Blog

  • กรมปศุสัตว์จัดแถลงข่าวงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย ภายใต้หลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย”

    วันพุธที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 16.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ แถลงข่าวการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้หลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย” พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ สื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13 – 14 มกราคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยการแถลงข่าวในครั้งนี้ มีการจัดแสดงพันธุ์กระบือปลักไทย และผลิตภัณฑ์จากกระบือ ณ ลานเอนกประสงค์ หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพมหานคร

    นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กระบือปลักไทยให้มีลักษณะดี มีคุณภาพ เพิ่มจำนวนกระบือ อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย โดยใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่นำกระบือไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตร ต่อยอดการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย

    กรมปศุสัตว์ได้สนองพระราชดำริร่วมดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยดำเนินการบริการผสมเทียมกระบือที่มีความพร้อมโดยใช้น้ำเชื้อกระบือพ่อพันธุ์ชั้นดีของกรมปศุสัตว์ และสนับสนุนพ่อพันธุ์กระบือปลักไทยในการคุมฝูงและปรับปรุงสายพันธุ์ในฝูงกระบือของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีกระบือตั้งท้องจากการผสมเทียมและใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง จำนวนกว่า 400 ตัว และมีลูกกระบือเกิดใหม่มากกว่า 500 ตัว สำหรับงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 กำหนดจัดงานจริง ในระหว่างวันที่ 13 – 14 มกราคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในด้านการพัฒนาการปศุสัตว์ เพื่อจัดประกวดแข่งขันกระบือปลักไทยซึ่งเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกษตรกร และประชาชนผู้สนใจได้รู้จักการคัดเลือกกระบือปลักไทยพันธุ์ดีไว้ขยายพันธุ์ และได้รับองค์ความรู้ด้านการจัดการ การเลี้ยงกระบือปลักไทย การปรับปรุงพันธุ์ การป้องกันโรคระบาด การพัฒนาด้านเทคโนโลยีอาหารสัตว์ รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตกระบือปลักไทยที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นเวทีพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การแสดงผลงานในการพัฒนาการผลิตกระบือปลักไทย ตลอดห่วงโซ่การผลิตถึงการบริโภค ระหว่างหน่วยงานรัฐ องค์กรภาคเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการ และองค์กรภาคเอกชน โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ จำนวน 2 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย รวมถึงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย อันเป็นสัตว์เศรษฐกิจและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โซนที่ 2 โซนนิทรรศการ “วิถีชีวิตคนเลี้ยงควาย ควายเลี้ยงคน” นำเสนอและออกแบบนิทรรศการที่แสดงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง “คน” กับ “ควาย” ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านไทยมาอย่างยาวนาน เช่น การไถนา การเดินทาง การแสดงในประเพณีท้องถิ่น การพัฒนาอาชีพ โดยนำผลิตภัณฑ์จากควายมาร่วมแสดง และจำหน่าย เช่น เนื้อควาย กาแฟนมควาย กาแฟขี้ควาย ปุ๋ย ผ้ามูลมงคล และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร รวมถึงการนำควายแสนรู้และเชื่อง มาแสดงให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีส่วนร่วม เช่น ให้อาหารควาย เป็นต้น

    กิจกรรมการประกวดและแข่งขันประกวดกระบือปลักไทย 16 รุ่น
    1) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
    2) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
    3) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
    4) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
    5) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
    6) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
    7) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
    8) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
    9) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
    10) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
    11) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
    12) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
    13) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
    14) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
    15) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือโดเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
    16) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน

    ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 3 ถ้วย
    1. ถ้วยรางวัลพระราชทานชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทยเพศผู้ 1 รางวัล
    2. ถ้วยรางวัลพระราชทานชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทยเพศเมีย 1 รางวัล
    3. ถ้วยรางวัลพระราชทานกระบือปลักไทยยอดเยี่ยม ประเภทการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร 1 รางวัล

    โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการนำกระบือเข้าประกวด ต้องมีผลการตรวจยืนยันจากห้องปฏิบัติการว่า เป็นกระบือปลักไทย โดยมีรูปร่างลักษณะตรงตามอัตลักษณ์ ลักษณะประจำพันธุ์ของกระบือปลักไทย ตามการขึ้นทะเบียนพันธุ์สัตว์ ของกรมปศุสัตว์ “กระบือปลักไทย DLD BU 01/2023” และต้องมีเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ติดอยู่ที่ตัวกระบือแบบถาวร เช่น ติดเบอร์หูพลาสติก การสักเบอร์หู หรือมีการฝังไมโครชิฟ

    “กระบือที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ สำหรับเพศผู้จะมีการเก็บรักษาพันธุกรรมกระบือปลักไทย (จำนวนไม่น้อยกว่า 500 โดส) น้ำเชื้อที่รีดแล้วถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของทางกรมปศุสัตว์ เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย และนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของกรมปศุสัตว์ต่อไป” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/984941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22vE95m6afNfBkbVUNjIpf

  • กรมปศุสัตว์จัดแถลงข่าวงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย ภายใต้หลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย”

    วันพุธที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 16.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ แถลงข่าวการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้หลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย” พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ สื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13 – 14 มกราคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยการแถลงข่าวในครั้งนี้ มีการจัดแสดงพันธุ์กระบือปลักไทย และผลิตภัณฑ์จากกระบือ ณ ลานเอนกประสงค์ หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพมหานคร

    นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กระบือปลักไทยให้มีลักษณะดี มีคุณภาพ เพิ่มจำนวนกระบือ อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย โดยใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่นำกระบือไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตร ต่อยอดการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย

    กรมปศุสัตว์ได้สนองพระราชดำริร่วมดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยดำเนินการบริการผสมเทียมกระบือที่มีความพร้อมโดยใช้น้ำเชื้อกระบือพ่อพันธุ์ชั้นดีของกรมปศุสัตว์ และสนับสนุนพ่อพันธุ์กระบือปลักไทยในการคุมฝูงและปรับปรุงสายพันธุ์ในฝูงกระบือของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีกระบือตั้งท้องจากการผสมเทียมและใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง จำนวนกว่า 400 ตัว และมีลูกกระบือเกิดใหม่มากกว่า 500 ตัว สำหรับงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 กำหนดจัดงานจริง ในระหว่างวันที่ 13 – 14 มกราคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในด้านการพัฒนาการปศุสัตว์ เพื่อจัดประกวดแข่งขันกระบือปลักไทยซึ่งเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกษตรกร และประชาชนผู้สนใจได้รู้จักการคัดเลือกกระบือปลักไทยพันธุ์ดีไว้ขยายพันธุ์ และได้รับองค์ความรู้ด้านการจัดการ การเลี้ยงกระบือปลักไทย การปรับปรุงพันธุ์ การป้องกันโรคระบาด การพัฒนาด้านเทคโนโลยีอาหารสัตว์ รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตกระบือปลักไทยที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นเวทีพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การแสดงผลงานในการพัฒนาการผลิตกระบือปลักไทย ตลอดห่วงโซ่การผลิตถึงการบริโภค ระหว่างหน่วยงานรัฐ องค์กรภาคเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการ และองค์กรภาคเอกชน โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ จำนวน 2 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย รวมถึงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย อันเป็นสัตว์เศรษฐกิจและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โซนที่ 2 โซนนิทรรศการ “วิถีชีวิตคนเลี้ยงควาย ควายเลี้ยงคน” นำเสนอและออกแบบนิทรรศการที่แสดงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง “คน” กับ “ควาย” ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านไทยมาอย่างยาวนาน เช่น การไถนา การเดินทาง การแสดงในประเพณีท้องถิ่น การพัฒนาอาชีพ โดยนำผลิตภัณฑ์จากควายมาร่วมแสดง และจำหน่าย เช่น เนื้อควาย กาแฟนมควาย กาแฟขี้ควาย ปุ๋ย ผ้ามูลมงคล และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร รวมถึงการนำควายแสนรู้และเชื่อง มาแสดงให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีส่วนร่วม เช่น ให้อาหารควาย เป็นต้น

    กิจกรรมการประกวดและแข่งขันประกวดกระบือปลักไทย 16 รุ่น
    1) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
    2) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
    3) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
    4) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
    5) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
    6) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
    7) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
    8) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
    9) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
    10) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
    11) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
    12) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
    13) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
    14) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
    15) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือโดเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
    16) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน

    ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 3 ถ้วย
    1. ถ้วยรางวัลพระราชทานชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทยเพศผู้ 1 รางวัล
    2. ถ้วยรางวัลพระราชทานชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทยเพศเมีย 1 รางวัล
    3. ถ้วยรางวัลพระราชทานกระบือปลักไทยยอดเยี่ยม ประเภทการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร 1 รางวัล

    โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการนำกระบือเข้าประกวด ต้องมีผลการตรวจยืนยันจากห้องปฏิบัติการว่า เป็นกระบือปลักไทย โดยมีรูปร่างลักษณะตรงตามอัตลักษณ์ ลักษณะประจำพันธุ์ของกระบือปลักไทย ตามการขึ้นทะเบียนพันธุ์สัตว์ ของกรมปศุสัตว์ “กระบือปลักไทย DLD BU 01/2023” และต้องมีเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ติดอยู่ที่ตัวกระบือแบบถาวร เช่น ติดเบอร์หูพลาสติก การสักเบอร์หู หรือมีการฝังไมโครชิฟ

    “กระบือที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ สำหรับเพศผู้จะมีการเก็บรักษาพันธุกรรมกระบือปลักไทย (จำนวนไม่น้อยกว่า 500 โดส) น้ำเชื้อที่รีดแล้วถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของทางกรมปศุสัตว์ เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย และนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของกรมปศุสัตว์ต่อไป” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/984941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22vE95m6afNfBkbVUNjIpf

  • น้ำมันดิบทรงตัว หลังเศรษฐกิจสหรัฐโตสูงกว่าคาด โลกยังตึงเครียด

    น้ำมันดิบทรงตัว หลังเศรษฐกิจสหรัฐโตสูงกว่าคาด โลกยังตึงเครียด

    World Economics

    น้ำมันดิบทรงตัว หลังเศรษฐกิจสหรัฐโตสูงกว่าคาด โลกยังตึงเครียด

    น้ำมันดิบทรงตัว หลังเศรษฐกิจสหรัฐโตสูงกว่าคาด โลกยังตึงเครียด

    ราคาน้ำมันดิบทรงตัวจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐปิดล้อมเรือน้ำมันเวเนซุเอลา รัสเซีย-ยูเครนยังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

    รอยเตอร์ รายงานราคาน้ำมันดิบเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในวันพุธ (24 ธ.ค.68) เนื่องจากนักลงทุนพิจารณาถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และประเมินความเสี่ยงของการหยุดชะงักของอุปทานจากเวเนซุเอลาและรัสเซีย แม้ว่าราคาจะอยู่ในเส้นทางที่จะลดลงมากที่สุดในรอบปีนับตั้งแต่ปี 2020 ก็ตาม

