Blog

  • “เพื่อไทย” ยกทีมถกวาระเศรษฐกิจ สภาอุตสาหกรรมฯ ดันโมเดล “ONE FTI” ผสานนโยบาย “การผลิตขั้นสูง” ปูพรมไทยสู่ฐานเทคโนโลยีระดับโลก

    “เพื่อไทย” ยกทีมถกวาระเศรษฐกิจ สภาอุตสาหกรรมฯ ดันโมเดล “ONE FTI” ผสานนโยบาย “การผลิตขั้นสูง” ปูพรมไทยสู่ฐานเทคโนโลยีระดับโลก

    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, วันที่ 24 ธันวาคม – คณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจ ได้เดินทางเข้าพบและหารือร่วมกับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะกรรมการบริหาร เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเปราะบาง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการกำหนดทิศทางนโยบายที่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน

    นายเกรียงไกรสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจว่า สภาอุตสาหกรรมฯ รู้สึกเป็นเกียรติที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและทีมบริหารพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงจากภาคเอกชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ใกล้จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางและต้องการนโยบายที่จะเข้ามาพลิกฟื้นปากท้องของประชาชนอย่างเร่งด่วน ภาคอุตสาหกรรมถือเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อน GDP ถึง 1 ใน 3 ของประเทศและเป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญพายุแห่งความท้าทาย ทั้งการถูกดิสรัปต์ด้วยเทคโนโลยี ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าที่ทำให้สินค้าต่างชาติทะลักเข้ามาในภูมิภาค ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นฐานรากส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังขาดเกราะป้องกันที่เข้มแข็งพอ

    ประธาน ส.อ.ท. ยังชี้ให้เห็นประเด็นที่น่ากังวลว่า แม้ตัวเลขการส่งออกในปีนี้จะดูเหมือนขยายตัว แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดกลับพบว่า ภาคการผลิตจริง หรือดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยไม่ได้ขยับตัวตาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นความผิดปกติเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข ในการนี้ สภาอุตสาหกรรมฯ จึงได้นำเสนอแนวทางปรับตัวภายใต้ยุทธศาสตร์ “ONE FTI” เพื่อเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิม (existing industries) ไปสู่อุตสาหกรรมอนาคต (Next-Gen Industries) ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก หรือ “4 GO” ประกอบด้วย GO Digital & AI ยกระดับการผลิตด้วยปัญญาประดิษฐ์, GO Innovation สร้างผู้ประกอบการจิ๋วแต่แจ๋วด้วยนวัตกรรม, GO Global เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลกด้วยมาตรฐานสากล และ GO Green มุ่งสู่ความยั่งยืนและเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยโฟกัสที่กลุ่มอุตสาหกรรม S-curve และโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

    ทางด้าน นายยศชนัน ได้กล่าวขอบคุณและเน้นย้ำว่า สภาอุตสาหกรรมฯ คือหน่วยงานแรกที่พรรคเพื่อไทยเลือกมาหารือเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากตนเองเคยทำงานคลุกคลีกับภาคอุตสาหกรรมมาก่อนและได้ศึกษาวิสัยทัศน์ของเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางที่ ส.อ.ท. นำเสนอนั้นสอดคล้องกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศแบบครบวงจรไปสู่ Advanced Manufacturing (การผลิตขั้นสูง)

    นายยศชนัน ได้ขยายความถึงกลไกการนำเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศว่า รัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา หรือ “License-in” โดยยกตัวอย่างโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษา ที่รัฐไม่ควรทำเพียงแค่จัดซื้อฮาร์ดแวร์ แต่ควรลงทุนซื้อลิขสิทธิ์เทคโนโลยีแกนกลาง (Core Technology) เข้ามา แล้วถ่ายทอดให้ผู้ประกอบการไทยเป็นผู้ผลิต เพื่อให้เกิดการจ้างงานและการพัฒนา R&D ภายในประเทศอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังเสนอให้ถอดบทเรียนความสำเร็จจากไต้หวัน ในการใช้กลไก Science Park เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) จากนักลงทุนต่างชาติ ควบคู่ไปกับการเร่ง Upskill และ Reskill แรงงานไทย และการอำนวยความสะดวกด้วยระบบ One-stop Service เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาทำงาน

    ในส่วนของการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย มองว่าต้องสอดรับกับเป้าหมาย SDGs และ Net Zero โดยไทยมีจุดแข็งด้าน Synthetic Biology (ชีววิทยาสังเคราะห์) จากบุคลากรในมหาวิทยาลัยวิจัย ที่พร้อมเชื่อมโยงสู่ภาคธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และควรผลักดันมาตรการ Green Premium เพื่อสร้างแต้มต่อให้อุตสาหกรรมสีเขียวสามารถแข่งขันได้เหนือกว่าอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษ พร้อมทั้งเสนอโมเดลการสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่ให้บริษัทขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็น Venture Capital (VC) หรือ Angel Investor สนับสนุน Startup และ SMEs รุ่นใหม่ ให้สามารถเข้าถึงเงินทุน การทดสอบทางคลินิก หรือช่องทางการตลาดระดับโลก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ด้วยนวัตกรรมของคนไทยเอง ไม่ว่าบริบททางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม

    สำหรับการหารือครั้งนี้ มีคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยเข้าร่วม อาทิ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรค, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค, นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ที่ปรึกษารองหัวหน้าพรรค, นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค รวมถึง นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ และ นายฉัตริน จันทร์หอม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/266737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3achMaz5NpC5eQZfkBlEcy

  • นโยบายแก้หนี้สะดุด เมื่อคนรายได้ไม่พอรายจ่าย

    นโยบายแก้หนี้สะดุด เมื่อคนรายได้ไม่พอรายจ่าย

    Loading…

    นโยบายแก้หนี้สะดุด เมื่อคนรายได้ไม่พอรายจ่าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-66&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uhR8O7rOM2B_JCA5rQMVF

  • 2569 หลังเลือกตั้งใหม่…เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร

    2569 หลังเลือกตั้งใหม่…เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร

    *** หากเศรษฐกิจของไทยใช้ดัชนีหุ้นไทยในช่วงวันสุดท้ายของปีเป็นตัวชี้วัด จะพบว่า ในระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ปี 2563 อยู่ที่ 1449 จุด ต่อมาในปี 2564 ดัชนีหุ้นปิดที่ 1657 จุด ในปี 2565 ดัชนีหุ้นวันสุดท้ายอยู่ที่ 1668 จุด ส่วนในปี 2566 ดัชนีหุ้นปิดตลาดที่ 1415 จุด ขณะที่ในปี 2567 ดัชนีไทยปิดตลาดไปที่ 1400 จุด ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา 

    แต่ล่าสุดในช่วง 10 วันสุดท้ายของปี 2568 การที่ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวอยู่เพียง 1265-1275 จุด ทำให้มีโอกาสสูงเป็นอย่างยิ่งที่ดัชนีต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีของปี 2567 จะถูกทำลายลงในปีนี้

    คำถามคือ…เศรษฐกิจไทย ในปี 2569 จะได้ไปต่อหรือแย่ลงกว่าเดิม ???

    จุดเปลี่ยนแรก… ที่น่าจะเป็นคำตอบก็คือ เรื่องของการเลือกตั้งใหญ่ จะต้องจัดขึ้นภายในกรอบเวลา 45-60 วันหลังยุบสภา (12 ธ.ค. 68) จะอยู่ในช่วงวันที่ 26 ม.ค. – 10 ก.พ. 69 ซึ่งก็ได้กำหนดออกมาแล้วว่า จะจัดให้มีการเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 69 

    และหากไม่มีปัญหาเรื่องเวลาในการตั้งรัฐบาล และเลือกตัวผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ มาจากรัฐบาลพรรคเดียว หรือ รัฐบาลผสม ก็จะทำให้มีความชัดเจนต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในเรื่องของทิศทาง และ เสถียรภาพ

    เริ่มต้นจาก “พรรคภูมิใจไทย” พรรคการเมืองซึ่งถูกประเมินว่า มีโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้มากที่สุด เนื่องจากปัจจุบันพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาลรักษาการ ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ก่อนประกาศยุบสภา พบว่า มีการโยกย้ายข้าราชการส่วนท้องถิ่นในแทบทุกระดับจำนวนมาก นัยว่าเป็นการเสริมฐานมวลชนของพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ทั้งก่อนและหลังประกาศยุบสภา ก็มีนักการเมืองจำนวนมากยื่นความจำนงค์ที่จะเข้าร่วมงานกับพรรค 

    นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทย และ นายอนุทิน ยังได้อานิสงส์จากกระแสชาตินิยม ภายหลังเกิดการปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างท่วมท้นตามมาอีกด้วย

    ทั้งนี้…พรรคภูมิใจไทยวางนโยบายเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง ไปจนถึง ระยะยาว โดยในช่วงเร่งด่วนจะมุ่งบรรเทาภาระประชาชนผ่านมาตรการพักหนี้ทุกรูปแบบ วงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน ควบคู่กับการเดินหน้านโยบาย “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจฐานราก 

    ขณะที่ในระยะยาว จะเน้นการวางโครงสร้างใหม่ให้ความสำคัญกับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี โดยกำหนดให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากสวัสดิการของรัฐ มากขึ้นกว่าผู้ที่อยู่นอกระบบ เช่น การยกระดับสิทธิการรักษาพยาบาลผ่านบัตร 30 บาทพลัส

