Blog

  • สายกระทิงเฮ! Elon Musk ชี้ GDP สหรัฐฯ อาจโตแรงระดับสองหลัก ดันมุมมองบวกต่อ Bitcoin

    สายกระทิงเฮ! Elon Musk ชี้ GDP สหรัฐฯ อาจโตแรงระดับสองหลัก ดันมุมมองบวกต่อ Bitcoin

    ชุมชนคริปโตกลับเริ่มมีความหวังว่า Bitcoin จะกลับมาฟื้นตัวเป็นขาขึ้นอีกครั้ง  หลังจากอภิมหาเศรษฐี Elon Musk  คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    Musk คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะโตขึ้นอย่างมาก โดยเร็วที่สุดก็ภายในช่วงธันวาคม 2026 ซึ่งเขาเองคาดเดาว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะโตขึ้น 2 หลัก ใน 12-18 เดือนข้างหน้า และหากปัญญาประดิษฐ์เชิงประยุกต์คือตัวแทนของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเติบโตในระดับ ‘เลขสามหลัก’ ก็เป็นไปได้ภายในเวลาประมาณ 5 ปี

    สำหรับชุมชน Bitcoin ที่ให้ความสำคัญกับภาพรวมเศรษฐกิจอยู่แล้ว เชื่อว่ามุมมองของ Musk ถือเป็นข่าวดีที่ช่วยสร้างความมั่นใจว่าตลาดมีโอกาสฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในระยะเวลาอันสั้น

    ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเมื่อ Anthony Pompliano นักลงทุนชื่อดังระดับโลก ออกมายืนยันความเห็นดังกล่าว โดยเขามองว่า การที่ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกออกมาทำนายถึงการเติบโตของ GDP ในระดับสองหลักภายใน 18 เดือน หรืออาจพุ่งทะยานเกิน 100% หากศักยภาพของ AI ถูกดึงออกมาใช้อย่างเต็มที่นั้นถือเป็นสัญญาณที่โลกไม่อาจละสายตาได้เลย 

    Double-digit growth is coming within 12 to 18 months.

    If applied intelligence is proxy for economic growth, which it should be, triple-digit is possible in ~5 years.

    — Elon Musk (@elonmusk) December 24, 2025

    เช่นเดียวกับความเห็นจาก Oryon Finance ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน RWA ที่มองว่าคำทำนายของ Musk มักมีนัยสำคัญแฝงอยู่เสมอ และไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราวที่ไร้น้ำหนัก

    ทว่าท่ามกลางความตื่นตัวนี้ นักสังเกตการณ์บางส่วนอย่าง Artem Russakovskii กลับตั้งข้อสงสัยในความแม่นยำ โดยชี้ว่าการคาดการณ์อนาคตดูจะไม่ใช่ “จุดแข็ง” ของ Musk 

    ขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่องการเข้าสู่ช่วงตลาดหมีในปี 2026 ยังคงเป็นเงาตามตัวที่นักลงทุนไม่อาจมองข้าม แม้จะมีแรงผลักดันเชิงบวกจาก Musk แต่ Bariksis นักวิจารณ์ตลาดกลับยืนยันว่า วัฏจักรขาลงกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเลี่ยงไม่ได้

    ภาพรวมความเสี่ยงนี้ยังสอดคล้องกับความเห็นของเทรดเดอร์ระดับตำนานอย่าง Peter Brandt และ Jurrien Timmer นักวิจัยจาก Fidelity ที่ต่างคาดการณ์ตรงกันตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมว่า ในปี 2026 เราอาจได้เห็น Bitcoin ร่วงลงไปทดสอบระดับราคาในโซน 60,000 ดอลลาร์อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญที่นักลงทุนต้องเตรียมรับมือหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความหอมหวานในปี 2025

    ที่มา : Cointelegraph

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/12/25/bitcoin-price-elon-musk-economic-growth-forecast-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bWrHaQf7xz9bsqgBalTU0

  • พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 100%! ‘ไทยสร้างไทย’ กางแผนรีสตาร์ทให้ชาติ ตั้งเป้า 25 เก้าอี้

    พรรคไทยสร้างไทย ประกาศความพร้อมก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ผ่านงานรวมพลแสดงพลังแม่ทัพและขุนพลไทยสร้างไทย โดย “มุ่งเน้นการเป็นพรรคการเมืองสีขาวที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและนโยบายปราศจากการคอร์รัปชันอย่างสิ้นเชิง” ภายใต้การนำของคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิที่ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงถึงความเป็นทีมมืออาชีพที่มีประสบการณ์จริงและมีผลงานความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ พร้อมอาสาเข้ามาคลี่คลายวิกฤตประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ความมั่นคงสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

    ในด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ได้นำเสนอแนวคิดสำคัญคือ Big Cleaning และ Big Fighting เพื่อขับเคลื่อนการเมืองสุจริต โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและโปรแกรมเมอร์เข้ามาตรวจสอบการทำงานของภาครัฐเพื่อความโปร่งใสแบบไม่เกรงใจผู้มีอิทธิพล พร้อมประกาศสงครามกับ 4 ปัญหาหลักที่ฉุดรั้งประเทศ ได้แก่

    • การยุติความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
    • การกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ
    • การขจัดคอร์รัปชัน
    • การพิชิตความเหลื่อมล้ำทางสังคมทุกรูปแบบ

    สำหรับแนวทางการแก้ไขความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พล.ท.ภราดร ย้ำว่า “ต้องใช้ยุทธศาสตร์สถาปนาความมั่นคงบนพื้นที่ชายแดนแทนการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว โดยเน้นการป้องกันตนเองเชิงรุกภายใต้กฎสากล การจัดระเบียบพื้นที่เพื่อคุมเข้มอาชญากรรม และการทำงานร่วมกันระหว่างกองทัพกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อชี้แจงต่อประชาคมโลกในรูปแบบสงครามไฮบริด (Hybrid Warfare)”

    ทั้งนี้ ยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทั้งด้านรายได้และความหลากหลายทางเพศ เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและดึงดูดนักลงทุนให้กลับมาเชื่อมั่นในประเทศไทยอีกครั้ง

