Blog

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 12 ประจำปี 2568 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 12 ประจำปี 2568 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    s ภาพรวมเศรษฐกิจ s

    เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนตุลาคม 2568 ในภาพรวม GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.2เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของภาคการค้าที่เพิ่มขึ้นถึง 8.1การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 6.6% ด้านอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศปรับลดลงต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี โดยอยู่ที่ระดับ 3.4% ในขณะที่อัตราว่างงานปรับลดลงเช่นกัน มาอยู่ที่ระดับ 8.4การนำเข้าและการส่งออกโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้นที่ 11.7% และ 6.6% ตามลำดับ ทั้งนี้ จากอุปสงค์ทองแดงในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นทำให้สินค้าหลักของชิลีในกลุ่มสินแร่และทองแดงมีการขยายตัวของการส่งออกถึง 10.3คิดเป็นมูลค่ารวม 5.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ชิลีมีมูลค่าการค้ากับไทยรวมกว่า 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 7% โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า รวมมูลค่า 120.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนตุลาคม 2568 สคต. ณ กรุงซันติอาโก ขอสรุปรายละเอียด ดังนี้ 

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี )

    การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนตุลาคม 2568 ในภาพรวม ขยายตัวขึ้น 6.6% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการบริโภคที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นของสินค้าในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี โดยเพิ่มขึ้นกว่า 17.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตามมาด้วย หมวดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย หมวดยางรถยนต์-อุปกรณ์แต่งยนต์ และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค ที่เพิ่มขึ้น 14.3%11.5% และ 8.4% ตามลำดับ

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนตุลาคม 2568         

    ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 43.4     มาอยู่ที่ 43.ลดลง -0.9%

    2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

    บรรยากาศการลงทุนในภาครัฐและเอกชนของชิลีประจำเดือนตุลาคม 2568 ในภาพรวมปรับตัวลดลง 10.4เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) จาก 8.6 แสนตารางเมตร มาอยู่ที่ 7.7 แสนตารางเมตร เนื่องจากการก่อสร้างของภาครัฐและภาค    อุตสาหกรรมที่ลดลง -67.7% และ -48.5% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี   การก่อสร้างในภาคที่อยู่อาศัยขยายตัวขึ้น 27.6

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนตุลาคม 2568 ปรับระดับจาก 46.3 มาอยู่ที่ 45.5 ลดลง 1.7จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด     3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ (2) ภาคการค้า และ        (3) ภาคการผลิต โดยอยู่ที่ 63.949.1 และ 42.2 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

    อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนตุลาคม 2568 ปรับลงมาอยู่ที่ 8.4% ของจำนวนผู้ใช้แรงงานทั้งหมดในประเทศ เนื่องจากอัตราการจ้างงานที่ 1.5% สูงกว่าอัตราการเติบโตของกำลังแรงงานที่ 1.3ซึ่งการจ้างงานส่วนใหญ่มาจากภาค บริการ สุขภาพและการขนส่ง ทั้งนี้ จากการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราค่าแรงขั้นต่ำสร้างแรงจูงใจให้แรงงานเข้าสู่ระบบ (งานประจำ) มากขึ้นส่งผลให้อัตราการจ้างงานนอกระบบลดลงเหลือ 26.2

    อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนตุลาคม 2568 ปรับลดลงมากที่สุดในรอบ 4 ปี โดยอยู่ที่ระดับ 3.4(เป้าหมายธนาคารกลางที่ 3.0%) โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางชิลีลง 0.25โดยอยู่ที่ 4.75   อุปสงค์ของผู้บริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ความต้องการทองแดงในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันที่ลดลง

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

    การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2568  มีมูลค่ารวมที่ 87,214 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.6% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่  

    สินค้า

    ม.ค.-ต.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (67/68)

