Blog

  • ‘ซาบีดา’ชูนโยบาย‘การศึกษาเท่าเทียม พลัส’ ลั่นเรียนฟรีมีจริง-มีงานทำ

    ‘ซาบีดา’ชูนโยบาย‘การศึกษาเท่าเทียม พลัส’ ลั่นเรียนฟรีมีจริง-มีงานทำ

    ‘ซาบีดา’ชูนโยบาย‘การศึกษาเท่าเทียม พลัส’ ลั่นเรียนฟรีมีจริง-มีงานทำ

    วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.50 น.

    ‘ซาบีดา’ ชูนโยบาย ‘การศึกษาเท่าเทียม พลัส’ ลั่นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา เปิดแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ – Skill  Bridge  ชู มาตรการหนุน ‘สูงวัยพลัส’ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้ มีเงินออม ดัน1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา เล็งสร้าง 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด เพราะการบำบัดยาเสพติดไม่ควรอยู่ไกลบ้าน

    เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2568 ที่โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กทม. ในการประชุมพรรคภูมิใจไทย และแถลงนโยบายในการเลือกตั้ง2569 ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นกล่าวเปิดนโยบายของพรรคในแต่ละด้าน จากนั้นได้ให้ดรีมทีมของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ในฐานะว่าที่ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงนโยบายลงรายละเอียดในแต่ละด้าน ที่ครอบคลุมจาก4ปัญหาหลักของประเทศ คือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ

    โดยเมื่อเวลา12.00น. น.ส.ซาบีดา ขึ้นเวทีแถลงนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง ปี 2569 ของพรรคภูมิใจไทยตอนหนึ่งว่าเคยได้ยินคำว่าประเทศไทยจะเป็นเสือตัวที่ 5 มาตั้งแต่ชั้นประถม แต่ผ่านไปแล้วกว่า 30 ปี เสือตัวที่ 5 ของเอเชียก็ยังไม่เกิดขึ้น ประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวผ่านกับดักประเทศรายได้ปานกลาง หัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักนี้ คือการเพิ่มทักษะความสามารถให้กับแรงงานควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีการลงทุนในทุนมนุษย์อย่างจริงจัง ซึ่งทรัพยากรมีค่าที่ที่สุด คือทรัพยากรมนุษย์เพราะฉะนั้นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์คือสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษา แต่ประเทศจะไปต่อได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม แต่การเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้น้อย นักเรียน นักศึกษาหรือคนทำงานที่ต้องการทักษะใหม่ๆ ต้องแบกรับ ค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม หากมีปัญหาการศึกษาทางโครงสร้างประเทศไทยก็ยากที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงพรรคภูมิใจไทยจึงเสนอแนวคิดการศึกษาเท่าเทียม พลัส  เพื่อทำให้เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา

    น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า การศึกษาเท่าเทียม พลัสที่ 1 คือ การเปิดประตูไปสู่ความรู้ พรรคภูมิใจไทยเสนอที่จะสร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี หรือ 1 แพลตฟอร์ม 1,000,000 ความรู้ ที่จะรวมความรู้ทันสมัย ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ และทุกคนสามารถเรียนได้ฟรี ไม่มีการคิดค่าอินเตอร์เน็ต  การศึกษาเท่าเทียม พลัสที่  2 คือ Skill  Bridge หรือ สะพานที่จะพาคนไทยข้ามไปสู่อนาคตที่ดีกว่า เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทักษะที่เรียนในอดีตไม่สามารถใช้ได้กับโลกปัจจุบัน ระบบการเรียนที่ผ่านมาเป็นการยัดเยียดผู้เรียนไม่สามารถพูดได้ว่าจะเรียนอะไร หรือต้องการเรียกว่าต้องการทักษะอะไร เป็นการเรียนตามดีมานด์ ไม่ได้เรียนตามซัพพลาย เด็กจึงขาดทักษะตามตลาดแรงงานต้องการ พรรคภูมิใจไทยมีทางออกคือ นโยบาย Skill  Bridge ที่จะเป็นสะพานข้ามไปสู่อนาคตที่ดีกว่า โดยที่เราจะพัฒนาแพลตฟอร์ม Up Skill แห่งชาติ โดยเป็นแพลตฟอร์มแห่งรัฐที่จะยกระดับทักษะของคนในประเทศ หัวใจของนโยบายนี้จะเน้นไปที่ 3 แกนหลัก คือ 1.ทักษะ 2.เน้นงาน 3. มีรายได้ 

    น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ หลักสูตร และทักษะทั้งหมดในแพลตฟอร์มนี้ จะมีบริษัทชั้นนำทางภาคเอกชน ร่วมออกแบบกับสถาบันการศึกษา เหมือนกับประเศทสิงคโปร์ เพื่อเป็นใบเบิกทางในการเปลี่ยนงาน และยกระดับรายได้ได้จริง เปลี่ยนจากเรียนจบแต่ตกงาน เป็นเรียนจบมีงานทำ พลัสที่ 3 คือ ธนาคารหน่วยกิต  เป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยได้เรียนรู้ในหลากหลายสาขาโดยที่ไม่ถูกตีกรอบ จะใส่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อคุณสอบผ่านสามารถที่จะสะสมหน่วยกิตไว้ในธนาคารหน่วยกิตนี้ เมื่อเก็บหน่วยกิตครบตามที่กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำหนด จะได้มีการออกวุฒิการศึกษา ดังนั้น เรียนฟรีมีจริง เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา จะเกิดขึ้นจริง  ถ้าคุณเลือกพรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยเราให้คุณค่ากับทุกคน การที่เราจะให้คุณค่า เราต้องมีเครื่องมือที่ถูกต้องก่อน และพรรคภูมิใจไทยจะเป็นเครื่องมือที่จะทำให้คนเหล่านี้ลุกขึ้นยืนและเป็นกำลังของชาติได้ต่อไป  

    น.ส.ซาบีดา กล่าวอีกว่า นโยบายถัดมา คือนโยบายสูงวัยพลัส  ที่เราให้ความสำคัญกับการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์  ที่ผ่านมาเราอาจจะมุมมองต่อผู้สูงอายุ ที่มีความแตกต่างกันออกไป พรรคภูมิใจไทยของเรามองว่า ผู้ที่สูงอายุนั้นเป็นผู้ที่มีคุณูปการมหาศาลเรามีนโยบายที่จะดูแล บริหารจัดการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุได้อย่างเป็นระบบ ผู้สูงอายุจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้อย่างแน่นอน นโยบายสูงวันพลัส ประกอบด้วย 4 มาตรการสำคัญได้แก่ 1. จ้างงานผู้สูงอายุในภาคเอกชนสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สองเท่าสูงสุด 30,000 บาท ตามอัตราที่จ้างจริง ซึ่งนอกจากบริษัทจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว จะได้การจ้างงานผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย  , 2. สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 50 % ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุหลายแสนคน   เนื่องจากว่าข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ว่า ผู้สูงอายุ 2 ใน 3 ของประเทศ ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีเงินออม การลดหย่อนภาษีนี้จะเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้สูงอายุมีเงินออกมากขึ้น  สามารถนำเงินเหล่านี้ไปใช้ในด้านอื่นๆที่มีความจำเป็น  

    น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า 3.มาตรการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา เงินเดือน 15,000 บาท 100,000 อัตรา อัตราจ้างขั้นต่ำ4 ปี  เป็นมาตรการที่จัดจ้างผู้ที่จบการศึกษา ทั้งด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์การกีฬา หรือทางด้านพยาบาล หรืออื่นๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในการดูแลผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ พยาบาลอาสาจะเป็นการในการดูแล ผู้ป่วยติดเตียง ติดบ้าน รวมทั้ง หญิงตั้งครรภ์ โดยทำงานเชิงรุก แบบเคาะประตูบ้านทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ 

