Blog

  • ทิพยประกันภัยจับมือหัวเว่ย-ดาต้าวัน เอเชีย-ซิโนซอฟต์ พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารงานประกันภัยแบบครบวงจร

    ทิพยประกันภัยจับมือหัวเว่ย-ดาต้าวัน เอเชีย-ซิโนซอฟต์ พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารงานประกันภัยแบบครบวงจร

    วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.35 น.

    ทิพยประกันภัยจับมือหัวเว่ย-ดาต้าวัน เอเชีย-ซิโนซอฟต์ พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารงานประกันภัยแบบครบวงจร

    หัวเว่ย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไอทีให้กับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ให้บริการประกันภัยชั้นนำของไทย เพื่อก้าวสู่การเป็น “ผู้ให้บริการประกันแห่งอนาคต” ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท ซิโนซอฟต์ จำกัด ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ประกันภัยชั้นนำของจีน และบริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ซิสเต็มส์ อินทิเกรเตอร์แถวหน้าของไทย โดยทั้งสามฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาระบบบริหารงานประกันภัยแบบครบวงจร (Core Insurance) ของทิพยประกันภัย เพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง

    โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นเทคโนโลยีล่าสุดล่าสุด ซึ่งพัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างหน่วยธุรกิจการเงินดิจิทัลของหัวเว่ย และบริษัทซิโนซอฟต์ โดยใช้เทคโนโลยี Huawei Cloud Stack (HCS) ฐานข้อมูล GaussDB พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลและเครือข่ายประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับการอัปเกรดระบบที่เสถียรและเชื่อถือได้ ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายโครงการ RongHai Program ของหัวเว่ยสู่ระดับสากล ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชันทางการเงินร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก

    นายเจสัน เชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ยดิจิทัลไฟแนนซ์ กล่าวขอบคุณบริษัททิพยประกันภัยสำหรับความไว้วางใจที่มีต่อหัวเว่ย โดยระบุว่าหัวเว่ยได้นำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานานนับปีในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของอุตสาหกรรมประกันภัยในจีนมาพัฒนาร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ เพื่อส่งมอบโซลูชันการบริหารจัดการระบบหลักที่ช่วยเสริมสร้างรากฐานดิจิทัลให้แก่บริษัทประกันภัยทั่วโลก และเร่งการพัฒนาสู่ยุคของความชาญฉลาดทางธุรกิจผ่านโครงการ RongHai Program หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับผู้ให้บริการซอฟต์แวร์อิสระชั้นนำของจีน ผู้ให้บริการติดตั้งระบบในท้องถิ่นที่โดดเด่น และลูกค้าในอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความสำเร็จร่วมกันทุกฝ่าย โดยโครงการในครั้งนี้ยังจัดเป็นผลงานความร่วมมือที่โดดเด่นในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

    นายวิลเลี่ยม จาง ประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่าเป็นโอกาสสำคัญที่หัวเว่ยจะได้นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมประกันภัยในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้ทิพยประกันภัยสามารถยกระดับแพลตฟอร์มหลักของการบริหารจัดการงานประกันภัย เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมและส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

    “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการเป็นผู้บุกเบิกอนาคตของการประกันภัยในประเทศไทย เราไม่เพียงแค่มอบบริการเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เรากําลังสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อร่วมสร้างโซลูชันที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของทิพยประกันภัยในการให้บริการลูกค้า สร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมประกันภัยของไทย” นายจาง กล่าว

    นายจั่ว ชุน ประธานบริษัทซิโนซอฟต์ จำกัด เน้นย้ำบทบาทของซิโนซอฟต์ในฐานะผู้ให้บริการซอฟต์แวร์หลักที่ทำงานร่วมกับหัวเว่ยและดาต้าวัน เพื่อขับเคลื่อนโครงการระบบประกันภัยขนาดใหญ่นี้ และยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสร้างโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และพร้อมสำหรับอนาคตของทิพยประกันภัย รวมถึงลูกค้าของบริษัท

    ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิพยประกันภัยยังคงยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตของอุตสาหกรรมประกันภัยไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 74 ปีในการให้บริการที่น่าเชื่อถือแก่หน่วยงานราชการ บริษัทขนาดใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี และลูกค้าประกันภัยรายบุคคล บริษัทได้สร้างชื่อเสียงในด้านความน่าเชื่อถือ การให้ความคุ้มครอง และความอุ่นใจ ซึ่งบริษัทจะสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อสร้างโซลูชันประกันภัยที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลและตรงกับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มมากยิ่งขึ้น

    “Core System เป็นหัวใจสำคัญของระบบไอทีสำหรับทุกองค์กร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประกันภัยที่ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจเป็นสิ่งท่ำสำคัญที่สุดสำหรับทั้งลูกค้ารายบุคคลจนถึงระดับองค์กร ซึ่งความร่วมมือกับหัวเว่ย, ซิโนซอฟต์ และดาต้าวันถือเป็นก้าวสำคัญที่เสริมความมั่นใจในระบบของเรา และเสริมรากฐานทางเทคโนโลยีของบริษัทเพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคต” ดร.สมพรกล่าว

    นางโสจิพรรณ วัชโรบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือนี้เป็นการรวมพลังของผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำเพื่อสนับสนุนทิพยประกันภัยในการยกระดับระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักและวางรากฐานสำหรับบริการประกันภัยที่เน้นนวัตกรรมและมุ่งสู่อนาคตในประเทศไทย โดยดาต้าวัน ยังคงเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในการให้บริการโซลูชันไอทีแบบครบวงจรและให้บริการแก่ภาคส่วนต่างๆ เช่น ธนาคาร สถาบันการเงิน ประกันภัย โรงพยาบาล โทรคมนาคม ค้าปลีก และหน่วยงานราชการ ด้วยประสบการณ์กว่า 35 ปีในธุรกิจโซลูชันไอทีในไทย ซึ่งบริษัทมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรและบุคลากรด้านไอทีอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างคุณค่าให้แก่อุตสาหกรรมทั้งในประเทศและภูมิภาค

    “ดาต้าวัน เชื่อว่าสังคมจะได้รับประโยชน์เมื่อเทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและการให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เราจะคงบทบาทเป็นตัวเร่งให้แก่ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมไอทีของประเทศไทยต่อไป” นางโสจิพรรณ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/insure/458976&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hx_hFzOxJGTvujWjHJg5c

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb

  • คําขวัญวันเด็ก 2569 จากนายกรัฐมนตรี “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93115&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rrv1kE2x9-gLkC4H8tAXL

  • คาดเศรษฐกิจปี69โตต่ำรอบ30ปี

    คาดเศรษฐกิจปี69โตต่ำรอบ30ปี

    นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ปรับลดการประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ลงจาก 2.1% เหลือ 2% แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือในปี 2569 เพราะปีหน้าถือเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในช่วงวิกฤติ แต่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะโตต่ำเพียง 1.5% ซึ่งหากไม่รวมปีที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปีนี้จะเป็นปีแรกในรอบ 3 ทศวรรษหรือ 30 ปีที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% ซึ่งไม่อยากให้การโตต่ำระดับนี้กลายเป็น New Normal ของเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้ การชะลอลงของเศรษฐกิจไทยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าผลกระทบของภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯที่ชัดเจน  และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศโดยเฉพาะการส่งออกสินค้าจีนมาไทยที่เพิ่มขึ้นกว่า 30% และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ จำนวนท่องเที่ยวต่างประเทศที่แม้้ว่่จะดีขึ้นกว่าปีนี้ แต่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดมาก รวมทั้ง ข้อจำกัดการคลังที่มีสูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเมือง ไทยจึงต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่  โดยSCB EIC ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท 

    “การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง  หากเป็นไปตามสมมติฐานที่่ว่า เราจะสามารถได้รัฐบาลใหม่ในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.ปีหน้า จะทำให้ งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง หากมีการเลื่อนการเลือกตั้ง หรือ การจัดตั้งรัฐบาล่าช้าออกไป อาจจะทำให้ งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้ามากกว่า 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งจะกรีะทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้นอยู่แล้ว จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะไม่ให้สูงเกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว”

