Blog

  • “ยศชนัน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ “ส.อ.ท.” ปูพรมไทยสู่ฐานเทคโนโลยีระดับโลก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ธ.ค. 68) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย พร้อมทีมเศรษฐกิจ อาทิ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, นายจักรพงษ์ แสงมณี และนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ได้เข้าพบและหารือกับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหารระดับสูง เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบางในขณะนี้

    นายเกรียงไกร กล่าวต้อนรับและสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจว่า สภาอุตสาหกรรมฯ ยินดีที่ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มแรก ๆ ที่พรรคเพื่อไทยเลือกมาหารือ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าที่กระทบต่อเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทย

    ประธาน ส.อ.ท. ยังกล่าวถึงการส่งออกว่า แม้ตัวเลขส่งออกจะขยายตัว แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยไม่ได้ขยับตัวตาม ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สมดุลทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เสนอยุทธศาสตร์ ONE FTI” ซึ่งประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global และ GO Green เพื่อนำอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนและมีการพัฒนาอย่างครบวงจร

    ด้าน นายยศชนัน กล่าวขอบคุณผู้บริหาร ส.อ.ท. โดยเน้นย้ำว่า สภาอุตสาหกรรมฯ คือหน่วยงานแรกที่พรรคเพื่อไทยเลือกมาหารือในด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเคยทำงานใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม และมองเห็นความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการผลิต

    ส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยี นายยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องปรับบทบาทเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา พร้อมทั้งเสนอโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาที่ไม่เพียงแค่จัดซื้อฮาร์ดแวร์ แต่ต้องลงทุนในเทคโนโลยีหลักที่สามารถถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างงานและการพัฒนา R&D ภายในประเทศ

    ขณะเดียวกัน ต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ได้เน้นย้ำถึงการใช้จุดแข็งด้านชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) และการผลักดันมาตรการ Green Premium เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสีเขียว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/general/803985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S4wcPG4pRc7uTVnymZ4fE

  • ‘อาร์ท เอกสิทธิ์’ นำทัพเปิดตัว ‘พรรคปวงชนไทย’ อาสาแก้ปัญหาให้ประเทศ

    พรรคปวงชนไทย (Thai People’s Party) โดยการนำของ “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรค เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมอาสาเข้ามาเป็น “ผู้แก้ปัญหา” ให้กับคนไทยทั้งประเทศ นำคนไทยเดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ความมั่นคง ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย รวมถึงปัญหาสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนและประเทศ พร้อมมุ่งมั่นยืนหยัดเป็นพรรคของ “ปวงชนไทย” อย่างแท้จริง ผ่านการทำงานทางการเมืองสุจริตที่ยึดโยงกับชีวิตจริงของประชาชน

    “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย แถลงข่าวเปิดตัวพรรคปวงชนไทย พร้อมนำทัพคณะกรรมการบริหารพรรค ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ ประกาศความพร้อมทำหน้าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคปวงชนไทย อาสาเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศทุกมิติ มั่นใจสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ปัญหาความมั่นคงทุกด้าน โดยเฉพาะ แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันทั้งระบบ “ซีโร่ คอร์รัปชัน” ที่ทำให้งบประมาณแผ่นดินหายไปปีละกว่า 3 ล้านล้านบาท จึงต้องปราบปรามทั้งระบบ รวมถึง เรื่องแก๊งสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์ ควบคู่นโยบายหลักของพรรค “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ”

    พร้อมกล่าวว่า “วันนี้ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของไทยและทั่วโลก เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน กติกาใหม่เกิดขึ้น เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่ และการแข่งขันรุนแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผลกระทบจึงเกิดกับประชาชน ซึ่งคนที่ต้องแบกรับภาระหนักที่สุดกลับเป็น ผู้ประกอบการรายเล็ก SMEs คนทำงาน และคนตัวเล็กของประเทศ จากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ไม่แน่นอน หนี้สินที่สะสม โดยเฉพาะช่วงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ผ่านมา ประชาชนมีความรู้สึกถูกบั่นทอนหัวใจมากที่สุดเพราะรู้สึกว่าไม่มีใครยืนอยู่เคียงข้าง และยังมองไม่เห็นถึงมาตรการที่จะมาช่วยพยุงให้ลุกขึ้นยืนได้”

    ThaiPeoples-Party- Unveils-Eksit-as-MP-Candidate-SPACEBAR-Photo02.jpg

    พรรคปวงชนไทย มองเห็นและเข้าใจความเจ็บปวดเหล่านี้ของประชาชนคนไทยอย่างลึกซึ้ง จึงออก นโยบาย “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” เพื่อใช้แก้ปัญหาให้ตรงจุด และทำได้จริง โดย

    • สร้างคน : วางรากฐานให้ประเทศ ด้วยการพัฒนาคน ทำให้ประเทศให้ยั่งยืน ตั้งแต่ การศึกษา – การฝึกอาชีพ – ตลาดแรงงาน เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
    • สร้างงาน : ฟื้นเศรษฐกิจจากฐานราก เศรษฐกิจจะฟื้นได้จริงต้องเริ่มจากการทำให้ ธุรกิจอยู่ได้ ทำให้การทำธุรกิจ ง่ายขึ้น เป็นธรรมขึ้นแข่งขันได้ และเพิ่มรายได้ ทำให้ครอบครัวไทยกลับมายืนได้อย่างมั่นคง
    • สร้างอาชีพ : เปิดทางเลือกให้ชีวิต ในโลกยุคใหม่คนหนึ่งคนไม่ควรถูกจำกัดให้มีอาชีพได้เพียงทางเดียว เราจะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ทั้งอาชีพใหม่ อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ในภาคเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รัฐต้องเปลี่ยนบทบาท จาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน” จาก “ผู้ขวางทาง” เป็น “ผู้เปิดทาง” ให้ประชาชนทุกคนสามารถยืนบนขาของตัวเองได้อย่างมั่นคง มีรายได้และมีศักดิ์ศรี

    ผมและทีมพรรคปวงชนไทย เราพร้อมเข้ามาแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ ให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนให้รับการดูแลอย่างทั่วถึง พัฒนาคุณภาพชีวิตทุกด้าน ทำให้เกิดความยั่งยืน

    — เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

    ThaiPeoples-Party- Unveils-Eksit-as-MP-Candidate-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ทั้งนี้ “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล มาพร้อมประสบการณ์กว่า 20 ปีในภาคธุรกิจ ภาคแรงงาน ที่ทำงานเพื่อสังคม มาโดยตลอด โดยเฉพาะบทบาทในฐานะประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) ที่ดำรงตำแหน่งมาเป็นสมัยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ทำหน้าที่ดูแลความสมดุล สร้างความเข้าใจ ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง คุ้มครองศักดิ์ศรีของประชาชนผู้ใช้แรงงาน ทั้งยังสามารถสร้างงานให้แรงงานหลายแสนตำแหน่ง และยังเคยได้รับเลือกเป็นประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งอาเซียน (ACE) ในปี 2562

    ด้านธุรกิจ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท สยามอีสเทิร์น อินดัสเตรียลพาร์ค กรุ๊ป เคยดำรงตำแหน่ง กรรมการบริษัท สยามสตีล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ “อาร์ท เอกสิทธิ์” ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริษัท จีเค แลนด์ จำกัด และ บริษัท จีเค พาวเวอร์ จำกัด ธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ

    ด้านการเมือง เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ต่อเนื่อง 2 สมัย ระหว่างปี 2562 – 2564 และปี 2564 – 2566 มีบทบาทสำคัญใน ปฏิบัติการปราบปรามมิจฉาชีพข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยได้ร่วมเดินทางกับ ผบ.ตร. ไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อประสานความร่วมมือและผลักดันการลงนามเอ็มโอยูระหว่างสองประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง

    ที่สำคัญ “อาร์ท เอกสิทธิ์” ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมวงการกีฬาไทย เป็น อุปนายกสมาคมบิลเลียดแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน และเคยเป็นประธานบริหารสโมสรป้อมปราการ สมุทรปราการ เอฟซี ตอกย้ำประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ว่า “เคยทำสำเร็จ และทำได้จริง” มาแล้ว

