Blog

  • ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เปิดวิสัยทัศน์ ยกเครื่องประเทศไทย สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เปิดวิสัยทัศน์ ยกเครื่องประเทศไทย สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เปิดวิสัยทัศน์ ‘ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทําได้’ มุ่งผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ย้ำ ยกเครื่องประเทศไทย ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยทำได้

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เปิดตัวและกล่าวแสดงวิสัยทัศน์เป็นครั้งแรกในงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทําได้” ยศชนันได้สรุปบทบาทการทำงานในฐานะนักวิจัยและนักบริหาร โดยเฉพาะงานวิจัยสำคัญที่เข้าแก้ไขข้อจำกัดของความพิการ และการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากระบบประสาทและสมอง พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในการผลักดันประเทศเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ด้วยเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    วิสัยทัศน์สำคัญของ ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ให้เห็นว่าวิกฤติที่ไทยกำลังเผชิญในปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ครั้งนี้ยศชนันมองว่าเป็นวิกฤติที่คับขันและซับซ้อนกว่า จากการเป็นวิกฤติเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว สู่วิกฤติที่ซ้อนทับกับวิกฤติอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี (Tech Disruption) ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics) และความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change)

    ทว่า ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยยังมีความหวัง เสนอการปรับโครงสร้างต่างๆ ใหม่ โครงสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างทางเทคโนโลยี ผสมกับความคิดสร้างสรรค์ของความเป็นคนไทย ยศชนัน ยืนยันว่าทุกอย่างย่อมเป็นไปได้ และพร้อมนำพาประเทศให้หลุดพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้

    ‘ยศชนัน’ วางเป้าหมายสำคัญของพรรคเพื่อไทยคือการวางรากฐานประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ด้วยการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง ‘ยศชนัน’ เสนอให้พัฒนาเครื่องจักรทางเศรษฐกิจทั้งเครื่องจักรเดิม คือภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการ ซึ่งยศนันมองว่าการยกระดับต้องเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปพัฒนาในทุกอุตสาหกรรมในทุกรูปแบบ

    ‘ยศชนัน’ ยกตัวอย่างภาคเกษตรกรรม และย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่เคยทิ้งภาคการเกษตร ในการพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเกษตรต้องมาเป็นอันดับ 1 พร้อมยกตัวอย่างว่าภาคการวิจัย คนไทย นักวิจัยไทยมีความสามารถและความรู้ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ รวมถึงแสดงวิสัยทัศน์ในการสร้างความร่วมมือจากรัฐ ส่งเสริมสตาร์ทอัพและคนรุ่นใหม่ให้ก้าวไปในระดับโลก

    ทั้งยังกล่าวถึงการเปิดโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการพัฒนาภาคบริการที่ต้องมีความปลอดภัย ส่งเสริมความสุข โดยที่สำคัญคือยศชนันกล่าวถึงการสนับสนุนด้านกีฬาทุกรูปแบบ และย้ำว่าถึงการสนับสนุนดนตรีและศิลปะ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ใน DNA ของคนไทย

    นอกจากการอัพเกรดเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ ‘ยศชนัน’ ยังกล่าวถึงสร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ การรับเทคโนโลยีต่างประเทศ ประเทศไทยต้องเตรียมการพัฒนาคนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย ทำให้ประเทศไทยสามารถรับความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ นำไปสู่การต่อยอดอุตสาหกรรมที่มีอยู่ไปสู่อุตสาหกรรมคุณภาพสูงได้ด้วยความรู้และงานวิจัย

    เพื่อรอบรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง ‘ยศชนัน’ สรุปการหน้าที่ของภาครัฐไว้ 3 ประการ คือ

    1. การสร้างความเชื่อมั่นผ่านการสร้างความมั่นคงในทุกด้าน

    2. การทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ (Rule of Law) ยศชนันเสนอการแก้ปัญหาการคอรัปชั่นด้วยการสร้างความโปร่งใสด้วยรัฐบาลดิจิตัล และการสร้างวัฒนธรรมการต่อต้านคอรัปชั่น

