Blog

  • ‘นักเศรษฐศาสตร์’ ฟันธง ‘กนง.’ ลดดอกเบี้ย  0.25% ช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    ‘นักเศรษฐศาสตร์’ ฟันธง ‘กนง.’ ลดดอกเบี้ย 0.25% ช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    Finance

    17 ธ.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    นักเศรษฐศาสตร์ประเมินที่ประชุม กนง. 17 ธ.ค.68 นี้ มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจในประเทศอ่อนแอ เงินเฟ้อต่ำ สินเชื่อติดลบ หนี้เสียเพิ่ม เงินบาทแข็งค่า ปัจจัยการเมือง และภูมิรัฐศาสตร์

    • นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%
    • เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอจากปัจจัยลบทั้งภายใน และภายนอกประเทศ โดยเฉพาะเมื่อนโยบายการคลังมีข้อจำกัดจากการยุบสภา
    • การลดดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระหนี้ และเสริมสร้างความเชื่อมั่น
    • ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อกระตุ้นสินเชื่อโดยตรง เนื่องจากภาคครัวเรือน และธุรกิจยังคงเปราะบาง
    • ชี้ดอกเบี้ยไม่ใช่ยาวิเศษที่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจได้

    ประชุมคณะกรรมการนโยบายการ (กนง.) เงินวันนี้( 17 ธ.ค.68) ถือเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 และถือเป็นการประชุมครั้งที่สองของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

    ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอลง ทั้งจากปัจจัยภายใน และปัจจัยต่างประเทศที่เข้ามากระทบ ยิ่งไปกว่านั้นไทยยังถูกซ้ำเติมจากปัญหาทางการเมืองจากการ “ยุบสภา” ที่ส่งผลให้เวลานี้รัฐบาลทำได้เพียงเป็นรัฐบาลรักษาการ นั่นหมายความว่า “กระสุนทางการคลัง” หลังจากนี้อาจถูกจำกัดลง

    ทำให้เวลานี้ทุกฝ่ายมองว่า “ภาคการเงิน” ควรจะกลับมายืนเป็น “กองหน้า” โดยการ “ลดดอกเบี้ยนโยบาย” เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจหลังจากนี้ไม่ให้ทรุดไปมากกว่าที่ควรจะเป็น

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า กนง.น่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัจจัยซ้ำเติมทุกด้าน ที่เอื้อต่อการลดดอกเบี้ย

    ทั้งเศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแอ,เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ,การเติบโตของสินเชื่อติดลบต่อเนื่อง,หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)ที่เพิ่มสูงขึ้น,ค่าเงินบาทที่แข็งค่า นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากปัจจัยภายนอก และปัจจัยเฉพาะกิจ

    เช่น ผลกระทบจากน้ำท่วม, ผลกระทบจากความขัดแย้งการสู้รบระหว่างไทยกัมพูชา, ความเสี่ยงจากการเจรจาภาษีทางการค้ากับสหรัฐ
    รวมถึงความเสี่ยงด้านการคลังที่นโยบายการคลังไม่สามารถใช้กระตุ้นได้เนื่องจากอยู่ในช่วงยุบสภา เมื่อรวมทุกประเด็นแล้วจึงไม่มีเหตุผลในการคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปได้

    “ในเวลานี้ ภายใต้นโยบายการคลังไม่มีช่องว่างให้ใช้ในการกระตุ้นเพิ่มเติม เพราะอยู่ในภาวะยุบสภา บทบาทในการดูแลเศรษฐกิจจึงตกอยู่กับนโยบายการเงินมากขึ้น ซึ่งเป็นภาวะที่นโยบายการเงินควรเข้ามามีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นด้วย”

    • ห่วงขาดเครื่องมือรับเสี่ยงในอนาคต 

    อย่างไรก็ตามมองว่า ปัญหาสำคัญที่ กนง.กำลังประเมินอยู่คือ หากลดดอกเบี้ยในตอนนี้ จะทำให้ “กระสุนในการดำเนินนโยบาย” เหลือน้อยลง หากเกิดภาวะช็อกทางเศรษฐกิจหรือภาคการเงินขึ้นในอนาคต