    4. การสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อให้เพียงพอต่อการรองรับและดูแลผู้สูงอายุที่มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะดึงศักยภาพของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศมามีส่วนร่วมในการสร้างระบบนิเวศในการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร โดยจะนำที่ดินของรัฐที่ถือครองทุกประเภท มาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่มีความสนใจมาลงทุนสร้างศูนย์ฯ ในระยะยาวมาตรการนี้จะช่วยลดต้นทุนให้ภาคเอกชนแล้วยังส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุลดลงอีกด้วย ส่งเสริมการลงทุนและเกิดการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น “ 60 พลัส เกษียณสำราญ มีงานทำเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ” ซึ่ง ทั้ง 4 มาตรการนี้ จะช่วยทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้ได้ที่เพิ่มขึ้น  ทำงานได้เพิ่มขึ้น และยิ้มได้พลัสมากขึ้นอย่างแน่นอน 

    น.ส.ซาบีดา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้  ยังมีนโยบาย  1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ที่ติดยาเสพติดเราจะไม่เรียกเขาว่า ผู้เสพ แต่เราจะเรียกเขาว่า ผู้ป่วย  เพราะการบำบัดยาเสพติดไม่ควรอยู่ไกลบ้าน เพราะปัญหายาเสพติดไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว  หลายครอบครัวต้องเจ็บ ต้องทน ต้องแก้ไขกันมานาน พรรคภูมิใจไทยจะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องสู้เพียงลำพัง นโยบายนี้เพื่อนำการรักษาไปไว้ใกล้บ้าน ให้คนที่พลาดกลับคืนสู่ครอบครัว กลับคืนสู่สังคม ทำให้เขามีความรักและมีความหวัง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่นโยบายหาเสียงแต่เป็นนโยบายที่ พูดแล้วทำพลัส เป็นนโยบายที่จะนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่สดใส และมีความยั่งยืนต่อไป 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/936891&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ozq1abeOHaqP7ANCmPaaB

  • ตม.3 ยกระดับมาตรการ ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ปล่อยแถวระดมกำลังอำนวยความสะดวกและป้องปรามอาชญากรรม ในช่วงวันคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ 2569 | TOPNEWS

    ตม.3 ยกระดับมาตรการ ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ปล่อยแถวระดมกำลังอำนวยความสะดวกและป้องปรามอาชญากรรม ในช่วงวันคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ 2569 | TOPNEWS

    ตม.3 ยกระดับมาตรการ ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ปล่อยแถวระดมกำลังอำนวยความสะดวกและป้องปรามอาชญากรรม ในช่วงวันคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ 2569

    วันที่ (24 ธ.ค.68) เวลา 14.00 น. ที่บริเวณลานหน้าวัดใหญ่ชัยมงคล ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยาจ.พระนครศรีอยุธยา พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญลักษม์ ผบช.สตม. มอบหมายให้ พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม. เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวอำนวยความสะดวกและป้องปรามอาชญากรรมในช่วงวันคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 ของ บก.ตม.3 โดยมีหน่วยงานความมั่นคง ข้าราชการตำรวจในพื้นที่เข้าร่วม

    ด้วย สตม. ได้กำหนดให้มีการปล่อยแถวอำนวยความสะดวกและป้องปราบอาชญากรรมในช่วงวันคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 24 ธ.ค.68 ถึงวันที่ 4 ม.ค.69 ซึ่งเป็นห่วงที่มีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง งานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และกิจกรรมเคานต์ดาวน์ ส่งผลให้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวและพักผ่อนในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก อาจเป็นโอกาสให้กลุ่มบุคคลหรือมิจฉาชีพฉวยโอกาสก่อเหตุอาชญากรรม อันอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงความสงบเรียบร้อยของสังคม โดย บก.ตม.3 ได้กำหนดแนวทางการป้องปรามและสกัดกั้นอาชญากรรมเชิงรุก มีการบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ มุ่งเน้นการตรวจสอบ และเฝ้าระวังบุคคลต้องสงสัย การลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การกระทำผิดของคนต่างด้าว รวมถึงการก่ออาชญากรรมข้ามชาติในทุกรูปแบบ ควบคู่ไปกับการเพิ่มความถี่ในการออกตรวจในพื้นที่เสี่ยง พื้นที่ท่องเที่ยว สถานที่จัดกิจกรรม และจุดรวมกลุ่มของประชาชน นักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมดำเนินการอำนวยความสะดวก ให้คำแนะนำ และให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างเต็มกำลังความสามารถ ภายใต้หลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความอุ่นใจและความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีความปลอดภัย เหมาะสมต่อการท่องเที่ยวและการพำนักอาศัย อันเป็นการสนับสนุนนโยบายด้านความมั่นคงและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในช่วงเทศกาลสำคัญ

    ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. ได้กำชับให้ดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการกวาดล้างอาชญากรข้ามชาติ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามคนต่างด้าวที่แฝงตัว ปะปนเข้ามากระทำความผิด อันเป็นภัยต่อความสงบสุขของประชาชนและความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ซึ่งการดำเนินการอย่างจริงจังจะช่วยรักษาภาพลักษณ์ของประเทศและสร้างความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมาย หากพบการกระทำความผิดให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดและขอประชาสัมพันธ์ หากประชาชนพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความผิด สามารถแจ้งข้อมูลมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หรือ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือเว็บไซต์ www.immigration.go.th

    พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษตร รอง ผบก.ตม.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.พีรภัทร์ ปรมพุฒิ ผกก.ตม.จว.พระนครศรีอยุธยา บก.ตม.3 พ.ต.ท.เอกฤทธิ์ พหลเวชช์ รอง ผกก.ตม. จว.พระนครศรีอยุธยา และ พ.ต.ท.นิวัฒน์ เลิศกรประดิษฐ์ สว.ตม.จว.พระนครศรีอยุธยา ร่วมกับชุดสืบสวนปราบปราม ตม.จว.พระนครศรีอยุธยา ในหน่วยเขตรับผิดชอบของ จว.พระนครศรีอยุธยา นำกำลังเจ้าหน้าที่ ตม.อยุธยา ขานรับนโยบาย เตรียมพร้อมกวดขันตรวจสอบต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมือง พร้อมเตรียมปล่อยแถวป้องกันปราบปรามกวาดล้างอาชญากรรมเพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 นี้ด้วย

    เกียรติยศ ศรีสกุล บก.ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคกลาง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1434494&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Sjh5xSpJNi2_VCWPoDTrz

  • กรมการท่องเที่ยวชู Blue Leisure สร้างอนาคตท่องเที่ยวทางน้ำไทย

    กรมการท่องเที่ยวชู Blue Leisure สร้างอนาคตท่องเที่ยวทางน้ำไทย

    กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าขับเคลื่อนการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสำราญทางน้ำของประเทศไทย ผ่านการจัดงานแถลงความสำเร็จโครงการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงเพื่อรองรับการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำอย่างยั่งยืน (Holistic Blue Leisure Destination) ควบคู่กับกิจกรรมเสวนาเชิงลึก Blue Business Plan Dialogue ระหว่างวันที่ 22 –23 ธันวาคม 2568 ณ The community center ชั้น 5A โซน NEXTOPIA ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงทางน้ำ การลงทุนเชิงยั่งยืน และการพัฒนาธุรกิจ Blue Economy ให้เติบโตอย่างมีความหมายและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลพิธีแถลงความสำเร็จจัดขึ้นโดยมี นางณัฏฐิรา แพงคุณ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกล่าวประกาศผลสำเร็จของโครงการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงเพื่อรองรับการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำอย่างยั่งยืน (Holistic Blue Leisure Destination)พร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำแบบครบวงจรในอนาคต ภายในพิธีมีไฮไลต์สำคัญ ได้แก่

    มอบเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน ISO ให้แก่แหล่งท่องเที่ยว 9 แห่ง เพื่อยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นต่อผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ได้แก่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา  1. เส้นทางข้ามกาลเวลา (ที่ทำการอุทยาน)
  2. หาดบุโหลนไม้ไผ่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม  3. หาดเจ้าไหม (หน้าที่ทำการและเส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาแบนะ)
  4. หาดเกาะกระดานอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี  5. หาดนพรัตน์ธารา (หน้าที่ทำการและเขาสามหน่วย)อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา  6. เขาตาปู – เขาพิงกัน
  7. พิพิธภัณฑ์เพอรานากันนิทัศน์ (มิวเซียมภูเก็ต)
  8. อินทรฟาร์ม
  9. โอลด์ ภูเก็ต ฟาร์ม

    • มอบรางวัลแผนธุรกิจเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการสร้างนวัตกรรมสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลอันดามัน จำนวน 3รางวัล
    • เปิดนิทรรศการ Holistic Blue Leisure Destination Showcase นำเสนอต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวที่ผสานธรรมชาติ เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาในโครงการผ่าน 5 ผู้ประกอบการ 5 จังหวัด ได้แก่
    1. ผลิตภัณฑ์กระเป๋าอวนกระชัง ชุมชนบ้านมดตะนอย
    2. ผลิตภัณฑ์เครื่องประดับมุก “JITRADA – จันผา × มุกอันดามัน” วิสาหกิจชุมชนเกาะปันหยี จังหวัดพังงา
    3. ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งสองพนา “Song Phana”ชุมชนบ้านไหนหนัง จังหวัดกระบี่
    4. ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ แบรนด์ “INTRARA” อินทรฟาร์ม จังหวัดภูเก็ต
    5. ผลิตภัณฑ์ จานรองแก้วลายกระดองเต่า แบรนด์ KALABARA กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปากบารา จังหวัดสตูล

    กิจกรรมเสวนาเปิดเวทีด้วยการนำเสนอแนวคิดจากดีไซเนอร์คุณจินต์ สถาพรสถิตย์สุข ผู้สร้าง “น้อง Grom” จากขยะทะเล และคุณเมญาลินทร์ จันทร์ทอง ที่ปรึกษา Bahnhof Studio ผู้พัฒนาสินค้าชุมชนชายฝั่งอันดามันในโครงการฯ ร่วมพูดคุยกับคุณกานต์สิริ วิชชุวิวรรธณ์ ผู้บริหารของ Ecotopia      คอนเซปต์สโตร์รักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของพลังสร้างสรรค์ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจสีน้ำเงินของประเทศ ก่อนจะต่อยอดสู่การสนทนาเชิงลึกในหัวข้อ “Regenerative Blue Escape” โดย รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต และ ศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ซึ่งนำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ของการท่องเที่ยวที่ก้าวข้ามแนวคิดการลดผลกระทบ และเดินหน้าไปสู่การ “ฟื้นฟูและคืนคุณค่า” ให้แก่ทรัพยากรทางทะเล และสัตว์ทะเลอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการสะท้อนภาพของอนาคตการท่องเที่ยวไทยที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของการเติบโตอย่างรับผิดชอบและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    โครงการ “Holistic Blue Leisure Destination” ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ผลการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงทางน้ำและสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยว การยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว การส่งเสริมแนวทางการพัฒนาเชิงนวัตกรรม และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่น ผลลัพธ์ดังกล่าวถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/921215/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qJ9rDeS7kymCGLWIqtSR4

  • สรุป “นโยบายหาเสียง” พรรคใหญ่ชูแก้เศรษฐกิจ-ปากท้องเป็นหลัก

    สรุป “นโยบายหาเสียง” พรรคใหญ่ชูแก้เศรษฐกิจ-ปากท้องเป็นหลัก

    เพื่อไทยตอกย้ำ “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” 

    พรรคเพื่อไทยมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะเรื่องรายได้ ความเหลื่อมล้ำ และหนี้สินของประชาชน

    นอกจากนี้ยังคงตอกย้ำจุดเด่นเดิม คือทำนโยบายที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แค่หาเสียง  ด้วยประโยคที่ว่า “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้”

    ปฏิบัติการ “Quick Win” ลดภาระค่าครองชีพทันที

    หัวใจสำคัญของเพื่อไทยคือการทำให้ประชาชน “หายใจคล่อง” ตั้งแต่ช่วงแรกของการบริหาร โดยโฟกัสไปที่ 2 นโยบายไฮไลต์

    • หวยเกษียณ (เปลี่ยนเงินเสี่ยงโชคเป็นเงินออม): ตั้งเป้าทำให้สำเร็จใน 3 เดือนแรก เป็นการจูงใจให้คนออมเงินผ่านการซื้อหวย หากไม่ถูกรางวัล เงินนั้นจะถูกเก็บไว้เป็นเงินออมยามเกษียณ
    • ล้างหนี้แบบครบวงจร: ไม่ปล่อยให้คนไทยสู้หนี้ลำพัง โดยครอบคลุมทั้ง หนี้นอกระบบ, หนี้เสีย (NPL), หนี้เกษตรกร และหนี้ผู้สูงอายุ รวมถึงมีมาตรการประคับประคอง “ลูกหนี้ดี” เพื่อคืนศักดิ์ศรีและโอกาสในการลืมตาอ้าปาก

    Roadmap 10 ข้อ: พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน

    เพื่อให้ประเทศไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง พรรคเสนอแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งระดับฐานรากและระดับโลก:

    • สร้างความเชื่อมั่น: ฟื้นฟูเสถียรภาพงบประมาณเพื่อดึงอันดับเครดิตประเทศให้สูงขึ้น
    • อัดฉีดกำลังซื้อ: ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง (เช่น Digital Wallet 10,000 บาท) เพื่อสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ
    • ดึงทุนต่างชาติ: ปฏิรูปกฎหมายและภาษีให้เอื้อต่อการลงทุน (Ease of Doing Business)
    • เศรษฐกิจแห่งอนาคต: มุ่งเน้น AI และเทคโนโลยี พร้อมดึงธุรกิจนอกระบบ (Underground Economy) เข้าสู่ระบบเพื่อขยายฐานภาษีและสร้างโอกาสให้ SME

    ยกระดับคุณภาพชีวิต: การเดินทาง-ที่อยู่อาศัย-สุขภาพ

    • การคมนาคมรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (เริ่มใน 3 เดือนแรก) พร้อมระบบ Feeder รถเมล์แอร์ 10 บาท เชื่อมต่อทั่วกรุง
    • ที่อยู่อาศัยบ้านเพื่อคนไทย จัดหาที่พักอาศัยใกล้แนวรถไฟฟ้าในราคาที่คนทำงานจ่ายไหว
    • สาธารณสุข30 บาทรักษาทุกโรค (Upgrade) ต่อยอดระบบเดิมให้ทันสมัย เข้าถึงง่าย และครอบคลุมเทคโนโลยีใหม่ๆ

