Blog

  • ต่างชาติเที่ยวญี่ปุ่นเดือนพ.ย. พุ่ง 10% นทท.จีนยังครองแชมป์ ไม่หวั่นเตือนงดเดินทาง : อินโฟเควสท์

    ต่างชาติเที่ยวญี่ปุ่นเดือนพ.ย. พุ่ง 10% นทท.จีนยังครองแชมป์ ไม่หวั่นเตือนงดเดินทาง : อินโฟเควสท์

    องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) เปิดเผยในวันนี้ (17 ธ.ค.) ว่า จำนวนผู้ที่เดินทางเยือนญี่ปุ่นในเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 10.4% เมื่อเทียบรายปี แตะ 3.52 ล้านคน ส่งผลให้ยอดรวมปี 2568 ทะลุ 39 ล้านคนแล้ว ทำลายสถิติสูงสุดเดิมของปี 2567 ที่ทำไว้ 36.87 ล้านคน

    รายงานระบุว่า แม้นักท่องเที่ยวจีนจะขยายตัวเพียง 3% ในเดือนพ.ย. ซึ่งต่ำกว่าการเติบโตตลอด 11 เดือนแรกของปี 2568 ที่ 37.5% แต่จีนยังคงเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุด หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด

    ก่อนหน้านี้ช่วงกลางเดือนพ.ย. จีนเตือนพลเมืองให้งดเดินทางไปญี่ปุ่น หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ว่า วิกฤตการณ์ในไต้หวันอาจคุกคามความอยู่รอดของญี่ปุ่นจนต้องใช้สิทธิป้องกันตนเอง

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขล่าสุดชี้ว่าความขัดแย้งทางการทูตส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไม่มากนัก เพราะนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศยังคงเดินทางเข้าญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/554384&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XPeSPtB1dbburJ9_t55-s

  • ตราดอ่วมพิษความไม่สงบ 9 วัน สูญพันล้าน ท่องเที่ยวทรุด ยอดจองหายกว่า 80% ประเมินยืด 7 เดือน เสียหายแตะหมื่นล้าน | TOPNEWS

    จ.ตราด/(17 ธันวาคม 2568) ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด เปิดเผยถึงวิกฤตเศรษฐกิจในพื้นที่หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดน ระบุเพียง 9 วัน ความเสียหายพุ่งเป้าพันล้านบาท ขณะที่มูลค่าการค้าชายแดนที่สะสมมานานอาจแตะหลักหมื่นล้าน วอนรัฐเร่งเยียวยาภาระค่าจ้างแรงงานหลังต้องอพยพหนีภัย

    นายสุทธิลักษณ์ คุ้มครองรักษ์ เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจของจังหวัดตราดในขณะนี้กำลังเผชิญกับปัญหาหนักในหลายมิติ ทั้งด้านการขนส่ง แรงงาน และการค้าชายแดน โดยเฉพาะผลกระทบจากเหตุปะทะที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลเสียต่อภาคอุตสาหกรรม เกษตร และท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นในช่วง 9 วันที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบไปแล้วเกือบ 500 ล้านบาท

    ในด้านการท่องเที่ยว นายสุทธิลักษณ์ ระบุว่า สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มไม่มั่นใจและขอยกเลิกการจองห้องพัก ทั้งในพื้นที่เกาะช้างและเกาะกูด ซึ่งช่วงปลายปีมียอดจองที่พักเกือบ 100% แต่ขณะนี้ถูกยกเลิกจนเหลือเพียง 20% เท่านั้น คาดการณ์ความเสียหายเฉพาะภาคท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท

    สำหรับผลกระทบต่อเนื่องจากการประกาศเคอร์ฟิวในช่วงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าและบริการในจังหวัดพุ่งสูงขึ้นถึง 1 เท่าตัว แม้ปัจจุบันจะมีการยกเลิกเคอร์ฟิวแล้วและคาดว่าค่าขนส่งจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังราคาสินค้าและบริการในระยะถัดไป เนื่องจากเริ่มมีการแจ้งขอปรับราคาสินค้าจากผู้ผลิตหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ

    นายสุทธิลักษณ์ ระบุว่า มีความกังวลถึงปัญหาแรงงานกัมพูชาที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ และภาระของนายจ้างในพื้นที่อพยพ ได้แก่ อ.คลองใหญ่, 4 ตำบลใน อ.เมือง และ อ.บ่อไร่ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนจากสำนักงานประกันสังคมและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องการจ่ายเงินชดเชยจากการอพยพ ผู้ประกอบการบางรายต้องแบกรับค่าจ้างเดือนละ 2-3 ล้านบาท ทั้งที่ไม่มีรายได้เข้ามาเลยในช่วงนี้ ถือเป็นภาระหนักที่ต้องการความชัดเจนจากภาครัฐโดยเร็ว
    สำหรับความเสียหายนายสุทธิลักษณ์ คาดการณ์ว่า ตลอด 9 วันที่มีการปะทะกัน คาดว่ามากว่า 1,000 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงมูลค่าการค้าชายแดนที่ขาดหายไปจากการปิดด่านเป็นเวลานาน ซึ่งหากคำนวณภาพรวมทั้งหมดคาดว่ามูลค่าความเสียหายน่าจะสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1426806&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1syuGKtCPDOOHxUNf_wnty

  • ตลาดคริสต์มาสเวียนนาคึกคัก – พาส่องพฤติกรรมผู้บริโภค  พร้อมวิเคราะห์เศรษฐกิจออสเตรียไตรมาสสุดท้าย ส่งท้ายปี 2025

    ตลาดคริสต์มาสเวียนนาคึกคัก – พาส่องพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมวิเคราะห์เศรษฐกิจออสเตรียไตรมาสสุดท้าย ส่งท้ายปี 2025

