Blog

  • “สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว. เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” นักวิจัยไทย-นานาชาติ ขนทัพสิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน ชูพลังคนรุ่นใหม่ปลดล็อกอนาคตประเทศ

    “สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว. เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” นักวิจัยไทย-นานาชาติ ขนทัพสิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน ชูพลังคนรุ่นใหม่ปลดล็อกอนาคตประเทศ

    ไอที

    “สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว. เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” นักวิจัยไทย-นานาชาติ ขนทัพสิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน ชูพลังคนรุ่นใหม่ปลดล็อกอนาคตประเทศ

    วันอังคาร ที่ 06 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.09 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว. เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” นักวิจัยไทย-นานาชาติ ขนทัพสิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน ชูพลังคนรุ่นใหม่ปลดล็อกอนาคตประเทศ

     กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการวิจัยและการประดิษฐ์ ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นนานาชาติ จัดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026)” ครั้งที่ 27 ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกประเทศไทยด้วยพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม (Unlock Thailand – Power of Invention and Innovation)” ระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 ณ Event Hall 100 – 104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ
    โดยงานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงวันประวัติศาสตร์ การทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นประธานในพิธีและปาฐกถาพิเศษ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน
    พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการพิจารณางบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ผู้บริหารกระทรวง อว. ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศที่จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงนั้น ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ และต่อยอดสู่นวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์ได้จริง
    ทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้ตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายผลักดันให้หน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Win” ซึ่งในด้านการเกษตร กระทรวง อว. ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “วิจัยติดดินกินได้” เพื่อช่วยเกษตรกรลดแรงงาน ลดเวลา และลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมี โดยเน้นหลักการ “เพิ่ม 4 เพิ่ม” ได้แก่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่, เพิ่มรายได้, เพิ่มความแม่นยำในการฉีดพ่น และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรไทย นอกจากนี้ ในด้านการศึกษา กระทรวง อว. ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Upskill และ Reskill ในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์, ระบบราง, ดิจิทัล และ AI ด้านสุขภาพ ผ่านหลักสูตรระยะสั้นและโครงการ Sandbox บัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อผลิตแรงงานสมรรถนะสูงรองรับตลาดแรงงานและช่วยแก้ปัญหาการว่างงาน

    นายสุรศักดิ์ กล่าวเน้นย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมใช้งาน AI ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาไทยให้ทันสมัย โดยปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการนำเข้าเทคโนโลยีมาเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยจากห้องทดลองสู่ชีวิตจริง “นวัตกรรมไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่เราต้องกล้าคิด กล้าทดลอง และกล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศให้เข้มแข็ง ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก” นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

    พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวชื่นชมสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และภาคีเครือข่ายทั้งไทยและต่างประเทศที่ร่วมกันจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องทุกปี ซึ่งถือเป็นเวทีแห่งความภาคภูมิใจและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ของประเทศไทยสืบไป

    ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า การจัดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 หรือ Thailand Inventors’ Day 2026 จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงวันประวัติศาสตร์ในการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะ “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” สำหรับการจัดงานในปีนี้ วช. มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในทุกมิติ โดยมีการจัดแสดงผลงานมากกว่า 1,000 ผลงาน จากนักประดิษฐ์ไทยและนักประดิษฐ์นานาชาติกว่า 20ประเทศทั่วโลก ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ และนิทรรศการน้อมรำลึกการมอบรางวัลการวิจัยแห่งชาติ เพื่อเชิดชูเกียรตินักประดิษฐ์และนักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่น รวมถึงนิทรรศการผลงานประดิษฐ์ที่แบ่งตามกลุ่มเรื่องสำคัญ อาทิ ด้านการเกษตร การแพทย์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน “Thailand New Gen Inventors Award” หรือ “I-New Gen” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่

    ดร.วิภารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป

    ทั้งนี้ วช. ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026) ระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 เวลา 09.00 – 17.30 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.inventorsdayregis.com/

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/461048&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J9PTb-GopcP7BIeahzGL8

  • แอดไวซ์ ส่งเอกสารชี้แจงประเด็น SMS หลอกลวง พร้อมประกาศเตือนภัยมิจฉาชีพ วอนอย่าหลงเชื่อ! | BT

    แอดไวซ์ ส่งเอกสารชี้แจงประเด็น SMS หลอกลวง พร้อมประกาศเตือนภัยมิจฉาชีพ วอนอย่าหลงเชื่อ! | BT

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/tech/pr-news/1202143/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-jH2zNBgwA0WRIt-OslwH

  • ‘เอกนิติ’ เร่งแผนประคองจีดีพีปี 69 ช่วงเปลี่ยนผ่าน ดันถึงเป้า 2%

    ‘เอกนิติ’ เร่งแผนประคองจีดีพีปี 69 ช่วงเปลี่ยนผ่าน ดันถึงเป้า 2%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจและมาตรการขับเคลื่อนประเทศในช่วงรอยต่อก่อนมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งกระทรวงการคลังเตรียมความพร้อมและอนุมัติมาตรการไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ 

    สำหรับมาตรการดังกล่าวเป็นผลจากมาตรการ Quick Big Win ที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 99% ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่องไปได้จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ และมาตรการดังกล่าวมีรายละเอียดการดำเนินงาน ได้แก่ 
     

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    1. มาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่าย โดยมุ่งเน้นไปที่งบประมาณด้านการอบรมและสัมมนาของหน่วยงานราชการ (Front load) ที่จะเดินทางไปจัดประชุมและสัมมนาในต่างจังหวัด โดยให้มีการจัดในช่วงต้นปีนี้เลยเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบในช่วงนี้ แทนที่จะไปกระจุกตัวในช่วงปลายปี

    2. มาตรการแก้หนี้ โดยวันที่ 5 ม.ค.2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เริ่มเปิดลงทะเบียนวันแรกสำหรับ “มาตรการปิดหนี้ ไว ไปต่อได้” ซึ่งมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่มีหนี้เสีย (NPL) ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท เพื่อให้กลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ภายหลังจากที่เข้าโครงการและมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 

    3. มาตรการ SME Credit Boost โดยเป็นการเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับธนาคาร เพื่อผลักดันการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้กับผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง โดยมีวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทในการดำเนินการเพื่อช่วยเติมสภาพคล่องให้กับกลุ่ม SME ได้ 

    4. การเร่งเครื่องลงทุนในส่วนของโครงการที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีเม็ดเงินรวมหลายแสนล้าน ในด้านการลงทุน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการ BOI Fast Pass ซึ่งเป็นมาตรการเร่งรัดโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติ และได้มีการออกมาตรการที่เป็น Fast Pass ไปก่อนหน้านี้แล้วบางส่วน
     

    “ส่วนนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินทยอยเข้าสู่ระบบอีกหลายแสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญช่วยหนุนตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจช่วงก่อนมีรัฐบาลใหม่ รวมกับมาตรการที่วางรากฐานไว้ล่วงหน้า จาก Quick Big Win ที่อนุมัติโครงการไปแล้วกว่า 99% จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังจากภายนอกประเทศ” นายเอกนิติ กล่าว 

    ส่วนประเด็นสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ ธปท.ประเมิน GDP ปี 2569 ต่ำกว่า 2% นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามทำงานเพื่อให้มาตรการมีผลต่อเศรษฐกิจมากที่สุด ซึ่งมั่นใจว่าจะขยายตัวใกล้เคียงหรือถึงเป้าหมาย 2%

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ปิดโครงการวันที่ 31 ธ.ค.2568 ถือว่าสำเร็จมาก โดยอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ 84,000 ล้านบาท และช่วยดัน GDP ปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.2% แม้เป็นช่วงเวลาสั้น ซึ่งมีจุดเด่นที่มีค่าตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) สูง เนื่องจากเม็ดเงินกระจายตัวสู่ต่างจังหวัดอย่างกว้างขวาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378971725&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X2KSb8yFtu2EMjiIprE0B

  • สงครามภูมิรัฐศาสตร์ สะเทือนถึง ‘ไทย’

    สงครามภูมิรัฐศาสตร์ สะเทือนถึง ‘ไทย’

    Editorial

    สงครามภูมิรัฐศาสตร์ สะเทือนถึง ‘ไทย’

    06 ม.ค. 2026 เวลา 7:00 น.

