Blog

  • ททท. ปักธงปี 69 กวาดนักท่องเที่ยวจีน 6.7 ล้านคน โตพุ่ง 40%

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ธ.ค.68) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ตั้งเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวไทยในปี 2569 จะเติบโตเป็น 6.7 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 40% จากปี 2568 ซึ่งคาดว่าภาพรวมจะอยู่ที่ประมาณ 4.5-4.6 ล้านคน

    โดยจะใช้แคมเปญร่วมกันระหว่างประเทศไทยและจีน ภายใต้แนวคิด จงไท่อี้ เจียซิน ไทยจีน ครอบครัวเดียวกัน ผ่านการจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวทุกเดือน เช่น อีเวนต์ประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย และเทศกาลประเพณีต่าง ๆ รวมถึงการร่วมมือกับสำนักงานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และกีฬา เมืองไหโข่ว ประเทศจีน และได้ลงนามหนังสือเจตจำนง (LOI) ร่วมกับบริษัทถงเฉิง แทรเวล ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจองสินค้าและบริการออนไลน์ครบวงจร เช่น ตั๋วเครื่องบิน และโรงแรม ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทขนาดใหญ่ 20 อันดับแรกของจีน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ หรือ ทูเวย์ทัวร์ริสซึ่ม (Two-Way Tourism)

    ผู้ว่าการ ททท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ททท. ร่วมมือกับเมืองไหโข่ว เกาะไห่หนานของจีน เนื่องจากมีศักยภาพและทรัพยากรธรรมชาติที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศได้ โดยใช้จุดแข็งของทั้งสองประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win) นอกจากนี้ บริษัทถงเฉิงฯ ยังมีบริการครบวงจรที่สามารถสร้างการรับรู้สูงในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและทั่วโลก จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวระหว่างไทยและจีนสามารถผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

    ไห่หนานยังมีการบริหารจัดการท่องเที่ยวและธุรกิจไมซ์ (MICE) ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการจัดงานเอนเตอร์เทนเมนต์และคอนเสิร์ต ซึ่งได้มีการจัดงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ททท. จึงตั้งเป้าหมายจะดึงงานคอนเสิร์ตและแฟนมีตติ้งมาจัดในประเทศไทยมากขึ้น ผ่านความร่วมมือครั้งนี้

    ในเดือนมกราคม 2568 ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเติบโตขึ้น 22% แต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์มีการลดลงจากเหตุการณ์นักแสดงจีน “ซิงซิง” หายตัวไปบริเวณชายแดนไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ของจีน แม้จะมีความท้าทายอื่น ๆ ตั้งแต่ต้นปี เช่น แผ่นดินไหวและน้ำท่วม แต่แคมเปญกระตุ้นตลาดที่ผ่านมา เช่น ไทยแลนด์ ซัมเมอร์ บลาสต์ (Thailand Summer Blast) และการร่วมมือกับโอที หรือ OT (Office of Tourism Promotion) ก็ช่วยลดการลดลงของตลาดจีนจาก 40% เหลือ 30%

    สำหรับกระแสการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ พบว่า ตลาดระยะไกลเติบโตอย่างมาก ล่าสุดมีจำนวนสะสมทะลุ 10 ล้านคน และคาดว่าในสิ้นปี 2568 จะได้มากถึง 11 ล้านคน ตลาดหลักคือ สหราชอาณาจักร รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการเดินทางเกิน 1 ล้านคนแล้ว

    ส่วนตลาดระยะใกล้ เช่น อินเดีย คาดว่าจะมีจำนวนถึง 2.5 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 2.3 ล้านคน รวมถึงตลาดเกิดใหม่อย่างโปแลนด์ ที่มีการเติบโตเกือบ 40% และติด 10 อันดับแรกของตลาดระยะไกลที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด พร้อมทั้งนักท่องเที่ยวในตลาดนี้ใช้จ่ายต่อคนสูงมาก

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/803058&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H76_AjXSglwX1n4TTVC69

