Blog

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • กนง.เตือนเศรษฐกิจไทย ‘เสี่ยงสูง’ ‘โตต่ำ-เปราะบาง’ ท่ามกลางโลกป่วน

    กนง.เตือนเศรษฐกิจไทย ‘เสี่ยงสูง’ ‘โตต่ำ-เปราะบาง’ ท่ามกลางโลกป่วน

    Finance

    กนง.เตือนเศรษฐกิจไทย ‘เสี่ยงสูง’ ‘โตต่ำ-เปราะบาง’ ท่ามกลางโลกป่วน

    เปิดรายงาน กนง. ห่วงเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญ “การเติบโตต่ำ-ความเปราะบางสูง” จากแรงกดดันเชิงโครงสร้าง วัฏจักรเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ขณะที่เงินบาทแข็งค่า หนี้ครัวเรือนสูง และการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ยังตึงตัว

    ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ออกรายงานการประชุมกนง. ฉบับย่อ ครั้งที่ 6/2568 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยรายงานสะท้อนถึงภาพเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยวัฏจักรที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจการเงินโลก

    โดย กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยช่วงปี 2569-2570 จะขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง พร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในหลายมิติ ทำให้ภาพเศรษฐกิจที่เปราะบางมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นยังมองว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยวัฏจักรที่มีแนวโน้มทอดยาวขึ้น จากปัญหาเชิงโครงสร้าง รวมทั้งมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

    หากมองไประยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5% และ 2.3% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ ต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนข้อจำกัดของเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักที่อ่อนแรงลงพร้อมกัน ทั้งการบริโภค การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ

    หนึ่งในสัญญาณน่าห่วง คือ การชะลอลงของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งถูกกดดันจากแนวโน้มรายได้ที่ฟื้นตัวช้า และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเริ่มเห็นพฤติกรรมระมัดระวังการใช้จ่ายในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง

    โดยเฉพาะการใช้จ่ายที่ไม่ใช่สินค้าจำเป็น ภายใต้เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำและมีความไม่แน่นอนสูง ความเชื่อมั่นในการบริโภคและการลงทุนมีแนวโน้มอ่อนแรงต่อเนื่อง ซึ่งซ้ำเติมปัญหาอุปสงค์ในประเทศ และจำกัดความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม

    ภาคการส่งออกยังเป็นอีกความเสี่ยงสำคัญ โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ และความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (transshipment) ที่อาจเพิ่มขึ้น แม้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะยังขยายตัวตามอุปสงค์ด้านเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูล แต่ภาพรวมการส่งออกยังเผชิญแรงกดดันสูง

    หากดูอัตราแลกเปลี่ยนพบว่า เงินบาทแข็งค่า อยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาค ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ โดยเงินบาทเทียบดอลลาร์แข็งค่าขึ้นประมาณ 8% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกผ่านการแปลงรายรับเป็นสกุลเงินบาทได้เม็ดเงินลดลง โดยเฉพาะ SMEs ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

    ทั้งนี้ ผลกระทบจะมากขึ้นในธุรกิจที่มีอัตรากำไร (profit margin) น้อย และพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศเป็นสำคัญ รวมถึงพึ่งพารายได้จากการส่งออกในสัดส่วนสูง

    อาทิ ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอ การแข็งค่าของเงินบาทส่วนหนึ่งกระทบต่อรายรับของภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะสั้น (short-haul) จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในรูปเงินบาทที่ลดลง

    ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าเทียบสกุลเงินคู่แข่งสำคัญหลายประเทศ สะท้อนจากดัชนีค่าเงินบาท (NEER) แข็งค่าที่ 4.1% และดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (REER) แข็งค่าที่ 1.1% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถทดแทนได้ง่าย เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ (commodity)

    ดังนั้น กนง.กังวลว่าการแข็งค่าของเงินบาทและผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกโดยเฉพาะ SMEs ที่ฐานะการเงินยังเปราะบางและมีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ การแข็งค่าของเงินบาทจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมสภาพคล่องของ SMEs

    จึงเห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ
    ในการประชุม กนง.ครั้งนี้ สิ่งที่กนง. แสดงความกังวลต่อเนื่อง

    คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง โดยการขยายตัวยังกระจุกอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่และบางสาขา เช่น ภาคท่องเที่ยวขนาดใหญ่ และผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ SMEs และภาคการผลิตในสาขาอื่นเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันและความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ

