Blog

  • 10 เมกะเทรนด์กำหนดเศรษฐกิจไทยปี 2569

    10 เมกะเทรนด์กำหนดเศรษฐกิจไทยปี 2569

    10 เมกะเทรนด์กำหนดเศรษฐกิจไทยปี 2569

    เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนจากหลายทิศทาง ทั้งแรงกดดันจากภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ สถาบันวิจัยหลายแห่งทั้ง IMF ธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย

    คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในระดับต่ำที่ประมาณร้อยละ 1.6-1.9 เท่านั้น นอกจากเรื่องเหล่านี้แล้ว ยังมี 10 เมกะเทรนด์สำคัญที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรจับตามองในปีหน้า

    เมกะเทรนด์แรกคือ สงครามการค้าและการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ต่อไทยทำให้เป็นแรงกดดันสำคัญต่อภาคส่งออก โลกกำลังเปลี่ยนจากตลาดขนาดใหญ่แบบโลกาภิวัตน์ไปสู่ตลาดระดับภูมิภาคที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่นมากขึ้น ไทยจึงต้องปรับกลยุทธ์การค้าให้หลากหลายและลดการพึ่งพาตลาดดั้งเดิม

    เมกะเทรนด์ที่สองคือ โอกาสจากการย้ายฐานการผลิตตามกลยุทธ์ China+1 บริษัทข้ามชาติจำนวนมากกำลังกระจายความเสี่ยงออกจากจีนและมองหาฐานการผลิตใหม่ในอาเซียน ทำให้ไทยต้องแข่งขันอย่างเข้มข้นกับเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ในด้านทักษะแรงงานและความน่าเชื่อถือของโครงสร้างพื้นฐาน

    เมกะเทรนด์ที่สามคือ การแพร่กระจายของปัญญาประดิษฐ์ในฐานะเทคโนโลยีพื้นฐาน ในปี 2569 AI จะไม่ใช่เรื่องของอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งอีกต่อไป แต่จะกระทบกับทุกมิติของเศรษฐกิจไทย ทั้งในภาพรวมและระดับสถานประกอบการ

    เมกะเทรนด์ที่สี่คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนานใหญ่ ไทยกำลังดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มหาศาล AWS ประกาศลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ Google ลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ที่ชลบุรี และ Microsoft เปิดตัว Cloud Region แห่งแรกในไทย

    ตั้งแต่ปี 2565 BOI รับคำขอลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ 57 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณงาน AI คิดเป็นร้อยละ 28 ของกำลังการผลิตดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20 ในปี 2567

    เมกะเทรนด์ที่ห้าคือ สังคมผู้สูงอายุและการเติบโตของ Silver Economy ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการในปี 2566 เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนถึงร้อยละ 20 และคาดว่าจะกลายเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอดภายในปี 2572 ไทยใช้เวลาเพียง 20 ปีในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เร็วกว่าสิงคโปร์และจีนมาก

    การใช้จ่ายของผู้สูงอายุไทยแตะ 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาทในปี 2576 ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ ได้แก่ การดูแลสุขภาพ ที่อยู่อาศัยแบบ Universal Design และบริการดูแลผู้สูงอายุ

    เมกะเทรนด์ที่หกคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดทับอุปสงค์ภายในประเทศ หนี้ครัวเรือนไทยยังคงอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 88-89 ของ GDP สูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียแปซิฟิก ปัญหานี้กดดันการบริโภคและจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อ ส่งผลต่อค้าปลีกและ SME สร้างภาวะเศรษฐกิจแบบ K-shaped Recovery ที่บริษัทพร้อมด้านเทคโนโลยีเติบโต ขณะที่ SME ที่มีภาระหนี้สูงหดตัว

    เมกะเทรนด์ที่เจ็ดคือ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและแรงกดดันด้านสภาพภูมิอากาศ ไทยตั้งเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และ Net Zero ภายในปี 2608 พร้อมเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจากร้อยละ 17 เป็นร้อยละ 30 ภายในปี 2580 

    เมกะเทรนด์ที่แปดคือ ความท้าทายด้านแรงงานและทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการ อัตราการเจริญพันธุ์ของไทยลดลงเหลือเพียง 1.21 ต่ำกว่าระดับทดแทนมาก ประชากรวัยทำงานกำลังหดตัว ขณะที่ความทักษะดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้น หากระบบการฝึกอบรมตามไม่ทัน ก็ยากที่จะดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงเข้ามาในประเทศได้

    เมกะเทรนด์ที่เก้าคือ การกระจายความเสี่ยงทางการค้าและคุณภาพของการลงทุนจากต่างประเทศ ไทยลงนาม FTA กับ EFTA ในเดือนมกราคม 2568 ซึ่งเป็น FTA ฉบับแรกกับยุโรป และตั้งเป้าสรุป FTA กับสหภาพยุโรปภายในปีนี้ คำถามสำคัญสำหรับปี 2569 ไม่ใช่แค่ FDI จะมีเท่าไหร่ แต่เป็น FDI ประเภทไหน การวิจัยและพัฒนา การยกระดับแรงงาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศคือตัวชี้วัดที่สำคัญกว่ามูลค่าการลงทุนรวม