    สงครามภูมิรัฐศาสตร์ สะเทือนถึง 'ไทย'

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เปราะบางอย่างยิ่ง ตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจเพียง 1.6-1.7% จากสถาบันระดับโลกที่ประเมินไว้ สะท้อนความจริงที่ไม่อาจมองข้ามว่า “แรงขับเคลื่อนเดิม” ของไทยอ่อนแรงลงแล้ว

        ทั้งกำลังซื้อภายในประเทศที่ถูกกดดันจาก “หนี้ครัวเรือนสูง” ตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวจำกัด และการส่งออกซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวหลังเร่งตัวแรงเมื่อปีก่อนหน้า เศรษฐกิจไทยจึงไม่ได้เผชิญเพียงวัฏจักรขาลงธรรมดา แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างพร้อมกันหลายด้าน
        ในมิติภายนอก ภาพเศรษฐกิจโลกปี 2569 เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐ จีน และยุโรป ตลอดจนการหวนกลับมาของกระแสกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะนโยบายภาษีสหรัฐที่คาดว่าจะส่งผลเต็มปี สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อมูลค่าส่งออก แต่ยังซ้ำเติมต้นทุนการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทยโดยตรง การที่ส่งออกอาจขยายตัวต่ำหรือถึงขั้นหดตัว จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าการพึ่งพาตลาดเดิมเพียงไม่กี่แห่งอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

        ขณะเดียวกัน ปัญหาใหญ่ที่กำลังสั่นคลอนโลกอย่าง ‘สงครามภูมิรัฐศาสตร์’ ที่ทวีความร้อนแรงขึ้น กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ยากจะประเมินผลล่วงหน้า กรณีสหรัฐดำเนินการเชิงอำนาจต่อเวเนซุเอลา  ประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรพลังงานและแร่ธาตุ มีการโจมตีทางทหาร จับกุมประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร และภรรยา ด้วยข้ออ้างที่ว่าเพื่อสกัดกั้นการไหลเวียนของยาเสพติดผิดกฎหมายเข้าสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่า ‘จีน’ ออกมาประณามทันทีว่าการกระทำของสหรัฐเป็นการละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง

        ปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่เพียงถูกตั้งคำถามถึงบทบาทและท่าทีผู้นำสหรัฐ แต่ยังสะเทือนเสถียรภาพของระบบพลังงานโลก หากในความขัดแย้งนี้อาจมีเบื้องหลัง เบื้องลึก ที่กำลังสั่นคลอนความมั่นคงในแบบที่เราคาดไม่ถึง แต่เราต้องหาทางรับมือ …เหนือสิ่งอื่นใด เราเห็นแล้วว่า ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจสามารถปะทุและขยายวงได้ทุกเมื่อ ประเทศขนาดกลางอย่างไทยซึ่งพึ่งพาการค้าและพลังงานจากภายนอกย่อมได้รับผล กระทบทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแรงอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งทำให้ความเสี่ยงทวีคูณ
        บทเรียนสำคัญ คือ ประเทศไทยต้องมี “ยุทธศาสตร์เชิงรุก” ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง รัฐจำเป็นต้องเร่งกระจายความเสี่ยงทางการค้า ลดการพึ่งพาตลาดเดิม เปิดประตูสู่ตลาดศักยภาพใหม่ ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งความท้าทาย แต่เป็นปีแห่งการตัดสินใจ หากผู้บริหารประเทศยังลังเล หรือขาดทิศทางที่ชัดเจน ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยอาจกลายเป็นวิกฤติซ้ำซ้อนในโลกที่ปั่นป่วนขึ้นทุกวัน ถึงเวลาที่ไทยต้องกำหนดยุทธศาสตร์ของตัวเองอย่างหนักแน่น เพื่อยืนหยัดท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างยากที่จะมองข้ามได้อีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1215236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ULuCp3ffLRXmXF0hGErfn

  • สรุปยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 เมื่อคนรุ่นใหม่คืนถิ่น ปั้น “อาราบิก้า” ผลผลิตอันดับ 1 ของประเทศ

    สรุปยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 เมื่อคนรุ่นใหม่คืนถิ่น ปั้น “อาราบิก้า” ผลผลิตอันดับ 1 ของประเทศ

    ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 “อาราบิก้าครองเมือง” ท่ามกลางมรสุมภาษีทรัมป์และวิกฤตซัพพลายเชนโลก

    เชียงราย, 6 มกราคม 2569 – เมื่อสายหมอกยามเช้าคลี่ตัวคลุมแนวยอดดอยเชียงราย กลิ่นดอกกาแฟที่เริ่มบานแทรกตัวท่ามกลางอากาศเย็นจัด ไม่ได้เป็นเพียงภาพวิถีเกษตรกรรมของชุมชนบนพื้นที่สูง หากแต่กำลังสะท้อนสมรภูมิเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด ที่วันนี้กาแฟอาราบิก้าไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะ “พืชเศรษฐกิจตัวเลือก” แต่เป็น “ยุทธศาสตร์จังหวัด” ที่ผูกอนาคตของเกษตรกร ชุมชน และการยืนหยัดของกาแฟไทยบนเวทีโลก

    ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญภาวะ “ผลิตไม่พอใช้” ความเปราะบางของภูมิอากาศ และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เชียงรายกลับยืนอยู่ในจุดที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน จุดที่ตัวเลขสถิติยืนยันว่าเป็น “ป้อมปราการหมายเลขหนึ่งของกาแฟไทย”

    เชียงราย แชมป์กาแฟไทยด้วยผลผลิต 4,850 ตัน  อาราบิก้ากว่า 99% ของจังหวัด

    ข้อมูลปีเพาะปลูก 2568 จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุชัดว่า เชียงรายครองตำแหน่งจังหวัดที่มีผลผลิตกาแฟมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยผลผลิตรวม 4,850 ตัน จากเนื้อที่ยืนต้น 55,415 ไร่ และเนื้อที่ให้ผลผลิต 53,954 ไร่  หากเปรียบเทียบกับตัวเลขรวมทั้งประเทศที่มีผลผลิตกาแฟ 16,020 ตัน จะพบว่า กาแฟจากเชียงรายคิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสามของผลผลิตไทยทั้งหมด ขณะที่ทั้งภาคเหนือมีผลผลิตรวม 11,390 ตัน หรือมากกว่าร้อยละ 70 ของทั้งประเทศ โดยมีเชียงใหม่ (3,203 ตัน) น่าน (936 ตัน) แม่ฮ่องสอน (921 ตัน) ลำปาง (517 ตัน) และตาก (396 ตัน) ติดอยู่ใน 10 อันดับจังหวัดผู้ผลิตกาแฟสูงสุดของประเทศร่วมกัน

    สิ่งที่ทำให้เชียงรายแตกต่างไปจากหลายพื้นที่ในประเทศ คือ “ความเป็นอาราบิก้าล้วน” เกือบทั้งจังหวัด ข้อมูลสถิติเดียวกันระบุว่า ในผลผลิตทั้งหมด 4,850 ตันของเชียงราย เป็นกาแฟพันธุ์อาราบิก้าถึง 4,822 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.25 ขณะที่โรบัสต้า (ซึ่งนิยมปลูกในภาคใต้) มีเพียง 28 ตัน เท่านั้น

    ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เชียงรายไม่ใช่แค่ “ผู้ผลิตรายใหญ่” แต่คือ “เมืองหลวงอาราบิก้า” ของประเทศไทยอย่างแท้จริง เป็นฐานวัตถุดิบหลักให้กับโรงคั่วกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) แบรนด์ไทยจำนวนมาก และกำลังเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวสายกาแฟจากทั่วประเทศให้เดินทางขึ้นดอยเพื่อ “ดื่มจากต้นทาง”

    ครัวเรือนผู้ปลูกเพิ่มสวนกระแสประเทศ กาแฟในฐานะ “พืชแห่งความหวัง”