    ทางด้านแม่ทัพเศรษฐกิจ สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ได้เปิดแผน “Restart ประเทศไทย” โดยเน้นย้ำถึงการทำงานที่ต้องเริ่มจากเป้าหมายที่ชัดเจน คือการคืนศักดิ์ศรีให้คนไทย พร้อมนำประสบการณ์จากภาคธุรกิจระดับโลกมาพิสูจน์ว่า คนไทยมีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมระดับสูงได้เอง โดยชูนโยบายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ “ขอนแก่นโมเดล” เป็นต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องรอพึ่งพางบประมาณส่วนกลางเพียงอย่างเดียว เพื่อมุ่งแก้ปัญหาหนี้สินและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนใน 7 ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ, สังคม และสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวคิด Mar Is My ซึ่งเป็นสมุดปกขาวรวบรวมนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กและภาคธุรกิจ SME เข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม ผ่านสองกลไกสำคัญ คือ

    • Tokenize Thailand ที่ใช้เทคโนโลยีโทเคนสร้างมูลค่าใหม่ให้ทรัพย์สินและสินค้าเกษตรในตลาดโลก
    • Automate Thailand ที่นำระบบอัตโนมัติมาสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อแก้ปัญหาแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

    โดยยืนยันว่าพรรค “ไม่ได้เน้นนโยบายประชานิยมแบบแจกเงิน” แต่เป็นการแจกโอกาสและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน

    thai-sang-thai-party-declares-readiness-for-election-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ‘ไทยสร้างไทย’ ตั้งเป้า 25 เก้าอี้-ย้ำร่วมรัฐบาลได้ทุกพรรคแต่ต้องเป็น ‘พรรคสีขาว’

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และ สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ยังแถลงถึงความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “พรรคมีความพร้อม 100% ในฐานะพรรคการเมืองระดับกลาง ทั้งในด้านตัวบุคคลและนโยบายที่พร้อมส่งต่อสู่สาธารณะ”

    ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจ สุรเดช ระบุว่า “พรรคไทยสร้างไทยไม่มีนโยบายแจกเงิน แต่จะมุ่งเน้นการสร้างระบบงบประมาณใหม่ให้ประเทศไทย เนื่องจากงบพัฒนาเดิมที่มีอยู่ประมาณ 500,000 ล้านบาทนั้น ไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและพาประเทศหลุดพ้นจาก ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ ได้” ดังนั้น พรรคจึงเสนอแนวทาง “ต่อท่อออกซิเจน” ใหม่เข้าสู่ประเทศไทย 2 ท่อหลัก คือ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาฐานราก

    ดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ เน้นการดึง FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) และนำเข้าเทคโนโลยีระดับสูง โดยมองว่าระบบราชการแบบเดิมไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้ทันการณ์ ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเป็น ‘นักรบ’ ซึ่งพรรคพร้อมจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการออกไปรบในเวทีโลก เพื่อดึงเม็ดเงินและเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์กลับมาพัฒนาประเทศ

    ด้าน พล.ท.ภราดร กล่าวถึงเป้าหมายในการเลือกตั้งว่า “พรรคอาจจะไม่ได้ส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต ซึ่งความชัดเจนจะปรากฏในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เป้าหมายจำนวน สส. จะต้องไม่ต่ำกว่า 25 ที่นั่ง เพื่อให้มีสิทธิ์เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตามกฎหมาย”

    พรรคเชื่อมั่นในดุลพินิจของประชาชน โดยมีจุดขายสำคัญคือการเป็น ‘พรรคการเมืองสีขาว’ ซึ่งหากเลือกพรรคไทยสร้างไทย ประชาชนจะได้การเมืองที่ดี มีวุฒิภาวะ และใสสะอาด

    สำหรับการจับมือกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อจัดตั้งรัฐบาล พล.ท.ภราดร ย้ำว่า “ให้ความสำคัญกับการเป็น ‘รัฐบาลสีขาว’ แม้ในความเป็นจริงอาจต้องมีการผสมผสานกับพรรคอื่นบ้าง แต่หัวใจสำคัญคือต้องมีพรรคสีขาวเป็นแกนนำหลัก”

    ไม่ได้ปฏิเสธการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองใด แต่แกนนำรัฐบาลจะต้องเป็นพรรคที่มีความใสสะอาดและมีอุดมการณ์ตรงกันเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/thai-sang-thai-party-declares-readiness-for-election&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cZOy46shzTFd83OCEa-wj

  • ธุรกิจไทยขอนโยบายการเมือง เลือกเกษตรกรรมเป็นจุดแข็ง พลิกเศรษฐกิจ

    ธุรกิจไทยขอนโยบายการเมือง เลือกเกษตรกรรมเป็นจุดแข็ง พลิกเศรษฐกิจ

    ธุรกิจไทยขอนโยบายการเมือง เลือกเกษตรกรรมเป็นจุดแข็ง พลิกเศรษฐกิจ

    ผู้ประกอบการไทย ฝากพรรคการเมืองที่จะขึ้นเป็นรัฐบาลใหม่ปี 69 ปรับโฟกัสจากทุ่มดิจิทัลเทคฯ ด้านเดียว หันมาหนุน Bio-based ดึงเกษตรขึ้นห่วงโซ่มูลค่าโลก จุดแข็งประเทศ

    ท่ามกลางความคาดหวังต่อ “จุดเปลี่ยนประเทศไทย” หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่ทิศทางนโยบายของพรรคการเมือง โดยเฉพาะจากภาคธุรกิจที่วันนี้ขับเคลื่อนด้วยผู้ประกอบการรุ่นใหม่จำนวนมาก ซึ่งกำลังรอคำตอบว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้งจะเลือกต่อยอด “จุดแข็งของประเทศ” หรือเดินซ้ำรอยเดิม

    “โพสต์ทูเดย์” ได้สัมภาษณ์ นายภัทรพงษ์ พลเสน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอเมดอินโนเวชั่น จำกัด ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมสินค้าสุขภาพ ซึ่งสะท้อนมุมมองและความคาดหวังต่อพรรคการเมืองที่จะก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลใหม่ โดยชี้ชัดว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับ “ภาคเกษตร” ในฐานะฐานรากทางเศรษฐกิจ และผลักดันให้เติบโตด้วยนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างจริงจัง