    ราคาน้ำมันดิบเบรนท์สัญญาซื้อขายล่วงหน้าลดลง 23 เซนต์ หรือ 0.4% เหลือ 62.15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตของสหรัฐฯ (WTI) ลดลง 8 เซนต์ หรือ 0.2% เหลือ 58.29 ดอลลาร์

    ทั้งสองสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มขึ้นประมาณ 6% นับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่ราคาลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปี

    “สิ่งที่เราเห็นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือการปรับสมดุลสถานะในตลาดที่เบาบาง หลังจากที่การปรับตัวลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่ได้รับแรงหนุนเพิ่มเติม ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการปิดล้อมเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ และได้รับแรงหนุนจากข้อมูล GDP ที่แข็งแกร่งเมื่อคืนที่ผ่านมา” โทนี ไซคามอร์ นักวิเคราะห์จาก IG กล่าว

    ข้อมูลจากสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกเติบโตสูงสุดในรอบสองปีในไตรมาสที่สาม โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่งและการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของการส่งออก

    อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเบรนท์และ WTI มีแนวโน้มลดลงประมาณ 16% และ 18% ตามลำดับในปีนี้ ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 เมื่อการระบาดของโควิด-19  ส่งผลกระทบต่อความต้องการน้ำมัน เนื่องจากคาดว่าอุปทานจะมากกว่าความต้องการในปีหน้า

    ในด้านอุปทาน การหยุดชะงักของการส่งออกของเวเนซุเอลาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น ในขณะที่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของกันและกันอย่างต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและยูเครนก็เป็นปัจจัยหนุนให้ราคาสูงขึ้นเช่นกัน ตามรายงานของ Haitong Futures เรือบรรทุกสินค้ามากกว่าสิบสองลำอยู่ในเวเนซุเอลาเพื่อรอคำสั่งใหม่จากเจ้าของเรือ หลังจากที่สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ Skipper เมื่อต้นเดือนนี้ และได้กำหนดเป้าหมายเรืออีกสองลำในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

    “การค้าที่ผันผวนในช่วงวันหยุดดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ โดยการปิดล้อมเวเนซุเอลาเป็นจุดสนใจหลักในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์” เดนนิส คิสเลอร์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการซื้อขายของ BOK Financial กล่าว นอกจากนี้ การขนส่งน้ำมันจากคาซัคสถานผ่านทางท่อส่งน้ำมันแคสเปียน (Caspian Pipeline Consortium: CPC) คาดว่า จะลดลงหนึ่งในสามในเดือนธันวาคม เหลือต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 หลังจากที่โดรนของยูเครนโจมตีสร้างความเสียหายให้กับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ท่าเรือส่งออกหลักของ CPC แหล่งข่าวในตลาดสองแห่งกล่าวเมื่อวันพุธ แหล่งข่าวในตลาดระบุเมื่อวันอังคารว่า ปริมาณสำรองน้ำมันดิบของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.39 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ปริมาณสำรองน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 1.09 ล้านบาร์เรล และปริมาณสำรองน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น 685,000 บาร์เรล โดยอ้างอิงตัวเลขจากสถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา (American Petroleum Institute)

    สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (U.S. Energy Information Administration) มีกำหนดจะเผยแพร่ข้อมูลปริมาณสำรองอย่างเป็นทางการในวันจันทร์หน้า ซึ่งช้ากว่าปกติเนื่องจากวันหยุดคริสต์มาส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1213749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zqu7KoGRHyV_Iux1sa-Mx

  • ดอลลาร์ไร้ทิศทาง คาดเฟดชะลอหั่นดอกเบี้ย หลังเผยเศรษฐกิจแกร่ง

    ดอลลาร์ไร้ทิศทาง คาดเฟดชะลอหั่นดอกเบี้ย หลังเผยเศรษฐกิจแกร่ง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ธ.ค. 68)

    ดอลลาร์ปรับตัวไร้ทิศทาง ขณะที่นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

    ณ เวลา 19.07 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.08% สู่ระดับ 97.862 ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่า 0.20% สู่ระดับ 155.89 เยน และปรับตัวขึ้น 0.02% สู่ระดับ 1.179 เทียบยูโร

    นักลงทุนพากันลดน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนม.ค.และมี.ค.2569 หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2568 เมื่อวานนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 4.3% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.2% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง

    อย่างไรก็ดี นายเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยล่าช้าเกินไป แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวในไตรมาส 3/2568 ที่สูงเกินคาดก็ตาม

    ทั้งนี้ นายแฮสเซตต์ถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะเข้ารับตำแหน่งต่อจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด หลังจากที่เขาครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม 2569

    ‘หากดูธนาคารกลางทั่วโลก สหรัฐถือว่าล้าหลังมากในแง่ของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย’ นายแฮสเซตต์กล่าวในรายการ Money Movers ของสำนักข่าว CNBC

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRBN0IQ4U20PAV3X170UXQOG8Z06XDOV&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L-8YeUaCwrAojxzg0SKOU

  • ออมสิน ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากส่งท้ายปีในงาน “OTOP CITY 2025”

    ออมสิน ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากส่งท้ายปีในงาน “OTOP CITY 2025”