    ท่ามกลางบรรยากาศคริสต์มาสอันสวยงามทั่วออสเตรียในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคมในปี 2025 นี้   แสงไฟระยิบระยับจากไฟประดับเมืองและตลาดคริสต์มาสอาจฉายภาพความรื่นเริงที่ดูเหมือนปกติสุข แต่หากมอง  ลึกลงไปในตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือช่วงเวลาที่เปราะบางและท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งของสาธารณรัฐออสเตรีย โดยภาคการท่องเที่ยวได้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ยังพอมีกำลังขับเคลื่อน GDP ของประเทศที่กำลังตกอยู่ในภาวะชะลอตัว (Stagnation) 

    จากข้อมูลล่าสุดของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งออสเตรีย (WIFO) ที่เปิดเผยเมื่อต้นไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ระบุชัดเจนว่าเศรษฐกิจออสเตรียปีนี้คาดการณ์ขยายตัวต่ำเพียงประมาณ 0.3% เท่านั้น ซึ่งเป็นผลพวงจากภาคการผลิตและส่งออกที่หดตัวตามเศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาว (Winter Season 2025/2026) โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมที่เป็นเดือนไฮไลต์ WIFO คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนในหมวดบริการท่องเที่ยวและสันทนาการจะยังคงประคองตัวอยู่ได้ แม้ว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (Harmonised Index of Consumer Prices: HICP) จะยังทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าบริการที่ปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่น่าจับตามองคือพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป เน้นการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า (Value-for-Money) มากขึ้น นอกจากนี้ ตัวเลขจาก Statistik Austria ชี้ให้เห็นว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้า (Arrivals) จะมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด (ปี 2019) แต่จำนวนคืนที่พักแรมเฉลี่ยกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ยังคงยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ระดับพรีเมียม ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น

    ขณะที่บรรยากาศในกรุงเวียนนาช่วงเดือนธันวาคม 2025 ตลาดคริสต์มาสยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล สภาหอการค้าเวียนนา (Wirtschaftskammer Wien) ประเมินว่าตลาดคริสต์มาสกว่า 17 แห่งทั่วเมืองเวียนนาจะสร้างมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้หลายร้อยล้านยูโรในปีนี้ แต่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องเผชิญคือภาวะเงินเฟ้อซึ่งอยู่ที่ประมาณ 4% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เป็นผลสะท้อนจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงงานในภาคบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นตามข้อตกลงสหภาพแรงงานล่าสุด โดยจากผลสำรวจของ Deloitte เผยว่า ผู้บริโภคชาวออสเตรีย 31% วางแผนที่จะใช้จ่ายกับอาหารและเครื่องดื่มน้อยลงกว่าปีที่แล้ว ขณะที่ 28% จะลดการใช้จ่ายกับการซื้อของขวัญในช่วงเทศกาลนี้เช่นกัน โดยเหตุผลหลักคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ดี ภาพของนักท่องเที่ยวที่กลับมาหนาแน่นบนถนนการค้าหลักในเมืองเวียนนาอย่าง Graben และ Kärntner Straße อาจสะท้อนว่าเสน่ห์ของเวียนนายังมีอำนาจเหนือป้ายราคาที่แพงขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดของผู้ประกอบการที่ต้องงัดกลยุทธ์ทั้งด้านคุณภาพและราคามาแข่งขันกัน อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ การขาดแคลนแรงงาน (Labor Shortage) ข้อมูลจากกรมการจัดหางานออสเตรีย (AMS) รายงานว่าภาคการท่องเที่ยวและร้านอาหารยังคงขาดแคลนแรงงานกว่าหมื่นตำแหน่งทั่วประเทศในฤดูหนาวนี้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องจำกัดเวลาให้บริการ ซึ่งเป็นการเสียโอกาสในการทำรายได้ในช่วงพีคซีซัน ปัญหานี้อาจสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของออสเตรียที่พึ่งพาภาคบริการจำเป็นต้องมีการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน

    ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นสำนักงานฯ
    จากภาพรวมเศรษฐกิจและแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคออสเตรีย สำนักงานฯ เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคออสเตรียที่เน้นความคุ้มค่า (Value-for-Money) มากขึ้น โดยมุ่งนำเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้ เช่น ของฝากพรีเมียม และสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกันตลาดนักท่องเที่ยวยังคงให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีความพิเศษและแตกต่าง ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้จุดแข็งของไทยในด้านการบริการ (Hospitality) นำเสนอและยกระดับบริการต่างๆ เช่น Thai Massage & wellness, Thai Food Experience (เช่น คลาสเรียนทำอาหารไทย) หรือกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าเพิ่ม นอกจากนี้ การสื่อสารด้านความยั่งยืนและมาตรฐานแรงงานที่ตรวจสอบได้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดยุโรปมากขึ้น การส่งเสริมความร่วมมือกับร้านค้า โรงแรม และผู้จัดกิจกรรมท้องถิ่น เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งชาวออสเตรียและนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมไปถึงการนำเสนอสินค้าที่ช่วยลดภาระแรงงาน เช่น สินค้าพร้อมจำหน่ายหรือสินค้าที่จัดเก็บง่าย ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพได้ในระยะยาวเช่นกัน

    ธันวาคม 2568
    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา
     

    แหล่งอ้างอิงข้อมูล:. https://www.statistik.at/ https://www.statistik.at/ https://www.wko.at/wien
    https://www.deloitte.com/at/ https://www.ams.at/ 

    เครดิตภาพ : https://www.vienna.at/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c2hb57jaill708k59166wytl&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GtXlKTVCMNLKjgDKOhsTh

  • ‘อุดรธานี’เปิดฤดูกาลล่องเรือชม‘บัวแดง’บึงหนองหานกุมภวาปี บานสะพรั่งรับนักท่องเที่ยว

    ‘อุดรธานี’เปิดฤดูกาลล่องเรือชม‘บัวแดง’บึงหนองหานกุมภวาปี บานสะพรั่งรับนักท่องเที่ยว

    ‘อุดรธานี’เปิดฤดูกาลล่องเรือชม‘บัวแดง’บึงหนองหานกุมภวาปี บานสะพรั่งรับนักท่องเที่ยว

    วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.31 น.