    เมกะเทรนด์สุดท้ายคือ เศรษฐกิจดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ผู้บริโภคไทยซื้อของออนไลน์มากขึ้น ใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลอย่าง PromptPay และ e-wallet อย่างแพร่หลาย เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 6 ของ GDP ใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน ภาคฟินเทคและซอฟต์แวร์สร้างงานได้เร็วที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา พฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ยังเปลี่ยนจากการเป็นเจ้าของไปสู่การเข้าถึงแบบ Subscription

    เมกะเทรนด์ทั้ง 10 ประการนี้ล้วนแต่มีความเชื่อมโยงกัน สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน การเข้าใจเมกะเทรนด์เหล่านี้จะช่วยวางแผนกลยุทธ์ได้แม่นยำขึ้น ปี 2569 จะเป็นปีแห่งความท้าทาย แต่สำหรับผู้ที่เตรียมพร้อมและปรับตัวได้ทันการณ์ ยังมีโอกาสมากมายรออยู่ในทุกวิกฤต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1212741&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_BulN2hvTA3DvlXSeGKgb

  • สศก.คาดแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2569 ขยายตัว 2.0-3.0%

    สศก.คาดแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2569 ขยายตัว 2.0-3.0%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายพีรพันธ์ คอทอง รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า เรื่องการเจราภาษีการสหรัฐอเมริกายังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เกษตรกรบ้านเราต้องเตรียมตัว คือเรื่องสินค้าการเกษตร ที่ต้องแข็งขัน คือต้องบริหารต้นทุนให้สามารถขายในราคาที่ผู้บริโภคพึ่งพอใจเท่าเดิมให้ได้ รวมทั้งการปรับคุณภาพ ถึงแม้จะโดนกำแพงภาษีที่ปรับขึ้นมาก ถึงจะสามารถสู้ในตลาดได้

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2569 คาดว่า จะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0 – 3.0 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นโยบายภาครัฐที่ต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวและความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นจากประเด็นความมั่นคงทางอาหาร อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ (วาตภัย ภัยแล้ง อุทกภัย) เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว มาตรการกีดกันทางการค้า นโยบายภาษีของสหรัฐฯ และความขัดแย้งระหว่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000122229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PjVM4kYZmeyRZk3t4vWUH

  • รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรวจเยี่ยมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านหนองไทร หนุนยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

    รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรวจเยี่ยมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านหนองไทร หนุนยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

    รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรวจเยี่ยมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านหนองไทร หนุนยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน


    19/12/2568 | 32 | |

    รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรวจเยี่ยมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านหนองไทร หนุนยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

    วันที่ 18 ธ.ค. 68 นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาชุมชนตามแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านหนองไทร หมู่ที่ 1 ตำบลหนองไทร อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

    โอกาสนี้ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายวิสูตร อินทรกำเนิด นายอำเภอพุนพิน หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พบปะพูดคุยกับประชาชน และเยี่ยมชมกิจกรรมรวมถึงฐานการเรียนรู้ของชุมชน อาทิ สวนผสมผสานของสวนนายดำ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรในพื้นที่ เช่น ผักไฮโดรโปนิกส์ สลัดโรล ปลาส้ม ไข่เค็มสมุนไพร กล้วยฉาบ รวมถึงกิจกรรมให้อาหารปลา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    นางสาวศศิธร กิตติธรกุล เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทินชาญวีรกูล ให้มาติดตามและดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยขอชื่นชมความสำเร็จของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านหนองไซ ที่มีความเข้มแข็งจนสามารถคว้ารางวัลระดับจังหวัดมาครองได้สำเร็จ ซึ่งจุดที่น่าประทับใจอย่างยิ่งคือโครงการ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ชาวบ้านร่วมใจกันปลูกพืชผักสวนครัวในพื้นที่สาธารณะ ตามเส้นทางถนนในหมู่บ้าน มีการบริหารจัดการจนมีเงินเหลือเป็นกองกลางสำหรับพัฒนาหมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่ยอดเยี่ยมและควรขยายผลไปยังพื้นที่อื่น

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังได้หยิบยกประเด็นจากเวทีระดับนานาชาติ โดยระบุว่าในการประชุมระดับอาเซียนที่ผ่านมา นานาชาติต่างให้ความสนใจและชื่นชมโมเดลการพัฒนาชุมชนของประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่อง OTOP และ โคก หนอง นา ซึ่งถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาความยากจนในชนบทได้อย่างยั่งยืน

