Blog

  • ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ พ.ย.68 ขยับขึ้น รับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ไฮซีซั่นท่องเที่ยว

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ พ.ย.68 ขยับขึ้น รับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ไฮซีซั่นท่องเที่ยว

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ระดับ 89.1 เพิ่มขึ้นจาก 87.3 ในเดือนตุลาคม สะท้อนความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวขึ้นจากหลายปัจจัยบวก โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน การเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นท่องเที่ยว ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ผู้ประกอบการเร่งการผลิตรองรับคำสั่งซื้อช่วงเทศกาลปลายปีและวันหยุดยาวเดือนธันวาคม รวมถึงภาคการค้าระหว่างประเทศที่มีความคืบหน้าในการเจรจาขยายตลาดส่งออก เช่น การค้าข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีน 5 แสนตัน และสิงคโปร์ 1 แสนตัน ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและเสริมกำลังซื้อในภูมิภาค นอกจากนี้ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ซึ่งช่วงวันที่ 1 ต.ค.–21 พ.ย. 2568 เบิกจ่ายแล้ว 24.18% จากเป้าหมายไตรมาสแรก 33% ยังช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม นายเกรียงไกร ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยลบ โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ที่สร้างความเสียหายต่อโรงงานและที่อยู่อาศัยเป็นวงกว้าง มูลค่าความเสียหายช่วงปลายปี 2568 ประมาณ 20,000–30,000 ล้านบาท และคาดว่าจะกระทบต่อเนื่องในปี 2569 ราว 90,000 ล้านบาท รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลให้การค้าชายแดนแทบหยุดชะงัก โดยมูลค่าการค้าลดลงถึง 99.5%

    อีกประเด็นสำคัญคือการแข่งขันจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ก็เป็นแรงกดดันสำคัญ โดยช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 การนำเข้าเพิ่มขึ้น 16.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 8.68% จากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก และเหล็ก ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างชัดเจน

    ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากผิดปกติยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยตั้งแต่ต้นปีถึง 26 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่าแล้ว 5.77% และล่าสุดแข็งค่ามากกว่า 8% สูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแรง และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ นายเกรียงไกร ยังกล่าวถึงมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการตรวจสอบธุรกรรมซื้อขายเงินตรา โดยเฉพาะธุรกิจค้าทองคำ ว่าเป็นมาตรการที่ออกมาตรงจุด หลังพบความผิดปกติของการส่งออกทองคำแท่งไปยังกัมพูชา ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา และอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วผิดปกติ รวมถึงความกังวลเรื่องเงินเทาและธุรกิจสแกมเมอร์ที่อาจใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี นายเกรียงไกร ยอมรับว่ายังน่าเป็นห่วง หลังเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ขยายตัวเพียง 1.2% ต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะที่ไตรมาส 4 เดิมประเมินว่าอาจขยายตัวเพียง 0.3% รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอลงแรง โดยหนึ่งในแรงสนับสนุนสำคัญคือมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและกิจกรรมช่วงไฮซีซั่น

    อย่างไรก็ตาม การยุบสภาที่เกิดขึ้น ทำให้หลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เช่น คนละครึ่งพลัส เฟส 2 มีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะถัดไป ขณะที่ปัจจัยลบจากอุทกภัยและสถานการณ์ชายแดนยังคงกดดันเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกด้วยว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงสูง หลัง IMF คาด GDP ไทยเติบโตเพียง 1.6% สอดคล้องกับมุมมองของ กกร. ที่เห็นว่าเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและกระทบประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทย ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและพึ่งพาปัจจัยภายในให้มากขึ้น ทั้งการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐภายใต้แนวคิด Made in Thailand และการดูแลไม่ให้สินค้านำเข้าทะลักเข้ามาซ้ำเติมผู้ประกอบการไทย

    ขณะที่ ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 94.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 93.5 ในเดือนตุลาคม 2568 โดยเป็นผลมาจากหลายปัจจัยเชิงบวก ได้แก่ มติของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในการปรับลดค่าไฟฟ้า สำหรับงวดเดือนมกราคม–เมษายน 2569 ลงเหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการและบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน นอกจากนี้ การจัดงาน Motor Expo 2025 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศ

     อย่างไรก็ดี ส.อ.ท.ยังมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ได้แก่
    1. เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ อาทิ เร่งให้บริษัทประกันจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยเร็ว กองทุนซ่อมแซมเครื่องจักรและมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ย 0% ยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น

    2. เสนอให้ภาครัฐยกระดับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมเชิงระบบ พัฒนาคลองระบายน้ำ ควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยีพยากรณ์ฝนและระบบเตือนภัยล่วงหน้า พัฒนาระบบฐานข้อมูลประชากร และโครงสร้างการบริหารจัดการภัยพิบัติ รวมถึงทบทวนผังเมืองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและรับมือภัยพิบัติในระยะยาว

    3. เสนอให้ภาครัฐพิจารณาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (Direct PPA) ไปสู่ยังภาคอุตสาหกรรมอื่น นอกเหนือจากอุตสาหกรรม Data center เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/263917&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14snCwYCsX9Xr4a7ZcyP0u

  • ททท.ปลื้มนักท่องเที่ยวระยะไกลนิวไฮ 10 ล้านคน

    ททท.ปลื้มนักท่องเที่ยวระยะไกลนิวไฮ 10 ล้านคน

    ททท.ชี้ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลพุ่ง 10 ล้านคน สดใสต่อเนื่อง ยุโรป–อเมริกาโตเด่น สายการบินเพิ่มที่นั่งหนุนดีมานด์ คาดปี68 นักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรแตะเกือบ 1.1 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 8 หมื่นล้านบาท พร้อมเดินหน้าการตลาดเชิงรุก

    17 ธ.ค.2568 -นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์  ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวของตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล ว่ายังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีทิศทางที่สดใสอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลเดินทางเข้ามาสะสมทะลุ 10 ล้านคนเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจนหลังสถานการณ์โควิด-19