    นายภัทรพงษ์ มองว่า รัฐบาลชุดใหม่ ไม่ว่าจะมาจากพรรคใดอยากให้พัฒนาประเทศด้วยการปรับจุดเน้นจากการทุ่มงบประมาณไปที่ Digital Tech เพียงด้านเดียว มาให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ Bio-based มากขึ้น โดยชี้ว่า “ฐานรากที่แท้จริงของประเทศไทยคือภาคเกษตรกรรม” ซึ่งครอบคลุมทั้งสมุนไพรและพืชพรรณหลากหลายชนิด หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง จะสามารถกระจายรายได้ไปสู่คนส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรผลักดันการสร้าง มูลค่าเพิ่ม (Value-added) แทนการจำหน่ายวัตถุดิบในราคาต่ำ ตัวอย่างเช่น การไม่ขายเพียงแค่แป้งข้าว แต่ต่อยอดด้วยการสกัดสารสีหรือสารสำคัญจากข้าว เพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพสินค้าเกษตรไทยได้อย่างก้าวกระโดด

    อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการ ส่งเสริม SME ในฐานะ “เฟืองเชื่อมต่อ” งานวิจัยกับตลาด โดยภาครัฐควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยที่มุ่งเน้นการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ พร้อมเปิดโอกาสให้ SME เข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลาง เนื่องจากนักวิจัยจำนวนมากขาดทักษะด้านการค้า ขณะที่ SME มีความเข้าใจตลาด สามารถนำผลงานวิจัยจาก “หิ้ง” ออกสู่ “ห้าง” และทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้จริง

    นอกจากนี้ นายภัทรพงษ์ ยังเห็นว่ารัฐควรสนับสนุนเงินทุนในช่วง การขยายตัว (Scale-up) ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงการวิจัยในห้องแล็บ แต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาสูตร การทดสอบตลาด และการวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ใช้งานจริง เพื่อเพิ่มความพร้อมให้ผลิตภัณฑ์สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

    ในฐานะผู้ประกอบการที่พัฒนานวัตกรรมจากภาคเกษตร นายภัทรพงษ์ ชี้ว่าอุปสรรคสำคัญของประเทศไทยคือการขาดเทคโนโลยีการสกัดสารสำคัญคุณภาพสูง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างเต็มที่ ภาครัฐจึงควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเครื่องมือและเทคนิคการสกัดที่ทันสมัย เพื่อควบคุมคุณภาพและปริมาณสารออกฤทธิ์ให้ได้มาตรฐานสากล

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการ ผลักดันสินค้านวัตกรรมไทยสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะการช่วยปลดล็อกขั้นตอนด้านมาตรฐานและการขึ้นทะเบียนในต่างประเทศ เช่น จีน ซึ่งมีความซับซ้อนและเป็นอุปสรรคใหญ่ของ SME หากรัฐสามารถลดกำแพงเหล่านี้ได้ จะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้านวัตกรรมจากข้าวและภาคเกษตรไทยขยายตัวในตลาดโลกได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ไบโอเมด ดันวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง

    บริษัท ไบโอเมดอินโนเวชั่น จำกัด เกิดจากการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการผลักดันงานวิจัยจาก “หิ้ง” สู่ “ห้าง” ด้วยการแสวงหาและนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

    จุดเริ่มต้นคือการพัฒนา เครื่องดื่มนวัตกรรมน้ำข้าวกล้องสินเหล็กรสพีชน้ำผึ้ง ภายใต้แบรนด์ วีไลท์ (Velight) ซึ่งออกแบบมาเพื่อดูแลสุขภาพผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย ก่อนจะต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ตัวที่สอง ได้แก่ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ นมข้าวอัลมอนด์ ที่ช่วยสร้างการรับรู้และขยายฐานผู้บริโภคของแบรนด์วีไลท์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

    จากความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ได้ขยายพอร์ตโฟลิโอไปสู่กลุ่มความงาม ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ไนท์ครีม ภายใต้แบรนด์ RISEKIN เพื่อต่อยอดคุณค่าจากวัตถุดิบและงานวิจัยสู่ตลาดไลฟ์สไตล์สุขภาพอย่างครบวงจร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vdMAjaDKBxV3CMuJx_8kl

  • เศรษฐกิจ-การเมือง 2ตัวแปรกระทบอสังหาฯ ‘เพอร์เฟค’ ลุยแผนเชิงรุก69

    เศรษฐกิจ-การเมือง 2ตัวแปรกระทบอสังหาฯ ‘เพอร์เฟค’ ลุยแผนเชิงรุก69

    ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเมืองเป็น 2 ตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งกลุ่มลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติที่ชะลอการเข้ามาซื้อเพื่อลงทุน โดยการเปลี่ยนผ่านผู้นำทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้นโยบายเศรษฐกิจขาดความชัดเจนและต่อเนื่อง

    ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ประเมินว่าภาพรวมตลาดจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังการเลือกตั้งปีหน้า หากได้รัฐบาลใหม่ที่สามารถเรียกความเชื่อมั่น ประกอบกับมีทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง จะเป็นกลไกสำคัญต่อการฟื้นตัวและเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ศานิต อรรถญาณสกุล

    จากปัจจัยดังกล่าว นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญความท้าทายสูงสุดในรอบสองทศวรรษโดยทั้งอุปทานและอุปสงค์ลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี   

    โครงการเปิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ปีนี้คาดว่าจะมีเพียง 30,000 หน่วย ขณะที่ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจะอยู่ที่ประมาณ 46,000 หน่วย สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง หรือชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป จากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว

    โครงการหรูPF

    • ปี 2569 ตั้งเป้ายอดขายกลับสู่ฐานเดิมที่ 11,000 ล้านบาท แม้ตลาดยังท้าทาย 

    ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เดินหน้าธุรกิจด้วยความระมัดระวัง ควบคู่กับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2569 ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 11,000 ล้านบาท  แบ่งเป็นยอดขายจากโครงการของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค 9,000 ล้านบาท   และจากโครงการคอนโดมิเนียมของ แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออีก 2,000 ล้านบาท ถือเป็นเป้าหมายการฟื้นตัวกลับสู่ฐานเดิมของบริษัท แม้ว่าตลาดจะยังอยู่ในภาวะหดตัว บริษัทเชื่อมั่นว่าจะขับเคลื่อนยอดขายได้ตามเป้าหมาย ด้วยประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven) ที่ช่วยให้การพัฒนาสินค้าตอบโจทย์ตลาดได้แม่นยำขึ้น