    ThaiPeoples-Party- Unveils-Eksit-as-MP-Candidate-SPACEBAR-Photo03.jpg

    พรรคปวงชนไทย โดยการนำของ “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย พร้อมทีมผู้บริหาร คณะกรรมการพรรค และคณะที่ปรึกษา มีแนวทางการทำงานการเมืองยุคใหม่ที่เปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็น และพร้อมทำงานเคียงข้างประชาชนอย่างแท้จริง ด้วยแนวคิด “ทำงานอย่างชาญฉลาด ทำด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นเพื่อคนไทยทุกคน (Work Smart with Heart)”

    เราทำงานด้วยหัวใจ เพื่อคนไทยทุกคน ไม่ใช่เพียงเพื่อการเมือง แต่เพื่ออนาคตของชาติ นโยบายสร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ คือหัวใจของพรรค เพราะการพัฒนาชาติจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อประชาชนมีศักยภาพ มีโอกาส และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ยืนยันเจตนารมณ์ในการทำงานทางการเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตรวจสอบ และร่วมกำหนดอนาคตของประเทศไปด้วยกันอย่างแท้จริง

    — เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/thaipeoples-party-unveils-eksit-as-mp-candidate&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g5SirqS3F1UOEjY7gMFLF

  • “ยศชนัน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ “ส.อ.ท.” ปูพรมไทยสู่ฐานเทคโนโลยีระดับโลก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ธ.ค. 68) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย พร้อมทีมเศรษฐกิจ อาทิ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, นายจักรพงษ์ แสงมณี และนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ได้เข้าพบและหารือกับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหารระดับสูง เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบางในขณะนี้

    นายเกรียงไกร กล่าวต้อนรับและสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจว่า สภาอุตสาหกรรมฯ ยินดีที่ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มแรก ๆ ที่พรรคเพื่อไทยเลือกมาหารือ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าที่กระทบต่อเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทย

    ประธาน ส.อ.ท. ยังกล่าวถึงการส่งออกว่า แม้ตัวเลขส่งออกจะขยายตัว แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยไม่ได้ขยับตัวตาม ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สมดุลทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เสนอยุทธศาสตร์ ONE FTI” ซึ่งประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global และ GO Green เพื่อนำอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนและมีการพัฒนาอย่างครบวงจร

    ด้าน นายยศชนัน กล่าวขอบคุณผู้บริหาร ส.อ.ท. โดยเน้นย้ำว่า สภาอุตสาหกรรมฯ คือหน่วยงานแรกที่พรรคเพื่อไทยเลือกมาหารือในด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเคยทำงานใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม และมองเห็นความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการผลิต

    ส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยี นายยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องปรับบทบาทเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา พร้อมทั้งเสนอโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาที่ไม่เพียงแค่จัดซื้อฮาร์ดแวร์ แต่ต้องลงทุนในเทคโนโลยีหลักที่สามารถถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างงานและการพัฒนา R&D ภายในประเทศ

    ขณะเดียวกัน ต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ได้เน้นย้ำถึงการใช้จุดแข็งด้านชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) และการผลักดันมาตรการ Green Premium เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสีเขียว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/general/803985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S4wcPG4pRc7uTVnymZ4fE

  • เอกนิติ ชูนโยบาย 10 Plus ฟื้นเศรษฐกิจแบบเติบโต ทั่วถึง มีคุณภาพเต็มศักยภาพ

    เอกนิติ ชูนโยบาย 10 Plus ฟื้นเศรษฐกิจแบบเติบโต ทั่วถึง มีคุณภาพเต็มศักยภาพ

    วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

    24 ธันวาคม พ.ศ. 2568 2568 เมื่อเวลา 12.30 น. ที่โรงละครอักษรา คิงพาวเวอร์ ซอยรางน้ำ กทม. นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะดรีมทีมพรรคภูมิใจไทย ขึ้นแถลงนโยบายในการเลือกตั้ง 2569 ของพรรคภูมิใจไทย ตอนหนึ่งว่า วันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ชวนมาทำงาน สภาวะเศรษฐกิจไทยหนักมาก  โดยบอกว่าถ้าตนไม่ออกมา เศรษฐกิจไทยจะแย่กว่านี้ นี่คือโจทย์ที่ให้ตนมาช่วยดู  และต้องพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ได้ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเหมือนรถที่ติดหล่ม จะพลิกฟื้นจากติดหล่มได้อย่างไร หลัง รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 30 กันยายน  เศรษฐกิจกิจไทยดิ่งเหว จากจีดีพี3.2%  จีดีพีเหลือ 1.8%มาเหลือ จีดีพี 1.2% ถ้าไม่ทำอะไรเลยเศรษฐกิจจีดีพีจะเหลือ 0.3% 

    นายกฯ บอกเรามีเวลาสี่เดือนไปออกนโยบายเศรษฐกิจมา จึงเกิดนโยบาย ควิกบิ๊กวิน ด้วยนโยบาย คนละครึ่งพลัสเที่ยวดีมีคืน ฯลฯ ที่ใช้เวลา 73 วันสามารถทำได้ และเศรษฐกิจไทยพ้นจากรถติดหล่มแล้ว

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า วันนี้ได้รับโจทย์ เมื่อไทยพ้นจากการติดหล่มแล้วจะไปต่ออย่างไร ซึ่งถ้าเราได้ทำต่อ อีกสี่ปีระหว่างปี2569-2572  เราตั้งใจจะทำให้ เศรษฐกิจไทยจีดีพีเกิน  3% พลัส ด้วยนโยบาย เศรษฐกิจ 10 Plus ประกอบด้วย 1.เติมชีวิตให้คนตัวเล็กแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก 13 ล้านราย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพลัส คนละครึ่งพลัส พันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย (200 หน่วยแรก) ปิดหนี้ไว ไปต่อได้(AMC) , 2. แมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เติมทุนให้ ค้ำประกันไว สู้ได้ทุกที่ ผู้สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 3.ลงทุนพลัส เพิ่มการลงทุน รัฐร่วมทุน กระตุ้นโตยาว 4.ผลิตได้ ขายออก พลัส ผลิตของที่ใช่ ขายของที่คนชอบตอบโจทย์ทุกคน 5. Trade พลัส ค้าขายฉลาด อัพเกรดการผลิต 6.เศรษฐกิจสีเขียว พลัส เพราะรักษ์โลกคือทางรอดและเป็นทางรวย อย่างยั่งยืน 7.ดิจิทัล AI พลัส AI ถึงมือ งานถึงตัว เงินถึงบ้าน 8.การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีจริง มีงานเรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา 9.สูงวัยพลัส ทักษาะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 10.ไทยแลนด์ พลัส รัฐฉับไว เศรษฐกิจใหม่ คนไทยแฮปปี้

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/936893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1klY2luC9ca6S-M4NMHa24

  • 10 พลัส! เอกนิติขายนโยบายเศรษฐกิจ ภท.

    10 พลัส! เอกนิติขายนโยบายเศรษฐกิจ ภท.

