Blog

  • รองผู้ว่าฯ สตูล ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนฉิม ต่อยอดท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างรายได้สู่ชุมชน | เดลินิวส์

    รองผู้ว่าฯ สตูล ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนฉิม ต่อยอดท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างรายได้สู่ชุมชน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ณ วิสาหกิจชุมชนฉิม ตำบลทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล นางสาวดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิสาหกิจชุมชนฉิม โดยมีนายมิตร ยอดทอง เกษตรจังหวัดสตูล พร้อมด้วยเกษตรอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่

    โอกาสนี้ คณะได้เยี่ยมชม “ร้านฉิม” ภายใต้แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิสาหกิจชุมชนฉิม ซึ่งมีนายชยพัทธ์ หล่อสุพรรณพร เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตั้งอยู่เลขที่ 79 หมู่ 4 ตำบลทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล โดยเป็นหนึ่งในเครือข่ายอุทยานธรณีโลกสตูลที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ “ชม ชิม ช้อป” ผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพ ทั้งเมล่อนจีโอปาร์ค มะเขือเทศ และผักสดจากฟาร์ม พร้อมเรียนรู้กระบวนการผลิตและการเกษตรสมัยใหม่อย่างใกล้ชิด

    สำหรับจุดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ คือ “เมล่อนจีโอปาร์ค (Melon Geo Park)” ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการสร้างลวดลายบนผิวเมล่อนในช่วง 10-15 วันหลังการผสมเกสร จนเกิดเป็นลายนูนรูปสัญลักษณ์ “Geo Park” เชื่อมโยงเรื่องราวและอัตลักษณ์ของอุทยานธรณีโลกสตูล สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรและเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมกิจกรรมเชิงเกษตรหลากหลาย อาทิ การเรียนรู้เทคนิคการปลูกพืชไร้ดิน การตัดเมล่อนจากต้นตามฤดูกาล การเก็บมะเขือเทศเชอร์รี่ รวมถึงถ่ายภาพกับจุดเช็กอินภายในฟาร์มที่ได้รับการออกแบบอย่างสวยงาม พร้อมพักผ่อนที่ “ฉิมเมล่อนคาเฟ่” ซึ่งให้บริการเมนูพิเศษจากเมล่อนสด อาทิ กาแฟเมล่อน ไอศกรีมเมล่อน และเครื่องดื่มสูตรเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของฟาร์ม

    อีกทั้งวิสาหกิจชุมชนฉิมยังได้รับการรับรองมาตรฐานหลายด้าน ทั้งมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตร มาตรฐานผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 5 ดาว สำหรับเมล่อนจีโอปาร์คและแยมเมล่อน มาตรฐาน มอก. เอส (209-2565) ด้านการบริการกิจกรรมเชิงเกษตรเพื่อการท่องเที่ยว รวมถึงได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อมจาก Carbon Footprint และโครงการ LESS ด้านการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก

    ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนฉิมมีผลิตภัณฑ์เด่น ได้แก่ เมล่อนญี่ปุ่นแบรนด์ “ฉิม” ที่มีความหวานไม่ต่ำกว่า 13 องศาบริกซ์ ผักสลัดไฮโดรโปนิกส์หลากหลายชนิด มะเขือเทศเชอร์รี่ ตลอดจนผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น แยมเมล่อน เมล่อนไซเดอร์ และไวน์เมล่อน พร้อมให้บริการเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร จุดเช็กอินท่องเที่ยว และร้านจำหน่ายสินค้าชุมชนคุณภาพ สร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดสตูลอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5920441/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hj1Rw8IP_dtSWS79xafYC

  • เปิดโลเคชัน เที่ยวฤดูฝน 4 ภาค ตามรอยลิซ่า ชวนสัมผัสความรู้สึกเมืองไทยในมุมมองใหม่

    เปิดโลเคชัน เที่ยวฤดูฝน 4 ภาค ตามรอยลิซ่า ชวนสัมผัสความรู้สึกเมืองไทยในมุมมองใหม่