    • พัฒนาแบบบ้านใหม่ทุกเซกเมนต์ – เน้นย้ำควบคุมคุณภาพก่อสร้าง

    กลยุทธ์สำคัญในปี 2569 บริษัทมุ่งเน้นการยกระดับผลิตภัณฑ์และคุณภาพงานก่อสร้าง โดยเตรียมเปิดตัวแบบบ้านรุ่นใหม่ในทุกเซกเมนต์ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ที่ผ่านการออกแบบร่วมกันระหว่างทีมสถาปนิกทั้งภายในและภายนอกองค์กร ทั้งการปรับรูปแบบบ้านและการปรับฟังก์ชั่นภายในให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างให้เข้มข้น โดยพัฒนากระบวนการตรวจสอบให้มีมาตรฐานสูงขึ้น พร้อมปรับปรุงโครงการที่มีอยู่ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาด และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคปัจจุบัน

    • ปรับปรุงสโมสร 25 โครงการ เป็น Health & Lifestyle Club เต็มรูปแบบ

    นอกจากนี้ บริษัทได้วางแผนปรับปรุงสโมสรรวม 25 แห่งภายในโครงการต่าง ๆ  สู่การเป็น “ศูนย์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ (Health & Lifestyle Club)” พื้นที่ส่วนกลางรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความสะดวกสบาย อย่างครบวงจร  เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกโครงการ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่โครงการ ซึ่งคาดว่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

    • เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กร – วางแผนลงทุนธุรกิจสร้างรายได้ประจำ 30% ใน 3 ปี

    บริษัทยังมีการวิเคราะห์โอกาสเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างฐานรากที่แข็งแกร่ง ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความกระชับขึ้น เน้นการสร้างรายได้จากบริษัทร่วมทุนให้เพิ่มขึ้น พร้อมหารายได้เพิ่มจากธุรกิจอื่น โดยขยายโอกาสในธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงในระยะยาว ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างวางแผนการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างกระแสรายได้ที่สม่ำเสมอ ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ประจำให้อยู่ในระดับไม่น้อยกว่า 30% ภายในปี 2571 โดยไม่พึ่งพิงรายได้จากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแต่เพียงอย่างเดียว

    PF Park

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/647488&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03G_eo-cMeDr56frZhIeaX

  • ‘พรรคประชาชน’ เปิดนโยบาย ‘เศรษฐกิจ-ปฏิรูปรัฐ-ความมั่นคงและประชาธิปไตย-ยกระดับคุณภาพชีวิต’ | เดลินิวส์

    ‘พรรคประชาชน’ เปิดนโยบาย ‘เศรษฐกิจ-ปฏิรูปรัฐ-ความมั่นคงและประชาธิปไตย-ยกระดับคุณภาพชีวิต’ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. พรรคประชาชน เปิดตัวเว็บไซต์นโยบายรัฐบาลประชาชน โดยมี 4 ชุดนโยบายหลัก คือ 1.โมเดลเศรษฐกิจใหม่ 2.การปฏิรูปรัฐ 3.ความมั่นคงและประชาธิปไตย และ 4.ยกระดับคุณภาพชีวิต โดยในเว็บไซต์ประกอบด้วยนโยบายจำนวนมาก ครอบคลุมทุกปัญหาของสังคมไทย ซึ่งเปิดให้ประชาชนสามารถแปะสติกเกอร์โหวตนโยบายที่ชอบได้ และยังสามารถทำ e-card สคส. ส่งนโยบายให้คนที่ต้องการเนื่องในวันปีใหม่ได้ โดยตัวอย่างนโยบายที่น่าสนใจ เช่น 1.แก้ปัญหาไทย-กัมพูชา ยึดเป้าหมายปกป้องอธิปไตย สงครามไม่ยืดเยื้อ พาพี่น้องกลับบ้าน ชายแดนปลอดภัย ใช้โลกล้อมกัมพูชา โดยดึงมหาอำนาจกดดันฮุน เซน หยุดคุกคามไทย บีบให้กัมพูชาปฏิบัติตามเงื่อนไขหยุดยิง เดินหน้าติดตั้ง Smart Tower ตรวจจับโดรน และการลักลอบข้ามแดน ลดความเสี่ยงทหารโดนทุ่นระเบิด พร้อมขุดรากถอนโคนสแกมเมอร์ซึ่งเป็นต้นตอปัญหา 2.สวัสดิการประชาชน ลดค่าครองชีพ ดูแลตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึงเชิงตะกอน แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากขาดความมั่นคงในชีวิต ตั้งแต่เด็กที่คุณภาพชีวิตขึ้นกับฐานะครอบครัว ผู้สูงอายุที่ยังต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพจากรัฐที่ได้ต่ำกว่าค่าครองชีพที่เป็นจริง 

    ตัวอย่างสวัสดิการ เช่น มีเบี้ยเด็กเล็ก 0-6 ขวบ 1,200 บาท/เดือน ใน 4 ปี ปีแรก 600 บาท/เดือน ถ้วนหน้า คนท้องได้ 3,000 บาท, มีบำนาญผู้สูงอายุ 1,500 บาท/เดือน ใน 4 ปี ปีแรก 1,000 บาท/เดือน ทั้งผู้สูงอายุและผู้พิการ และให้มีอาสาชุมชนดูแลผู้ติดบ้านติดเตียงถึงบ้าน สร้างงาน 70,000 ตำแหน่ง รายได้มากกว่า 15,000-20,000 บาท/เดือน, ค่าโดยสารร่วม 8-45 บาท, ช่วยค่าเช่าบ้าน 1,000 บาท 6 เดือน, ลดค่าไฟ 25 สตางค์/หน่วย ฯลฯ

