Blog

  • ยุบสภา = กฎหมายผู้บริโภค “หยุดชะงัก” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ยุบสภา = กฎหมายผู้บริโภค “หยุดชะงัก” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ยุบสภา = กฎหมายผู้บริโภค “หยุดชะงัก”

    ทุกครั้งที่มีการ ยุบสภา ไม่ได้มีแค่เกมการเมืองที่ต้องเริ่มใหม่ แต่กฎหมายสำคัญหลายฉบับ กลับต้อง “ชะงัก ค้าง หรือหลุดจากกระบวนการพิจารณา” ไปโดยปริยาย

    8 กฎหมายผู้บริโภค หยุดชะงักเพราะ “ยุบสภา”

    สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิผู้บริโภค มีทั้งกฎหมายที่ถูกแช่แข็ง ยังไม่ทันเข้าสู่การพิจารณาอย่างเป็นทางการตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน มี 3 ฉบับ ได้แก่ 1) ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. …. 2) ร่าง พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. …. และ 3) ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….

    ขณะที่กฎหมายอีก 5 ฉบับ แม้จะผ่านการพิจารณาของ สส. หรือ สว. มาแล้ว ก็ต้องตกไปเพราะสภาสิ้นสุดลงก่อนกฎหมายจะเดินถึงเส้นชัย ไม่ว่าจะเป็น 1) ร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือเลม่อน ลอว์ 2) ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. .. … 3) ร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .. … 4) ร่าง พ.ร.บ. โคนมและผลิตภัณฑ์นม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และ 5) ร่าง พ.ร.บ.สถานพยาบาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

    ชง รบ. ใหม่ เดินหน้ากฎหมายผู้บริโภค

    คำถามสำคัญคือ หลังได้รัฐบาลใหม่ กฎหมายเหล่านี้จะไปต่ออย่างไร?

    รัฐธรรมนูญเปิดทางไว้ว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่สามารถขอให้รัฐสภานำร่างกฎหมายที่ “ตกไป” กลับมาพิจารณาต่อได้ ภายใน 60 วันนับจากการเปิดประชุมสภาครั้งแรกหลังเลือกตั้ง หากรัฐสภาเห็นชอบ กฎหมายก็สามารถเดินหน้าต่อจากวาระเดิมที่ค้างอยู่ได้ทันที ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด

    ส่วนกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชน หากรัฐบาลไม่ขอให้นำกลับมาพิจารณา ผู้เสนอสามารถยื่นหนังสือยืนยันต่อประธานสภาภายใน 120 วัน ซึ่งเท่ากับเป็นการเริ่มเสนอร่างกฎหมายใหม่อีกครั้ง

    การ ยุบสภา อาจเป็นเรื่องการเมือง แต่ผลกระทบตกอยู่กับผู้บริโภคทุกคน การติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันให้รัฐบาลใหม่ “หยิบกฎหมายผู้บริโภคกลับมาเดินหน้า” จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือการปกป้องสิทธิของเราเองในระยะยาว


    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภาแล้ว อนุทินให้เหตุผล “การเมืองภายในประเทศมีปัญหารุมเร้า”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/tcc_media/18122568_dissolve-the-parliament_info/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KGTB95UT3We0uLxJXmFDI

  • ศึกษาพบ “ควันบุหรี่มือสาม” ภัยคุกคามซ่อนเร้นในอาคาร

    ศึกษาพบ “ควันบุหรี่มือสาม” ภัยคุกคามซ่อนเร้นในอาคาร

    ปักกิ่ง, 17 ธ.ค. (ซินหัว) — วารสารวิทยาศาสตร์บิลดิง แอนด์ เอ็นไวรอนเมนต์ (Building and Environment) เผยแพร่ผลการศึกษาฉบับใหม่ ซึ่งกล่าวถึง “ควันบุหรี่มือสาม” (thirdhand smoke) ที่กลายเป็นภัยคุกคามคุณภาพอากาศในอาคารอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนยิ่งขึ้น