    “เราต้องการเห็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชน เพื่อผลักดันให้เกิดศูนย์เรียนรู้และวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็ง รวมถึงการใช้กลไกจาก กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี มาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างโอกาสและอาชีพให้คนในพื้นที่” นางสาวศศิธร กล่าว

    ในช่วงท้าย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังได้แสดงความห่วงใยถึงเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเน้นย้ำให้จังหวัดและท้องถิ่นเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมความพร้อมป้องกันน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อภาคการเกษตร เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความมั่นคงในอาชีพท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย

    อ้างอิงวันที่ : 18/12/2568 00:00:00


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/299942&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nQbhRzCHO9wcBJsCYFdir

  • เลือกตั้ง 2569 เสียงใคร ชี้ขาด

    เลือกตั้ง 2569 เสียงใคร ชี้ขาด 

    SPACEBAR วิเคราะห์จากข้อมูลการเลือกตั้ง 2566 คาดการณ์ โครงสร้างผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องจับตา จากข้อมูลปี 2566 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52,506,800 คนผู้มาใช้สิทธิ 39,514,939 คน หรือ 75.26% โครงสร้างตามเพศใกล้เคียงกันทั้งหญิงและชาย ผู้มาใช้สิทธิ ในการเลือตั้งครั้งนี้ น่าจะเป็นกลุ่มคนอายุ 18 ปีขึ้นไป กลุ่มใหญ่สุดคือ Gen Y และ Gen Z

    data by team data ops: SPACEBAR

    election-2026-whose-vote-will-decide-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Insights สำคัญ กลุ่มที่จะเป็นเสียงชี้ขาดน่าจะเป็นคนวัยเรียนและคนทำงาน เริ่มจากกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 45 ปี (Gen Z + Gen Y + Gen X ) รวมกันมีสัดส่วนเกิน 70% ของฐานเสียงข้อสรุปเชิงพฤติกรรมสังคม วัยทำงานยังคงเป็นกลุ่มนี่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z กระตือรือร้น มีประเด็นใน social สูง ส่วน Gen X มีเสียงไม่มาก แต่ turnout สูง และโน้มเอียงมีวินัยการลงคะแนน

    election-2026-whose-vote-will-decide-SPACEBAR-Photo02.jpg

    วิเคราะห์คาดการณ์ฐานเสียงชี้ขาด 2569  Gen Y คือ kingmaker ใหม่ เพราะ… ฐานประชากรมากที่สุด เสียงบนโซเชียลสูงที่สุด และอยู่ในช่วงมีภาระทางสังคมที่น่าจะต้องการ ผู้นำที่อยู่ในอุดมคต เนื่องจาก ภาระหนี้ รายได้ การจ้างงาน ทำให้ “นโยบายเศรษฐกิจปากท้อง” มีผลต่อพฤติกรรมเลือกตั้งสูง

    election-2026-whose-vote-will-decide-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ส่วน Gen Z คือ swing vote เพราะ…เข้าสู่การเลือกตั้งครั้งที่ 2 บางส่วน มี political expectation สูง พร้อม “ย้ายคะแนน” หากผิดหวัง ใครทำผิดหวังโดน มีการใช้ข้อมูล social ผลักดันกระแสได้รวดเร็ว

    Gen X คือเสียงคงที่ แต่เพิ่มน้ำหนักเมื่อ turnout ต่ำเพราะ…turnout มักสูงและเสถียร กลุ่มนี้สนใจความมั่นคงและภาษี ถ้ากลุ่มวัยรุ่น turnout ต่ำ กลุ่มนี้จะกลายเป็นเสียงชี้ขาดทันที

    election-2026-whose-vote-will-decide-SPACEBAR-Photo04.jpg

    สมการชี้ผลปี 2569 แบบคาดการณ์

    turnout กลุ่มคนอายุน้อยสูง → Gen Y + Gen Z รวมกว่า 50–60 % ดังนั้น ผลเลือกตั้งจะถูกกำหนดโดยแนวโน้มเศรษฐกิจ –ฃงาน – หนี้

    (ถ้า turnout ลดลงเทียบปี 2566 → Gen X จะเป็นเสียงชี้ขาด → นโยบายความมั่นคง ภาษีสวัสดิการครอบครัว จะเป็นแกนกลาง

    สรุป กลุ่มเสียงที่จะชี้ขาดในการเลือกตั้งปี 2569 คือ Gen Y และ Gen Z โดยเฉพาะ Gen Y เป็นฐาน “คะแนนเสียงขนาดใหญ่ที่สุด” และ Gen Z เป็นฐาน “กระแสชี้นำ และเปลี่ยนเกม”แต่หาก turnout ต่ำ กลุ่มที่จะ flip ผลการเลือกตั้ง คือ Gen X เพราะสัดส่วนผู้ไปใช้สิทธิเสถียรและมักรวมพลังเลือกในทิศทางคล้ายกัน