    ‘เอกนิติ’ ประกาศเป้าหมายจีดีพีโต 3 % พลัส 4 ปีข้างหน้า ด้วยมาตรการ 10 พลัส พลิกฟื้นเศรษฐกิจแบบ เติบโตทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ

    24 ธ.ค.2568 – ที่โรงละครอักษรา ศูนย์การค้าคิงพาวเวอร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง กล่าวว่า วันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้ชวนทำงานสภาวะเศรษฐกิจไทยหนักมาก โดยบอกว่าถ้าตนไม่ออกมาเศรษฐกิจไทยจะแย่กว่านี้ นี่คือโจทย์ที่ให้ตนมาช่วยดู และต้องพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ได้

    ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเหมือนรถที่ติดหล่ม จะพลิกฟื้นจากติดหล่มได้อย่างไร หลัง รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 30 กันยายน เศรษฐกิจกิจไทยดิ่งเหว จากจีดีพี3.2% จีดีพีเหลือ 1.8%มาเหลือ จีดีพี 1.2% ถ้าไม่ทำอะไรเลยเศรษฐกิจจีดีพีจะเหลือ0.3%

    นายกฯ บอกเรามีเวลาสี่เดือนไปออกนโยบายเศรษฐกิจมา จึงเกิดนโยบายควิกบิ๊กวิน ด้วยนโยบาย คนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน ฯลฯ ที่ใช้เวลา 73 วันสามารถทำได้ และเศรษฐกิจไทยพ้นจากรถติดหล่มแล้ว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ได้รับโจทย์ เมื่อไทยพ้นจากการติดหล่มแล้วจะไปต่ออย่างไร ซึ่งถ้าเราได้ทำต่อ อีกสี่ปี ระหว่างปี2569-2572 เราตั้งใจจะทำให้ เศรษฐกิจไทยจีดีพีเกิน 3% พลัส ด้วยนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส

    ประกอบด้วย 1.เติมชีวิตให้คนตัวเล็กแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก 13 ล้านราย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พลัส คนละครึ่งพลัส พันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย (200 หน่วยแรก) ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ (AMC) , 2. แมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เติมทุนให้ ค้ำประกันไว สู้ได้ทุกที่ ผู้สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 3.ลงทุนพลัส เพิ่มการลงทุน รัฐร่วมทุน กระตุ้นโตยาว 4.ผลิตได้ ขายออก พลัส ผลิตของที่ใช่ ขายของที่คนชอบ ตอบโจทย์ทุกคน 5. Trade พลัส ค้าขายฉลาด อัพเกรดการผลิต 6.เศรษฐกิจสีเขียว พลัส เพราะรักษ์โลกคือทางรอด และเป็นทางรวย อย่างยั่งยืน 7.ดิจิทัล AI พลัส AI ถึงมือ งานถึงตัว เงินถึงบ้าน 8.การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีจริง มีงานเรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา 9.สูงวัยพลัส ทักษาะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 10.ไทยแลนด์ พลัส รัฐฉับไว เศรษฐกิจใหม่ คนไทยแฮปปี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/920849/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yxSHdqRur8wmNMA6iYOKo

  • เสียงจากผู้ประกอบการ ฉบับที่ 2: เสียงจากหาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วม

    เสียงจากผู้ประกอบการ ฉบับที่ 2: เสียงจากหาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วม

    1. รู้จักหาดใหญ่

    rn

     

    rn

    “หาดใหญ่” เป็นที่รู้จักกันในนามเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจในการค้าภาคใต้ อีกทั้งเป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคมที่เป็นประตูเชื่อมต่อสู่การค้าชายแดน (Gateway) ทั้งสนามบินนานาชาติ ทางรถไฟ และถนนสู่ประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย รวมทั้งท่าเรือน้ำลึก อีกทั้งเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวสำคัญจนเป็นหนึ่งในสามของเมืองท่องเที่ยวที่คุ้มค่าที่สุดในเอเชีย (Best-Value City) จากการสำรวจของ Agoda ที่ครองใจชาวมาเลเซียซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 1 ของไทย ทำให้ นักธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านเกิดหลังโควิดเกิดความเชื่อมั่นในการลงทุนทำธุรกิจในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร คาเฟ โรงแรม และร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งล้วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจหาดใหญ่ให้ไปได้ดีก่อนเหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วม

    rn”}}” id=”start_of_text”>

    1. รู้จักหาดใหญ่

    “หาดใหญ่” เป็นที่รู้จักกันในนามเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจในการค้าภาคใต้ อีกทั้งเป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคมที่เป็นประตูเชื่อมต่อสู่การค้าชายแดน (Gateway) ทั้งสนามบินนานาชาติ ทางรถไฟ และถนนสู่ประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย รวมทั้งท่าเรือน้ำลึก อีกทั้งเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวสำคัญจนเป็นหนึ่งในสามของเมืองท่องเที่ยวที่คุ้มค่าที่สุดในเอเชีย (Best-Value City) จากการสำรวจของ Agoda ที่ครองใจชาวมาเลเซียซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 1 ของไทย ทำให้ นักธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านเกิดหลังโควิดเกิดความเชื่อมั่นในการลงทุนทำธุรกิจในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร คาเฟ โรงแรม และร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งล้วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจหาดใหญ่ให้ไปได้ดีก่อนเหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วม

    Hat Yai infographic

    21 – 28 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นจุดพลิกของเมืองจาก “วิกฤตน้ำท่วมใหญ่” ย่านเศรษฐกิจของหาดใหญ่ถูกน้ำท่วมสาหัส ทำให้รัฐบาลประกาศให้สงขลาเป็นพื้นที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4)[1] ด้วยความรุนแรงสูงกว่าอดีตที่ผ่านมา ทั้งในมิติพื้นที่ท่วมที่เป็นวงกว้าง และระดับน้ำท่วมที่สูงเกิน 3 เมตร ในหลายจุด ด้วยลักษณะเมืองที่เป็นแอ่งกระทะ หลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ แบงก์ชาติได้มีโอกาสลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ จึงขอเล่าสู่กันฟังถึง ผลกระทบและความเสียหายของหาดใหญ่ และสิ่งที่ผู้ประกอบการยังต้องการความช่วยเหลือ

    rn

     

    rn

    2. เสียงจากคนในพื้นที่

    rn”}}” id=”text-d25b8ac466″>

    21 – 28 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นจุดพลิกของเมืองจาก “วิกฤตน้ำท่วมใหญ่” ย่านเศรษฐกิจของหาดใหญ่ถูกน้ำท่วมสาหัส ทำให้รัฐบาลประกาศให้สงขลาเป็นพื้นที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4)[1] ด้วยความรุนแรงสูงกว่าอดีตที่ผ่านมา ทั้งในมิติพื้นที่ท่วมที่เป็นวงกว้าง และระดับน้ำท่วมที่สูงเกิน 3 เมตร ในหลายจุด ด้วยลักษณะเมืองที่เป็นแอ่งกระทะ หลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ แบงก์ชาติได้มีโอกาสลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ จึงขอเล่าสู่กันฟังถึง ผลกระทบและความเสียหายของหาดใหญ่ และสิ่งที่ผู้ประกอบการยังต้องการความช่วยเหลือ

    flooded city. blocks and high rises surrounded by muddy water in place of roads and gardens

    “ผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมรุนแรง และประเมินมูลค่าความเสียหายได้ยาก”

    rn

     

    rn

    วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ สร้างความเสียหายหนักในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ในวงกว้าง โดยมีครัวเรือนที่ประสบภัยประมาณ 1.7 แสนครัวเรือน และกระทบธุรกิจชาวหาดใหญ่ ทั้งชีวิตและทรัพย์สินซึ่งประเมินมูลค่าได้ยาก และการฟื้นฟูอาจล่าช้ามากกว่า 3 เดือน โดยเฉพาะภาคการค้าและท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SMEs หลังน้ำท่วมแบงก์ชาติได้มีโอกาสลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ หลายท่านได้บอกเล่าถึงความเสียหายที่ตนเองเผชิญด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า “รุนแรงและหนักที่สุดในชีวิต” เพราะนอกจากทรัพย์สินภายในบ้านที่เสียหายและสูญหายไปกับมวลน้ำแล้ว ที่สำคัญกระทบต่ออุปกรณ์ประกอบอาชีพ เช่น ยานพาหนะ เครื่องครัว อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องมือเครื่องจักร เครื่องมือทางการแพทย์ ทำให้การเริ่มกลับมาหารายได้จะต้องใช้เวลา ซึ่งจะส่งผลต่อฐานะการเงินของครัวเรือน และ SMEs ในระยะต่อไป ธุรกิจไม่เพียงแต่ต้องซื้ออุปกรณ์ทำมาหากินใหม่ และซ่อมเครื่องมือเครื่องจักรเดิมที่เสียหาย แต่ยังต้องใช้เงินทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วมในอนาคตด้วย