    คณะนักวิจัยจากสถาบันฟิสิกส์ชั้นบรรยากาศ สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ได้เปิดเผยผลวิเคราะห์ “ควันบุหรี่มือสาม” แบบเรียลไทม์เป็นครั้งแรก ซึ่งพบว่ายังคงตกค้างและเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในบ้านเรือนเป็นเวลานานแม้ไม่มีการสูบบุหรี่แล้ว

    ควันบุหรี่มือสามคือสารพิษตกค้างจากควันบุหรี่ที่เกาะติดอยู่ตามพื้นผิวผนัง เฟอร์นิเจอร์ พรม และผ้าม่าน แตกต่างจากควันบุหรี่มือสองที่สูดดมโดยตรงจากอากาศ ทำให้ควันบุหรี่มือสามสามารถฝังตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมภายในอาคารได้ โดยผลการศึกษาฉบับนี้ชี้ว่าควันบุหรี่มือสามไม่ได้เป็นเพียงคราบสกปรกทั่วไป แต่เป็นแหล่งมลพิษที่มีพลวัตเคลื่อนไหว ปล่อยอนุภาคและก๊าซกลับคืนสู่อากาศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีตามกาลเวลาที่ผันผ่าน

    คณะนักวิจัยใช้เทคโนโลยีเฝ้าติดตามคุณภาพอากาศขั้นสูงมาแกะรอยการปล่อยอนุภาคขนาดเล็กและก๊าซจากพื้นผิวที่มีการปนเปื้อน นำสู่การค้นพบจุดแตกต่างสำคัญระหว่างควันบุหรี่มือสองกับควันบุหรี่มือสาม โดยอนุภาคควันบุหรี่มือสองกระจายตัวค่อนข้างเร็ว แต่ควันบุหรี่มือสามตกค้างอยู่ในอากาศระดับต่ำในที่ร่มอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนั้นองค์ประกอบทางเคมีของอนุภาคควันบุหรี่มือสามที่ถูกปล่อยออกมายังมีการเปลี่ยนแปลงความซับซ้อน โดยมีปริมาณไนโตรเจนเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไป บ่งชี้การก่อตัวของสารประกอบที่เป็นอันตรายมากยิ่งขึ้น

    ผลการศึกษาฉบับนี้ยังกล่าวถึงอิทธิพลจากวัสดุภายในครัวเรือนที่มีต่อการปนเปื้อนควันบุหรี่มือสามแบบเรื้อรังนี้ โดยวัสดุที่มีรูพรุนอย่างพรมขนสัตว์และเฟอร์นิเจอร์บุผ้ากลายเป็นแหล่งกักเก็บชั้นดี ดูดซับสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับยาสูบแล้วปล่อยสารเหล่านั้นกลับสู่อากาศอย่างช้าๆ ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้ควันบุหรี่มือสามทนทานต่อการระบายอากาศแบบธรรมดาอย่างมาก ทำให้เกิดการปนเปื้อนนานหลายชั่วโมงหรือหลายวันหลังจากมีการสูบบุหรี่เพียงครั้งเดียว

    ซุนเย่เล่อ จากสถาบันฯ กล่าวว่าผลการศึกษาฉบับนี้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญต่อการกำหนดแนวปฏิบัติทางสาธารณสุข ตอกย้ำความจำเป็นในการรวมควันบุหรี่มือสามเข้าสู่นโยบายควบคุมยาสูบและมาตรฐานคุณภาพอากาศในอาคาร รวมถึงเป็นตัวบ่งชี้ใหม่ในทางเคมีสำหรับตรวจจับการปนเปื้อนที่คงอยู่และมักถูกมองข้าม ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่ดีต่อสุขภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/308/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rR-sTLR9NBuBy6-rOV7GE