    ต่างจากภาพรวมของประเทศไทยที่จำนวนครัวเรือนผู้ปลูกกาแฟลดลงต่อเนื่อง จาก 29,761 ครัวเรือนในปี 2563 เหลือเพียง 24,949 ครัวเรือนในปี 2568 แต่เชียงรายกลับเดินคนละทิศทางอย่างเด่นชัด โดยจำนวนครัวเรือนผู้ปลูกกาแฟเพิ่มจาก 3,147 ครัวเรือนในปี 2563 เป็น 3,921 ครัวเรือนในปี 2568

    ในระดับภูมิภาค ภาคเหนือโดยรวมก็ยังเติบโตจาก 13,067 ครัวเรือน เป็น 15,685 ครัวเรือนในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งสะท้อนว่า “พื้นที่สูงภาคเหนือ” ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของกาแฟอาราบิก้า ในขณะที่หลายพื้นที่ในภาคใต้หันไปปลูกพืชชนิดอื่นหรือออกจากระบบการผลิตกาแฟ

    สำหรับเชียงราย การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนผู้ปลูกไม่ได้สะท้อนแค่จำนวน แต่สะท้อน “โครงสร้างใหม่ของชุมชน” ด้วย เพราะในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา มีทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่ที่กลับบ้านจากเมืองใหญ่มาลงทุนทำสวนกาแฟและโฮมสเตย์ รวมถึงเกษตรกรเดิมที่ปรับตัวจากพืชเชิงเดี่ยวสู่ระบบเกษตรผสมผสานบนดอย เช่น กาแฟใต้ร่มไม้ร่วมกับแมคคาเดเมีย อโวคาโด หรือแม้แต่พืชสมุนไพร เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

    การที่ครัวเรือนผู้ปลูกในเชียงรายเพิ่มขึ้น ในขณะที่ตัวเลขระดับประเทศลดลง จึงสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กาแฟในเชียงรายกำลังถูกมองในฐานะ “พืชแห่งความหวัง” ที่ผูกโยงอนาคตของครัวเรือนบนดอย ทั้งด้านรายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และการรักษาป่าต้นน้ำไปพร้อมกัน

    ภาคเหนือ เส้นเลือดใหญ่ของกาแฟไทย และบทบาทของจังหวัดรอบข้าง

    เมื่อขยับภาพออกจากเชียงรายไปสู่ระดับภูมิภาค ข้อมูลสถิติบ่งชี้ว่าภาคเหนือคือหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ด้วยเนื้อที่ยืนต้น 138,574 ไร่ ผลผลิต 11,390 ตัน และมีสัดส่วนอาราบิก้าสูงถึง 10,705 ตัน จากผลผลิตรวมทั้งหมด 11,390 ตัน หรือกว่า 93% ของภาค

    เชียงใหม่และน่านทำหน้าที่เป็น “เสาหลักร่วม” เคียงข้างเชียงราย – เชียงใหม่มีผลผลิต 3,203 ตันบนพื้นที่ 35,615 ไร่ ขณะที่น่านมีผลผลิต 936 ตัน จาก 12,677 ไร่ แม้พื้นที่อย่างแม่ฮ่องสอนและลำปางจะมีปริมาณผลผลิตรองลงมา แต่กำลังกลายเป็น “ดาวรุ่ง” ของกาแฟพิเศษ ด้วยภูมิประเทศสูงชัน ดินลึก และอากาศเย็นจัดที่เหมาะกับสายพันธุ์อาราบิก้าคุณภาพสูง

    หากมองทั้งภาคเหนือเป็นห่วงโซ่เดียวกัน เชียงรายอยู่ในฐานะ “ประตูการค้าและการท่องเที่ยว” เชื่อมกาแฟจากดอยสู่เมือง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และชายแดนแม่สาย–เชียงของ ที่สามารถต่อยอดไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนตอนใต้และลาว ซึ่งกำลังเป็นตลาดเป้าหมายใหม่ของกาแฟไทย

    ไทย ภาพใหญ่ของประเทศที่ “ผลิตไม่พอใช้”

    แม้เชียงรายและภาคเหนือจะมีตัวเลขผลผลิตน่าประทับใจ แต่ภาพรวมระดับประเทศยังสะท้อนภาวะ “คอขวดเชิงการผลิต” อย่างชัดเจน

    ปัจจุบัน ไทยมีผลผลิตกาแฟรวม 16,020 ตันต่อปี ขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศสูงถึงราว 90,000 ตันต่อปี ทำให้ไทยสามารถผลิตได้เพียงประมาณ 17% ของความต้องการ ส่วนช่องว่างอีกกว่า 80% ต้องอาศัยการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบและผลิตภัณฑ์กาแฟจากต่างประเทศ โดยในช่วงต้นปี 2568 มูลค่าการนำเข้ากาแฟของไทยสูงถึง 8,387.30 ล้านบาท ตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

    หากเทียบกับอดีตเมื่อปี 2544 ซึ่งไทยเคยผลิตกาแฟได้สูงถึง 86,000 ตัน จะเห็นได้ว่าฐานการผลิตกาแฟของประเทศหดตัวลงอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้พื้นที่ปลูกอาราบิก้าบางส่วนเสื่อมศักยภาพลง และการตัดสินใจเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนเร็วกว่า เช่น ทุเรียน หรือพืชไร่บางชนิด

    อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลายจังหวัดลดพื้นที่ปลูกกาแฟลง เชียงรายกลับเดินหน้าเพิ่มทั้งพื้นที่และจำนวนครัวเรือนผู้ปลูก ดังที่ตัวเลขสถิติได้สะท้อนไว้ นั่นหมายความว่า “อนาคตของกาแฟไทย” จำนวนไม่น้อยกำลังผูกอยู่กับความสามารถในการรักษาและยกระดับห่วงโซ่กาแฟของเชียงรายและภาคเหนือให้ยั่งยืน

    โลกเปลี่ยน อุปทานตึงตัว ราคาผันผวน และเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

    บนเวทีโลก ปีการผลิต 2568/26 ถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในปีที่อุตสาหกรรมกาแฟเผชิญ “ภาวะย้อนแย้งแห่งการเติบโต” อย่างชัดเจน ตัวเลขคาดการณ์จากองค์การกาแฟระหว่างประเทศ (ICO) และกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ชี้ว่า ผลผลิตกาแฟโลกอยู่ที่ราว 178–179 ล้านถุง (ถุงละ 60 กิโลกรัม) ขณะที่การบริโภคพุ่งแตะระดับประมาณ 180 ล้านถุง ส่งผลให้ปริมาณสำรองปลายปี (Ending Stocks) ลดลงเหลือราว 20 ล้านถุง ลดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5

    ความตึงตัวของอุปทานทำให้ดัชนีราคากาแฟโลกทะยานขึ้นเกือบสามเท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ขณะที่ความผันผวนของภูมิอากาศ  จากภัยแล้งในบราซิล ไปจนถึงฝนผิดฤดูกาลในเอเชีย  ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับพอร์ตการปลูกจากอาราบิก้าสู่โรบัสต้ามากขึ้น

    ด้านนโยบายการค้า สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้มาตรการภาษีศุลกากรที่ส่งผลให้ราคากาแฟคั่วบดในตลาดสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 30% แม้ภายหลังจะมีการยกเลิกภาษีกาแฟจากบราซิลแล้ว แต่แรงกระแทกด้านราคาและต้นทุนยังคงส่งผลต่อห่วงโซ่กาแฟทั่วโลก และต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึงไตรมาส 3 ปี 2569 กว่าตลาดจะเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระดับสมดุลใหม่

    ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปกำลังเดินหน้าบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR ว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งรวมถึงกาแฟด้วย แม้จะเลื่อนการบังคับใช้เต็มรูปแบบสำหรับบริษัทรายใหญ่ไปเป็นเดือนธันวาคม 2569 แต่ก็เป็น “สัญญาณเตือน” ให้ผู้ผลิตทุกประเทศ รวมถึงไทย ต้องเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและการระบุพิกัดแปลงปลูกให้ได้มาตรฐาน หากต้องการรักษาสถานะผู้ส่งออกสู่ตลาดคุณภาพสูงในยุโรป