    นายเสกสรร ทวีกสิกรรม รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน พร้อมด้วยผู้บริหาร ร่วมพิธีเปิดงาน “OTOP CITY 2025” ภายใต้แนวคิด ของขวัญจากฟ้า สานคุณค่าสู่ปวงชน : Heaven’s Gift A Legacy of Giving โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งจัดไปจนถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อช่วงปลายปี ส่งเสริมการอุดหนุนสินค้าไทย สร้างรายได้ให้ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งถือเป็นบทบาทหนึ่งของการเป็นธนาคารเพื่อสังคม ในโอกาสนี้ ธนาคารออมสินได้นำสาขามาให้บริการทางการเงิน อาทิ บริการฝาก–ถอนเงิน เปิดบัญชี และให้คำปรึกษาธุรกรรมทางการเงิน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ OTOP และให้บริการแก่ประชาชนผู้ร่วมงาน ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38830&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26UJjULKHoMonDfSp9fmyL

  • ‘ไทย’เผชิญบาทแข็งยาวถึงปี 69  นักวิชาการเตือนผลกระทบ ‘ส่งออก’

    ‘ไทย’เผชิญบาทแข็งยาวถึงปี 69 นักวิชาการเตือนผลกระทบ ‘ส่งออก’

    ธุรกิจ

    24 ธ.ค. 2025 เวลา 17:45 น.

    'ไทย'เผชิญบาทแข็งยาวถึงปี 69  นักวิชาการเตือนผลกระทบ 'ส่งออก'

    “ธนวรรธน์ “ ชี้บาทแข็งเร็วจากเงินทุนไหลเข้า–ดอลลาร์อ่อน ฉุดส่งออกไทย ระบุบาทเหมาะสมควรอยู่ 34–35 บาทต่อดอลลาร์ เตือนหลุด 30 กระทบทั้งระบบเศรษฐกิจ เสี่ยงฉุดขีดความสามารถแข่งขันประเทศ แนะรักษาเสถียรภาพเงินบาทให้เหมาะสม

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทมีการแข็งค่าอย่างรวดเร็ว โดยปรับตัวแรงกว่าหลายประเทศคู่แข่ง ขณะที่ค่าเงินของบางประเทศอ่อนค่าลงในระดับสูง ทำให้สินค้าของประเทศเหล่านั้นมีความได้เปรียบด้านราคา ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคส่งออก ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ท่ามกลางสถานการณ์สงครามการค้าและเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง

    ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า มาจากหลายส่วน ได้แก่ รายได้จากภาคส่งออกที่ยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวซึ่งสร้างรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก รวมถึงการไหลเข้าของเงินทุนในตลาดตราสารหนี้และตลาดทุนไทย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนยังอยู่ในระดับที่จูงใจนักลงทุนต่างชาติ

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  ขณะเดียวกัน แนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าเร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังพบสัญญาณของเงินทุนไหลเข้าจากการซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำในรูปแบบสัญญา ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายสูงกว่าการซื้อขายทองคำแท่ง และมีลักษณะเป็นการเก็งกำไรในระยะสั้น

    จากข้อมูลในวงหารือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานก.ล.ต. พบว่ามูลค่าการซื้อขายทองคำต่อวันอยู่ในระดับสูง และบางส่วนของเงินทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดทองคำ อาจส่งผลต่อทิศทางค่าเงินบาทโดยตรง หากมีการแปลงเงินตราเข้ามาเก็งกำไรในประเทศ ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง เช่น การผลิตหรือการลงทุนระยะยาว ซึ่งแนวทางการแก้ที่ออกมานั้นมาถูกทางแล้ว

     “ค่าเงินบาทที่เหมาะสมต่อเศรษฐกิจไทยควรอยู่ในระดับประมาณ 34–35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หากเงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ อาจสร้างผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อภาคเกษตร ภาคส่งออก ภาคการท่องเที่ยว และรายได้ของผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม”นายนวรรธน์ กล่าว

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  การรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพค่าเงินกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นโจทย์สำคัญของไทยในช่วงเวลานี้ หากสามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม จะช่วยลดแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก และประคองเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1213704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vMAftXVLdgTj0PnqJPb7-

  • พาณิชย์จัดมหกรรมธงฟ้าเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน | เดลินิวส์

    พาณิชย์จัดมหกรรมธงฟ้าเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ที่ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานพิธีเปิดงาน และได้รับเกียรติจาก นายจิรวุฒิ  สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เข้าร่วมพิธีเปิดงานในครั้งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการจัดงานเพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ในระยะสั้นและระยะยาว โดยได้มอบ 7 นโยบายสำคัญ ภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” ที่มุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจโดยเร็ว พร้อมสร้างรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน และเน้นการทำงานของกระทรวงต้องยึดหลัก “ร่วมมือ โปร่งใส ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด” และได้กำหนดแนวทางการทำงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในดูแลค่าครองชีพประชาชน รวมทั้งดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา เสริมความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย โดยเน้นช่วยเหลือเป็นพิเศษใน 7 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา จึงได้จัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในจังหวัดพิษณุโลก ระหว่างวันที่ 23 – 25 ธันวาคม 2568 ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

    เนื่องจากจังหวัดพิษณุโลก ถือเป็นจังหวัดหัวเมือง มีบทบาทเป็นเมืองหน้าด่านที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคเหนือตอนล่าง โดยการจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) ผู้ประกอบการจังหวัดพิษณุโลก รวมทั้งจังหวัดพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และพื้นที่ใกล้เคียง นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น

    ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ และสินค้าผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 38 บาท ข้าวหอมมะลิ (5 กก.) ถุงละ 120 บาท และยังช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สินค้ารวมสินค้าจากผู้ประกอบการชายแดนเป็น “เซตสินค้า” ภายในงานได้อีกด้วย

    “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดมาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ของกินของใช้และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายเกียรติศักดิ์  กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5437513/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13rtVquZccy49V259dbSdP

