Blog

  • การเคหะแห่งชาติเปิดพื้นที่รัฐดึงเอกชนร่วมลงทุนกว่า 30 ล้านบาท ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

    การเคหะแห่งชาติเปิดพื้นที่รัฐดึงเอกชนร่วมลงทุนกว่า 30 ล้านบาท ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

    การเคหะแห่งชาติเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มุ่งบริหารจัดการทรัพย์สินของหน่วยงานในสังกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนำทรัพย์สินของรัฐมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนและชุมชน

    นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า การเคหะแห่งชาติให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพย์สินเชิงรุก โดยเร่งนำที่ดินและทรัพย์สินที่มีศักยภาพมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนในการลงทุนและพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินของรัฐและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

    ล่าสุด การเคหะแห่งชาติเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในโครงการเคหะชุมชนหัวหมาก ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 30 ล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้าและบริการของชุมชน เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ และยกระดับการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาทรัพย์สินเชิงรุกที่การเคหะแห่งชาติกำลังดำเนินการในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาทรัพย์สินของรัฐ ควบคู่กับการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสนับสนุนโอกาสทางธุรกิจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    นายทวีพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารทรัพย์สินของรัฐในปัจจุบันต้องมุ่งสร้างคุณค่ามากกว่าการสร้างรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม การเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจะช่วยยกระดับศักยภาพของพื้นที่ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชน เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    ทั้งนี้ การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ของการเคหะแห่งชาติยังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการสมัยใหม่เข้ามาต่อยอดศักยภาพพื้นที่ เพื่อสร้างผลตอบแทนทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมส่งเสริมระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการและชุมชนอย่างยั่งยืน

    “การเคหะแห่งชาติจะเดินหน้าขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนและทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาทรัพย์สินของรัฐให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพชุมชนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองและชุมชนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายทวีพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/1008789/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ROlH-PeNeMiyEpC4RQlMw

  • ฟิทช์หั่นคาดการณ์ศก.โลกปีนี้โต 2.4% พิษวิกฤตตอ.กลางทำราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    ฟิทช์หั่นคาดการณ์ศก.โลกปีนี้โต 2.4% พิษวิกฤตตอ.กลางทำราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงเหลือ 2.4% ลดลง 0.2% จากประมาณการเดิม โดยระบุว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อได้ผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ทั้งผ่านแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ การบริโภคที่อ่อนแอลง และต้นทุนของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

    การปรับลดคาดการณ์ครั้งนี้สอดคล้องกับมุมมองขององค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยความขัดแย้งที่ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่เดือนที่ 4 ยังคงสร้างความผันผวนให้กับตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก

    ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์

    ขณะเดียวกัน ฟิทช์ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยในปี 2569 เป็น 87 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิม 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยการปิดเส้นทางดังกล่าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 14 แล้ว และยังมีแนวโน้มเปิดใช้งานได้ยากก่อนเดือนก.ค. เนื่องจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังเผชิญอุปสรรค

    อย่างไรก็ตาม ฟิทช์มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังห่างไกลจากวิกฤตราคาน้ำมันในทศวรรษ 1970 ซึ่งราคาน้ำมันที่แท้จริงเคยพุ่งแตะเกือบ 170 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อีกทั้งสัดส่วนการใช้น้ำมันต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจโลกก็ลดลงราวครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2523

    ภายใต้สมมติฐานหลัก ฟิทช์คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโต 1.9% และเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 0.9% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการเดิม ขณะที่เศรษฐกิจจีนถูกปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็น 4.6% จากแรงหนุนของผลประกอบการทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่ดีกว่าคาด และภาคการส่งออกที่ยังคงแข็งแกร่ง

    ฟิทช์ยังประเมินว่า หากสถานการณ์เลวร้ายลงจนราคาน้ำมันเฉลี่ยแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง 10% และภาวะสินเชื่อตึงตัวมากขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเติบโตเพียง 0.8% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซนอาจขยายตัว 0.3% และจีนเติบโต 3.4%

    คาดเฟดคงดอกเบี้ยช่วงที่เหลือของปีนี้

    ในด้านนโยบายการเงิน ฟิทช์คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดปีนี้ ก่อนกลับมาปรับลดดอกเบี้ยในปี 2570 ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย. ก่อนเปลี่ยนทิศทางในปีหน้า