    นายยรรยง กล่าวต่อว่า SCB EIC ยังมองว่า สถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา และความไม่แน่นอนทางการเมืองจะจบลงได้เร็ว เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศทที่เตรียมจะเข้ามาในประเทศไทยเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีหน้า หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปจะส่งผลให้เม็ดเงินสนับสนุนเศรษฐกิจภาครัฐไม่ต่อเนื่อง การเจรจากับสหรัฐฯ ล่าช้า หรือเสียเปรียบมากขึ้น ลดความเชื่อมั่นการลงทุนและบริโภค และยังเสี่ยงที่จะถูกปรับลดเครดิต เรตติ้งของประเทศอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2902353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ysk3hGB5K9dJs8n6mMeig

  • พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    ธุรกิจ

    17 ธ.ค. 2025 เวลา 5:50 น.

    ปี 2568 ธุรกิจรับจบทุกปัจจัยลบ เผชิญเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ทั้งจีดีพีไทยโตรั้งท้ายอาเซียน มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป มองปี 69 อุตสาหกรรมสื่อโฆษณายังไม่ฟื้น คาดเงินสะพัด 86,271 ล้านบาท โตต่ำ 0.64%

    ส่วน 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดไม่เติบโต เหตุการเมือง เศรษฐกิจฉุดรั้ง ฝากความหวังรัฐบาลใหม่ ขอมืออาชีพบริหารประเทศ นโยบายประกาศไว้ต้องทำให้เห็นผลลัพธ์จริง

    นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด หรือ MI GROUP เปิดเผยว่า จากคาดการณ์เศรษฐกิจไทย(จีดีพี) ปี 2569 จะขยายตัวระดับต่ำ 1.6-2% ถือว่าเป็นอัตรารั้งท้ายของภูมิภาคอาเซียน ทั้งที่ภูมิภาคนี้ถือเป็นตลาดใหม่และเทียบกับทั่วโลกจีดีพีมีการเติบโตในระดับสูงสุด

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตัว หรือกลับมาเติบโต คือสถานการณ์ทางการเมืองเป็นตัวฉุดรั้ง เพราะหากพิจารณาหลากตัวแปรลบ เช่น การเผชิญกับภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ประเทศไทยถือว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค

    สำหรับแนวโน้มปีหน้าปัจจัยลบที่ทุกภาคส่วนเจอในปี 2568 จะยังคงอยู่ครบไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโตต่ำ กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง แม้จะมีสัญญาณดีลดลงบ้างเล็กน้อย ภาษีทรัมป์ที่จะมีผลต่อการส่งออกของไทยปีหน้า ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นต้น ที่เหลือคือความไม่แน่นอน และเหตุการณ์ไม่คาดคิดจะมีอะไรเข้ามาซ้ำเติมหรือไม่

    “ปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยถือว่าดีหมด แต่อยู่ที่การบริหารจัดการ นโยบายการขับเคลื่อนประเทศ ที่ทำให้เอื้อต่อขีดความสามารถด้านการแข่งขันกับประเทศต่างๆ ส่วนจีดีพีไทยที่ไม่โตต่ำ รั้งท้ายอาเซียน หากมองภาพใหญ่แฟ็คเตอร์เราดีหมด ผลกระทบจากน้ำท่วม ภัยธรรมชาติเราเจอน้อยกว่า แต่จีดีพีกลับต่ำ”

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    จากปัจจัยลบข้างต้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจ กำลังซื้อที่ชะลอตัว ส่งผลต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาปี 2569 คาดการณ์ขยายตัว 0.64% หรือมีมูลค่า 86,271 ล้านบาท ทั้งนี้ หากพิจารณาจากตัวเลขของผู้ประกอบการสินค้า เจ้าของแบรนด์รายเล็ก ซึ่งใช้จ่ายงบโฆษณาตรงกับแพลตฟอร์ม รวมถึงใช้อินฟลูเอนเซอร์สื่อสารการตลาด คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณายังสะพัดมูลค่า 110,603 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 มูลค่า 108,900 ล้านบาท