  • “เอกนิติ” กางโรดแมป 4 ปี ดัน GDP ไทยทะลุ 3% ชูนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ฟื้นประเทศ

    “เอกนิติ” กางโรดแมป 4 ปี ดัน GDP ไทยทะลุ 3% ชูนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ฟื้นประเทศ

    “รมว.คลัง” กางโรดแมป 4 ปี ดัน GDP ไทยทะลุ 3% พร้อมชูนโยบาย “เศรษฐกิจ 10 พลัส” พลิกฟื้นประเทศ หลังผลงาน 73 วันดึงเศรษฐกิจพ้นวิกฤต

    วันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงนโยบายสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย โดยตั้งเป้าหมายผลักดันให้ GDP ของประเทศเติบโตมากกว่า 3% อย่างต่อเนื่องในช่วง 4 ปีข้างหน้า ผ่านยุทธศาสตร์ “เศรษฐกิจ 10 พลัส” มุ่งเน้นการเติบโตที่ทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ

    นายเอกนิติ เผยถึงเบื้องหลังการทำงานว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเปรียบเสมือนรถที่ติดหล่ม หากไม่มีมาตรการกระตุ้น GDP อาจดิ่งลงไปแตะระดับ 0.3% แต่ด้วยนโยบายเร่งด่วน (Quick Big Win) เช่น คนละครึ่งพลัส และ เที่ยวดีมีคืน ภายใน 73 วัน สามารถช่วยดึงเศรษฐกิจพ้นจากวิกฤตได้สำเร็จ 

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงจึงได้นำเสนอมาตรการ 10 ด้าน ประกอบด้วย เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก ดูแลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านราย สานต่อคนละครึ่งพลัส ออกพันธบัตรออมพลัส คุมค่าไฟไม่เกิน 3 บาท (200 หน่วยแรก) และแก้หนี้ผ่าน AMC

    “โจทย์ใหญ่ของเราคือการพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาเดินหน้าเต็มสูบอีกครั้ง นโยบาย 10 พลัส จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนไทยทุกระดับได้รับประโยชน์จากการเติบโตในครั้งนี้” นายเอกนิติกล่าวและว่า ทั้ง Made in Thailand SMEs พลัส เติมทุนและค้ำประกันสินเชื่อให้ SME แข่งขันได้ ลงทุนพลัส เร่งการลงทุนในรูปแบบรัฐร่วมเอกชน (PPP) เพื่อกระตุ้นการเติบโตระยะยาว ผลิตได้ขายออกพลัส เน้นผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก Trade พลัส ยกระดับการค้าและการผลิตด้วยเทคโนโลยีฉลาด เศรษฐกิจสีเขียวพลัส ปรับตัวสู่ความยั่งยืน เพราะ “รักษ์โลกคือทางรอดและทางรวย” ดิจิทัล AI พลัส นำเทคโนโลยี AI มาช่วยสร้างงานและกระจายรายได้ถึงมือประชาชน การศึกษาเท่าเทียมพลัส เรียนฟรีที่มีอยู่จริง เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาเพื่อสร้างงาน สูงวัยพลัส เสริมทักษะให้ผู้สูงอายุมีงาน มีรายได้ และมีระบบดูแลที่ทั่วถึง และไทยแลนด์พลัส ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจและบริการภาครัฐให้ฉับไว เพื่อความสุขของคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2903902&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZSk1-az0B0cLDlnjMikb9

  • นักเศรษฐศาสตร์ มองเศรษฐกิจไทยฤดูกาลเลือกตั้ง ปัญหาคือโครงสร้าง ไม่ใช่นโยบาย

    นักเศรษฐศาสตร์ มองเศรษฐกิจไทยฤดูกาลเลือกตั้ง ปัญหาคือโครงสร้าง ไม่ใช่นโยบาย

    ในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลหลายชุดพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยมาตรการระยะสั้นที่มุ่งประคองการเติบโตและบรรเทาภาระค่าครองชีพ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนว่า เศรษฐกิจยังไม่หลุดจากวงจรเดิม รายได้ไม่โต ผลิตภาพไม่เพิ่ม และหนี้สะสมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในโครงการ Thailand Redesign : อนาคตออกแบบได้ “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์เชิงลึก บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่มองปัญหาไทยในเชิงโครงสร้างมากกว่ารายปี มุมมองของเขาชี้ชัดว่า ประเท

    กับดักรายได้ต่ำ–ผลิตภาพต่ำ วงจรที่ทำให้หนี้พอกพูน

    แก่นปัญหาที่บุรินทร์วางไว้คือ “กับดักรายได้” เมื่อรายได้ของแรงงานและครัวเรือนไม่สามารถเติบโตได้สอดคล้องกับค่าครองชีพ การกู้ยืมจึงกลายเป็นเครื่องมือประคองการใช้จ่ายโดยปริยาย หนี้ครัวเรือนจึงไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของพฤติกรรมทางการเงิน แต่เป็นอาการสะสมของโครงสร้างเศรษฐกิจที่ผลิตรายได้เพิ่มไม่ได้ในวงกว้าง เศรษฐกิจอาจยังขยับไปข้างหน้าได้ในเชิงตัวเลข แต่เป็นการเดินต่อด้วยฐานที่เปราะบางมากขึ้นทุกปี