    กรรมการบางส่วนชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจอาจนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรใหม่ ส่งผลต่อตลาดแรงงานและแนวโน้มรายได้ในระยะยาว

    โดยแรงงานอาจเคลื่อนย้ายจากภาคการผลิตไปสู่ภาคบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำกว่า หรือเข้าสู่อาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้น ซึ่งจะมีนัยต่อการบริโภคและปัญหาหนี้ครัวเรือนในอนาคต

    หากมองภาคการเงิน พบภาวะการเงินยังสะท้อนความเปราะบาง โดยแม้อัตราดอกเบี้ยในระบบปรับลดลงตามนโยบายการเงิน แต่การส่งผ่านไปยังต้นทุนการกู้ยืมของแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน สินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง จากทั้งความต้องการสินเชื่อที่ลดลงและความระมัดระวังของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะต่อ SMEs และครัวเรือนรายได้ต่ำ

    ด้านคุณภาพสินเชื่อของกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง ขณะที่สัดส่วนหนี้เสียของทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยยังทรงตัวในระดับสูง ทำให้ กนง. กังวลว่าสภาพคล่องของ SMEs จะถูกซ้ำเติมจากทั้งการเข้าถึงสินเชื่อที่จำกัดและผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า

    หากดูด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน คาดจะอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2568-2570 แม้ฝ่ายเลขานุการประเมินว่าความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ กนง. เห็นควรติดตามพัฒนาการด้านราคาอย่างใกล้ชิด

    โดยเฉพาะในภาวะที่การบริโภคภาคเอกชนชะลอลง และเงินเฟ้อที่ต่ำอาจไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ประชาชนเผชิญจริง

    ในการประชุมกนง.ครั้งนี้ ยังมองความเสี่ยงที่อาจกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง จะมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจการเงินโลก

    ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนในตลาดการเงินโลก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงในบริบทที่เศรษฐกิจภายในประเทศมีความเปราะบางอยู่แล้ว

    ดังนั้น ภายใต้ภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวชัดเจน กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.25% เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินและบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ดี กรรมการส่วนหนึ่งเตือนว่าการคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำเป็นเวลานานอาจนำไปสู่การสะสมความเสี่ยงเชิงระบบ และจำกัดขีดความสามารถนโยบายการเงินในการรับมือกับแรงกระแทกในอนาคต

    สรุปภาพรวมกนง. มองเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่เติบโตต่ำ ความเปราะบางสูง ความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจภายในและปัจจัยภายนอก แม้นโยบายการเงินยังสามารถผ่อนคลายเพื่อประคองเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ความท้าทายระยะข้างหน้าจะอยู่ที่การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1215253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qTET0F0iTzHUqQO6R5CS7

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • รถไฟฯเร่งหารายได้ล้างหนี้

    รถไฟฯเร่งหารายได้ล้างหนี้

    นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า แนวทางการแก้ปัญหาหนี้ รฟท. แบ่งเป็น 2 แนวทาง โดยแนวทางแรกคือ การหารายได้จากการเดินรถขนส่งสินค้า ปัจจุบัน รฟท.มีรายจ่ายด้านการเดินรถ เช่น ค่าซ่อมบำรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานทางราง โดยมีรายได้จากการเดินรถโดยสารยังต่ำ ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากปัจจุบันติดปัญหาเรื่องการจัดซื้อรถโดยสารที่กระทรวงคมนาคมได้สั่งให้ รฟท.ทบทวนเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าร่วมเดินรถในรูปแบบ PPP คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569 ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาค่าโดยสารได้ เพราะสภาพการใช้งานรถไฟค่อนข้างเก่ามาก

    แน่นอนว่าหาก รฟท.สามารถปรับปรุงการให้บริการที่ดีขึ้นได้ อาจจะทำให้ รฟท.สามารถปรับค่าโดยสารขึ้นมาได้ เพื่อชดเชยค่าน้ำมันที่แพงขึ้น โดย รฟท.จะใช้อัตราราคาน้ำมันคำนวณต้นทุน ซึ่งพบว่าขาดทุนมาโดยตลอด ปัจจุบันมีรายได้รวมของการขนส่งสินค้าประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตราการขนส่งสินค้าอีก 2,400-2,500 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 10%