    ปี 2567

    ปี 2568

    สินแร่

    46,489

    51,256

    10.3%

    ผลไม้

    6,795

    6,533

    -3.9%

    เคมีภัณฑ์

    6,448

    6,696

    3.8%

    ปลาแซลมอน

    4,888

    5,015

    2.6%

    เยื่อกระดาษ

    3,379

    3,157

    6.6%

    เครื่องจักรและส่วนประกอบ

    1,854

    2,175

    17.3%

    ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

    1,930

    1,803

    6.6%

       การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 มีมูลค่ารวมที่ 71,911 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.7เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-ต.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (67/68)

    ปี 2567

    ปี 2568

    สินค้าหมวดพลังงาน 

    37,035

    39,221

    5.9%

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    18,786

    20,986

    11.7%

    สินค้าทุน

    13,563

     17,096

    26.0%

     รถยนต์เชิงพาณิชย์

    1,835

    2,488

    35.6%

     เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    936

    1,597

    70.6%

    จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 15,303 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 619.38 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 26.93% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (290.80 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 47.40%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (110.43 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.89%

    • ปลากระป๋อง (59.19 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 51.51%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (30.37 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -22.88%)

    • ไข่มุกและอัญมณี (24.13 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -4.07%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 1,422.16 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 43.46%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 619.38 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 26.93%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 451.91 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 44.80)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 221.61 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 35.83%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 87.76 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 1.15%)

        ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 498.98 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -10.40% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)  ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ทองแดง (196.38 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -34.87%) 

    • แซลมอนและอาหารทะเล (94.72 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.31%)

    • เยื่อกระดาษ (88.55 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง4.67%)

    • สินแร่อื่น ๆ (56.84 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.92%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (15.35 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.06%)สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปยังไทย 498.9ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง10.40%)

    • ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 253.10 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 4.42%)

    • ชิลีส่งออกไปยังมาเลเซีย 214.44 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 25.05%)

    • ชิลีส่งออกไปยังฟิลิปินส์ 84.44 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -63.38%)

    • ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 81.96 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง –15.23%)

    มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – เดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 1,118.36 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 7.04%)                               โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยมากกว่าส่งออกไปยังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 120.40 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/p35xjizc8k9ju4qllfdjwt52&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-mi3gU_EB7j_KNJb9aOle

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • ไปรษณีย์ไทย พยุงเศรษฐกิจ น้ำท่วมใต้ ดันสินค้าขึ้นออนไลน์

    ไปรษณีย์ไทย พยุงเศรษฐกิจ น้ำท่วมใต้ ดันสินค้าขึ้นออนไลน์

    ไปรษณีย์ไทย พยุงเศรษฐกิจ น้ำท่วมใต้ ดันสินค้าขึ้นออนไลน์

    ไปรษณีย์ไทย ดันกลุ่มสินค้าโลคอลตัวท็อป พื้นที่ผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ ขึ้นแพลตฟอร์ม ThailandPostMart กระจายรายได้กลับสู่พื้นที่

    บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เดินหน้าผลักดันมาตรการพยุงเศรษฐกิจชุมชนภาคใต้หลังเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ผ่านการใช้ศักยภาพเครือข่ายขนส่งทั่วประเทศที่ช่วยกระจายสินค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมชวนคนไทยช้อปสินค้าของดีถิ่นใต้ อาทิ สละพันธุ์สุมาลี, ไข่เค็มไชยา อสม. สุราษฎร์ธานี, สะตอข้าว หมูย่างโกด้วงเมืองตรัง จ.ตรัง หมึกหวานต้มน้ำตาลโตนด จ.สงขลา บนแพลตฟอร์ม ThailandPostMart แหล่งรวบรวมสินค้าตัวท็อปจากทั่วทุกภูมิภาคประเทศไทย