  • เทศบาลเมืองน่านร่วมภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่สำรวจโครงการผันน้ำข้ามสะพานกองควายพัฒนา แก้ปัญหาน้ำท่วมเขตเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เทศบาลเมืองน่านร่วมภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่สำรวจโครงการผันน้ำข้ามสะพานกองควายพัฒนา แก้ปัญหาน้ำท่วมเขตเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 13.30 น. ที่สะพานกองควายพัฒนา (สะพานคอวัง) ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยเอกณัฐ เธียรสูตร รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน นายศักดิ์นรินทร์ อินยอด เลขานุการนายกเทศมนตรี ร่วมกับ นางสาววัชรี พรมทอง ประธานหอการค้าจังหวัดน่าน นายช่างชลประทานจากโครงการชลประทานน่าน สำนักงานชลประทานที่ 2 กรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สำรวจโครงการผันน้ำข้ามสะพานกองควายพัฒนา (หน้าเขื่อนธงน้อย) เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเศรษฐกิจของจังหวัดน่าน

    จากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่จังหวัดน่านประสบในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์มหาอุทกภัย ปี 2568 ส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก อาทิ อำเภอเมืองน่าน อำเภอภูเพียง และอำเภอเวียงสา เทศบาลเมืองน่านร่วมกับหน่วยงานภาคีจึงได้ดำเนินการศึกษาสาเหตุและวิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

    ผลการศึกษา พบว่า การปรับปรุงฝายธงน้อย ซึ่งเป็นโครงการหลักในการควบคุมและระบายน้ำจากแม่น้ำน่าน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ลดความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วม และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ และแผนพัฒนาจังหวัดน่าน

    ในส่วนของความคืบหน้า หอการค้าจังหวัดน่านได้ยื่นหนังสือเสนอโครงการไปยัง ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดน่านและจังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 19–20 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ล่าสุด สำนักงานรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการสำรวจและหาแนวทางแก้ไขปัญหาตามข้อเสนอของโครงการให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย และเกิดความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427399&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DkD8BybQ9yCwwJHqADwJD

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D559340&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18SnV0v91RA0Jw-5DPINyd

  • รมว.วัฒนธรรมเปิดชุมชนลำปำ พัทลุง 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี ปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ที่ชุมชนลำปำ ณ ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมงาน พร้อมด้วยชาวชุมชนและประชาชนในพื้นที่

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์” นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ปีนี้ชุมชนลำปำได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบของประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ชุมชนร่วมกันพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ชุมชนลำปำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด มีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งโบราณสถาน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ตลาดริมคลองลำปำที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมตักบาตรพระทางน้ำที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ พร้อมกล่าวว่าในปีหน้าจะบรรจุชุมชนลำปำในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

    แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427089&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxKjVN_bgAVTkfUFhl4Cn

  • ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังพุ่ง โยนความผิดค่าครองชีพสูงให้ไบเดน

    ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังพุ่ง โยนความผิดค่าครองชีพสูงให้ไบเดน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ถึงชาวอเมริกัน ให้คำมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังมุ่งสู่การขยายตัวครั้งใหญ่ พร้อมกล่าวโทษนายโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาราคาสินค้าที่พุ่งสูง พร้อมประกาศแจกเช็คโบนัส “Warrior Dividend” ให้ทหารคนละ 1,776 ดอลลาร์ ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ดิ่งเหวจากปัญหาสินค้าราคาแพง

    ทรัมป์ วัย 79 ปี กล่าวจากทำเนียบขาวในโอกาสครบหนึ่งปีของการกลับมาดำรงตำแหน่งว่า เขา “รับช่วงปัญหามหาศาลมาแก้ไข” และยืนยันว่าราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ประชาชนกังวลนั้น “กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว” แม้จะยอมรับว่ายังไม่จบสิ้น แต่ย้ำว่าความคืบหน้ามีให้เห็นชัดเจน