    3 คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ซึ่งยศชนันเน้นไปที่การสร้างคนคือการศึกษา โดยยศชนันวางเงื่อนไขว่าการพัฒนาการศึกษาจะต้องปรับตัวอย่างไร หากประเทศไทยมีเป้าหมายเป็นระบบเศรษฐกิจคุณภาพสูง การศึกษาในทุกระดับชั้นตลอดจนการอัพสกิล รีสกิลผู้สูงอายุ ทุกองคาพยพเมื่อมีเป้าหมายเดียวกัน ก็จะสามารถปรับปรุงไปยังเป้าหมายเดียวกันได้

    สุดท้าย ‘ยศชนัน’ สรุปว่าการลงมือทำ และการเดินทางในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเดินทางของพรรคเพื่อไทย แต่คือการเดินทางเพื่อให้ทุกคนได้กลับมาร่วมกันสร้างประเทศไทยขึ้นอีกครั้ง

    ‘ยศชนัน’ กล่าวว่า ‘การเดินทางของพวกเราในครั้งนี้ คงไม่ใช่แค่การเดินทางของพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่เป็นการเดินทางให้พวกเราได้กลับมาช่วยกันสร้างประเทศไทยที่ดีขึ้นอีกครั้ง วันนี้ทุกคนจากพรรคไทยรักไทย จากพรรคที่อาจจะไม่ได้รับความยุติธรรม ทุกคนกลับมาที่บ้านของเรา บวกกับคนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย เรากลับมารวมกัน ผมมั่นใจมากว่าเราทำได้’

    และส่งท้ายว่า “เริ่มจากวันนี้ เวลานี้ วินาทีนี้ ยกเครื่องประเทศไทย ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยทำได้ แน่นอน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/ZR8dyICZv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26lJDbFBnFxFwpejR2fBQU

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb

  • ประวัติ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกฯ หนึ่งเดียวจากพรรคเศรษฐกิจ

    ประวัติ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกฯ หนึ่งเดียวจากพรรคเศรษฐกิจ

    เปิดประวัติ “บิ๊กตี๋” พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ จากอดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ช่อง 5 เพื่อนร่วมรุ่นบิ๊กบี้ อดีตผบ.ทบ. สู่ แคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียวจากพรรคเศรษฐกิจ

    วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศไทม์ไลน์เลือกตั้งออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันกาบัตรเลือกตั้ง และให้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า พร้อมกำหนดให้วันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และกำหนดให้วันที่ 28-31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และแจ้งรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

    โดยในส่วนของพรรคเศรษฐกิจ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จะเสนอชื่อ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ (บิ๊กตี๋) หัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

    ประวัติ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ

    สำหรับประวัติ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ มีชื่อเล่นว่า ตี๋ เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 เติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงหล่อพระพุทธรูป เรียนจบมัธยมศึกษา จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล จากนั้นไปศึกษาต่อที่ โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 22 (ตท.22) รุ่นเดียวกับ พล.อ. ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ (บิ๊กบี้) อดีตผู้บัญชาการทหารบก หลังจบเตรียมทหารได้รับทุนศึกษาต่อด้านการทหารที่สหรัฐอเมริกา ชีวิตส่วนตัว สมรสกับ พลตรีหญิง วัลลภา กิติญาณทรัพย์

    พลเอก รังษี เริ่มต้นรับราชการที่ กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ จากนั้นเติบโตได้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพัน ในหน่วยรถถังและหน่วยยานเกราะ นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ในการทำงานด้าน มวลชนและพัฒนาชุมชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการดูแลและพัฒนาพื้นที่กว่าร้อยหมู่บ้าน และยังนั่งเป็น ที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 และ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ช่วงสุดท้ายของชีวิตก่อนเกษียณอายุราชการ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5)