    ‘อุดรธานี’เปิดฤดูกาลล่องเรือชม‘บัวแดง’บึงหนองหานกุมภวาปี บานสะพรั่งรับนักท่องเที่ยว

    17 ธันวาคม 2568 ที่ท่าเรือบ้านเดียม ต.เชียงแหว อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผวจ.อุดรธานี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารภาคเอกชน ผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว สื่อมวลชน ช่างภาพ และประชาชนในพื้นที่ ร่วมลงเรือชมความงดงามของทะเลบัวแดงยามเช้า ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก สำหรับการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวในครั้งนี้ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ “ทะเลบัวแดง” ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและเป็นจุดหมายยอดนิยมของอุดรธานี ที่ยังคงได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

    น.ส.กนกวรรณ ดุงศรีแก้ว ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานอุดรธานี เปิดเผยว่า แม้การเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยวในปีนี้จะช้ากว่าที่คาดไว้เล็กน้อย แต่ยังสามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความสวยงามของทะเลบัวแดงได้ตามปกติ โดยฤดูกาลท่องเที่ยวจะต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคมไปจนถึงประมาณเดือนมีนาคม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมีระยะเวลาเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศและความงดงามของทะเลบัวแดงได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น

    สำหรับภาพรวมสภาพอากาศและพื้นที่ในปีนี้ พบว่าอากาศเอื้ออำนวย ดอกบัวเริ่มผลิบานอย่างสวยงาม หลังจากมีการเปิดฤดูกาลอย่างเป็นทางการ ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การเปิดฤดูท่องเที่ยวในครั้งนี้จึงถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวว่า ทะเลบัวแดงจังหวัดอุดรธานียังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความพร้อมในการต้อนรับผู้มาเยือน

    ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานอุดรธานี ยังได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวที่กำลังวางแผนเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่และฤดูหนาว ให้เลือกจังหวัดอุดรธานีเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง เพื่อสัมผัสอากาศเย็นสบาย พร้อมชมความงดงามของทะเลบัวแดง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด

    ด้านนายไพรสิทธิ์ สุขรมย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเรือท่องเที่ยวบ้านเดียม และประธานกลุ่มท่าเรือบ้านเดียม เปิดเผยว่า จังหวัดอุดรธานีได้ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวทะเลบัวแดงอย่างเป็นทางการแล้ว โดยในฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้คาดว่าพื้นที่ดอกบัวที่ผลิบานจะครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 12,000 ไร่ และมีความสวยงามมากกว่าปีที่ผ่านมา

    นายไพรสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ดอกบัวแดงบริเวณท่าเรือบ้านเดียมเริ่มบานแล้วประมาณร้อยละ 25 และคาดว่าตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคมเป็นต้นไป ดอกบัวจะเริ่มบานหนาแน่นมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวคึกคักตามลำดับ ในส่วนของสถานการณ์นักท่องเที่ยว พบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยยังเดินทางมาไม่มากนัก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวลาว ซึ่งเป็นกลุ่มหลักในทุกปี และในปีนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นด้วย

    สำหรับการเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ กลุ่มท่าเรือได้จัดเตรียมท่าเรือหลักที่สามารถให้บริการได้อย่างเต็มศักยภาพ ได้แก่ ท่าเรือบ้านเดียม ท่าดอนคง และท่าแชแล โดยในช่วงเดือนธันวาคม พื้นที่ดอกบัวที่บานสวยจะกระจุกตัวอยู่บริเวณท่าเรือบ้านเดียมเป็นหลัก ก่อนจะขยายไปยังโซนด้านใต้ คือท่าดอนคงและท่าแชแล ในช่วงเดือนมกราคม

    ตอนนี้เรามีเรือที่เตรียมไว้ให้บริการ ท่าเรือบ้านเดียมมีเรือใหญ่ 80 ลำ และเรือเล็ก 15 ลำ ท่าดอนคงมีเรือใหญ่ 35 ลำ และเรือเล็ก 2 ลำ ส่วนท่าแชแลมีเรือให้บริการจำนวน 35 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือที่ย้ายมาจากท่าเรือโนนน้ำย้อยที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ในปีนี้ ขณะที่อัตราค่าบริการเรือท่องเที่ยว ยังคงเป็นราคาเดิมทุกท่าเรือ แบ่งเป็นอัตรา 300 บาท และ 500 บาท จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสความงดงามของทะเลบัวแดงในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาว พร้อมยืนยันว่าดอกบัวในปีนี้มีความสวยงาม ครอบคลุมพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 12,000 ไร่ และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ได้ชมความงดงามตามธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุดรธานีตลอดฤดูกาลท่องเที่ยวนี้ มาดูดดื่มกลิ่นอายธรรมชาติชมทะเลบัวแดงบานสะพรั่งนับหมื่นๆ ไร่กัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/935477&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vhTED8A_hcpo_1iBGeZhZ

  • ตราดอ่วมพิษความไม่สงบ 9 วัน สูญพันล้าน ท่องเที่ยวทรุด ยอดจองหายกว่า 80% ประเมินยืด 7 เดือน เสียหายแตะหมื่นล้าน | TOPNEWS

    จ.ตราด/(17 ธันวาคม 2568) ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด เปิดเผยถึงวิกฤตเศรษฐกิจในพื้นที่หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดน ระบุเพียง 9 วัน ความเสียหายพุ่งเป้าพันล้านบาท ขณะที่มูลค่าการค้าชายแดนที่สะสมมานานอาจแตะหลักหมื่นล้าน วอนรัฐเร่งเยียวยาภาระค่าจ้างแรงงานหลังต้องอพยพหนีภัย

    นายสุทธิลักษณ์ คุ้มครองรักษ์ เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจของจังหวัดตราดในขณะนี้กำลังเผชิญกับปัญหาหนักในหลายมิติ ทั้งด้านการขนส่ง แรงงาน และการค้าชายแดน โดยเฉพาะผลกระทบจากเหตุปะทะที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลเสียต่อภาคอุตสาหกรรม เกษตร และท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นในช่วง 9 วันที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบไปแล้วเกือบ 500 ล้านบาท