    สำหรับเชียงราย เงื่อนไขเหล่านี้อาจกลายเป็นดาบสองคม  หากไม่เตรียมตัว อาจถูกกีดกันออกจากตลาดพรีเมียม แต่หากสามารถยกระดับระบบข้อมูลและการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ก่อน ก็จะกลายเป็น “แต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์” ที่ยกระดับมูลค่ากาแฟได้ในระยะยาว

    ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 ทางรอดในโลกที่กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม

    เมื่อเชื่อมโยงตัวเลขระดับจังหวัด ประเทศ และโลก จะเห็นว่า เชียงรายกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ในเชิงยุทธศาสตร์ แนวทางที่ภาคส่วนต่าง ๆ ในเชียงรายพูดถึงและเริ่มขับเคลื่อน สามารถสังเคราะห์ได้เป็น 4 แกนหลัก ดังนี้

    จาก “ขายปริมาณ” สู่ “ขายคุณค่า” ผ่านกาแฟพิเศษและ GI

    ด้วยจุดแข็งด้านภูมิอากาศและความสูงของพื้นที่ปลูก เชียงรายมีศักยภาพสูงในการผลิตกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีที่ให้กลิ่นรสฟรุตตี้และฟลอรัล ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลก การเร่งจัดทำและผลักดันกาแฟที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ครอบคลุมทั้งดอยตุง ดอยช้าง ดอยแม่สลอง และพื้นที่อื่น ๆ จะช่วยสร้าง “แบรนด์ภูมิภาค” ให้เข้มแข็ง

    ตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลกในปี 2568 ถูกประเมินมูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละราว 10% ไปจนถึงปี 2575 โดยมีผู้บริโภควัย 18–24 ปี เป็นกลุ่มหลักที่ให้ความสำคัญกับการจัดหาที่มีจริยธรรม (Ethical Sourcing) เรื่องราวของชุมชน และรสชาติที่ซับซ้อนมากกว่าความเข้มเพียงอย่างเดียว

    สำหรับเชียงราย การเล่า “เรื่องราวจากต้นน้ำ” ตั้งแต่เกษตรกรรมใต้ร่มเงาป่า การจ้างงานคนรุ่นใหม่บนดอย ไปจนถึงการดูแลดินและแหล่งน้ำ  จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การตลาดที่จะทำให้กาแฟจากดอยแต่ละแห่งมี “มูลค่าเพิ่ม” เมื่อไปถึงมือผู้บริโภคในเมืองและต่างประเทศ

    เชื่อมกาแฟกับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Tourism)

    เชียงรายกำลังถูกผลักดันให้เป็น “เมืองกาแฟและเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ควบคู่กัน การพัฒนาเส้นทาง “ดื่มกาแฟจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ” ที่เริ่มต้นจากการเดินชมแปลงกาแฟ ชิมเชอร์รี่บนต้น เรียนรู้การแปรรูปแบบเปียก–แบบแห้ง ไปจนถึงการคั่วและชงในคาเฟ่บนดอย กำลังกลายเป็นจุดขายใหม่ของจังหวัด

    เมื่อเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวภาพใหญ่ของ ททท. สำนักงานเชียงราย ที่มุ่งเปลี่ยนจังหวัดจาก “เมืองทางผ่าน” สู่ “เมืองที่ต้องมาสัมผัส” แนวทางกาแฟเชิงประสบการณ์จึงมีบทบาทเป็น “ผลิตภัณฑ์หลัก” ที่ทั้งสร้างรายได้ เพิ่มระยะเวลาพำนัก และกระจายเม็ดเงินไปสู่ชุมชนบนดอย

    เกษตรฟื้นฟู BCG รักษาป่าและเพิ่มรายได้ไปพร้อมกัน

    บนพื้นที่สูงอย่างเชียงราย กาแฟไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวพันกับระบบนิเวศของป่าต้นน้ำโดยตรง แนวคิดเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่เน้นการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ การคลุมดิน การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในสวน และการลดการใช้สารเคมี กำลังถูกยกขึ้นมาเป็นแนวทางหลัก

    ตัวอย่างจากโครงการระดับประเทศอย่าง Coffee++ และ Nescafé Plan 2030 แสดงให้เห็นว่า เมื่อเกษตรกรปรับระบบปลูกสู่เกษตรฟื้นฟู สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงราว 40% พร้อมเพิ่มรายได้จากพืชร่วมแปลง ในบริบทเชียงราย แนวทางเดียวกันนี้จะช่วยทั้งรักษาป่าต้นน้ำ สร้างภาพลักษณ์กาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับข้อกำหนด EUDR ในอนาคต

    ข้อมูล–เทคโนโลยี–ความร่วมมื เสาหลักสู่การเป็น “จังหวัดต้นแบบกาแฟยั่งยืน”

    สุดท้าย ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 จะเดินหน้าไม่ได้หากขาด “ข้อมูลและการบูรณาการ” ระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ไปจนถึงเอกชน โรงคั่ว และผู้ประกอบการท่องเที่ยว

    การสร้างฐานข้อมูลแปลงปลูกระดับพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) การเชื่อมระบบตรวจสอบย้อนกลับกับมาตรฐานสากล การใช้เซ็นเซอร์และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) เพื่อจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประกันภัยที่เหมาะกับเกษตรกรกาแฟบนดอย ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เชียงรายก้าวสู่การเป็น “จังหวัดต้นแบบกาแฟยั่งยืน” ของประเทศ

    ถ้วยกาแฟจากดอยเชียงรายในสมการเศรษฐกิจใหม่

    เมื่อเชื่อมทุกชั้นข้อมูลเข้าด้วยกัน   ตั้งแต่ตัวเลขผลผลิต 4,850 ตันของเชียงรายที่คิดเป็นหนึ่งในสามของกาแฟไทยทั้งหมด ครัวเรือนผู้ปลูกที่เพิ่มขึ้นสวนกระแสประเทศ ไปจนถึงภาพใหญ่ของโลกที่กำลังเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวและกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น   จะเห็นชัดว่า กาแฟเชียงรายไม่ได้อยู่เพียง “ชายขอบ” ของอุตสาหกรรมอีกต่อไป

    กาแฟทุกแก้วที่ถูกเสิร์ฟในคาเฟ่กลางเมืองเชียงราย หรือในร้านกาแฟระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ จึงไม่ใช่แค่เครื่องดื่มสร้างความตื่นตัวในยามเช้า หากแต่คือ “ภาชนะที่บรรจุอนาคต” ของชุมชนบนดอย เศรษฐกิจภาคเหนือ และความสามารถของประเทศไทยในการปรับตัวสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า ความยั่งยืน และคุณภาพชีวิตของผู้คนต้นน้ำอย่างแท้จริง

    โจทย์ต่อจากนี้ คือการทำให้ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 ไม่ใช่เพียงคำประกาศบนกระดาษ แต่กลายเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านจริงในไร่กาแฟทุกผืน จากดอยตุง ดอยช้าง ดอยแม่สลอง ไปจนถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมโขง   เพราะในโลกที่กาแฟกำลังเผชิญทั้งวิกฤตอุปทานและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม จังหวัดที่มองเห็น “โอกาสในวิกฤต” ก่อน ย่อมมีโอกาสยืนหยัดในฐานะผู้นำสมรภูมิกาแฟยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-coffee-strategy-2026-arabica/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tGvFg3enyiC-Zv59kNqLp

  • นโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคการเมืองใหญ่ แก้หนี้ครัวเรือน-ลดค่าครองชีพ

    นโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคการเมืองใหญ่ แก้หนี้ครัวเรือน-ลดค่าครองชีพ

    เทียบนโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคการเมืองใหญ่ สูตรว่าที่รัฐบาลผสม ภูมิใจไทย เพื่อไทย กล้าธรรม ชูแก้หนี้ครัวเรือน ลดค่าครองชีพ