    และ… implication สำหรับปี 2569 การแข่งขันชิงเสียงวัยทำงาน (25–45 ปี) จะดุเดือดที่สุด สนาม online จะมีผลสูง เทียบสัดส่วน mentionนโยบาย “หนี้ครัวเรือน รายได้คุณภาพการศึกษา สุขภาพ” คือประเด็นใหญ่ การ mobilize turnout คือตัวคูณผลคะแนน

    election-2026-whose-vote-will-decide-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/election-2026-whose-vote-will-decide&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gEvJBKaWN1oNXgVJpepBG

  • KKPS ชี้ท่องเที่ยวไทยปี 69 ฟื้น รับนักท่องเที่ยวจีน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากฐานที่ต่ำในปี 2568 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อ่อนแอ การท่องเที่ยวไทยในปี 2026 คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเปลี่ยนทิศทางจากญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทย หลังข้อพิพาทล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่น

    บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมของไทยจะเติบโต 4% สู่ 34.4 ล้านคนในปี 2026 โดยส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะเพิ่มจาก 7% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้ ใกล้ระดับ 11% ที่เคยเห็นในปี 2019 ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของญี่ปุ่นลดลงจาก 15% เหลือ 13% ในเดือนธันวาคม

    ด้านการบิน บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ประกาศตารางบินฤดูหนาวล่าสุด สะท้อนจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ขณะที่ภาคโรงแรมแนวโน้มรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) คาดฟื้นตัวในไตรมาส 4 จากนักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะโรงแรมต่างจังหวัด ส่วนโรงแรมในกรุงเทพฯ ยังติดลบระดับเลขตัวเดียวกลาง ๆ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 1 ปีหน้า จากนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมา

    KKPS มองว่าโรงแรมต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและมัลดีฟส์ จะเติบโตต่อเนื่อง มัลดีฟส์โดดเด่นจากฐานต่ำ บริษัท เซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL คาดว่าจะเติบโตกำไรสูงสุดในกลุ่ม ราว 32% ในปี 2026 จากการฟื้นตัวของธุรกิจในมัลดีฟส์

    ภาคการบินไทยคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 3–6% สำหรับ AOT, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA โดยกำไรของ AOT คาดเติบโต 24% จาก PSC ที่สูงขึ้น BA คาดเติบโต 5% จากเส้นทางสมุย ขณะที่ THAI คาดลดลง 8% จากต้นทุนที่สูงและการแข่งขันรุนแรง

    โดยรวม KKPS มองว่า CENTEL และ BA เป็นหุ้นเด่น โดย CENTEL ได้รับแรงหนุนจากกำไรที่แข็งแกร่ง ส่วน BA มีมูลค่าไม่แพง PER 8 เท่า, ROE 22% และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 8% พร้อมโอกาสเติบโตจาก PSC และสัมปทานธุรกิจขนส่งสินค้าและบริการภาคพื้นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    สำหรับ AOT KKPS มองว่าระดับราคาประมาณ 50 บาทหรือต่ำกว่า เป็นจังหวะน่าสนใจในการเข้าซื้อ โดยราคาที่อ่อนตัวเป็นโอกาสรับประโยชน์จาก PSC ที่คาดได้รับการอนุมัติ และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าคาด จะหนุนกำไรและราคาเป้าหมายเพิ่ม 3–5%

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/802891&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AG5syBBpU59Kfj86S_dmS

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • ผู้ว่าแบงก์ชาติชี้ไทยเข้าสู่ยุค“โตต่ำ” เศรษฐกิจอาจโงหัวไม่ขึ้นหากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ผู้ว่าแบงก์ชาติชี้ไทยเข้าสู่ยุค“โตต่ำ” เศรษฐกิจอาจโงหัวไม่ขึ้นหากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Driving Thailand Toward Sustainable Wealth : เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” ในงานสัมมนา “Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation” ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ จากการขยายตัวที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งกำลังกลายเป็น New Normal โดยในปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.5% ขณะที่ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเคยขยายตัวได้สูงสุดราว 4.4% ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 2.7%

    แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้เพียงระดับ 2% กว่า ๆ ต่อเนื่อง หากไม่มีความจริงจังในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งจากสังคมสูงวัยที่ทำให้กำลังแรงงานและกำลังซื้อลดลง การขาดการลงทุนใหม่มาเป็นเวลานาน ผลิตภาพต่ำ การพึ่งพาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเดิม รวมถึงปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำสูง และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งล้วนส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนชะลอตัว

    ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำว่า การใช้นโยบายการเงินหรือการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจได้ ธปท.ในยุคปัจจุบันจึงต้องปรับบทบาท จากการดูแลเสถียรภาพเพียงด้านเดียว มาเป็นการดูแลเสถียรภาพการเงิน เงินเฟ้อ ซึ่งขณะนี้อยู่ในอัตราที่ต่ำ แต่ยังไม่มีสัญญาณเงินฝืด ระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงินควบคู่กัน พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้นำในการสร้างความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยย้ำว่า ธปท.จะไม่เข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง

    ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว 5 ครั้งในรอบ 1 ปี รวม 1.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี แม้ผลต่อการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจะน้อยมาก ไม่ถึง 0.2% แต่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและบรรเทาภาระหนี้ในระยะสั้นได้ อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้เกิดการลงทุนใหม่และการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เอสเอ็มอีจำเป็นต้องเข้าถึงสินเชื่อ ขณะที่ปัจจุบันสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องถึง 13 ไตรมาส

    “นอกจาก ธปท.แล้ว ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับบทบาทเช่นกัน กำไรสูงไม่ว่าอะไร แต่ควรยอมรับความเสี่ยงมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ และควรเร่งส่งผ่านการลดดอกเบี้ยนโยบายไปยังดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้ทั้งผู้กู้รายใหม่และผู้กู้เดิมที่เป็นดอกเบี้ยลอยตัวได้รับประโยชน์ ผมก็อยากกระซิบท่านซีอีโอแบงก์ ให้ส่งผ่านไปยังดอกเบี้ยเงินกู้ให้ลดลงตามหน่อย เพื่อให้คนกู้ใหม่ได้ประโยชน์ และช่วยให้คนกู้เก่าที่เป็นดอกเบี้ยลอยตัวได้ประโยชน์ด้วย”

    สำหรับมาตรการสนับสนุนเอสเอ็มอี ในสัปดาห์หน้า ธปท.จะร่วมกับกระทรวงการคลังและธนาคารพาณิชย์ ออกมาตรการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี เพื่อลดความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการราว 15–30% และตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 100,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพแข่งขันสูง เช่น อาหารและเกษตรแปรรูป ยานยนต์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระตุ้นการลงทุนใหม่ในระบบเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน ธปท.ให้ความสำคัญกับการลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท โดยเฉพาะจากธุรกรรมซื้อขายทองคำ ซึ่งมีผลต่อค่าเงินบาทในบางช่วงเวลา โดยที่ผ่านมา ธปท.เข้าไปดูแลเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และอยู่ระหว่างหารือกับผู้ค้าทองคำรายใหญ่เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูล

    นอกจากนี้ ธปท.ได้เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลธุรกรรมทองคำโดยเฉพาะ เพื่อปิดช่องว่างในการกำกับดูแล รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อติดตามที่มาของคริปโทเคอร์เรนซีที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ลดแรงจูงใจในการไหลเข้าของเงินทุน และช่วยรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2902823&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HcsTGLDH4JUq-OejgqiEz

  • ‘ยศชนัน’ อาสาแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย  ปรับโครงสร้างทั้งระบบ – ชูธงเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ‘ยศชนัน’ อาสาแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย ปรับโครงสร้างทั้งระบบ – ชูธงเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    Economics

    ‘ยศชนัน’ อาสาแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย ปรับโครงสร้างทั้งระบบ – ชูธงเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    19 ธ.ค. 2025 เวลา 8:58 น.

    “ยศชนัน”เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ชี้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายซับซ้อนกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง ท่ามกลางแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีดิสรัปชัน และกระแสความยั่งยืน

    • “ยศชนัน”เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย
    • ชี้ปัญหาเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายซับซ้อนกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง ท่ามกลางแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีดิสรัปชัน และกระแสความยั่งยืน
    • เขาเสนอให้เร่งปรับโครงสร้างประเทศทั้งระบบเพื่อเพิ่มขีดแข่งขันประเทศ 
    • แนะปักธงเศรษฐกิจมูลค่าสูง ใช้ AI ยกระดับอาหารและการแพทย์ สร้างเครื่องยนต์ใหม่ หนุน SMEs–สตาร์ทอัพ ควบคู่การดูแลปากท้องประชาชน 

    เปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการสำหรับ “ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” พร้อมกับแนวทางและความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

    “ยศชนัน” ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีความท้าทายอย่างมาก ปัญหาเศรษฐกิจรอบนี้มีความซับซ้อนกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 เพราะในปี 2540 ปัญหาหลักอยู่ที่เศรษฐกิจในประเทศ และเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตได้ดีทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ง่าย แต่ในวันนี้ ปัญหาเศรษฐกิจได้ถูก มัดรวมเข้ากับมิติอื่นๆ ที่ซับซ้อนขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน 

    ปัญหาเศรษฐกิจวันนี้รวมกับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (geo-economic) เรื่อง เช่น การเข้ามาของเทคโนโลยีดิสรัปชัน (Tech Disruption) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และไบโอเทค ที่กำลังเปลี่ยนมิติการผลิตทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) และภัยพิบัติ รวมถึงการเข้ามาของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG)