    การเก็บกระสุนสำรองเอาไว้ใช้ในยามวิกฤติอาจมีประโยชน์มากกว่าหรือไม่ ดังนั้นภายใต้กระสุนเหลือน้อยลง กนง.อาจต้องเริ่มคิด และประเมินหาเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้เพิ่มเติมได้ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะกลายเป็นผู้ที่ขาดเครื่องมือในการรับมือในการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม แม้การลดดอกเบี้ยย่อมมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพราะเป็นการลดต้นทุน ทำให้คนสามารถกระตุ้นอุปสงค์ได้มากขึ้น แต่อีกด้านต้องพิจารณาเช่นกัน เพื่อไม่ให้การลดดอกเบี้ยกลายเป็น wasted bullet” หรือกระสุนที่เสียเปล่า

    ทั้งนี้หากจะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายมีผล และไม่เสียเปล่า สิ่งที่ตลาดต้องการเห็นมากขึ้น คือ การสื่อสารของ ธปท. เพื่อส่งผ่านนโยบายการเงินให้มากขึ้น ทำอย่างไรให้ธนาคารพาณิชย์มีแรงจูงใจในการปล่อยกู้เพิ่มขึ้น และส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง เพราะหากมีการลดดอกเบี้ยแล้วธนาคารพาณิชย์กลับไม่ลดตามเลยซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ดังนั้นการลดดอกเบี้ยนั้นก็อาจไม่ช่วยอะไรเลย และจะกลายเป็นกระสุนที่สูญเปล่า

    นอกจากนี้ ธปท.ควรใช้เครื่องมืออื่นๆ นอกเหนือจากการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว ซึ่งรวมถึงการใช้เครื่องมือที่ ธปท.เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น เรื่องของการแก้ปัญหาหนี้,การมองหามาตรการด้านเครดิต การกำหนดนโยบายแบบเจาะจงเป้าหมาย และการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน (soft loan)เพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อแบบเจาะจงเป้าหมาย (targeted lending)อย่างต่อเนื่อง

    • หวังส่งต่อประโยชน์ถึงมือรายย่อย 

    การลดดอกเบี้ยโดยตรงบริษัทขนาดใหญ่มักจะได้รับประโยชน์อยู่แล้ว แต่คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ธนาคารอาจไม่ค่อยกล้าปล่อยสินเชื่อ ได้รับประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยด้วย

    สำหรับดอกเบี้ยนโยบาย หาก กนง.ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในครั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 1.25% จากอัตราเดิม 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในภาวะปกติ ยกเว้นช่วงที่ประเทศเจอวิกฤติ ที่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด 0.5% ช่วงวิกฤติโควิด ดังนั้นหากมีการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยไปอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ไม่ใช่ “วิกฤติ”

    หากการลดดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นแล้ว แต่เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้นในปีหน้า ก็อาจมีความจำเป็นในการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง แต่การลดดอกเบี้ยไม่ใช่ยาวิเศษ ปัญหาเศรษฐกิจที่โตช้าในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านอุปสงค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประเด็นด้านอุปทาน และความสามารถในการแข่งขันด้วย การลดดอกเบี้ยเป็นเหมือนการกินยาระยะสั้นเพื่อซื้อเวลาให้ประเทศไปทำอย่างอื่น เพื่อฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ”

    สำหรับการคาดการณ์ผลประชุม กนง.ครั้งนี้ มองว่าหากไม่ออกมาเอกฉันท์ ก็อาจเห็นเสียง 5 ต่อ 2 เสียงให้ลดดอกเบี้ยลง

    • ‘ดอกเบี้ยไม่ใช่ยาวิเศษ’