  • หุ้นไทยปิดบวก 2.12 จุดแกว่งแคบขาดปัจจัยใหม่ เกาะติดการเมือง-ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยปิดบวก 2.12 จุดแกว่งแคบขาดปัจจัยใหม่ เกาะติดการเมือง-ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    SET ปิดวันนี้ที่ 1,252.19 จุด เพิ่มขึ้น 2.12 จุด (+0.17%) มูลค่าซื้อขาย 34,064.09 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยช่วงบ่ายดัชนีแกว่งในกรอบแคบ ขาดปัจจัยใหม่ขับเคลื่อน หลังรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไปแล้ว ขณะที่สัปดาห์หน้าตลาดหุ้นต่างประเทศจะปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส ส่งผลต่อปริมาณการซื้อขาย แนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดเคลื่อนไหวในกรอบ ติดตามประเด็นการเมือง และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยให้กรอบแนวรับ 1,235 จุด และแนวต้าน 1,270 จุด

    ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ที่ 1,252.19 จุด เพิ่มขึ้น 2.12 จุด (+0.17%) มูลค่าซื้อขาย 34,064.09 ล้านบาท

    การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีแกว่งกรอบแคบ โดยทำจุดต่ำสุด 1,248.35 จุด ทำจุดสูงสุด 1,257.50 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้เพิ่มขึ้น 243 หลักทรัพย์ ลดลง 173 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 237 หลักทรัพย์

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยช่วงบ่ายเคลื่อนไหวในกรอบแคบ คาดขาดปัจจัยใหม่ขับเคลื่อนดัชนี หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดรับทราบผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไปแล้ว ขณะที่สัปดาห์หน้าตลาดหุ้นฝั่งยุโรปและตลาดหุ้นสหรัฐฯจะปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส ทำให้จะขาดปัจจัยใหม่ขับเคลื่อน และส่งผลต่อปริมาณการซื้อขาย คืนนี้รอติดตามตัวเลขยอดขายบ้านมือสองและความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐ

    แนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดเคลื่อนไหวในกรอบ แนะรอติดตามการทยอยประกาศแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคการเมืองรวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาทิ GDP ไตรมาส 3/68 และคำสั่งซื้อสินค้าคงทน

    โดยให้กรอบแนวรับ 1,235 จุด และแนวต้าน 1,270 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    KTB มูลค่าการซื้อขาย 3,126.65 ล้านบาท ปิดที่ 28.50 บาท ลดลง 1.00 บาท

    DELTA มูลค่าการซื้อขาย 2,336.46 ล้านบาท ปิดที่ 169.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    PTT มูลค่าการซื้อขาย 2,156.67 ล้านบาท ปิดที่ 31.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท

    KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,657.82 ล้านบาท ปิดที่ 195.50 บาท ลดลง 1.50 บาท

    AOT มูลค่าการซื้อขาย 1,527.81 ล้านบาท ปิดที่ 54.25 บาท ลดลง 0.75 บาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/555019&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ANzG87w2vOzY_Hr8c4Rvo

  • KTB-SCB ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% และเงินฝาก 0.05%-0.10%

    KTB-SCB ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% และเงินฝาก 0.05%-0.10%

    ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์เริ่มทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยขานรับมติ กนง. ดังกล่าว 

    ล่าสุด ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ต่อปี เพื่อช่วยบรรเทาภาระทางการเงินให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป สะท้อนบทบาทของธนาคารที่ยืนหยัดเคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงเวลา

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากความท้าทายรอบด้าน ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และสภาพคล่องของภาคธุรกิจ ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ต่อปี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบธุรกิจอิสระ และผู้ประกอบการ SME สนับสนุนการประคองธุรกิจ การจ้างงาน และการดำรงชีวิตของประชาชนให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ทั้งยังสอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    สำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ ประกอบด้วย

    • อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลดลง 0.25% จาก 6.62% เหลือ 6.37% ต่อปี
    • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลดลง 0.10% จาก 6.50% เหลือ 6.40% ต่อปี
    • อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับลดลง 0.10% จาก 7.045% เหลือ 6.945% ต่อปี

    ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยฝาก 0.05%-0.10% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ปรับลดน้อยกว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

    KTB-SCB ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% และเงินฝาก 0.05%-0.10%

    การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งนี้ เป็นแนวทางเพิ่มเติมในการดูแลและช่วยเหลือลูกค้า ควบคู่กับมาตรการทางการเงินอื่น ๆ ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติภัยพิบัติต่าง ๆ อาทิ แผ่นดินไหว น้ำท่วม โดยล่าสุดมีมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในเขตพื้นที่สาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) ในภาคใต้ รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา 

    มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน อาทิ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และเตรียมพร้อมดำเนินมาตรการยกระดับศักยภาพธุรกิจตามแนวทาง Reinvent Thailand พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย เช่น โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และมาตรการสนับสนุนสินเชื่อใหม่ โดยกลไกค้ำประกัน สินเชื่อ SME ของ ธปท. ในระยะถัดไป เพื่อบรรเทาภาระหนี้และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ

    ธนาคารยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นมากกว่าสถาบันการเงิน ยืนหยัดเดินหน้าเคียงข้างลูกค้าและประชาชนในทุกสถานการณ์ เพื่อช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถฟื้นตัว ปรับตัว และก้าวข้ามความท้าทาย ทางเศรษฐกิจไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน

    เช่นเดียวกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ขานรับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ต่อปี พร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0.05% – 0.10% ต่อปี แต่จะยังคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของลูกค้าบุคคลไว้ เพื่อสนับสนุนทิศทางการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ด้วยการบรรเทาภาระทางการเงินของลูกค้าบุคคลและธุรกิจ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอลงชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป 

    นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวว่า ปัจจุบันลูกหนี้กลุ่มเปราะบางยังมีหนี้สูง ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ทั้งผลกระทบของมาตรการค้าของสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และแรงกดดันต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs 

    การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระการชำระหนี้และเสริมสภาพคล่อง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลมาตรการทางการเงินของภาครัฐ ที่มุ่งลดความเปราะบางของภาคครัวเรือนและช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถปรับตัวเพื่อดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม 

    ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง MLR, MOR และ MRR ลง 0.10-0.25% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR : Minimum Loan Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.500% เป็น 6.400% ต่อปี 
    • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR : Minimum Overdraft Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.675% เป็น 6.425% ต่อปี 
    • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR : Minimum Retail Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.775% เป็น 6.675% ต่อปี 

    KTB-SCB ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% และเงินฝาก 0.05%-0.10%

    ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารได้ปรับลดลง 0.05-0.10% ต่อปี โดยธนาคารไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของลูกค้าบุคคลธรรมดาลง เพื่อช่วยเหลือผู้ฝากเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ

    ธนาคารยังคงพร้อมสนับสนุนลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระทางการเงิน ควบคู่ไปกับความช่วยเหลืออื่นๆ ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/735258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qH3GBHhZnoV0VWdYv31fd

  • แบงก์กรุงเทพประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตจำกัดราว 2%

    แบงก์กรุงเทพประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตจำกัดราว 2%


    นายชาติศิริ ระบุเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังขยายตัวในกรอบจำกัด ส่งผลธุรกิจลูกค้ายังไม่คล่องตัว แบงก์กรุงเทพย้ำไม่เป็นแค่ผู้ให้สินเชื่อ พร้อมใช้เครือข่ายใน–ต่างประเทศหนุนลูกค้า ฝ่าภาวะเศรษฐกิจชะลอ

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ธนาคารประเมินว่าจะขยายตัวใกล้เคียง 2% สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังเติบโตในระดับจำกัด ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจและการทำธุรกรรมของลูกค้าโดยรวมยังไม่คล่องตัวมากนัก

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างจำกัด ธนาคารยังคงให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มที่ ผ่านการใช้เครือข่ายสาขาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการค้าการลงทุน และช่วยให้ลูกค้าปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อให้ลูกค้ายังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

    นายชาติศิริกล่าวว่า ธนาคารไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้ให้สินเชื่อเท่านั้น แต่พร้อมสนับสนุนลูกค้าในทุกมิติ หากมีโอกาสเติบโต ธนาคารก็จะช่วยผลักดันให้เติบโต โดยมองว่าการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะต่อไป