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนคนชอบเดินทางออกไปสัมผัสเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทย 4 ภาคผ่านแคมเปญล่าสุด “feel all the feelings” เปิดหัวใจรับทุกความรู้สึกเพื่อค้นพบความ Amazing Thailand กับหลากหลายสถานที่สวยงาม  พร้อมดื่มด่ำประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยมุมมองใหม่ที่รอให้ทุกคนออกไปสัมผัสคุณค่า ความหมาย และความประทับใจด้วยตนเองในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่ธรรมชาติจะมีความสวยงาม อบอุ่น และเต็มไปด้วยชีวิตชีวาเป็นพิเศษ 

    การเดินทางครั้งนี้ยังได้ “ลิซ่า” มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของเมืองไทยในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นประเทศไทยในมุมที่เข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกมากขึ้นในทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะภาคเหนือ อีสาน กลาง หรือใต้ ทุกที่ไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว แต่คือสถานที่ที่ผู้คนสามารถออกไปค้นพบเรื่องราว ความประทับใจ และช่วงเวลาที่มีความหมายของตัวเองได้ในทุกการเดินทาง

    โลเคชันที่เที่ยวฤดูฝน 4 ภาค ตามรอยลิซ่า

    สัมผัสความเย็นสบายท่ามกลางสายหมอกใน “ภาคเหนือ”

    เริ่มต้นปล่อยใจไปกับความเขียวขจีและความเย็นสดชื่นในภาคเหนือ ปักหมุดแรกที่ ภูลังกา จังหวัดพะเยา จุดหมายปลายทางของคนรักทะเลหมอกยามเช้าที่โอบล้อมด้วยขุนเขาสลับซับซ้อนราวกับความฝัน 

    จากนั้นเดินทางไปสัมผัสความขลังและงดงามทางประวัติศาสตร์ที่ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่สายฝนโปรยปรายเบาๆ ก้อนอิฐเก่าแก่สีเข้มตัดกับท้องฟ้าหม่นกลายเป็นเสน่ห์อันเงียบสงบ 

    ต่อด้วยความสวยงามแปลกตาของ เจดีย์ลอยฟ้า วัดพุทธบาทสุทธาวาส จังหวัดลำปาง ที่ตั้งเรียงรายอยู่บนยอดเขาท่ามกลางสายหมอกสุดลูกหูลูกตาเหมือนหลุดมาจากป่าในป่าแฟนตาซี แล้วแวะไปจิบชาร้อนชมลอนใบชาสีเขียวขจีที่ทอดยาวตามเนินเขาในฤดูฝนที่ ไร่ชา จังหวัดเชียงราย ก่อนจะไปใช้ชีวิตให้ช้าลงที่หมู่บ้านดินริมทะเลสาบกลางหุบเขาอย่าง บ้านรักไทย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมืองเล็กในนิทานที่ใครได้ไปก็ยากจะลืม

    ค้นพบความมหัศจรรย์สไตล์ “ภาคอีสาน”

    สำหรับใครที่อยากสัมผัสความตระการตาอันเป็นเอกลักษณ์ของธรรมชาติ ในวันที่ดอกบัวเบ่งบานเต็มผืนน้ำ ทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี คือภาพความงดงามที่เรือเล็กจะค่อยๆ ล่องผ่านทะเลดอกไม้สีชมพูสุดสายตาท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า เป็นโมเมนต์ที่ทั้งเงียบสงบและโรแมนติกในเวลาเดียวกัน หรือจะเลือกไปตื่นตากับลวดลายหินธรรมชาติกลางลำน้ำโขงที่ สามพันโบก จังหวัดอุบลราชธานี แอ่งหินนับพันที่ถูกสายน้ำกัดเซาะจนเกิดเป็นรูปร่างแปลกตา สะท้อนความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติไทยได้อย่างน่าอัศจรรย์

    เสพงานศิลป์และธรรมชาติหลากสไตล์ใน “ภาคกลาง”

    ในส่วนของภาคกลาง นำเสนอการท่องเที่ยวที่งดงามเหนือกาลเวลา เริ่มด้วยความวิจิตรของพระปรางค์ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แสงไฟโทนอุ่นที่สาดส่องกระทบองค์พระปรางค์พร้อมเงาสะท้อนระยิบระยับบนผืนน้ำเจ้าพระยา 