    ท่ามกลางความประหลาดใจ ทรัมป์ประกาศมอบ “เงินปันผลนักรบ” ให้กำลังพลสหรัฐ 1.45 ล้านนาย คนละ 1,776 ดอลลาร์สหรัฐ  (ราว 55,909 บาท) ก่อนเทศกาลคริสต์มาส โดยใช้งบจากรายได้ภาษีศุลกากร พร้อมระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นการยกย่องปี ค.ศ.1776 ซึ่งเป็นปีสถาปนาประเทศ และสหรัฐฯ จะฉลองครบรอบ 250 ปีในปีหน้า

    ผู้นำสหรัฐยังย้ำว่า ปี 2026 สหรัฐจะเผชิญ “การเติบโตทางเศรษฐกิจที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน” ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สหรัฐร่วมเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกกับแคนาดาและเม็กซิโก อย่างไรก็ดี แม้ทำเนียบขาวจะโปรโมตสุนทรพจน์นี้ว่าเป็นการวางทิศทางเศรษฐกิจตลอดวาระที่สอง แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงมุ่งโจมตีคู่ขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะนายโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต และผู้อพยพ ที่ทรัมป์กล่าวหาว่าแย่งงานชาวอเมริกัน

    ฝ่ายเดโมแครตตอบโต้ทันที โดยวุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ ระบุว่า ทรัมป์ “อยู่ในโลกที่ตัดขาดจากความเป็นจริงของคนอเมริกัน” พร้อมชี้ว่าข้อเท็จจริงคือราคาสินค้ายังเพิ่มขึ้น อัตราว่างงานสูงขึ้น และไม่เห็นสัญญาณยุติ

    สุนทรพจน์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังปีที่ทรัมป์ใช้อำนาจประธานาธิบดีอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การปราบปรามผู้อพยพ ไปจนถึงการเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

    ผลสำรวจหลายสำนักสะท้อนว่า ประเด็นที่ชาวอเมริกันกังวลมากที่สุดคือค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีส่วนมาจากนโยบายภาษีศุลกากรต่อคู่ค้าทั่วโลกของทรัมป์ ผลโพล PBS News/NPR/Marist ที่เผยแพร่วันเดียวกัน ระบุว่าทรัมป์ได้คะแนนนิยมด้านการจัดการเศรษฐกิจต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดย 57% ไม่เห็นด้วย และกังวลค่าครองชีพ ขณะที่โพล YouGov ชี้ว่า 52% มองว่าเศรษฐกิจแย่ลงภายใต้การนำของเขา

    ทรัมป์ยังเผชิญเสียงวิจารณ์จากฐานเสียง MAGA ว่าให้ความสำคัญกับการทูตต่างประเทศ เช่น ยูเครน กาซา และความตึงเครียดกับเวเนซุเอลา มากกว่าปัญหาในประเทศ แม้สุนทรพจน์ครั้งนี้จะไม่กล่าวถึงยูเครนหรือเวเนซุเอลา แต่เขาอ้างผลงานเรื่องการหยุดยิงในกาซา การโจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และการทำสงครามกับเครือข่ายค้ายาเสพติด

    สัญญาณการปรับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจเริ่มชัดขึ้น เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมปีหน้าใกล้เข้ามา หลังรีพับลิกันพ่ายแพ้หนักในการเลือกตั้งท้องถิ่นสำคัญเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะที่ทรัมป์เร่งเดินสายภายในประเทศเพื่อสื่อสารนโยบายเศรษฐกิจ โดยสัปดาห์ก่อนเขาสัญญาที่เพนซิลเวเนียว่าจะ “ทำให้อเมริกามีค่าครองชีพที่เอื้อมถึงอีกครั้ง” และมีกำหนดจัดเวทีปราศรัยในนอร์ทแคโรไลนาในวันศุกร์นี้

    ด้านรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ซึ่งถูกจับตาในฐานะผู้สืบทอดทางการเมืองในปี 2028 ก็ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนอดทนต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน.