    ไปรษณีย์ไทยจะใช้แพลตฟอร์มนี้เป็นช่องทางหลักในการกระจายสินค้าชุมชน เพื่อเร่งให้รายได้หมุนเวียนกลับสู่พื้นที่ได้รวดเร็วและทั่วถึง ผู้สนใจสามารถหาซื้อสินค้าตัวท็อปภาคใต้ได้ที่แพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน ThailandPostMart        

    นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ ส่งผลให้ภาคการผลิต วิสาหกิจชุมชน และธุรกิจรายย่อยจำนวนมากประสบปัญหาต้นทุนสูง ช่องทางจำหน่ายที่จำกัด และกำลังซื้อลดลง

    ไปรษณีย์ไทยในฐานะหน่วยงานด้านขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศ จึงขอเป็นหน่วยงานที่พร้อมสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของภาคใต้หลังผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤต โดยมีการออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน โดยใช้ศักยภาพด้านเครือข่ายการขนส่งที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อช่วยผู้ประกอบการกลับมาฟื้นตัวให้เร็วที่สุด

    ผ่านการเพิ่มพื้นที่จำหน่าย การโปรโมตสินค้า และอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ที่เข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่นภาคใต้เข้าสู่แพลตฟอร์ม ThailandPostMart เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากผู้ผลิตได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงจากสต็อกค้าง และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรวบรวมสินค้าคุณภาพดีจากหลายจังหวัดภาคใต้ อาทิ

    ไปรษณีย์ไทย พยุงเศรษฐกิจ น้ำท่วมใต้ ดันสินค้าขึ้นออนไลน์

    •    สละพันธุ์สุมาลี จ.สุราษฎร์ธานี ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสหวานอมเปรี้ยว เนื้อแน่นชุ่มฉ่ำ ที่ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมีมั่นใจได้ทั้งรสชาติและคุณภาพ

    ไปรษณีย์ไทย พยุงเศรษฐกิจ น้ำท่วมใต้ ดันสินค้าขึ้นออนไลน์

    •    ไข่เค็มไชยา อสม. จ.สุราษฎร์ธานี ไข่แดงมัน อร่อย มัน เค็มกำลังดี ผลิตแบบออร์แกนิก เป็นของฝากขึ้นชื่อที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

    ไปรษณีย์ไทย พยุงเศรษฐกิจ น้ำท่วมใต้ ดันสินค้าขึ้นออนไลน์

    •    สะตอข้าว (สะตอพันธุ์ตรัง) จ.ตรัง เมล็ดเต็ม หวานมัน ฉุนน้อย อาหารพื้นถิ่นที่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ชื่นชอบ

    ไปรษณีย์ไทย พยุงเศรษฐกิจ น้ำท่วมใต้ ดันสินค้าขึ้นออนไลน์

    •    หมูย่างโกด้วง เมืองตรัง จ.ตรัง ตำนานความอร่อยกว่า 100 ปี เนื้อนุ่ม หอมเครื่องเทศ เป็นสินค้าขายดีประจำจังหวัด

    ไปรษณีย์ไทย พยุงเศรษฐกิจ น้ำท่วมใต้ ดันสินค้าขึ้นออนไลน์

    •    หมึกหวานต้มน้ำตาลโตนด จ.สงขลา เมนูอาหารพื้นบ้านของทางภาคใต้ที่มีรสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอม ผลิตจากวัตถุดิบที่มาจากปักษ์ใต้แท้ๆ  สด สะอาด คุณภาพเน้นๆ ผสมผสานด้วยกรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม

    ไปรษณีย์ไทย พยุงเศรษฐกิจ น้ำท่วมใต้ ดันสินค้าขึ้นออนไลน์

    •    เต้าหู้ปลาจันหลา จ.สงขลา ที่ผลิตจากถั่วเหลืองและเนื้อปลา อุดมด้วยคุณค่าจากโปรตีน รสชาติดี นุ่มเด้ง กลมกล่อม ที่สื่อถึงหาดสมิหลา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและงดงามของภาคใต้อีกด้วย 

    นายดนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อต่อยอดการช่วยเหลือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ไปรษณีย์ไทยได้จัดโปรโมชันส่งเสริมการขายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการภาคใต้อย่างต่อเนื่อง อาทิ แคมเปญ “ช้อปส่งท้ายปีแบบจัดเต็ม” เมื่อช้อปสินค้าครบ 800 บาท รับส่วนลดสูงสุด 30% (ยกเว้นหมวดแสตมป์และสิ่งสะสม) เมื่อกรอกโค้ด CHEER25  ระหว่างวันที่ 20 – 31 ธันวาคม 2568  

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจชุมชนหลังสถานการณ์น้ำท่วม ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาสร้างรายได้ได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนขณะเดียวกันยังทำให้ผู้บริโภคทั่วประเทศได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีจากถิ่นใต้ที่มีเรื่องราวและอัตลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านระบบขนส่งที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ของไปรษณีย์ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735205&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06QHa3Ts76PgRM6Qv7_Tfj

  • ทรัมป์สัญญาว่าเศรษฐกิจจะเฟื่องฟู โทษไบเดนในสุนทรพจน์ต่ออเมริกันชน

    ทรัมป์สัญญาว่าเศรษฐกิจจะเฟื่องฟู โทษไบเดนในสุนทรพจน์ต่ออเมริกันชน

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2568 กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นสัญญาต่อชาวอเมริกันว่าจะทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู ในสุนทรพจน์ล่าสุดต่อประชาชน

    “สวัสดีตอนเย็นอเมริกา เมื่อ 11 เดือนที่แล้ว ผมได้รับมรดกเป็นความยุ่งเหยิง และผมกำลังแก้ไขมัน” ชายวัย 79 ปีกล่าวในสุนทรพจน์สดจากทำเนียบขาวเมื่อสิ้นสุดปีแรกของการกลับมาดำรงตำแหน่งอีกวาระ

    ระยะหลัง ทรัมป์เผชิญกับความไม่พอใจของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับประเด็นเรื่องค่าครองชีพ แม้ว่าเขาพยายามปฏิเสธว่าเป็น “เรื่องหลอกลวง” ของพรรคเดโมแครตที่มุ่งหวังให้พรรครีพับลิกันถูกลงโทษในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026

    ประธานาธิบดีมหาเศรษฐีผู้นี้เน้นย้ำว่า ราคาน้ำมันและของชำที่ทำให้ชาวอเมริกันกังวลนั้นกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว และยังไม่จบ แต่กำลังก้าวหน้าไปอย่างมาก

    หนึ่งในการประกาศที่สร้างความประหลาดใจ ทรัมป์ได้กล่าวว่า สมาชิกกองทัพสหรัฐฯ จำนวน 1.45 ล้านคน จะได้รับเช็คโบนัส “เงินปันผลนักรบ” คนละ 1,776 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 55,905 บาท) ก่อนวันคริสต์มาส ซึ่งจ่ายด้วยรายได้จากการเก็บภาษีนำเข้า

    เขากล่าวเสริมว่า จำนวนเงินดังกล่าวเป็นการให้เกียรติแก่ขวบปีของการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งจะฉลองครบรอบ 250 ปีในปีหน้า

    จากนั้นทรัมป์ก็สัญญาว่า “เราพร้อมสำหรับความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในปี 2026 เมื่อสหรัฐอเมริกาจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโก”

    แต่ในขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่าสุนทรพจน์นี้เป็นโอกาสให้ทรัมป์ได้นำเสนอแผนเศรษฐกิจสำหรับช่วงที่เหลือของวาระที่สองของเขา แต่เนื้อหาส่วนใหญ่กลับเป็นการโจมตีเป้าหมายที่คุ้นเคย

    เขากล่าวโจมตีโจ ไบเดน, พรรคเดโมแครต และผู้อพยพซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยกล่าวว่าพวกเขาขโมยงานของชาวอเมริกัน