    3.คนละครึ่งพลัส หวยใบเสร็จ SMEs เพิ่มแต้มต่อ ทุนเล็กแข่งขันได้ โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งแรก เติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาท 12 ล้านคน สำหรับซื้อสินค้า/บริการ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการหวยใบเสร็จ SMEs ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้า/บริการจาก SMEs ผ่านแอป “เป๋าตัง” (หรือแอปธนาคารอื่นที่ร่วมโครงการ) ทุกๆ ยอดซื้อสะสม 500 บาท จะได้รับหวยใบเสร็จ SMEs 1 ใบ (สะสมจากหลากหลายร้านค้า SMEs ได้) เลือกเลขสามตัวและลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน ไม่เกิน 20 ใบต่อเดือนในเฟสแรก โดยวงเงินรางวัลหวยใบเสร็จ SMEs 1,000 ล้านบาท/เดือน 

    4.ปรับสูตร ปรับฐาน ค่าแรงเพิ่มมากกว่าค่าครองชีพทุกปี เพิ่มวันพักผ่อน พรรคประชาชนชูข้อเสนอเพื่อยกระดับสวัสดิภาพแรงงานให้ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม เพื่อสร้างความเป็นธรรม สร้างความมั่นคงในชีวิต เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่เพียงแต่พอให้ประทังชีวิตอยู่ได้ไปวันๆ โดยมีแนวนโยบายดังต่อไปนี้

    ปรับฐานคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำ เพิ่มทันที 4% 350-420 บาท/วัน ปรับสูตรมุ่งสู่ “ค่าจ้างเพื่อชีวิต” ค่าจ้างเพิ่มตามค่าครองชีพ ทักษะเพิ่ม ค่าจ้างต้องเพิ่มตามด้วย ให้มีการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ทำงานวันเสาร์ได้ OT เวลาทำงาน 40 ชม./สัปดาห์ พร้อมเพิ่มสิทธิลาหยุดเป็น 10 วัน/ปี เพิ่มสิทธิลาปวดประจำเดือน และวันลาเพื่อไปบอกลาคนในครอบครัว เป็นต้น

    5.เมกะโปรเจกต์ ยกระดับทักษะทุกช่วงวัย รัฐบาลพรรคประชาชนจะริเริ่ม “เมกะโปรเจกต์” ในการยกระดับทักษะกำลังคน พัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มปริมาณและเปลี่ยนวิธีการในการลงทุนกับการยกระดับทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้เรียน เพื่อให้คนไทยรายได้สูงขึ้น และผู้ประกอบการไทยแข่งกับโลกได้ โดยมี “ระบบกลาง” หรือ “แพลตฟอร์มกลาง” ของรัฐระบบเดียวที่จะสร้างบัญชีในการเรียนรู้ให้กับคนไทยทุกคน เพื่อใช้เข้าถึงการฝึกทักษะที่รัฐสนับสนุน

    พร้อมอัดฉีด “คูปอง” ให้ประชาชนเพื่อไปใช้ shopping หรือเลือกเรียนคอร์สที่อยู่ในระบบได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และอาจมีการแถมค่าเสียเวลาให้เป็นเงินสด หลังเรียนจบ รัฐจะเป็นผู้คัดคอร์สที่มีคุณภาพ จากทั้งภาคเอกชน สถาบันอุดมศึกษา และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนมีตัวเลือกที่หลากหลาย ในการใช้คูปอง

    6.แก้หนี้เกษตรกร เปลี่ยนภาระเป็นพลัง หนี้สินการเกษตรเป็นหนึ่งในปัญหาเรื้อรังของเกษตรกรไทย การมีหนี้สินที่เกินกว่าความสามารถในการชำระหนี้ นอกจากจะเป็นผลทางลบต่อจิตใจและคุณภาพชีวิตแล้ว ยังมีผลให้เกิดการชะลอตัวในการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ รัฐบาลประชาชนจะแก้หนี้เกษตร เปลี่ยนภาระเป็นพลัง โดยเกษตรกรที่มีอายุ 70 ปี ที่ชำระดี ใครชำระหนี้มาเกินเงินต้นแล้ว ยกหนี้ให้ เพราะที่ผ่านมา นโยบาย คือ จ่ายแต่ดอก ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร ส่วนใครจ่ายยังไม่เกินต้น ลดหนี้ให้ 50% ส่วนเกษตรกรที่มีปัญหาหนี้ จะปรับโครงสร้างหนี้ พร้อมปรับโครงสร้างการทำเกษตร เกษตรกรมีทางเลือก ถ้าเกษตรกรชำระหนี้ดีจะมีรางวัล คืนดอกเบี้ย 10% และเลิกจ่ายแต่ดอก จ่ายคืนต้นก่อนหักดอกเบี้ย หนี้มีวันหมดแน่นอน 

    7.12 คูปอง อุดหนุนเกษตรตรงเป้า สร้างลูกหลานชาวนาเป็นผู้จัดการเกษตรสมัยใหม่ รัฐบาลประชาชนขอเสนอ 12 คูปอง เกษตรทันโลก เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรครบวงจร ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน แก้ปัญหาที่ฐานราก และเพิ่มมูลค่า เพิ่มมาตรฐานและแปรรูป

    โดยหัวใจสำคัญของนโยบายนี้คือการเปลี่ยนรูปแบบการสนับสนุนของภาครัฐ จากการอุดหนุนแบบหว่านแห เป็น “การสนับสนุนแบบมีเป้าหมาย” (Targeted Subsidy) โดยรัฐบาลจะทำหน้าที่สนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรเพื่อให้เป็น “ทางเลือก” สำหรับเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดิน และให้เกษตรกรมีทางเลือกในการใช้บริการจากผู้ประกอบการเอกชนหรือหน่วยงานรัฐที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรได้เอง โดยแบ่งเป็น 12 คูปอง เกษตรทันโลก เช่น คูปองเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต คูปองไม่เผา 250 บาท/ไร่, คูปองท่อนพันธุ์มันทนโรค 800 บาท/ไร่, คูปองวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยแม่นยํา 500 บาท/ไร่ และคูปองปลูกพืชบํารุงดิน 1,000 บาท/ไร่ เป็นต้น