    เมื่อหลายฝ่ายมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นแค่พิธีกรรม และผู้ที่ได้จำนวนสส.มากที่สุด ใช่ว่าจะได้เป็นรัฐบาลเสมอไป ทำให้เกิดการวิเคราะห์สูตรรัฐบาลผสมกันในหลากหลายรูปแบบ โดยสูตรแรกที่น่าจะเป็นไปได้คือ การรวมกันของ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม โพสต์ทูเดย์ จับตานโยบายเศรษฐกิจแต่ละพรรค พบว่าทั้ง 3 พรรคการเมืองใหญ่ มีนโยบายที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาหนี้ทั้งระบบ

    พรรคภูมิใจไทย ลดค่าครองชีพ แก้หนี้ครัวเรือน 

    พรรคภูมิใจไทย มาพร้อมสโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” โดยต้องการกลับมาเป็นรัฐบาลเพื่อสานต่อนโยบายที่ค้างไว้ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายใหญ่ของแผน 4 ปี คือการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโต ไม่ต่ำกว่า 3% หรือ 3%Plus อย่างยั่งยืน ยกระดับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดูแลประชาชนกว่า 13 ล้านคน เสริมด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

    ลดค่าครองชีพโดยตรงด้วยการตรึงค่าไฟฟ้าครัวเรือนรายย่อยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ผลักดัน-สร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว ด้วยการส่งเสริมการออมเงิน ผ่านพันธบัตรออม Plus และบัญชีออมส่วนบุคคล (TISA) ที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้

    สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ไทย จะได้รับการสนับสนุนด้วยเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกันรวดเร็ว และสิทธิพิเศษในการเข้าถึงงานภาครัฐ เป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

    นอกจากนี้ยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของ GDP ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น EV, AI และ Wellness ผ่านกองทุน Thailand Future Fund โดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ

    พรรคเพื่อไทย ชูรีเซ็ตหนี้ทั้งระบบ

    พรรคเพื่อไทย เสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มุ่งลดภาระค่าครองชีพและแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ตั้งแต่การรีเซ็ตหนี้ทั้งระบบ การฟื้นความมั่นคงทางการคลัง ไปจนถึงนโยบายบริการพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และ Digital Wallet ภายใต้เป้าหมายเพิ่มรายได้ ลดหนี้ และสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    มาพร้อมแนวคิด “สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน” โดยมีแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจ 10 ด้าน อาทิ การสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ (การลดการขาดดุลงบประมาณและวินัยทางการคลัง) การกระตุ้นดีมานด์ของประชาชน การปลดหนี้ การลงทุนโดยรัฐเป็นตัวนำ การสร้างรายได้จากทรัพย์สินรัฐ การพัฒนาทุนมนุษย์ การเปลี่ยนสถานะของรัฐจากควบคุมเป็นบริการ การยกระดับเศรษฐกิจให้มีมูลค่าสูง ลดสัดส่วนของเศรษฐกิจนอกระบบ และลดค่าครองชีพประชาชน นอกจากนั้นยังมีเรื่องรถไฟฟ้า 20บาทตลอดสาย หวยเกษียณ และการพักหนี้เกษตรกร

    พรรคกล้าธรรม ปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยเป็นธรรม

    นโยบายเศรษฐกิจของพรรคกล้าธรรม มาพร้อมแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”โดยเฉพาะคนตัวเล็กของประเทศ ด้วยการแก้หนี้ให้คนไทยทั้งระบบ ปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยอย่างเป็นธรรม ให้ประชาชนตั้งหลักใหม่ได้จริง จัดตั้ง “ธนาคารของประชาชน” และสหกรณ์กลางครูเพื่อรวมหนี้ปรับโครงสร้างหนี้และลดดอกเบี้ย เกษตรกรเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้คนทำมาหากินรายย่อย เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบ ไม่ถูกเอาเปรียบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E31Aik-wtlo5v1-VA05F2

  • 5 สัญญาณเศรษฐกิจจีน 2569 พญามังกรจะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    5 สัญญาณเศรษฐกิจจีน 2569 พญามังกรจะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    World Economics

    06 ม.ค. 2026 เวลา 13:05 น.

    จับ 5 สัญญาณชีพพญามังกร เมื่อส่งออกเริ่มแผ่ว อสังหาริมทรัพย์ ยังโคม่า แนวทางกระตุ้นกำลังซื้อเริ่มเปลี่ยนทิศ ‘สี จิ้นผิง’ มองข้ามจุดอ่อน แต่ย้ำความสำเร็จใน AI เศรษฐกิจจีน 2569 จะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    จีนก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยข่าวดีอย่างการบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ แต่ในภาพรวมจีนยังคงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะประเทศในยุโรป และลาตินอเมริกาเริ่มขู่ว่าจะตั้งกำแพงภาษีใส่จีนเช่นกัน เนื่องจากกังวลว่าสินค้าจีนที่ราคาถูก และมีปริมาณมหาศาลจะเข้าไปทำลายอุตสาหกรรมในท้องถิ่นของพวกเขา

    ขณะเดียวกัน ปัญหาภายในประเทศเองก็ยังไม่คลี่คลาย ทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัว และตัวเลขการลงทุนในภาคส่วนสำคัญที่ส่อแววลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ทศวรรษ และนี่คือ 5 ประเด็นสำคัญที่ควรจับตาดูในเศรษฐกิจจีนในปีนี้

    เสี่ยงปรับเป้า GDP ปี 69 

    ในปี 2568 ที่ผ่านมา จีนทำผลงานได้ตามเป้าหมาย GDP ที่ตั้งไว้ 5% โดยในช่วง 9 เดือนแรกเศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 5.2% ซึ่งถือว่าเป็นการรักษามาตรฐานเดิมที่จีนพยายามตั้งเป้าไว้ที่ “ประมาณ 5%” ติดต่อกันมาตลอด 3 ปีล่าสุด

    5 สัญญาณเศรษฐกิจจีน 2569 พญามังกรจะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    สำหรับเป้าหมายของปี 2569 นั้น เราจะเห็นความชัดเจนของเป้าหมายเศรษฐกิจจากการประกาศในประชุมสมัชชาประชาชนแห่งชาติช่วงเดือนมี.ค.นี้ 

    แม้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนจะมองว่ารัฐบาลน่าจะตั้งเป้าไว้ที่ 5% เหมือนเดิม แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก Pictet Wealth Management วิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้ที่จีนจะปรับเป้าลงมาอยู่ในช่วง 4.5% – 5% เพื่อให้ยังสอดคล้องกับแผนระยะยาวที่ตั้งเป้าจะเพิ่มรายได้ประชากรให้เป็น 2 เท่าภายในปี 2578

    ในมุมมองของนักวิเคราะห์จากผลสำรวจของนิกเคอิเอเชียคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจริงของจีนในปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 4.5% ซึ่งสะท้อนถึงการคาดการณ์ที่ระมัดระวังมากขึ้นท่ามกลางปัจจัยลบต่างๆ

    นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15” ซึ่งเป็นแผนแม่บทสำคัญ 5 ปีของประเทศ โดยรัฐบาลเน้นย้ำว่าการเติบโตต้องอยู่ใน “ระดับที่เหมาะสม” และต้องเน้นไปที่การกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนออกมาจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    แต่โจทย์ที่หินที่สุดคือ รัฐบาลจะหยุดวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ที่ยอดขายดิ่งลงเหวได้หรือไม่ 

    นักวิเคราะห์มองว่ายอดขายน่าจะยังลดลงต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันมีบ้านค้างสต๊อกล้นตลาด และต้องใช้เวลาขายระบายของนานถึง 27.4 เดือน  เพราะขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง China Vanke ยังต้องขอเจรจายืดหนี้พันธบัตรออกไป 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังติดลบ อยู่ที่ 89 จากเกณฑ์ปกติ 100 แสดงให้เห็นว่าคนจีนส่วนใหญ่ยังมองเศรษฐกิจในแง่ร้าย

    สรุปสั้นๆ คือ แม้จะมีแผนใหม่ และเป้าหมายเศรษฐกิจที่ดูดี แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจจีนในปี 2569 ยังคงต้องวิ่งฝ่าอุปสรรคใหญ่หลายด้าน