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ แบงก์ชาติประเมินผลกระทบน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจภาคใต้ สูญเสียรายได้ราว 15,700 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของ GDP ประเทศ ซึ่งผลเสียหายนี้จะหนักสุดใน ไตรมาส 4 ปี 2568 จนถึง ไตรมาส 1 ปี 2569 โดยธุรกิจแต่ละประเภทก็ได้รับ ผลกระทบที่แตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น ผู้เขียนจึงขอเจาะลึกสรุปผลกระทบในแต่ละประเภทธุรกิจ ซึ่งมาจากการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการ ดังนี้

    rn”}}” id=”text-ce4440a820″>

    “ผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมรุนแรง และประเมินมูลค่าความเสียหายได้ยาก”

    วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ สร้างความเสียหายหนักในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ในวงกว้าง โดยมีครัวเรือนที่ประสบภัยประมาณ 1.7 แสนครัวเรือน และกระทบธุรกิจชาวหาดใหญ่ ทั้งชีวิตและทรัพย์สินซึ่งประเมินมูลค่าได้ยาก และการฟื้นฟูอาจล่าช้ามากกว่า 3 เดือน โดยเฉพาะภาคการค้าและท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SMEs หลังน้ำท่วมแบงก์ชาติได้มีโอกาสลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ หลายท่านได้บอกเล่าถึงความเสียหายที่ตนเองเผชิญด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า “รุนแรงและหนักที่สุดในชีวิต” เพราะนอกจากทรัพย์สินภายในบ้านที่เสียหายและสูญหายไปกับมวลน้ำแล้ว ที่สำคัญกระทบต่ออุปกรณ์ประกอบอาชีพ เช่น ยานพาหนะ เครื่องครัว อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องมือเครื่องจักร เครื่องมือทางการแพทย์ ทำให้การเริ่มกลับมาหารายได้จะต้องใช้เวลา ซึ่งจะส่งผลต่อฐานะการเงินของครัวเรือน และ SMEs ในระยะต่อไป ธุรกิจไม่เพียงแต่ต้องซื้ออุปกรณ์ทำมาหากินใหม่ และซ่อมเครื่องมือเครื่องจักรเดิมที่เสียหาย แต่ยังต้องใช้เงินทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วมในอนาคตด้วย

    ทั้งนี้ แบงก์ชาติประเมินผลกระทบน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจภาคใต้ สูญเสียรายได้ราว 15,700 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของ GDP ประเทศ ซึ่งผลเสียหายนี้จะหนักสุดใน ไตรมาส 4 ปี 2568 จนถึง ไตรมาส 1 ปี 2569 โดยธุรกิจแต่ละประเภทก็ได้รับ ผลกระทบที่แตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น ผู้เขียนจึงขอเจาะลึกสรุปผลกระทบในแต่ละประเภทธุรกิจ ซึ่งมาจากการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการ ดังนี้

    ธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยวกระทบหนัก เพราะท่วมในย่านเศรษฐกิจและส่วนใหญ่เป็น SMEs”

    flooded small business

    เจาะลึกเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นก็พบว่าธุรกิจแต่ละประเภทได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ธุรกิจกระทบหนักสุดคือ ธุรกิจการค้า (10% ของ Gross provincial product, GPP) เพราะท่วมกลางเมืองและส่วนใหญ่เป็นร้านค้าขนาดเล็ก ที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานกว่า 3 เดือน ยิ่งไปกว่านี้ที่ท่วมในช่วงปลายปียิ่งซ้ำเติมทำให้ธุรกิจให้เจ็บหนัก เพราะผู้ประกอบการหลายรายได้สั่งสต๊อกสินค้าเตรียมรองรับการจับจ่ายใช้สอยของชาวไทยและมาเลเซียในช่วงเทศกาลสิ้นปีที่จะถึงนี้ ยิ่งไปกว่านั้นร้านค้ารายใหญ่ เช่น ร้านเสื้อผ้าอุปกรณ์กีฬา ร้านอาหารสัตว์ ร้านตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ล้วนเล่าถึงความเสียหายของสต๊อกอย่างน้อยในหลักสิบล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมความเสียหายของตัวร้าน

    rn

     

    rn

    ในช่วงที่ลงพื้นที่เมื่อต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา เราเห็นภาพร้านค้าในตลาดกิมหยงที่ล้างตลาดไปแล้วหลายรอบแต่ก็ยังมีฝุ่นโคลนติดอยู่และส่วนใหญ่ยังอยู่สภาพที่พังเสียหาย หลายร้านเทขายของที่โดนน้ำท่วมเพื่อนำเงินมาหมุนก่อน ขณะที่มีเพียงไม่กี่ร้านที่เริ่มเข้ามาซ่อมร้านและทยอยนำของไม่โดนน้ำท่วมมาวางขายและขายออนไลน์บ้าง

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ คาดว่าร้านค้าจะทยอยกลับมาเปิดได้ใน 1 – 3 เดือนหลังน้ำท่วม แต่รายใหญ่บางรายเล่าว่าอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น ส่วนด้าน dealer รถยนต์ต่างเร่งฟื้นฟูธุรกิจรวมถึงโชว์รูมที่ได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังมีรถถูกน้ำท่วมรอประเมินสภาพเพื่อเคลียร์ประกันและรอซ่อมอยู่อีกจำนวนมาก ประเมินว่ามีจำนวนรถถูกน้ำท่วมหลายหมื่นคัน ซึ่งหากนับเพียงข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ประกันได้รับการแจ้งความเสียหายรถยนต์ก็สูงถึง 30,000 คันแล้ว และยังมีรถยนต์อีกจำนวนมากที่ไม่มีประกันรถยนต์คุ้มครองความเสียหาย ขณะที่ยอดขายรถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นจากก่อนน้ำท่วมเกือบ 2 เท่า เพราะมีลูกค้ามาซื้อรถใหม่เพื่อทดแทนรถที่โดนท่วมไป แต่ก็ยังมองว่าเป็นเพียงระยะสั้น หลังจากนี้ 2-3 เดือน ยอดขายจะลดลงมากเพราะกำลังซื้อจะยิ่งอ่อนแอ

    rn”}}” id=”text-e390edeff3″>

    เจาะลึกเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นก็พบว่าธุรกิจแต่ละประเภทได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ธุรกิจกระทบหนักสุดคือ ธุรกิจการค้า (10% ของ Gross provincial product, GPP) เพราะท่วมกลางเมืองและส่วนใหญ่เป็นร้านค้าขนาดเล็ก ที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานกว่า 3 เดือน ยิ่งไปกว่านี้ที่ท่วมในช่วงปลายปียิ่งซ้ำเติมทำให้ธุรกิจให้เจ็บหนัก เพราะผู้ประกอบการหลายรายได้สั่งสต๊อกสินค้าเตรียมรองรับการจับจ่ายใช้สอยของชาวไทยและมาเลเซียในช่วงเทศกาลสิ้นปีที่จะถึงนี้ ยิ่งไปกว่านั้นร้านค้ารายใหญ่ เช่น ร้านเสื้อผ้าอุปกรณ์กีฬา ร้านอาหารสัตว์ ร้านตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ล้วนเล่าถึงความเสียหายของสต๊อกอย่างน้อยในหลักสิบล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมความเสียหายของตัวร้าน

    ในช่วงที่ลงพื้นที่เมื่อต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา เราเห็นภาพร้านค้าในตลาดกิมหยงที่ล้างตลาดไปแล้วหลายรอบแต่ก็ยังมีฝุ่นโคลนติดอยู่และส่วนใหญ่ยังอยู่สภาพที่พังเสียหาย หลายร้านเทขายของที่โดนน้ำท่วมเพื่อนำเงินมาหมุนก่อน ขณะที่มีเพียงไม่กี่ร้านที่เริ่มเข้ามาซ่อมร้านและทยอยนำของไม่โดนน้ำท่วมมาวางขายและขายออนไลน์บ้าง