    ในส่วนของ พรรคเพื่อไทย…รายนี้ถึงแม้ว่าจะถูกมองว่า มีแนวโน้มจะหลุดโผในการเป็นแกนนำของพรรครัฐบาล หลังการเลือกตั้งปี 69 แต่เนื่องจากการที่พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคใหญ่ที่มีความพร้อม ทั้งประสบการในการเลือกตั้ง และกำลังเงิน ก็ทำให้ประมาทไม่ได้ 

    ทั้งนี้นโยบายทางเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคใช้ “10 หลักคิด อาทิ…การสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจและความรับผิดชอบทางการคลัง การให้ความสำคัญกับการแก้หนี้เสียเรื้อรัง การปลดล็อกกฎหมายและปรับโครงสร้างระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน รวมไปถึงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน 

    พรรคประชาชน…รายนี้แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์จริงในการบริหารประเทศ แต่เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้า แม้พรรคประชาชนจะไม่ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล แต่การที่สามารถนำ ส.ส.เข้าสภาได้มากเป็นอันดับหนึ่ง ก็ทำให้พรรคประชาชนยังมีโอกาส 

    โดยนโยบายทางเศรษฐกิจของพรรค เน้นไปที่ยุทธศาสตร์ใหญ่ โดยการชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย ใน 4 เครื่องยนต์ ได้แก่ (1) พัฒนาทักษะคนไทยรูปแบบใหม่ (2) ยกเครื่องอุตสาหกรรมเก่าขึ้นเป็นอุตสาหกรรมใหม่ (3) หนุนเกษตรหลากหลาย สร้างดีมานด์กระตุ้นซัพพลาย และ (4) คอนเน็กไทยกับโลกเพื่อร่วมขบวนเทคโนโลยีแห่งอนาคต  

    ท้ายที่สุดเป็น พรรคประชาธิปัตย์…รายนี้ถือเป็นพรรคการเมืองที่มีประวัติยาวนาน นอกจากนี้ยังได้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง 
    พรรคประชาธิปัตย์เปิดนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “ไทยไม่ทน” พาประเทศหลุดพ้นจากสภาพที่ต้องทนอยู่กับความยากลำบาก โดยใช้คำผวนแบบไทย ๆ ว่า “ทนหายใจ” จะเปลี่ยนเป็น “ไทยหายจน” 

    โดยคำว่า “จน” ที่พรรคประชาธิปัตย์พูดถึง ไม่ได้หมายถึงปัญหาเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หรือการติดหล่มจากโครงสร้างผูกขาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความ “จน” ในมิติอื่น ๆ ทั้งจนปัญญา จนเงิน จนใจ และจนตรอก ซึ่งล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

    จุดเปลี่ยนที่สอง… เป็นเรื่องปัญหาการปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งจากตัวเลขพบว่า ในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 จะมีมูลค่าการนำเข้าและส่งออกราว 16,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่หลังปะทะมูลค่าการค้าระหว่างกันก็ลดลงอย่างรวดเร็ว เหลือ 376 ล้านบาท 10 ล้านบาท และ 11 ล้านบาท ในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และ กันยายน จนแทบไม่มีเหลืออยู่เลยในปัจจุบัน 

    โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบได้แก่ ธุรกิจบริเวณจังหวัดชายแดน ซึ่งมีการซื้อขาย การขนส่งสินค้าข้ามแดนไปมาระหว่างสองประเทศ หรือ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการอื่นๆ ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถกลับมามีรายได้เช่นเดิม 

    อย่างไรก็ตาม…ถึงแม้ว่าการปะทะกันในพื้นที่ชายแดน จะจบลงไปพร้อมกับการประกาศหยุดยิงในอีกไม่กี่วันนับจากนี้ แต่เจ๊เมาธ์ยังมองว่า ธุรกิจในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ในปีนี้ และคงต้องใช้เวลาอีกนานหลายปี กว่าจะฟื้นกลับมาเป็นปกติก็ 

    ดังนั้น เรื่องของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับทิศทางเศรษฐกิจของไทย ในปี 2569 ที่ชัดเจนอย่างแน่นอน

    ท้ายที่สุด…เป็นเรื่องภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มตัวในปี 2569 ทั้งนี้แม้ว่า ไทยจะถูกเรียกเก็บในอัตรา 19% แต่ยังมีภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ซึ่งมีอัตราสูงถึง 40% ที่สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บกับสินค้าที่ถูกส่งผ่านไทย (หรือประเทศอื่น) เพื่อเลี่ยงภาษีสูงจากประเทศต้นทางจริง 

    โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากจีน ซึ่งนั่นจะทำให้สินค้าไทยที่ส่งไปยังสหรัฐฯ มีราคาที่สูงขึ้นและยังส่งผลต่อ GDP ไทยชะลอตัว (คาดติดลบ 0.42-0.77%) กระทบอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงการส่งออกสูง เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และ วัตถุดิบขั้นกลาง รวมถึงกระทบการลงทุน และ อาจนำไปสู่การลดการจ้างงานในระยะยาว

    หากกล่าวโดยสรุป จากปัจจัยที่เจ๊เมาธ์ร่ายมาทั้ง 3 อย่างจะพบว่าในทั้ง 3 ข้อ มีเพียงเรื่องของผลลัพธ์ที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ที่ประเทศไทยและประชาชนไทยสามารถควบคุมได้ 

    ส่วนอีกสองข้อที่เหลือ…ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ ปัญหาภาษีทรัมป์ แม้จะถือเป็นปัญหาที่ควบคุมได้ยากยิ่งกว่าเนื่องจากส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย เพราะคิดเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน แต่ปัญหาเหล่านี้ ก็เป็นปัญหาภายนอกที่ถึงใช้เวลาอีกหลายปี..แต่ก็ไม่ยากที่จะผ่านไปได้ในอนาคต

    ดังนั้น ปัญหาเดียวที่ถือว่า เป็นปัญหาเรื้องรังของไทย คือ เรื่องของความสามัคคีของคนไทย โดยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ที่มีผลทำให้ประเทศต้องหยุดนิ่งมากว่า 20 ปี 

    หมายความว่า…หากการเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองลงได้ เจ๊เมาธ์ก็เชื่อว่าประเทศไทยยังจะไปต่ออย่างไม่มีปัญหา …นาทีนี้ถ้าคนไทยไม่ช่วยกันก็ไม่ต้องหวังว่า ใครจะมาช่วยเราอีกแล้วเจ้าค่ะ

    คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย… เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/speak-every-district/647401&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eWMcWKy3JKeUETtjpe5W3

  • ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากประชาชนสองประเทศ  แต่เกิดจากรัฐบาลกัมพูชา คนไทยทุกคนหวังว่า เราจะกลับมาเป็นพี่น้อง ดำเนินการด้านเศรษฐกิจและประโยชน์ร่วมกัน

    ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากประชาชนสองประเทศ  แต่เกิดจากรัฐบาลกัมพูชา คนไทยทุกคนหวังว่า เราจะกลับมาเป็นพี่น้อง ดำเนินการด้านเศรษฐกิจและประโยชน์ร่วมกัน

    ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากประชาชนสองประเทศ  แต่เกิดจากรัฐบาลกัมพูชา คนไทยทุกคนหวังว่า เราจะกลับมาเป็นพี่น้อง ดำเนินการด้านเศรษฐกิจและประโยชน์ร่วมกัน


    24/12/2568 | 57 |

    “ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากประชาชนสองประเทศ  แต่เกิดจากรัฐบาลกัมพูชา คนไทยทุกคนหวังว่า เราจะกลับมาเป็นพี่น้อง ดำเนินการด้านเศรษฐกิจและประโยชน์ร่วมกัน”
    พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ 
    โฆษกกระทรวงกลาโหม
    24 ธ.ค.68


    image รูปภาพ

    image


    Line


    คะแนนโหวต :

    StarStarStarStarStar

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/458634&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-wYlDbJxbFY1WuHkX191l

  • ปลัดคลัง ชี้ศก.ปีหน้าโตต่ำ หวังรบ.ใหม่เร่งแก้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ปลัดคลัง ชี้ศก.ปีหน้าโตต่ำ หวังรบ.ใหม่เร่งแก้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ปลัดคลัง ชี้เศรษฐกิจไทยปีหน้าขยายตัวระดับต่ำ หลายปัญหารุมเร้า หวังรัฐบาลใหม่วางนโยบายเร่งแก้เน้นกระตุ้นลงทุน

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจในปี 69 คาดว่าจะเติบโตได้ในระดับต่ำ ซึ่งการที่ “จีดีพี” โตต่ำกว่าศักยภาพของประเทศจะก่อให้เกิดปัญหาหลาย ๆ เรื่อง ทั้ง เงินไม่สะพัด รวมถึงการจัดเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าอีกด้วย

    เน้นการลงทุน

    อย่างไรก็ตามการผลักดันการลงทุนในประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งควรมุ่งเน้นการใช้งบประมาณไปที่การลงทุน โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะทำโครงการเห็นผลได้ในระยะยาว หรือเป็น New Growth Engine ที่จะมาเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย

    นโยบายต้องเห็นผล

    ส่วนเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ออกมาใช้หาเสียง ในส่วนข้าราชการคงต้องดูว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล แล้วนโยบายเศรษฐกิจเป็นอย่างไร และคงต้องมีการหารือกัน โดยเฉพาะในบางเรื่องที่อาจจะต้องปรับ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/24/606073/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26hZWeg19oclFxaPn3d-KA

  • หอการค้า ชี้เทศกาลปีใหม่ 69 คึกคัก คาดเงินสะพัดกว่า 1 แสนล้าน สูงสุดในรอบ 6 ปี

    หอการค้า ชี้เทศกาลปีใหม่ 69 คึกคัก คาดเงินสะพัดกว่า 1 แสนล้าน สูงสุดในรอบ 6 ปี

    วันนี้, 17:25น.

              ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ เผยผลสำรวจช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ยังคงคึกคัก คาดว่าเงินสะพัด 111,609 ล้านบาท ขยายตัว 2.1% ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี เป็นผลมาจากปัจจัยประชาชนยังเหลือเงินจากโครงการคนละครึ่งพลัส และประชาชนเครียดมานาน จากสงคราม น้ำท่วม จึงต้องการที่จะฉลอง 

              นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยสำรวจระหว่างวันที่ 16-21 ธันวาคม 2568 จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 1300 ตัวอย่างทั่วประเทศโดยพบว่า 58.8% ยังไม่มีแผนเดินทางนอกพื้นที่ อีก 20.5% ยังไม่แน่ใจ เพียง 20.7% ระบุมีแผนเดินทาง โดยส่วนใหญ่ระบุกลับบ้านภูมิลำเนาต่างจังหวัด ตามด้วยท่องเที่ยวอย่างเดียว และท่องเที่ยวพร้อมกลับบ้าน โดยเป็นการเดินทางระยะใกล้มากขึ้นในภาคกลาง ตามด้วยภาคเหนือ ภาคอีสาน กทม.ปริมณฑล และ ใต้ สถานที่จะไปเที่ยวกว่า 54% ระบุเที่ยวภูเขา และ 61% ระบุไปกับครอบครัว อย่างไรก็ตาม เป็นการวางแผนเดินทางช่วง 30 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569

              นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่าง 58.4% มองว่าบรรยากาศในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 คงคึกคักพอๆกับปีก่อน ส่วนที่มองว่าคึกคักมากลดลงเหลือ 12.9% จากปีก่อน 26% ขณะที่28% มองว่าคึกคักน้อยถึงไม่คึกคัก ดังนั้น ประเมินเงินใช้จ่ายสะพัดปีใหม่ 2569 สูงกว่าปีก่อน 2.1% อัตราบวกต่ำในรอบ 4 ปี และมีมูลค่า 111,609 ล้านบาท แง่มูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปีนับจากปี 2562

              การใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมสังสรรค์ค่อนข้างมากในปีนี้ อยู่ที่ 1.62 หมื่นล้านบาท สูงกว่าทำบุญอยู่ที่ 1.05 หมื่นล้านบาท ขณะที่การเดินทางไปต่างประเทศเน้นประเทศใกล้ๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ปัจจัยเอื้อต่อความรู้สึกใช้จ่ายคือ โครงการคนละครึ่งพลัส มีส่วนช่วยใช้จ่ายปลายปีนี้มาก แต่ก็มีสัญญาณระมัดระวังการใช้จ่าย และกังวลต่อสถานการณ์ในปี 2569 ยังสูง สะท้อนจากมุมมองต่อเศรษฐกิจส่วนใหญ่ ยังมองเศรษฐกิจปี 2568 และ 2569 ขยายตัวช่วง 1.5-2.0

              สิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการในปี 2569 ประเด็นหลักยังคงเป็นเรื่องของการดูแลค่าของชีพ การดูแลเรื่องของการจ้างงาน แก้ปัญหาการทุจริต แก้หนี้ครัวเรือนและแก้ปัญหาความยากจน

    #หอการค้าไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157798&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ctoBmR8TrdV5Ug49SgBOu

  • ‘อาร์ท เอกสิทธิ์’ นำทัพเปิดตัว ‘พรรคปวงชนไทย’ อาสาแก้ปัญหาให้ประเทศ

    พรรคปวงชนไทย (Thai People’s Party) โดยการนำของ “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรค เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมอาสาเข้ามาเป็น “ผู้แก้ปัญหา” ให้กับคนไทยทั้งประเทศ นำคนไทยเดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ความมั่นคง ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย รวมถึงปัญหาสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนและประเทศ พร้อมมุ่งมั่นยืนหยัดเป็นพรรคของ “ปวงชนไทย” อย่างแท้จริง ผ่านการทำงานทางการเมืองสุจริตที่ยึดโยงกับชีวิตจริงของประชาชน