    การเปรียบเทียบกับต่างประเทศช่วยทำให้ปัญหานี้ชัดเจนขึ้น ค่าแรงแรงงานบริการในสหรัฐฯ ที่อยู่ราว 20 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง หรือมากกว่า 600 บาท ไม่ได้เกิดจากความสามารถเฉพาะบุคคลเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากระบบเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูง ทำให้ธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากพอที่จะจ่ายค่าจ้างในระดับนั้นได้ ในทางกลับกัน แรงงานไทยจำนวนมากยังทำงานอยู่ในภาคที่ผลิตภาพต่ำ แม้จะทำงานหนักไม่แพ้กัน แต่ระบบไม่เอื้อให้รายได้ขยับขึ้นตามความพยายาม ผลลัพธ์คือรายได้โตช้า ขณะที่ภาระหนี้โตเร็ว

    หนี้สูง รายได้ไม่โต กระตุ้นระยะสั้นไม่ช่วย

    บุรินทร์วางแก่นปัญหาเศรษฐกิจไทยไว้ที่ “กับดักรายได้” ซึ่งทำให้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นได้ง่าย เพราะเมื่อรายได้ไม่เติบโต ครัวเรือนจำนวนมากต้องพึ่งพาเครดิตเพื่อประคองการใช้จ่าย ขณะที่แรงกดดันจากค่าครองชีพยังดำรงอยู่ ผลลัพธ์คือเศรษฐกิจเหมือนเดินต่อได้ แต่เดินด้วยฐานที่เปราะบางขึ้นเรื่อย ๆ

    บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    เพื่อให้เห็นภาพ เขายกตัวอย่างแรงงานบริการของสหรัฐฯ ว่าค่าแรงชั่วโมงละ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ แปลงเป็นเงินไทยราว 600 กว่าบาทต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ต่อวันของแรงงานไทย แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “คนเก่งกว่า” แต่อยู่ที่ “ระบบเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพ (productivity) และประสิทธิภาพสูงกว่า” ทำให้ค่าจ้างสามารถสูงขึ้นได้จริงในระดับประเทศ นี่คือจุดที่สะท้อนว่า ไทยไม่ได้ขาดคนทำงานหรือความสามารถรายบุคคลเท่านั้น แต่ขาดเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่จะทำให้ผลิตภาพสูงขึ้นเป็นวงกว้าง และเมื่อผลิตภาพไม่ขึ้น รายได้ก็ขึ้นยาก วงจรหนี้จึงยืดเยื้อ

    ดังนั้นโจทย์รัฐบาลใหม่ไม่ใช่เพียงเลือก “นโยบายกระตุ้น” ให้ถูกจังหวะ แต่คือการตัดสินใจ “ปลดล็อกโครงสร้าง” ให้เศรษฐกิจใหม่ ๆ โตได้จริง เกิดงานใหม่ รายได้ใหม่ และการแข่งขันแย่งคนเก่งจนเงินเดือนขยับได้ด้วยแรงของตลาด ไม่ใช่ขยับด้วยมาตรการชั่วคราว

    ปฏิรูปเกษตร–ราชการ ทำรัฐให้ “เล็กแต่ฉลาด”

    เมื่อถูกถามถึง “โมเดลเศรษฐกิจใหม่” ในอีก 5–10 ปี บุรินทร์เลือกชี้ไปที่ 2 โครงสร้างใหญ่ที่กินประชากรจำนวนมากและเป็นฐานรายได้ต่ำ—ภาคเกษตรและภาคราชการ พร้อมเสนอว่า ถ้าไทยแก้โครงสร้างภาคเกษตรได้ และแก้โครงสร้างข้าราชการได้ ประเทศมีโอกาส “ยกระดับขึ้นอีกระดับหนึ่ง” เพราะนี่คือพื้นที่ที่ทำให้รายได้ไม่โตและผลิตภาพไม่ขึ้นในภาพรวม

    ในส่วนของภาคเกษตร เขามองว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือปลายทาง แต่คือการทำให้คนออกจากภาคที่ผลิตภาพต่ำไปสู่ภาคที่ผลิตภาพสูงกว่าอย่างเป็นระบบ แนวคิดนี้ถูกอธิบายผ่านตัวอย่างที่จับต้องได้อย่าง “Health Care–Wellness” เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ความต้องการงานดูแลสุขภาพจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากรัฐ–เอกชนร่วมกันวางระบบฝึกทักษะให้คนที่เคยอยู่ภาคเกษตรสามารถย้ายมาอยู่ภาคบริการสุขภาพได้ ก็เป็นการ “ชิฟต์คน” ไปสู่รายได้ที่มั่นคงกว่า และเป็นการยกระดับโครงสร้างแรงงานแบบค่อยเป็นค่อยไป

    เขาย้ำว่า รัฐไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเอง แต่ต้องทำหน้าที่ “ออกแบบระบบ” ให้เงินทุนและความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเข้ามาช่วยได้ ทั้งเอกชน มูลนิธิ หรือแม้แต่เงินทุนต่างประเทศที่สนใจโมเดลยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก

    ขณะเดียวกัน ในด้านภาครัฐ บุรินทร์หยิบหลักคิดสำคัญว่า “รัฐบาลที่ดี” คือรัฐบาลที่วางโครงสร้างพื้นฐานและกติกาให้เอื้อต่อการทำธุรกิจ แล้วปล่อยให้เอกชนทำหน้าที่สร้างนวัตกรรมและแข่งขันต่อเอง รัฐควรเล็กแต่มีประสิทธิภาพ (small but efficient) เป็น regulator ที่ทำให้การแข่งขันยุติธรรม ไม่ปล่อยให้กติกาเอื้อรายใหญ่จนรายเล็กและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ขึ้นไม่ได้ เพราะเมื่อธุรกิจใหม่ขึ้นไม่ได้ เศรษฐกิจใหม่ก็ไม่เกิด รายได้ใหม่ก็ไม่มา ประเทศจึงติดอยู่กับ “เศรษฐกิจเก่า” ต่อเนื่อง