    ทั้งนี้ คาดว่าร้านค้าจะทยอยกลับมาเปิดได้ใน 1 – 3 เดือนหลังน้ำท่วม แต่รายใหญ่บางรายเล่าว่าอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น ส่วนด้าน dealer รถยนต์ต่างเร่งฟื้นฟูธุรกิจรวมถึงโชว์รูมที่ได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังมีรถถูกน้ำท่วมรอประเมินสภาพเพื่อเคลียร์ประกันและรอซ่อมอยู่อีกจำนวนมาก ประเมินว่ามีจำนวนรถถูกน้ำท่วมหลายหมื่นคัน ซึ่งหากนับเพียงข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ประกันได้รับการแจ้งความเสียหายรถยนต์ก็สูงถึง 30,000 คันแล้ว และยังมีรถยนต์อีกจำนวนมากที่ไม่มีประกันรถยนต์คุ้มครองความเสียหาย ขณะที่ยอดขายรถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นจากก่อนน้ำท่วมเกือบ 2 เท่า เพราะมีลูกค้ามาซื้อรถใหม่เพื่อทดแทนรถที่โดนท่วมไป แต่ก็ยังมองว่าเป็นเพียงระยะสั้น หลังจากนี้ 2-3 เดือน ยอดขายจะลดลงมากเพราะกำลังซื้อจะยิ่งอ่อนแอ

    flood victims on roof

    อีกธุรกิจที่กระทบหนัก คือ ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง[2] (6% ของ GPP) ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายเห็นตรงกันว่าต้องเป็น priority ในการฟื้นฟูเมือง เพื่อให้กลับมาเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวจากนอกพื้นที่โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซียให้กลับมาเที่ยวหาดใหญ่ และสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจในพื้นที่ ผลกระทบปัจจุบันหนักเพราะธุรกิจโรงแรมถูกยกเลิกจองห้องพักเกือบทั้งหมด จากก่อนน้ำท่วมที่ส่วนใหญ่มียอดจองเต็มจากนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่ปกติจะเดินทางมาเที่ยวในช่วงสิ้นปีจำนวนมาก อย่างไรก็ดี โรงแรมหลายแห่งหวังว่าจะกลับมาเปิดให้ได้ภายใน 1 – 3 เดือนหลังน้ำท่วม นอกจากนี้ ธุรกิจเกี่ยวเนื่องท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร คาเฟ มัคคุเทศก์ รถรับจ้าง ก็ได้รับความเสียหายและต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 1 – 3 เดือนเช่นกัน หากธุรกิจร้านอาหารกลับมาเปิดได้มาก จะยิ่งเป็น magnet ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียให้กลับมา อีกทั้งมีข่าวดี คือ นักท่องเที่ยวมาเลเซียยังมีความเชื่อมั่นเชิงบวกอยู่ โดยชาวมาเลเซียทยอยถามว่าจะกลับมาเที่ยวได้เมื่อไหร่และให้กำลังใจชาวหาดใหญ่อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจบริการอื่น ๆ ได้แก่ กิจการขนส่งซึ่งนอกจากทรัพย์สินและเครื่องจักรอุปกรณ์ของกิจการที่ได้รับความเสียหายแล้ว ยังมีสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าและอยู่ระหว่างขนส่งได้รับความเสียหายอีกด้วย รวมถึงบริการทางการแพทย์ การศึกษา ที่ทรัพย์สินเสียหายหนักเช่นกัน

    rn

     

    rn

    สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยรวมไม่มากเท่ากลุ่มที่กล่าวไปข้างต้น คือ ธุรกิจภาคผลิต (18% ของ GPP) เพราะโรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ใจกลางเมืองหาดใหญ่จึงไม่โดนท่วม แต่ก็มีโรงงานบางแห่งที่โดนท่วมและเสียหายมากเพราะเครื่องจักรสมัยใหม่เป็นระบบ digital และสูญเสียสต๊อกสินค้า และภาคเกษตร (12% ของ GPP) ที่กระทบไม่มากเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นสวนยางพารา ต้นยางทนน้ำได้ดีผลเสียหายจึงไม่มาก แต่ผลผลิตจะลดลงเพราะเกษตรกรไม่สามารถกรีดยางได้ในช่วงน้ำท่วม

    rn

     

    rn

    “ปักหมุดเปิดเมืองตอนตรุษจีนปี 69 แต่ก็ไม่มั่นใจ เพราะยังไม่เห็นแผนฟื้นฟู และป้องกันน้ำท่วมที่ชัดเจนพอ”

    rn

     

    rn

    แม้เจ้าภาพเปิดเมืองจะยังไม่ชัดเจน แต่ภาคเอกชนในพื้นที่ยังอยากให้การเปิดเมืองเป็น event ใหญ่ในช่วงตรุษจีน ปี 69 เพื่อแสดงถึงความพร้อมของเมืองที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวและรองรับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในช่วงเทศกาล เพราะการฟื้นฟูเมืองให้มีความพร้อมทั้งหมด อาจใช้เวลานานนานนับเดือนจึงไม่ทันปีใหม่นี้ และปัจจุบัน เวลาผ่านมาเกือบ 1 เดือน มีธุรกิจทยอยกลับมาเปิดไม่ถึงครึ่ง อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่มั่นใจว่าจะเปิดเมืองได้เต็มที่ เพราะขึ้นกับ 2 ปัจจัยสำคัญที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งได้แก่

    rn”}}” id=”text-40cc27a5f5″>

    อีกธุรกิจที่กระทบหนัก คือ ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง[2] (6% ของ GPP) ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายเห็นตรงกันว่าต้องเป็น priority ในการฟื้นฟูเมือง เพื่อให้กลับมาเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวจากนอกพื้นที่โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซียให้กลับมาเที่ยวหาดใหญ่ และสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจในพื้นที่ ผลกระทบปัจจุบันหนักเพราะธุรกิจโรงแรมถูกยกเลิกจองห้องพักเกือบทั้งหมด จากก่อนน้ำท่วมที่ส่วนใหญ่มียอดจองเต็มจากนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่ปกติจะเดินทางมาเที่ยวในช่วงสิ้นปีจำนวนมาก อย่างไรก็ดี โรงแรมหลายแห่งหวังว่าจะกลับมาเปิดให้ได้ภายใน 1 – 3 เดือนหลังน้ำท่วม นอกจากนี้ ธุรกิจเกี่ยวเนื่องท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร คาเฟ มัคคุเทศก์ รถรับจ้าง ก็ได้รับความเสียหายและต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 1 – 3 เดือนเช่นกัน หากธุรกิจร้านอาหารกลับมาเปิดได้มาก จะยิ่งเป็น magnet ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียให้กลับมา อีกทั้งมีข่าวดี คือ นักท่องเที่ยวมาเลเซียยังมีความเชื่อมั่นเชิงบวกอยู่ โดยชาวมาเลเซียทยอยถามว่าจะกลับมาเที่ยวได้เมื่อไหร่และให้กำลังใจชาวหาดใหญ่อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจบริการอื่น ๆ ได้แก่ กิจการขนส่งซึ่งนอกจากทรัพย์สินและเครื่องจักรอุปกรณ์ของกิจการที่ได้รับความเสียหายแล้ว ยังมีสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าและอยู่ระหว่างขนส่งได้รับความเสียหายอีกด้วย รวมถึงบริการทางการแพทย์ การศึกษา ที่ทรัพย์สินเสียหายหนักเช่นกัน

    สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยรวมไม่มากเท่ากลุ่มที่กล่าวไปข้างต้น คือ ธุรกิจภาคผลิต (18% ของ GPP) เพราะโรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ใจกลางเมืองหาดใหญ่จึงไม่โดนท่วม แต่ก็มีโรงงานบางแห่งที่โดนท่วมและเสียหายมากเพราะเครื่องจักรสมัยใหม่เป็นระบบ digital และสูญเสียสต๊อกสินค้า และภาคเกษตร (12% ของ GPP) ที่กระทบไม่มากเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นสวนยางพารา ต้นยางทนน้ำได้ดีผลเสียหายจึงไม่มาก แต่ผลผลิตจะลดลงเพราะเกษตรกรไม่สามารถกรีดยางได้ในช่วงน้ำท่วม

