขายในร้านดิวตี้ฟรี แท็กซ์ฟรี และคอมเพล็กซ์ของคิง เพาเวอร์ พร้อมช่วยผู้ประกอบการไทยกว่า 351 ราย ต่อยอดสินค้าตั้งแต่อาหาร สุขภาพ แฟชั่น ไปจนถึงของตกแต่งบ้านสู่ตลาดที่กว้างขึ้น

    คิง เพาเวอร์ ย้ำว่า “ความยั่งยืนต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน” พร้อมเดินหน้าสนับสนุนคราฟต์ไทยและเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตต่อเนื่องตามแนวทาง Social Impact ที่องค์กรยึดถือมาโดยตลอด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/14pjdkv84d4y&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VwM8oZzvN5EGcnfyd02AO

  • “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง-ชายแดน-ท่องเที่ยว หนุนศก.ตอ. คาดเสร็จปี 70

    “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง-ชายแดน-ท่องเที่ยว หนุนศก.ตอ. คาดเสร็จปี 70

    วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบท ( ทช.) ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทุกภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุนขนส่ง และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในจังหวัดตราด ซึ่งเป็น “ประตูเศรษฐกิจภาคตะวันออก” ที่เชื่อมสู่ประเทศเพื่อนบ้านและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ขณะนี้กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสาย ก1, ข และ ค1 ผังเมืองรวมเมืองตราด คืบหน้าแล้วกว่า ร้อยละ 26 โดยอยู่ระหว่างงานโครงสร้างหลัก – งานผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก และงานสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก คาดว่าจะแล้วเสร็จใน ปี 2570

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ “เปลี่ยนคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง” เพราะจะช่วย ลดเวลารถติดในเขตเมืองตราด ทำให้ประชาชนเดินทางได้เร็วและปลอดภัยกว่าเดิม เชื่อมเมือง – เชื่อมชายแดน – เชื่อมท่าเรือ รองรับการขนส่งสินค้าเกษตรทะเลและการค้าชายแดน หนุนภาคท่องเที่ยว ช่วยให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเกาะช้าง – เกาะกูดได้สะดวกขึ้น กระตุ้นรายได้ให้คนในพื้นที่และเป็นการเตรียมพร้อมสู่การพัฒนาภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน รองรับการค้าการลงทุนใหม่ในอนาคต

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า จังหวัดตราด เป็นเมืองที่มีศักยภาพทั้งภาคการคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยว โดยในปัจจุบันพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองมีการขยายตัวของชุมชนอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจภาคการขนส่ง การค้า และการขยายตัวของเมือง นอกจากนี้ ยังเป็นโครงการก่อสร้างถนนที่ไว้รองรับการขยายเส้นทางสาย 3 จากจังหวัดตราด ถึง บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ เพื่อสอดรับกับถนนสายหลักที่เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน สนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดตราด ซึ่งการก่อสร้างแบ่งออกเป็น สาย ก1 ระยะทางโครงการ 1.350 กิโลเมตร สาย ข และ ค1 ระยะทางโครงการ 6.782 กิโลเมตร รวมระยะทางดำเนินการของโครงการทั้งสิ้น 8.132 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 914 ล้านบาท โดยได้ก่อสร้างเป็นผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 4 ช่องจราจร แบ่งทิศทางการจราจร โดยเกาะกลาง มีทางเท้า พร้อมก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 4 แห่ง มีการติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบระบายน้ำ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้งานถนนสายดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและได้รับความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ทช. ยังได้กำชับไปยังผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานในเรื่องความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง โดยให้ทำการติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบ ติดตั้งป้ายเตือน สิ่งอำนวยความปลอดภัยต่าง ๆ ให้ผู้ใช้ทางสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงให้เพิ่มรอบการรดน้ำบริเวณโครงการเป็นการลดฝุ่นละอองในพื้นที่ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในช่วงระหว่างการก่อสร้างอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/116071&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nn_YM-VTyztb2-wj1l4LR

  • โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025

    ×

    1. Sport
    2. โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025

    โดย THE STANDARD TEAM

    10.12.2025

    • LOADING…

    โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025

    มหกรรมซีเกมส์ 2025 วันนี้ ทัพนักกีฬาไทยมีโปรแกรมลงสนามหลายชนิดกีฬาให้แฟนๆ ร่วมลุ้นเชียร์ โดยเฉพาะการชิงเหรียญทอง ที่จะมีขึ้นเป็นวันแรก

    ติดตามโปรแกรมการแข่งขันและเช็กโปรแกรมได้ที่นี่! 👇

    ทั้งนี้ การถ่ายทอดสดซีเกมส์ 2025 สามารถรับชมได้ผ่านหลายช่องตลอดทัวร์นาเมนต์ ได้แก่ PPTV 36, ไทยรัฐทีวี 32, ONE 31, T Sports 7, NBT และ TrueVisions NOW

    ภาพนักกีฬา: grandsport1961

    โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025 1
    โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025 2
    โปรแกรมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 วันที่ 10 ธันวาคม 2025 3

    • LOADING…


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD TEAM

    กองบรรณาธิการ THE STANDARD

    READ MORE

    EDITOR’S PICK

    MOST POPULAR




    MOST POPULAR



    Close Advertising

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sea-games-2025-schedule-dec-10/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02dJkJvA2I4ZBhuBLim_RP

  • “กัมพูชา”ถอนตัวซีเกมส์ 2025 รมว.ท่องเที่ยวฯย้ำไทยดูแลความปลอดภัยนักกีฬาทุกประเทศ

    “กัมพูชา”ถอนตัวซีเกมส์ 2025 รมว.ท่องเที่ยวฯย้ำไทยดูแลความปลอดภัยนักกีฬาทุกประเทศ

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีที่นักกีฬาจากประเทศกัมพูชา ขอถอนตัวจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ทั้งหมดทุกชนิดกีฬาว่า เมื่อวานนี้ประเทศกัมพูชาก็ได้เข้าร่วมพิธีเปิดซีเกมส์ 2025 ในฐานะประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเราก็ได้ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานเทียบเท่ากับประเทศอื่น ๆ ที่เข้าร่วมแล้ว

    ส่วนที่ประเทศกัมพูชา แจ้งขอถอนตัวคาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุในด้านความปลอดภัยนั้น นายอรรถกร กล่าวว่าเราดูแลทุกประเทศตามมาตรฐานสากล ถึงแม้ว่าจะมีความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่เมื่อประเทศกัมพูชาตัดสินใจเช่นนี้ เราก็ต้องเคารพ

    “การถอนตัวของกัมพูชาเป็นสิทธิของประเทศเขา แต่ยืนยันว่า ไม่ส่งผลกระทบกับการแข่งขันของนักกีฬาจากประเทศอื่น ๆ การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ก็ยังดำเนินการต่อไปได้ ไม่มีปัญหาอะไร”นายอรรถกร กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq01/12772535&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lLsun_ioSd5g1PQ99MHAS