    พรรคเดโมแครตตอบโต้หลังจบสุนทรพจน์ดังกล่าว โดยวุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า ทรัมป์แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ตัดขาดจากความเป็นจริงที่ชาวอเมริกันทั่วไปเห็นและรู้สึก

    “ข้อเท็จจริงก็คือ ราคาสินค้ากำลังสูงขึ้น, อัตราการว่างงานกำลังสูงขึ้น และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง” ชูเมอร์กล่าวเสริม

    สุนทรพจน์ของทรัมป์เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่วุ่นวาย ซึ่งเขาได้แสดงอำนาจประธานาธิบดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน รวมถึงการปราบปรามผู้อพยพและการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

    แต่ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ชาวอเมริกันกังวลมากที่สุดคือราคาสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าส่วนหนึ่งเกิดจากภาษีที่เขาเรียกเก็บจากคู่ค้าทั่วโลก

    ทรัมป์ได้รับคะแนนความนิยมต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับการบริหารเศรษฐกิจ จากผลสำรวจของ PBS News/NPR/Marist ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ โดย 57% ของชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยและแสดงความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพ

    ผลสำรวจของ YouGov ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารแสดงให้เห็นว่า 52% ของชาวอเมริกันคิดว่าเศรษฐกิจกำลังแย่ลงภายใต้การบริหารของทรัมป์

    เขายังเผชิญกับคำวิจารณ์จากกลุ่ม Make America Great Again (MAGA) ของเขาเอง สำหรับการมุ่งเน้นไปที่ข้อตกลงสันติภาพในยูเครนและฉนวนกาซา และความตึงเครียดกับเวเนซุเอลา แทนที่จะเป็นประเด็นภายในประเทศ

    ในสุนทรพจน์ ทรัมป์ไม่ได้กล่าวถึงยูเครนหรือเวเนซุเอลา แต่โอ้อวดเกี่ยวกับการหยุดยิงในฉนวนกาซา, การโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านโดยสหรัฐฯ และสิ่งที่เขาเรียกว่าสงครามต่อต้านผู้ค้ายาเสพติด

    มีสัญญาณบ่งชี้ว่าทีมงานของทรัมป์เริ่มตระหนักถึงปัญหาเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งกลางเทอมเพื่อชิงอำนาจควบคุมรัฐสภาในปีหน้าที่จะมาถึงในไม่ช้า

    พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้งตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก และผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียและนิวเจอร์ซีย์ ขณะที่พรรคเดโมแครตได้คะแนนเสียงตีตื้นในรัฐเทนเนสซี ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงที่มั่นคงของทรัมป์

    ขณะนี้ประธานาธิบดีกำลังเร่งการเดินทางหาเสียงภายในประเทศเพื่อผลักดันข้อความทางเศรษฐกิจของเขา

    สัปดาห์ที่แล้วในรัฐเพนซิลเวเนีย เขาให้สัญญาว่าจะทำให้ค่าครองชีพในอเมริกาอยู่ในระดับที่เหมาะสมอีกครั้ง และในวันศุกร์นี้เขามีกำหนดจะปราศรัยหาเสียงอีกครั้งในรัฐนอร์ทแคโรไลนา

    เช่นเดียวกับ รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ซึ่งกลายเป็นผู้ส่งสารของทรัมป์ในประเด็นนี้อย่างรวดเร็วและกำลังพิจารณาลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2028 ก็ได้เรียกร้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอดทนรอในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/917683/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HTk2z-98z7hmAOX8llonY

  • บทวิเคราะห์: เมื่อกระแสชาตินิยมชนะทรัมป์ ภาษีสหรัฐฯ ก็หยุดไทยไม่ได้

    เจเฟ็ด ควิตซอน นักวิชาการจากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของศูนย์ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในรายการ Asia First ของสำนักข่าว Channel News Asia