    “ปักหมุดเปิดเมืองตอนตรุษจีนปี 69 แต่ก็ไม่มั่นใจ เพราะยังไม่เห็นแผนฟื้นฟู และป้องกันน้ำท่วมที่ชัดเจนพอ”

    แม้เจ้าภาพเปิดเมืองจะยังไม่ชัดเจน แต่ภาคเอกชนในพื้นที่ยังอยากให้การเปิดเมืองเป็น event ใหญ่ในช่วงตรุษจีน ปี 69 เพื่อแสดงถึงความพร้อมของเมืองที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวและรองรับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในช่วงเทศกาล เพราะการฟื้นฟูเมืองให้มีความพร้อมทั้งหมด อาจใช้เวลานานนานนับเดือนจึงไม่ทันปีใหม่นี้ และปัจจุบัน เวลาผ่านมาเกือบ 1 เดือน มีธุรกิจทยอยกลับมาเปิดไม่ถึงครึ่ง อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่มั่นใจว่าจะเปิดเมืองได้เต็มที่ เพราะขึ้นกับ 2 ปัจจัยสำคัญที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งได้แก่

    rn

  • ความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำและการเตือนภัย เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจเชื่อมั่นได้ว่าจะมีการปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่การแจ้งเตือนล่วงหน้าให้อพยพและขนย้ายข้าวของ รวมถึงการป้องกันน้ำท่วมที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ตลอดจนแผนการฟื้นฟูของภาครัฐ แต่ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนและเร็วพอ ต่างจากน้ำท่วมใหญ่ปี 43 ที่มีโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งความไม่เชื่อมั่นเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนฟื้นฟูธุรกิจตามมา
  • rn

rn

 

rn

    rn

  • เงินทุน หรือสภาพคล่องธุรกิจที่จะนำมาฟื้นฟู ซึ่งผู้ที่มีเงินทุนพร้อมก็สามารถกลับมาเปิดได้เร็ว ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งต้องรอเงินทุนจากประกัน แต่ต้องใช้เวลาและส่วนใหญ่วงเงินประกันครอบคลุมเพียงบางส่วน ขณะที่ยังมีอีกหลายรายต้องหาเงินทุนเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น เช่น จากสถาบันการเงิน โดยธุรกิจขนาดเล็กเป็นห่วงการเข้าถึงสินเชื่อ ส่วนธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่เป็นห่วงวงเงินกู้ที่จะได้ไม่เพียงพอกับการฟื้นฟู ในกรณีแย่ที่สุดคือบางธุรกิจยังไม่รู้จะไปต่อได้อย่างไรเพราะไม่มีเงินทุนจะฟื้นฟู และแม้ว่ามีเงินทุนพร้อมฟื้นฟู แต่ก็หาช่างซ่อมแซมได้ยากในช่วงนี้
  • rn

rn”}}” id=”text-9acb3e5dbd”>

  • ความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำและการเตือนภัย เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจเชื่อมั่นได้ว่าจะมีการปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่การแจ้งเตือนล่วงหน้าให้อพยพและขนย้ายข้าวของ รวมถึงการป้องกันน้ำท่วมที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ตลอดจนแผนการฟื้นฟูของภาครัฐ แต่ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนและเร็วพอ ต่างจากน้ำท่วมใหญ่ปี 43 ที่มีโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งความไม่เชื่อมั่นเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนฟื้นฟูธุรกิจตามมา
  • เงินทุน หรือสภาพคล่องธุรกิจที่จะนำมาฟื้นฟู ซึ่งผู้ที่มีเงินทุนพร้อมก็สามารถกลับมาเปิดได้เร็ว ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งต้องรอเงินทุนจากประกัน แต่ต้องใช้เวลาและส่วนใหญ่วงเงินประกันครอบคลุมเพียงบางส่วน ขณะที่ยังมีอีกหลายรายต้องหาเงินทุนเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น เช่น จากสถาบันการเงิน โดยธุรกิจขนาดเล็กเป็นห่วงการเข้าถึงสินเชื่อ ส่วนธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่เป็นห่วงวงเงินกู้ที่จะได้ไม่เพียงพอกับการฟื้นฟู ในกรณีแย่ที่สุดคือบางธุรกิจยังไม่รู้จะไปต่อได้อย่างไรเพราะไม่มีเงินทุนจะฟื้นฟู และแม้ว่ามีเงินทุนพร้อมฟื้นฟู แต่ก็หาช่างซ่อมแซมได้ยากในช่วงนี้
“ธุรกิจเห็นว่าการเยียวยายังน้อยกว่าความสูญเสีย ธุรกิจจึงต้องการความช่วยเหลือโดยเร็ว”

rn

 

rn

สิ่งสำคัญที่ชาวหาดใหญ่ต้องการ คือ “การสร้างความมั่นใจเรื่องแผนป้องกันและฟื้นฟูเพื่อไม่ให้ท่วมหนักอีกในอนาคต” คำถามแรกในใจชาวหาดใหญ่ คือ “ปีหน้าน้ำจะท่วมอีกไหม?” ซึ่งย่อมต้องพึ่งพาภาครัฐช่วยตอบ ผ่านโครงการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนและเร่งด่วน เพราะความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวนเพิ่มขึ้นมากจากภาวะโลกร้อน อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ธุรกิจยังต้องการความช่วยเหลือโดยเร็วและมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

rn

    rn

  • มาตรการลดต้นทุนหรือรายจ่าย เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นฟูกิจการ การพักหนี้เดิม การช่วยจัดหาอุปกรณ์ หรือ เครื่องมือประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประกอบการในราคาถูก การช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยเรื่องเงินทุนจากคู่ค้าหรือธุรกิจรายใหญ่ส่วนกลาง มาตรการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่าย เงินลงทุนที่ใช้ซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ
  • rn

  • มาตรการเพิ่มรายได้ ที่อาจต้องหากำลังซื้อจากคนนอกพื้นที่ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ เช่น มาตรการคนละครึ่งและการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในหาดใหญ่ เป็นต้น
  • rn

rn”}}” id=”text-9b426c811a”>

“ธุรกิจเห็นว่าการเยียวยายังน้อยกว่าความสูญเสีย ธุรกิจจึงต้องการความช่วยเหลือโดยเร็ว”

สิ่งสำคัญที่ชาวหาดใหญ่ต้องการ คือ “การสร้างความมั่นใจเรื่องแผนป้องกันและฟื้นฟูเพื่อไม่ให้ท่วมหนักอีกในอนาคต” คำถามแรกในใจชาวหาดใหญ่ คือ “ปีหน้าน้ำจะท่วมอีกไหม?” ซึ่งย่อมต้องพึ่งพาภาครัฐช่วยตอบ ผ่านโครงการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนและเร่งด่วน เพราะความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวนเพิ่มขึ้นมากจากภาวะโลกร้อน อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ธุรกิจยังต้องการความช่วยเหลือโดยเร็วและมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