    เส้นทางสู่การเมือง ของ พลเอก รังษี

    พลเอก รังษี ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของ พรรคเส้นด้าย เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568 ภายหลังจากที่นายคริส โปตระนันทน์ ลาออกจากตำแหน่ง โดยในวันเดียวกันนั้น พรรคเส้นด้ายได้เปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคเศรษฐกิจ” (Economic Party: ECON) โดยมี พลเอก รังษี เป็นผู้นำ นายคริส มานั่งเป็นประธานพรรค

    พลเอก รังษี ให้เหตุผลในการเข้าสู่เส้นทางการเมืองว่าเป็น ภารกิจเพื่อชาติ” เน้นการผลักดันนโยบายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศและความมั่นคง โดยเฉพาะระยะหลังที่ไทยมีการปะทะกับกัมพูชาเรื่องชายแดน ทำให้กระแสนิยมของ พลเอก รังษี พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังติดอันดับผลโพลที่คนอยากสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เนื่องจากภาพลักษณ์ที่เป็นผู้นำที่เด็ดขาด อีกทั้งยังประกาศว่า พรรคเศรษฐกิจ “ไม่ใช่สีไหนทั้งนั้น” และ “ไม่ใช่นอมินีพรรคใด” พร้อมชูนโยบายที่เข้มข้นเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน รวมถึงการเสนอกฎหมายลงโทษประหารชีวิตผู้ที่ทำผิด และยังมีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2902378&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19rDN1tjBenkvmlXE3OYrE

  • “จุลพันธ์” พร้อมสานต่อ “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” แก้วิกฤตเศรษฐกิจ

    “จุลพันธ์” พร้อมสานต่อ “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” แก้วิกฤตเศรษฐกิจ

    “จุลพันธ์” พร้อมสานต่อ “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” แก้วิกฤตเศรษฐกิจ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” ที่จัดขึ้นโดยพรรคเพื่อไทย เพื่อเปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคฯ โดยกล่าวว่า วันที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา เป็นวันที่ตนได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย วันนั้นตนไม่ได้รับเพียงแค่ตำแหน่ง ตนรับเอาความคาดหวังที่พรรคเพื่อไทยจะต้องกลับมาแข็งแรง ต้องกลับมาเป็นความหวังให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยอีกครั้งหนึ่ง ระยะเวลาเพียงเดือนเศษเราไม่ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลง แต่เราทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง เรามีการยกเครื่องในการสื่อสารที่มีความรวดเร็ว ฉับไว และเป็นการสื่อสารเชิงรุก เรามีการทำงานในสภาที่เข้มแข็งตรวจสอบอย่างจริงจัง ไม่มีการเกรงใจ เรามีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่ประกอบไปคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกภูมิภาคเรามีทีมงานในส่วนของคณะกรรมการนโยบาย ซึ่งรับฟังทั้งเสียงนักวิชาการ และเสียงของประชาชนตัวจริง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้โดยพวกเราทุกคน พวกเรามีความเชื่อในเป้าหมายเดียวกัน พวกเรามีหัวใจดวงเดียวกันหัวใจดวงนั้น คือประชาชน

    นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า 25 ปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยไม่เคยละทิ้งประชาชน วันนี้ตนยืนอยู่ตรงนี้ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อบอกกับพวกเราทุกคนว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมแล้ว พร้อมจัดการยกเครื่องพรรคสู่ภารกิจที่ใหญ่กว่าคือการยกเครื่องประเทศไทย