    “ไทยไม่เทา เท่ากัน ทันโลก” 

    พรรคประชาชนยังคงเดินหน้าด้วยดีเอ็นเอเดิมที่ชัดเจน นั่นคือการเน้นจุดแข็งด้านการ “ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” โดยไม่ได้มองแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการรื้อกระดานเพื่อเปลี่ยนสมดุลอำนาจใหม่ทั้งประเทศ

    ปักธง “รัฐธรรมนูญใหม่” หัวใจของการเปลี่ยนสมดุลอำนาจ

    โจทย์การเมืองหลักที่พรรคชูเป็นธงนำคือการทำ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ซึ่งไม่ใช่แค่การแก้ไขรายมาตรา แต่มีเป้าหมายลึกไปกว่านั้น

    • ลดอำนาจ ส.ว.: ตัดวงจรการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจให้ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง
    • สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้ง: ย้ำจุดยืนว่า “กติกาของประเทศ” ต้องร่างโดยคนของประชาชน เพื่อสร้างความยึดโยงที่แท้จริง

    ถอดรหัส Motto “ไทยไม่เทา เท่ากัน ทันโลก”

    สโลแกนนี้ไม่ใช่แค่คำคล้องจอง แต่คือการสรุป 3 เสาหลักที่พรรคพยายามสื่อสาร

    • สู้ทุนสีเทา ปราบคอร์รัปชัน สร้างรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
    • ลดความเหลื่อมล้ำผ่านสวัสดิการ “ถ้วนหน้า” ตั้งแต่เกิดจนเกษียณ และการปฏิรูปที่ดินเกษตรกร
    • ปรับตัวให้ทันความเปลี่ยนแปลง ปฏิรูประบบการศึกษา และสร้างประเทศที่ดึงดูดใจให้คนอยากมีลูก

    “ไทยหายจน” แคมเปญจากพรรคประชาธิปัตย์

    พรรคประชาธิปัตย์ ใช้แคมเปญหาเสียงหลักว่า “ไทยหายจน” และแนวคิด “ประเทศไทยไม่ทน” เน้นแก้ปัญหาความยากจน ปากท้อง และคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมย้ำความสำคัญของ การเมืองสุจริต และ ความเป็นมืออาชีพในการบริหารประเทศ

    แนวคิดและแก่นหลักของนโยบาย  คือ เศรษฐกิจและปากท้อง แก้ปัญหาความยากจนและสร้างสภาพเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับรายได้ประชาชน รับฟังปัญหาปากท้องของประชาชน

    • พรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่าจะทำการเมืองบนหลัก ความซื่อสัตย์-สุจริต, ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
    • เศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน เศรษฐกิจสุจริต ไม่โกง ไม่ประชานิยมเกินตัว เน้นวินัยการคลัง
    • สนับสนุน SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย เข้าถึงแหล่งทุน ดอกเบี้ยต่ำ
    • เกษตรกรรมและรายได้ชนบท ประกันรายได้เกษตรกร (ข้าว ยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง ฯล
    • พัฒนาระบบบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าแบบไม่กระทบวินัยการคลั
    • พัฒนาระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน

    “ทำจริง มากกว่าพูด” จุดยืนสำคัญของพรรคกล้าธรรม

    พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคที่ต้องจับตามองในการเลือกตั้ง 2569  เพราะอาจจะมีบทบาทสำคัญในการตั้งรัฐบาล จุดยืนสำคัญของพรรคกล้าธรรม เน้น “ทำจริง มากกว่าพูด” โดยประกาศยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในการปกครองประเทศ พรรคกล้าธรรมยังไม่มีการประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการ

    แนวทางแก้ปัญหา

    • มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของคนจน, เกษตรกร, แล ผู้ประกอบการรายย่อย
    • สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan): ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้มีเงินทุนหมุนเวียน
    • การเกษตรและนวัตกรรม สนับสนุนนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้เกษตรกร และปรับโครงสร้างหนี้

    “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” สโลแกนรวมไทยสร้างชาติ

    พรรครวมไทยสร้างชาติ ประกาศสโลแกน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” 

    นโยบายที่สำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติ

    • ยกเลิก MOU 43 – MOU 44
    • ยึดหลักสากลคือการใช้ระบบ “สันปันน้ำ” แผนที่ 1 ต่อ 50,000
    • “สร้างรั้วไทย – กัมพูชา” : ขีดเส้นแบ่งเขตแดนให้ชัดเจน
    • ออกรบ 200,000 บาท” : จ่ายทันทีต่อรอบภารกิจ
    • เกณฑ์ทหารสมัครใจรับ 30,000 บาท
    • ขยับรายได้ทหารเกณฑ์ขั้นต่ำ 15,000 บาท

    ด้านเศรษฐกิจ

    • หั่นราคาน้ำมันต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร
    • ลดค่าไฟเหลือ 3.3 บาท/หน่วย
    • เสรีโซลาร์ ประชาชนผลิตไฟใช้เอง ไม่ต้องขอใบอนุญาต
    • ลบประวัติเครดิตบูโร จ่ายจบ กู้ใหม่ได้ทันที : เมื่อชำระหนี้ที่ธนาคารหมด
    • ข้าว 15,000 บาท/ตัน ปาล์ม 6 บาท/กก.
    • ปุ๋ยรัฐ 500 บาท/กระสอบ

    การศึกษา

    อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน-ใช้หนี้ด้วยงาน

    จับตา “นโยบายชุดจริง” ทำไมตอนนี้พรรคการเมืองถึงยังกั๊กข้อมูล?

    แม้เราจะเริ่มเห็นการหาเสียงและแคมเปญต่างๆ ออกมาบ้างแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า “นโยบายฉบับทางการ” ของพรรคการเมือง ยังไม่ได้ถูกประกาศออกมาแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งมีเหตุผลสำคัญด้านกฎหมายและกลยุทธ์กั้นกลางอยู่

    กฎเหล็ก กกต.: เส้นตายที่ทุกพรรคต้องเจอ

    • ทุกพรรคต้องยื่นรายละเอียดนโยบายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่น้อยกว่า 20 วันก่อนวันเลือกตั้ง สส. ทั่วไป
    • กกต. จะทำหน้าที่ตรวจสอบความครบถ้วนของเนื้อหา โดยเฉพาะเรื่องที่มาของเงินที่ใช้ในนโยบาย และความคุ้มค่าหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
    • เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว กกต. จะเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างเป็นทางการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนเข้าคูหา

    ทำไมต้องรอ “นโยบายฉบับทางการ”?