    ในด้านการท่องเที่ยว นายสุทธิลักษณ์ ระบุว่า สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มไม่มั่นใจและขอยกเลิกการจองห้องพัก ทั้งในพื้นที่เกาะช้างและเกาะกูด ซึ่งช่วงปลายปีมียอดจองที่พักเกือบ 100% แต่ขณะนี้ถูกยกเลิกจนเหลือเพียง 20% เท่านั้น คาดการณ์ความเสียหายเฉพาะภาคท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท

    สำหรับผลกระทบต่อเนื่องจากการประกาศเคอร์ฟิวในช่วงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าและบริการในจังหวัดพุ่งสูงขึ้นถึง 1 เท่าตัว แม้ปัจจุบันจะมีการยกเลิกเคอร์ฟิวแล้วและคาดว่าค่าขนส่งจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังราคาสินค้าและบริการในระยะถัดไป เนื่องจากเริ่มมีการแจ้งขอปรับราคาสินค้าจากผู้ผลิตหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ

    นายสุทธิลักษณ์ ระบุว่า มีความกังวลถึงปัญหาแรงงานกัมพูชาที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ และภาระของนายจ้างในพื้นที่อพยพ ได้แก่ อ.คลองใหญ่, 4 ตำบลใน อ.เมือง และ อ.บ่อไร่ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนจากสำนักงานประกันสังคมและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องการจ่ายเงินชดเชยจากการอพยพ ผู้ประกอบการบางรายต้องแบกรับค่าจ้างเดือนละ 2-3 ล้านบาท ทั้งที่ไม่มีรายได้เข้ามาเลยในช่วงนี้ ถือเป็นภาระหนักที่ต้องการความชัดเจนจากภาครัฐโดยเร็ว
    สำหรับความเสียหายนายสุทธิลักษณ์ คาดการณ์ว่า ตลอด 9 วันที่มีการปะทะกัน คาดว่ามากว่า 1,000 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงมูลค่าการค้าชายแดนที่ขาดหายไปจากการปิดด่านเป็นเวลานาน ซึ่งหากคำนวณภาพรวมทั้งหมดคาดว่ามูลค่าความเสียหายน่าจะสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1426806&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1syuGKtCPDOOHxUNf_wnty

  • กนง.หั่นดอกเบี้ย 0.25% เหตุเศรษฐกิจชะลอ จับตาเงินฝืด

    กนง.หั่นดอกเบี้ย 0.25% เหตุเศรษฐกิจชะลอ จับตาเงินฝืด

    Loading…

    กนง.หั่นดอกเบี้ย 0.25% เหตุเศรษฐกิจชะลอ จับตาเงินฝืด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-64&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Yg2do4hXKUDH1En2cDOkD

  • ตลาดคริสต์มาสเวียนนาคึกคัก – พาส่องพฤติกรรมผู้บริโภค  พร้อมวิเคราะห์เศรษฐกิจออสเตรียไตรมาสสุดท้าย ส่งท้ายปี 2025

    ตลาดคริสต์มาสเวียนนาคึกคัก – พาส่องพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมวิเคราะห์เศรษฐกิจออสเตรียไตรมาสสุดท้าย ส่งท้ายปี 2025

    ท่ามกลางบรรยากาศคริสต์มาสอันสวยงามทั่วออสเตรียในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคมในปี 2025 นี้   แสงไฟระยิบระยับจากไฟประดับเมืองและตลาดคริสต์มาสอาจฉายภาพความรื่นเริงที่ดูเหมือนปกติสุข แต่หากมอง  ลึกลงไปในตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือช่วงเวลาที่เปราะบางและท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งของสาธารณรัฐออสเตรีย โดยภาคการท่องเที่ยวได้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ยังพอมีกำลังขับเคลื่อน GDP ของประเทศที่กำลังตกอยู่ในภาวะชะลอตัว (Stagnation) 

    จากข้อมูลล่าสุดของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งออสเตรีย (WIFO) ที่เปิดเผยเมื่อต้นไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ระบุชัดเจนว่าเศรษฐกิจออสเตรียปีนี้คาดการณ์ขยายตัวต่ำเพียงประมาณ 0.3% เท่านั้น ซึ่งเป็นผลพวงจากภาคการผลิตและส่งออกที่หดตัวตามเศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาว (Winter Season 2025/2026) โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมที่เป็นเดือนไฮไลต์ WIFO คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนในหมวดบริการท่องเที่ยวและสันทนาการจะยังคงประคองตัวอยู่ได้ แม้ว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (Harmonised Index of Consumer Prices: HICP) จะยังทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าบริการที่ปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่น่าจับตามองคือพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป เน้นการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า (Value-for-Money) มากขึ้น นอกจากนี้ ตัวเลขจาก Statistik Austria ชี้ให้เห็นว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้า (Arrivals) จะมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด (ปี 2019) แต่จำนวนคืนที่พักแรมเฉลี่ยกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ยังคงยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ระดับพรีเมียม ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น