    ช่วยเติมเสน่ห์ให้บรรยากาศริมแม่น้ำงดงามราวภาพวาด และไปเยียวยาความเหนื่อยล้าด้วยเสียงธรรมชาติของ น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น จังหวัดกาญจนบุรี ในช่วงหน้าฝนที่สายน้ำสีฟ้าใสไหลเต็มชั้นท่ามกลางผืนป่าเขียวชอุ่มที่จะกลายเป็นเสียงธรรมชาติช่วยบำบัดความล้าได้ดีที่สุด

    ปล่อยใจไปกับทะเลและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ใน “ภาคใต้”

    ล่องใต้ไปสัมผัสความเงียบสงบอันงดงามของสันทรายสีขาวทอดยาวตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าอมเขียวที่ แหลมหาด เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ซึ่งเหมาะสำหรับการเล่นน้ำ พายเรือคายัค และนั่งชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินสุดโรแมนติก แล้วปิดทริปอย่างสมบูรณ์แบบด้วยผืนป่าฝนโบราณล้อมรอบด้วยภูเขาหินปูนสูงตระหง่านและทะเลสาบสีมรกตที่ อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดินแดนที่สายหมอกจะลอยเหนือผืนน้ำในยามเช้าตรู่ ซึ่งช่วงฤดูฝนถือเป็นช่วงเวลาที่สวยงามเป็นพิเศษสำหรับการล่องเรือชมวิวเหนือเขื่อนในบรรยากาศเขียวชอุ่ม เที่ยวชมน้ำตกภายในอุทยาน หรือนอนพักผ่อนบนแพกลางน้ำเพื่อรับความสดชื่นจากธรรมชาติ

    นอกจากการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเต็มอิ่มกับทุกอารมณ์แล้ว แคมเปญนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษ “Feel All the feelings, Seeking Thailand’s Wonders” ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกเพื่อลุ้นรับของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟอีกด้วย กิจกรรมทั้งหมดนี้สามารถร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    ข้อมูล : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2937428&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TZ3_AKrj-wPzJyj_56fAS

  • โยธาฯ โคราช สั่งชะลอโครงการพัฒนา “น้ำผุด เขาใหญ่” หลังเจอกระแสต้าน | one31.co.th

    โยธาฯ โคราช สั่งชะลอโครงการพัฒนา “น้ำผุด เขาใหญ่” หลังเจอกระแสต้าน | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79290&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sesMzayP39am3K5ETzhs8

  • หัวหินคึกคัก “สุวัจน์” เปิดงานกาชาดครั้งที่ 28 กระตุ้นท่องเที่ยว-ช่วยสาธารณกุศล

    หัวหินคึกคัก “สุวัจน์” เปิดงานกาชาดครั้งที่ 28 กระตุ้นท่องเที่ยว-ช่วยสาธารณกุศล

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/152276&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I46BioiXil8xAIktfiAJi

  • ถอดรหัสเส้นทางสายไหมใหม่ : ยุทธศาสตร์ 4 มิติ ดันไทยหุ้นส่วนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    ถอดรหัสเส้นทางสายไหมใหม่ : ยุทธศาสตร์ 4 มิติ ดันไทยหุ้นส่วนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    ถอดรหัสเส้นทางสายไหมใหม่ : ยุทธศาสตร์ 4 มิติ ดันไทยหุ้นส่วนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    11 วันบนเส้นทางสายไหมใหม่: บทเรียนจาก Urumqi–Lanzhou สู่อนาคตเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย-จีน

    โดย ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA)

    การเดินทางระยะเวลา 11 วันของคณะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) บนเส้นทางยุทธศาสตร์ อูรูมุฉี–ตุนหวง–เจียอวี้กวน–จางเย่–หลานโจว ครอบคลุมพื้นที่มณฑลซินเจียงและกานซู่

     หมุดหมายครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรม Roadshow เพื่อจับคู่ธุรกิจ (B2B) หรือการกระตุ้นยอดขายในระยะสั้นตามปกติ หากแต่เป็นเซสชันสำคัญในการถอดรหัสภาพอนาคตของระบบเศรษฐกิจการเดินทางโลก (Global Mobility Economy) 

    และการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ (Positioning) ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในอีก 10–20 ปีข้างหน้า
     