    สำหรับแผนธุรกิจปี 2569 ธนาคารอยู่ระหว่างรวบรวมตัวเลข โดยภาพรวมสินเชื่อยังขยายตัวต่อเนื่องทั้งในกลุ่มสินเชื่อรายใหญ่ รายกลาง และสินเชื่อบุคคล แม้อัตราการเติบโตจะแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม ขณะที่ธุรกิจต่างประเทศยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย จีน และประเทศในอาเซียน ซึ่งธนาคารจะมุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจและสาขาที่มีอยู่เดิม ยังไม่มีแผนขยายไปยังประเทศใหม่หรือเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม ปัจจุบันรายได้จากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนราว 22-25% ของรายได้รวม

    ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารยังคงดูแลความเสี่ยงหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อย่างใกล้ชิด ให้อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ พร้อมเข้าไปช่วยลูกค้าแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด เพื่อรักษาคุณภาพหนี้ โดยไม่ได้มีการเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อแต่อย่างใด

    สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน มองว่าหากสามารถลดระดับหนี้และช่วยให้ประชาชนเคลียร์หนี้ได้ จะช่วยคืนกำลังซื้อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่การบริหารหนี้เสียผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ในกรณีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ธนาคารดำเนินการตามสัดส่วนที่กำหนด และเนื่องจากธนาคารมี AMC ของตนเองอยู่แล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็นในการจัดตั้ง AMC ใหม่

    ในส่วนของอัตราดอกเบี้ย ธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย โดยมองว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยบรรเทาภาระของผู้ประกอบการ และอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม

    สำหรับข้อเสนอถึงภาครัฐ นายชาติศิริเห็นว่า รัฐบาลมีความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายด้าน โดยสิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือการเร่งการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้มีความแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคได้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EnqlCM0isQ0dG1MuzMxDP

  • MDEC จับมือรัฐบาลเมืองชุงจู เกาหลีใต้ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลภาคเกษตร

    MDEC จับมือรัฐบาลเมืองชุงจู เกาหลีใต้ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลภาคเกษตร

    ที่มา : สำนักข่าว Berita Harian

              สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลมาเลเซีย (Malaysia Digital Economy Corporation: MDEC) 
    ได้จัดทำความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับรัฐบาลเมืองชุงจู สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภาคการเกษตร และสนับสนุนเป้าหมายของมาเลเซียในการก้าวสู่การเป็นประเทศด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายในปี พ.ศ. 2573

              ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรดิจิทัล เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร
    ของประเทศ และกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยสอดคล้องกับโครงการ Malaysia Digital (MD) AgTech ภายใต้การดำเนินงานของ MDEC

              นอกจากนี้ ความร่วมมือยังสะท้อนความมุ่งมั่นของมาเลเซียในการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลที่เข้มแข็งและยั่งยืน ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศ

              นายอันวาร์ ฟาริซ ฟัดซิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MDEC กล่าวว่า MDEC ให้ความสำคัญกับ
    การผลักดันวิสัยทัศน์ด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกภาคส่วน
    ทางเศรษฐกิจเขาระบุว่า ความร่วมมือกับรัฐบาลเมืองชุงจูครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกในลักษณะดังกล่าว และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเร่งการนำ AI มาใช้ใน
    ภาคการเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และเตรียมความพร้อมให้กับระบบเกษตรและอาหารของมาเลเซียในอนาคต ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเป็นระบบ

              ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการความร่วมมือภาครัฐต่อภาครัฐ
    ด้านเทคโนโลยีการเกษตรดิจิทัลระหว่างมาเลเซียและสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 โดยมีหน่วยงานหลักของมาเลเซีย ได้แก่ กระทรวงดิจิทัล กระทรวงเกษตรและความมั่นคงด้านอาหาร และ MDEC ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และสำนักงานสังคมสารสนเทศแห่งชาติ
    ของเกาหลี

              โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบ AgTech ดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในมาเลเซีย จำนวน 3 ระบบ ได้แก่ ระบบปุ๋ยน้ำอัจฉริยะ ระบบชลประทานอัจฉริยะ และระบบตรวจจับศัตรูพืชอัจฉริยะ