    ขณะที่บรรยากาศในกรุงเวียนนาช่วงเดือนธันวาคม 2025 ตลาดคริสต์มาสยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล สภาหอการค้าเวียนนา (Wirtschaftskammer Wien) ประเมินว่าตลาดคริสต์มาสกว่า 17 แห่งทั่วเมืองเวียนนาจะสร้างมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้หลายร้อยล้านยูโรในปีนี้ แต่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องเผชิญคือภาวะเงินเฟ้อซึ่งอยู่ที่ประมาณ 4% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เป็นผลสะท้อนจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงงานในภาคบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นตามข้อตกลงสหภาพแรงงานล่าสุด โดยจากผลสำรวจของ Deloitte เผยว่า ผู้บริโภคชาวออสเตรีย 31% วางแผนที่จะใช้จ่ายกับอาหารและเครื่องดื่มน้อยลงกว่าปีที่แล้ว ขณะที่ 28% จะลดการใช้จ่ายกับการซื้อของขวัญในช่วงเทศกาลนี้เช่นกัน โดยเหตุผลหลักคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ดี ภาพของนักท่องเที่ยวที่กลับมาหนาแน่นบนถนนการค้าหลักในเมืองเวียนนาอย่าง Graben และ Kärntner Straße อาจสะท้อนว่าเสน่ห์ของเวียนนายังมีอำนาจเหนือป้ายราคาที่แพงขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดของผู้ประกอบการที่ต้องงัดกลยุทธ์ทั้งด้านคุณภาพและราคามาแข่งขันกัน อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ การขาดแคลนแรงงาน (Labor Shortage) ข้อมูลจากกรมการจัดหางานออสเตรีย (AMS) รายงานว่าภาคการท่องเที่ยวและร้านอาหารยังคงขาดแคลนแรงงานกว่าหมื่นตำแหน่งทั่วประเทศในฤดูหนาวนี้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องจำกัดเวลาให้บริการ ซึ่งเป็นการเสียโอกาสในการทำรายได้ในช่วงพีคซีซัน ปัญหานี้อาจสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของออสเตรียที่พึ่งพาภาคบริการจำเป็นต้องมีการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน

    ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นสำนักงานฯ
    จากภาพรวมเศรษฐกิจและแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคออสเตรีย สำนักงานฯ เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคออสเตรียที่เน้นความคุ้มค่า (Value-for-Money) มากขึ้น โดยมุ่งนำเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้ เช่น ของฝากพรีเมียม และสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกันตลาดนักท่องเที่ยวยังคงให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีความพิเศษและแตกต่าง ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้จุดแข็งของไทยในด้านการบริการ (Hospitality) นำเสนอและยกระดับบริการต่างๆ เช่น Thai Massage & wellness, Thai Food Experience (เช่น คลาสเรียนทำอาหารไทย) หรือกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าเพิ่ม นอกจากนี้ การสื่อสารด้านความยั่งยืนและมาตรฐานแรงงานที่ตรวจสอบได้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดยุโรปมากขึ้น การส่งเสริมความร่วมมือกับร้านค้า โรงแรม และผู้จัดกิจกรรมท้องถิ่น เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งชาวออสเตรียและนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมไปถึงการนำเสนอสินค้าที่ช่วยลดภาระแรงงาน เช่น สินค้าพร้อมจำหน่ายหรือสินค้าที่จัดเก็บง่าย ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพได้ในระยะยาวเช่นกัน

    ธันวาคม 2568
    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา
     

    แหล่งอ้างอิงข้อมูล:. https://www.statistik.at/ https://www.statistik.at/ https://www.wko.at/wien
    https://www.deloitte.com/at/ https://www.ams.at/ 

    เครดิตภาพ : https://www.vienna.at/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c2hb57jaill708k59166wytl&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GtXlKTVCMNLKjgDKOhsTh

  • ไทยรั้งอันดับ 2 โลก ธุรกิจเผชิญวิกฤตข้อมูลบิดเบือนคุกคามความมั่นคง

    ไทยรั้งอันดับ 2 โลก ธุรกิจเผชิญวิกฤตข้อมูลบิดเบือนคุกคามความมั่นคง

    เจาะลึกภัยคุกคามใหม่: เมื่อข้อมูลเท็จกลายเป็นอาวุธทำลายธุรกิจ

    จากรายงานความมั่นคงโลกปีล่าสุดโดย Allied Universal และ G4S ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง (CSO) กว่า 2,300 รายทั่วโลก พบว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่น่ากังวล โดยมีประเด็นสำคัญ
     

    สถิติที่น่าตกใจ: 78% ของบริษัทขนาดกลางและใหญ่ในไทย ตกเป็นเป้าหมายของแคมเปญ “ข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จ” (Misinformation & Disinformation) ในรอบปีที่ผ่านมา

    แรงจูงใจอันตราย: 60% ของผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผู้ไม่ประสงค์ดีมากกว่าครึ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูลบิดเบือน ซึ่งถือเป็นสถิติที่ สูงเป็นอันดับสองของโลก

    ภัยคุกคามภายใน: นอกเหนือจากปัจจัยภายนอก การรั่วไหลของข้อมูลสำคัญถูกคาดการณ์ว่าเป็นภัยคุกคามหลักจากภายในที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในปีหน้า

    ปัจจัยซ้ำเติมจากภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ

    ซานเจย์ เวอร์มา CEO ของ G4S ภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง ระบุว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญกับความซับซ้อนจาก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจที่ผันผวน ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดอาชญากรรมไซเบอร์ที่มีแรงจูงใจทางการเงินและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ

    ไทยรั้งอันดับ 2 โลก ธุรกิจเผชิญวิกฤตข้อมูลบิดเบือนคุกคามความมั่นคง

    โกมล ปานมงคล

    ด้าน โกมล ปานมงคล ผู้จัดการ G4S ประเทศไทย เสริมว่าในสภาวะที่ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามหลัก (53%) ธุรกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อความปลอดภัย จากเดิมที่เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุน ให้กลายเป็น “กลยุทธ์หลักขององค์กร”

    แนวทางการรับมือเพื่อความยั่งยืน

    เพื่อให้ธุรกิจไทยรอดพ้นจากวิกฤตข้อมูลเท็จและความไม่มั่นคงโลก รายงานฉบับนี้เสนอแนะ 3 แนวทางหลัก:

    ผสานเทคโนโลยีขั้นสูง: ลงทุนใน AI และโซลูชันดิจิทัลเพื่อดักจับและตอบโต้ข้อมูลบิดเบือนอย่างรวดเร็ว

    ยกระดับบุคลากร: ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ด่านหน้าให้มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีและเท่าทันเล่ห์เหลี่ยมทางไซเบอร์

    สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย: ส่งเสริมให้ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของทุกคนในองค์กร ไม่ใช่เพียงแผนกใดแผนกหนึ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/735124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0m6068zx17cArZIpSV5vi8