    ถอดรหัสเส้นทางสายไหมใหม่ : ยุทธศาสตร์ 4 มิติ ดันไทยหุ้นส่วนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    เมื่อพิจารณาผ่านแว่นตาการวิเคราะห์ทางธุรกิจ การขยับตัวของจีนในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือครั้งนี้สะท้อนภาพการเชื่อมโยงของ 4 มิติหลักที่แยกกันไม่ออก 

    นั่นคือ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) + การบิน (Aviation) + การท่องเที่ยว (Tourism) + เศรษฐกิจภูมิภาค (Regional Economy) ซึ่งกำลังจะกลายมาเป็นสมการใหม่ที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยต้องทำความเข้าใจ

    1. ห่วงโซ่อุปทานใหม่: จากดินแดนไร้ทะเล สู่ประตูเชื่อมยูเรเซีย

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เม็ดเงินและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจีนกระจุกตัวอยู่แถบชายฝั่งตะวันออก (ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, กวางโจว) 

    แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) รัฐบาลจีนได้ทำการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ครั้งใหญ่ 

    ยกระดับให้ซินเจียงและกานซู่กลายเป็นประตูหน้าด่านหลักในการเชื่อมต่อภาคพื้นทวีป

    ถอดรหัสเส้นทางสายไหมใหม่ : ยุทธศาสตร์ 4 มิติ ดันไทยหุ้นส่วนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    โดยเฉพาะ “อูรูมุฉี” (Urumqi) ที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) และศูนย์โลจิสติกส์ระดับภูมิภาคที่เชื่อมต่อไปยังกลุ่มประเทศสถาปัตยกรรมเศรษฐกิจใหม่ 

    อาทิ คาซัคสถาน, อุซเบกิสถาน, คีร์กีซสถาน, ทาจิกิสถาน รวมถึงรัสเซียและยุโรปตะวันออก

    มุมมองเชิงธุรกิจ: สำหรับภาคการท่องเที่ยวไทย เราไม่ได้กำลังมองแค่ตลาดซินเจียงที่มีประชากร 25 ล้านคนอีกต่อไป 

    แต่เรากำลังมองหาลู่ทางเข้าสู่ตลาดประชากรระดับ “หลายร้อยล้านคน” 

    ในแถบยูเรเซียผ่านประตูบานใหม่นี้ นี่คือการขยายฐานลูกค้านักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง (High-spending target) ที่น่าจับตา ถอดรหัสเส้นทางสายไหมใหม่ : ยุทธศาสตร์ 4 มิติ ดันไทยหุ้นส่วนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    2. โมเดลนิเวศวิทยาการเดินทาง (Tourism Ecosystem) และการปฏิวัติด้วย C919

    บทเรียนราคาแพงที่ผู้กำหนดนโยบายและเอกชนไทยต้องเรียนรู้จากจีน คือการที่เขาไม่เคยแยก “อุตสาหกรรมการบิน” ออกจาก “ภาคการท่องเที่ยว” 

    จีนไม่ได้สร้างเครื่องบินพาณิชย์ขนาดกลางอย่าง C919 หรือเครื่องบินลำตัวกว้าง C929 เพียงเพื่อไปแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่าง Boeing หรือ Airbus ในเชิงพาณิชย์เท่านั้น 

    แต่เป็นการสร้าง ระบบนิเวศท่องเที่ยวแห่งชาติ (National Tourism Ecosystem) ที่เบ็ดเสร็จในตัวเอง

    ถอดรหัสเส้นทางสายไหมใหม่ : ยุทธศาสตร์ 4 มิติ ดันไทยหุ้นส่วนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    จีนกำลังร้อยเรียงจิ๊กซอว์ทางธุรกิจเข้าด้วยกัน

    ฮาร์ดแวร์: เครื่องบินที่ผลิตเอง + สนามบินเกิดใหม่ในเมืองรอง + โครงข่ายรถไฟความเร็วสูง

    ซอฟต์แวร์ & บริการ: ระบบชำระเงินดิจิทัล (FinTech) + แพลตฟอร์มท่องเที่ยวและ OTA ยักษ์ใหญ่ + ซัพพลายเชนโรงแรมและบริการที่ได้มาตรฐาน