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนเข้าสู่การเมือง 20 ปีที่แล้ว ตนได้โอกาสจากพรรคเพื่อไทย ได้เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ในพื้นที่ชายขอบ แต่ตนเป็นคนมีโอกาสกว่าคนทั่วไป ได้จบการศึกษาปริญญาตรีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสเรียนต่อ MBA ที่สหรัฐอเมริกา ได้มีโอกาสทำงานที่สหรัฐอเมริกาอยู่หลายปี ตนทำงานในบริษัทเทคโนโลยีอวกาศ และความมั่นคงระดับโลก ตนผ่านประเทศที่เจริญที่สุด และกลับมาใช้ชีวิตในชนบทกับประชาชน ได้เห็นความมั่งคั่งสุดขีด และเห็นความทุกข์ยากอย่างถึงที่สุดของประชาชนเช่นเดียวกัน สองภาพนี้ทำให้ความฝันของตนชัดเจน ฝันที่จะใช้ความรู้ทางด้านเศรษฐกิจมาปลดโซ่ตรวนชีวิตให้กับประชาชนคนไทย ตนทำงานต่อเนื่องตั้งแต่ตำแหน่ง สส. ไปเป็นกรรมาธิการด้านการเงินการคลัง ไปเป็นกรรมาธิการด้านการเกษตร ด้านเศรษฐกิจ ไปเป็นกรรมาธิการงบประมาณ จน กระทั่งมาถึงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตลอด 2 ปีในตำแหน่งรัฐมนตรี ตนได้มีโอกาสทำตามความฝัน คือการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไปมากมาย แต่แน่นอนว่ามีทั้งอุปสรรค มีทั้งแรงเสียดทาน แต่เราไม่เคยหยุด และเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มแข็ง วันนี้ตนมาเสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เพียงเพื่อความฝันของตัวเอง แต่มาขอความไว้วางใจจากประชาชน เพื่อทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่คือการทำให้คนไทยไร้จน หลุดพ้นจากความยากจนอย่างถาวร

    นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยต้องการสร้างพรุ่งนี้ที่ดีกว่า โดยการสร้างหลักประกันเงินออม การปลดหนี้ และสร้างรายได้ใหม่ เพราะนิยามประชาชนในสังคมประชาธิปไตย คือ ความมั่นคง อิสรภาพ และโอกาสของประชาชน ซึ่งตรงกับความคิดของพรรคเพื่อไทยที่ว่า “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” ความปรารถนาของตนคือคนไทยต้องไร้จน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่วันนี้ประชาชนจำนวนมากยังคงประสบความลำบากทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้กลับลดลง ของกิน ของใช้ ค่าน้ำ ค่าไฟค่า เดินทางเพิ่มไม่หยุด ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น ยอดขายผู้ประกอบการลดลง แต่ต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยที่สูง ต้นทุน ค่าเช่าพุ่งไม่หยุด ประชาชนคนไทยหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งหนี้บัตรเครดิต หนี้การศึกษา หนี้ ธ.ก.ส. หนี้นอกระบบ เราพูดกันตลอดว่า ประเทศไทยเราเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่คนไทยแก่ก่อนรวย ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่มีหลักประกันในชีวิต ไม่มีเงินออม รายได้หลังเกษียณต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐเท่านั้น หลังเกษียณหลายครอบครัวต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ กับคุณภาพชีวิต

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เอาตัวเลขเศรษฐกิจมาพูด เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่อาจสะท้อนคราบน้ำตา ไม่อาจสะท้อนเอาความเครียด ความลำบาก ความสิ้นหวัง ความไม่มั่นคงในชีวิตของประชาชนคนไทยได้มีคำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้หรือไม่ นี่คือโจทย์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก

    วันนี้ตนจึงมาเสนอ 2 นโยบายเร่งด่วนที่สามารถทำได้ทันที คือ หวยเกษียณ ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่สานต่อ พวกเราจะทำให้ได้ภายใน 3 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล คนไทย 34 ล้านคน ยังคงซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง วันที่ 1 และ 16 ยังเป็นความหวังของคนไทยจำนวนมาก แต่ด้วยหวยเกษียณเงินทุกบาทจะไม่หายไป จะกลายเป็นเงินออม เราไม่ต้องการปรับพฤติกรรมการเสี่ยงโชคของประชาชนคนไทย แต่เราต้องการให้ผู้สูงอายุมีเงินก้อนในยามแก่ชรา เพื่อไปเสริมกับเบี้ยยังชีพ กับสวัสดิการประเภทอื่นๆ ถ้าเลือกได้เชื่อว่าไม่มีผู้สูงอายุไหนที่อยากเป็นภาระ ต้องพึ่งพาลูกหลาน เมื่อเราสามารถทำหวยเกษียณ สร้างความมั่นคงให้กับสูงอายุในด้านการเงิน สุดท้ายนั่นคือการปลดล็อกอิสรภาพทางการเงินให้กับลูกหลานท่านเอง “หวยเกษียณ” จึงเป็นการเปลี่ยนการเสี่ยงโชคสู่หลักประกัน หวยเกษียณจึงเป็นการเปลี่ยนความหวังระยะสั้นให้เป็นความมั่นคงในระยะยาว