  • เปิดลิสต์ 10 จุดหมายปลายทางมาแรง 2026-2027 ที่นักเดินทางทั่วโลกกำลังจับตา

              เตรียมตัวออกเดินทางสู่ 10 จุดหมายปลายทางมาแรงในปี 2026-2027 ทั้งธรรมชาติ วิวสวย วัฒนธรรม และกิจกรรมเฉพาะตัว เหมาะกับสายชิลและสายผจญภัย

              นักเดินทางทั่วโลกกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ สถานที่ท่องเที่ยว หรือจุดหมายที่แตกต่างจากเดิม ในปี 2026-2027 Unforgettable Travel Company ได้คัดเลือก 10 จุดหมายปลายทางมาแรง ที่เต็มไปด้วยวิวธรรมชาติสุดอลังการ วัฒนธรรมท้องถิ่น และกิจกรรมเฉพาะตัว เหมาะทั้งสายชิลและสายผจญภัย พร้อมสร้างความทรงจำไม่รู้ลืมให้ทุกทริป ถ้าคุณกำลังวางแผนการเดินทางปีหน้า นี่คือรายชื่อที่ห้ามพลาด

    จุดหมายปลายทางท่องเที่ยว
    2026-2027 มาแรง

    1. French Riviera ประเทศฝรั่งเศส

              เมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ผสมผสานระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีฟ้าใส เมืองตากอากาศสุดหรู และวัฒนธรรมฝรั่งเศสอันมีเอกลักษณ์ นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับบรรยากาศชิค ๆ ของนีซ ความหรูหราของโมนาโก ความโรแมนติกของแซงต์-โตรเปซ์ ไปจนถึงหมู่บ้านริมเขาสุดคลาสสิกอย่างเอซและมองตง ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายศิลปะ อาหาร และไวน์ระดับโลก เหมาะทั้งสายพักผ่อนริมทะเล สายถ่ายรูป สายคาเฟ่ และสายไลฟ์สไตล์หรูแบบไม่เร่งรีบ หากใครกำลังมองหาทริปยุโรปที่ให้ทั้งความสวยงาม ความสงบ และความพรีเมียมในทริปเดียว French Riviera คือคำตอบที่น่าปักหมุดไว้ล่วงหน้าอย่างยิ่ง

    French Riviera ฝรั่งเศส

    2. The Cotswolds ประเทศอังกฤษ

              The Cotswolds กำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมาแรงของอังกฤษ สำหรับนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ยุโรปแบบสโลว์ไลฟ์และโรแมนติก ด้วยเสน่ห์ของหมู่บ้านหินสีฮันนีย์สโตน ถนนเล็ก ๆ คดเคี้ยว ทุ่งหญ้าและเนินเขาเขียวขจี พร้อมบ้านหลังคามุงหญ้าและสวนดอกไม้สวยราวภาพวาด นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นในหมู่บ้านชื่อดังอย่าง Bourton-on-the-Water, Bibury และ Stow-on-the-Wold แวะคาเฟ่ท้องถิ่น ผับอังกฤษดั้งเดิม และที่พักสไตล์คอตเทจสุดอบอุ่น เหมาะทั้งสายถ่ายรูป สายพักผ่อน และผู้ที่อยากหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ หากกำลังวางแผนทริปอังกฤษในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า The Cotswolds คือจุดหมายที่ให้ทั้งความสงบ ความคลาสสิก และเสน่ห์แบบอังกฤษแท้ ๆ ที่ควรปักหมุดไว้

    The Cotswolds อังกฤษ

    3. The Dolomites ประเทศอิตาลี

              เทือกเขาสุดยิ่งใหญ่ทางตอนเหนือของอิตาลี ด้วยภูมิประเทศอันโดดเด่นของยอดเขาหินปูนรูปทรงแปลกตา ทะเลสาบสีเขียวมรกต และทุ่งหญ้าอัลไพน์กว้างสุดสายตา ที่นี่เหมาะทั้งสายธรรมชาติ สายแอดเวนเจอร์ และสายถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเขาชมวิวที่ Seceda และ Tre Cime di Lavaredo การปั่นจักรยาน ทัวร์ถนนสายพาโนรามา หรือพักผ่อนในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผสานวัฒนธรรมอิตาเลียนกับกลิ่นอายออสเตรียได้อย่างลงตัว หากใครกำลังมองหาทริปยุโรปที่ให้ความอลังการของธรรมชาติควบคู่ความสงบและคุณภาพชีวิต The Dolomites คือจุดหมายที่ควรรีบปักหมุดไว้ล่วงหน้าในแผนเที่ยว

    The Dolomites อิตาลี

    4. Seoul ประเทศเกาหลีใต้

              โซล (Seoul) ยังคงครองตำแหน่งหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมาแรงของเอเชียอย่างต่อเนื่อง ด้วยเสน่ห์ของเมืองที่ผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นย่านพระราชวังเคียงบกกุงและหมู่บ้านบุกชอนฮันอก ก่อนเปลี่ยนอารมณ์ไปช้อปปิ้ง คาเฟ่ และแฟชั่นในฮงแด เมียงดง และคังนัม พร้อมอินกับกระแส K-pop, ซีรีส์เกาหลี และอาหารสตรีตฟู้ดที่พัฒนาไม่หยุด ทั้งยังมีสวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียว และจุดชมวิวเมืองที่เหมาะกับการพักผ่อนแบบคนเมืองรุ่นใหม่ หากใครกำลังมองหาทริปที่ครบทั้งวัฒนธรรม ความสนุก ความสะดวก และเทรนด์ล่าสุด โซลนี่แหละตอบโจทย์สุด ๆ

    Seoul เกาหลีใต้

    5. Slovenia

              ประเทศเล็ก ๆ กำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมาแรงของยุโรป สำหรับนักเดินทางที่มองหาธรรมชาติสวยบริสุทธิ์และบรรยากาศเงียบสงบแต่คุณภาพสูง ประเทศนี้โดดเด่นด้วยทะเลสาบเบลดที่มีโบสถ์กลางน้ำราวเทพนิยาย เทือกเขาแอลป์จูเลียน ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และเมืองหลวงลูบลิยานาที่น่ารักเป็นมิตรต่อการเดินเท้า อีกทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อาหารท้องถิ่นคุณภาพดี และค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผลกว่าเมืองท่องเที่ยวหลักในยุโรปตะวันตก หากใครอยากค้นพบประเทศที่สวย สงบ และยังไม่แมสเกินไป Slovenia คือหมุดหมายที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