    “ปัจจุบันเวลาที่นักลงทุนจะตัดสินใจลงทุน พวกเขาไม่ได้ดูเพียงแค่งบดุลของบริษัทเท่านั้น แต่จะพิจารณาตลอดทั้ง ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ว่าเมื่อมาลงทุนประเทศนั้นๆมีการปฏิบัติตามมาตรฐาน SDG หรือไม่ และซัพพลายที่มานั้นเป็นมิตรต่อโลกหรือไม่ ดังนั้น เป้าหมายของเราคือการปรับโครงสร้างพื้นฐานทุกมิติ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจยุคใหม่”ยศชนัน ระบุ 

    ชี้ไทยต้องปักธงนำเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    ยศชนัน กล่าวต่อว่าประเทศไทยเราต้องมี “ธงนำ” หรือ “Flagship” ที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ โดยตนเองมองว่าประเทศไทยควรจะได้รับการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ใช้ในเฉพาะด้านที่เรามีความถนัดและได้เปรียบ เช่น ทางด้านอาหาร (Food) และการแพทย์ (Wellness Economy) โดยการเกษตรคือรากฐานสำคัญของเรา การเกษตรคือเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นต้นน้ำของอาหารและวัสดุขั้นสูง เราไม่ควรทิ้งสิ่งที่เราเก่ง นโยบายต้องมุ่งเน้น เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น โดยเล่นในห่วงโซ่อุปทานเราควรทำให้ครบวงจร และควรใช้ AI เข้ามาเสริมด้านอาหาร เพื่อให้อาหารไทยสามารถเป็นอันดับ 1 ของโลกได้

    ส่วนในเรื่องของการแพทย์ นั้นการส่งเสริมให้เกิด “Medical AI Hub” ประเทศไทยต้องมุ่งเน้นเป็น Data Center สำหรับ Medical AI โดยเฉพาะ ไม่ใช่เป็นเพียงฐาน Data Center ทั่วไป เนื่องจากเรามีข้อจำกัดด้านพลังงานและอาจไม่ได้มูลค่าเพิ่ม โดยโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ต้องถูกสร้างแบบ Project Base ที่ตอบโจทย์ประชาชน การที่เราเป็นฮับด้านนี้จะทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลและใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านการแพทย์ก่อนประเทศอื่นได้ เพื่อ รักษาเอกราชในการเข้าถึงสุขภาพที่ดี

    โดยเราสามารถเจรจากับนักลงทุนต่างชาติที่มาทำ Data Center เพื่อให้มีการจ้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ไปยังมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการผลิตชิป (IC) หรือวัสดุภายในที่เกี่ยวข้อง

    ส่วนภาคบริการจะเติบโตควบคู่ไปกับการแพทย์ (Medical Tourism) และเราต้องดึงดูดผู้มีศักยภาพและคนไทยที่เชี่ยวชาญในต่างประเทศให้กลับมาทำงานในประเทศ

    หวังนโยบายการเงิน การคลังสอดรับกัน

    สำหรับในเรื่องของการดูแลปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจพื้นฐานยศชนัน กล่าวว่าเป็นสิ่งที่ ต้องทำ แต่เพื่อให้คนตัวเล็ก ๆ มีพลังในการช่วยขับเคลื่อนจีดีพีโดยมีแนวคิดว่านโยบายแบบเดิมต้องยังคงอยู่ เพราะรัฐบาลต้องดูแลเรื่องนโยบายการเงิน การคลัง หนี้สิน และสวัสดิการต่างๆ ส่วนการดูแลปัญหาปากท้อง คือการทำให้คน ไม่มีหนี้ และมีสวัสดิการที่ดี พวกเขาถึงจะมีพลังเข้ามาทำเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ๆให้ประเทศได้

    “สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในปัจจุบัน คือบริบทปัญหาของโลกที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้การดูแลปากท้องแบบเดิมเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วย เรามีศักยภาพและมีหวังครับ ถ้าเราเริ่มต้นวางรากฐานอย่างถูกต้องในปีหน้า ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า เราจะกลับมาเติบโตได้ใกล้เคียงกับเดิม”ยศชนัน กล่าว 

    กางกลยุทธ์ปั๊มจีดีพีไทยโต 5% 

    สำหรับเรื่องของกลยุทธ์ของนโยบายเศรษฐกิจ ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ปีละ 5% เหมือนที่เคยเป็นในอดีต เราจำเป็นต้องทำให้นโยบายการเงินและการคลังสมดุลกัน และต้องดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนให้ดี ขณะเดียวกันต้องมีการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆควบคู่กันไป ได้แก่

    1.การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) โดยต่อยอดจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เราต้องใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทุกรูปแบบ เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่เท่าเดิมให้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การปรับปรุงพันธุ์พืช การปรับปรุงดิน หรือการดูแลเรื่องน้ำให้ดี