    เมื่อเครื่องบิน C919 ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบในสายการบินในประเทศ ต้นทุนการดำเนินงาน (Operating Cost) ของสายการบินจีนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เมืองรอง (Tier 2-3 Cities) ในจีนสามารถเปิดเส้นทางบินตรงเชื่อมโยงกันเองและบินสู่นานาชาติได้ง่ายขึ้น เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวป้อนเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง

    ถอดรหัสเส้นทางสายไหมใหม่ : ยุทธศาสตร์ 4 มิติ ดันไทยหุ้นส่วนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    3. กระบวนทัศน์ใหม่ “Two-Way Tourism” : เลิกเป็นผู้ซื้อ-ผู้ขาย แต่เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์”

    ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการท่องเที่ยวระหว่างไทยและจีนตั้งอยู่บนสมการแบบดั้งเดิม คือการทำตลาดเพื่อดึงคนจีนมาเที่ยวเมืองไทย (Inbound) ซึ่งเป็นกรอบคิดแบบ “ผู้ซื้อ-ผู้ขาย” แต่ในโลกการค้ายุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Eurasian Tourism Economy Corridor กรอบคิดนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป

    แนวคิด Thai–China Two-Way Tourism ที่ ATTA และ ททท. พยายามผลักดัน คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” (Strategic Partner)

    ถอดรหัสเส้นทางสายไหมใหม่ : ยุทธศาสตร์ 4 มิติ ดันไทยหุ้นส่วนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    จุดแข็งของจีน

    – ขนาดตลาดมหึมา (Scale)

    – เทคโนโลยีการบริหารจัดการและ FinTech

    – โครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมที่ทรงพลัง

    – เครือข่ายสายการบินที่ครอบคลุม

    จุดแข็งของประเทศไทย

    – ศักยภาพด้านงานบริการ (Hospitality)

    – การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (Wellness)

    – สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและ Soft Power

    – ชัยภูมิการเป็นศูนย์กลาง (Gateway) ของอาเซียน

    ถอดรหัสเส้นทางสายไหมใหม่ : ยุทธศาสตร์ 4 มิติ ดันไทยหุ้นส่วนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    การนำข้อได้เปรียบที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน (Complementary Advantages) มาชนกัน จะช่วยให้เกิดการร่วมทุน การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงภาคพื้นทวีป 

    และการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการท่องเที่ยว (TravelTech) ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจสูงกว่าการนั่งรอโควตานักท่องเที่ยวแบบเดิม

    4. ยุทธศาสตร์ 5 ด้านที่ประเทศไทยต้องเร่งลงมือ

    เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเกาะเกาะไปกับคลื่นลูกใหม่ของเศรษฐกิจสายไหมนี้ได้ ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5 มิติอย่างเร่งด่วน:

    Strategic Alliance: สร้างพันธมิตรเชิงนโยบายและการค้ากับมณฑลในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนโดยตรง ไม่พึ่งพาเพียงแค่เอเจนซี่จากหัวเมืองใหญ่ทางตะวันออก

    Aviation Connectivity: สนับสนุนสายการบินในการเปิดรูทบินตรง (Direct Flight) ระหว่างเมืองหลักของไทยกับ Aviation Hub เกิดใหม่ เช่น อูรูมุฉี และหลานโจว เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง

    ถอดรหัสเส้นทางสายไหมใหม่ : ยุทธศาสตร์ 4 มิติ ดันไทยหุ้นส่วนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    Product Tailoring: พัฒนาและออกแบบสินค้าบริการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical & Wellness) และมรดกวัฒนธรรม เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงจากจีนตะวันตกและเอเชียกลาง

    Data-Driven & Tourism Intelligence: ยกระดับการใช้ Big Data และระบบข้อมูลอัจฉริยะเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการวางแผนเดินทาง เพื่อให้การทำการตลาดแม่นยำ (Precision Marketing)

    ASEAN Gateway: วางบทบาทประเทศไทยให้เป็น “ประตูสู่อาเซียน” สำหรับนักท่องเที่ยวจากเส้นทางสายไหมเหนือ โดยใช้ไทยเป็นจุดกระจายตัวเดินทางต่อไปยังประเทศเพื่อนแบบไร้รอยต่อ