    Slovenia สโลวีเนีย

    6. Zambia

              Zambia กำลังถูกยกให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมาแรงของแอฟริกา ประเทศนี้โดดเด่นด้วยน้ำตกวิกตอเรียอันยิ่งใหญ่ หนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดของโลก พร้อมซาฟารีคุณภาพสูงในอุทยานแห่งชาติอย่าง South Luangwa และ Lower Zambezi ที่ขึ้นชื่อเรื่องการชมสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิดและเป็นธรรมชาติ นักท่องเที่ยวยังสามารถล่องเรือแม่น้ำแซมบีซี ชมพระอาทิตย์ตก หรือพักในซาฟารีลอดจ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟท่ามกลางธรรมชาติบริสุทธิ์ ให้ทั้งความตื่นตา ความสงบ และประสบการณ์ระดับลึก หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

    Zambia แซมเบีย

    7. Hokkaido ปนะเทศญี่ปุ่น

              ฮอกไกโด กำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมาแรง โดยเฉพาะในหมู่นักเดินทางที่มองหาธรรมชาติสวย อากาศดี และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ไม่แออัดเท่าเมืองหลัก โดดเด่นด้วยทุ่งดอกไม้กว้างสุดสายตาในบิเอะและฟุราโนะ ทะเลสาบใส ภูเขา และอุทยานแห่งชาติที่เหมาะทั้งการเดินเขาและพักผ่อนตามฤดูกาล อีกทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลสดใหม่ นมและของหวานคุณภาพสูง รวมถึงออนเซ็นท่ามกลางธรรมชาติหิมะในฤดูหนาว ไม่ว่าจะมาเที่ยวฤดูไหนก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว สวยและน่าประทับใจเกินคำบรรยาย

    Hokkaido ญี่ปุ่น

    8. Istria ประเทศโครเอเชีย

              คาบสมุทรทางตอนเหนือของโครเอเชีย สำหรับนักเดินทางที่หลงใหลยุโรปในมุมละเมียดและมีรสนิยม ที่นี่ผสมผสานกลิ่นอายเมดิเตอร์เรเนียนเข้ากับวัฒนธรรมอิตาเลียนได้อย่างมีเสน่ห์ ตั้งแต่เมืองเก่าริมทะเลอย่าง Rovinj ที่บ้านสีพาสเทลเรียงตัวตามชายฝั่ง ไปจนถึงหมู่บ้านกลางเนินเขาและไร่องุ่นที่ผลิตไวน์และทรัฟเฟิลชื่อดัง นักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาช้า ๆ กับการชิมอาหารท้องถิ่น เดินเล่นเมืองหินโบราณ ปั่นจักรยานเลียบชายฝั่ง หรือชมพระอาทิตย์ตกเหนือทะเลเอเดรียติก ใครออยากเที่ยวยุโรปที่ยังคงความสวยดิบ ความสงบ และประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมแบบไม่เร่งรีบ ลองวางแผนทริปเที่ยวกันได้เลย

    Istria โครเอเชีย

    9. The Peloponnese ประเทศกรีซ

              ตั้งอยู่ทางคาบสมุทรทางตอนใต้ของกรีซ ที่นี่คือดินแดนซึ่งเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ชายฝั่งทะเลสีฟ้าเข้ม และวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวท้องถิ่นหลอมรวมกันอย่างกลมกลืน ตั้งแต่เมืองโบราณอย่าง Mycenae และ Epidaurus ไปจนถึงหมู่บ้านหินบนเนินเขา ชายหาดเงียบสงบ และไร่มะกอกทอดยาวสุดสายตา Peloponnese เหมาะกับการขับรถเที่ยวแบบโรดทริป แวะชิมอาหารกรีกแท้ ๆ และซึมซับบรรยากาศเมดิเตอร์เรเนียนที่ยังไม่ถูกรบกวนด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หากกำลังมองหาปลายทางที่ให้ทั้งเรื่องราว วัฒนธรรม และความสงบในทริปเดียว Peloponnese คือกรีซในเวอร์ชันที่น่าหลงใหลและควรค่าแก่การไปเยือนในอนาคตอันใกล้

    The Peloponnese กรีซ

    10. กระบี่ ประเทศไทย

              จังหวัดทางใต้ของไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องชายหาดน้ำใส หน้าผาหินปูนสูง และลากูนสีมรกต ที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกพักรีสอร์ตวิวหน้าผาหินปูนอันเป็นเอกลักษณ์ ออกเรือไปสัมผัสเกาะเล็กเกาะน้อยที่ยังคงความใสของน้ำทะเล หรือใช้เวลาช้า ๆ กับคาเฟ่และร้านอาหารท้องถิ่นที่ยกระดับวัตถุดิบพื้นถิ่นสู่เมนูร่วมสมัย กระบี่จึงไม่ใช่แค่เมืองทะเลสำหรับการมาเยือนครั้งเดียว แต่เป็นปลายทางที่ตอบโจทย์ทั้งสายพักผ่อน สายธรรมชาติ และนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์เรียบหรู ไม่เร่งรีบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนทริปในครั้งต่อไป

    กระบี่ ประเทศไทย

             ไม่ว่าคุณจะชอบชายหาด ภูเขา ซาฟารี หรือเมืองสุดชิค ทั้ง 10 จุดหมายปลายทางนี้น่าสนใจและพร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ สำหรับการวางแผนทริปปีหน้า หากมีโอกาสก็ปักหมุดไว้แล้วตามไปเที่ยวกันนะ

    บทความ ที่เที่ยวต่างประเทศ เที่ยวต่างประเทศ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ขอบคุณข้อมูลจาก : เว็บไซต์ unforgettabletravel.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://travel.kapook.com/view297337.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-JRwqbEqy0p7sIuC_H3oB