    ดึง Data Center–AI–Cloud ต้องกิโยตินกฎระเบียบ-ลดคอร์รัปชัน

    ในช่วงที่ไทยพูดถึงการดึงอุตสาหกรรมยุคใหม่อย่าง Data Center, AI, Cloud บุรินทร์สะท้อนว่า “เจตจำนงลงทุนมีอยู่จริง” แต่ด่านสำคัญคือระบบราชการ ตั้งแต่การขอไฟ ขอน้ำ ไปจนถึงใบอนุญาตหลายชั้นที่กินเวลาและไม่แน่นอน ซึ่งไม่ใช่แค่ทำให้ลงทุนช้า แต่ทำให้ต้นทุนสูง และลดความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของระบบ

    ทางออกไม่ใช่เพียงเพิ่มสิทธิประโยชน์ลงทุน แต่คือการใช้ AI และ Digital Government มา “ทำให้กระบวนการชัดเจน” รู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ เพราะอะไร ใช้เวลาเท่าไร ติดต่อใคร ลดการทับซ้อนของอำนาจหน้าที่ และลดพื้นที่เทาที่นำไปสู่ความไม่โปร่งใส เขามองว่า ถ้ารัฐทำให้ process เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น และตรวจสอบได้ นักลงทุนจะ “อยากมาลงทุน” มากขึ้น เพราะเห็นระบบที่คาดการณ์ได้ ไม่ใช่ระบบที่ติดหล่มระหว่างทาง

    ประเด็นนี้โยงต่อไปถึงบทบาทไทยบนเวทีโลก ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด บุรินทร์มองว่าไทยต้องรักษาดุล ไม่เลือกข้างแบบสุดโต่ง แต่สิ่งสำคัญกว่าคือทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมา “สำคัญ” ต่อห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะหากไทยยังเป็นเศรษฐกิจเก่าที่เชื่อมกับเศรษฐกิจใหม่ไม่มากพอ โลกก็จะ “มองข้าม” และความสนใจจะลดลงตามความแข็งแรงของเศรษฐกิจ

    นักเศรษฐศาสตร์ มองเศรษฐกิจไทยฤดูกาลเลือกตั้ง ปัญหาคือโครงสร้าง ไม่ใช่นโยบาย

    เมื่อพูดถึงสงครามภาษีและการเจรจากับสหรัฐฯ เขาย้ำว่าปัจจัยภายนอกบังคับไม่ได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้คือแต่งตัวให้พร้อม—สร้างความสามารถแข่งขันในบ้าน ลดต้นทุนทำธุรกิจ เพิ่มโปร่งใส และที่สำคัญคืออย่าหลงกับตัวเลขเฮดไลน์เพียงอย่างเดียว เช่น ภาคการส่งออก แม้จะเติบโตดี แต่การผลิตในประเทศกลับติดลบต่อเนื่องหลายปี สะท้อนว่า “มูลค่าเพิ่ม” อาจไม่ได้กลับเข้าประเทศเท่าที่ควร ดังนั้นรัฐบาลควรโฟกัสว่ากิจกรรมเศรษฐกิจสร้างงานและรายได้ในประเทศเพิ่มขึ้นแค่ไหน มากกว่าการเฉลิมฉลองตัวเลขรวม

    ทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เขาตอบชัดในตอนท้ายว่า หากรัฐบาลใหม่ “เลือกทำได้เรื่องเดียว” ให้ทำ Regulatory Guillotine หรือ “กิโยตินกฎระเบียบ” ตัดความซ้ำซ้อน ลดความสับสน ลดต้นทุนการทำธุรกิจ ทำให้ภาครัฐเอื้อต่อเอกชนด้วยความโปร่งใส เพราะคอขวดจำนวนมากของเศรษฐกิจไทยติดอยู่ที่กฎหมาย กฎเกณฑ์ และกระบวนการอนุญาต—ถ้าปลดล็อกตรงนี้ได้ เศรษฐกิจจะเริ่มไดนามิก ธุรกิจใหม่มีโอกาสเกิด การแย่งคนเก่งจะจริงจังขึ้น และเงินเดือนจะมีแรงส่งเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติของเศรษฐกิจ

    รัฐบาลใหม่ต้องโปร่งใส–หยุดผูกขาด-เลิกประชานิยม

    ในมุมของบุรินทร์ Quick Win ที่แท้จริงไม่ใช่การแจกเงินเป็นคำตอบหลัก แต่คือการปฏิรูประบบราชการให้โปร่งใสและทำงานมีประสิทธิภาพ เพราะนี่คือคันโยกที่ทำให้ทั้งการลงทุน การทำธุรกิจ และการสร้างงานคุณภาพเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน เขาชี้ว่าสิ่งที่รัฐควร “หยุดทำ” คือ นโยบายที่ทำให้เกิดการผูกขาด เพราะการผูกขาดทำให้การแข่งขันไม่เกิด ธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นไม่ได้ เศรษฐกิจใหม่ไม่โต ประเทศจึงวนอยู่กับเครื่องยนต์เก่าที่เริ่มล้า

    ส่วนประชานิยม เขามองว่าอาจใช้ได้ในบางช่วงเพื่อประคองเศรษฐกิจ แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องโดยหวังผลนิยมระยะสั้น จะทำให้ประเทศชนเพดานหนี้สาธารณะ และทำให้พื้นที่นโยบายในอนาคตหายไป สุดท้ายประเทศก็ “ติดหล่ม” อยู่กับวงจรเดิม