    ที่มา AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2902686&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jMcsaYJcp2GAJnS0f3Tyv

  • ทรัมป์ ซัดเดือดหลังคะแนนนิยมฮวบ เศรษฐกิจสหรัฐทรุดโบ้ยเป็นความผิด ไบเดน

    ทรัมป์ ซัดเดือดหลังคะแนนนิยมฮวบ เศรษฐกิจสหรัฐทรุดโบ้ยเป็นความผิด ไบเดน

    ทรัมป์ ซัดเดือดหลังคะแนนนิยมฮวบ เศรษฐกิจสหรัฐทรุดโบ้ยเป็นความผิด ไบเดน

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.58 น.

    18 ธันวาคม 2568 จากกรณีที่สำนักข่าวรอยเตอร์สได้ออกมาเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ร่วมกับ อิปซอส (Reuters/Ipsos) ที่ออกมาว่า คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลดลงมาอยู่ที่ 39% โดยเป็นการลดลงราว 2% จากช่วงต้นเดือนนี้ ท่ามกลางความกังวลของประชาชนชาวอมเริกันต่อภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ โพลชี้ มีเพียง 33% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่พอใจกับการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่คะแนนความเชื่อมั่นด้านค่าครองชีพลดลงเหลือ 27% จาก 31% ในช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยแม้แต่ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน คะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจก็ลดลงเช่นกัน จาก 78% เหลือ 72% สะท้อนความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้น

    ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ จากทำเนียบขาวในโอกาสครบหนึ่งปีของการกลับมาดำรงตำแหน่งว่าเขา รับช่วงปัญหามหาศาลมาแก้ไข และยืนยันว่าราค่าน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ประชาชนกังวลนั้น กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว แม้จะยอมรับว่ายังไม่จบสิ้น แต่ย้ำว่าความคืบหน้ามีให้เห็นชัดเจน

    อีกทั้ง ‘ทรัมป์’ ประกาศมอบ เงินปันผลนักรบ ให้กำลังพลสหรัฐ 1.45 ล้านนาย คนละ 1,776 ดอลลาร์สหรัฐ  หรือคิดเป็นเงินไทยราว 55,909 บาท ก่อนเทศกาลคริสต์มาส โดยใช้งบจากรายได้ภาษีศุลกากร พร้อมระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นการยกย่องปี ค.ศ.1776 ซึ่งเป็นปีสถาปนาประเทศ และสหรัฐฯ จะฉลองครบรอบ 250 ปีในปีหน้า

    ทั้งนี้ทางผู้นำสหรัฐได้กล่าวว่า ปี 2026 สหรัฐจะเผชิญ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สหรัฐร่วมเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกกับแคนาดาและเม็กซิโก อย่างไรก็ดี แม้ทำเนียบขาวจะโปรโมตสุนทรพจน์นี้ว่าเป็นการวางทิศทางเศรษฐกิจตลอดวาระที่สอง แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงมุ่งโจมตีคู่ขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะนายโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต และผู้อพยพ ที่ทรัมป์กล่าวหาว่าแย่งงานชาวอเมริกัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/935604&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09Q_09GSpXa6Eph-cXj_Q1

  • คาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในปี 2569

    คาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในปี 2569

              Vanguard คาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2569 โตแกร่งกว่าร้อยละ 2.0 จากแรงลงทุน AI ในขณะที่เงินเฟ้อยังสูง  และแนวโน้มเฟดลดดอกเบี้ยจำกัด

    ในรายงาน Vanguard Economic and Market Outlook 2026 ซึ่งจัดทำโดย Vanguard Group, Inc. บริษัทบริหารการลงทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.25 สูงกว่าระดับศักยภาพ จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ คือ การใช้จ่ายด้านการลงทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่งกลายเป็นเสาหลักใหม่ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2568 และจะมีบทบาทโดดเด่นต่อเนื่องในปี 2569