    “ยังมีงบโฆษณาที่ไม่ได้ถูกเก็บตัวเลข ซึ่งจากการหารือกับสมาคมโฆษณาต่างๆ รวมถึงมีเดียเอเยนซี ประเมินว่าอุตสาหกรรมยังมีเงินสะพัดหลักแสนล้านบาท”

    สื่อดั้งเดิมวูบต่อเนื่อง

    ส่วนการใช้จ่ายเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ปี 2569 ที่ลดลงยังเป็นสื่อดั้งเดิม (Tradional media) เช่น ทีวี 28,958 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 อยู่ที่ 31,137 ล้านบาท และลดเหลือ 1 ใน 3 ของตลาด วิทยุ 2,292 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 อยู่ที่ 2,388 ล้านบาท หนังสือพิมพ์ 293 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 อยู่ที่ 488 ล้านบาท และนิตยสาร 73 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 อยู่ที่ 183 ล้านบาท ด้านสื่อดิจิทัล ยังเติบโตใน 3 แพลตฟอร์มหลัก รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ อีกหมวดคือสื่อโฆษณานอกบ้านยังคงเติบโตต่อเนื่อง ตอบไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคใช้ชีวิตนอกบ้าน ไปดูคอนเสิร์ต

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    ด้านภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาปี 2568 มีมูลค่า 85,727 ล้านบาท ลดลง 0.6% ถือเป็นการตกอยู่ในสถานการณ์ไม่เติบโตต่อเนื่องมา 5 ปีแล้ว

    “อุตสาหกรรมสื่อโฆษณาหดตัวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เผชิญวิกฤติโควิด-19 ระบาด จากก่อนหน้านั้นเจอพายุดิสรัปชัน ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนกระทบการเติบโต พอพ้นโควิดได้คาดการณ์จะเห็นการฟื้นตัว แต่ไม่ฟื้นเลย ไม่มีการเติบโตมา 5 ปีแล้ว ซึ่งการฟื้นตัวจะเกิดได้ ต้องพึ่งพาการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และอยู่ที่แผนบริหารจัดการ การดำเนินนโยบายของรัฐ หากจะโทษ ต้องโทษการเมือง โทษรัฐบาลที่ทำให้ประเทศเราแย่ขนาดนี้ จีดีพีไทยกี่ปีก็ไม่ดีเมื่อเทียบกับอาเซียน”

    ปัจจัยลบทุบแบรนด์ใช้จ่ายเงินลดลง

    ปัจจัยลบรายล้อมธุรกิจทั้งปี ยังส่งผลให้แบรนด์ใช้จ่ายเงินลดลง ปัจจุบันเห็นการประหยัดงบโฆษณาราว 15% มีการชะลอการเปิดตัวแคมเปญสื่อสารการตลาด เปิดตัวสินค้า โดยงบที่ลดลงไม่นับรวมกับการโยกงบประมาณไปใช้ในกิจกรรมการตลาดอื่นๆ ส่วนการแข่งขันของสินค้า กลยุทธ์ราคายังรุนแรง เนื่องจากเจ้าของแบรนด์ สินค้าต้องการเห็นผลลัพธ์ยอดขายหลังใช้งบตลาด

    “สินค้าเล่นราคากันหมด เพราะผู้บริโภคไม่มีเงิน นักการตลาดก็ติดอยู่กับยอดขาย จึงต้องสู้ด้วยราคา แม้การสร้างแบรนด์จะเป็นสิ่งที่ต้องทำก็ตาม”

     นายภวัต กล่าวอีกว่า ปี 2568 ถือเป็นปีที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เป็นปีที่รับจบจากปัจจัยลบทุกมิติ ทั้งน้ำท่วมต้นปี ปลายปี ผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมียนมา ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา การส่งออก ภาษีทรัมป์