    บทสรุปวิสัยทัศน์

    การเดินทาง 11 วันบนเส้นทางสายไหมยุคใหม่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า โลกกำลังเคลื่อนย้ายศูนย์กลางเศรษฐกิจจาก Atlantic Economy มาสู่ Eurasian Economy และจีนกำลังเปลี่ยนผ่านตัวเองจากมหาอำนาจทางการผลิต สู่การเป็น “มหาอำนาจด้านการเดินทางและการเชื่อมโยงโลก”

    Roadshow ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมการตลาดเพื่อหาตัวเลขนักท่องเที่ยวในงบประมาณประจำปี แต่คือการปักหมุดและวางรากฐานความร่วมมือระยะยาว 10–20 ปีข้างหน้า 

    เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากประเทศที่เป็นเพียง “จุดหมายปลายทาง” (Destination) ให้กลายมาเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ส่วนสำคัญ” ในห่วงโซ่เศรษฐกิจการเดินทางและการท่องเที่ยวที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลกศตวรรษที่ 21 ถอดรหัสเส้นทางสายไหมใหม่ : ยุทธศาสตร์ 4 มิติ ดันไทยหุ้นส่วนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/743437&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eOslNZAPeaV8fWYP_pugj

  • อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยเยาวราช ชูนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว แฟนคลับวัยรุ่นขอถ่ายรูปเพียบ

    อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยเยาวราช ชูนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว แฟนคลับวัยรุ่นขอถ่ายรูปเพียบ

    อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยเยาวราช ชูนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่าน BKK App แนะนำนักท่องเที่ยว-บอกค่าฝุ่น ขณะที่แฟนคลับวัยรุ่นขอถ่ายรูปเพียบ

    เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน  ที่ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะผู้บริหารพรรคฯ อาทิ นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และ นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 2 เขตสัมพันธวงศ์ ลงพื้นที่หาเสียง บนถนนเยาวราช

    โดยบรรยากาศหาเสียงนายอนุชาและผู้บริหารพรรคฯเป็นไปอย่างคึกคัก ได้พบปะพูดคุยกับประชาชน พ่อค้า แม่ค้า และนักท่องเที่ยว พร้อมเยี่ยมเยือน ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านทอง ที่อยู่บนถนนเยาวราช ซึ่งประชาชนพ่อค้า แม่ค้า ให้การต้อนรับ คึกคัก อีกทั้งยังนำสินค้า และผลิตภัณฑ์มาให้ชิม และยังมีกลุ่มแฟนคลับที่เป็นวัยรุ่นมาขอถ่ายรูป พร้อมบอกเลือกเบอร์ 5

    ด้านนายอนุชา กล่าวว่า เยาวราชถือเป็นแหล่งท่องเทึ่ยวสำคัญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็มีนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวคือ BKK App เป็นแอปเพื่อการแนะนำนักท่องเที่ยวว่า มีแหล่งท่องเที่ยวที่ไหน โซนไหน มีกฎอย่างไรบ้าง และยังจัดทำ App BKK Connect เพื่อรวบรวมทุกบริการของกทม. เช่น ดูค่าฝุ่น PM 2.5 เช็คเวลา ขนส่งสาธารณะ (ล้อ ราง เรือ) เช็คเวลาเดินรถขนส่งสาธารณะ จองการบริการจากสำนักงานเขตขอดูกล้อง CCTV อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5749567&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zZeRWzxEN9tJ388-6hb2E

  • 3 ที่พัก น่าน กลางธรรมชาติ ที่ทำให้ผมอยากอยู่ต่ออีกสักคืน

    3 ที่พัก น่าน กลางธรรมชาติ ที่ทำให้ผมอยากอยู่ต่ออีกสักคืน

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/2O7QpK5V0L9M&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fHgPfDLcSR8XgEB6j-X2u

  • กัมพูชาพล่านประท้วงไทย เปิดท่องเที่ยว

    กัมพูชาพล่านประท้วงไทย เปิดท่องเที่ยว

    กัมพูชาพล่านประท้วงไทย เปิดท่องเที่ยว ‘ปราสาทตาควาย’ อ้าง สนธิสัญญา ฝรั่งเศส สยาม

    วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.21 น.

    กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนคัดค้านการดำเนินการของทางการไทย บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทคนา โดยระบุว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยและทำลายมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมเรียกร้องให้ทางการไทยระงับแผนการเปิดพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว และยุติทุกกิจกรรมในบริเวณดังกล่าวทันที

    รายละเอียดประเด็นข้อเรียกร้อง

    การรื้อถอนบันไดและผลกระทบ ทางกัมพูชาชี้แจงว่า บันไดทางขึ้นปราสาทความยาว 325 เมตร จำนวน 1,181 ขั้น ซึ่งกัมพูชาสร้างขึ้นเมื่อปี 2560 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาเยือนและคนในพื้นที่ การที่ไทยรื้อถอนบันไดดังกล่าว กัมพูชามองว่าเป็นการทำลายมรดกทางวัฒนธรรม และเจตนาลบล้างหลักฐานการดูแลพื้นที่ของกัมพูชาที่มีมาอย่างยาวนาน

    คัดค้านการจัดกิจกรรมท่องเที่ยว กัมพูชาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อแผนการของไทย ที่เตรียมเปิดปราสาทตาควายให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในช่วงวันที่ 6-7 มิถุนายน รวมถึงการจำหน่ายตั๋วและจัดพิธีกรรมต่างๆ โดยระบุว่ากิจกรรมเหล่านี้ผิดกฎหมาย และเป็นการสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิ์ในการครอบครองพื้นที่เพื่อนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมในการครอบครองดินแดน

    การอ้างสิทธิ์ทางกฎหมายและข้อเรียกร้อง กัมพูชายืนยันว่าปราสาทตาควายและปราสาทคนาตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินของกัมพูชา โดยอ้างอิงหลักฐานจากสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี ค.ศ. 1904 และ 1907 รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ไทยยุติการทำลายมรดกทางวัฒนธรรมและเคารพข้อผูกพันระหว่างประเทศ ทั้งนี้ กัมพูชาย้ำจุดยืนว่าจะปกป้องอธิปไตยของตนเองผ่านแนวทางสันติวิธีทางการทูตและกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/969007&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KOg3CLOG5tT0LzaEBD5KT

  • “สุรศักดิ์” นัดสรุป 16 มิ.ย.เคาะค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว-ชงวีซ่า ผ.15 รักษาตลาดอินเดีย : อินโฟเควสท์

    “สุรศักดิ์” นัดสรุป 16 มิ.ย.เคาะค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว-ชงวีซ่า ผ.15 รักษาตลาดอินเดีย : อินโฟเควสท์

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย และติดตามการแก้ปัญหาด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ครั้งที่ 2/69 โดยในที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการทบทวนมาตรการวีซ่า โดยเฉพาะการรักษาตลาดนักท่องเที่ยวอินเดีย ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดสิทธิ์วีซ่า ซึ่งเตรียมจะเสนอขอสิทธิ์ประเภท ผ.15 เพื่ออำนวยความสะดวก และรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    ในส่วนของความคืบหน้าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดการจัดเก็บผ่านช่องทางอากาศร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการประชุมสรุปรายละเอียดอีกครั้งในวันที่ 16 มิ.ย.นี้

    พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงภารกิจสำคัญในการร่วมคณะเดินทางเยือนประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการ ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย.นี้ ซึ่ง รมว.ท่องเที่ยวฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด เตรียมประเด็นหารือและข้อตกลงความร่วมมือทั้งด้านกีฬาและการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนแบบพันธมิตรที่เกื้อกูลกันมากกว่าการเป็นคู่แข่ง

    • คาดปลายปี สรุปโครงการ “กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง

    ส่วนโครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการออกแบบก่อสร้าง คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในช่วงปลายปี 69 นี้หรือต้นปี 70

    สำหรับการปรับโครงสร้างกระทรวง ที่จะแยกภารกิจด้านการท่องเที่ยว ไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม และจัดตั้งกระทรวงการกีฬาขึ้นใหม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนทางกฎหมาย และคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ในช่วงปลายปี 69 เพื่อให้การทำงานในแต่ละด้านมีความชัดเจนและคล่องตัวยิ่งขึ้น