    8.พิสูจน์สิทธิที่ดิน ออกโฉนดเพิ่ม 70 ล้านไร่ เพิ่มป่าอนุรักษ์ 30 ล้านไร่ จากปัญหาด้านเอกสารสิทธิครอบครองที่ดินที่มีอยู่ในปัจจุบัน ที่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารตามประมวลกฎหมายที่ดิน เอกสารตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เอกสารตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ รวมทั้งที่ดินที่ไม่ทับซ้อนกับหน่วยงานใดๆ และอยู่ในเงื่อนไขที่สามารถออกโฉนดได้

    รัฐบาลประชาชนจึงมีนโยบายเพื่อประชาชนที่ถือครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิหลายประเภท หรือยังไม่มีเอกสารสิทธิใดๆ ได้เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และมีเป้าหมายในการพิสูจน์สิทธิที่ดิน มีโฉนดเพิ่ม 70 ล้านไร่ นอกจากนี้ รัฐบาลประชาชนจะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้กับงานธุรการ ทะเบียน นิติกรรม และงานบริการประชาชนด้านที่ดิน เช่น งานทะเบียนออนไลน์ / สารบบที่ดินดิจิทัล E- land deed document / การพิสูจน์สิทธิ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI / Base map / One map / Application และพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ดินและศูนย์ข้อมูลที่ดินออนไลน์ทั่วประเทศให้เป็น Open data 

    9.ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร สู่ทหารมืออาชีพ เงินดี สวัสดิการครบ รบเข้มแข็ง ป้องกันประเทศมีประสิทธิภาพ พรรคประชาชนจะใช้ประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง การรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) พ.ศ. 2565 ในการรับสมัคร “ทหารอาสา” มาแทนที่การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ หรือการบังคับเกณฑ์ทหาร.พร้อมกับปรับปรุงระเบียบเพื่อให้พลทหารที่ผ่านการฝึก และปรับตัวกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้แล้ว สามารถปฏิบัติงานแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ” หรือมีวันหยุดที่มีความถี่มากขึ้นได้ เพื่อให้พลทหารมีรูปแบบการใช้ชีวิต ที่ไม่แตกต่างจากอาชีพลูกจ้างชั่วคราว หรือลูกจ้างเหมาบริการของหน่วยงานราชการอื่น ซึ่งจะทำให้พลทหารมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้า พร้อมกับสามารถสร้างสมดุลในการดำเนินชีวิตและการดูแลครอบครัวได้

    10.ทลายเครือข่ายทุนเทา สแกมเมอร์ ฟอกเงิน หยุดส่วย หยุดตั๋ว เนื่องจากวันนี้ไทยกำลังเป็นทั้ง “เหยื่อ-ทางผ่าน-ที่ฟอกเงิน” พร้อมกัน เครือข่ายสแกมเมอร์/ทุนเทาใช้บัญชีม้า บริษัทบังหน้า และเส้นทางเงินซับซ้อน เพราะข้อมูลรัฐกระจัดกระจาย ตรวจยาก และมีช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจจนกลายเป็นช่องส่วย 

    สิ่งที่เราจะทำคือ “เชื่อมข้อมูลให้เห็นทั้งขบวนการ” ด้วย Data Bureau แล้วตัดวงจรเงินผิดกฎหมายให้ได้จริง เชื่อมข้อมูลเส้นทางเงินและตัวตน เชื่อม Bank-Telco-คริปโต-ทะเบียนนิติบุคคล-ผู้ถือหุ้น/ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) เพื่อไล่เส้นเงินถึงตัวการ ไม่จบที่ “บัญชีม้า” และ ยึดทรัพย์-ตัดท่อน้ำเลี้ยง และตั้งกองทุนชดเชยเหยื่อจากทรัพย์ที่ยึดได้

    โดยเว็บไซต์จะเปิดให้ใช้งานในเวลา 17.00 น. เว็บไซต์ : http://election69.peoplesparty.or.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5441663/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iuXW96T7V6LJn8xkz16vE

  • พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 100%! ‘ไทยสร้างไทย’ กางแผนรีสตาร์ทให้ชาติ ตั้งเป้า 25 เก้าอี้

    พรรคไทยสร้างไทย ประกาศความพร้อมก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ผ่านงานรวมพลแสดงพลังแม่ทัพและขุนพลไทยสร้างไทย โดย “มุ่งเน้นการเป็นพรรคการเมืองสีขาวที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและนโยบายปราศจากการคอร์รัปชันอย่างสิ้นเชิง” ภายใต้การนำของคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิที่ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงถึงความเป็นทีมมืออาชีพที่มีประสบการณ์จริงและมีผลงานความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ พร้อมอาสาเข้ามาคลี่คลายวิกฤตประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ความมั่นคงสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

    ในด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ได้นำเสนอแนวคิดสำคัญคือ Big Cleaning และ Big Fighting เพื่อขับเคลื่อนการเมืองสุจริต โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและโปรแกรมเมอร์เข้ามาตรวจสอบการทำงานของภาครัฐเพื่อความโปร่งใสแบบไม่เกรงใจผู้มีอิทธิพล พร้อมประกาศสงครามกับ 4 ปัญหาหลักที่ฉุดรั้งประเทศ ได้แก่

    • การยุติความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
    • การกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ
    • การขจัดคอร์รัปชัน
    • การพิชิตความเหลื่อมล้ำทางสังคมทุกรูปแบบ

    สำหรับแนวทางการแก้ไขความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พล.ท.ภราดร ย้ำว่า “ต้องใช้ยุทธศาสตร์สถาปนาความมั่นคงบนพื้นที่ชายแดนแทนการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว โดยเน้นการป้องกันตนเองเชิงรุกภายใต้กฎสากล การจัดระเบียบพื้นที่เพื่อคุมเข้มอาชญากรรม และการทำงานร่วมกันระหว่างกองทัพกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อชี้แจงต่อประชาคมโลกในรูปแบบสงครามไฮบริด (Hybrid Warfare)”

    ทั้งนี้ ยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทั้งด้านรายได้และความหลากหลายทางเพศ เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและดึงดูดนักลงทุนให้กลับมาเชื่อมั่นในประเทศไทยอีกครั้ง