    การที่พรรคการเมืองยังไม่เปิดไพ่หมดในตอนนี้ มีนัยสำคัญ 2 ด้าน

    • ด้านกฎหมาย: นโยบายที่ยื่นต่อ กกต. จะต้องระบุรายละเอียดที่ชัดเจน (เช่น ต้องใช้เงินเท่าไหร่ เอาเงินมาจากไหน) ซึ่งหากระบุผิดพลาดอาจมีผลทางกฎหมายตามมา
    • ด้านการเมือง: เป็นเรื่องของกลยุทธ์การหาเสียง เพื่อรอดูท่าทีคู่แข่งและไม่ให้ถูกบลัฟนโยบายก่อนเวลาอันควร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/861272&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x3WNSn_WPZsZnhzgGVhav

  • สิ้น “ม.ร.ว.อัจฉริยา คงศิริ” ผู้สืบสานโขมพัสตร์และคุณค่าผ้าไทย ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ

    สิ้น “ม.ร.ว.อัจฉริยา คงศิริ” ผู้สืบสานโขมพัสตร์และคุณค่าผ้าไทย ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ

    สิ้น “ม.ร.ว.อัจฉริยา คงศิริ” ผู้สืบสานโขมพัสตร์และคุณค่าผ้าไทย ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ

    ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว ญาติสนิท และผู้ที่เคารพนับถือ “ม.ร.ว.อัจฉริยา คงศิริ บ.ม.” มารดาคุณอัสสเดช คงศิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยความสงบ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568

    นับเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญผู้มีบทบาทอย่างยิ่งในการสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทยและคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

    สำหรับกำหนดพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม จะมีขึ้น ณ ศาลากลางน้ำ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ถนนกรุงเกษม แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

    สิ้น

    นอกเหนือจากบทบาทในฐานะมารดาผู้ปลูกฝังคุณค่า ความมุ่งมั่น และวินัยในการดำเนินชีวิตแก่บุตรแล้ว “ม.ร.ว.อัจฉริยา คงศิริ” ยังเป็นที่รู้จักในฐานะทายาทรุ่นที่สองของแบรนด์ผ้าพิมพ์ลายทำมือระดับตำนานของไทย “โขมพัสตร์” ผู้ผสานศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์เข้ากับศิลปะอย่างกลมกลืน

    ด้วยพื้นฐานการศึกษาด้านวิศวกรรมเคมีจากประเทศเยอรมนี โดยมุ่งเน้นการศึกษาเรื่องสีโดยตรง “ม.ร.ว.อัจฉริยา” ได้นำองค์ความรู้เชิงลึกมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตผ้า ดูแลโรงงาน และพัฒนาเทคนิคการผสมสีและการพิมพ์ผ้าด้วยมืออย่างประณีต

    ควบคู่กับการอนุรักษ์ลวดลายโบราณอันทรงคุณค่า อาทิ ผ้าเกี้ยว ลายดอกจิก ลายเทพนม และลายหัวโขน ให้ยังคงมีชีวิตอยู่ในสังคมร่วมสมัย

    ตลอดเส้นทางการทำงาน “ม.ร.ว.อัจฉริยา” ได้ร่วมกับพี่น้อง “ม.ร.ว.ภรณี รอสส์” และ “ม.ร.ว.วิภาสิริ วุฑฒินันท์” สานต่อธุรกิจสิ่งทอของครอบครัว ซึ่งก่อตั้งโดยรุ่นคุณยาย “หม่อมเจ้าหญิงผจงจิตร กฤดากร” พร้อมต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์ Khom เพื่อให้ผ้าไทยสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ผ่านการออกแบบเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ที่ร่วมสมัย โดยยังคงแก่นแท้ของงานทำมือและอัตลักษณ์ไทยไว้อย่างมั่นคง

    คุณูปการของ “ม.ร.ว.อัจฉริยา คงศิริ” ไม่เพียงทำให้ “โขมพัสตร์” เป็นที่ยอมรับในฐานะแบรนด์ผ้าไทยที่มีคุณภาพและมีเรื่องราว หากยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของการทำธุรกิจด้วยความตั้งใจ ความรู้ และความเคารพในรากเหง้าทางวัฒนธรรม

    การจากไปอย่างสงบของท่าน จึงไม่เพียงเป็นความสูญเสียของครอบครัว หากยังเป็นการอำลาของผู้หญิงคนหนึ่งที่ฝากผลงานและคุณค่าอันงดงามไว้ในผืนผ้าไทย และในความทรงจำของผู้คนตราบนานเท่านาน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/735476&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R9uOcBStuPgmykYjCWxDZ

  • ประชุมคณะกรรมการประสานงานอาจารย์ที่ปรึกษากัลยาณมิตร ครั้งที่ 1 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมคณะกรรมการประสานงานอาจารย์ที่ปรึกษากัลยาณมิตร ครั้งที่ 1 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/118887/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SZEX6e87Uea3Qum5o1WJx

  • เสือ vs สิงโต ใครแข็งแกร่งกว่า ถ้าสู้กันตัวต่อตัว ใครจะเป็นฝ่ายชนะ?

    เสือ vs สิงโต ใครแข็งแกร่งกว่า ถ้าสู้กันตัวต่อตัว ใครจะเป็นฝ่ายชนะ?

    เสือ vs สิงโต ถ้าต่อสู้กันตัวต่อตัวใครจะเป็นฝ่ายชนะ

    สิงโตและเสือโคร่งถือเป็นตัวแทนของสัตว์ตระกูลแมวที่เป็นนักล่าระดับสูงสุด จนได้รับสมญานามว่า “เจ้าป่า” อย่างไรก็ตาม เนื่องจากถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติที่แตกต่างกัน สิงโตอยู่ในทุ่งหญ้าแอฟริกา ส่วนเสือโคร่งอยู่ในป่าเอเชีย ทั้งสองจึงแทบไม่มีโอกาสเผชิญหน้ากันในธรรมชาติ การถกเถียงเรื่องพลังการต่อสู้ของสัตว์ทั้งสองชนิดนี้จึงดำเนินมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ

    ขนาดร่างกายและพละกำลัง

    จากการศึกษาของนิตยสาร Live Science พบว่าสิงโตแอฟริกาตัวผู้มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 240 กิโลกรัม ในขณะที่เสือโคร่งไซบีเรียอาจมีน้ำหนักถึง 260 กิโลกรัม แม้กะโหลกของสิงโตจะมีความยาวมากกว่าเล็กน้อย แต่เสือโคร่งมีความหนาแน่นของกระดูกสูงกว่า และมีสัดส่วนของกล้ามเนื้อถึง 65-70% ซึ่งสูงกว่าสิงโตที่มีเพียง 60% นั่นหมายความว่าเสือโคร่งมีความทนทานต่อแรงกระแทกและมีพลังระเบิดที่รุนแรงกว่า

    นอกจากนี้ ผลการศึกษาของนักสัตววิทยา สตีเฟน โร ระบุว่าดัชนีแรงกัดของเสือโคร่ง (127) สูงกว่าสิงโต (112) อย่างมีนัยสำคัญ โดยแรงกัดของเสือโคร่งอยู่ที่ 1,060 นิวตัน ส่วนสิงโตอยู่ที่ 900 นิวตัน และแรงตบของเสือโคร่งสามารถพุ่งสูงเกิน 1,000 กิโลกรัม ซึ่งเหนือกว่าสิงโตที่ทำได้ประมาณ 800-900 กิโลกรัม เนื่องจากเสือโคร่งเป็นนักล่าเดี่ยวที่ต้องการการโจมตีให้จบในครั้งเดียว

    โครงสร้างร่างกายและความคล่องตัว

    เสือโคร่งมีพละกำลังขาหลังที่โดดเด่น ทำให้สามารถยืนตัวตรงและใช้กรงเล็บทั้งสองข้างโจมตีได้พร้อมกัน ในขณะที่สิงโตมีขาหลังที่อ่อนแอกว่า จึงทำได้เพียงยืนกึ่งตรงและตะปบด้วยกรงเล็บเพียงข้างเดียว ข้อมูลทางกายวิภาคยังชี้ให้เห็นว่าเสือโคร่งมีกล้ามเนื้อหัวไหล่ที่พัฒนามากกว่า ซึ่งเหมาะสำหรับการพุ่งตัวจู่โจมอย่างรวดเร็ว