    • เล็งยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยวโดยใช้ AI

    ด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว นายสุรศักดิ์ ได้กำชับเรื่องการกวดขันปัญหามาเฟีย และมิจฉาชีพ โดยชูการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจจับใบหน้ามาใช้ในการเฝ้าระวังบุคคลอันตราย และเตรียมนำระบบกล้องติดตัวตำรวจที่เชื่อมโยงข้อมูลอาชญากรรมได้ทันทีมาใช้ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง

    พร้อมกันนี้ยังได้เร่งรัดการก่อสร้าง ซ่อมแซม และถ่ายโอนสนามกีฬาทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ รวมถึงการเตรียมบูรณาการร่วมกับกระทรวงคมนาคม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองผ่านระบบรถไฟ เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูล นายสุรศักดิ์ ได้สั่งการให้จัดตั้งคณะทำงาน เพื่อผลักดันกระทรวงฯ เข้าสู่ระบบเชื่อมโยงข้อมูลภาคราชการ (Business Data Exchange) ตามนโยบายของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวง เพื่อให้การบริการนักท่องเที่ยวและการวางแผนนโยบายมีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    “การทำงานต่อจากนี้ จะเน้นการบูรณาการข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อให้กระทรวงฯ เป็นกลไกหลักในการสร้างรายได้ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านความปลอดภัยให้กับประเทศไทยต่อไป” รมว.ท่องเที่ยวฯ ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/598686&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dGJ-XSCn6irDOApOBW2f4

  • “ไทย” นำอาเซียนปิดดีลกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน เตรียมลงนาม พ.ย. 69

    “ไทย” นำอาเซียนปิดดีลกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน เตรียมลงนาม พ.ย. 69

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน (SEOM) ครั้งที่ 2/57 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2569 โดยไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA NC ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเจรจาและประสานจุดยืนของประเทศสมาชิก จนนำอาเซียนไปสู่การบรรลุข้อตกลง DEFA ได้สำเร็จ นับเป็นก้าวสำคัญของการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค โดยขั้นตอนต่อจากนี้ จะเป็นการตรวจทานถ้อยคำทางกฎหมาย (Legal Scrubbing) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงนามอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) เดือนพฤศจิกายน 2569

    นางศุภจี กล่าวว่า  ในฐานะที่ไทยได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA NC ได้มีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการเจรจาและสร้างฉันทามติร่วมกัน จนสามารถนำการเจรจาที่มีความซับซ้อนและครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคตไปสู่ความสำเร็จได้ ความสำเร็จครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนบทบาทนำของไทยในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในการร่วมกันกำหนดกติกาเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคที่มีมาตรฐานสูง สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเสริมความเชื่อมั่นการค้าและการลงทุนดิจิทัลระดับโลก

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า DEFA ไม่ใช่เพียงความตกลงด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน แต่เป็นกติกาใหม่ซึ่งจะช่วยยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจดิจิทัลของอาเซียน ให้การค้าและการลงทุนข้ามพรมแดนดำเนินได้อย่างราบรื่นมากขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ผ่านการเชื่อมโยงระบบดิจิทัลของประเทศสมาชิกให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Interoperability) ซึ่งจะสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะผู้ประกอบการ MSMEs ที่จะเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี และนวัตกรรมได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน DEFA ยังวางรากฐานให้เศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนเติบโตอย่างมั่นคงและน่าเชื่อถือ ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครองผู้บริโภค การต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้อาเซียนสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลโลก

    ทั้งนี้ DEFA เป็นความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลกที่จัดทำขึ้นระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเริ่มต้นการเจรจาอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2566 และสามารถสรุปผลการเจรจาได้สำเร็จในปี 2569 ความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนวาระเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค ขณะที่ผลการศึกษาชี้ว่า DEFA จะช่วยผลักดันมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนให้เติบโตสู่ระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 พร้อมยกระดับอาเซียนสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยงครอบคลุม และยั่งยืนในเวทีโลก

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2937538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yiUrgWaI_uifgVlBeIaD-