    ขณะที่อีกหนึ่งนโยบายเร่งด่วน คือ การล้างหนี้ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ปัญหาหนี้ของคนไทยไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคลอีกต่อไป นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งชีวิตประชาชน ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยไม่ให้เจริญเติบโต ตลอด 2 ปีของการเป็นรัฐบาล รัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมายังรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เราได้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้นอกระบบ เติมสภาพคล่อง ไปจนถึงค้ำประกันสินเชื่อ รวมถึงงานสร้างอาชีพ เราช่วยประชาชนไปแล้ 6 ล้านราย ลดภาระหนี้ไปแล้ว 400,000 ล้านบาท เราจะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินแต่เพียงลำพัง

    นายจุลพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมวื่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะสานต่อนโยบายล้างหนี้ ดังนี้

    กลุ่มแรก คือ หนี้นอกระบบ เราจะให้สินเชื่อรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ต้องมีหลักประกัน เพื่อให้ท่านไปปิดหนี้นอกระบบเพราะเรารู้ว่าหนี้นอกระบบไม่ใช่แค่เรื่องเงินแต่คือความรุนแรง มันคือการข่มขู่ การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราต้องการคืนอิสรภาพจากความหวาดกลัวให้กับพี่น้องประชาชน

    กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย NPL ทำให้รายได้ทั้งหมดกลายเป็นดอกเบี้ย ทำให้ประชาชนขาดโอกาส ประเทศติดหล่ม จะดีหรือไม่หากรัฐบาลของเพื่อไทยจะทำให้คนเป็นหนี้เสียไม่เกิน 200,000 บาท จ่ายเพียงแค่ 10% หรือไม่เกิน 20,000 บาทแล้วกลบหนี้ของท่านออกไปได้ นี่ไม่ใช่ให้การปลดหนี้ประชาชน แต่เป็นการปลดล็อคประเทศทางเศรษฐกิจ

    กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มเกษตรกรพี่น้องเกษตรกรเผชิญกับความผันผวนทางด้านราคา ภัยธรรมชาติ พรรคเพื่อไทยเราเสนอตัวที่จะพักหนี้ให้พี่น้องเกษตรกร ทั้งพักเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปีในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท เพื่อต่ออายุ ต่อลมหายใจให้กับพี่น้องเกษตรกรอีกครั้งหนึ่ง

    กลุ่มที่สี่ คือ ผู้สูงอายุวัยเกษียณ เราอยากให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างมั่นคง ผู้สูงอายุต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการพึ่งพาลูกหลานทางด้านการเงิน เราจะปลดหนี้เสียให้กับผู้สูงวัยในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท นี่คือการปลดหนี้เสียให้ผู้สูงอายุ คืนความสุขในบั้นปลายให้กับคนไทยทุกคน

    กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มที่เป็นลูกหนี้ดี ชำระตรงจ่ายตรงครบทุกงวด คนเหล่านี้ควรได้รับรางวัลเช่นเดียวกัน พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการหากท่านผ่อนดีครบ 1 ปี เราจะจ่ายให้ฟรี 1 งวดสำหรับยอดเงินไม่เกิน 100,000 บาท การแก้หนี้ประชาชน ไม่ใช่การแจกเงิน ไม่ใช่ประชานิยม แต่คือการซ่อมฐานรากของระบบเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้เราสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