    ผู้ดำเนินรายการ: หากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หรือนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ไม่สามารถหยุดการปะทะ ใครหรืออะไรจะทำให้ไทยกับกัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจา

    ควิตซอน: พวกเขาน่าจะยังไม่เจรจากันเร็วๆ นี้ นายกฯ อนุทินประกาศชัดเจนก่อนคุยกับทรัมป์ว่า ไม่มีความต้องการที่จะเจรจา เว้นแต่จะเป็นการเจรจาด้วยความสุจริตใจและเป็นการเจรจาระหว่างสองประเทศเท่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องทวิภาคี และเนื่องจากกระแสชาตินิยมที่รุนแรงในทั้งสองฝ่าย ซึ่งถูกปลุกปั่นโดย ฮุน มาเนต ทางฝั่งกัมพูชา และนายกฯ อนุอิน ทางฝั่งไทย จึงยากที่สถานการณ์จะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว ฝั่งกัมพูชาก็ไม่ถอย ฮุน เซน เรียกไทยว่า ผู้รุกราน และสร้างภาพว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความอยู่รอดของชาติ ดังนั้นผมมองว่าตอนนี้ทางออกยังไม่ชัดเจน

    ผู้ดำเนินรายการ: ทรัมป์อ้างว่าทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิง แต่อนุทินปฏิเสธ คุณตีความความไม่ตรงกันนี้อย่างไร ดูเหมือนว่าอนุทินจะไม่กังวลเรื่องการทำให้วอชิงตันไม่พอใจ ผลกระทบที่จะตามมาจะเป็นอย่างไร

    ควิตซอน: สิ่งที่อยู่ในใจเขา (อนุทิน) และผมมั่นใจว่าอยู่ในใจ ฮุน มาเนต ด้วยคือ ผลกระทบจากการทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์โกรธ ซึ่งมาในรูปแบบของมาตรการทางเศรษฐกิจ มาตรการภาษีใดๆ ก็ตามอาจสร้างความหวาดกลัวให้กับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของทั้งสองประเทศได้ ทั้งกัมพูชาและไทยกำลังอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจทรงตัว และแน่นอนว่าต้องอาศัยการเจรจาที่ดีกับสหรัฐฯ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีทรัมป์ในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อเจรจาต่อรองอัตราภาษีที่เป็นประโยชน์

    เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีเพิ่มและถอนตัวจากการเจรจาภาษีหากทั้งสองฝ่ายไม่หยุดการสู้รบ และทรัมป์ก็เชื่อว่าคำขู่นั้นทำให้ไทยและกัมพูชายอมนั่งโต๊ะเจรจากันตั้งแต่แรก แต่ ณ ตอนนี้ดูเหมือนว่ากระแสชาตินิยมจะชนะทรัมป์ พวกเขาจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อข้อเสนอทางเศรษฐกิจใดๆ จากสหรัฐฯ เนื่องจากมีผลประโยชน์ด้านชาตินิยมสูงมาก

    ผู้ดำเนินรายการ: นี่คือ 1 ใน 8 ข้อตกลงสันติภาพที่ทรัมป์อ้างว่าทำให้เกิดขึ้นตั้งแต่รับตำแหน่ง มีอย่างอื่นที่ทรัมป์อาจทำอีกไหม ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ข้อตกลงดูน่าสนใจยิ่งขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การบังคับให้คนที่ขัดแย้งหยุดโต้เถียงและเริ่มประพฤติตัวอย่างมีเหตุผลหรือร่วมมือกัน เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะพูดคุยเกี่ยวกับการหยุดยิง