    เลือกตั้งปลุกเม็ดเงินโฆษณาสะพัด

    สำหรับความหวังในปี 2569 การเลือกตั้งจะมีส่วนทำให้เม็ดเงินโฆษณาสะพัดบ้าง โดยเฉพาะรายการข่าว หากมีการจัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ นโยบายของผู้นำ พรรคการเมืองต่างๆ แม้ไม่มีนัยมากนัก แต่แบรนด์สินค้าอาจแทรกตัวไปสื่อสารการตลาด และยังมีความคาดหวังจากบิ๊กอีเวนต์ที่จะเกิดขึ้น เช่น เทศกาลดนตรีทูมอร์โรวแลนด์ ฟุตบอลโลก 2026 เป็นต้น

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    ส่วนความคาดหวังหลังเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า อยากเห็นการเมืองไทยมีเสถียรภาพหรือมีความนิ่ง มีความชัด ได้ผู้บริหารประเทศที่เป็นมืออาชีพมาบริหารชาติบ้านเมือง ขณะที่นโยบาย 5 เสาหลัก เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ลดภาระหนี้ประชาชน การช่วยเหลือเอสเอ็มอี ฯ ถือเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวก ซึ่งตอนนี้ยังไม่ปรากฏ

    “ควิก บิ๊ก วินจากนโยบาย 5 เสาหลัก คิดมาดีแล้ว ในฐานะภาคธุรกิจซื้อ เพราะเป็นการกระตุ้นยอดขาย เพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภค ช่วยเอสเอ็มอี เพราะเป็นฟันเฟืองของประเทศ หากล้มหายตายจาก 1 ราย อาจขยายเป็นสิบเป็นร้อยราย แผนชัด แต่กลับไม่เห็นทำได้เป็นที่ประจักษ์ หรือผลลัพธ์เชิงบวก” 

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    อย่างไรก็ตาม บทสรุปอุตสาหกรรมโฆษณาปี 2568 มูลค่าควรจะมีการเติบโต เนื่องจากมีตัวแปรราคาหรือเงินเฟ้อกระตุ้น แต่ภาพจริงกลับติดลบ

    “ความหวังตอนนี้คือภาครัฐ เพราะประชาชนสู้เต็มที่แล้ว 5 เสาหลัก เป็นนโยบายที่ครอบคลุมทุกมิติ แต่สิ่งที่เอกชนอยากเห็นคือผลงานเป็นรูปธรรม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1212467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jOkHDxHdsu4MZDcYiVFHK

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb

  • คําขวัญวันเด็ก 2569 จากนายกรัฐมนตรี “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93115&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rrv1kE2x9-gLkC4H8tAXL

  • “Trip.com” แจงด่วน! ระงับความร่วมมือ กับกระทรวงการท่องเที่ยว กัมพูชาแล้ว

    “Trip.com” แจงด่วน! ระงับความร่วมมือ กับกระทรวงการท่องเที่ยว กัมพูชาแล้ว

    “Trip.com” แจงด่วน! ระงับความร่วมมือ กับกระทรวงการท่องเที่ยว กัมพูชาแล้ว

    จากกรณี Trip.com เซ็นสัญญาโปรโมทการท่องเที่ยวร่วมกับองค์การท่องเที่ยวแห่งชาติกัมพูชา ทำให้ชาวเน็ตจีนกังวลว่าข้อมูลส่วนตัวจะถูกส่งต่อให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือขบวนการต้มตุ๋นในกัมพูชา ผู้ใช้จำนวนมากพร้อมใจกันลบบัญชีและถอนการติดตั้งแอปฯ ของ Trip.com และ Ctrip ทันที โดยระบุว่า ยอมจ่ายเงินแพงกว่าเพื่อใช้บริการอื่น ดีกว่าเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยของข้อมูลและชีวิต ทั้งนี้ กระแสดังกล่าวลุกลามมายังในประเทศไทย ต่างพากันลบแอปพลิเคชัน Trip.com กันเป็นจำนวนมา

    16 ธ.ค. 2568 Trip.com Group แถลงการณ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ระบุข้อความว่า

    ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ในสื่อสังคมออนไลน์ เราขอชี้แจงว่า ความร่วมมือดังกล่าว เป็นเพียงความร่วมมือในการโปรโมทการท่องเที่ยวเท่านั้น ซึ่งเราได้ตกลงทำความร่วมมือเช่นเดียวกันนี้ ร่วมกับหน่วยงานการท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