    นายจุลพันธ์ ย้ำว่า เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่อาจสะท้อนความเดือดร้อน ความเหลื่อมล้ำ ความลำบาก ของพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยจะทำพรุ่งนี้ที่ดีกว่าให้พรรคเพื่อไทยจะต้องทำให้ประชาชนมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี พร้อมย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า นี่คือนิยามของคำว่าประชาชนในระบอบประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะยกเครื่องประเทศไทยเพราะมีแต่พรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่ทำได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000121006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BMBMMEYg_mRQ4vTp4DdHk

  • กกต.ชี้ขัดข้อกม. ‘คนละครึ่งพลัส’เฟส 2 ไม่น่าจะทำได้

    กกต.ชี้ขัดข้อกม. ‘คนละครึ่งพลัส’เฟส 2 ไม่น่าจะทำได้

    16 ธันวาคม 2568, 16:50น.

              นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยอมรับว่า คงไม่สามารถดำเนินโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เฟส 2 ได้แล้ว ภายหลังจากได้มีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งยืนยันว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย เช่นเดียวกับมาตรการหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็ไม่น่าจะทำได้เช่นกัน เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้

              ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวว่า เราทำตามกติกา ตอนนี้ยุบสภาไปแล้ว ไม่สามารถนำงบกลางมาใช้ได้ ต้องรอให้รัฐบาลกลับมาเป็นปกติก่อน

    #คนละครึ่งพลัสเฟส2

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157531&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VJ30rKWevW5_lgu4hrRIp

  • ‘ศุภจี’ ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

    เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตนเอง แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

    เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

    เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-thumb-tax&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I5oDWMMbCZDVYgxr5AVYb

  • ดวงความรักเปิดรับเต็มที่ 2 ราศี เที่ยวปีใหม่แล้วมีเกณฑ์ได้ “คนรู้ใจ”

    ดวงความรักเปิดรับเต็มที่ 2 ราศี เที่ยวปีใหม่แล้วมีเกณฑ์ได้ “คนรู้ใจ”

    ท่องเที่ยวได้พบรัก! 2 ราศี ทริปปีใหม่ มีเกณฑ์สละโสด

    เช็กดวงความรักช่วงนี้ จาก อาจารย์ธนกร ศานติพรนพเก้า นักพยากรณ์ด้วยวิชาโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนขั้นสูงทำนายทายทักถึง 2 ราศีที่เที่ยวปีใหม่แล้วมีโอกาสได้พบรัก โดยมีคำทำนาย ดังนี้

    ด้วยอิทธิพลของดาวศุกร์ และดาวอาพอลลอน ส่งผลต่อชาวราศีตุลย์ (ผู้ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย.- 21 ต.ค.) และชาวราศีธนู (ผู้ที่เกิด 22 พ.ย. – 21 ธ.ค.) ทำให้ช่วงนี้ดวงความรักโดดเด่นมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวธรรมชาติในช่วงปีใหม่นี้ และมีโอกาสที่จะเป็นความรักที่ดีและลงตัวตามอย่างที่ปรารถนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/319059/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GYEgZQontdxax0fD2PR5-

  • ไทย-กัมพูชา: ทร.ยกเลิกเคอร์ฟิวส์จ.ตราด หลังคุมสถานการณ์ได้ เหตุขัดแย้งยังไม่กระทบการค้า-ท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ (ภาพ: thaigov.go.th)

    พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวจากศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

    สรุปสถานการณ์

    – เวลา 06:47 น. ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีเข้ามายังดินแดนอธิปไตยของไทยตลอดแนวชายแดน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องป้องกันตนเอง