    ภูมิรัฐศาสตร์กดดัน ‘ส่งออก‘ จีนเปลี่ยนทิศ

    แม้จะมีเสียงกังวลเรื่องสงครามภาษีจากฝั่งประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แต่ภาคการส่งออกของจีนก็ยังพิสูจน์ให้เห็นว่ายังแข็งแกร่ง โดยในช่วงปลายปีที่แล้ว ยอดส่งออกเติบโตขึ้น 5.4% และด้วยยอดการนำเข้าที่ลดลง จึงทำให้จีนทำสถิติ “เกินดุลการค้า” สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    5 สัญญาณเศรษฐกิจจีน 2569 พญามังกรจะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    กลยุทธ์สำคัญของจีนคือ การ “เปลี่ยนตลาด” เมื่อยอดขายในสหรัฐลดลง จีนก็หันไปบุกตลาดในยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาแทน 

    ปัจจุบันจีนกลายเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ในกลุ่มอุปกรณ์อุตสาหกรรมและชิ้นส่วนต่างๆ โดยใช้ “อาวุธด้านราคา” ที่รุนแรง ซึ่งข้อมูลระบุว่าราคาสินค้าส่งออกของจีนถูกลงกว่า 20% นับตั้งแต่ปี 2565 ทำให้คู่แข่งสู้ได้ยากมาก

    การที่ทรัมป์มีกำหนดการจะมาเยือนจีนในเดือนเม.ย. ที่จะถึงนี้ อาจช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐได้บ้าง แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ แรงต้านจากประเทศอื่นๆ ที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจีนต้องหาทางรับมือให้ได้หากต้องการรักษาการเติบโตนี้ไว

    ยกตัวอย่างเช่น เม็กซิโกที่เริ่มเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากจีนสูงถึง 50% หรือท่าทีจากฝรั่งเศสที่ส่งสัญญาณเตือนว่า จีนต้องเร่งแก้ปัญหาการผลิตที่ล้นเกิน และเน้นขายแต่ของถูกไปทั่วโลก ไม่อย่างนั้นยุโรปก็อาจไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง

    Goldman Sachs มองโลกในแง่ดีว่าการส่งออกจะยังโตได้ 5-6% ต่อปี แต่ในทางกลับกัน JP Morgan เตือนว่าการส่งออกอาจเริ่ม “แผ่วลง” เมื่อเข้าสู่ปี 2569 เพราะแรงกดดันจากความขัดแย้งทางการค้าที่สะสมมานาน

    จีนยังมุ่งเป้า ‘กระตุ้นการใช้จ่าย’ อยู่หรือไม่ ?

    แม้ว่าจีนจะประกาศให้การกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ แต่หลายฝ่ายมองว่าเราอาจจะไม่ได้เห็นมาตรการช่วยเหลือแบบชุดใหญ่ไฟกระพริบอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้

    5 สัญญาณเศรษฐกิจจีน 2569 พญามังกรจะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    สัญญาณนี้ดูได้จากถ้อยคำของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ยังคงใช้คำเดิมๆ คือเน้นการใช้นโยบายการเงินแบบ “ผ่อนคลายปานกลาง” และการคลังแบบ “เชิงรุก” โดยเน้นย้ำเรื่องการรักษาความสมดุลของงบประมาณ มากกว่าการประกาศทุ่มงบจนขาดดุลมหาศาลเหมือนที่เคยทำในอดีต

    ผู้เชี่ยวชาญจาก Macquarie มองว่า รัฐบาลจีนในปัจจุบันค่อนข้างพอใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และไม่ได้รู้สึกว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแรงๆ เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบในตอนนี้

    ในด้านงบประมาณ กระทรวงการคลังได้เตรียมเงินไว้ประมาณ 6.25 หมื่นล้านหยวนเพื่อสนับสนุนโครงการ “เก่าแลกใหม่” (Trade-in) สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค 

    อย่างไรก็ตาม งบประมาณส่วนนี้กลับลดลงเมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลอาจต้องหาทางกระตุ้นการใช้จ่ายในภาค “บริการ” แทน เพราะคนส่วนใหญ่เพิ่งจะแห่ซื้อสมาร์ตโฟน และรถยนต์ใหม่ตามโครงการไปก่อนหน้านี้แล้ว

    หนึ่งในนโยบายที่น่าสนใจ และหาดูได้ยากในจีน คือ การเริ่มแจกเงินสดโดยตรงให้กับครอบครัวที่มีบุตร ซึ่งสูงสุดประมาณ 17,000 บาทต่อปี เพื่อช่วยค่าครองชีพ นอกจากนี้นักเศรษฐศาสตร์ยังคาดว่าธนาคารกลางจีนจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก เพื่อจูงใจให้เกิดการกู้ยืมและลงทุน

    เป็นไปได้ว่าในปีนี้ เราจะยังไม่เห็นการหว่านเงินครั้งใหญ่ แต่จะเป็นการใช้มาตรการ “แบบเจาะจงเป้าหมาย” เฉพาะกลุ่มที่รัฐต้องการกระตุ้นจริงๆ เท่านั้นครับ

    เดินหน้าแผนแก้ปัญหา ‘กำลังผลิตล้น‘ ตลาด

    ในปีที่ผ่านมา จีนได้เริ่มแคมเปญเพื่อสู้กับ “ภาวะเงินฝืด” โดยหวังจะหยุดสงครามตัดราคาที่รุนแรงเกินไป ซึ่งแม้ว่าราคาสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อจะเริ่มกระเตื้องขึ้นบ้างในเดือนพ.ย. แต่ฝั่ง “ราคาหน้าโรงงาน” (PPI) กลับย่ำแย่ เพราะตัวเลขยังคงติดลบต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งสะท้อนว่าผู้ผลิตยังคงต้องยอมขายของในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ

    สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ จีนไม่มีแผนที่จะลดแรงส่งในการผลิตลงเลย ล่าสุดรัฐบาลเพิ่งประกาศตั้งกองทุนยักษ์ใหญ่ 3 กองทุน โดยมีงบประมาณกองทุนละ 5 หมื่นล้านหยวนเพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์, AI, เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นการยืนยันว่าจีนจะยังคงเดินหน้าผลิตสินค้าไฮเทคออกมาเป็นจำนวนมากต่อไป

    รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาแบบ “เจาะจงเฉพาะจุด” ที่มีสินค้าล้นตลาดรุนแรงเพื่อไม่ให้กระทบภาพรวมเศรษฐกิจ 

    ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อ “กวาดซื้อแผงโซลาร์เซลล์” ที่ค้างสต็อกอยู่มหาศาล เพื่อช่วยพยุงราคาในตลาดไม่ให้ดิ่งลงไปมากกว่านี้

    อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จาก Societe Generale มองว่าความสำเร็จนี้อาจเกิดได้แค่กับอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น ผู้ผลิตวัตถุดิบ แต่สำหรับกลุ่มปลายน้ำที่เน้นผลิตสินค้าสำเร็จรูปนั้นจะควบคุมได้ยากมาก เพราะมีบริษัทเอกชนรายย่อยจำนวนมหาศาลที่ยากจะควบคุมการผลิต

    อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ยากที่มาตรการนี้จะแก้ปัญหาของล้นตลาดได้สำเร็จ เพราะจีนยังคงเน้นปั๊มการผลิตในเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

    ‘สีจิ้น ผิง’ มองข้ามเครื่องจักรการลงทุนสนิมเกาะ 

    ปัจจุบันการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนมีแนวโน้มลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1989 โดยในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมาหดตัวลง 2.6% ซึ่งตัวการหลักคือ “ภาคอสังหาริมทรัพย์” ที่ดิ่งลงถึง 16% แม้แต่การลงทุนในโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เคยรุ่งเรืองก็เริ่มแผ่วลง 

    5 สัญญาณเศรษฐกิจจีน 2569 พญามังกรจะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

    นอกจากนี้ ยอดการขอสินเชื่อยังโตต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าภาคธุรกิจไม่มีความต้องการกู้เงินไปลงทุนต่อ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่าตัวเลขที่ลดลงฮวบอาจเกิดจากการปรับวิธีการคำนวณข้อมูลใหม่ 