    รายงานระบุว่า การใช้จ่ายด้านการลงทุน (Capital Expenditures) จะยังเป็นแกนหลักในการเสริมความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯและช่วยผลักดัน GDP ให้อยู่เหนือร้อยละ 2 โดยในช่วงปีที่ผ่านมา การลงทุนโดยรวมเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต แม้อยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    หนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนหลัก คือ การเร่งลงทุนด้าน AI ครอบคลุมตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไปจนถึงซอฟต์แวร์ขั้นสูง โดย Vanguard ประเมินว่า ภายใน 12 เดือนข้างหน้า การลงทุนด้าน AI            จะสร้างเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ราว 4.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะหนุนให้การลงทุนที่มิใช่ที่อยู่อาศัย (Nonresidential Investment) ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 7

    ในด้านนโยบายการค้า รายงานชี้ว่า นโยบายภาษีศุลกากร และการปรับทิศทางการค้าของสหรัฐฯ แม้จะสร้างแรงกดดันเชิงชะงักงันควบเงินเฟ้อ (Stagflationary) ต่อเศรษฐกิจ แต่ผลกระทบยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากภาคธุรกิจมีการเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้า และการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้แรงกดดันบางส่วนถูกเลื่อนออกไปในปี 2569 นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากนโยบายการคลังในระดับปานกลางและจังหวะการลงทุนที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยลดทอนผลกระทบด้านลบดังกล่าว

    ด้านตลาดแรงงาน การจ้างงานในสหรัฐฯ ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับเฉลี่ยประมาณ 150,000 ตำแหน่งต่อเดือน เหลือราว 30,000 ตำแหน่งในช่วงล่าสุด อย่างไรก็ดี Vanguard มองว่า ตลาดแรงงานยังคงมีความยืดหยุ่น โดยกว่าร้อยละ 70 ของการชะลอตัวมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและการย้ายถิ่นฐาน ทำให้อุปทานแรงงานเติบโตช้าลงและลดความจำเป็นในการจ้างงานใหม่ของภาคธุรกิจ

    Vanguard ประเมินว่า เพื่อรักษาอัตราการว่างงานให้อยู่ในระดับทรงตัว เศรษฐกิจสหรัฐฯ จำเป็นต้องสร้างงานใหม่ประมาณ 60,000 ตำแหน่งต่อเดือน และคาดว่าอัตราการว่างงานจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสู่ร้อยละ 4.2 ภายในสิ้นปี 2569

    ในด้านเงินเฟ้อ รายงานระบุว่า เงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มทรงตัวในระดับค่อนข้างสูง โดยมีโอกาสอยู่เหนือ ร้อยละ 2.5 จากผลของการส่งผ่านภาษีศุลกากรและอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีพื้นที่จำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปีจะอยู่ใกล้ระดับร้อยละ 3.5 ซึ่งถือเป็นระดับดอกเบี้ยที่เป็นกลางของเศรษฐกิจ 

    ข้อคิดเห็น 

    • โดยภาพรวม เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในปี 2569 ยังคงเป็นตลาดสำคัญที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ประกอบการไทยหากสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุน เทคโนโลยี การยกระดับมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืน (Environment, Social and Governance-ESG) และนโยบายการค้าได้อย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และความได้เปรียบในการแข่งขัน และการรักษาส่วนแบ่งในตลาดได้อย่างยั่งยืน 

    •  ควรติดตามนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณาปรับโครงสร้างราคา การกระจายตลาด และใช้ประโยชน์จากการเร่งส่งมอบหรือการบริหารสินค้าคงคลัง เพื่อรับมือกับต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น

    • การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทสหรัฐฯ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเทคโนโลยี ตลาด และเครือข่ายการจัดจำหน่ายได้ดีขึ้น  

    • ปี 2569 Fed มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย ส่งผลต่อเงินสกุลดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

    • ตลาดแรงงานสหรัฐฯ เติบโตช้าจากปัจจัยโครงสร้าง ส่งผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่มีความระมัดระวังมากขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคจึงควรเน้นความคุ้มค่า ราคากลาง ประหยัด  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hh4849yf8gwl70kmbpqqb7an&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xVi9T0PZc5sYu7ZgLGG1c