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคต่าง ๆ มีการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 7.6 ล้านคน เติบโต 12.6% และตลาดอเมริกามีจำนวนกว่า 1.5 ล้านคน เติบโต 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ปัจจัยสำคัญมาจากการฟื้นตัวของความต้องการเดินทางระยะไกล รวมถึงการดำเนินกลยุทธ์ด้านการตลาดของ ททท. ที่ทำงานร่วมกับสายการบินอย่างใกล้ชิด ภายใต้แนวคิด Airline Focus เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงประเทศไทยของนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก

    อย่างไรก็ตามในโอกาสสำคัญดังกล่าว ททท. ได้จัดกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรครบ 1 ล้านคน พร้อมเฉลิมฉลองความสำเร็จของตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลที่ทะลุ 10 ล้านคน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีคณะผู้บริหาร ททท. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยแลนด์ พรีวิเลจ คาร์ด จำกัด และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมให้การต้อนรับเที่ยวบิน TG911 ของสายการบินไทย ซึ่งบินตรงจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ถึงประเทศไทยในเวลา 06.15 น.

    สำหรับนักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรคนที่ 1 ล้าน ได้รับของขวัญพิเศษเพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม ประกอบด้วยบัตรโดยสารเครื่องบินสายการบินไทยเส้นทางลอนดอน–กรุงเทพฯ–ลอนดอน ชั้นประหยัด จำนวน 2 ที่นั่ง ที่พักโรงแรม Anantara Chiang Mai 2 คืน และ Avani+ Khao Lak 2 คืน พร้อมบัตรรับประทานอาหาร Sala Lakorn Theatrical Experience โรงแรม Anantara สำหรับ 2 ท่าน รวมถึงแพ็กเกจสปาและสุขภาพจาก PANPURI Wellness

    สำหรับตลาดสหราชอาณาจักร ถือเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศไทย และติดอันดับ TOP 10 ประเทศที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยมากที่สุด นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินทางด้วยตนเอง หรือเดินทางเป็นกลุ่มเพื่อนและคู่รัก มีจุดหมายปลายทางยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระบี่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 60,000–70,000 บาท และมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยยาวถึง 17.44 คืน

    ปัจจุบันมีสายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินตรงจากสหราชอาณาจักรสู่ประเทศไทยรวม 5 สายการบิน ได้แก่ การบินไทย, EVA Air, British Airways, Norse Atlantic Airways และ TUI UK รวมทั้งสิ้น 35 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนตุลาคม–มีนาคม มีความจุที่นั่งรวมกว่า 11,100 ที่นั่งต่อสัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 พบว่าในปี 2568 ความจุที่นั่งเฉลี่ยตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นประมาณ 12% และอัตราบรรทุกผู้โดยสารในเดือนธันวาคมสูงถึง 80–90% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความนิยมของนักท่องเที่ยวชาวสหราชอาณาจักรที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับการกลับมาของจำนวนนักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรทะลุ 1 ล้านคนในปี 2568 นับเป็นครั้งแรกหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยมีอัตราการเติบโตประมาณ 12% เมื่อเทียบกับปี 2567 และคาดว่าภายในสิ้นปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรเกือบ 1.1 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ประเทศไทยมากกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ของตลาดนี้ โดยความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเชิงรุกของ ททท. ร่วมกับบริษัทนำเที่ยวและสายการบินในสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน แนวโน้มในปี 2569 ตลาดสหราชอาณาจักรยังมีปัจจัยบวกอย่างต่อเนื่อง จากการที่สายการบิน British Airways ประกาศปรับตารางบินเส้นทางลอนดอน–เกตวิก–กรุงเทพฯ จากการให้บริการเฉพาะฤดูหนาว เป็นการให้บริการตลอดทั้งปีตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งจะเพิ่มจำนวนที่นั่งในตลาดได้เกือบ 60,000 ที่นั่ง นอกจากนี้ สายการบิน Virgin Atlantic Airways ยังเตรียมเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทางลอนดอน–ฮีทโธรว์–ภูเก็ต ในช่วงฤดูหนาวปี 2569–2570 สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน ช่วยเพิ่มทางเลือกและเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดสหราชอาณาจักรอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ ททท. ยังเดินหน้าการประชาสัมพันธ์เชิงรุกร่วมกับสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และพันธมิตรทั้งในและนอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในสหราชอาณาจักร ภายใต้แคมเปญ “Healing is the New Luxury” เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สนใจการท่องเที่ยวธรรมชาติ สุขภาพ และความยั่งยืน พร้อมนำเสนอจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ หรือ Hidden Gems ของประเทศไทย เพื่อกระจายการเดินทางและสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/916867/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Ynlx6Fd_Wse1WimRUcOz

  • รมว.วัฒนธรรมเปิดชุมชนลำปำ พัทลุง 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี ปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ที่ชุมชนลำปำ ณ ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมงาน พร้อมด้วยชาวชุมชนและประชาชนในพื้นที่

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์” นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ปีนี้ชุมชนลำปำได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบของประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ชุมชนร่วมกันพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ชุมชนลำปำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด มีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งโบราณสถาน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ตลาดริมคลองลำปำที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมตักบาตรพระทางน้ำที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ พร้อมกล่าวว่าในปีหน้าจะบรรจุชุมชนลำปำในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

    แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427089&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxKjVN_bgAVTkfUFhl4Cn

  • 15 ที่เที่ยวหน้าหนาว 2568-2569 ใกล้กรุงเทพฯ เที่ยวสนุกได้ทั้งครอบครัว

    15 ที่เที่ยวหน้าหนาว 2568-2569 ใกล้กรุงเทพฯ เที่ยวสนุกได้ทั้งครอบครัว

    เมื่ออากาศหนาวมาเยือน หลายครอบครัวก็เริ่มมองหาที่เที่ยวสบายๆ ไม่ไกลกรุงเทพฯ จะไปสูดอากาศดีๆ สัมผัสธรรมชาติ หรือชมวิวทะเลหมอกก็สวยๆ สำหรับปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 นี้ ก็มีหลายจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ โดยเฉพาะสถานที่เที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่กำลังฮิต ตลอดจนพิกัดที่จะได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ไทยรัฐออนไลน์ ชวนมาอัปเดตลิสต์รวม 15 ที่เที่ยวหน้าหนาวที่เหมาะกับทุกวัย เดินทางง่าย ใกล้กรุงเทพฯ มาแนะนำกัน