    ควิตซอน: ผมไม่มั่นใจว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีส่วนได้ส่วนเสียในความขัดแย้งนี้มากพอหรือไม่ ครั้งที่แล้วที่เขาไปที่นั่น เพื่อเป็นคนกลางเจรจาหยุดยิง และไปร่วมในพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพหรือข้อตกลงหยุดยิง ก็เป็นเพราะว่าบังเอิญเขาอยู่ในเมืองนั้นพอดี ผมนึกไม่ออกว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีแรงจูงใจมากพอที่จะเดินทางไปยังภูมิภาคนั้นด้วยตนเองเพื่อเจรจาต่อรองกับผู้นำทั้งสองคน ผมว่ามันน่าจะเป็นการต่อสายคุยหรือช่องทางการสื่อสารอื่นเพื่อโน้มน้าวให้พวกเขาหาทางออก ณ จุดนี้ ทรัมป์คงทำอะไรได้ไม่มากนัก เว้นแต่เขาจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เคยมีสถานการณ์ที่ประธานาธิบดีให้ความสนใจในโครงการใดโครงการหนึ่งเป็นการส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่าเราก็ไม่อาจมองข้ามไปได้ แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นว่าจะมีโอกาสนั้นเกิดขึ้น

    ผู้ดำเนินรายการ: เราไม่ได้ยินข่าวอะไรมากนักจากจีน แต่จีนกำลังมีบทบาทเงียบๆ อยู่ที่ไหนสักแห่งหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย หรืออาจจะให้การสนับสนุนพันธมิตรใกล้ชิดในพนมเปญ

    ควิตซอน: ผมคิดถึงท่าทีของจีนมาตลอด และตอนนี้ผมไม่เห็นความเคลื่อนไหวอะไรมากนักจากภายนอก แน่นอนว่าในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาหยุดยิง แม้แต่ในดินแดนพิพาทต่างๆ เช่น ในศูนย์กลางการหลอกลวง หรือบริเวณชายแดนเมียนมากับจีน จีนมีบทบาทในการพยายามไกล่เกลี่ยข้อตกลงหยุดยิงแบบลับๆ แต่จีนก็ไม่ได้มีชื่อเสียงที่ดีนักในเรื่องการรักษาข้อตกลงหยุดยิงให้ยั่งยืน ยกตัวอย่างเมียนมา การปะทะกันมักปะทุขึ้นอีกครั้งภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์

    จีนไม่ได้เป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่เข้มแข็งนัก พนมเปญอาจขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากพันธมิตรใกล้ชิดอย่างปักกิ่งได้ แต่ ณ จุดนี้ ผมยังไม่แน่ใจว่าจีนจะมีอำนาจต่อรองกับไทยได้มากน้อยแค่ไหน แม้ว่าจีนจะเป็นคู่ค้าที่สำคัญอย่างที่ผมกล่าวไปก่อนหน้านี้ แต่ผมคิดว่าแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะดึงรัฐบาลไทยออกจากความสนใจในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่คุกคามการดำรงอยู่หรือภัยคุกคามสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชาติ

    ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีอนุทินและรัฐบาลไทยมุ่งเน้นไปที่การทำให้กัมพูชาอ่อนแอลง พวกเขาได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการให้แน่ใจว่ากัมพูชาจะไม่สามารถสร้างสถานการณ์เช่นนี้ให้กับประเทศไทยและทำให้พลเมืองไทยตกอยู่ในอันตรายถึงขนาดนี้ได้อีก ดังนั้นจนกว่าพวกเขาจะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น ผมจึงไม่คิดว่าจะมีทางออกทางเศรษฐกิจใดที่จะมาช่วยได้

    ผู้ดำเนินรายการ: ตอนนี้การยิงปะทะเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว เส้นทางการยกระดับความรุนแรงที่เป็นไปได้มากที่สุดจากนี้ไปคืออะไร และความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาดมีมากแค่ไหน ในเมื่อเราเห็นการผสมผสานระหว่างอาวุธหนัก ความรู้สึกชาตินิยม รวมถึงข้อความทางการเมืองด้วย