    2.ค้นหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ (New Growth Engine) โดยเราต้องหาศักยภาพใหม่ที่ประเทศไทยมีแต่ยังไม่ได้ลงมือทำอย่างจริงจัง

    และ 3.เตรียมพร้อมเรื่องคนและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับอนาคต

    แนะเพิ่มการเชื่อมโยงสร้างตลาดภูมิภาค

    ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญคือการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) โดยปัญหาสำคัญที่สุดที่เราต้องแก้ไขคือเรื่อง Connectivity ไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ เราอยู่ตรงศูนย์กลางที่เชื่อมโยงกับประชากรมหาศาล ทั้งกลุ่มประเทศฝั่งอินเดีย ที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และจีนตอนใต้ เราต้องมองทั้งโลกเป็นระบบนิเวศของเรา และใช้การทูตและกฎระเบียบเข้ามาเชื่อมโยง

    นอกจากนี้ไทยเราจำเป็นต้องเปิดกว้างในการส่งเสริมการลงทุนใหม่ๆ แต่ต้องมีเงื่อนไขที่เป็นการดึงดูดการลงทุนทางตรง (FDI) โดยนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาต้องร่วมมือกับคนไทย และต้องสามารถ ถ่ายทอดเทคโนโลยี อย่างเหมาะสม หากไม่มีเงื่อนไขใดๆ การดึง FDI เข้ามาอย่างเดียวก็จะไม่เกิดประโยชน์ เราต้องมั่นใจว่าในอนาคตคนไทยจะสามารถยืนได้ด้วยตนเอง

    บทบาทรัฐสร้างนิเวศหนุนสตาร์ทอัพ -SMEs 

    นอกจากนั้นรัฐบาลควรช่วยให้มีการค้นหาศักยภาพใหม่ ๆ หลายอย่างซ่อนอยู่ในธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) หรือสตาร์ทอัพ ตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันระบบนิเวศของเรายังไม่เอื้ออำนวยยกตัวอย่างเช่น การตั้งกองทุนที่เป็น VC และ Angel Investor จากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ เกาหลี ฮ่องกง และอเมริกา ที่สนใจไอเดียของสตาร์ทอัพไทย มักจะชักชวนให้ไปจดทะเบียนบริษัทในประเทศของเขาแทน

    “เราต้องสร้างระบบที่ชัดเจนให้คนตัวเล็กเห็นเส้นทางการเติบโตไปสู่การเป็น ยูนิคอร์น”ด้ เหมือนนักฟุตบอลหมู่บ้านที่รู้ว่ามีโอกาสเติบโตไปสู่ทีมชาติได้ สิ่งนี้คือการให้ความหวังที่จับต้องได้”

    สำหรับนโยบายในการดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูงก็มีความสำคัญเช่นกัน เราต้องสร้างพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ที่เปิดโอกาสให้คนที่มีความหลากหลายทางความคิดได้มาพบกัน (Diversity) และต้องกล้าเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามา เช่น ถ้าเราอยากสร้างเครื่อง MRI เราก็สามารถนำเข้า นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล, เจ้าของโรงงานผลิตเครื่องมือแพทย์, และหมอระดับสูง เข้ามาทำงานร่วมกับคนไทย เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว การมองว่าเราทำไม่ได้เพราะไม่มีงบประมาณหรือทรัพยากรคือการจำกัดตัวเอง

    ที่ผ่านมาปัญหาของการ Up Skill/Re Skill ในประเทศไทยคือ เราไม่รู้ว่าจะพัฒนาทักษะในเรื่องใด วิธีแก้ไขคือเราต้อง ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและสูงก่อน ว่าเราต้องการเศรษฐกิจมูลค่าสูง เราใช้เทคนิคที่เรียกว่า Back casting คือกำหนดเป้าหมายที่เราต้องการในอนาคต เช่น ปี 2050 แล้วทำงานย้อนกลับมาเพื่อกำหนดขั้นตอนและทักษะที่จำเป็น

    เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน ทุกคนจะรู้ว่าต้องทำอะไร หากไม่มีคนสอน ก็ต้องหาเข้ามาสอน ไม่ว่าจะเป็นคอร์สออนไลน์ การนำเข้าผู้เชี่ยวชาญ หรือการปรับหลักสูตรตั้งแต่ประถมถึงมหาวิทยาลัย บทบาทของรัฐบาล คือ อการกำหนดเป้าหมายสูงสุด และ อำนวยความสะดวก (facilitate) ให้ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และหน่วยงานรัฐทำงานปรับตัวได้ง่ายขึ้นในการรองรับดีมานต์ในอนาคต 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1212864&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gnpzcwrgiBUI9y0_eUyOz