  • กนง. ส่งสัญญาณพร้อมหั่นดอกเบี้ยเพิ่ม! หากเศรษฐกิจไทยวูบ-เสี่ยงเงินฝืด

    กนง. ส่งสัญญาณพร้อมหั่นดอกเบี้ยเพิ่ม! หากเศรษฐกิจไทยวูบ-เสี่ยงเงินฝืด

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. เปิดเผยภายหลังแถลงผลการประชุม กนง. ว่า กนง. พร้อมที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ หากพบว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ก็พร้อมจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเช่นกัน 

    อย่างไรก็ตาม มองว่าแม้ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อจะติดลบอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะเกิดภาวะเงินฝืด โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มกลับเป็นบวกได้ ในไตรมาส 2 ปี 2569

    และจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายของ กนง. ที่ 1-3%  ในต้นปี 2570 โดยย้ำว่า กนง. จะติดตาม ภาวะเงินฝืดในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด

    นายสักกะภพ เปิดเผยด้วยว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในวันนี้ ได้มีการประเมินความเสี่ยงทางการเมืองไว้เรียบร้อยแล้ว โดย กนง. ประเมินว่า การยุบสภา จะทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้าออกไปราว 2-3 เดือน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ มีการปรับลดคาดการณ์ การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.6%

    ส่วนเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ คาดว่าจะส่งผลให้ GDP ลดลงราว 0.1-0.2% และการฟื้นฟู ให้กลับสู่ภาวะปกติต้องใช้เวลาค่อนข้างนานจนถึงไตรมาส 1 ปี 2569 

    ทั้งนี้ ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่คาดว่าจะขยายตัว 2.2% ในปี 2568 และ 1.5% ในปี 2569 และกลับมาขยายตัว 2.3% ในปี 2570 ยังถือว่าเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพของไทย ที่ควรจะขยายตัว 2.7 -2.8%  เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาในเรื่องโครงสร้าง และความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งไม่สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวในการแก้ปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้ 

    ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันในระดับ 1.25% นายสักกะภพ ระบุว่า ถือว่าเป็นระดับที่ต่ำ เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยไทยในก่อนหน้านี้  โดยยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

    ส่วนสถานการณ์ ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากในขณะนี้นั้น นายสักกะภพ ยอมรับว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค และเป็นการแข็งค่าที่เกินปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย โดย การประชุม กนง. ในวันนี้ ได้เน้นหารือเรื่องเงินบาทที่แข็งค่าเป็นหลัก และให้ยกระดับการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งที่ผ่านมา ธปท. ได้เข้าดูแลและแทรกแซงเรื่องค่าเงินบาทมากกว่าปกติ 

    โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ มีสาเหตุหลักมาจาก เงินดอลล่าร์อ่อนค่าลง หลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงส่งผลให้มีเงินที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น อีกทั้งยังมีปัจจัยเรื่องของการซื้อขายทองคำเข้ามาซ้ำเติม ซึ่งนอกจากการเข้าดูแลในตลาดเงินแล้ว ธปท. ยังได้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลการซื้อขายทองคำ โดยให้สถาบันการเงินตรวจสอบเอกสารและเรียกตรวจเอกสาร การขายดอลลาร์ของผู้ค้าทองอย่างละเอียดด้วย

    ส่วนการใช้มาตรการภาษีเพื่อดูแลการซื้อขายทองคำ ที่เคยพูดถึงก่อนหน้านี้ ก็ยังคงเป็น มาตรการที่ ธปท. เก็บไว้เป็นตัวเลือก แต่ยังไม่คิดที่จะนำมาใช้ในขณะนี้ โดยขอดูข้อมูลให้ชัดเจนก่อน 

    สำหรับ ปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ มาตรการภาษีของสหรัฐฯที่อาจมีเพิ่มเติม และกระทบการส่งออกของไทย โดยขณะนี้ ธปท. ประเมินว่าการส่งออกในปีหน้าจะขยายตัวเพียง 0.6% หลังได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงเรื่องการขยายตัวของสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท อีกทั้งความเสี่ยงภาวะเงินฝืดด้วยเช่นกัน