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT คาดการณ์ว่า ตลาดส่วนใหญ่ได้คาดการณ์การลดดอกเบี้ยไปแล้ว โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจปีหน้าที่เติบโตช้า เงินเฟ้อต่ำ ปัญหาการเมือง ปัญหาชายแดน ปัญหาน้ำท่วม รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่า

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาในการประชุม กนง.คือ การสื่อสารมากกว่าตัวการลดดอกเบี้ย เพราะหาก กนง.ลดดอกเบี้ยในลักษณะ Dovish Cut เพื่อเน้นไปที่การเติบโตเศรษฐกิจ อาจทำให้ตลาดตีความว่าการลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า ซึ่งอาจกระตุ้นการเก็งกำไร และเพิ่มความผันผวนในตลาด

    ในทางกลับกัน หาก กนง.เลือกการลดดอกเบี้ยแบบ Hedge Cut หรือลดแต่ยังกังวล โดยสื่อสารให้ชัดเจนถึงความเสี่ยง และข้อจำกัดของนโยบายการเงิน อาจช่วยลดความผันผวน และการคาดการณ์ของตลาดได้

    อย่างไรก็ตามมองว่า การลดดอกเบี้ยไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ไม่ได้ช่วยให้สินเชื่อขยายตัวหรือเร่งเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นการบรรเทาภาระของผู้มีหนี้ และช่วยเสริมความเชื่อมั่น ซึ่งผลเชิงบวกจะเริ่มเห็นชัดในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า

    • ลดดอกเบี้ยช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจ และความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด  กล่าวว่า คาดการณ์ กนง.ลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ และอีก 0.25% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เพื่อเป็นการพยุงเศรษฐกิจ โดยการลดดอกเบี้ยครั้งนี้อาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นดีมานด์ของสินเชื่อในภาพรวม เนื่องจากสถานะทางการเงินของฝั่งครัวเรือน และธุรกิจรายย่อย (SME)​ ยังคงเปราะบาง

    ทั้งนี้ ภายใต้สิ่งที่น่าห่วงในปัจจุบันคือ ธนาคารพาณิชย์ตระหนักถึงความกังวลจากการที่อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ (MRR) ของธนาคารพาณิชย์ปรับลดลดลงค่อนข้างช้า ซึ่งสะท้อนการส่งผ่านนโยบายการเงินที่ยังไม่ดีเท่าที่ควร

    ธนาคารพาณิชย์มีความต้องการที่จะช่วยเหลือลูกค้า โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง แต่เรายังต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบด้วย ทั้งยังต้องการความช่วยเหลือจากมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐ เช่น มาตรการส่งเสริม SME ไม่ว่าจะเป็นรีสกิลอัปสกิล เพื่อให้เราสามารถปล่อยสินเชื่อได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

    • ห่วงเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาหนี้สูง

    ทั้งนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยแม้จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 85% ต่อจีดีพี แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ ส่งผลให้ภาคครัวเรือนได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย

    โดยเฉพาะในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ซึ่งในอนาคตอาจลุกลามไปถึงกลุ่มผู้มีรายได้สูงด้วย
    จากข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้ปานกลางค่อนสูง หรือตั้งแต่ 30,000 บาท ไปจนถึง 50,000 บาท เริ่มมีความห่วงกังวลในเรื่องของภาระหนี้ที่เพิ่มมากขึ้น โดยกว่า 12% ยอมรับว่า “หนี้เป็นปัญหาหนัก” สำหรับครอบครัว ทำให้ฝั่งครัวเรือนต้องลดการใช้จ่ายเพื่อนำมาชำระหนี้ และอาจยังไม่มีการก่อหนี้ผ่านการขออนุมัติสินเชื่อใหม่

    ดังนั้นความต้องการสินเชื่อที่ลดลงจึงส่งผลต่อสภาพคล่องของสินเชื่อโดยตรง ดังนั้นมาตรการภาครัฐจึงมีความจำเป็น โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน มาตรการการปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลน และการค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ SME โดยต้องทำควบคู่ไปกับมาตรการส่งเสริมรายได้ภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1212460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RUjQDUBYTGVgkRtqbSv2Z