  • ลงทุนน้อยฉุดเศรษฐกิจโตต่ำ ธปท.ปรับบทบาทแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ลงทุนน้อยฉุดเศรษฐกิจโตต่ำ ธปท.ปรับบทบาทแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ลงทุนน้อยฉุดเศรษฐกิจโตต่ำ ธปท.ปรับบทบาทแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ‘Driving Thailand Toward Sustainable Wealth : เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน’ ในงานสัมมนา Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในยุคของอัตราการเติบโตที่ลดต่ำลง จนกลายเป็น New Normal (ความปรกติใหม่) ซึ่งเป็นการเติบโตที่ช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากหลายปัญหาในเชิงโครงสร้าง อาทิ ปัญหาด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาด้านผลิตภาพการผลิต (Productivity) ปัญหาเรื่องแรงงาน ปัญหาสังคมสูงวัยที่ส่งผลทำให้กำลังซื้อลดลง ปัญหาด้านการศึกษา รวมถึงปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง เป็นต้น

    ขณะเดียวกันประเทศไทยขาดการลงทุนมานาน โดยอาศัยการเติบโตจากอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเก่า อาศัยการเติบโตจากบุญเก่า นี่จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำสูง ดังนั้นแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง และนโยบายการเงิน การจะทำให้เศรษฐกิจโตถึงศักยภาพในปัจจุบันที่ 2.7% จึงยังไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่

    “เราเห็นความเสี่ยงมากมาย ทั้งจากการเมือง จากต่างประเทศ และเรื่องสงครามระหว่างไทย-กัมพูชาที่มากระแทกซ้ำเติม ถ้าเราไม่เปลี่ยนศักยภาพเศรษฐกิจไทยในปีนี้ก็จะโตอยู่แถว ๆ 2.2% ส่วนปีหน้า 1.5% เนื่องจากส่งออกจะขยายตัวได้ต่ำกว่า 1% ท่องเที่ยวแม้จะกระเตื้องขึ้นแต่ก็ไม่ได้มีน้ำหนักมากนักเพราะถูกทอนจากการส่งออกที่คาดว่าจะอ่อนแอลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขณะที่ปี 2570 จะเติบโตที่ 2.3% ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงมากมาย ถ้าเราไม่เปลี่ยนการเติบโตตามศักยภาพของจีดีพีไทยจะไม่เพิ่ม” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ

    ทั้งนี้การลงทุนใหม่จะเพิ่มขึ้นได้ สินเชื่อในระบบจะต้องเติบโต แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าสินเชื่อไม่ขยายตัว จึงไม่เกิดการลงทุน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งมีสัดส่วนการจ้างงานในระบบถึง 70% และคิดเป็นสัดส่วนบริษัทในระบบกว่า 88-89% ยังมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ สะท้อนจากสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส คิดเป็น 36 เดือน หรือ 3 ปี ขณะที่ภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และหนี้กลุ่มที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) อยู่ในระดับสูงมาก โดย NPL อยู่ที่ 8-9% และรวมทั้ง 2 กลุ่ม สูงถึง 15-16% สะท้อนชัดเจนถึงความเหลื่อมล้ำ โดยยังมีเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ยังดี ดีมาก และยังไปได้อยู่ นั่นหมายถึงรูปแบบการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียม (K-Shape) ซึ่งสุดท้ายจะมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    นายวิทัย กล่าวอีกว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างขณะนี้ ธปท. จำเป็นจะต้องปรับตัวโดยเข้ามามีบทบาทในการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ดูเรื่องเสถียรภาพในระบบการเงินเพียงอย่างเดียว โดย ธปท. ต้องมาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่วิเคราะห์และชี้ให้เห็นถึงปัญหาเท่านั้น และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ก็ไม่ใช่การเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการบริโภคระยะสั้นหรืออะไรในสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะปลายทางสุดท้าย เมื่อเศรษฐกิจดี ประชาชนจะกินดีอยู่ดี แต่หากไม่ช่วยกันทำอะไรเลย เศรษฐกิจไทยจะพัง คนจนทั้งประเทศ การวิเคราะห์ปัญหาเพียงอย่างเดียวผ่านโซเชียลมีเดียทุกวัน ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่รู้จริงบ้าง รู้ไม่จริงบ้าง ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลย

    “ ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% แล้ว 5 ครั้ง รวมเป็น 1.25%  ในรอบ 1 ปี เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจโตต่ำลง ยืนยันว่า กนง. ยังเหลือกระสุนเพียงพอที่พร้อมจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงต่อ แต่อาจจะเหลือไม่มากนัก และจำเป็นจะต้องมีเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นบ้าง โดยสิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจว่า การลดอัตราดอกเบี้ยมีผลกับเศรษฐกิจจำกัดมาก หรือช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้มากนัก และการลดดอกเบี้ยยังต้องคิดถึงมิติของผู้ฝากเงินด้วย ท้ายที่สุดถ้าอัตราดอกเบี้ยต่ำเกินไปก็จะมีปัญหาเรื่องการออมตามมา “ นายวิทัยกล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/935675&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eSsG1wFeWmk95QoZ3qMHc

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1