    ทางด้านแม่ทัพเศรษฐกิจ สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ได้เปิดแผน “Restart ประเทศไทย” โดยเน้นย้ำถึงการทำงานที่ต้องเริ่มจากเป้าหมายที่ชัดเจน คือการคืนศักดิ์ศรีให้คนไทย พร้อมนำประสบการณ์จากภาคธุรกิจระดับโลกมาพิสูจน์ว่า คนไทยมีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมระดับสูงได้เอง โดยชูนโยบายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ “ขอนแก่นโมเดล” เป็นต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องรอพึ่งพางบประมาณส่วนกลางเพียงอย่างเดียว เพื่อมุ่งแก้ปัญหาหนี้สินและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนใน 7 ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ, สังคม และสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวคิด Mar Is My ซึ่งเป็นสมุดปกขาวรวบรวมนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กและภาคธุรกิจ SME เข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม ผ่านสองกลไกสำคัญ คือ

    • Tokenize Thailand ที่ใช้เทคโนโลยีโทเคนสร้างมูลค่าใหม่ให้ทรัพย์สินและสินค้าเกษตรในตลาดโลก
    • Automate Thailand ที่นำระบบอัตโนมัติมาสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อแก้ปัญหาแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

    โดยยืนยันว่าพรรค “ไม่ได้เน้นนโยบายประชานิยมแบบแจกเงิน” แต่เป็นการแจกโอกาสและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน

    thai-sang-thai-party-declares-readiness-for-election-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ‘ไทยสร้างไทย’ ตั้งเป้า 25 เก้าอี้-ย้ำร่วมรัฐบาลได้ทุกพรรคแต่ต้องเป็น ‘พรรคสีขาว’

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และ สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ยังแถลงถึงความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “พรรคมีความพร้อม 100% ในฐานะพรรคการเมืองระดับกลาง ทั้งในด้านตัวบุคคลและนโยบายที่พร้อมส่งต่อสู่สาธารณะ”

    ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจ สุรเดช ระบุว่า “พรรคไทยสร้างไทยไม่มีนโยบายแจกเงิน แต่จะมุ่งเน้นการสร้างระบบงบประมาณใหม่ให้ประเทศไทย เนื่องจากงบพัฒนาเดิมที่มีอยู่ประมาณ 500,000 ล้านบาทนั้น ไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและพาประเทศหลุดพ้นจาก ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ ได้” ดังนั้น พรรคจึงเสนอแนวทาง “ต่อท่อออกซิเจน” ใหม่เข้าสู่ประเทศไทย 2 ท่อหลัก คือ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาฐานราก

    ดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ เน้นการดึง FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) และนำเข้าเทคโนโลยีระดับสูง โดยมองว่าระบบราชการแบบเดิมไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้ทันการณ์ ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเป็น ‘นักรบ’ ซึ่งพรรคพร้อมจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการออกไปรบในเวทีโลก เพื่อดึงเม็ดเงินและเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์กลับมาพัฒนาประเทศ

    ด้าน พล.ท.ภราดร กล่าวถึงเป้าหมายในการเลือกตั้งว่า “พรรคอาจจะไม่ได้ส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต ซึ่งความชัดเจนจะปรากฏในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เป้าหมายจำนวน สส. จะต้องไม่ต่ำกว่า 25 ที่นั่ง เพื่อให้มีสิทธิ์เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตามกฎหมาย”

    พรรคเชื่อมั่นในดุลพินิจของประชาชน โดยมีจุดขายสำคัญคือการเป็น ‘พรรคการเมืองสีขาว’ ซึ่งหากเลือกพรรคไทยสร้างไทย ประชาชนจะได้การเมืองที่ดี มีวุฒิภาวะ และใสสะอาด

    สำหรับการจับมือกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อจัดตั้งรัฐบาล พล.ท.ภราดร ย้ำว่า “ให้ความสำคัญกับการเป็น ‘รัฐบาลสีขาว’ แม้ในความเป็นจริงอาจต้องมีการผสมผสานกับพรรคอื่นบ้าง แต่หัวใจสำคัญคือต้องมีพรรคสีขาวเป็นแกนนำหลัก”

    ไม่ได้ปฏิเสธการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองใด แต่แกนนำรัฐบาลจะต้องเป็นพรรคที่มีความใสสะอาดและมีอุดมการณ์ตรงกันเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/thai-sang-thai-party-declares-readiness-for-election&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cZOy46shzTFd83OCEa-wj

  • ส.อ.ท. ถกเพื่อไทย ชงทิศทางอุตสาหกรรม รับรัฐบาลใหม่

    ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกผันผวน หนี้ภาคครัวเรือนและธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่ เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บน ‘ทางแยกสำคัญ’ ที่รัฐบาลชุดต่อไปไม่อาจขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายระยะสั้นหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกต่อไป หากแต่ต้องมีวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศ

    เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

    เกรียงไกร ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือน ‘รถที่ติดหล่ม’ จำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่จริงจังจากภาครัฐ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ปัญหาหนี้ และสร้างสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรม

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ สินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมผู้สูงอายุ กับดักรายได้ปานกลาง กฎหมายล้าสมัย และคอร์รัปชัน

    ในเวทีดังกล่าว ส.อ.ท. ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ ‘4GO’ ภายใต้นโยบาย ONE FTI ประกอบด้วย Go Digital & AI, Go Innovation, Go Global และ Go Green เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอเป้าหมายเชิงนโยบาย 3 ด้านหลัก ได้แก่ การดันอันดับความสามารถแข่งขันของไทยสู่ IMD Top 20 การผลักดัน GDP เติบโตระดับ 5% และการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่สิ่งแวดล้อม โดยเน้นการปฏิรูปกฎหมาย การพัฒนากำลังคน พลังงาน เทคโนโลยี นวัตกรรม SMEs และโครงสร้างพื้นฐาน

    ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ส.อ.ท. เป็นหน่วยงานเอกชนแห่งแรกที่พรรคเพื่อไทยเข้าหารือ เพื่อรับฟังข้อเสนอเชิงลึกด้านอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ของพรรค โดยเน้นการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เพิ่มผลิตภาพ รองรับสังคมสูงวัย และผลักดัน Advanced Manufacturing

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo03.jpg

    พร้อมย้ำว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีแกนหลัก การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว Green Premium และการเชื่อมโยง SMEs กับบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อให้การเติบโตเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