    รวม 15 ที่เที่ยวหน้าหนาว ใกล้กรุงเทพฯ 2568 เหมาะกับทุกคนในครอบครัว มีที่ไหนบ้าง

    1. ยอดเขาเทวดา อุทยานแห่งชาติพุเตย จ.สุพรรณบุรี

    ยอดเขาเทวดาเป็นจุดชมวิวสูงสุดของอุทยานแห่งชาติพุเตย ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย มีโอกาสเห็นทะเลหมอกยามเช้า เส้นทางเดินป่าค่อนข้างท้าทาย เหมาะกับสายผจญภัย ระหว่างทางจะพบป่าดิบและพืชพรรณหายาก ด้านบนสามารถมองเห็นวิวภูเขาสลับซับซ้อนสุดสายตา เหมาะสำหรับคนรักธรรมชาติและการเดินป่าอย่างแท้จริง

    2. อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน จ.สุพรรณบุรี

    อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน อ.ด่านช้าง เป็นจุดพักผ่อนท่ามกลางขุนเขา หน้าหนาวบรรยากาศเย็น มีหมอกบางยามเช้า เหมาะกับการกางเต็นท์และนอนดูดาวยามค่ำคืน วิวพระอาทิตย์ขึ้นและตกสวยงามมาก นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปแนวธรรมชาติและแคมป์ปิ้ง เดินทางสะดวก เหมาะกับทริปสั้นใกล้กรุงเทพฯ

    3. อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ จ.นครนายก

    อ่างเก็บน้ำห้วยปรือเป็นจุดพักผ่อนเงียบสงบใกล้กรุงเทพฯ ล้อมรอบด้วยภูเขาและธรรมชาติสีเขียว ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการพักผ่อน สามารถปั่นจักรยานหรือเดินเล่นชมวิวได้ มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ตลอดแนวอ่างเก็บน้ำ เหมาะสำหรับคนที่อยากหนีความวุ่นวายแบบไปเช้าเย็นกลับ

    4. แคนยอนน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์

    แคนยอนน้ำหนาวเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่น่าตื่นตา หน้าหนาวอากาศเย็น ทำให้การเดินป่าสบายขึ้น น้ำตกตาดหมอกและน้ำตกนาคราชมีความสวยงามต่างกัน เหมาะกับสายผจญภัยและคนรักธรรมชาติ เส้นทางท่องเที่ยวมีความอุดมสมบูรณ์สูง เป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวสายลุย

    5. ลานชมดาว อุทยานแห่งชาติตาดหมอก จ.เพชรบูรณ์

    ที่เที่ยวหน้าหนาวที่ต้องไปเช็กอินคือ ลานชมดาว ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติตาดหมอก เป็นจุดกางเต็นท์ยอดนิยมในหน้าหนาว กลางคืนสามารถมองเห็นดาวเต็มท้องฟ้า อากาศเย็นสบายและเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน ตอนเช้ามีโอกาสเห็นทะเลหมอกสวยๆ เหมาะกับสายแคมป์ปิ้งและคนรักการดูดาว

    6. ตลาดโอ๊ะป่อย จ.ราชบุรี

    ตลาดโอ๊ะป่อยเป็นตลาดชุมชนกลางหุบเขาในอำเภอสวนผึ้ง บรรยากาศเรียบง่ายและอบอุ่น ช่วงหน้าหนาวจะมีอากาศที่หนาวเย็น มีหมอกบางๆ ยามเช้า จำหน่ายอาหารพื้นบ้านและของท้องถิ่น นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนได้ใกล้ชิด เหมาะกับการเดินเที่ยวชิลๆ ในวันหยุด

    7. ดอยแม่ติ จ.กาญจนบุรี

    ดอยแม่ติ อ.ทองผาภูมิ เป็นจุดชมวิวสวยๆ ที่นักท่องเที่ยวอาจยังไม่รู้จักมากนัก ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นและมีทะเลหมอกสวยงาม เหมาะกับการกางเต็นท์และชมพระอาทิตย์ขึ้น วิวภูเขาซ้อนกันเป็นชั้นๆ ดูอลังการ บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับสายธรรมชาติ เป็นอีกตัวเลือกน่าไปสำหรับทริปหน้าหนาวใกล้กรุงเทพฯ

    8. ภูซับเหล็ก จ.สระบุรี

    ภูซับเหล็กเป็นจุดชมวิวธรรมชาติที่เดินทางไปได้สะดวก ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการขึ้นชมวิว ด้านบนสามารถมองเห็นเมืองสระบุรีได้แบบพาโนรามา มีจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม เส้นทางขึ้นไม่ยาก เหมาะกับทุกวัย เป็นที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่ไปได้แบบเช้าเย็นกลับ

    9. เขาวงพระจันทร์ จ.ลพบุรี

    หน้าหนาวคือช่วงที่เหมาะที่สุดในการเดินขึ้นเขาวงพระจันทร์ เพราะอากาศไม่ร้อนแม้จะมีบันได 3,790 ขั้น แต่ลมเย็นๆ จะช่วยให้เดินสบายขึ้นมาก ด้านบนมีวิวภูเขาซ้อนกันสวยงาม เป็นที่เที่ยวสายแอดเวนเจอร์ที่ไม่ไกลกรุงเทพฯ รับรองว่าขึ้นไปชมวิวด้านบนแล้วจะได้ความประทับใจเต็มร้อย

    10. เกาะนก จ.ฉะเชิงเทรา

    เกาะนกเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติริมแม่น้ำบางปะกง เหมาะสำหรับการล่องเรือชมธรรมชาติช่วงหน้าหนาว สามารถพบเห็นนกนานาชนิดอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อน อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนจัดเหมือนฤดูอื่น เป็นอีกมุมเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ

    11.  ปางปู จ.สมุทรสงคราม

    ปางปูเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชื่อดัง ช่วงหน้าหนาวจะมีนกนางนวลอพยพมาอาศัย นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมธรรมชาติป่าชายเลน บรรยากาศร่มรื่นและอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการท่องเที่ยวแบบครอบครัว เป็นที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน

    12. เขาใหญ่ (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) จ.นครราชสีมา

    หน้าหนาวคือช่วงที่อุทยานสวยที่สุด อากาศเย็นและมีโอกาสเจอหมอกเช้า เส้นทางเดินป่าและน้ำตกเปิดให้เที่ยวได้อย่างปลอดภัยสำหรับครอบครัว อากาศบริสุทธิ์และเสียงธรรมชาติทำให้เหมาะกับการพักใจสุดๆ แถมยังเป็นจุดถ่ายภาพวิวป่าที่สวยจนเหมือนอยู่ต่างประเทศ

    13. แก่นมะกรูด จ.อุทัยธานี

    แก่นมะกรูดเป็นอำเภอที่โอบล้อมด้วยภูเขาและผืนป่ากว้างใหญ่ หน้าหนาวอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการมาพักผ่อนใกล้ชิดธรรมชาติ มีจุดกางเต็นท์และชมทะเลหมอกยามเช้าในหลายพื้นที่ บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการหลีกหนีความวุ่นวาย นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชุมชนแบบเรียบง่าย โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมของทุกปี จะมีเทศกาลไม้ดอกไม้ประดับ ไม้เมืองหนาว ให้ได้เดินเล่นกันชิลๆ

    14. อุทยานแห่งชาติคลองลาน จ.กำแพงเพชร

    อุทยานแห่งชาติคลองลานเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดดเด่นด้วยน้ำตกคลองลานและน้ำตกคลองน้ำไหล ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการท่องเที่ยวธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยผืนป่าและภูเขา มีเส้นทางเดินป่าและจุดชมวิวให้เลือกหลายจุด เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเที่ยวเชิงธรรมชาติและพักผ่อน

    15. พระราชวังบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

    พระราชวังบางปะอินเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ สถาปัตยกรรมงดงาม ผสมผสานศิลปะไทย จีน และตะวันตก ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการเดินชมรอบพระราชวัง บรรยากาศร่มรื่น มีสวนและสระน้ำที่จัดแต่งอย่างสวยงาม เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เหมาะสำหรับทริปเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ แบบได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน

    ที่เที่ยวหน้าหนาวใกล้กรุงเทพฯ ยังมีหลากหลายแห่งที่ให้บรรยากาศดีและเดินทางสะดวก ไม่ว่าจะเป็นสายธรรมชาติ ภูเขา น้ำตก ทะเลหมอก หรือสายวัฒนธรรม ก็เลือกเที่ยวได้ตามสไตล์ วางแผนทริปสั้นๆ ในช่วงหน้าหนาว เพื่อเติมพลังและพักผ่อนในช่วงวันหยุดอย่างคุ้มค่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2901314&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QuwqPVBdhF3KAWSPsZwEw

  • รมว.วัฒนธรรมเปิดชุมชนลำปำ พัทลุง 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี ปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ที่ชุมชนลำปำ ณ ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมงาน พร้อมด้วยชาวชุมชนและประชาชนในพื้นที่

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์” นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ปีนี้ชุมชนลำปำได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบของประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ชุมชนร่วมกันพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ชุมชนลำปำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด มีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งโบราณสถาน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ตลาดริมคลองลำปำที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมตักบาตรพระทางน้ำที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ พร้อมกล่าวว่าในปีหน้าจะบรรจุชุมชนลำปำในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

    แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427089&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxKjVN_bgAVTkfUFhl4Cn

  • เศรษฐกิจซึมยาว โตต่ำศักยภาพ กนง.เอกฉันท์ ลดดอกเบี้ย 0.25% คุมเข้มค่าบาท

    เศรษฐกิจซึมยาว โตต่ำศักยภาพ กนง.เอกฉันท์ ลดดอกเบี้ย 0.25% คุมเข้มค่าบาท

    Finance

    18 ธ.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    กนง.มีมติเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ประคองเศรษฐกิจห่วงเศรษฐกิจซึมยาวโตต่ำกว่าศักยภาพอีก2ปี พร้อมยกระดับดูแล “เงินบาทแข็งค่า” เอกชน ชี้ 3 ข้อดีลดดอกเบี้ย ช่วยลดต้นทุนธุรกิจ -ดันค่าบาทอ่อน รับห่วง ดอกเบี้ยต่ำจะไร้ความหมาย หากไม่มีการปล่อยเงินกู้

    • กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.25% เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและมีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจน
    • การลดดอกเบี้ยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง
    • ชี้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการลดดอกเบี้ยถือเป็นกลไกหนึ่งที่ส่งผลทางจิตวิทยาช่วยชะลอการแข็งค่า และ กนง. ได้ยกระดับการติดตามค่าเงินอย่างใกล้ชิด
    • ส่งสัญญาณว่านโยบายการเงินพร้อมเข้ามามีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากนโยบายการคลังมีข้อจำกัดและไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่
    เศรษฐกิจซึมยาว โตต่ำศักยภาพ กนง.เอกฉันท์ ลดดอกเบี้ย 0.25% คุมเข้มค่าบาท

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติเอกฉันท์ “ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ลง 0.25% จาก 1.50% มาอยู่ที่ 1.25% ในการประชุมกนง.ครั้งสุดท้ายของปีเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2568

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า คณะกรรมการ กนง.เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง

    รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี ด้วยมติเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25%ต่ำสุดในรอบ 3 ปี

    หากดูในภาพรวม มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพอย่างชัดเจน และมีความเปราะบางจากทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศและปัจจัยภายนอกที่เข้ามาซ้ำเติม โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจเริ่มชะลอลงมากกว่าที่คาดจากปัจจัยชั่วคราวหลายด้าน ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มการเติบโตในปีถัด ๆ ไปอ่อนแรงลงตามไปด้วย

    โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจได้รับแรงกดดันจากเหตุการณ์เฉพาะหลายประการ ทั้งในภาคการผลิตและภาคพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้มีผลกระทบจากการปิดโรงงานและโรงงานผลิตเครื่องดื่มบางแห่ง ซึ่งส่งผลต่อภาคการผลิตโดยตรง ต่อมาเกิดเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์รุนแรง กระทบต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในวงกว้าง

    ไม่เพียงเท่านั้นเหตุอุทกภัยดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงระยะสั้น แต่การฟื้นฟูพื้นที่คาดว่าจะทอดยาวไปถึงไตรมาส 1 ของปีถัดไป ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง และซ้ำเติมภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีให้ชะลอตัวลงชัดเจนยิ่งขึ้น

    • เศรษฐกิจไทยปี69-70ต่ำกว่าศักยภาพ

    หากมองไปข้างหน้า ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงเมื่อเทียบกับปีปัจจุบัน โดยแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจจะอ่อนแรงลงในหลายด้าน การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป การส่งออกข้างหน้าคาดว่าการส่งออกจะชะลอลงอย่างมาก

    โดยคาดขยายตัวที่ประมาณการไว้เพียง 0.6% เป็นผลจากฐานที่สูงในปีปัจจุบันซึ่งคาดว่าจะขยายตัวถึง 12% รวมถึงผลของ Tariff ที่จะเริ่มทยอยซึมเข้ามากดดันความสามารถในการแข่งขัน ทำให้แรงขับเคลื่อนจากภาคส่งออกอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน

    “ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ระดับ 1.5% และ 2.3% สำหรับจีดีพีปี 2569-79 ยังต่ำกว่าศักยภาพที่เคยประเมินไว้ที่ 2.7–2.8% อย่างมีนัยสำคัญ และในภาพรวม ความเสี่ยงยังไปในทิศทางต่ำลง

    สำหรับการประมาณการเศรษฐกิจรอบล่าสุด กนง.ได้ใส่สมมติฐานว่างบประมาณจะล่าช้าออกไปราว 2–3 เดือน ซึ่งจะกระทบจีดีพี ในปีหน้าโดยเฉพาะช่วงงบประมาณปี 2570 ส่วนมาตรการของพรรคการเมือง เช่น การพักหนี้หรือยกหนี้ ยังไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาในรอบนี้ เนื่องจากยังต้องรอความชัดเจนของข้อมูล

    ทั้งนี้หากถามว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในภาวะวิกฤติหรือไม่ มองว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติเฉียบพลัน แต่กำลังเผชิญภาวะ “โตช้า ซึม และเปราะบาง” จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน นโยบายการเงินมีบทบาทสำคัญในการประคองและบรรเทาภาระ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นตอได้ หากไม่มีการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กันไป

    นายสักกะภพ ยังยอมรับว่า ภายใต้ภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น คณะกรรมการเห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่1.25%ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลงมาติดลบที่ -0.33

    ซึ่งการลดดอกเบี้ยช่วยลดภาระดอกเบี้ยของสินเชื่อเดิมที่เป็นอัตราลอยตัว และช่วยต้นทุนสินเชื่อใหม่ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการลดดอกเบี้ยให้ประโยชน์กับธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่ารายย่อยและ SME ดังนั้น ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้

    • กนง.สั่งยกระดับติดตามเงินบาทแข็งค่า

    สำหรับสถานการณ์ “เงินบาท” ในช่วงหลังแข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็วและมาก โดยตั้งแต่ต้นปีแข็งค่าราว 8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ส่วนหนึ่งมาจากดอลลาร์อ่อนค่าจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และอีกส่วนหนึ่งจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเฉพาะที่เพิ่มความผันผวน

    นอกจากนี้ เงินบาทที่แข็งค่ายังมาจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ก็ถือเป็นปัจจัยเฉพาะที่เข้ามาซ้ำเติมความผันผวนของค่าเงินบาทในบางช่วงเวลา

    ในมุมของกนง.การติดตามดูแลเงินทุนไหลเข้า โดยเฉพาะตั้งแต่จุดเริ่มต้น เป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญค่อนข้างมาก และในแถลงการณ์รอบล่าสุด ได้ยกระดับการสื่อสารเรื่องการดูแลค่าเงินบาทอย่างชัดเจนขึ้น สะท้อนว่าประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหนึ่งในตัวแปรหลักที่ กนง. นำมาพิจารณาในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน และจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นธปท. ได้เข้าไปดูแลตลาดเงินอยู่แล้ว และมีการดูแลมากกว่าปกติ

    ในส่วนของการดูแลธุรกรรมที่ผิดปกติ ธปท.พบความผิดปกติในธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ โดยเฉพาะในช่วงที่มีสัดส่วนของการซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่เชื่อมโยงกับทองคำในระดับที่สูงกว่าปกติ

    ซึ่งเป็นจุดที่ ธปท. เริ่มเข้าไปตรวจสอบอย่างใกล้ชิด และขอข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้องซึ่งการขอข้อมูลเพิ่มเติมดังกล่าว จะช่วยให้แนวทางในการเข้าไปดูแลมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในแง่ขอบเขตและเครื่องมือที่เหมาะสมในการจัดการกับความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งสิ่งที่เห็นชัดคือ Financial Flow ที่เกี่ยวข้องกับทองคำในบางจังหวะเวลา ซึ่งมีปริมาณสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับธุรกรรมตามปกติ

    ไม่เพียงเท่านั้น ยังพยายามเข้าไปดูแลธุรกรรมอื่นๆควบคู่กัน โดยมีการประสานงานกับธนาคารพาณิชย์ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพื่อแยกแยะว่าธุรกรรมใดมีลักษณะผิดปกติและส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