    ฟิทช์ระบุว่า แม้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันจะสูงกว่าปี 2564 อย่างมาก แต่ภาวะตลาดแรงงาน แรงกดดันด้านค่าจ้าง และการขยายตัวของนโยบายการคลัง ล้วนอยู่ในระดับที่อ่อนตัวกว่าช่วงก่อนหน้า

    ทั้งนี้ ปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความไม่แน่นอน คือการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย ไบรอัน คูลตัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของฟิทช์ ระบุว่า การใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทั่วโลกที่เติบโตอย่างโดดเด่น กำลังช่วยลดผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/598644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ps7CKyTVGKLoaWbqoLBDg

  • 3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังมาเยือน เตือนเร่งรับมือผลกระทบ

    3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังมาเยือน เตือนเร่งรับมือผลกระทบ

    Loading…

    3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังมาเยือน เตือนเร่งรับมือผลกระทบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-194&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s2WXmdpT1js0dQ5ubf4P9

  • พาณิชย์จัดใหญ่! อัดงบ 50 ล้าน แจก 500,000 โค้ด ชวนคนไทยช้อปสินค้า SME ช่วยเศรษฐกิจฐานราก

    พาณิชย์จัดใหญ่! อัดงบ 50 ล้าน แจก 500,000 โค้ด ชวนคนไทยช้อปสินค้า SME ช่วยเศรษฐกิจฐานราก


    พาณิชย์อัดฉีด 50 ล้านบาท! โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” แจกโค้ดส่วนลด 100.- จำนวน 5 แสนโค้ด หนุน 2,000 ร้านค้าชุมชน ขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart

    กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเร่งด่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผุดโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” คัดสรรผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนกว่า 2,000 ราย บุกตลาดอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ‘Nex Gen Commerce’ และ ‘Thailand Post Mart’ อัดโปรโมชันลดค่าครองชีพ แจกโค้ดส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 โค้ด พร้อมฟรีค่าจัดส่ง หวังดันสัดส่วนรายได้ SME ทะยานสู่ 40% ของระบบเศรษฐกิจ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” ณ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SME) และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา SME มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณ 35% ของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันสัดส่วนนี้ให้เพิ่มขึ้นเป็น 40% เพื่อกระจายเม็ดเงินและการเติบโตไปสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง

    สำหรับการดำเนินงานในครั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คัดเลือกผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าคุณภาพและใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อนำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ได้แก่ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart ตลอดทั้งเดือนมิถุนายน 2569 นี้

    โดยรัฐบาลและพันธมิตรได้ร่วมกันสนับสนุนสิทธิประโยชน์เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการ ดังนี้:

    • ยกเว้นค่าธรรมเนียมการขาย (GP) ตลอดระยะเวลาโครงการ

    • แจกคูปองค่าจัดส่งฟรี จำนวน 250 คูปองต่อร้านค้า (รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท)

    • ทำการตลาดเชิงรุก ผ่านเครือข่าย Influencer และ KOL ในการรีวิวสินค้าและไลฟ์คอมเมิร์ซ (Live Commerce) เพื่อสร้างคอนเทนต์กระตุ้นยอดขาย

    ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน กระทรวงพาณิชย์ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโค้ดส่วนลด “ไทยช่วยไทย” มูลค่า 100 บาท (เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาท) จำนวนรวม 500,000 โค้ด คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 50 ล้านบาท

    “โครงการนี้ต้องการส่งเสริมให้คนไทยหันมาช่วยอุดหนุนสินค้าของคนไทยด้วยกัน เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับไปสู่ชุมชนและผู้ผลิตรายเล็กอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้ซื้อสินค้าดีมีคุณภาพในราคาที่ประหยัดลง ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลจากฐานรากอย่างแท้จริง” นางศุภจี กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43424&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j-EbUTmMJr5Z8_WKhyio9

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 05 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 05 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 10.33 น.