    ควิตซอน:การคำนวณผิดพลาดคือประเด็นใหญ่ที่เราจำเป็นต้องให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจากการคำนวณผิดพลาดและการสื่อสารที่ผิดพลาด ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งยิงก่อน ฝั่งไทยเชื่อว่ากัมพูชามีเจตนาไม่ดีและยังคงฝังทุ่นระเบิดใหม่ แต่ฝั่งกัมพูชากลับปฏิเสธว่าไม่มี ดังนั้น ผมจึงนึกภาพไม่ออกว่าจะมีสถานการณ์ใดที่พวกเขาจะหาทางออกที่ราบรื่นได้ และมันจะนำไปสู่สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้

    มีการปะทะกันตามแนวชายแดน การโจมตีด้วยขีปนาวุธ และการโจมตีทางอากาศในพื้นที่จำกัดตามแนวชายแดน สัปดาห์ที่แล้วประเทศไทยกล่าวถึง 11 จุดตามแนวชายแดนที่หวังจะยึดคืนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่เรายังไม่เห็นพฤติกรรมใดๆ ที่บ่งชี้ไปในทิศทางนั้นมากนัก และยังไม่ชัดเจนว่าจุดเหล่านั้นอยู่ที่ใดกันแน่

    ฮุน มาเนต และฮุน เซน แสดงความคิดเห็นต่อสถานที่เหล่านั้น โดยกล่าวว่า กัมพูชาจะต่อสู้สุดกำลัง แต่ในขณะนี้ ผมคิดว่าสงครามจะยังคงเป็นสงครามที่เจ็บปวดและทำลายล้าง ซึ่งจะทำให้ผู้คนหลายพันหลายแสนคนต้องพลัดพรากจากบ้านเรือนไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยและสถานที่ชั่วคราวอื่นๆ เพื่อพยายามเอาชีวิตรอดจากพายุแห่งความขัดแย้งนี้

    Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/analyst-thailand-cambodia-conflict-nationalism-trumps-rump&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xerIzCd8m_E-Z4NmJ93Hn

  • รมว.วัฒนธรรมเปิดชุมชนลำปำ พัทลุง 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี ปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ที่ชุมชนลำปำ ณ ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมงาน พร้อมด้วยชาวชุมชนและประชาชนในพื้นที่

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์” นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ปีนี้ชุมชนลำปำได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบของประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ชุมชนร่วมกันพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ชุมชนลำปำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด มีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งโบราณสถาน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ตลาดริมคลองลำปำที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมตักบาตรพระทางน้ำที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ พร้อมกล่าวว่าในปีหน้าจะบรรจุชุมชนลำปำในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

    แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427089&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxKjVN_bgAVTkfUFhl4Cn

  • รมว.วัฒนธรรมเปิดชุมชนลำปำ พัทลุง 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี ปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ที่ชุมชนลำปำ ณ ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมงาน พร้อมด้วยชาวชุมชนและประชาชนในพื้นที่

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์” นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ปีนี้ชุมชนลำปำได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบของประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ชุมชนร่วมกันพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ชุมชนลำปำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด มีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งโบราณสถาน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ตลาดริมคลองลำปำที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมตักบาตรพระทางน้ำที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ พร้อมกล่าวว่าในปีหน้าจะบรรจุชุมชนลำปำในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

    แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427089&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxKjVN_bgAVTkfUFhl4Cn

  • รมว.วัฒนธรรมเปิดชุมชนลำปำ พัทลุง 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี ปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ที่ชุมชนลำปำ ณ ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมงาน พร้อมด้วยชาวชุมชนและประชาชนในพื้นที่

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์” นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ปีนี้ชุมชนลำปำได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบของประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ชุมชนร่วมกันพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ชุมชนลำปำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด มีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งโบราณสถาน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ตลาดริมคลองลำปำที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมตักบาตรพระทางน้ำที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ พร้อมกล่าวว่าในปีหน้าจะบรรจุชุมชนลำปำในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

    แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427089&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxKjVN_bgAVTkfUFhl4Cn