    ทั้งนี้ เราได้รับทราบถึงความกังวลของผู้ใช้บริการ จึงได้ระงับความร่วมมือดังกล่าวแล้วโดยทันที

    เราขอยืนยันว่าไม่มีการแลกเปลี่ยน หรือขายข้อมูลตามที่มีผู้ไม่หวังดีกล่าวอ้างแต่อย่างใด เรายึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดด้านความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้ในทุกตลาดที่เราดำเนินการ เรามุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสอย่างเต็มที่ และปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงในประเทศไทย เรายังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการมอบประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับลูกค้าทุกท่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/611215&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28sN83Ct4bIvVlcEVtbv7y

  • น้ำท่วมใต้ ซ้ำเติมท่องเที่ยวไทย มาเลย์เที่ยวหาดใหญ่ ธ.ค.นี้ หดตัว 55 %

    น้ำท่วมใต้ ซ้ำเติมท่องเที่ยวไทย มาเลย์เที่ยวหาดใหญ่ ธ.ค.นี้ หดตัว 55 %

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ก่อนหน้านี้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อภาคการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด แม้น้ำจะลดไปแล้ว แต่หาดใหญ่จำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูประมาณ 1 เดือน

    จากข้อมูลจากสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ระบุว่า โรงแรมที่พักในหาดใหญ่ 95% ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งในส่วนโครงสร้างอาคารและห้องพัก ซึ่งคาดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการซ่อมสร้างและฟื้นฟูสภาพเมืองอย่างน้อย 1 เดือน นอกจากนี้ ย่านเศรษฐกิจสำคัญอย่างตลาดกิมหยงในเขตอำเภอหาดใหญ่ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน รวมถึงการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานหลังน้ำลด

    ททท.จึงคาดว่าการท่องเที่ยวของไทยจะได้รับผลกระทบจากยืดเยื้อตลอดเดือนธันวาคม 2568 เนื่องจากผู้ประกอบการอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อกลับมาดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวได้เต็มรูปแบบ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักของการท่องเที่ยวาหาดใหญ่ โดยในช่วงวันที่ 23-29 พฤศจิกายน 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียลดลง 45% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า รัฐบาลมาเลเซียและสถานกงสุลใหญ่ประจำจังหวัดสงขลาได้ประกาศเตือนประชาชนให้เลื่อนการเดินทางท่องเที่ยวมายังภาคใต้

    น้ำท่วมใต้ ซ้ำเติมท่องเที่ยวไทย มาเลย์เที่ยวหาดใหญ่ ธ.ค.นี้ หดตัว 55 %

    สำหรับเดือนธันวาคม 2568 คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวมาเลเซียจะอยู่ที่ 205,000 คน ลดลง 55 % และรายได้ทางการท่องเที่ยวอยู่ที่ 4,444 ล้านบาท ลดลง 54 % เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้ภาพรวมของนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเที่ยวไทยตลอดทั้งปี 2568 อยู่ที่ 4.38 ล้านคน ลดลง 11% สร้างรายได้ 93,475 ล้านบาท ลดลง 11%

    ประกอบกับการย้ายการจัดการแข่งขันซีเกมส์ 2025 จากเดิมที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดสงขลาในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ต้องย้ายไปจัดที่กรุงเทพมหานครและชลบุรีแทน ทำให้จังหวัดสงขลาสูญเสียโอกาสในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ การยกเลิกเที่ยวบินเส้นทางสิงคโปร์-หาดใหญ่-สิงคโปร์ ของสายการบิน Scoot จำนวน 2 เที่ยวบินนอกจากนี้ การแข่งขันมวย Thai Fight ที่พัทลุงก็เลื่อนการแข่งขันออกไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    ดังนั้นเมื่อรวมกับหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยก่อนหน้านี้ จึงคาดว่าตลอดทั้งปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยอยู่ที่ 32.83 ล้านคน ลดลง 8% มีรายได้จากการท่องเที่ยว 1,525,085 ล้านบาท ลดง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศ ในเดือนธันวาคม 2568 จังหวัดสงขลาคาดการณ์ว่าจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 244,300 คน-ครั้ง จะหดตัวประมาณ 21.89% และรายได้ทางการท่องเที่ยว 1,920 ล้านบาท หดตัวประมาณ 23.57 % ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมภาคใต้เดือนธันวาคม มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 18.33 ล้านคน-ครั้ง หดตัว 5.37% และรายได้ 17,190 ล้านบาท หดตัว 7.14 %