    กลยุทธ์: ย่อซื้อ
    แนวต้าน: $4,600 = 71,100 บาท
    แนวรับ: $4,400 = 68,500 บาท
    .
    ราคาทองคำจะขึ้นหรือลง หลังประกาศ Nonfarm Payroll ท่ามกลางการจับตาดอกเบี้ย FED และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง? ราคาทองคำมีแนวโน้มผันผวนตามตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ทิศทางดอกเบี้ย FED และสถานการณ์ตะวันออกกลาง หากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือ FED มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย ทองคำอาจได้รับแรงหนุน แต่หากเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งและดอกเบี้ยอยู่สูง ทองคำอาจเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น
    .
    ราคาทองคำในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลหลักจากตัวเลข Nonfarm Payroll ของสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ยของ FED หากตัวเลขจ้างงานเริ่มอ่อนแอ ตลาดอาจคาดหวังการลดดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ แต่หากเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง ทองคำอาจถูกกดดันจากดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงต่อไป
    .
    ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจจำกัดแรงซื้อทองคำในระยะสั้น แม้ว่าความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงมีอยู่
    .
    ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญต่อทองคำ ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเลือกใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว เพื่อรับมือกับความผันผวนและโอกาสฟื้นตัวในระยะถัดไป
    .
    โดยสรุป ราคาทองคำในระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับตัวเลข Nonfarm Payroll ทิศทางดอกเบี้ยของ FED และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวและมีโอกาสลดดอกเบี้ย ทองคำอาจได้รับแรงหนุน แต่หากเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งและดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ราคาทองคำอาจเผชิญแรงกดดันต่อไป ขณะที่ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและการเมืองสหรัฐฯ ยังคงช่วยสนับสนุนความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้กลยุทธ์ทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-05-jun-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33FCne42ZxR6UoVsaV4jbb

  • เปิดยุทธศาสตร์น้ำ EEC 2569”ทางรอดเศรษฐกิจไทย” | เดลินิวส์

    เปิดยุทธศาสตร์น้ำ EEC 2569”ทางรอดเศรษฐกิจไทย” | เดลินิวส์

     ทรัพยากร “น้ำ” ได้กลายเป็นสิ่งท้าทายที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยมีการคาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุม 3 จังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง จะเพิ่มขึ้นจาก 2,419 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในปี 2560 สู่ 2,700 – 2,800 ล้าน ลบ.ม. ในปี 2569 และจะทะยานสูงถึง 3,088 ล้าน ลบ.ม. ภายในปี 2580 หรือเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 28 เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของชุมชนเมือง

    ปี 2569 ถือเป็นปีหมุดหมายสำคัญในการทดสอบความแข็งแกร่งของระบบบริหารจัดการน้ำไทย เนื่องจากต้องเผชิญกับสภาวะ เอลนีโญ” ที่คาดการณ์ว่าจะลากยาวไปจนถึงเดือนกันยายน 2570 ส่งผลให้เกิดความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ฝนตกไม่สม่ำเสมอ และเสี่ยงต่อภัยแล้งในบางช่วง หากไม่มีแผนรองรับที่มีประสิทธิภาพ ความเสียหายอาจขยายวงกว้างจนกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทานจึงได้บูรณาการร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำรวม 38 โครงการ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ผสมผสานโครงข่ายท่ออัจฉริยะ นวัตกรรมทางเลือก และกลไกการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์

    หัวใจสำคัญของแผนงานปี 2569 คือการสร้างความมั่นคงผ่านระบบ อ่างพวง” และโครงข่ายท่อส่งน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Grid) โดยมี อ่างเก็บน้ำประแสร์” จังหวัดระยอง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระบบท่อผันน้ำขนาดใหญ่ไปยังอ่างเก็บน้ำหลักอื่น ๆ เช่น อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำหนองค้อ และอ่างเก็บน้ำบางพระ ทำให้สามารถกระจายน้ำและผันน้ำข้ามลุ่มน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนได้อย่างทันท่วงที ในช่วงฤดูฝนนี้รัฐบาลได้ยกระดับศักยภาพการสูบผันน้ำจากคลองสะพานไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จากเดิม 25 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 50 ล้าน ลบ.ม. เพื่อกักเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในหน้าแล้ง โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ถึง 527 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี

    ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รมว.เกษตรและสหกรณ์  ยังมีความกังวล ว่า ไทยมีความเสี่ยงฝนน้อยกว่าค่าปกติในบางช่วงตั้งแต่กลางปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570 จากความผันผวนของสภาพอากาศและอิทธิพลเอลนีโญ จึงสั่งกรมชลประทาน รวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการ “บริหารน้ำเชิงรุก” ครอบคลุมเก็บกัก จัดสรร และใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับทั้งเกษตรกร ประชาชน และอุตสาหกรรม สำหรับพื้นที่ EEC ต้องดำเนินการสูบผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างคลองและอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอกับความต้องการ

    นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า ภาคอุตสาหกรรมกรมชลประทานมีระบบ ผันน้ำซึ่งสามารถสูบและผันน้ำได้ปีละกว่า 100,000,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งหากมีน้ำเข้ามาไม่ว่าจะเข้ามาเก็บกักในอ่างเก็บน้ำ หรือตกลงในพื้นที่ใกล้เคียง ก็สามารถสูบกลับมาเติมในอ่างเก็บน้ำประแสร์ และผันไปที่คลองใหญ่หนองปลาไหลได้ ซึ่งยืนยันว่า น้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่ EEC มีปริมาณเพียงพอ นอกจากนี้สำหรับพื้นที่ ECC ยังมีโครงการชลประทานที่ขึ้นใหม่ได้แก่ โครงการผันน้ำอ่างประแสร์-หนองค้อ-บางพระ ที่จะเข้ามามาช่วยในการผันน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและ EEC ซึ่งจะลดภาระการผันน้ำของอ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งก็จะช่วยให้สามารถ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม การเกษตรและการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดระยองได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

    นอกจากการจัดหาแหล่งน้ำดิบเพิ่มแล้ว แผนงานยังเน้นการบริหารจัดการฝั่งอุปสงค์ (Demand Side) โดยส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวสู่ โรงงานอัจฉริยะ” (Smart Factory) ภายใต้หลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) กำหนดเป้าหมายให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต้องลดการใช้น้ำลงร้อยละ 10-15 และต้องนำน้ำเสียกลับมาบำบัดหมุนเวียนใช้ใหม่ ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของปริมาณน้ำที่ใช้

     ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานเชิงรุกส่งผลให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางในพื้นที่ EEC มีปริมาณน้ำทุนสะสมอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมกว่าร้อยละ 84 ของความจุ สามารถจัดสรรน้ำให้แก่นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ตามแผนโดยไม่มีรายงานการขาดแคลน แผนความมั่นคงน้ำ EEC ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อผ่านพ้นวิกฤตเอลนีโญ แต่เป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างและการลงทุนด้านนวัตกรรมครั้งใหญ่ ที่จะรับประกันว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่อไปได้อย่างมั่งคั่งและยั่งยืนบนพื้นฐานของความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5921567/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LT4vVdUiXxIyeIk-uET8L

  • ไทยปิดดีลอาเซียน ตั้ง’ดีฟา’เขตเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับแรกของโลก คาดเงินสะพัด 66 ล้านล้านในปี 73 | เดลินิวส์

    ไทยปิดดีลอาเซียน ตั้ง’ดีฟา’เขตเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับแรกของโลก คาดเงินสะพัด 66 ล้านล้านในปี 73 | เดลินิวส์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ไทยและชาติสมาชิกในอาเซียน ได้ประสบความสำเร็จ การเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ดีฟา) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน ประเทศฟิลิปปินส์  ไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจา ได้ขับเคลื่อนการเจรจาและประสานจุดยืนของประเทศสมาชิก จนนำอาเซียนไปสู่การบรรลุข้อตกลงดีฟาได้ร่วมกัน

    “ดีฟ่า เป็นความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลกที่จัดทำขึ้นในสมาชิกอาเซียน โดยเริ่มต้นการเจรจาตั้งแต่ปี 66 และเจรจาสำเร็จในปี 69 โดยผลการศึกษาชี้ว่า ดีฟาจะช่วยผลักดันมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนให้เติบโตสู่ระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 66 ล้านล้านบาท ได้ภายในปี 73 พร้อมยกระดับอาเซียนสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยงครอบคลุมในเวทีโลก และยังตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนวาระเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค “

    นางศุภจี กล่าวว่า ดีฟานับเป็นก้าวสำคัญของการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค โดยขั้นตอนต่อจากนี้ จะเป็นการตรวจทานถ้อยคำทางกฎหมาย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงนามอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดอาเซียน เดือนพ.ย.69 โดยดีฟา ไม่ใช่เพียงความตกลงด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน แต่เป็นกติกาใหม่ซึ่งจะช่วยยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจดิจิทัลของอาเซียน ให้การค้าและการลงทุนข้ามพรมแดนดำเนินได้อย่างราบรื่นมากขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ผ่านการเชื่อมโยงระบบดิจิทัลของประเทศสมาชิกให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่จะเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี และนวัตกรรมได้มากขึ้น