    ส่วนการหารายได้จากการเดิน รถไฟท่องเที่ยว ที่ผ่านมา รฟท.มีรายได้จากการรถไฟท่องเที่ยวประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยัง มีโอกาสเติบโตได้อีกมากจากการเดินรถไฟ ขบวนรถไฟญี่ปุ่น KIHA183 ก็เริ่มต้นตั้งแต่ปีใหม่ 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เปิดตัว “ปฏิทินท่องเที่ยวทางรถไฟ” ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์เดินทางสุดพิเศษไปกับขบวนรถท่องเที่ยวยอดนิยม SRT Royal Blossom และ KIHA 183 ไม่ใช่แค่การนั่งรถไฟ แต่คือการ “พาใจออกเดินทาง” ทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับ และแบบพักค้างคืน ทุกวันเสาร์-อาทิตย์พร้อมภารกิจสำคัญ คือ กระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น

    โดย ปฏิทินท่องเที่ยวทางรถไฟ ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อต้อนรับปีใหม่และเดือนแห่งความรัก ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสายชิล สายผจญภัย หรือสายวัฒนธรรม เลือกได้ตามใจ เลือกได้ตามจังหวะชีวิต เริ่มที่ขบวนเรือธง Royal Blossomขบวนรถไฟสุดหรู ที่พาผู้โดยสารเข้าสู่โลกแห่งความโรแมนติก ดื่มด่ำบรรยากาศแบบ Exclusive ชมวิวสองข้างทางผ่านกระจกกว้าง 180 องศา เหมาะสำหรับคนที่อยากชะลอเวลานั่งรถไฟแล้วปล่อยใจไปกับธรรมชาติ Royal Blossom ให้บริการแบบไปเช้าเย็นกลับ ในวันที่ 10, 11, 17, 18, 24, 31 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ 2569

    ทริปไฮไลต์ SRT Royal Blossom Journey: เที่ยวสนุกกับขบวนรถไฟแห่งความสุข” พาเที่ยวทุ่งทานตะวัน นั่งรถไฟลอยน้ำ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ชมพระอาทิตย์ตกดิน จัดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ วันที่ 7, 14, 15, 21, 22, 28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม 2569 และทริปพิเศษต้อนรับเดือนแห่งความรัก “กุมภาเทศกาลแห่งรัก” เส้นทางกาญจนบุรีพร้อมดนตรีแจ๊สเพลินๆ ยุค 80-90 เติมบรรยากาศโรแมนติกให้การเดินทางน่าจดจำ อีกหนึ่งขบวนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ KIHA 183 รถไฟกลิ่นอายญี่ปุ่น อบอุ่น เป็นกันเอง เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายลึก สายเรียนรู้ ให้บริการแบบพักค้างคืน 2 วัน 1 คืน รวม 4 ทริป 4 เส้นทาง

    ตั้งแต่เที่ยวเขาใหญ่ เมืองคาวบอย แวะสวนดอกไม้สไตล์ญี่ปุ่น เที่ยวเมืองเพชรบุรี ชมทะเลหมอกพะเนินทุ่ง ย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองลพบุรี แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ไปจนถึงเพชรบุรี ชมพระตำหนักบ้านปืน และงานพระนครคีรี ทุกเส้นทางคือการผสมผสานธรรมชาติ วัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชุมชนที่ทำให้การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่การไปเยือน แต่คือการ “เชื่อมใจคนเมืองกับท้องถิ่น”

    ท้ายที่สุด การรถไฟฯ ฝากเชิญชวนให้มาลองเปิดประสบการณ์ใหม่กับการท่องเที่ยวทางรถไฟซึ่งไม่เพียงสร้างความสุขให้ผู้เดินทาง แต่ยังช่วยกระจายรายได้สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ใครสนใจเปิดขายตั๋วล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป สามารถซื้อตั๋วได้ที่สถานีรถไฟทั่วประเทศและระบบออนไลน์ DTicket ปีใหม่…ลองเปลี่ยนมุมมอง แล้วให้รถไฟพาเราออกไปพบความสุขใกล้ตัวดูสักครั้ง.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/926546/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CphVMfNIvtQiWe_a686G8

  • 6 เทรนด์การท่องเที่ยวน่าจับตาในอีก 50 ปีข้างหน้าจาก TOURISE Summit 2025 ที่ซาอุดีอาระเบีย

    6 เทรนด์การท่องเที่ยวน่าจับตาในอีก 50 ปีข้างหน้าจาก TOURISE Summit 2025 ที่ซาอุดีอาระเบีย