    ในด้านความเร็ว สิงโตอาจทำความเร็วในระยะสั้นได้ดีกว่า (ประมาณ 59 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) แต่เสือโคร่งมีความทนทานมากกว่า จากการศึกษาพบว่าเสือโคร่งสามารถซุ่มรอเหยื่อได้นานหลายชั่วโมง ในขณะที่สิงโตในสภาพแวดล้อมทุ่งหญ้าต้องอาศัยการวิ่งไล่ล่าบ่อยครั้ง ทำให้สูญเสียพลังงานได้ง่ายกว่าในการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ

    กลยุทธ์การต่อสู้และประวัติศาสตร์การเผชิญหน้า

    เสือโคร่งเชี่ยวชาญการซุ่มโจมตีและมักสังหารเหยื่อด้วยการกัดที่ลำคอหรือกระดูกสันหลังอย่างรวดเร็ว มีอัตราความสำเร็จในการล่าเดี่ยวสูงถึง 20-30% ส่วนสิงโตเน้นการล่าเป็นกลุ่ม ซึ่งอัตราความสำเร็จรายตัวมีเพียง 15% เท่านั้น นิสัยการใช้ชีวิตสันโดษทำให้เสือโคร่งมีความระมัดระวังและมีชั้นเชิงที่หลากหลายกว่าในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว

    หากย้อนดูบันทึกในประวัติศาสตร์ พบว่าเสือโคร่งเบงกอลมีอัตราการชนะสิงโตแอฟริกาในโคลอสเซียมสมัยโรมันสูงถึง 60-80% และมีกรณีศึกษาในสวนสัตว์ยุคหลัง เช่น:

    • ปี 1914: ณ สวนสัตว์บรองซ์ นิวยอร์ก เสือโคร่งเบงกอล “ราชา” สามารถสังหารสิงโตตัวผู้ “ฮิวเวิร์ต” ได้
    • ปี 2010: ณ สวนสัตว์อังการา ตุรกี เสือโคร่งสังหารสิงโตผ่านช่องว่างของกรงด้วยการตะปบเพียงครั้งเดียว

    สรุปผลการวิเคราะห์

    จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และสถิติ เสือโคร่งมีความได้เปรียบในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว (อัตราการชนะประมาณ 55-60%) เนื่องจากพละกำลัง แรงกัด และความยืดหยุ่นทางยุทธวิธีที่เหมาะกับการรบแบบฉายเดี่ยว อย่างไรก็ตาม สิงโตก็มีความได้เปรียบในด้านการทำงานเป็นทีมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดในทุ่งหญ้า สัตว์ทั้งสองชนิดคือผลผลิตของวิวัฒนาการที่ยอดเยี่ยมในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9864282/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bknNTElBmx6iU0g0ZNCBw

  • ‘ซาบีดา’ โชว์นโยบาย ‘การศึกษา-สังคม’ พลัส

    ‘ซาบีดา’ โชว์นโยบาย ‘การศึกษา-สังคม’ พลัส

    ‘ซาบีดา’ ชูนโยบาย ‘ศึกษาเท่าเทียมพลัส’ ลั่นเรียนฟรีมีจริง พร้อมมาตรการหนุน ‘สูงวัยพลัส’ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้มีเงินออม ดัน 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา เล็งสร้าง 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด

    24 ธ.ค.2568 – ที่โรงละครอักษรา ศูนย์การค้าคิงพาวเวอร์ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ในงานแถลงนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง ปี 2569 ของพรรคภูมิใจไทย ว่าเคยได้ยินคำว่าประเทศไทยจะเป็นเสือตัวที่ 5 มาตั้งแต่ชั้นประถม แต่ผ่านไปแล้วกว่า 30 ปี เสือตัวที่ 5 ของเอเชียก็ยังไม่เกิดขึ้น ประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวผ่านกับดักประเทศรายได้ปานกลาง หัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักนี้ คือการเพิ่มทักษะความสามารถให้กับแรงงานควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีการลงทุนในทุนมนุษย์อย่างจริงจัง ซึ่งทรัพยากรมีค่าที่ที่สุด คือทรัพยากรมนุษย์เพราะฉะนั้นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์คือสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษา แต่ประเทศจะไปต่อได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม

    แต่การเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้น้อย นักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงานที่ต้องการทักษะใหม่ๆ ต้องแบกรับ ค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม หากมีปัญหาการศึกษาทางโครงสร้างประเทศไทยก็ยากที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พรรคภูมิใจไทยจึงเสนอแนวคิดการศึกษาเท่าเทียม พลัส เพื่อทำให้เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา

    การศึกษาเท่าเทียม พลัสที่ 1 คือ การเปิดประตูไปสู่ความรู้ พรรคภูมิใจไทยเสนอที่จะสร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี หรือ 1 แพลตฟอร์ม 1,000,000 ความรู้ ที่จะรวมความรู้ทันสมัย ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ และทุกคนสามารถเรียนได้ฟรี ไม่มีการคิดค่าอินเตอร์เน็ต

    การศึกษาเท่าเทียม พลัสที่ 2 คือ Skill Bridge หรือ สะพานที่จะพาคนไทยข้ามไปสู่อนาคตที่ดีกว่า เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทักษะที่เรียนในอดีตไม่สามารถใช้ได้กับโลกปัจจุบัน ระบบการเรียนที่ผ่านมาเป็นการยัดเยียดผู้เรียนไม่สามารถพูดได้ว่าจะเรียนอะไร หรือต้องการเรียกว่าต้องการทักษะอะไร เป็นการเรียนตามดีมานด์ ไม่ได้เรียนตามซัพพลาย เด็กจึงขาดทักษะตามตลาดแรงงานต้องการ

    พรรคภูมิใจไทยมีทางออกคือ นโยบาย Skill Bridge ที่จะเป็นสะพานข้ามไปสู่อนาคตที่ดีกว่า โดยที่เราจะพัฒนาแพลตฟอร์ม Up Skill แห่งชาติ โดยเป็นแพลตฟอร์มแห่งรัฐที่จะยกระดับทักษะของคนในประเทศ หัวใจของนโยบายนี้จะเน้นไปที่ 3 แกนหลัก คือ 1.ทักษะ 2.เน้นงาน 3. มีรายได้

    โดยสิ่งสำคัญคือ หลักสูตร และทักษะทั้งหมดในแพลตฟอร์มนี้ จะมีบริษัทชั้นนำทางภาคเอกชน ร่วมออกแบบกับสถาบันการศึกษา เหมือนกับประเศทสิงคโปร์ เพื่อเป็นใบเบิกทางในการเปลี่ยนงาน และยกระดับรายได้ได้จริง เปลี่ยนจากเรียนจบแต่ตกงาน เป็นเรียนจบมีงานทำ

    พลัสที่ 3 คือ ธนาคารหน่วยกิต เป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยได้เรียนรู้ในหลากหลายสาขาโดยที่ไม่ถูกตีกรอบ จะใส่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อคุณสอบผ่านสามารถที่จะสะสมหน่วยกิตไว้ในธนาคารหน่วยกิตนี้ เมื่อเก็บหน่วยกิตครบตามที่กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำหนด จะได้มีการออกวุฒิการศึกษา ดังนั้น เรียนฟรีมีจริง เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา จะเกิดขึ้นจริง ถ้าคุณเลือกพรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยเราให้คุณค่ากับทุกคน การที่เราจะให้คุณค่า เราต้องมีเครื่องมือที่ถูกต้องก่อน และพรรคภูมิใจไทยจะเป็นเครื่องมือที่จะทำให้คนเหล่านี้ลุกขึ้นยืนและเป็นกำลังของชาติได้ต่อไป