    ขณะเดียวกัน ดีฟายังวางรากฐานให้เศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนเติบโตอย่างมั่นคงและน่าเชื่อถือ ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครองผู้บริโภค การต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อให้อาเซียนสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลโลก

    นางศุภจี กล่าวว่า  ในฐานะที่ไทยได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ประธานคณะกรรมการเจรจา ดีฟา ได้มีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการเจรจาและสร้างฉันทามติร่วมกัน จนสามารถนำการเจรจาที่มีความซับซ้อนและครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคตไปสู่ความสำเร็จได้ ความสำเร็จครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนบทบาทนำของไทยในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในการร่วมกันกำหนดกติกาเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคที่มีมาตรฐานสูง สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเสริมความเชื่อมั่นการค้าและการลงทุนดิจิทัลระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5921369/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09AJFFniWf3Lqxr7ZdFbVo

  • กรกสิวัฒน์ ชูเศรษฐกิจเชิงรุก รับมือวิกฤตโลก

    กรกสิวัฒน์ ชูเศรษฐกิจเชิงรุก รับมือวิกฤตโลก

    กรกสิวัฒน์ ชูเศรษฐกิจเชิงรุก รับมือวิกฤตโลก

    วันนี้, 13:50น.

              ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี โพสต์ระบุว่า แม้ผมลงสมัครผู้ว่า กทม แล้ว เรื่องราคาน้ำมันแพงซึ่งเป็นเรื่องระดับชาติผมไม่เคยทิ้ง ยังคงติดตามให้พี่น้องคนไทยเหมือนเดิมครับราคาน้ำมันไทย 2 มิย 69 เบนซิน95 แพงกว่าเวียดนาม 22 บาทต่อลิตรโซฮอล95 แพงกว่าเวียดนาม 13.60 บาทต่อลิตรดีเซล แพงกว่าเวียดนาม 7 บาทต่อลิตร คน กทมและคนไทยทั้งประเทศ เตรียมรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้เลยครับ บริษัทจะทยอยปิดทนพิษน้ำมันแพงไม่ไหว สินค้าเตรียมขึ้นราคายกแผง คนไทยเตรียมตกงาน แล้วเราจะอยู่กันยังไง???

              ผู้ว่า กทม ยุคนี้จะรู้แต่เพียงลอกท่อ ทำฟุตบาท และถ่ายคลิปออกกำลังกายไม่ได้ แต่ต้องรู้เศรษฐกิจโลกเข้าใจผลกระทบชีวิตคน กทม เพื่อเตรียมนโยบายรองรับ เพราะกทม คือ หัวใจของประเทศไทยครับ ดังนั้น หาก กทม เศรษฐกิจล่ม ประเทศไทยก็ล่มไปด้วย

              เรากำลังอยู่ในโลกที่แข่งขันกันแย่งเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ หากไม่มีนโยบายเชิงรุก แต่เน้นตั้งรับเหมือนเดิมโดยให้เหตุผลว่า ไม่มีอำนาจ คนไทยคงจะต้องทนลำบากมากขึ้น เพราะหากรัฐบาลแก้ไม่ถูกจุด เศรษฐกิจไทยก็เตรียมดิ่งเหวได้เลยครับ

    #เลือกผู้ว่ากทม

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s89xFPXrGIjQJUuwYNtV9

  • ทุนยักษ์ ปักหมุด‘บางใหญ่-รังสิต’ พลิกโฉม ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่

    ทุนยักษ์ ปักหมุด‘บางใหญ่-รังสิต’ พลิกโฉม ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่