              จากการหารืออย่างต่อเนื่อง รัฐบาลเมืองชุงจูร่วมกับพันธมิตรจากสาธารณรัฐเกาหลี และภาคเอกชนของมาเลเซีย จะมุ่งความร่วมมือใน ด้านหลัก ได้แก่ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AgTech การถ่ายทอดเทคโนโลยี การส่งเสริมระบบฮาลาลในรูปแบบดิจิทัล การเชื่อมโยงระบบนิเวศดิจิทัลระหว่างประเทศ และ
    การประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านนวัตกรรม

              ทั้งนี้ MDEC จะยังคงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการนำเทคโนโลยี AgTech ดิจิทัลมาใช้ใน
    ภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ Malaysia Digital (MD) AgTech ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจใน
    การขับเคลื่อนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ

              การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภาคเกษตรยังคงเป็นวาระแห่งชาติของมาเลเซีย ภายใต้นโยบายอาหารและเกษตรแห่งชาติ แผนปฏิบัติการด้านความมั่นคงอาหารของประเทศ รวมถึงกรอบยุทธศาสตร์ของสภาเศรษฐกิจดิจิทัลและการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่แห่งชาติ

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

              ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง MDEC ของมาเลเซียกับรัฐบาลเมืองชุงจู สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลภาคเกษตร สะท้อนทิศทางสำคัญของมาเลเซียในการยกระดับภาคเกษตรสู่ เกษตรอัจฉริยะ (Smart & Digital Agriculture) โดยอาศัยเทคโนโลยี AI และ AgTech เป็นกลไกหลัก 
    ซึ่งมีนัยสำคัญต่อประเทศไทยทั้งในมิติการแข่งขันและโอกาสทางเศรษฐกิจ

              ในเชิงการแข่งขัน ความก้าวหน้าของมาเลเซียด้าน AgTech โดยเฉพาะระบบปุ๋ยน้ำอัจฉริยะ 
    ระบบชลประทานอัจฉริยะ และระบบตรวจจับศัตรูพืชอัจฉริยะ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งอาจทำให้สินค้าเกษตรของมาเลเซียมีความสามารถแข่งขันสูงขึ้น
    ในตลาดอาเซียนและตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูปที่ไทยและมาเลเซียแข่งขันกันโดยตรง

              ขณะเดียวกัน ความร่วมมือดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้เกิด การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร
    ในภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยสามารถต่อยอดได้ ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัลร่วมกัน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานด้านอาหารและเกษตรอัจฉริยะ โดยเฉพาะในประเด็นที่ไทยมี
    จุดแข็ง เช่น เกษตรอาหารมูลค่าสูง เกษตรอินทรีย์ และระบบฮาลาล

              นอกจากนี้ การที่มาเลเซียผลักดัน AgTech ภายใต้กรอบ Malaysia Digital (MD) AgTech และเป้าหมายการเป็นประเทศ AI ภายในปี 2573 ยังสะท้อนการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีในอาเซียน 
    ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบนิเวศเกษตรดิจิทัลของตนเอง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและบทบาทในฐานะประเทศผู้ผลิตอาหารสำคัญของภูมิภาค

    ความคิดเห็น สคต.

    สำนักงานฯ มีความเห็นว่าความร่วมมือด้าน AgTech ระหว่างมาเลเซียและสาธารณรัฐเกาหลีใต้เป็นสัญญาณชัดเจนของการยกระดับภาคเกษตรไปสู่ระบบดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลต่อโครงสร้างการผลิตอาหารและการแข่งขันด้านสินค้าเกษตรในภูมิภาคอาเซียนในระยะต่อไป

    สำนักงานฯ เห็นว่า ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งผลักดันผู้ประกอบการและสตาร์ทอัปด้าน AgTech ของไทย ให้เข้ามามีบทบาทในตลาดมาเลเซีย ทั้งในรูปแบบการส่งออกเทคโนโลยี อุปกรณ์ ระบบซอฟต์แวร์ และการร่วมพัฒนาโซลูชันเกษตรดิจิทัลกับพันธมิตรมาเลเซียและเกาหลีใต้ รวมถึงการต่อยอดความร่วมมือ
    ด้านระบบฮาลาลดิจิทัลและความมั่นคงอาหาร