  • ธุรกิจใหม่ยังเดินหน้า! 11 เดือน ปี 2568 จดทะเบียนบริษัทกว่า 80,000 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    ธุรกิจใหม่ยังเดินหน้า! 11 เดือน ปี 2568 จดทะเบียนบริษัทกว่า 80,000 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    วันนี้ 17 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่ทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 พบว่ามีการจัดตั้งบริษัทใหม่รวมทั้งสิ้น 80,064 บริษัท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย และการเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องของภาคเอกชน

    โดยเดือนที่มีการจดทะเบียนบริษัทใหม่สูงสุด คือ เดือนมกราคม 2568 จำนวน 8,862 บริษัท ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นปีที่ผู้ประกอบการจำนวนมากตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ขณะที่เดือนเมษายน 2568 มีจำนวนการจดทะเบียนต่ำที่สุดที่ 6,325 บริษัท สอดคล้องกับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์

    สำหรับวันที่มีการจดทะเบียนบริษัทมากที่สุด คือ วันที่ 8 สิงหาคม 2568 จำนวน 779 บริษัท รองลงมา ได้แก่ วันที่ 9 กันยายน 2568 จำนวน 767 บริษัท และวันที่ 9 มกราคม 2568 จำนวน 716 บริษัท ซึ่งพบว่าหลายวันที่มีการจดทะเบียนสูง เป็นวันที่มีเลขซ้ำหรือเลขมงคล สะท้อนพฤติกรรมผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจ

    รองโฆษกฯ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงพลังของภาคธุรกิจไทยที่ยังคงปรับตัว เดินหน้า และมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยรัฐบาลจะเดินหน้าสนับสนุนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/63360&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24qTqfj0acTS3j5SBmUVcg

  • ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 6/2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 6/2568

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568

    rn

     

    rn

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที  

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง โดย SMEs ถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท 

    rn

     

    rn

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ 

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.2 1.5 และ 2.3 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า สำหรับเศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ทั้งนี้ เศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูง ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 2569 และ 2570 ปรับลดลงเทียบกับประมาณการเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ -0.1 0.3 และ 1.0 ตามลำดับ และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.8 0.8 และ 1.0 ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางลดลงเล็กน้อยแต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย 

    rn

     

    rn

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนการชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อและสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    rn

     

    rn

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าอยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาคตามการปรับคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

    rn

     

    rn

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงินและพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันควรคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว และขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    17 ธันวาคม 2568

    rn

     

    rn”}}” id=”start-of-text”>

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที  

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง โดย SMEs ถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท 

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ 

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.2 1.5 และ 2.3 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า สำหรับเศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ทั้งนี้ เศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูง ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 2569 และ 2570 ปรับลดลงเทียบกับประมาณการเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ -0.1 0.3 และ 1.0 ตามลำดับ และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.8 0.8 และ 1.0 ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางลดลงเล็กน้อยแต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย 

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนการชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อและสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าอยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาคตามการปรับคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงินและพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันควรคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว และขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    17 ธันวาคม 2568

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/mpc/news-20251217-ZJSmv2EY.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HZdZnzRltWgKbz2v8qxg5

  • เปิดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการ “ดีพร้อม ผลักดัน ปั้นอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก” เสริมทักษะอาชีพ สร้างรายได้เข้มแข็งสู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ (วัดกระทุ่ม) ตำบลสนามจันทร์ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้โครงการ “ดีพร้อม ผลักดัน ปั้นอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    โอกาสนี้ นายประสิทธิ์ อินทโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม และนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม โดยมีผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาผู้ประกอบการและเศรษฐกิจฐานราก ได้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลผ่านมาตรการเชิงรุก “ดีพร้อมเสิร์ฟ (DIPROM Serve)” ภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” โดยมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ ผ่านการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อสร้างประสบการณ์จริงและเสริมสร้าง “วัคซีนทางธุรกิจ” ให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่