    บทเรียนเชิงโครงสร้างจากมุมมองนี้จึงเป็นคำเตือนต่อรัฐบาลใหม่ว่า การออกแบบประเทศต้องมองไกลกว่าการเลือกตั้ง หากยังเลือกทางลัด ประเทศอาจเดินต่อได้อีกระยะ แต่จะเป็นการเดินต่อบนฐานที่อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ จนโอกาสในการยกระดับหลุดลอยไปในที่สุด
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/647380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EN58UZwCnUuAG_gMyt7nK

  • กรมปศุสัตว์จัดแถลงข่าวงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย ภายใต้หลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย”

    วันพุธที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 16.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ แถลงข่าวการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้หลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย” พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ สื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13 – 14 มกราคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยการแถลงข่าวในครั้งนี้ มีการจัดแสดงพันธุ์กระบือปลักไทย และผลิตภัณฑ์จากกระบือ ณ ลานเอนกประสงค์ หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพมหานคร

    นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กระบือปลักไทยให้มีลักษณะดี มีคุณภาพ เพิ่มจำนวนกระบือ อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย โดยใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่นำกระบือไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตร ต่อยอดการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย

    กรมปศุสัตว์ได้สนองพระราชดำริร่วมดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยดำเนินการบริการผสมเทียมกระบือที่มีความพร้อมโดยใช้น้ำเชื้อกระบือพ่อพันธุ์ชั้นดีของกรมปศุสัตว์ และสนับสนุนพ่อพันธุ์กระบือปลักไทยในการคุมฝูงและปรับปรุงสายพันธุ์ในฝูงกระบือของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีกระบือตั้งท้องจากการผสมเทียมและใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง จำนวนกว่า 400 ตัว และมีลูกกระบือเกิดใหม่มากกว่า 500 ตัว สำหรับงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 กำหนดจัดงานจริง ในระหว่างวันที่ 13 – 14 มกราคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในด้านการพัฒนาการปศุสัตว์ เพื่อจัดประกวดแข่งขันกระบือปลักไทยซึ่งเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกษตรกร และประชาชนผู้สนใจได้รู้จักการคัดเลือกกระบือปลักไทยพันธุ์ดีไว้ขยายพันธุ์ และได้รับองค์ความรู้ด้านการจัดการ การเลี้ยงกระบือปลักไทย การปรับปรุงพันธุ์ การป้องกันโรคระบาด การพัฒนาด้านเทคโนโลยีอาหารสัตว์ รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตกระบือปลักไทยที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นเวทีพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การแสดงผลงานในการพัฒนาการผลิตกระบือปลักไทย ตลอดห่วงโซ่การผลิตถึงการบริโภค ระหว่างหน่วยงานรัฐ องค์กรภาคเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการ และองค์กรภาคเอกชน โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ จำนวน 2 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย รวมถึงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย อันเป็นสัตว์เศรษฐกิจและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โซนที่ 2 โซนนิทรรศการ “วิถีชีวิตคนเลี้ยงควาย ควายเลี้ยงคน” นำเสนอและออกแบบนิทรรศการที่แสดงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง “คน” กับ “ควาย” ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านไทยมาอย่างยาวนาน เช่น การไถนา การเดินทาง การแสดงในประเพณีท้องถิ่น การพัฒนาอาชีพ โดยนำผลิตภัณฑ์จากควายมาร่วมแสดง และจำหน่าย เช่น เนื้อควาย กาแฟนมควาย กาแฟขี้ควาย ปุ๋ย ผ้ามูลมงคล และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร รวมถึงการนำควายแสนรู้และเชื่อง มาแสดงให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีส่วนร่วม เช่น ให้อาหารควาย เป็นต้น

    กิจกรรมการประกวดและแข่งขันประกวดกระบือปลักไทย 16 รุ่น
    1) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
    2) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
    3) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
    4) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
    5) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
    6) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
    7) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
    8) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
    9) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
    10) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
    11) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
    12) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
    13) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
    14) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
    15) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือโดเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
    16) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน

    ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 3 ถ้วย
    1. ถ้วยรางวัลพระราชทานชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทยเพศผู้ 1 รางวัล
    2. ถ้วยรางวัลพระราชทานชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทยเพศเมีย 1 รางวัล
    3. ถ้วยรางวัลพระราชทานกระบือปลักไทยยอดเยี่ยม ประเภทการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร 1 รางวัล

    โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการนำกระบือเข้าประกวด ต้องมีผลการตรวจยืนยันจากห้องปฏิบัติการว่า เป็นกระบือปลักไทย โดยมีรูปร่างลักษณะตรงตามอัตลักษณ์ ลักษณะประจำพันธุ์ของกระบือปลักไทย ตามการขึ้นทะเบียนพันธุ์สัตว์ ของกรมปศุสัตว์ “กระบือปลักไทย DLD BU 01/2023” และต้องมีเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ติดอยู่ที่ตัวกระบือแบบถาวร เช่น ติดเบอร์หูพลาสติก การสักเบอร์หู หรือมีการฝังไมโครชิฟ

    “กระบือที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ สำหรับเพศผู้จะมีการเก็บรักษาพันธุกรรมกระบือปลักไทย (จำนวนไม่น้อยกว่า 500 โดส) น้ำเชื้อที่รีดแล้วถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของทางกรมปศุสัตว์ เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย และนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของกรมปศุสัตว์ต่อไป” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/984941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22vE95m6afNfBkbVUNjIpf