    อย่างไรก็ตามแม้น้ำจะลดไปแล้ว แต่ก็ยังมีความกังวลที่ต้องจับตามอง อาทิ การกระจายข่าวปลอมในพื้นที่ประสบภัย การออกคำแนะนำการเดินทางของบางประเทศ อย่าง สถานเอกอัครราชทูตจีนได้ประกาศคำแนะนำไม่ให้เดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ( ตั้งแต่ 25 พ.ย.) ในขณะที่แคนาดาออกคำแนะนำให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง นอกจากนี้ ยังมีการยกเลิกเที่ยวบินเส้นทางสิงคโปร์-หาดใหญ่-สิงคโปร์ ของสายการบิน Scoot จำนวน 2 เที่ยวบิน

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า Sentiment ต่อเหตุการณ์อุทกภัย ในภาพรวมยังคงอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม โดยความสนใจต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นสำหรับตลาดต่างประเทศ จากการสำรวจในช่วงวันที่ 21-29 พ.ย.ที่ผ่านมา มากกว่า 50% แม้มีการปรับตัวดีขึ้นเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 68 ซึ่งนักท่องเที่ยวมาเลเซีย จากเดิมที่ให้ความสนใจมากที่สุดอันดับ 1 ของกลุ่มตลาดระยะใกล้ ก็ให้ความสนใจในเรื่องน้ำท่วมน้อยลง เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ตกค้างสามารถเดินทางกลับประเทศได้เรียบร้อย ประเด็นโฟกัสเปลี่ยนจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นการฟื้นฟูมากขึ้นแต่ยังมี sentiment เชิงลบในสื่อโซเชียลมีเดียเล็กน้อย

    ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ ก็ยังสนใจติดตามข่าวนี้อยู่ ตลอดช่วงเวลานักท่องเที่ยวตกค้างสามารถเดินทางกลับประเทศได้และกระทรวงการต่างประเทศ (MFA) เริ่มปรับระดับคาเตือนลง มีการกล่าวถึงเชิงบวกเกี่ยวกับชาวไทยช่วยเหลือนักท่องเที่ยวสิงคโปร์วัย 74 ปี แต่ก็มีบางตลาดที่กลับมีความสนใจเพิ่มขึ้น อาทิ เกาหลีใต้ สาเหตุจากข่าวการบริจาคเงินช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยของศิลปิน K POP ติด Trending ในโซเชียลมีเดียเกาหลี และมีการแพร่ข่าวปล้นร้านค้าในสงขลา (Viral) จีนก็มีการสื่อสารเผยแพร่ผ่าน WeChat, Weibo เพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประกาศคำแนะนำไม่เดินทางไปพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่ไม่มีประกาศห้ามการเดินทางมายังประเทศไทยในภาพรวมแต่อย่างใด

    ดังนั้นการเร่งฟื้นความเชื่อมั่นและการจัดการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน โรงแรม ย่านเศรษฐกิจ และผู้ประกอบการ ในพื้นที่ประสบภัย ให้กลับคืนมาโดยเร็วจึงเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งสายการบินภายในประเทศของไทยออกมาตรการช่วยเหลือผู้โดยสาร โดยสามารถปรับเปลี่ยนแผน/เส้นทางได้ อาจทาให้นักท่องเที่ยวบางส่วนที่มีแผนการเดินทาง ปรับเปลี่ยนแผน/เลื่อนการเดินทางออกไปในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 จนถึงต้นปี 2569 จุดหมายทางการท่องเที่ยวยอดนิยมอื่น ๆ ของนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียที่สามารถท่องเที่ยวได้ปกติ เช่น กรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ เป็นต้น

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,158 วันที่ 18 – 20 ธันวาคม  พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/646718&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mL4SNtVdgGgAKgzGaOxIN