    • ห่วงSMEสินเชื่อหด3ปีติด-หนี้เสียสูง

    หนึ่งในประเด็นที่กนง.มีการหารือกันมากคือ ปัญหาของ SME ซึ่งยังไม่ฟื้นตัวและถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังหลังช่วงโควิด ส่งผลให้รายได้ของ SME เติบโตต่ำลงอย่างชัดเจน ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แม้ SME จะมีความต้องการสินเชื่อ แต่การเข้าถึงยังคงจำกัดเนื่องจากมี Credit Risk สูง สถาบันการเงินจึงยังระมัดระวัง ส่งผลให้สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องเกือบ 3 ปี และคุณภาพสินเชื่อ (NPL) ยังไม่เห็นสัญญาณปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน

    การฟื้นตัวที่ช้าของ SME ยังส่งผลกระทบต่อรายได้แรงงาน เนื่องจาก SME จ้างงานถึงประมาณ 2 ใน 3 ของการจ้างงานทั้งหมด ทำให้รายได้ของแรงงานในภาคการผลิตฟื้นตัวช้ากว่าภาคบริการ และกดดันกำลังซื้อในภาพรวม

    ดังนั้นสิ่งที่ธปท.กำลังร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆคือการเพิ่มเครื่องมือ หรือกลไกสำคัญในการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อลด Credit Risk และช่วยให้ SME ที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยอยู่ระหว่างการพัฒนามาตรการเพิ่มเติมที่ทำได้ง่ายและมีข้อจำกัดน้อยกว่าเดิม เพื่อเสริมมาตรการที่มีอยู่แล้ว เช่น การปรับโครงสร้างหนี้

    อย่างไรก็ตาม ในด้านเงินเฟ้อแม้จะอยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่ได้หมายความว่ากำลังซื้ออยู่ในภาวะดี เนื่องจากระดับราคาค่าครองชีพได้ปรับขึ้นไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้า และยังคงอยู่ในระดับสูง หากรายได้ไม่เติบโตเร็วพอ การบริโภคก็จะถูกกดดันต่อเนื่อง

    จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการฯได้ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปลง โดยเงินเฟ้อปีนี้คาดอยู่ที่ -0.1% ปีหน้าที่ 0.3% และกลับมาอยู่ที่ 1.0% ในปี 2570 โดยแรงฉุดหลักมาจากราคาพลังงานที่ลดลง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังทรงตัวที่ 0.8% ในปีนี้และปีหน้า

    “แต่ภายใต้เงินเฟ้อที่ต่ำ ธปท.มองว่ามีโอกาสเกิดเป็นเงินฝืดค่อนข้างต่ำ ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณดังกล่าวอย่างชัดเจน เช่น ราคาสินค้าปรับลดลงเป็นวงกว้าง หรือพฤติกรรมรอซื้อของผู้บริโภค”

    • มติเอกฉันท์สะท้อนใช้นโยบายการเงิน

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  กล่าวว่า มติที่เป็นเอกฉันท์ของกนง.นั้น อาจเป็นการส่งสัญญาณให้กับตลาดว่าเครื่องมือทางการเงินพร้อมที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยตอบสนองต่อความกังวลของตลาดในทางเศรษฐกิจ ทั้งในเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่า และสินเชื่อเอสเอ็มอีที่หดตัว

    เนื่องจากการยุบสภาทำให้บทบาทของนโยบายการคลังทำได้ไม่เต็มที่ การตัดสินใจลดดอกเบี้ยของกนง.ในครั้งนี้ ก็อาจชี้ให้เห็นว่าเครื่องมือทางการเงินพร้อมที่จะเข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อาจเติบโตช้า 

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คาดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลัง หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายก็อาจจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจต่อได้ โดยหากมีการพิจารณาลดดอกเบี้ยอีกครั้งคงไม่ใช่เพื่อการกระตุ้นความต้องการสินเชื่อ แต่เพื่อลดภาระของผู้ที่มีหนี้อยู่แล้วมากกว่า

    “มองว่าในปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นมากถึงขนาดนั้นที่จะลดดอกเบี้ยลงไปเป็น 1% เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจยังคงอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้

    • สอท.ชี้ช่วยต่อลมหายใจรายย่อย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อยที่สุดจะช่วยส่งผลดีในด้านต่าง ๆ ต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการ ดังนี้

    1. ลดต้นทุนทางการเงินโดยตรงของผู้ประกอบการ (โดยเฉพาะ SME) ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดคือการลดต้นทุนทางด้านการเงิน ที่ทำให้ดอกเบี้ยที่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้กู้ SME ต้องจ่าย ลดลงตามไปด้วย ช่วยให้ผู้กู้มีภาระเบาลง

    2. ส่งผลทางจิตวิทยาให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในช่วงเวลานั้นค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึงกว่า 8.1% ในขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

    เช่น เวียดนาม ยังมีค่าเงินที่อ่อนค่าอยู่ที่กว่า 3-3% การลดดอกเบี้ยจึงถูกมองว่าเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัวได้ นอกจากนี้ การลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ยังถือว่าตรงกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้คาดการณ์ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ซึ่งส่งผลต่อจิตวิทยาตลาดด้วย

    3. เป็นการส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการสะท้อนว่าภาครัฐต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคเอกชนคาดว่ามาตรการนี้จะส่งผลดีในระยะสั้น เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยลบหลายประการ

    เช่น ปัญหาอุทกภัยใน 9 จังหวัดภาคใต้ และผลกระทบจากการปะทะกับกัมพูชา ซึ่งทำให้กิจกรรมทางธุรกิจในหลายภาคส่วน เช่น ภาคการเกษตร ภาคโรงเรียน โรงพยาบาล และนิคมอุตสาหกรรม ต้องหยุดชะงัก รวมถึงผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นปลายปี

    • รับยังผวาแบงก์พาณิชย์เมินปล่อยกู้

    ทั้งนี้ แม้ว่าภาคเอกชนจะคาดหวังและมองเห็นผลดีจากการลดดอกเบี้ย แต่ก็ยังมีความกังวลว่าธนาคารพาณิชย์อาจจะยังไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับ SME ภาคเอกชนจึงเรียกร้องขอความร่วมมือจากภาคธนาคารในการช่วยปล่อยสินเชื่อ

    การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็เปรียบเสมือนการให้ออกซิเจนเสริมแก่ปอดของเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอ ช่วยให้การหมุนเวียนของกระแสเงินสดดีขึ้นและลดแรงกดดันทางด้านต้นทุน เพื่อให้ธุรกิจสามารถหายใจและเดินหน้าต่อไปได้”

    นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า  การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวจะยังไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูธุรกิจ แต่กุญแจสำคัญคือการที่สถาบันการเงินทั้งรัฐและเอกชนจะต้องมีความกล้าหาญที่จะให้วงเงินหรือปล่อยสินเชื่อการปล่อยกู้แก่ผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1212639&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w9GvkHLvWr49aj6HoSInl

  • ตราดอ่วมพิษความไม่สงบ 9 วัน สูญพันล้าน ท่องเที่ยวทรุด ยอดจองหายกว่า 80% ประเมินยืด 7 เดือน เสียหายแตะหมื่นล้าน | TOPNEWS

    จ.ตราด/(17 ธันวาคม 2568) ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด เปิดเผยถึงวิกฤตเศรษฐกิจในพื้นที่หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดน ระบุเพียง 9 วัน ความเสียหายพุ่งเป้าพันล้านบาท ขณะที่มูลค่าการค้าชายแดนที่สะสมมานานอาจแตะหลักหมื่นล้าน วอนรัฐเร่งเยียวยาภาระค่าจ้างแรงงานหลังต้องอพยพหนีภัย

    นายสุทธิลักษณ์ คุ้มครองรักษ์ เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจของจังหวัดตราดในขณะนี้กำลังเผชิญกับปัญหาหนักในหลายมิติ ทั้งด้านการขนส่ง แรงงาน และการค้าชายแดน โดยเฉพาะผลกระทบจากเหตุปะทะที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลเสียต่อภาคอุตสาหกรรม เกษตร และท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นในช่วง 9 วันที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบไปแล้วเกือบ 500 ล้านบาท

    ในด้านการท่องเที่ยว นายสุทธิลักษณ์ ระบุว่า สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มไม่มั่นใจและขอยกเลิกการจองห้องพัก ทั้งในพื้นที่เกาะช้างและเกาะกูด ซึ่งช่วงปลายปีมียอดจองที่พักเกือบ 100% แต่ขณะนี้ถูกยกเลิกจนเหลือเพียง 20% เท่านั้น คาดการณ์ความเสียหายเฉพาะภาคท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท

    สำหรับผลกระทบต่อเนื่องจากการประกาศเคอร์ฟิวในช่วงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าและบริการในจังหวัดพุ่งสูงขึ้นถึง 1 เท่าตัว แม้ปัจจุบันจะมีการยกเลิกเคอร์ฟิวแล้วและคาดว่าค่าขนส่งจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังราคาสินค้าและบริการในระยะถัดไป เนื่องจากเริ่มมีการแจ้งขอปรับราคาสินค้าจากผู้ผลิตหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ

    นายสุทธิลักษณ์ ระบุว่า มีความกังวลถึงปัญหาแรงงานกัมพูชาที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ และภาระของนายจ้างในพื้นที่อพยพ ได้แก่ อ.คลองใหญ่, 4 ตำบลใน อ.เมือง และ อ.บ่อไร่ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนจากสำนักงานประกันสังคมและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องการจ่ายเงินชดเชยจากการอพยพ ผู้ประกอบการบางรายต้องแบกรับค่าจ้างเดือนละ 2-3 ล้านบาท ทั้งที่ไม่มีรายได้เข้ามาเลยในช่วงนี้ ถือเป็นภาระหนักที่ต้องการความชัดเจนจากภาครัฐโดยเร็ว
    สำหรับความเสียหายนายสุทธิลักษณ์ คาดการณ์ว่า ตลอด 9 วันที่มีการปะทะกัน คาดว่ามากว่า 1,000 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงมูลค่าการค้าชายแดนที่ขาดหายไปจากการปิดด่านเป็นเวลานาน ซึ่งหากคำนวณภาพรวมทั้งหมดคาดว่ามูลค่าความเสียหายน่าจะสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1426806&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1syuGKtCPDOOHxUNf_wnty

  • กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% ประคองเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 17 ธ.ค.68

    กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% ประคองเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 17 ธ.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/DK9tvEtpJng&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-qA2Zkiot6q0IjM0023u5

  • ตราดอ่วมพิษความไม่สงบ 9 วัน สูญพันล้าน ท่องเที่ยวทรุด ยอดจองหายกว่า 80% ประเมินยืด 7 เดือน เสียหายแตะหมื่นล้าน | TOPNEWS

    จ.ตราด/(17 ธันวาคม 2568) ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด เปิดเผยถึงวิกฤตเศรษฐกิจในพื้นที่หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดน ระบุเพียง 9 วัน ความเสียหายพุ่งเป้าพันล้านบาท ขณะที่มูลค่าการค้าชายแดนที่สะสมมานานอาจแตะหลักหมื่นล้าน วอนรัฐเร่งเยียวยาภาระค่าจ้างแรงงานหลังต้องอพยพหนีภัย

    นายสุทธิลักษณ์ คุ้มครองรักษ์ เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจของจังหวัดตราดในขณะนี้กำลังเผชิญกับปัญหาหนักในหลายมิติ ทั้งด้านการขนส่ง แรงงาน และการค้าชายแดน โดยเฉพาะผลกระทบจากเหตุปะทะที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลเสียต่อภาคอุตสาหกรรม เกษตร และท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นในช่วง 9 วันที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบไปแล้วเกือบ 500 ล้านบาท

    ในด้านการท่องเที่ยว นายสุทธิลักษณ์ ระบุว่า สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มไม่มั่นใจและขอยกเลิกการจองห้องพัก ทั้งในพื้นที่เกาะช้างและเกาะกูด ซึ่งช่วงปลายปีมียอดจองที่พักเกือบ 100% แต่ขณะนี้ถูกยกเลิกจนเหลือเพียง 20% เท่านั้น คาดการณ์ความเสียหายเฉพาะภาคท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท

    สำหรับผลกระทบต่อเนื่องจากการประกาศเคอร์ฟิวในช่วงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าและบริการในจังหวัดพุ่งสูงขึ้นถึง 1 เท่าตัว แม้ปัจจุบันจะมีการยกเลิกเคอร์ฟิวแล้วและคาดว่าค่าขนส่งจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังราคาสินค้าและบริการในระยะถัดไป เนื่องจากเริ่มมีการแจ้งขอปรับราคาสินค้าจากผู้ผลิตหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ

    นายสุทธิลักษณ์ ระบุว่า มีความกังวลถึงปัญหาแรงงานกัมพูชาที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ และภาระของนายจ้างในพื้นที่อพยพ ได้แก่ อ.คลองใหญ่, 4 ตำบลใน อ.เมือง และ อ.บ่อไร่ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนจากสำนักงานประกันสังคมและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องการจ่ายเงินชดเชยจากการอพยพ ผู้ประกอบการบางรายต้องแบกรับค่าจ้างเดือนละ 2-3 ล้านบาท ทั้งที่ไม่มีรายได้เข้ามาเลยในช่วงนี้ ถือเป็นภาระหนักที่ต้องการความชัดเจนจากภาครัฐโดยเร็ว
    สำหรับความเสียหายนายสุทธิลักษณ์ คาดการณ์ว่า ตลอด 9 วันที่มีการปะทะกัน คาดว่ามากว่า 1,000 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงมูลค่าการค้าชายแดนที่ขาดหายไปจากการปิดด่านเป็นเวลานาน ซึ่งหากคำนวณภาพรวมทั้งหมดคาดว่ามูลค่าความเสียหายน่าจะสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1426806&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1syuGKtCPDOOHxUNf_wnty

  • เผยกลยุทธ์ ‘ธุรกิจครอบครัวสู่สากล’ รับมือเศรษฐกิจผันผวนปี 2569

    เผยกลยุทธ์ ‘ธุรกิจครอบครัวสู่สากล’ รับมือเศรษฐกิจผันผวนปี 2569

    เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 สถาบันรหัสสากล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (หรือ GS1 Thailand) จัดการประชุมใหญ่ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “GS1 Barcodes เชื่อมโลก เชื่อมเรา สู่การค้าสากล” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมให้วิสัยทัศน์ในงานประชุมใหญ่ครั้งนี้

    หนึ่งในนั้น นายธีรภาพ อัญญานุภาพ หุ้นส่วนผู้จัดการ และหัวหน้าทีมที่ปรึกษาบริษัท อัญญานุภาพ คอนซัลติ้ง จำกัด (Aunyanuphap Consulting) บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ที่ได้ให้คำปรึกษามามากกว่า 50 กิจการ ได้บรรยายภายใต้แนวคิด “Gongsi go Global” หรือ “กลยุทธ์กงสีสู่สากล”

    ซึ่งเป็นแนวทางสำหรับธุรกิจครอบครัวในการผ่าวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อการเติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน และการปรับตัวภายในองค์กรภายใต้เศรษฐกิจที่ผันผวน

    โดยในเนื้อหาการบรรยาย ภายใต้คำว่าธุรกิจครอบครัว หรือ “กงสี” ที่หลายคนมักมองว่า “เก่าแก่” “มีแต่ปัญหา” เช่น การรอจนไม่ทันโอกาส การยึดติดไม่เปลี่ยนแปลง ทำงานแบบครอบครัว ขาดบทบาทหน้าที่ (Job Description) และระบบวัดผล (KPI) ที่ชัดเจน การไม่วางแผนสืบทอดกิจการ ตัดสินใจจากความเคยชินมากกว่าข้อมูล และแข่งขันผ่านกลยุทธ์การลดราคา

    ซึ่งทำให้หลายกิจการไม่สามารถยืนหยัดในการแข่งขันที่ผันผวนได้ ด้วยเหตุนี้ หากธุรกิจครอบครัวไม่ได้มีการปรับตัวอย่างถูกต้องในยุคเศรษฐกิจผันผวน ก็จะยืนหยัดได้ยากและพลาดโอกาสการเติบโตในระยะยาว หรือซ้ำร้ายคือปิดกิจการลงไป

    ในการบรรยายคุณธีรภาพระบุว่า “กงสีสู่สากลไม่ได้หมายความว่ากิจการจะต้องแข่งขันในตลาดสากล แต่เป็นการปรับระบบบริหารจัดการ และการกำหนดกลยุทธ์ในรูปแบบสากล” ซึ่งกรอบการปรับระบบการบริหารและกำหนดกลยุทธ์ดังกล่าวเรียกว่า MAPT Framework

    MAPT Framework ประกอบด้วย กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนองค์กรผ่านแนวคิดผู้นำ / ผู้บริหาร (Mindset) การประเมินองค์กร (Assessment) การวางแผนฝั่งธุรกิจและครอบครัว (Plan) และการปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างยั่งยืน (Transform)

    ซึ่งมีเครื่องมือในการปรับใช้ MAPT Framework อย่างครอบคลุมเช่นการสร้างธรรมาภิบาลธุรกิจครอบครัว (ผ่านธรรมนูญครอบครัว ฯลฯ) การปรับโครงสร้างกิจการ (ผ่านบริษัทโฮลดิ้ง ฯลฯ) การบริหารองค์กร (ผ่านการปรับโครงสร้างองค์กร ฯลฯ) และการวางแผนสืบทอดกิจการ (ผ่านกระบวนการสร้างคนรุ่นใหม่)

    ซึ่งคุณธีรภาพ อัญญานุภาพ ได้แจ้งถึงรายงานธุรกิจครอบครัวไทย (Thailand Family Enterprise Report (TFER)) ในหัวข้อกระบวนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัวในยุค AI (Transformation Roadmap for the AI Era) ที่สามารถปรับใช้ภายในปี 2569 (2026) ได้กับธุรกิจครอบครัวทุกรูปแบบที่จะพร้อมให้อ่านได้ทางเว็บไซต์บริษัท www.aunyanuphap-consulting.com ภายในธันวาคมปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mobileocta.com/revealing-the-strategies-for-family-businesses-going-global/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YmjR74K-lAn2ZWDiQxLfs