    นอกจาก ‘การท่องเที่ยว’ จะเป็นการพักผ่อนหย่อนใจส่วนบุคคลแล้ว อีกด้านหนึ่งคือการสร้างเม็ดเงินมหาศาลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย ความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมนี้จึงน่าติดตามไม่น้อย

    หากมองภาพใหญ่ เรื่องนี้สำคัญถึงขั้นมีงานประชุมระดับโลกที่มีผู้นำจากหลายประเทศมารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยน พูดคุย และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะ 

    งานที่ว่าคือ TOURISE Summit 2025 จัดขึ้นที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 11 – 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 

    TOURISE คือแพลตฟอร์มระดับโลกที่มุ่งกำหนดทิศทางและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกในอีก 50 ปีข้างหน้า ด้วยการเชื่อมโยงผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่แวดวงการท่องเที่ยว เทคโนโลยี ความยั่งยืน การลงทุน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยปีนี้เป็นปีแรกที่จัดงานประชุมครั้งใหญ่ ซึ่ง The Cloud มีโอกาสเดินทางไปเยือนทั้งที เราจึงไม่พลาดสรุปเทรนด์สำคัญในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาฝากกัน

    01
    ต่างชาติมองการท่องเที่ยวไทยในมุม Wellness

    แม้ไทยจะรุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมหลากหลาย ตลอดจนอาหารรสอร่อยจากหลายภูมิภาค แต่บนเวที TOURISE ประเทศไทยได้รับการพูดถึงในฐานะ ‘เมืองแห่งการพักผ่อนและบำบัดกายใจ’ มากกว่า 

    โดยเฉพาะบริการที่ผสานการเที่ยวเข้ากับศาสตร์ด้านสุขภาพ เช่น โปรแกรมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจท่ามกลางธรรมชาติ การพักผ่อนหย่อนใจในโรงแรมพร้อมกับพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ อาจเพราะ Wellness และ Longevity เป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญที่กำลังถูกพูดถึงในยุคนี้ รวมทั้งเริ่มผสมผสานกับหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงอุตสาหกรรมการบิน

    02
    AI เทรนด์ใหญ่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    ปัจจุบันเราเริ่มเห็นบางบริษัทอย่าง Expedia และ Uber ขยายจากแอปพลิเคชันการท่องเที่ยวหรือการเดินทางมาเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว ส่วนธุรกิจที่พักและโรงแรมก็ใช้ประโยชน์จากข้อมูลมหาศาลที่มีอยู่ในมือมากขึ้น เช่น ออกแบบโปรแกรมการท่องเที่ยวให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า 

    ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ยิ่งคาดหวังสูงขึ้นว่า ที่พักเดิมหรือโรงแรมในเครือเดียวกันจะจดจำความต้องการหรือรายละเอียดเดิมของลูกค้าได้โดยไม่ต้องถามซ้ำเมื่อมาพักอีกครั้ง จนเริ่มกลายเป็นพื้นฐานการบริการมากกว่าความพิเศษเมื่อเทียบกับสมัยก่อน

    อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราคงโหยหาปฏิสัมพันธ์จากมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้น AI จึงไม่ได้มาแทนที่งานบริการเสียทีเดียว แต่คนทำงานมีแนวโน้มที่จะต้องเรียนรู้การใช้ AI ให้เป็นมากกว่า เพราะหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของ AI แต่เป็นทักษะเด่นของมนุษย์ คือการคำนึงถึงบริบทและการอ่านบรรยากาศ เช่น หากนำเสนอบริการต่าง ๆ จากข้อมูลเดิมของลูกค้า โดยไม่สนใจว่าลูกค้ากำลังง่วนอยู่กับการคุยโทรศัพท์หรือมีสีหน้าท่าทางเคร่งเครียด อาจสร้างความรู้สึกทางลบได้มากกว่าความประทับใจ เป็นต้น

    03
    คนรุ่นใหม่ซื้อประสบการณ์ มากกว่าสิ่งของ

    ข้อมูลจาก Trip.com ระบุว่า เจนฯ ซีและมิลเลนเนียลจะกลายเป็นกำลังซื้อสำคัญในตลาด 

    และคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการซื้อ ‘ประสบการณ์’ มากกว่าการครอบครองสิ่งของ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Experience Economy

    แต่ทริปเดินทางไปช้อปปิ้งในต่างแดนยังคงได้รับความนิยมเช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากการซื้อเพื่อครอบครอง เป็นการซื้อของพร้อมประสบการณ์มากกว่า เช่น นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมถึงปารีส เพราะประสบการณ์ในร้านมอบความทรงจำและความรู้สึกที่การสั่งซื้อออนไลน์ไม่อาจทดแทนได้ 