    จังหวัดนนทบุรีและปทุมธานีก้าวขึ้นเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยสำคัญของปริมณฑล จากการขยายตัวของเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในย่านบางใหญ่และรังสิต ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากทั้งผู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงและกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาจับจองโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของทั้งสองพื้นที่ มาจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่ทยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการทาพิเศษ (ทางด่วน)สายใหม่ การขยายโครงข่ายถนนสายหลักและสายรอง ตลอดจนการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าหลายเส้นทาง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครและพื้นที่ปริมณฑลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน การปรับปรุงและจัดทำผังเมืองรวมของทั้งสองจังหวัดซึ่งสอดคล้องกับกรุงเทพฯเพื่อพัฒนาแบบไร้รอยต่อและเปิดโอกาสให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งเพื่อรองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัย โครงการมิกซ์ยูส และศูนย์การค้าเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้มูลค่าที่ดินในหลายทำเลมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามศักยภาพของพื้นที่

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านนทบุรีและปทุมธานีไม่ได้เป็นเพียงเมืองรองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ของโซนเหนือและตะวันตกของกรุงเทพฯน่าจับตาในอนาคต

    ผังเมือง-โครงสร้างพื้นฐานหนุนบางใหญ่

    “ฐานเศรษฐกิจ” สำรวจพื้นที่ย่านบางใหญ่พบว่า มีการขยายตัวของการลงทุนอย่างรวดเร็วขึ้นแท่นเป็นศูนย์กลางความเจริญ (Hub) แห่งใหม่ของโซนตะวันตกกรุงเทพฯ เริ่มจุดประกายมาจากโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีม่วงเชื่อมโยงจากกรุงเทพฯพาดผ่านมาถึงใจกลางบางใหญ่ สร้างปรากฎการณ์คอนโดมิเนียมขยายตัวตามแนวรถไฟฟ้าในจังหวัดปริมณฑลเป็นครั้งแรกมากถึงกว่าหมื่นหน่วย ที่มีทั้งซื้อเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุน

    ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับสูง นอกจากนี้ยังมีโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์ M81) สายบางใหญ่- กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตรเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกรุงเทพฯและปริมณฑลสู่ภาคตะวันตกรับส่งการเดินทางเข้ามาอยู่อาศัย ใช้ชีวิต ช้อปปิ้ง ในย่านบางใหญ่มากขึ้น หลายทำเลเริ่มมีการขยับการพัฒนา

    ขณะที่ผังเมืองรวมจังหวัดนนทบุรี ปี 2566 กำหนดให้ บางใหญ่ เป็นย่านพาณิชยกรรม (พื้นที่สีแดง) และที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (พื้นที่สีส้ม) ส่งผลให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้าพื้นที่พัฒนารองรับกำลังซื้อ โดยสามารถพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ศูนย์การค้า โรงแรม รวมถึงที่อยู่อาศัยแนวสูงได้มากขึ้น

    บางใหญ่ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่

    บิ๊กทุนปักหมุดบางใหญ่

    เซ็นทรัล เวสต์เกต จุดพลุศูนย์การค้าระดับภูมิภาค

    ย้อนไปก่อนหน้านี้ที่ทำให้บางใหญ่คึกคักมาจนถึงปัจจุบัน เกิดจากการมาของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ระดับภูมิภาครองรับกลุ่มกำลังซื้อในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนคน ขณะราคาที่ดินอยู่ที่ตารางวาละ 1 แสนบาท และแนวโน้มขยับไปที่ 2-3 แสนบาทต่อตารางวาจากความเคลื่อไหวของโครงการที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นโดยรอบรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆมีผลต่อการปรับขึ้นของราคาที่ดินแทบทั้งสิ้นและนำมาซึ่ง การเข้ามาลงทุน แหล่งช้อปปิ้งบริเวณใกล้เคียงจำนวนมาก

    กลุ่มทีซีซี-พราว พลิกโฉมมิกซ์ยูส-สปอร์ตคอมเพล็กซ์

      บริเวณใกล้ กันกับเซ็นทรัลเวสต์เกต ได้เรียกเสียงฮือฮาอย่างมากจากการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสของตระกูลสิริวัฒภักดี หรือกลุ่มทีซีซี เตรียมพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสมูลค่าไม่ต่ำกว่า1หมื่นล้านบาท เนื้อที่ 23 ไร่ติดสถานีบางใหญ่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง บนที่ดินเดิมของห้างบิ๊กคิงบางใหญ่ ห้างสรรพสินค้าในตำนานของชาวบางใหญ่ ซึ่งปิดตัวไปตั้งแต่ปี 2554 ประเมินว่าจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ทำให้พื้นที่มีความหลากหลายครบวงจรมากขึ้นโดยไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ

                การเปลี่ยนแปลงในย่านบางใหญ่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ตระกูลลิปตพัลลภ โดยบริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) นำที่ดินกว่า 10 ไร่ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมบิ๊กซีและโฮมโปรข้างเซ็นทรัล เวสต์เกต หลังจากบิ๊กซีไม่ต่อสัญญา โดยนำมาพัฒนาเป็นโครงการ ฮารีนา-สปอร์ตคอมเพล็กซ์ รองรับกำลังซื้อในย่านบางใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงมองว่าจะสร้างความเจริญไม่น้อยหากพัฒนาแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ

    เปิด‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’มิกซ์ยูสใหม่

     พื้นที่ห่างกันไม่มากนัก บริเวณMRT สายสีม่วง สถานีแยกนนทบุรี 1 เซ็นพัฒนา ยังพลิกโฉมเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ เป็นมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ บนที่ดินเดิม สร้างกิจกรรมหลากหลายในการใช้ชีวิตแบบครบวงจร พร้อมเปิดให้บริการ วันที่3กรกฎาคม 2569  โดยมีความโดดเด่นด้วยแนวคิด Biophilic Design ที่ผสานธรรมชาติเข้ากับสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว เชื่อมโยงศูนย์การค้าและคอนโด PHYLL เพื่อเติมเต็มทุกมิติของการใช้ชีวิตเมืองในที่เดียว

    รังสิตบูม บิ๊กทุนแห่ปักหมุด

    ปั้นเมืองแห่งอนาคต750 ไร่ รังสิต

     นอกจากโซนบางใหญ่นนทบุรี เซ็นทรัลพัฒนา ยังเดินหน้าปักหมุดโครงการมิกซ์ยูส ย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี หรือกรุงเทพฯตอนเหนือซึ่งเป็นแลนด์แบงก์ที่ซื้อสะสมมานาน จากบริษัท ไทยเมล่อนโพลีเอสเตอร์ จำกัด (โรงงานทอผ้าขนาดใหญ่ในอดีต) เมื่อปี 2554 โดยซื้อต่อมาจากนักการเมืองชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพหรือ บสก.อีกทอด เพื่อนำมาพัฒนาเป็นอภิมหาโปรเจ็กต์ โดยในระหว่างรอการพัฒนา เซ็นทรัลพัฒนาได้ขอปรับสีการใช้ประโยชน์ของผังเมือง จากพื้นที่สีม่วง (ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมเดิม) เป็นพื้นที่สีแดงและได้รับอนุมัติในผังเมืองในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเป็น หนึ่งในแผนลงทุน 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2569 โดยถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเซ็นทรัลพัฒนา เพื่อพลิกโฉมกรุงเทพฯ ตอนเหนือให้เป็นเมืองแห่งอนาคต

    จิณณ์-ศุภาลัยลุยเมืองแห่งการอยู่อาศัย

    พื้นที่ไม่ห่างกัน ที่ดิน มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ โครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เป็นโครงการมิกซ์ยูส Wellness Residencesบนเนื้อที่ 142 ไร่ ย่านรังสิต พัฒนาโดยบริษัทในเครือ THG โดดเด่นด้วยคอนเซปต์เมืองแห่งการอยู่อาศัยที่รวมคอนโดมิเนียม ศูนย์การแพทย์ (รพ.ธนบุรีบูรณา) และศูนย์ดูแลสุขภาพเข้าไว้ด้วยกันเช่นเดียวกับ บมจ. ศุภาลัย ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยชั้นนำ สร้างปรากฏการณ์ปักหมุดบิ๊กโปรเจกต์ “Community Living Hub” บนที่ดินกว่า 287 ไร่ ย่านรังสิต คลอง 3 โดยดึง โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ (SISB) เข้ามาตั้งแคมปัสภายในโครงการ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ผสานการศึกษาและที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

    เปิดโครงข่ายคมนาคมบูม นนทบุรี-ปทุมธานี

     ทางด้านความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐสายใหม่ ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมเร่งรัดโครงการในพื้นที่โซนปทุมธานี-นนทบุรี เพื่อให้โครงข่ายทางถนนและระบบราง ทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อข้ามจังหวัดได้สะดวกมากขึ้น โดยมีโครงการลงทุนครอบคลุมในพื้นที่ 2 จังหวัด ดังกล่าว จำนวน 7 โครงการ วงเงินรวม 158,789 ล้านบาท