  • มาตรการลดต้นทุนหรือรายจ่าย เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นฟูกิจการ การพักหนี้เดิม การช่วยจัดหาอุปกรณ์ หรือ เครื่องมือประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประกอบการในราคาถูก การช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยเรื่องเงินทุนจากคู่ค้าหรือธุรกิจรายใหญ่ส่วนกลาง มาตรการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่าย เงินลงทุนที่ใช้ซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ
  • มาตรการเพิ่มรายได้ ที่อาจต้องหากำลังซื้อจากคนนอกพื้นที่ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ เช่น มาตรการคนละครึ่งและการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในหาดใหญ่ เป็นต้น

a lively market

“ธุรกิจเปิดโหมดลุกขึ้นสู้ ฟื้นฟูธุรกิจ”

rn

 

rn

แสงสว่างที่มองเห็น คือ ยังคงมีธุรกิจที่เลือกลุกขึ้นสู้ มากกว่าธุรกิจที่ถอดใจ ผู้ประการหลายรายเร่งฟื้นฟูตัวเองและปรับตัวเพื่ออยู่รอด ธุรกิจหลายรายต้องปรับรูปแบบหรือการบริหารจัดการธุรกิจให้ตัวเบาขึ้น หรือลดต้นทุนเพื่อให้อยู่รอด เช่น ลดจำนวนสาขาที่ให้บริการ ปรับปรุงร้านในงบประหยัดให้พอเปิดบริการได้ สต๊อกสินค้าลดลงเท่าที่มีเงินทุน นอกจากนี้ เรายังเห็นธุรกิจในพื้นที่ช่วยเหลือกันเอง (เพื่อนช่วยเพื่อน) เช่น เครือข่ายร้านกาแฟช่วยกันประสานซ่อมแซมเครื่องชงกาแฟที่น้ำท่วม อีกทั้ง เห็นธุรกิจรายใหญ่ส่วนกลางบางรายช่วยรายเล็ก เช่น บริษัทซัพพลายเออร์ส่วนกลางช่วยรับเคลมสินค้าในสต๊อก หรือช่วยเหลือให้ส่วนลดค่าซ่อมแซมหรืออะไหล่ นอกจากนี้ ธุรกิจที่กลับมาเปิดได้แล้วมีลูกค้าในพื้นที่ไปอุดหนุนให้กำลังใจกัน ขณะเดียวกัน ยอมรับว่ามีผู้ประกอบการอีกจำนวนหนึ่งที่ลังเลว่า จะลุกขึ้นสู้เปิดธุรกิจต่อ หรือ พอแค่นี้? หลายรายที่กำลังคิดปิดกิจการ มีทั้งผู้ประกอบการรุ่นใหญ่ที่อยู่ในวัยเริ่มต้นใหม่ได้ยาก และผู้ประกอบการ Gen ใหม่ที่กลับบ้านเกิดและเพิ่งลงทุนเปิดกิจการหลังโควิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารและคาเฟ

rn”}}” id=”text-1818ed4413″>

“ธุรกิจเปิดโหมดลุกขึ้นสู้ ฟื้นฟูธุรกิจ”

แสงสว่างที่มองเห็น คือ ยังคงมีธุรกิจที่เลือกลุกขึ้นสู้ มากกว่าธุรกิจที่ถอดใจ ผู้ประการหลายรายเร่งฟื้นฟูตัวเองและปรับตัวเพื่ออยู่รอด ธุรกิจหลายรายต้องปรับรูปแบบหรือการบริหารจัดการธุรกิจให้ตัวเบาขึ้น หรือลดต้นทุนเพื่อให้อยู่รอด เช่น ลดจำนวนสาขาที่ให้บริการ ปรับปรุงร้านในงบประหยัดให้พอเปิดบริการได้ สต๊อกสินค้าลดลงเท่าที่มีเงินทุน นอกจากนี้ เรายังเห็นธุรกิจในพื้นที่ช่วยเหลือกันเอง (เพื่อนช่วยเพื่อน) เช่น เครือข่ายร้านกาแฟช่วยกันประสานซ่อมแซมเครื่องชงกาแฟที่น้ำท่วม อีกทั้ง เห็นธุรกิจรายใหญ่ส่วนกลางบางรายช่วยรายเล็ก เช่น บริษัทซัพพลายเออร์ส่วนกลางช่วยรับเคลมสินค้าในสต๊อก หรือช่วยเหลือให้ส่วนลดค่าซ่อมแซมหรืออะไหล่ นอกจากนี้ ธุรกิจที่กลับมาเปิดได้แล้วมีลูกค้าในพื้นที่ไปอุดหนุนให้กำลังใจกัน ขณะเดียวกัน ยอมรับว่ามีผู้ประกอบการอีกจำนวนหนึ่งที่ลังเลว่า จะลุกขึ้นสู้เปิดธุรกิจต่อ หรือ พอแค่นี้? หลายรายที่กำลังคิดปิดกิจการ มีทั้งผู้ประกอบการรุ่นใหญ่ที่อยู่ในวัยเริ่มต้นใหม่ได้ยาก และผู้ประกอบการ Gen ใหม่ที่กลับบ้านเกิดและเพิ่งลงทุนเปิดกิจการหลังโควิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารและคาเฟ

3. แบงก์ชาติออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงิน

rn

 

rn

“ผู้ประกอบการที่กังวลจ่ายหนี้เดิมไม่ได้ ให้รีบติดต่อแบงก์ที่ท่านใช้บริการเพื่อขอรับความช่วยเหลือ”

rn

 

rn

นอกจาก ธุรกิจกังวลเรื่องการหาเงินทุนใหม่มาซ่อมแซมแล้ว ยังมีผู้ประกอบการหลายรายกังวลภาระหนี้เดิมที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน เนื่องจากธุรกิจยังอยู่ในโหมดฟื้นฟูและรายได้ยังไม่กลับมาจนไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ตามปกติ แบงก์ชาติได้กำชับให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณภัยภายใต้เกณฑ์ที่แบงก์ชาติผ่อนปรนตั้งแต่เริ่มน้ำท่วม อีกทั้งได้ออกมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วมภาคใต้ โดยลูกหนี้แจ้งความประสงค์ได้ที่สถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือติดต่อสายด่วนแบงก์ชาติ โทร 1213 (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม)

rn

 

rn

ท้ายสุดนี้ แบงก์ชาติขอเป็นกำลังใจให้ชาวหาดใหญ่ผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ อีกทั้งเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาโดยเร็ว และเติบโตได้ตามศักยภาพของเมืองหาดใหญ่ที่เป็นทั้งศูนย์กลางการค้าแดนใต้ เป็นประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเมืองการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานให้สามารถพัฒนาได้ในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น MICE city, Wellness hub, Logistic hub, Education and Innovation hub

rn”}}” id=”text-7935ff5e7e”>

3. แบงก์ชาติออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงิน

“ผู้ประกอบการที่กังวลจ่ายหนี้เดิมไม่ได้ ให้รีบติดต่อแบงก์ที่ท่านใช้บริการเพื่อขอรับความช่วยเหลือ”

นอกจาก ธุรกิจกังวลเรื่องการหาเงินทุนใหม่มาซ่อมแซมแล้ว ยังมีผู้ประกอบการหลายรายกังวลภาระหนี้เดิมที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน เนื่องจากธุรกิจยังอยู่ในโหมดฟื้นฟูและรายได้ยังไม่กลับมาจนไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ตามปกติ แบงก์ชาติได้กำชับให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณภัยภายใต้เกณฑ์ที่แบงก์ชาติผ่อนปรนตั้งแต่เริ่มน้ำท่วม อีกทั้งได้ออกมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วมภาคใต้ โดยลูกหนี้แจ้งความประสงค์ได้ที่สถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือติดต่อสายด่วนแบงก์ชาติ โทร 1213 (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม)

ท้ายสุดนี้ แบงก์ชาติขอเป็นกำลังใจให้ชาวหาดใหญ่ผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ อีกทั้งเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาโดยเร็ว และเติบโตได้ตามศักยภาพของเมืองหาดใหญ่ที่เป็นทั้งศูนย์กลางการค้าแดนใต้ เป็นประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเมืองการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานให้สามารถพัฒนาได้ในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น MICE city, Wellness hub, Logistic hub, Education and Innovation hub

debt relief for flood victims flyer

End Notes

rn

 

rn

[1] ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 – 2570

rn

 

rn

[2] ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ที่พักแรม บริการด้านอาหาร โลจิสติกส์และขนส่ง

rn

 

rn”}}” id=”end-notes”>

End Notes

[1] ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 – 2570

[2] ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ที่พักแรม บริการด้านอาหาร โลจิสติกส์และขนส่ง

ผู้เขียน

rn”}}” id=”authors”>

ผู้เขียน

จุฬารัตน์ โฆษะโก

จุฬารัตน์ โฆษะโก
rn
rnผู้ช่วยผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้

rn

Email: JULARATK@bot.or.th

rn

 

rn

 

rn

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

rn”}}” id=”text-a2c3ad64ba”>

จุฬารัตน์ โฆษะโก

ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้

Email: JULARATK@bot.or.th

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/research/business-voices/business-voices-2025-12.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ilVnYPNPNvwNrAn21C4bH

  • ​พูดแล้วทำพลัส! ส่องนโยบาย‘ภูมิใจไทย’ ‘อนุทิน’นำดรีมทีมจ่อแถลงสู้ศึกเลือกตั้ง’69

    ​พูดแล้วทำพลัส! ส่องนโยบาย‘ภูมิใจไทย’ ‘อนุทิน’นำดรีมทีมจ่อแถลงสู้ศึกเลือกตั้ง’69

    วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.10 น.