  • ส.อ.ท.จี้ตรวจสอบสาเหตุแท้จริง ค่าเงินบาทแข็ง กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    ส.อ.ท.จี้ตรวจสอบสาเหตุแท้จริง ค่าเงินบาทแข็ง กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    ส.อ.ท.จี้ตรวจสอบสาเหตุแท้จริง ค่าเงินบาทแข็ง กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    จากกรณีที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลค่าเงินบาทและคุมเข้มธุรกรรมการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อเงินบาทของธุรกิจทองคำ โดยได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบเอกสารในธุรกรรมการขายเงินตราต่างประเทศเพื่อแลกซื้อเงินบาทของธุรกิจทองคำอย่างเข้มงวด และอยู่ระหว่างการขอให้ออกประกาศกระทรวงการคลังเพื่อให้อำนาจ ธปท. ในการเรียกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายเงินตราต่างประเทศจากผู้ค้าทองคำรายใหญ่ รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับธุรกรรมการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อเงินบาท นั้น

    ต่อเรื่องดังกล่าว เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า มาตรการดังกล่าวคงเป็นเพียง 1 ในมาตรการเท่านั้น เพราะสิ่งที่น่ากลัวคือ เงินเทา ธุรกิจสแกมเมอร์ อาศัยประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน ดังนั้น ธปท. และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งเข้าไปตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่จริง

    ค่าเงินบาทแข็งค่ารุนแรง กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ค่าเงินบาทไทย กำลังเผชิญกับการแข็งค่าขึ้นอย่างมาก โดยปัจจุบันแข็งค่าขึ้นกว่า 8% ซึ่งถือเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เคยแข็งค่าขึ้น 5.77% ในเดือนก่อน ซึ่ง ธปท.เองก็ออกมายอมรับว่า การแข็งค่าในระดับนี้ ไม่ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว  เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าค่าเงินด่องของเวียดนามแข็งค่าขึ้น 3% กว่า

    ส.อ.ท.จี้ตรวจสอบสาเหตุแท้จริง ค่าเงินบาทแข็ง กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว เกรียงไกร เธียรนุกุล

    ในขณะที่เงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นประมาณ 7% เศษ ซึ่งยังตามหลังการแข็งค่าของเงินบาทไทย ล่าสุด ค่าเงินบาทที่แข็งค่าทันที 8% กว่า ซึ่งได้รับอิทธิพลทางจิตวิทยาจากการที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยลงประมาณ 0.25 ทำให้ค่าเงินบาทของไทยที่ขี้ตกใจอยู่แล้ว แข็งค่าขึ้นมาอีก

    เร่งตรวจสอบที่มาของปัญหา ค่าเงินบาทแข็ง

    ดังนั้น เพื่อบรรเทาความกังวลเรื่องค่าเงินบาท ธปท.จึงได้ออกมาตรการสั่งการให้ธนาคารต่าง ๆ ตรวจสอบเอกสารการซื้อขายดอลลาร์ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำ มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการออกมาอย่างตรงจุดเพื่อช่วยแก้ปัญหา โดยครอบคลุมถึงการควบคุมรายละเอียดบัญชี การโอนเงิน และการซื้อขายทอง

    อย่างไรก็ตาม ประธาน ส.อ.ท.ระบุว่า จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบธุรกรรมทองคำมาจากการที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ตั้งข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับค่าเงินบาทตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และได้ส่งคำถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย

    ความผิดปกติของการส่งออกทองคำแท่งไปกัมพูชา

    จากการตรวจสอบรายละเอียดในภาคการส่งออก หลังเกิดการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าขายชายแดน กกร. ได้ตรวจสอบรายการสินค้าส่งออก 10 อันดับแรกจากไทยไปกัมพูชา และพบว่าหมวดเครื่องประดับและอัญมณีเป็นรายการส่งออกอันดับ 3 แต่เมื่อเจาะลึกกลับพบว่าสินค้าในหมวดนี้ ไม่ใช่เครื่องประดับหรืออัญมณี แต่เป็นทองแท่งล้วน ๆ

    ยอดการส่งออกทองคำแท่งไปยังกัมพูชามีอัตราที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • ปี 2566: ยอดส่งออกอยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท

    • ปี 2567: ยอดพุ่งขึ้นเกือบ 10 เท่า ไปอยู่ที่ประมาณ 105,000 ล้านบาท

    • ปี 2568 (7 เดือนแรก จนถึงวันที่มีการปะทะ): ยอดส่งออกสะสมอยู่ที่ 71,000 ล้านบาท

    ด้วยยอดที่สูงมากนี้ ทำให้กัมพูชากลายเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ที่ไทยส่งออกทองคำแท่งไปมากที่สุด โดยมีปริมาณตามหลังสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นอันดับ 1 เพียงเล็กน้อย

    การส่งออกที่ผิดปกติเช่นนี้ นำมาซึ่งคำถามว่าจำนวนเงินที่ใช้ซื้อทองคำมีที่มาที่ไปถูกต้องหรือไม่ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วยหรือไม่

    หวั่นใช้ไทยเป็นแหล่งฟอกเงินเทาสแกมเมอร์

    แม้ว่ามาตรการควบคุมที่ดำเนินการไปจะช่วยลดการแข็งค่าของเงินบาทในระยะสั้น (จาก 7% เศษ เหลือ 5% กว่า) แต่ค่าเงินบาทก็ได้กลับมาแข็งค่าทะลุ 8% กว่าอีกครั้ง กกร. ชี้ว่ามาตรการที่ออกมาเป็นเพียงหนึ่งในมาตรการเท่านั้น

    สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้ คือปัญหา เงินเทา และ ธุรกิจสแกมเมอร์ ที่อาจอาศัยประเทศไทยเป็นแหล่งในการฟอกเงิน เนื่องจากไม่ทราบทิศทางการเข้ามาของเงินเหล่านี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการแข็งค่าของเงินบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/735132&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sQDvmuYFrwk5hBkpa_2JF