    นโยบายถัดมา คือนโยบายสูงวัยพลัส ที่เราให้ความสำคัญกับการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ที่ผ่านมาเราอาจจะมุมมองต่อผู้สูงอายุ ที่มีความแตกต่างกันออกไป พรรคภูมิใจไทยของเรามองว่า ผู้ที่สูงอายุนั้นเป็นผู้ที่มีคุณูปการมหาศาลเรามีนโยบายที่จะดูแล บริหารจัดการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุได้อย่างเป็นระบบ ผู้สูงอายุจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้อย่างแน่นอน นโยบายสูงวันพลัส ประกอบด้วย 4 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. จ้างงานผู้สูงอายุในภาคเอกชนสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สองเท่าสูงสุด 30,000 บาท ตามอัตราที่จ้างจริง ซึ่งนอกจากบริษัทจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว จะได้การจ้างงานผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย , 2. สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 50 % ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุหลายแสนคน เนื่องจากว่าข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ว่า ผู้สูงอายุ 2 ใน 3 ของประเทศ ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีเงินออม การลดหย่อนภาษีนี้จะเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้สูงอายุมีเงินออกมากขึ้น สามารถนำเงินเหล่านี้ไปใช้ในด้านอื่นๆที่มีความจำเป็น

    3.มาตรการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา เงินเดือน 15,000 บาท 100,000 อัตรา อัตราจ้างขั้นต่ำ 4 ปี เป็นมาตรการที่จัดจ้างผู้ที่จบการศึกษา ทั้งด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์การกีฬา หรือทางด้านพยาบาล หรืออื่นๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในการดูแลผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ พยาบาลอาสาจะเป็นการในการดูแล ผู้ป่วยติดเตียง ติดบ้าน รวมทั้ง หญิงตั้งครรภ์ โดยทำงานเชิงรุก แบบเคาะประตูบ้านทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ

    4. การสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อให้เพียงพอต่อการรองรับและดูแลผู้สูงอายุที่มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะดึงศักยภาพของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศมามีส่วนร่วมในการสร้างระบบนิเวศในการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร โดยจะนำที่ดินของรัฐที่ถือครองทุกประเภท มาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่มีความสนใจมาลงทุนสร้างศูนย์ฯ ในระยะยาวมาตรการนี้จะช่วยลดต้นทุนให้ภาคเอกชนแล้วยังส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุลดลงอีกด้วย ส่งเสริมการลงทุนและเกิดการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น “ 60 พลัส เกษียณสำราญ มีงานทำเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ” ซึ่ง ทั้ง 4 มาตรการนี้ จะช่วยทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้ได้ที่เพิ่มขึ้น ทำงานได้เพิ่มขึ้น และยิ้มได้พลัสมากขึ้นอย่างแน่นอน

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ที่ติดยาเสพติดเราจะไม่เรียกเขาว่า ผู้เสพ แต่เราจะเรียกเขาว่า ผู้ป่วย เพราะการบำบัดยาเสพติดไม่ควรอยู่ไกลบ้าน เพราะปัญหายาเสพติดไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว หลายครอบครัวต้องเจ็บ ต้องทน ต้องแก้ไขกันมานาน พรรคภูมิใจไทยจะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องสู้เพียงลำพัง นโยบายนี้เพื่อนำการรักษาไปไว้ใกล้บ้าน ให้คนที่พลาดกลับคืนสู่ครอบครัว กลับคืนสู่สังคม ทำให้เขามีความรักและมีความหวังอีกครั้ง

    นางสาวซาบีดา ย้ำว่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่นโยบายหาเสียงแต่เป็นนโยบายที่ พูดแล้วทำพลัส เป็นนโยบายที่จะนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่สดใส และมีความยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/920838/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13xENjhRuKZw1bmy7JtG9x

  • เดินสายพบพรรคการเมือง ผลักดัน 9 นโยบายผู้บริโภค ชิงโอกาสช่วงเลือกตั้ง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เดินสายพบพรรคการเมือง ผลักดัน 9 นโยบายผู้บริโภค ชิงโอกาสช่วงเลือกตั้ง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เดินสายพบพรรคการเมืองผลักดัน 9 นโยบายผู้บริโภค ชิงโอกาสช่วงเลือกตั้ง

    สภาผู้บริโภคพบพรรคการเมือง ดันนโยบายผู้บริโภค 9 ด้านสู่การปฏิบัติจริง ภายใต้แนวคิด “ง่าย ดี มีคะแนน”ประเดิมพรรคเพื่อไทย รับลูกนโยบายหลายข้อ ขนส่งสาธารณะ การศึกษา พร้อมเดินหน้าถ้าเป็นรัฐบาล

    สภาผู้บริโภคเดินหน้าผลักดันนโยบายเพื่อผู้บริโภค 9 ด้าน เข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง ก่อนการเลือกตั้ง ภายใต้แนวคิด “ง่าย ดี มีคะแนน” ประเดิมเข้าพบพรรคเพื่อไทย ชูประเด็นเมืองที่เป็นธรรม ขนส่งสาธารณะต้องเป็นปัจจัยพื้นฐานของประชาชน พร้อมเสนอแก้ปัญหาภัยออนไลน์ คุณภาพชีวิต ด้านเพื่อไทยรับลูกพร้อมเดินหน้าถ้ามีโอกาสเป็นรัฐบาล

    สภาผู้บริโภค นำโดย บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค และ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าพบผู้บริหารพรรคเพื่อไทย โดยมี เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรค ร่วมรับฟังข้อเสนอ

    สารี อ๋องสมหวัง

    สารี กล่าวว่า  สภาผู้บริโภคเป็นองค์กรที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 โดยกฎหมายกำหนดให้สามารถออกแบบนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติได้ สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์นี้ สภาผู้บริโภคมองเป็นโอกาสที่จะนำเสนอนโยบายของสภาผู้บริโภคให้พรรคการเมืองต่าง ๆ พิจารณา ภายใต้แนวคิด “ง่าย ดี มีคะแนน” ครอบคลุมนโยบาย 9 ด้าน แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

    1. ภัยมิจฉาชีพออนไลน์ ครอบคลุมปัญหามิจฉาชีพออนไลน์ การเงิน การธนาคาร การซื้อขายออนไลน์ และการสื่อสารโทรคมนาคม

    2. เมืองที่เป็นธรรม ได้แก่ ขนส่งสาธารณะ ผังเมือง พลังงาน และการจัดการภัยพิบัติ

    3. คุณภาพชีวิต ครอบคลุมการศึกษา สาธารณสุข สินค้าและบริการที่ปลอดภัย

    ชงกองทุนเยียวยามิจฉาชีพออนไลน์

    หนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือ การตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหายจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์ เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับเงินช่วยเยียวยาเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้นผู้บริโภคบางรายที่ถูกมิจฉาชีพหลอกใช้ข้อมูลบัตรเครดิตยังถูกธนาคารฟ้อง สร้างความเสียหายให้ผู้บริโภคอย่างมาก

    นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคเสนอให้ โซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มต้องขึ้นทะเบียนผู้ขาย และมีระบบยืนยันตัวตน (e-KYM) เพื่อให้ติดตามตัวผู้ขายได้ โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ค ที่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายอีคอมเมิร์ซ ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับการเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหาย

    สารี กล่าวว่า อีกปัญหาที่สำคัญ คือหลังการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ผู้บริโภคถูกปรับขึ้นค่าบริการ 100–200 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งที่กำไรของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น สภาฯ เสนอให้มีแพ็กเกจราคาประหยัด ไม่เกิน 100 บาทต่อเดือน เพื่อคุ้มครองสิทธิการสื่อสารขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ

    ขนส่งสาธารณะต้องมีทุกจังหวัด

    สารี กล่าวว่า ปัจจุบัน ขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ สามารถกำหนดค่าเดินทางไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำได้ เช่น นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทของพรรคเพื่อไทย และ 40 บาทตลอดวันของพรรคภูมิใจไทย และอยากขยายบริการขนส่งสาธารณะที่ทุกคนขึ้นได้ในต่างจังหวัดด้วย ซึ่งสภาผู้บริโภคได้ร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดหลายแห่งดำเนินการไปแล้ว เช่น ภูเก็ต กาญจนบุรี เชียงใหม่

    ประเด็นเมืองที่เป็นธรรม สภาผู้บริโภคเสนอให้ ตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะทุกจังหวัด และยกเลิกรถโดยสารสองชั้น และกำหนดค่าเดินทางไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ

    “หลายจังหวัดมีรายได้จากภาษีล้อเลื่อนจำนวนมาก เช่น ขอนแก่นมีถึง 800 ล้านบาทต่อปี หากนำมาใช้เพียง 200 ล้านบาทต่อปี ก็สามารถให้ประชาชนใช้รถเมล์ฟรีได้ และยังช่วยลดอุบัติเหตุ ฝุ่นควัน และภาระค่าครองชีพได้” สารีกล่าว

    จากที่ว่างเป็นที่พึ่ง ยกระดับคุณภาพชีวิต

    สำหรับข้อเสนออื่น ๆ เพื่อเมืองที่เป็นธรรม สภาผู้บริโภคได้หยิบยกปัญหาที่เกิดจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น มาออกแบบเป็นนโยบาย จากที่ว่างเป็นที่พึ่ง  นำที่ดินรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็น พื้นที่รับน้ำและที่พักพิงจากภัยพิบัติ

    จากปัญหาค่าไฟฟ้าที่แพง สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้รัฐบาล หยุดสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และ เปิดฟรีโซลาร์เซลล์บนหลังคาประชาชน ซึ่งเป็นการช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน เป็นนโยบายที่สามารถดำเนินการได้เลย แต่ปัจจุบันมีมาตรการกีดกันทำให้ไม่สามารถทำได้

    ด้านการศึกษา สภาผู้บริโภคเสนอนโยบาย “เรียนฟรีต้องฟรีจริง” โดยเฉพาะสายอาชีพ และใช้เงินจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษามาใช้ให้นักเรียนมีโอกาสเรียนจบได้ถึงระดับปริญญาตรี

    ในด้านคุณภาพชีวิต สภาผู้บริโภคเสนอให้ ทุบทิ้ง พ.ร.บ.อาหาร “ฉบับไดโนเสาร์” เพิ่มอำนาจเรียกคืนสินค้าไม่ปลอดภัย และให้มีตัวแทนสภาผู้บริโภคอยู่ในคณะกรรมการอาหาร เพิ่มกระบวนการตรวจสอบเพื่อให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย ส่งเสริมให้มีตลาดอินทรีย์ทุกจังหวัด โดยอบจ.

    ส่วนระบบสุขภาพ เสนอให้ รัฐจ่ายเงิน 3 กองทุนสุขภาพอย่างเท่าเทียม คุมค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน

    พรรคเพื่อไทยรับลูก “หลายเรื่องไปทิศทางเดียวกัน”

    เผ่าภูมิ โรจนสกุล

    ด้านเผ่าภูมิ กล่าวว่า หลายนโยบายของพรรคเพื่อไทย เห็นตรงกันกับสภาผู้บริโภค เช่น เรื่องการเดินทางเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ อัตราค่าเดินทางต้องไม่เกิน 10% ใกล้เคียงกับแนวคิดของพรรค ซึ่งปัจจุบันมีนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และเพิ่มรถเมล์ไฟฟ้า 10 บาทตลอดสาย และรับข้อเสนอไปพิจารณาขยายบริการขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัด

    ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายของสภาผู้บริโภค มีมากกว่าครึ่งที่สอดคล้องกับแนวทางของพรรค และสามารถผลักดันได้จริง โดยเฉพาะขนส่งสาธารณะ การศึกษา และการพัฒนาบุคลากรในสายอาชีพ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมย้ำว่าการมีข้อมูลจากภาคประชาชนช่วยให้พรรคไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และอย่างน้อยหากผลักดันได้ครึ่งหนึ่งก็ถือเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

    ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์

    เดินสายต่อเนื่อง นัดจัดเวทีใหญ่ 7 ม.ค.

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคเตรียมเดินสายเข้าพบพรรคการเมืองต่อเนื่อง โดยวันที่ 25 ธันวาคม พบ พรรคภูมิใจไทย และ พรรคประชาชน วันที่ 26 ธันวาคม เข้าพบพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยก้าวใหม่ และเตรียมจัดเวทีใหญ่ในวันที่ 7 มกราคม 2569 เพื่อเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองนำเสนอนโยบายต่อผู้บริโภคอย่างเป็นทางการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/24122568_policy-2569_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ol94qhj1dYOeGnbdYn4xB

  • สพฐ. ถอดบทเรียนใช้ร่างหลักสูตรฯ พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา วางฐานพัฒนาหลักสูตรในอนาคต | เดลินิวส์

    สพฐ. ถอดบทเรียนใช้ร่างหลักสูตรฯ พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา วางฐานพัฒนาหลักสูตรในอนาคต | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา เดินหน้าถอดบทเรียนจากการนำ (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช…. ระดับประถมศึกษา ((ร่าง) กรอบหลักสูตรฯ )ไปใช้จริงในโรงเรียนนำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจการนำ (ร่าง) กรอบหลักสูตรฯ ไปสู่การจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน และใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อใช้เป็นฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ

    การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ สพฐ. ได้นำ (ร่าง) กรอบหลักสูตรฯ ไปใช้ในโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จำนวน ๘ จังหวัด ได้แก่ สตูล ระยอง ศรีสะเกษ เชียงใหม่ กาญจนบุรี นราธิวาส ยะลา และปัตตานี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นต้นมา เพื่อศึกษาการใช้ (ร่าง) กรอบหลักสูตรฯ ในสภาพจริง ซึ่งขณะนี้การทดลองใช้ได้ดำเนินมาในระยะที่สามารถสะท้อนภาพรวมของการจัดการเรียนรู้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ การศึกษาการนำ (ร่าง) กรอบหลักสูตรฯ ไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ดำเนินการโดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) ภายใต้การนำของ ผอ.สวก. ดร.ภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน สนับสนุนเชิงนโยบายโดยรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ) และมี ที่ปรึกษา สพฐ. (ดร.รัตนา แสงบัวเผื่อน) และดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีทิศทางและสอดคล้องกับการพัฒนาหลักสูตรระดับประเทศ

    สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการที่จัดขึ้นในครั้งนี้ เป็นกระบวนการทำงานร่วมกันของศึกษานิเทศก์ ครู และผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งเป็นผู้ใช้หลักสูตรจริงในบริบทของโรงเรียน ควบคู่กับผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อร่วมกันพัฒนาเครื่องมือที่สามารถสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างกรอบหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ และผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนในบริบทที่หลากหลายได้อย่างเหมาะสม โดยข้อมูลและบทเรียนที่ได้จากการศึกษาการใช้ (ร่าง) กรอบหลักสูตรฯ ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จะถูกนำมาถอดบทเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อนำเสนอเป็นแนวทางหรือโมเดลการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติ และใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5437153/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B8hjheTf89vg_6Oo-iuig