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนเองก็ยอมรับว่าสถานการณ์นี้น่ากังวล และให้คำมั่นว่าจะต้องหยุดสถานการณ์นี้ให้ได้ โดยจะหันไปเน้นสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบริโภค” แทน เช่น ที่จอดรถ สถานีชาร์จรถไฟฟ้า รวมถึงการลงทุนในระบบดูแลผู้สูงอายุและเด็ก เพื่อดึงดูดเม็ดเงินใหม่ๆ เข้าสู่ระบบ

    นอกจากนี้ จีนยังมีแผนอัดฉีดเงินผ่าน “เครื่องมือทางการเงินตามนโยบาย” อีก 5 แสนล้านหยวน จากธนาคารเพื่อการพัฒนาต่างๆ เพื่อกระตุ้นภาคการก่อสร้าง ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าอาจจะมีการระดมทุนรอบใหม่เพิ่มเติมในปีนี้อีก เพื่อประคองไม่ให้ตัวเลขการลงทุนติดลบไปมากกว่านี้

    อย่างไรก็ตาม ในสุนทรพจน์วันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” กลับเลี่ยงที่จะพูดถึงวิกฤติอสังหาริมทรัพย์หรือความเชื่อมั่นที่หายไปของประชาชน แต่เลือกที่จะเน้นย้ำถึงความสำเร็จด้านเทคโนโลยีอย่าง AI และการผลิตชิปแทน ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลพยายามเบี่ยงความสนใจไปที่เศรษฐกิจยุคใหม่

    แม้จีนจะพยายามอัดฉีดเงินในด้านอื่น แต่ตราบใดที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัว การจะหยุดไม่ให้ตัวเลขการลงทุนโดยรวมลดลงก็ยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย

    อ้างอิง Nikkei Asia

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1215319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gqaRSSH5qxSI5hXbXilbB

  • ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี 69 ‘คลัง’ เร่ง GDP โตถึง 2% พร้อมชงแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี

    ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี 69 ‘คลัง’ เร่ง GDP โตถึง 2% พร้อมชงแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี

    Economics

    06 ม.ค. 2026 เวลา 11:15 น.

    “คลัง” จับตาเศรษฐกิจปี 69 หลายปัจจัยกดดัน ทั้งเป้าจัดเก็บรายได้รัฐ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน งบฯ ปี 70 ล่าช้า มองภาพรวมยังขยายตัวได้ 2% เม็ดเงินช่วงเลือกตั้งช่วยประคองไตรมาสแรก เชื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็ว ย้ำเดินแผนวินัยการคลังเข้มข้น เตรียมแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจในปี 2569 มีความท้าทายด้วยปัจจัยกดดันหลายเรื่อง เบื้องต้นปัจจัยกดดันที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ เรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่า ความท้าทายในการจัดเก็บรายได้รัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย และความล่าช้าในกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างน้อย 3 เดือน 

    โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มีการประมาณการว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ชะลอลงอยู่ในช่วง 1.5-2.5% หรือค่ากลางที่ 2.0% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ท้าทายแต่เป็นไปได้ โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญในช่วงออกสตาร์ทไตรมาสแรกของปี คือเม็ดเงินจากการเลือกตั้ง

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินมหาศาลที่จะไหลเวียนเข้าสู่ระบบ ทั้งเงินในระบบและเงินนอกระบบจากการรณรงค์หาเสียง ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ในช่วงรอยต่อทางการเมือง

    ขณะที่ในมิติของการจัดตั้งรัฐบาล เชื่อมั่นว่าฉากทัศน์การเมืองรอบนี้จะกระชับและรวดเร็ว เนื่องจากขั้วอำนาจทางการเมืองมีความชัดเจน แตกต่างจากในอดีตที่อาจเกิดภาวะยืดเยื้อ แม้จะมีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันบ้าง แต่ก็คาดว่าจะไม่กระทบต่อภาพรวมมากนัก

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่เป็นความเสี่ยงสำคัญช่วงปลายปีจาก ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 มีโอกาสสูงที่จะล่าช้าออกไปอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อการเบิกจ่ายและการลงทุนภาครัฐ

    นอกจากนี้ การวางเป้าหมายรายได้รัฐบาลสุทธิในปี 2569 ที่ตั้งไว้ 2.92 ล้านล้านบาท ซึ่งขยายเพิ่มขึ้นถึง 3.5% ยังต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันจากสมมติฐานทางเศรษฐกิจโลกและอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 34.0 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหากค่าเงินมีความผันผวนย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าและรายได้จากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงต้นทุนและความเสี่ยงในการบริหารหนี้สาธารณะ

    ย้ำข้อจำกัดพื้นที่การคลัง

    ทั้งนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่เริ่มโหมโรงออกมา อาทิ การแจกเงิน หรือการล้างหนี้โดยไม่ติดเครดิตบูโร ซึ่งเสี่ยงที่จะทำไม่ได้จริง และอาจเกินขีดความสามารถทางการคลัง เนื่องจากทรัพยากรในปีนี้ที่มีจำกัด

    “หน้าที่ของกระทรวงการคลังคือ การพูดความจริงกับรัฐบาล ว่าประเทศยังเหลือพื้นที่ในการก่อหนี้ได้อีกมากน้อยเพียงใด หากไม่มีเม็ดเงินรองรับ นโยบายเหล่านี้ก็ไม่สามารถดำเนินการได้จริง หรือหากฝืนทำก็จะเกิดปัญหาคาราคาซัง เราต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ใส่เม็ดเงินกระตุ้นให้เศรษฐกิจโตเพียงอย่างเดียว” นายลวรณ กล่าว

    ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่เริ่มจำกัด กระทรวงการคลังจำเป็นต้องเดินหน้าตาม แผนการคลังระยะปานกลางปีงบประมาณ 2570-2573 อย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมายปรับลดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3.0% ของ GDP ภายในปี 2572

    เตรียมแผนปฏิรูปรายได้

    กระทรวงการคลังพร้อมเดินหน้าการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ โดยการนำระบบงานดิจิทัลและ Big Data มาใช้เพื่อขยายฐานภาษีและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบรายบุคคลและผู้ประกอบการ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) ของกระทรวงการคลังเพื่อรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานในการจัดเก็บรายได้ให้ครบถ้วน รวมถึงช่วยออกแบบ วิเคราะห์ และประเมินผลนโยบายการคลัง

    โดยทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการจัดเก็บภาษี

    รวมทั้งการขยายฐานภาษี โดยจะมีการดำเนินการตรวจสอบภาษีเชิงรุกเพื่อขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการนอกระบบภาษีและผู้ประกอบการรายใหม่ สร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่อยู่นอกระบบภาษีเข้าสู่ระบบภาษี โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินความถูกต้องของการชำระภาษี

    ปรับ VAT เป็น 10% ภายในปี 73

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีการเตรียมแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี ไว้รอรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะประเด็นการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งมีแนวคิดว่าหากเศรษฐกิจแข็งแรงพอ จะมีการปรับทยอยปรับขึ้นอัตราภาษี 1.5% จาก 7% เป็น 8.5% เพื่อให้จบที่อัตรา 10% ภายในปี 2573 โดยจะมีการนำรายได้ส่วนเพิ่มจากการจัดเก็บ VAT มาจัดสวัสดิการดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุดเพื่อดูแลอาทิ มาตรการลดค่าครองชีพ การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ทั้งนี้ ปรับโครงสร้างภาษีจะต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังและความเป็นธรรมแก่ประชาชนในทุกกลุ่มรายได้ ให้มีการกระจายภาระภาษีอย่างเหมาะสม

    รวมถึงการทบทวนมาตรการที่ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้โดยให้คงเหลือไว้เฉพาะเท่าที่จำเป็น ปรับปรุงวิธีการคำนวณภาษี มาตรการลดหย่อน และการยกเว้นภาษีบางประเภท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1215306&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q1dXE_rZsqo0m-TQ6v17e

  • น่าน จัดประชุมคณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน

    น่าน จัดประชุมคณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน

    น่าน จัดประชุมคณะทำงานพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) ครั้งที่ 1/2569

    วันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมเจ้ามหาพรหมสุรธาดา ชั้น 6 ศาลากลางจังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี พันเอกวัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน เข้าร่วมประชุม

    ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) โดยมอบหมายให้ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ทำหน้าที่เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา พัฒนา และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดน่านอย่างเป็นรูปธรรม ตามแผนพัฒนาจังหวัดน่าน พ.ศ. 2566–2570

    ทั้งนี้ แผนพัฒนาดังกล่าวมีเป้าหมายในการพัฒนาจังหวัดน่านสู่การเป็น “เมืองแห่งความสุขและสร้างสรรค์” โดยมุ่งสร้างโอกาสและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกช่วงวัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาวะที่เหมาะสม และสังคมที่ร่มเย็น พร้อมทั้งส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร การบริหารจัดการน้ำ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพิ่มศักยภาพและต่อยอดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ ควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน

    โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร รวมถึงการยกระดับศักยภาพ การประชาสัมพันธ์ และการบูรณาการภาคการเกษตรให้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาคการท่องเที่ยว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความหลากหลายของสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการรวมกลุ่มระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดน่านอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3859883/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k3IvOlC2-PqsysY2GU-i5

  • ส่อง 11 เมกะโปรเจกต์ “คมนาคม” 3.59 แสนล้านบาท ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2569

    ส่อง 11 เมกะโปรเจกต์ “คมนาคม” 3.59 แสนล้านบาท ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2569

    ในปี 2569 ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีผลผูกพันทางงบประมาณ ท่ามกลางบริบทดังกล่าว กระทรวงคมนาคมซึ่งได้รับจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นถึง 8.52% จากปีก่อนหน้า เป็นวงเงินรวม 265,406.77 ล้านบาท ได้เตรียมความพร้อมในการผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติทันที

    ทั้งนี้ โครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวน 11 โครงการ มีมูลค่ารวมกว่า 359,804 ล้านบาท ถือเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากในภาคการก่อสร้างและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม

    โพสต์ทูเดย์ชวนสำรวจรายละเอียดของเมกะโปรเจกต์ทั้ง 11 โครงการ โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่ โครงข่ายถนนและทางพิเศษ, การพัฒนาระบบราง และการพัฒนาท่าอากาศยาน เพื่อให้เห็นภาพรวมของทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    โครงข่ายถนนและทางพิเศษ เส้นเลือดใหญ่แห่งใหม่ของประเทศ

    การพัฒนาโครงข่ายถนนและทางพิเศษถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว ช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน และกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคต่างๆ โครงการในหมวดนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของไทย

    ตารางสรุปโครงการพัฒนาทางถนนและทางพิเศษ 6 โครงการ

    ส่อง 11 เมกะโปรเจกต์

    เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของโครงการในหมวดนี้มีความชัดเจนในการเชื่อมโยงโครงข่ายให้สมบูรณ์ โดยโครงการอย่าง ทางพิเศษสายฉลองรัช-วงแหวนฯ, M9 บางบัวทอง-บางปะอิน และทางพิเศษศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ จะทำงานประสานกันเพื่อสร้างโครงข่ายถนนวงแหวนและเส้นทางเชื่อมต่อสู่ใจกลางเมืองหลวงที่สมบูรณ์และยืดหยุ่น การเสริมความแข็งแกร่งของโครงข่ายหลักในกรุงเทพฯ นี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเส้นเลือดใหญ่ที่กระจายสู่ภูมิภาค เช่น มอเตอร์เวย์ M8 สายนครปฐม-ชะอำ และทางพิเศษในภูเก็ต เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่เป้าหมาย

    นอกเหนือจากการพัฒนาโครงข่ายถนนแล้ว การลงทุนในระบบรางถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการขนส่งในอีกมิติหนึ่ง

    การพัฒนาระบบราง พลิกโฉมการเดินทางและการขนส่งสายใต้

    การพัฒนารถไฟทางคู่ถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพของระบบรางของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเส้นทางสายใต้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความเร็วและความปลอดภัยในการเดินทางของผู้โดยสาร แต่ยังเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการขนส่งสินค้าที่เชื่อมต่อไปยังประตูการค้าชายแดนภาคใต้ โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ซึ่งมีความพร้อมเสนอ ครม. รวม 3 ช่วง มีมูลค่าการลงทุนรวม 101,251 ล้านบาท ประกอบด้วย

    ตารางสรุปโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 3 โครงการ

    ส่อง 11 เมกะโปรเจกต์

    โครงการทั้งสามช่วงจะทำงานเชื่อมต่อกันเพื่อสร้างระเบียงเศรษฐกิจทางราง (Rail Economic Corridor) ที่สมบูรณ์ในภาคใต้ ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการเปิดเส้นทางการขนส่งสินค้าปริมาณมากอย่างไร้รอยต่อจากพื้นที่ส่วนกลางลงสู่ประตูการค้าชายแดนภาคใต้ เช่น ด่านปาดังเบซาร์ อันจะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มประสิทธิภาพทางการค้าข้ามพรมแดนกับมาเลเซียและประเทศอื่นๆ และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากการขนส่งภาคพื้นดินแล้ว การพัฒนาประตูสู่ประเทศทางอากาศก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวและบริการ

    การพัฒนาท่าอากาศยาน ประตูสู่โอกาสและการท่องเที่ยว

    ท่าอากาศยานเปรียบเสมือนประตูหลักของประเทศในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคบริการและเศรษฐกิจโดยรวม การลงทุนเพื่อขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานหลักจึงเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคต

    ตารางสรุปโครงการพัฒนาท่าอากาศยาน 4 แห่ง

    ส่อง 11 เมกะโปรเจกต์

    การลงทุนครั้งนี้จะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของท่าอากาศยานหลัก 4 แห่งรวมกันถึง 42.5 ล้านคนต่อปี ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพของประเทศขึ้นอย่างก้าวกระโดด การขยายตัวเชิงยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาความแออัดในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาและต่อยอดความเป็นศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

    นอกเหนือจาก 11 โครงการที่เตรียมพร้อมเสนอ ครม. ชุดใหม่แล้ว ยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่อื่นๆ ที่รอการตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งสะท้อนภาพรวมการลงทุนที่ใหญ่กว่าและมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศเช่นกัน

    โครงการลงทุนที่น่าจับตา นอกเหนือจาก 11 โครงการหลัก

    นอกจาก 11 โครงการที่พร้อมเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ชุดใหม่แล้ว ยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ค้างการพิจารณาจากปีก่อนๆ ซึ่งรอการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนต่อไป โครงการที่น่าจับตาเป็นพิเศษประกอบด้วย

    • รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โครงการนี้อยู่ในสถานะรอ ครม. พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาในสัญญาร่วมทุน ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการเดินหน้าโครงการต่อไป
    • โครงการแลนด์บริดจ์ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ มูลค่าการลงทุนสูงถึง 9.9 แสนล้านบาท ปัจจุบันได้ศึกษาความเหมาะสมและรูปแบบการลงทุนเสร็จสิ้นแล้ว และอยู่ระหว่างรอการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ พ.ศ. …. (พ.ร.บ.SEC)

    โครงการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสมหาศาลที่รออยู่เบื้องหน้า ซึ่งนำไปสู่บทสรุปของภาพรวมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

    อนาคตเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางเมกะโปรเจกต์

    โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 11 โครงการที่กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอต่อ ครม. ชุดใหม่ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3.59 แสนล้านบาท ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ

    หากโครงการเหล่านี้ได้รับการอนุมัติและผลักดันให้เกิดขึ้นจริง คาดว่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านการลงทุนและการจ้างงานในภาคการก่อสร้าง ไปจนถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ผ่านโครงข่ายคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ทั้งทางถนน ระบบราง และทางอากาศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวและบริการ

    ท้ายที่สุด การพิจารณาอนุมัติและการขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพโดยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดที่กำหนดทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยในอีกหลายปีข้างหน้าอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

    ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/736042&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27fTfSP7zYS7IYJQabevSQ