    การหารือครั้งนี้จึงสะท้อนภาพการเมืองหลังการเลือกตั้งใหม่ ที่นโยบายเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจะกลายเป็นโจทย์ชี้ขาดความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและประชาชน ว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะสามารถ “ดึงรถเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม” และพาประเทศเดินหน้าได้จริงหรือไม่

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cibwEKqgNAe9Bcrr5eDuo

  • ส.อ.ท. ถกเพื่อไทย ชงทิศทางอุตสาหกรรม รับรัฐบาลใหม่

    ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกผันผวน หนี้ภาคครัวเรือนและธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่ เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บน ‘ทางแยกสำคัญ’ ที่รัฐบาลชุดต่อไปไม่อาจขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายระยะสั้นหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกต่อไป หากแต่ต้องมีวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศ

    เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

    เกรียงไกร ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือน ‘รถที่ติดหล่ม’ จำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่จริงจังจากภาครัฐ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ปัญหาหนี้ และสร้างสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรม

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ สินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมผู้สูงอายุ กับดักรายได้ปานกลาง กฎหมายล้าสมัย และคอร์รัปชัน

    ในเวทีดังกล่าว ส.อ.ท. ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ ‘4GO’ ภายใต้นโยบาย ONE FTI ประกอบด้วย Go Digital & AI, Go Innovation, Go Global และ Go Green เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอเป้าหมายเชิงนโยบาย 3 ด้านหลัก ได้แก่ การดันอันดับความสามารถแข่งขันของไทยสู่ IMD Top 20 การผลักดัน GDP เติบโตระดับ 5% และการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่สิ่งแวดล้อม โดยเน้นการปฏิรูปกฎหมาย การพัฒนากำลังคน พลังงาน เทคโนโลยี นวัตกรรม SMEs และโครงสร้างพื้นฐาน

    ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ส.อ.ท. เป็นหน่วยงานเอกชนแห่งแรกที่พรรคเพื่อไทยเข้าหารือ เพื่อรับฟังข้อเสนอเชิงลึกด้านอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ของพรรค โดยเน้นการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เพิ่มผลิตภาพ รองรับสังคมสูงวัย และผลักดัน Advanced Manufacturing

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo03.jpg

    พร้อมย้ำว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีแกนหลัก การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว Green Premium และการเชื่อมโยง SMEs กับบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อให้การเติบโตเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

    การหารือครั้งนี้จึงสะท้อนภาพการเมืองหลังการเลือกตั้งใหม่ ที่นโยบายเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจะกลายเป็นโจทย์ชี้ขาดความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและประชาชน ว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะสามารถ “ดึงรถเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม” และพาประเทศเดินหน้าได้จริงหรือไม่

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cibwEKqgNAe9Bcrr5eDuo

  • ตำรวจร่วมขนส่งภูเก็ต ตั้งจุดตรวจ จับกุมรถป้ายดำ 57 ราย

    ตำรวจร่วมขนส่งภูเก็ต ตั้งจุดตรวจ จับกุมรถป้ายดำ 57 ราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2595-%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B1%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2588-%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2596%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B3-57-%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2-13937.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V6MXiud5aGfKji6FNXBpb

  • ตั้งธุรกิจใหม่ พ.ย.68 หด 11% สะท้อนเศรษฐกิจเปราะบาง แต่ท่องเที่ยวยังโต

    ตั้งธุรกิจใหม่ พ.ย.68 หด 11% สะท้อนเศรษฐกิจเปราะบาง แต่ท่องเที่ยวยังโต

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนพฤศจิกายน 2568 ภาคธุรกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัว ส่งผลให้จำนวนการจัดตั้งธุรกิจใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการจัดตั้งใหม่ 5,554 ราย  ลดลง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ ทุนจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 14,860 ล้านบาท ลดลง 39%

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังในการลงทุนของภาคเอกชน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ต้นทุนทางธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

    อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่จะชะลอลง แต่โครงสร้างของการเติบโตในบางกลุ่มธุรกิจยังสะท้อนทิศทางเชิงบวก  ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และห้องชุด สะท้อนการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมบริการที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ

    สำหรับภาพรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 80,064 ราย ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 250,852 ล้านบาท ลดลง 5% ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการชะลอตัวในเชิงปริมาณ แต่ยังอยู่ในระดับที่ภาคธุรกิจสามารถประคองตัวได้ 

    ด้านการจดทะเบียนเลิกกิจการ เดือนพฤศจิกายน 2568 มีจำนวน 2,494 ราย ลดลง 13%  โดยทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 10,979 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน ขณะที่ภาพรวมการเลิกกิจการในช่วง 11 เดือนแรกของปี มีจำนวน 16,671 ราย ลดลง 5% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 และมีทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 88,797 ล้านบาท ลดลงถึง 35%

    ทั้งนี้ คาดว่าปี2568 ยอดจดทะเบียนจะอยู่ที่ประมาณ 85,000 ราย เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ส่วนปี 2569 คาดว่า จะใกล้เคียงเดิมที่ 80,000-85,000 ราย 

    สำหรับการลงทุนจากต่างชาติ เดือนพฤศจิกายน มีนักลงทุนต่างชาติได้รับอนุญาตให้เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 104 ราย เงินลงทุนรวมกว่า 34,426 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากสิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น ขณะที่ภาพรวมช่วง 11 เดือนแรกของปี มีนักลงทุนต่างชาติ 973 ราย เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน และมีมูลค่าการลงทุนรวม 311,162 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 45%  สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ยังมีต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะกลางและระยะยาว

    ในส่วนนอมินี ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้ดำเนินการและทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานทั้งในเชิงป้องกันและในเชิงปราบปราม มีการส่งรายชื่อธุรกิจที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีให้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แล้ว 11 ราย และส่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อีก 202 ราย ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ตรวจสอบครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์, การขนส่ง และธุรกิจรับทำบัญชี ทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ พื้นที่เป้าหมายกระจายอยู่ทั่วประเทศ เช่น กระบี่, ภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี , ชลบุรี, ระยอง, เชียงใหม่ รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/264535&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15hW8KodhqAQGsxUYwKveb