    พูดแล้วทำพลัส! ส่องนโยบาย”ภูมิใจไทย” “อนุทิน”นำดรีมทีมเตรียมแถลงสู้ศึกเลือกตั้ง’69 ยึดแก้ 4 ปัญหาหลักของประเทศ ครอบคลุมเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-สังคม-ภัยพิบัติ สานต่อคนละครึ่งพลัส-จีดีพี 3% พลัส-ค่าไฟต่ำ 3 บาท-สูงวัยมีรายได้-สร้างกำแพงมั่นคง-ทหารอาสา 1 แสนอัตรา

    เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ชั้น 3 ซอยรางน้ำ กทม.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดแถลงนโยบายสำหรับการเลือกตั้งในปี 2569 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำแถลง พร้อมด้วยดรีมทีมของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ , นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย , น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกพรรค และว่าที่ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยทั่วประเทศ ทั้งระบบเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อ เข้าร่วมรับฟังนโยบาย นอกจากนี้ ในช่วงบ่าย จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้งระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อ อย่างเป็นทางการอีกด้วย

    ทั้งนี้ นโยบายพรรคภูมิใจไทย จะแถลงภายใต้ 4 ปัญหาหลัก คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ โดยมีนโยบายสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหาที่น่าสนใจ ประกอบด้วย คนละครึ่งพลัส , นำเศรษฐกิจเติบโต จีดีพี 3% พลัส , เศรษฐกิจสีเขียว , บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ+ (บัตรคนจนใหม่) , ค่าไฟต่ำ 3 บาท , รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า , Barter trading (เช่น ซื้อเครื่องบิน จ่ายด้วยสินค้าเกษตร ผลผลิตไม่ตกค้าง) , จ้างผู้สูงอายุทำงาน (สูงวัยมีรายได้) , พยาบาลอาสา (15,000/4 ปี ลูกหลานกลับบ้านมีงานทำ ดูแลผู้สูงวัยถึงที่) , กองทุนภัยพิบัติ , เรียนฟรีต้องมีจริง , สร้างกำแพงความมั่นคง ปกป้องคนไทย จากภัยคุกคาม สกัดลักลอบนำเข้า , ทหารอาสา 1 แสนอันตรา เงินเดือน 12,000 บาท Up-skill Re-skill เป็นนายสิบ และศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ เป็นต้น

    ล่าสุดเมื่อเวลา 10.25 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คิกออฟแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทย ประกาศพร้อมสูงสุดสำหรับการเลือกตั้งในปี 2569 ยืนยันต้องพร้อมทุกด้าน ดันยกระดับนโยบาย เป็น “พูดแล้วทำพลัส”

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/936842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YyKAT74ghWJiE0L8Fjb9h

  • “ยศชนัน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ “ส.อ.ท.” ปูพรมไทยสู่ฐานเทคโนโลยีระดับโลก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ธ.ค. 68) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย พร้อมทีมเศรษฐกิจ อาทิ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, นายจักรพงษ์ แสงมณี และนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ได้เข้าพบและหารือกับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหารระดับสูง เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบางในขณะนี้

    นายเกรียงไกร กล่าวต้อนรับและสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจว่า สภาอุตสาหกรรมฯ ยินดีที่ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มแรก ๆ ที่พรรคเพื่อไทยเลือกมาหารือ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าที่กระทบต่อเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทย

    ประธาน ส.อ.ท. ยังกล่าวถึงการส่งออกว่า แม้ตัวเลขส่งออกจะขยายตัว แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยไม่ได้ขยับตัวตาม ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สมดุลทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เสนอยุทธศาสตร์ ONE FTI” ซึ่งประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global และ GO Green เพื่อนำอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนและมีการพัฒนาอย่างครบวงจร

    ด้าน นายยศชนัน กล่าวขอบคุณผู้บริหาร ส.อ.ท. โดยเน้นย้ำว่า สภาอุตสาหกรรมฯ คือหน่วยงานแรกที่พรรคเพื่อไทยเลือกมาหารือในด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเคยทำงานใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม และมองเห็นความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการผลิต

    ส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยี นายยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องปรับบทบาทเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา พร้อมทั้งเสนอโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาที่ไม่เพียงแค่จัดซื้อฮาร์ดแวร์ แต่ต้องลงทุนในเทคโนโลยีหลักที่สามารถถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างงานและการพัฒนา R&D ภายในประเทศ

    ขณะเดียวกัน ต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ได้เน้นย้ำถึงการใช้จุดแข็งด้านชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) และการผลักดันมาตรการ Green Premium เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสีเขียว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/general/803985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S4wcPG4pRc7uTVnymZ4fE

  • WSOL ผนึก FPT ไอทียักษ์ใหญ่เวียดนาม ขยายโอกาสด้านเทคโนโลยี

    นายเลวี่ เหงียน (Mr. Levi Nguyen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FPT Thailand – FPT Taiwan, FPT Corporation บริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและบริการไอทีระดับโลกจากประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัทส่งตัวแทนร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (MOA) กับ บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพดิจิทัลและผลักดันโอกาสใหม่ด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย

    โดยความร่วมมือนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ  FPT ในการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มธนาคารและการเงิน พลังงาน โทรคมนาคม ค้าปลีก การผลิต ตลอดจนการให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในด้าน (Infrastructure), Core Platform, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Cloud, Cybersecurity และ Enterprise Solutions ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    ขณะที่ WSOL มีเครือข่ายลูกค้าและจุดเชื่อมต่อบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งระบบชำระเงิน บริการทางการเงิน โครงสร้างร้านค้า รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ WSOL ทำหน้าที่เป็น “Go-to-Market Gateway” ที่สำคัญในการขยายโอกาสนำเทคโนโลยีระดับภูมิภาคของ FPT เข้าสู่ตลาดประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยี โดยเริ่มจากกลุ่มธุรกิจทางการเงินและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล พร้อมต่อยอดไปยังหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการยกระดับการให้บริการดิจิทัลและเทคโนโลยีในประเทศไทย

    “การร่วมมือกับ WSOL จะช่วยให้ FPT สามารถผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดไทยของ WSOL เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย”

    นายอิทธิชัย พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL กล่าวเสริมว่า “WSOL เชื่อว่าความร่วมมือกับ FPT จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีของไทย ด้วยประสบการณ์ของ FPT ที่ครอบคลุมในหลากหลายอุตสาหกรรม ผสานกับเครือข่ายของ WSOL ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ จะช่วยให้เราพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขยายโอกาสใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต

    นอกจากนี้ FPT และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ WeiD แพลตฟอร์มแบบบูรณาการและผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปี 2569  โดยเฉพาะในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของธุรกิจ B2B2C และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในการเข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจของ WSOL เติบโตอย่างมั่นคงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล”

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/803494&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KVYuoSGeevCY_vTgvs6ua

  • ธนาคารกลางเยอรมนีส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวในปี 2026 – ชี้ การใช้จ่ายรัฐและการส่งออก คือฟันเฟืองหลัก

    ธนาคารกลางเยอรมนีส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวในปี 2026 – ชี้ การใช้จ่ายรัฐและการส่งออก คือฟันเฟืองหลัก

    โดย

    Din

    ลงเมื่อ

    23 ธันวาคม 2568 21:28

    สคต. ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี) (TTC, Frankfurt (Germany))

    8

    ข่าว – ธนาคารกลางเยอรมนีส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวในปี 2026.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qwr8kjv33d56d7op945q7ihb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aPZXHn6St4Q4UhdBlZKGn