    ฉะนั้น การสร้างประสบการณ์ร่วมกับสินค้าหรือบริการหน้าร้านที่ไม่เหมือนใคร จะกลายเป็น ‘โอกาส’ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดออนไลน์ สงครามราคา และยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสินค้าและบริการใกล้เคียงกัน

    04
    หมุดหมายสุดฮิตอาจไม่ใช่แลนด์มาร์ก

    นอกจากการซื้อประสบการณ์แล้ว อีกเทรนด์สำคัญในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกลาง คือการมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ใช่แลนด์มาร์ก แต่เป็นตรอกซอกซอยเล็ก ๆ สถานที่ที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน ทว่ามีความจริงแท้และแตกต่าง (Authenticity) จากสถานที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมชาติ สถาปัตยกรรม ผู้คน วัฒนธรรม เพราะยุคนี้เริ่มมีคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นหมุดหมายใหม่ ๆ มากขึ้น บวกกับสินค้าและบริการคล้ายกันนั้นมีมากมายในตลาด จนผู้บริโภคเริ่มโหยหาสิ่งที่ต่างออกไปและไม่ใช่ความต่างเพียงเปลือกนอกเท่านั้น

    คำถามสำคัญของผู้ประกอบการท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงไม่ได้มีเพียงการปรับตัวเท่านั้น แต่รวมถึงคำถามที่ว่า ‘เรื่องไหนที่เราจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป’ จึงนับว่าเป็นยุคสมัยแห่งการกลับสู่รากเหง้าและแก่นแท้ของตนเองเลยก็ว่าได้

    05
    สร้างความประทับใจ มากกว่าการถูกมองเห็น

    ในมุมการตลาด พฤติกรรม ‘การเสิร์ชหา’ ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ทริป หรือสินค้าบริการต่าง ๆ มีแนวโน้มลดน้อยลงจากเมื่อก่อน ส่วนหนึ่งเพราะหลายคนเลือกถามจาก AI หรือเจอเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่สรุปข้อมูล พร้อมเปรียบเทียบตัวเลือกมาให้ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากกว่า 

    ดังนั้น ยุคนี้จึงไม่ได้แข่งที่ปริมาณคอนเทนต์ที่ถูกมองเห็นอย่างเดียว แต่แข่งกันเรื่องคุณภาพมากขึ้น ตั้งแต่การสร้างแบรนดิ้งที่แข็งแรง ไปจนถึงการสร้างความประทับใจและความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเหนียวแน่น จนลูกค้าเก่ากลับมาซ้ำ แถมยังช่วยบอกต่อคนกลุ่มใหม่ด้วยตัวเอง

    ผู้คนยังโหยหาการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสังคมมากขึ้น อีกหนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว คือการสร้างคอมมูนิตี้ด้วยกิจกรรมหรืออีเวนต์บางอย่างให้คนที่สนใจเรื่องคล้ายกันได้มาพบปะกัน เมื่อเกิดเป็นคอมมูนิตี้ ลูกค้าก็จะอยากกลับมาใช้บริการในระยะยาว เพราะไม่ใช่เพียงจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่รู้สึกเหมือนได้กลับมาเจอเพื่อนหรือกลุ่มสังคมของตนเอง

    ซาอุดีอาระเบียมีแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า webook ซูเปอร์แอปพลิเคชันที่รวมตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม อีเวนต์ บัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงตารางอีเวนต์ทั่วประเทศตลอดทั้งปี ซึ่งนอกจากความสะดวกแล้ว ยังมีส่วนลดให้นักท่องเที่ยว พร้อมคะแนนสะสมและสิทธิพิเศษมากมาย เพื่อดึงดูดให้กลับมาเยือนซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง 

    แอปพลิเคชันนี้เกิดจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกัน เพราะมองว่านอกจากสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมาง่ายขึ้น คือความสะดวกและงบประมาณสบายกระเป๋า webook จึงนับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของภาครัฐที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวด้วยวิธีใหม่ ๆ และประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งาน webook กว่า 13 ล้านแอคเคานต์ และสร้างรายได้มากกว่า 1.5 พันล้าน SAR (Saudi Arabian Riyal)

    Website : www.tourise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/tourise-summit-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S6x-lUfgYjBYxqmGsnHR3