    “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย แถลงข่าวเปิดตัวพรรคปวงชนไทย พร้อมนำทัพคณะกรรมการบริหารพรรค ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ ประกาศความพร้อมทำหน้าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคปวงชนไทย อาสาเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศทุกมิติ มั่นใจสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ปัญหาความมั่นคงทุกด้าน โดยเฉพาะ แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันทั้งระบบ “ซีโร่ คอร์รัปชัน” ที่ทำให้งบประมาณแผ่นดินหายไปปีละกว่า 3 ล้านล้านบาท จึงต้องปราบปรามทั้งระบบ รวมถึง เรื่องแก๊งสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์ ควบคู่นโยบายหลักของพรรค “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ”

    พร้อมกล่าวว่า “วันนี้ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของไทยและทั่วโลก เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน กติกาใหม่เกิดขึ้น เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่ และการแข่งขันรุนแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผลกระทบจึงเกิดกับประชาชน ซึ่งคนที่ต้องแบกรับภาระหนักที่สุดกลับเป็น ผู้ประกอบการรายเล็ก SMEs คนทำงาน และคนตัวเล็กของประเทศ จากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ไม่แน่นอน หนี้สินที่สะสม โดยเฉพาะช่วงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ผ่านมา ประชาชนมีความรู้สึกถูกบั่นทอนหัวใจมากที่สุดเพราะรู้สึกว่าไม่มีใครยืนอยู่เคียงข้าง และยังมองไม่เห็นถึงมาตรการที่จะมาช่วยพยุงให้ลุกขึ้นยืนได้”

    ThaiPeoples-Party- Unveils-Eksit-as-MP-Candidate-SPACEBAR-Photo02.jpg

    พรรคปวงชนไทย มองเห็นและเข้าใจความเจ็บปวดเหล่านี้ของประชาชนคนไทยอย่างลึกซึ้ง จึงออก นโยบาย “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” เพื่อใช้แก้ปัญหาให้ตรงจุด และทำได้จริง โดย

    • สร้างคน : วางรากฐานให้ประเทศ ด้วยการพัฒนาคน ทำให้ประเทศให้ยั่งยืน ตั้งแต่ การศึกษา – การฝึกอาชีพ – ตลาดแรงงาน เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
    • สร้างงาน : ฟื้นเศรษฐกิจจากฐานราก เศรษฐกิจจะฟื้นได้จริงต้องเริ่มจากการทำให้ ธุรกิจอยู่ได้ ทำให้การทำธุรกิจ ง่ายขึ้น เป็นธรรมขึ้นแข่งขันได้ และเพิ่มรายได้ ทำให้ครอบครัวไทยกลับมายืนได้อย่างมั่นคง
    • สร้างอาชีพ : เปิดทางเลือกให้ชีวิต ในโลกยุคใหม่คนหนึ่งคนไม่ควรถูกจำกัดให้มีอาชีพได้เพียงทางเดียว เราจะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ทั้งอาชีพใหม่ อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ในภาคเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รัฐต้องเปลี่ยนบทบาท จาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน” จาก “ผู้ขวางทาง” เป็น “ผู้เปิดทาง” ให้ประชาชนทุกคนสามารถยืนบนขาของตัวเองได้อย่างมั่นคง มีรายได้และมีศักดิ์ศรี

    ผมและทีมพรรคปวงชนไทย เราพร้อมเข้ามาแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ ให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนให้รับการดูแลอย่างทั่วถึง พัฒนาคุณภาพชีวิตทุกด้าน ทำให้เกิดความยั่งยืน

    — เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

    ThaiPeoples-Party- Unveils-Eksit-as-MP-Candidate-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ทั้งนี้ “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล มาพร้อมประสบการณ์กว่า 20 ปีในภาคธุรกิจ ภาคแรงงาน ที่ทำงานเพื่อสังคม มาโดยตลอด โดยเฉพาะบทบาทในฐานะประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) ที่ดำรงตำแหน่งมาเป็นสมัยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ทำหน้าที่ดูแลความสมดุล สร้างความเข้าใจ ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง คุ้มครองศักดิ์ศรีของประชาชนผู้ใช้แรงงาน ทั้งยังสามารถสร้างงานให้แรงงานหลายแสนตำแหน่ง และยังเคยได้รับเลือกเป็นประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งอาเซียน (ACE) ในปี 2562

    ด้านธุรกิจ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท สยามอีสเทิร์น อินดัสเตรียลพาร์ค กรุ๊ป เคยดำรงตำแหน่ง กรรมการบริษัท สยามสตีล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ “อาร์ท เอกสิทธิ์” ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริษัท จีเค แลนด์ จำกัด และ บริษัท จีเค พาวเวอร์ จำกัด ธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ

    ด้านการเมือง เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ต่อเนื่อง 2 สมัย ระหว่างปี 2562 – 2564 และปี 2564 – 2566 มีบทบาทสำคัญใน ปฏิบัติการปราบปรามมิจฉาชีพข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยได้ร่วมเดินทางกับ ผบ.ตร. ไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อประสานความร่วมมือและผลักดันการลงนามเอ็มโอยูระหว่างสองประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง

    ที่สำคัญ “อาร์ท เอกสิทธิ์” ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมวงการกีฬาไทย เป็น อุปนายกสมาคมบิลเลียดแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน และเคยเป็นประธานบริหารสโมสรป้อมปราการ สมุทรปราการ เอฟซี ตอกย้ำประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ว่า “เคยทำสำเร็จ และทำได้จริง” มาแล้ว

    ThaiPeoples-Party- Unveils-Eksit-as-MP-Candidate-SPACEBAR-Photo03.jpg

    พรรคปวงชนไทย โดยการนำของ “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย พร้อมทีมผู้บริหาร คณะกรรมการพรรค และคณะที่ปรึกษา มีแนวทางการทำงานการเมืองยุคใหม่ที่เปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็น และพร้อมทำงานเคียงข้างประชาชนอย่างแท้จริง ด้วยแนวคิด “ทำงานอย่างชาญฉลาด ทำด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นเพื่อคนไทยทุกคน (Work Smart with Heart)”

    เราทำงานด้วยหัวใจ เพื่อคนไทยทุกคน ไม่ใช่เพียงเพื่อการเมือง แต่เพื่ออนาคตของชาติ นโยบายสร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ คือหัวใจของพรรค เพราะการพัฒนาชาติจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อประชาชนมีศักยภาพ มีโอกาส และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ยืนยันเจตนารมณ์ในการทำงานทางการเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตรวจสอบ และร่วมกำหนดอนาคตของประเทศไปด้วยกันอย่างแท้จริง

    — เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/thaipeoples-party-unveils-eksit-as-mp-candidate&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g5SirqS3F1UOEjY7gMFLF

  • SET ปิดบวก 4 จุด รับแรงซื้อปิโตรเคมี-ท่องเที่ยว-ค้าปลีก ฟื้นตัว!

    10 หุ้นดันดัชนีวันนี้

    ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ที่ 1,275.33 จุด เพิ่มขึ้น 4.22 จุด (+0.33%) มูลค่าซื้อขาย 28,615.84 ล้านบาท

    นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้ทรงตัวด้วยปริมาณการซื้อขายเบาบาง สอดคล้องกับตลาดหุ้นภูมิภาค เนื่องจากเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลคริสต์มาส ทำให้บรรยากาศการลงทุนเงียบเหงา ประกอบกับ บ้านเราขาดปัจจัยใหม่ขับเคลื่อน

    โดยวันนี้กลุ่มปิโตรเคมีนำตลาดได้ดี โดยเฉพาะ PTTGC และ IVL รวมทั้งกลุ่มท่องเที่ยว ค้าปลีก เริ่มฟื้นตัวหลังลงไปก่อนหน้านี้ โดยลุ้นว่าอาจมีการทำ Window dressing ก่อนสิ้นปี

    แนวโน้มวันพรุ่งนี้คาดตลาดแกว่งทรงตัวด้วยปริมาณการซื้อขายเบาบางคล้ายวันนี้ เพราะตลาดหุ้นต่างประเทศ รวมทั้งตลาดหุ้นภูมิภาคบางแห่งปิดทำการ ขณะที่การทำ Window dressing ปรับพอร์ตท้ายปีของกองทุนอาจช่วยหนุนดัชนีช่วงที่เหลือของปีได้ราว 1% โดยให้กรอบแนวรับ 1,265 จุด และแนวต้าน 1,280 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 1,116.89 ล้านบาท ปิดที่ 314.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    AOT มูลค่าการซื้อขาย 1,095.24 ล้านบาท ปิดที่ 54.25 บาท ลดลง 0.75 บาท

    TTB มูลค่าการซื้อขาย 1,070.83 ล้านบาท ปิดที่ 2.02 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท

    BDMS มูลค่าการซื้อขาย 1,030.91 ล้านบาท ปิดที่ 19.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท

    PTT มูลค่าการซื้อขาย 981.53 ล้านบาท ปิดที่ 31.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/summary/804096&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VqLFI01yZEQO28VwmhOdM

  • NT เดินหน้ายกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ เปิดศูนย์ “CyberXpert Center”

    NT เดินหน้ายกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ เปิดศูนย์ “CyberXpert Center”

    ไอที

    NT เดินหน้ายกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ เปิดศูนย์ “CyberXpert Center”

    วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NT เดินหน้ายกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ เปิดศูนย์ “CyberXpert Center”

    สร้างบุคลากรคุณภาพพร้อมรับมือภัยคุกคามยุคดิจิทัล

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ตอกย้ำบทบาทผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ เดินหน้ายกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างเป็นรูปธรรมจัดงานเปิดศูนย์ CyberXpert Center มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน Cybersecurity เพื่อรองรับภัยคุกคามไซเบอร์ที่ทวีความซับซ้อน และส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยด์ ลุมพินี กรุงเทพฯ

    ดร.วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานดิจิทัลและโซลูชัน บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าวว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยไซเบอร์ไม่ใช่เพียงประเด็นเชิงเทคนิค แต่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ขณะที่ภัยคุกคามไซเบอร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงองค์กรขนาดใหญ่ แต่สามารถส่งผลกระทบตลอดทั้งซัพพลายเชน ทำให้การยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรด้าน Cybersecurity กลายเป็นวาระสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันผลักดัน

    NT ในฐานะผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ มีบทบาทในการให้บริการด้าน Cyber security ภายใต้ชื่อบริการ cyfence มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี และยังเป็นผู้จัดตั้งศูนย์ Cyber security Operations Center (CSOC) แห่งแรกของประเทศไทย โดยจากประสบการณ์ดังกล่าว NT เล็งเห็นว่า “บุคลากร” ถือเป็นหัวใจสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเทคโนโลยีหรือระบบ

     “ในปัจจุบัน ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและดิจิทัลของประเทศ ดังนั้น การลงทุนด้านบุคลากรหรือทรัพยากรบุคคล และการสร้างระบบนิเวศด้าน Cybersecurity เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ระหว่างทุกภาคส่วน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง” ดร.วงกต กล่าวเสริม

    การจัดตั้งศูนย์ CyberXpert Center จึงไม่ใช่เป็นเพียงศูนย์ฝึกอบรม แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทั้งเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ โดย NT จะทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา สมาคมวิชาชีพ และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อบูรณาการการพัฒนากำลังคนด้าน Cybersecurity ให้มีมาตรฐาน มีความรู้ความเชี่ยวชาญ มีความพร้อม และสามารถรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    NT เชื่อมั่นว่าศูนย์ CyberXpert Center จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ Digital Transformation ของประเทศ ที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างระบบดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/460028&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LL29Yh4kfdnnni_7DiDjo

  • SET ปิดบวก 4 จุด รับแรงซื้อปิโตรเคมี-ท่องเที่ยว-ค้าปลีก ฟื้นตัว!

    10 หุ้นดันดัชนีวันนี้

    ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ที่ 1,275.33 จุด เพิ่มขึ้น 4.22 จุด (+0.33%) มูลค่าซื้อขาย 28,615.84 ล้านบาท

    นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้ทรงตัวด้วยปริมาณการซื้อขายเบาบาง สอดคล้องกับตลาดหุ้นภูมิภาค เนื่องจากเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลคริสต์มาส ทำให้บรรยากาศการลงทุนเงียบเหงา ประกอบกับ บ้านเราขาดปัจจัยใหม่ขับเคลื่อน

    โดยวันนี้กลุ่มปิโตรเคมีนำตลาดได้ดี โดยเฉพาะ PTTGC และ IVL รวมทั้งกลุ่มท่องเที่ยว ค้าปลีก เริ่มฟื้นตัวหลังลงไปก่อนหน้านี้ โดยลุ้นว่าอาจมีการทำ Window dressing ก่อนสิ้นปี

    แนวโน้มวันพรุ่งนี้คาดตลาดแกว่งทรงตัวด้วยปริมาณการซื้อขายเบาบางคล้ายวันนี้ เพราะตลาดหุ้นต่างประเทศ รวมทั้งตลาดหุ้นภูมิภาคบางแห่งปิดทำการ ขณะที่การทำ Window dressing ปรับพอร์ตท้ายปีของกองทุนอาจช่วยหนุนดัชนีช่วงที่เหลือของปีได้ราว 1% โดยให้กรอบแนวรับ 1,265 จุด และแนวต้าน 1,280 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 1,116.89 ล้านบาท ปิดที่ 314.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    AOT มูลค่าการซื้อขาย 1,095.24 ล้านบาท ปิดที่ 54.25 บาท ลดลง 0.75 บาท

    TTB มูลค่าการซื้อขาย 1,070.83 ล้านบาท ปิดที่ 2.02 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท

    BDMS มูลค่าการซื้อขาย 1,030.91 ล้านบาท ปิดที่ 19.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท

    PTT มูลค่าการซื้อขาย 981.53 ล้านบาท ปิดที่ 31.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/summary/804096&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VqLFI01yZEQO28VwmhOdM