    ขณะเดียวกัน สำนักงานฯ เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยติดตามพัฒนาการด้านนโยบายเกษตรดิจิทัลของมาเลเซียอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การพัฒนาและการส่งออกสินค้าเกษตรไทยให้สอดคล้องกับแนวโน้มเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ของตลาดในภูมิภาค

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yls6edmga4zbidogls4cokt4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iNxXPHFm3XQbtQ3P3B2_V

  • ไทยสุดยอดเหลื่อมล้ำ คนรวย 1% ครองทรัพย์สิน 32%

    ไทยสุดยอดเหลื่อมล้ำ คนรวย 1% ครองทรัพย์สิน 32%

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qVyzIZVStPAdcREE1z6um

  • กสิกรไทยเดินหน้าเศรษฐกิจสีเขียว จับมือกรมลดโลกร้อนหนุนผู้ประกอบการเข้าโครงการ G-Green ออกแพ็กเกจ Green HOTEL SOLUTION เพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างครบวงจร – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    กสิกรไทยเดินหน้าเศรษฐกิจสีเขียว จับมือกรมลดโลกร้อนหนุนผู้ประกอบการเข้าโครงการ G-Green ออกแพ็กเกจ Green HOTEL SOLUTION เพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างครบวงจร – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารกสิกรไทยเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว จับมือกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) สนับสนุนโครงการ G-Green ออกแพ็กเกจ Green HOTEL SOLUTION ส่งสินเชื่อ Green Loan อัตราดอกเบี้ยพิเศษ MLR-1.25% ต่อปี พร้อมบริการด้าน ESG ครบวงจร มุ่งหวังช่วยให้ธุรกิจโรงแรมเปลี่ยนผ่านสำเร็จเพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันธุรกิจไทยในเวทีโลก

    ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมมีการปรับตัวให้สอดรับกับความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงต้องเตรียมปรับตัวเพื่อรองรับระเบียบข้อบังคับใหม่ด้านความยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero โดยที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทยให้การสนับสนุนลูกค้าทั้งเงินทุน องค์ความรู้ และการให้บริการโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำได้สำเร็จ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจ

    ล่าสุดได้จับมือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมสนับสนุนโครงการ

    G – Green โดยให้การสนับสนุนโรงแรมที่มุ่งส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Green Hotel ที่ได้รับการรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้สัญลักษณ์               G – Green เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจโรงแรมเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานคาร์บอนต่ำ ด้วยแพ็กเกจ Green HOTEL SOLUTION เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน 4 ด้าน ได้แก่

    1. สนับสนุนเงินทุน ด้วยสินเชื่อ Green Loan อัตราดอกเบี้ยพิเศษ MLR-1.25% ต่อปี* ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 5 ปี เมื่อสมัครสินเชื่อตั้งแต่ 1 ก.ย. 2568 – 31 ธ.ค. 2569
    2. สนับสนุนเครื่องมือในการเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ บริการที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน K-CLIMATE ESG Advisory และแพลตฟอร์มคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ KCLIMATE1.5
    3. สนับสนุนระบบจัดการโรงแรม ด้วยแพลตฟอร์ม KONCIERGE+ ซึ่งรวบรวม Solution สำหรับบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมครบจบในที่เดียว
    4. สนับสนุนการตลาด โดยได้เข้าร่วมโปรโมชันและพื้นที่ประชาสัมพันธ์กับบัตรเครดิต กสิกรไทย** และแพลตฟอร์ม TAGTHAI ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ

    ดร.กรินทร์ กล่าวในตอนท้ายว่าธนาคารมั่นใจว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยลงมือเปลี่ยนผ่านธุรกิจได้จริง ซึ่งนอกจากจะเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ธุรกิจไทยในการแข่งขันบนเวทีสากลแล้ว ยังเป็นการร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศอีกด้วย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ https://www.kasikornbank.com/k_greenhotel

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/19/604842/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mpkk55mVNd6T1TMtd1no_

  • กลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ร่วมฟื้นฟูโรงเรียนประสบอุทกภัยในอ.หาดใหญ่ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    กลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ร่วมฟื้นฟูโรงเรียนประสบอุทกภัยในอ.หาดใหญ่ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างผลกระทบและความเสียหายในวงกว้างให้กับผู้คนหลายภาคส่วน กลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและฟื้นฟูโรงเรียนวัด  ท่าแซ ภายหลังน้ำลด เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาดำเนินการเรียนการสอนได้ตามปกติโดยเร็ว โดยมี นายชัยมงคล ทัดเทียมเพชร (ที่ 1 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ ดร.ธีระชัย พิพิธศุภผล (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างและประสาน
    งานราชการ วัน แบงค็อก พร้อมด้วยพนักงาน ร่วมปรับปรุงโรงอาหารพร้อมส่งมอบเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น โต๊ะรับประทานอาหาร หม้อหุงข้าว ตู้เย็น รวมถึงบริจาคอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยมี นางสาวนันทิยา จันทร์สุวรรณ (ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท่าแซ เป็นผู้รับมอบ

    สำหรับโรงเรียนวัดท่าแซเป็นโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเป็นโรงเรียนประจำตำบลคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทำการสอนในระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา โดยเสียหายทั้งในส่วนของห้องเรียนและโรงอาหาร ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ พร้อมเดินหน้าให้ความช่วยเหลือและพื้นฟูพื้นที่ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นการส่งต่อพลังใจให้ผู้คนสามารถก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ และกลับมาใช้ชีวิตใหม่ได้อย่างเข้มแข็ง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/19/604704/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nmyJlRzsAehsJk49qfj2Y

  • ‘iHERB GROUP’ ร่วมส่งเสริมการศึกษาเด็กนักเรียนยากไร้ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ’69

    ‘iHERB GROUP’ ร่วมส่งเสริมการศึกษาเด็กนักเรียนยากไร้ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ’69

    วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.30 น.

    นายยัญชัย บุญใช้ กรรมการบริหาร iHERB GROUP ผู้ผลิตอาหารเสริมแบรนด์อินเซนต์ (Inzent) มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนเรียนดี แต่ยากไร้  มูลค่ารวม 50,000 บาท ณ โรงเรียนหนองตาแพ่ง จังหวัดกาญจนบุรี 

    นายยัญชัย บุญใช้ CEOหนุ่มแห่ง iHERB GROUP กล่าวว่า “ในโอกาสใกล้วันเด็กปี 2569 นี้ ทางบริษัทเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาที่เป็นสิ่งสำคัญของเด็กไทย  จึงได้คัดเลือกโรงเรียนหนองตาแพ่งซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กในชุมชน อยู่ใกล้เคียงกับโรงงานไอเฮิร์บ จ.กาญจนบุรี โดยได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 10 ทุน ทุนละ 5,000 บาท(ห้าพันบาท) รวมมูลค่า 50,000 บาท(ห้าหมื่นบาทถ้วน) โดยคัดเลือกจากนักเรียนที่เรียนดี ความประพฤติดี แต่ขาดทุนทรัพย์ รวมถึงบริจาคอุปกรณ์กีฬา ขนม และร่วมสมทบทุนซ่อมแซมอาคารเรียน รวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท โดยหวังว่าสิ่งเล็กๆเหล่านี้ จะเป็นแรงกำลังใจแก่นักเรียนและคณะครูต่อไป”

    ด้านนางสาวสุดาพร  สุดใจ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองตาแพ่ง กล่าวว่า “รู้สึกดีใจแทนนักเรียนของเรา โดยโรงเรียนเราเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนเพียง 41 คน ส่วนใหญ่พ่อแม่ผู้ปกครองประกอบอาชีพเกษตรกร เลี้ยงสัตว์ รับจ้างทั่วไป ในละแวกใกล้เคียง โดยนักเรียนจำนวนมากประสบปัญหาขาดทุนการศึกษา รวมไปถึงอุปกรณ์การเรียนต่างๆ เมื่อได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ทางไอเฮิร์บก็ได้มีการสนับสนุนที่ดีมาโดยตลอด”