    สำหรับโครงการแรกที่อยู่ในความรับผิดชอบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) คือ โครงการทางพิเศษ (ทางด่วน) ฉลองรัช ส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ถนนลำลูกการะยะทาง 16.2 กม.วงเงิน 24,060ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ตามแผนคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในกลางปี 2571

    ขณะที่กรมทางหลวง ลงทุนโครงการมอเตอร์เวย์ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านตะวันออก ตอน แยกจุดตัดทางหลวงหมายเลข 305 (ถนนรังสิต – นครนายก ประมาณ กม.25+850) – บรรจบทางหลวงหมายเลข 3312 (ถนนลำลูกกา ประมาณ กม.25+000)ระยะทางรวม 13.6 กม. เชื่อมต่อกับโครงการทางพิเศษ (ด่วน) ช่วงจตุโชติ – ลำลูกกา ของกทพ. เช่นเดียวกับโครงการมอเตอร์เวย์ ส่วนต่อขยายทาง ยกระดับอุตราภิมุข (M5) ช่วงรังสิต – บางปะอิน ระยะทาง 22 กม. วงเงินลงทุน 42,055 ล้านบาท

     นอกจากนี้ยังมีโครงการมอเตอร์เวย์ หมายเลข 9 (M9) ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก (หรือถนนกาญจนาภิเษก) ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน ระยะทาง 31 กม.วงเงิน 15,862 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมต่อกับโครงการ M9 ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้วช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ตามแผนจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2573 ส่วนช่วงลาดหลุมแก้ว – บางปะอิน ระยะทาง 20 กม. วงเงิน 8,930 ล้านบาท

    รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอน ทางยกระดับบางขุนเทียน – บางบัวทอง เชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ส่วนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาฯ คาดว่าจะเห็นชอบลงนามสัญญาภายในวันที่ 9 ก.ค.2569 คาดว่าแล้วเสร็จในปี 2572

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/660651&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PSHpKhB-rEXmJ0CGDbMjG

  • “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดแล้วเกือบหมื่นล้าน | TOPNEWS

    “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดแล้วเกือบหมื่นล้าน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 05/06/2026 12:48

    “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดแล้วเกือบหมื่นล้าน

    “คลัง” เผย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดแล้วเกือบหมื่นล้าน – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง รายงานข้อมูลร้านค้าและการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ข้อมูล ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.

    โดยยอดใช้จ่ายในโครงการ มียอดใช้จ่ายรวม 9,873 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 5,747 ล้านบาท เงินที่ประชาชนจ่าย 4,125 ล้านบาท

    ส่วนร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสำเร็จมีจำนวนอยู่ที่ 976,286 ร้านค้า อยู่ระหว่างร้าค้ากดยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไข 119,467 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ 3,602 ร้านค้า

    ปก web สืบสานงานศิลป์

    SOCAIL 16-9

    ทำไมคู่รักจึงเลือก Millennium IVF Clinic เพื่อสานฝันการเป็นคุณพ่อคุณแม่

    เปิดแล้ว! “OTOP UTTARADIT” สัมผัสมนต์เสน่ห์อุตรดิตถ์ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่แปดริ้ว

    “โสภณ” นำทีมขรก.-ลูกจ้างสภาฯกว่า 2 พันคน ทำกิจกรรมจิตอาสา “ร้อยดวงใจภักดิ์ สร้างความดีเพื่อสังคม” เฉลิมพระเกียรติ “สมเด็จพระราชินี”

    “ดร.สติธร” เจาะลึกเหตุ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระแสตอบรับดี ชื่นชมรัฐบาลเลือกพัฒนาต่อยอดของเดิม ตอบโจทย์ประชาชนใช้ได้จริง

    นพค.36 ตรวจเข้มกำลังพล-ยุทโธปกรณ์ ครบทุกด้าน เน้นความปลอดภัยเจ้าหน้าที่-ประชาชนเป็นหลัก

    “หมอพรทิพย์” เปิด 3 ประเด็นใหญ่ คดี “แตงโม” สะท้อนความล้มเหลว กระบวนการยุติธรรม ลั่นภาคประชาชนไม่โง่ พร้อมพิสูจน์ความจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1593542&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P8uj3DoiembobzgeG2RwG