    – เวลา 07:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 เข้าใส่เนิน 677 ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    – เวลา 11:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 และอาวุธหนักเข้าใส่เนิน 350 อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    – เวลา 12:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 เข้าใส่ปราสาทตาควายอย่างหนัก ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    ทั้งนี้ ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติล่าสุดให้มีการควบคุมการขนส่งน้ำมัน และยุทธปัจจัยทางทะเล สำหรับเรือพาณิชย์ ที่ขึ้นทะเบียนสัญชาติไทย อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้มีการบังคับใช้เป็นเพียงมติเท่านั้น

    ข้อมูลด้านการแพทย์และสาธารณสุข ล่าสุดของวันที่ 16 ธ.ค. 68

    – ประชาชนเสียชีวิต (ผลกระทบทางอ้อมจากเหตุการณ์) 15 คน

    – ประชาชนเสียชีวิต (จากการโจมตีของกัมพูชา) 1 คน

    – ประชาชนบาดเจ็บ (จากการโจมตีของกัมพูชา) 6 คน

    – ศูนย์พักพิงชั่วคราว มีจำนวน 996 แห่ง

    – ประชาชนในศูนย์พักพิง จำนวน 263,285 คน

    – โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ 20 แห่ง

    – รพ.สต. ที่ได้รับผลกระทบ 214 แห่ง

    การปฎิบัติการทางทหาร

    ร.ท.หญิง นภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวถึงกรณีที่ล่าสุดมีประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวส์ที่จ.ตราด โดยให้เหตุผลว่ามีความเสี่ยงลดลง ปัจจุบันสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้ ในส่วนของประชาชนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

    พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาปล่อยข่าวว่าฝ่ายไทยใช้ระเบิดพวงโจมตีกัมพูชาว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาปล่อยข่าวเช่นนี้ มีการปล่อยข่าวแบบนี้มาสักระยะแล้ว ทั้งนี้ ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการใช้ระเบิดพวง ซึ่งทำให้การปล่อยข่าวไม่มีประโยชน์ และทุกการปฎิบัติการทางทหาร การใช้อาวุธทุกชนิดของกองทัพไทย มุ่งไปที่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไม่มีกระทบต่อพลเรือน

    ผลกระทบการค้าและการท่องเที่ยว

    นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตั้งแต่ปิดด่านเมื่อเดือนก.ค. 68 เป็นต้นมา การค้าของประเทศไทยโดยเฉพาะการส่งออกในช่วง 10 (ม.ค.-ต.ค. 68) เดือนแรกโต 13% คิดเป็นมูลค่า 9.3 ล้านล้านบาท ในส่วนของการค้าชายแดน 10 เดือนแรกโต 4.7% คิดเป็นมูลค่า 913 พันล้านบาท

    นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในภาพรวมไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อการค้า โดยเฉพาะเรื่องการส่งออก สำหรับผู้ประกอบการเชื่อว่าได้รับผลกระทบอยู่บ้าง กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำโครงการหลายโครงการเพื่อให้ค่าครองชีพคงที่ และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วถึง เช่น โครงการธงฟ้า

    ส่วนสถานการณ์ชายแดนที่มีรถบรรทุกน้ำมันค้างคาอยู่ที่ด่านช่องเม็ก มีการตรวจสอบหรือประสานงานกับพาณิชย์ของสปป.ลาว แล้วหรือไม่นั้น นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาบอกแล้วว่า ตรวจสอบแล้วว่าเป็นการค้าปกติ ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับการนำเข้าน้ำมัน

    ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ตรววจสอบกับสำนักงานที่สปป.ลาว แล้วเช่นกัน พบว่า เป็นการค้าปกติ โดยน้ำมันทั้งหมดที่ค้างคาอยู่ที่ด่าน จะเป็นการขนส่งไปที่สปป.ลาว ที่เดียว โดยสำนักงานพาณิชย์ต่างประเทศ ในกรุงเวียงจันทน์ ได้ตรวจสอบแล้วว่า โดยทางสปป.ลาวยืนยันว่าน้ำมันทั้งหมดเป็นการนำเข้าเพื่อใช้ในประเทศสปป.ลาว ส่วนที่เห็นค้างคาอยู่ที่ด่านช่องเม็ก เพราะเขากังวลการจราจรที่จะแออัดในช่วงปีใหม่ ดังนั้น ยืนยันว่าการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดเป็นการใช้ในประเทศสปป.ลาว โดยไม่มีการส่งไปประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด

    ด้านนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า ปัจจุบันยังสถานการณ์ท่องเที่ยวยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยตามปกติ ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ รวมถึงฝั่งทะเลฝั่งอันดามัน และชลบุรี ซึ่งยังไม่มีการยกเลิกท่องเที่ยวแต่อย่างใด โดยล่าสุด ณ วันที่ 15 ธ.ค. 68 มีทักท่องเที่ยวเข้ามา 102,000 คน รวมยอดนักท่องเที่ยวปัจจุบันอยู่ที่ 31.1 ล้านคน โดยมีเป้าหมายปลายปีอยู่ที่ 32.8 ล้านคน

    ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวไทย ยังเดินทางเที่ยวตามปกติเช่นกัน ส่วนใหญ่จะเน้นเที่ยวภาคเหนือและอีสาน หรือเขาใหญ่ และภาคกลางและกรุงเทพ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวแล้ว 200 ล้านคน-ครั้ง คาดเป้าหมายปลายปีอยู่ที่ 206 ล้านคน-ครั้ง

    อย่างไรก็ตาม หลายประเทศอาจมีความห่วงใยพลเมืองของตนเอง ก็อาจมีการแจ้งเตือนถึงสถานการณ์ และพื้นที่ที่ยังสามารถท่องเที่ยวได้ตามปกติ จึงอาจทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปสู่ภูมิภาคอื่น โดยพื้นที่จังหวัดตราดมีการยกเลิกจองที่พักล่วงหน้าไปบ้าง แต่นักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ก็เข้าใจสถานการณ์และเดินทางท่องเที่ยวต่อ ในส่วนของเที่ยวบินก็ยังให้บริการตามปกติ แต่อาจมีการปรับเวลาให้สอดคล้องกับมาตรการเคอร์ฟิวส์

    ททท. จะชี้แจงข้อเท็จจริง และมาตรการต่าง ๆ แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก็จะมีการเร่งประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ กระตุ้นการท่องเที่ยว รวมถึงออกมาตรการเยียวยาดูแลผู้ประกอบการให้กลับมามีความพร้อมต่อไป ขอยืนยันว่าอยากให้นักท่องเทียวชาวไทยและต่างประเทศ มีความมั่นใจที่จะเดินทางท่องเที่ยวในไทย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/554142&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1geVIslWCvQmN4p0Y69RBJ

  • เอวัง!‘คนละครึ่ง พลัส เฟส2’ไปต่อไม่ได้ขัดข้อกฎหมาย

    เอวัง!‘คนละครึ่ง พลัส เฟส2’ไปต่อไม่ได้ขัดข้อกฎหมาย

    เอวัง! ‘เอกนิติ’ แจงถก กกต. แล้วยืนยันเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส2 ไม่ได้ ชี้ติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็ทำไม่ได้เช่นกัน ระบุ ครม.รักษาการผูกพันงบไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ

     16 ธ.ค. 68 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ยอมรับว่าคงไม่สามารถดำเนินโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ได้แล้ว ภายหลังจากได้มีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งยืนยันว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย เช่นเดียวกับมาตรการหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็ไม่น่าจะทำได้เช่นกัน เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้

     “ก็ดูแล้วมันน่าจะทำไม่ได้ หารือคุยกัน กกต. แล้ว ได้รับการยืนยันว่าติดขัดเรื่องข้อกฎหมายจึงไม่น่าจะทำได้ ส่วนมาตการอื่น ๆ ก็ไม่น่าจะทำได้เช่นกัน เพราะ ครม.รักษาการไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้ตามรัฐธรรมนูญ” นายเอกนิติ ระบุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/916217/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LtwEU6q9dqHWw3yxA-LNN