    ส่วนกรณีที่ มีความกังวลว่าธนาคารพาณิชย์จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หลังจากที่ กนง.มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงนั้น นายสักะภพ ย้ำว่า หลังจากนี้ ทาง ธปท. จะติดตามการส่งผ่านผลการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ ไปยังการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ ว่ามีการลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงมากน้อยแค่ไหน ก่อนจะพิจารณาว่าต้องมีมาตรการดูแลเพิ่มเติมหรือไม่อย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/263973&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dl7H3uacdjGVDf4uftlJY

  • กนง.หั่นดอกเบี้ย0.25% เศรษฐกิจปี69-70โตตํ่า

    กนง.หั่นดอกเบี้ย0.25% เศรษฐกิจปี69-70โตตํ่า

    “กนง.” มติเอกฉันท์ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อปีลง 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที พร้อมคงจีดีพีปี 68 ไว้ที่ 2.2% แต่ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 เหลือ 1.5% ส่วนปี 70 ที่ 2.3% คาดน้ำท่วมใต้กระทบจีดีพี 0.1-0.2%

    เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง.มีมติเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อปีลง 0.25% ทำให้จาก 1.50% เหลือ 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที พร้อมทั้งยังคงคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ไว้ที่ 2.2% แต่ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2569 เหลือ 1.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.6% ก่อนประเมินว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2570 ที่ 2.3% ขณะที่ปีนี้คาดว่าภาคส่งออกจะขยายตัวที่ 12% ส่วนปี 2569 ขยายตัว 0.6% และปี 2570 ขยายตัวได้ 1.7% ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว โดยปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว 33 ล้านคน ปี 2569 อยู่ที่ 35 ล้านคน และปี 2570 ที่ 36 ล้านคน

    ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 คาดว่าจะติดลบ 0.1% ส่วนปี 2569 อยู่ที่ 0.3% และ 2570 อยู่ที่ 1% และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลง และมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ส่วนความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 อยู่ที่ 0.8% ปี 2569 อยู่ที่ 0.8% และปี 2570 อยู่ที่ 1% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางลดลงเล็กน้อย แต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย

    สำหรับเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า ขณะที่สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ คาดว่าจะกระทบจีดีพีราว 0.1-0.2% จากการบริโภคเป็นสำคัญ และการใช้เวลาฟื้นฟูจะทอดยาว โดยประเมินว่าจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูไปถึงอย่างน้อยในไตรมาส 1/2569 กระทบจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 200,000 คน โดยเฉพาะมาเลเซีย

    ส่วนในปี 2569 เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว และเศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูง

    ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้าต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

    นายสักกะภพยังกล่าวถึงมาตรการและแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทว่า มีมาตรการที่ดำเนินการแล้วคือ การปรับแนวปฏิบัติ และให้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารก่อนรับทำธุรกรรม FX ที่เกี่ยวข้องกับทองคำ โดยต้องเรียกตรวจหลักฐานทุกธุรกรรม ส่วนมาตรการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการคือ ให้ผู้ค้าทองคำรายใหญ่รายงานข้อมูลการทำธุรกรรมทองคำอย่างละเอียด และเข้าตรวจสอบธุรกรรมขาย FX เพื่อป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่พึงประสงค์ หรือไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจปกติ

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของปัจจัยการเมืองนั้น ในการประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในรอบนี้ ได้ประเมินถึงงบประมาณปี 2570 ว่าจะมีความล่าช้า 2-3 เดือน ซึ่งจะกระทบกับจีดีพีในปี 2569 ซึ่งได้นำมารวมในการประเมินจีดีพีล่าสุดแล้ว ด้านมาตรการของพรรคการเมืองต่างๆ ยังเร็วไปที่จะนำมาประเมินหรือหารือในการประชุม กนง.ครั้งนี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/917134/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hZ3pjGrwBccDqbj1lpOm6