    สำหรับกิจกรรมในวันนี้ มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทักษะวิชาชีพ ทั้งภาคทฤษฎีและ
    การฝึกปฏิบัติจริง โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมจากพื้นที่ตำบลสนามจันทร์ จำนวน 300 คน

    กำหนดหลักสูตรการเรียนรู้ จำนวน 4 หลักสูตร ประกอบด้วย
    1. หลักสูตรกุ้งดองซอสเกาหลี
    2. หลักสูตรสลัดโรลและน้ำจิ้มซีฟู้ด
    3. หลักสูตรน้ำมันนวดคลายเส้น
    4. หลักสูตรเทียนหอมอโรม่า (ตะไคร้ไล่ยุง)

    พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรม โชว์เคสผู้ประกอบการต้นแบบของดีพร้อม (DIPROM) เพื่อจัดแสดงผลงานความสำเร็จ สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางธุรกิจระหว่างผู้เข้าร่วมอบรม

    นอกจากนี้ ยังมี บูธให้บริการด้านเงินทุนหมุนเวียน ภายใต้แนวคิด “เสิร์ฟเงินไว” ผ่านผลิตภัณฑ์ “สินเชื่อเงินทุนหมุนไว ไฮซีซัน” ภายใต้โครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย หรือ
    “ดีพร้อมเปย์” เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่สนใจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

    สำหรับโครงการนี้ มีเป้าหมายเพื่อจุดประกายทางความคิดผ่านการเรียนรู้และการฝึกทักษะอาชีพให้เป็น “เครื่องมือ” สำคัญ ที่ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำไปต่อยอด พัฒนาเป็นธุรกิจที่มีความน่าสนใจ ทันสมัย สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว และเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1426302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QEna8anutQc2aK33OjYc3

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb

  • คณะนิเทศศาสตร์ SPU จัดเทศกาล “ฉายหนัง 8” โชว์ศักยภาพ “เด็กฟิล์ม” ฉายหนังสั้น 19 เรื่อง บนจอยักษ์ …

    คณะนิเทศศาสตร์ SPU จัดเทศกาล “ฉายหนัง 8” โชว์ศักยภาพ “เด็กฟิล์ม” ฉายหนังสั้น 19 เรื่อง บนจอยักษ์ SF World. คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม สร้าง …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/newsupdate/%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C-spu-%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%2581/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y5nUjWTsNoUAR6hcbCmzb

  • โครงการพี่ชวนน้องเรียน CDTI ปีที่ 7 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    โครงการพี่ชวนน้องเรียน CDTI ปีที่ 7 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/118467/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MsU4DYwllzOoxanCwqEpu

  • พร้อมทุกบทบาท!  เตรียมลงปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย  แจงปมซ่อมโบราณสถานไทย-กัมพูชา  ยันปกป้องอธิปไตย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    พร้อมทุกบทบาท! เตรียมลงปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย แจงปมซ่อมโบราณสถานไทย-กัมพูชา ยันปกป้องอธิปไตย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/111666&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wDPEfJwYam5F86ogQawCY

  • ประธาน กกต. เปิด พตส. 16 มุ่งสร้างความเข้าใจเลือกตั้งสู่การเมืองสุจริต

    ประธาน กกต. เปิด พตส. 16 มุ่งสร้างความเข้าใจเลือกตั้งสู่การเมืองสุจริต

    วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

    ประธาน กกต.เปิดการศึกษาหลักสูตร พตส. 16  เน้นผู้เข้าร่วม  รับรู้ มีส่วนร่วม   และเข้าใจการเลือกตั้ง  ไม่ใช้ความใกล้ชิด มารู้ข้อมูลเรื่องร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง  แต่ให้เป็นเครือข่ายสนับสนุนการทำงานของ กกต. ลดการกระทำผิดกฎหมาย สร้างการเมืองสุจริต
     

    วันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต.   เป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาอบรมและกล่าวเปิดการศึกษาอบรมหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 16   (พตส. 16)    พร้อมด้วย นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ กรรมการการเลือกตั้ง นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง และนายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง     ซึ่งการศึกษาอบรมหลักสูตร รุ่นที่ 16 นี้   มีผู้เข้ารับการศึกษาอบรม   ประกอบด้วย บุคลากรของพรรคการเมือง นักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ สื่อมวลชน นักวิชาการ ผู้บริหารจากภาคเอกชน และผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนทั้งสิ้น 150 คน

    นายณรงค์ กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารับการอบรม  เน้นย้ำถึงความสำคัญ และการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้ผู้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการเลือกตั้ง   เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาอาจมีบางส่วนของสังคมตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เข้ารับการศึกษาซึ่งมาจากภาคการเมือง เป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียในการเลือกตั้งจะสามารถเข้ามาใกล้ชิดกับผู้ที่มีหน้าที่และอำนาจในการการเลือกตั้ง  และทำให้ล่วงรู้ข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้ง  จึงขอให้มั่นใจว่า ตลอดระยะเวลาของการจัดการการศึกษาอบรม  ผู้เข้ารับการศึกษาอบรม จะต้องปฏิบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 

    ส่วนความสัมพันธ์กับคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น ผู้รับการฝึกอบรมทั้งปัจจุบัน และที่จบไปแล้วจะเข้ามาเป็นเครือข่ายสนับสนุน และช่วยเหลือการทำงานในด้านต่างๆให้กับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง   เพราะสิ่งที่ผู้เข้ารับการการศึกษาอบรมจะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน   คือ  ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมาย  ระเบียบ  ประกาศ  และหลักเกณท์ต่างๆเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ     รวมทั้งการดำเนินการของพรรคการเมือง   การส่งเสริมและพัฒนาประชาธิปไตย   ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้ในเครื่องมือทำงานด้านการเมือง และลดการกระทำความผิดต่อกฎหมาย

    นอกจากนี้ ระหว่างการอบรม ผู้เข้ารับการฝึกอบรม จะได้ถกแถลง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการร่วมกัน   เพราะกิจกรรมของหลักสูตร    จะเป็นกลไกเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แก่ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมกับผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองได้มีโอกาสทำความรู้จักและรับฟังมุมมองในมิติต่างๆ ระหว่างกัน ได้เป็นอย่างดี

    ดังนั้น การศึกษาอบรมในครั้งนี้ จะทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเข้าใจการเลือกตั้ง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเข้าสู่อำนาจ และการใช้อำนาจที่ชอบธรรม  และการมีเสถียรภาพทางการเมือง    ทำให้การเมืองเป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม  และชอบด้วยกฎหมาย   โดยประชาชนมีส่วนร่วม นำไปสู่การการยอมรับจากทุกภาคส่วน  และนานาอารยะประเทศ  อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ประชาชนและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

    ก่อนหน้านึ้   พ.ต.ต.เดชพล กอสนาน ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการพรรคการ เมืองและการเลือกตั้ง รายงานภาพรวมการศึกษาอบรมในครั้งนี้ว่า เป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจพรรคการเมือง และนักการเมืองในทุกระดับ ให้ดำเนินการตามระเบียบอย่างถูกต้องให้ผู้บริหารระดับสูงจากแต่ละหน่วยงาน ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมทางการเมือง สามารถนำไปพัฒนาศักยภาพ และนำไปพัฒนามุมมองที่เข้มแข็ง ให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง   รวมทั้งเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ถูกต้อง เพื่อให้การเลือกตั้งมีคุณภาพ และยกระดับให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริงอีกด้วย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/935305&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_LZ7zdxWRW67fUuyQ-0Sr