    นายยัญชัย บุญใช้ กล่าวเสริมในช่วงท้ายถึงทิศทางของ iHERB GROUP ในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงว่า “ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมานั้น iHERB GROUP มีความตั้งใจในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เราสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก และนวัฒกรรมอันทันสมัยตามแบบฉบับของiHERB ราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ในคอนเซปของดีราคาไม่แพง เพื่อตอบโจทย์ในทุกกลุ่มเป้าหมาย และในปี 2569 iHERB เองก็จะยังคงจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งต่อสินค้าที่มีคุณภาพให้กับทุกคน รวมไปถึงการแบ่งปันสิ่งดีๆ ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมตลอดปี เช่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม , ทำนุบำรุงพุทธศานา , ช่วยเหลือผู้พิการทหารผ่านศึก เป็นต้น

    -(016)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/935949&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s-pSSl7qDLFdySO6SSRHK

  • นายยัญชัย บุญใช้ CEO iHERB GROUP ร่วมส่งเสริมการศึกษาเด็กนักเรียนยากไร้ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ

    นายยัญชัย บุญใช้ CEO iHERB GROUP ร่วมส่งเสริมการศึกษาเด็กนักเรียนยากไร้ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ

    นายยัญชัย บุญใช้ CEO iHERB GROUP ร่วมส่งเสริมการศึกษาเด็กนักเรียนยากไร้ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ

    นายยัญชัย บุญใช้ กรรมการบริหาร iHERB GROUP ผู้ผลิตอาหารเสริมแบรนด์อินเซนต์ (Inzent)  มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนเรียนดี แต่ยากไร้  มูลค่ารวม 50,000 บาท ณ โรงเรียนหนองตาแพ่ง จังหวัดกาญจนบุรี

    นายยัญชัย บุญใช้ CEOหนุ่มแห่ง iHERB GROUP เจ้าของอาณาจักรผลิตอาหารเสริมรายใหญ่ของประเทศไทย กล่าวว่า “ในโอกาสใกล้วันเด็กปีนี้ ทางบริษัทเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาที่เป็นสิ่งสำคัญของเด็กไทย  จึงได้คัดเลือกโรงเรียนหนองตาแพ่งซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กในชุมชน อยู่ใกล้เคียงกับโรงงานไอเฮิร์บ จ.กาญจนบุรี โดยได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 10 ทุน ทุนละ 5,000 บาท(ห้าพันบาท) รวมมูลค่า 50,000 บาท(ห้าหมื่นบาทถ้วน) โดยคัดเลือกจากนักเรียนที่เรียนดี ความประพฤติดี แต่ขาดทุนทรัพย์ รวมถึงบริจาคอุปกรณ์กีฬา ขนม และร่วมสมทบทุนซ่อมแซมอาคารเรียน รวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท โดยหวังว่าสิ่งเล็กๆเหล่านี้ จะเป็นแรงกำลังใจแก่นักเรียนและคณะครูต่อไป”

    ด้านนางสาวสุดาพร  สุดใจ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองตาแพ่ง กล่าวว่า “รู้สึกดีใจแทนนักเรียนของเรา โดยโรงเรียนเราเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนเพียง 41 คน ส่วนใหญ่พ่อแม่ผู้ปกครองประกอบอาชีพเกษตรกร เลี้ยงสัตว์ รับจ้างทั่วไป ในละแวกใกล้เคียง โดยนักเรียนจำนวนมากประสบปัญหาขาดทุนการศึกษา รวมไปถึงอุปกรณ์การเรียนต่างๆ เมื่อได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ทางไอเฮิร์บก็ได้มีการสนับสนุนที่ดีมาโดยตลอด”

    นายยัญชัย บุญใช้ กล่าวเสริมในช่วงท้ายถึงทิศทางของ iHERB GROUP ในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงว่า “ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมานั้น iHERB GROUP มีความตั้งใจในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เราสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก และนวัฒกรรมอันทันสมัยตามแบบฉบับของiHERB ราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ในคอนเซปของดีราคาไม่แพง เพื่อตอบโจทย์ในทุกกลุ่มเป้าหมาย และในปี 2569 iHERB เองก็จะยังคงจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งต่อสินค้าที่มีคุณภาพให้กับทุกคน รวมไปถึงการแบ่งปันสิ่งดีๆ ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมตลอดปี เช่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม, ทำนุบำรุงพุทธศานา, ช่วยเหลือผู้พิการทหารผ่านศึก เป็นต้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/918213/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q04nDmw7JASLCSwG2M6PX