Blog

  • เจาะเทรนด์ Wellness 2026 อสังหาฯ-ท่องเที่ยว โอกาสทองธุรกิจไทย

    เจาะเทรนด์ Wellness 2026 อสังหาฯ-ท่องเที่ยว โอกาสทองธุรกิจไทย

    นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจเวลเนส (Wellness) ปี 2026 มีเทรนด์ที่จะมาแรงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับตลาดโลก 8 เทรนด์ ดังนี้

    1. Wellness Real Estate (อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ): เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปี 2024-2029 อยู่ที่ 15.2% ต่อปี คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะแตะ 0.746 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 และพุ่งสูงถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029 ซึ่งสูงกว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ปกติหลายเท่า

    2. แพทย์แผนดั้งเดิม สมุนไพรไทย และ T&CM: ตลาดกลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 10.8% ต่อปี และคาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 756.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 เทรนด์นี้สะท้อนว่าคนหันมาเชื่อมั่นใน “รากวัฒนธรรมสุขภาพของชาติ” เช่น การแพทย์แผนจีน อินเดีย (Ayurveda) และการแพทย์แผนไทย เพราะผู้บริโภคต้องการสิ่งที่มาจากธรรมชาติ ปลอดภัย และเน้นการปรับใช้ในชีวิตจริง

    3. Mental & Sleep Wellness: ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตและการนอนหลับมีอัตราการเติบโต 10.1% ต่อปี โดยมูลค่าตลาดอาจสูงถึง 331.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 ข้อมูลระบุว่าผู้คนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเครียดและปัญหาการนอนหลับ ทำให้ธุรกิจอย่าง Sleep Economy, Aromatherapy, Mindfulness และ Sound Healing เติบโตอย่างก้าวกระโดด

    เจาะเทรนด์ Wellness 2026 อสังหาฯ-ท่องเที่ยว โอกาสทองธุรกิจไทย

    4. Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ): มีอัตราการเติบโต 9.1% ต่อปี และคาดการณ์มูลค่าตลาดในปี 2026 อยู่ที่ 1,077.8 พันล้านดอลลาร์ โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 17.8% ของการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวทั้งหมด สำหรับประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากในด้านนี้ ทั้งจากบุคลากรทางการแพทย์ อาหาร การบริการ และจุดเด่นด้านธรรมชาติ

    5. Public Health & Prevention & Personalized Medicine: ถือเป็นกลยุทธ์ที่มีผลตอบแทน (ROI) สูงสุด โดยเฉพาะ Personalized Medicine ที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 7.8% เนื่องจากทั้งภาครัฐและเอกชนหันมาลงทุนในการตรวจคัดกรองเชิงลึกเพื่อป้องกันก่อนที่จะป่วย

    เจาะเทรนด์ Wellness 2026 อสังหาฯ-ท่องเที่ยว โอกาสทองธุรกิจไทย

    6. อาหารสุขภาพ โภชนาการ และการลดน้ำหนัก: คาดการณ์มูลค่าตลาดแตะ 1,364.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 โดยมีเทรนด์ที่น่าสนใจ เช่น Gut Health (สุขภาพลำไส้), Brain & Mood Food (อาหารบำรุงสมองและอารมณ์), Plant-Based Diet และ Sustainable & Ethical Eating (การกินที่ยั่งยืน)

    7. Workplace Wellness: ปรับเปลี่ยนจากการจัดกิจกรรม HR ทั่วไป ไปสู่ “ระบบบริหารความเสี่ยงขององค์กร” เนื่องจากต้นทุนด้านสุขภาพของพนักงานคือความสูญเสียทางประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity loss) เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี การสนับสนุนการออกกำลังกาย และลดการทำงานดึกเพื่อสุขภาวะโดยรวม

    เจาะเทรนด์ Wellness 2026 อสังหาฯ-ท่องเที่ยว โอกาสทองธุรกิจไทย

    8. AI for Wellness: การนำ AI มาเป็นผู้ช่วยสุขภาพส่วนตัวที่ “รู้ใจ” และ “วัดผลได้” เช่น การใช้ข้อมูลจาก Wearable มาวางแผนสุขภาพแบบเรียลไทม์ การคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า และการวางแผนดูแลสุขภาพเชิงป้องกันผ่านการตรวจพิมพ์เขียวสุขภาพและการตรวจความยาวเทโลเมียร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/648329&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ecd78Idy2AOE-Bvi6uU6H

  • ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติฟิลิปปินส์แย้มลดดอกเบี้ยนัดสุดท้ายก.พ.นี้ หลังเงินเฟ้อขยับขึ้น : อินโฟเควสท์

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติฟิลิปปินส์แย้มลดดอกเบี้ยนัดสุดท้ายก.พ.นี้ หลังเงินเฟ้อขยับขึ้น : อินโฟเควสท์

    เอลี เรโมโลนา ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) เปิดเผยในวันนี้ (6 ม.ค.) ว่า BSP เตรียมพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกหนึ่งครั้งในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือนก.พ. เพื่อปิดฉากวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน หากเศรษฐกิจไม่ได้ชะลอตัวรุนแรงเกินคาด โดยระบุว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ “ใกล้เคียงเป้าหมาย” ที่ธนาคารกลางต้องการแล้ว

    ขณะเดียวกัน แถลงการณ์แยกของ BSP ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินมองว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงกำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุด และการปรับลดหลังจากนี้จะเป็นไปอย่างจำกัด โดยจะพิจารณาจากข้อมูลทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

    ท่าทีล่าสุดของ BSP มีขึ้นหลังจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนธ.ค. ของฟิลิปปินส์เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 1.8% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.4% โดยมีสาเหตุหลักจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตอาหาร จนผลักดันให้ราคาผักและปลาปรับตัวสูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม เรโมโลนาคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 แต่จะยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมาย 2-4% พร้อมเชื่อมั่นว่าอุปสงค์ภายในประเทศจะทยอยฟื้นตัวจากการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาและการเร่งใช้จ่ายของภาครัฐ

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ BSP ประมาณการว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2568 จะขยายตัว 4.6% และเร่งตัวขึ้นเป็น 5.4% ในปี 2569 ทั้งนี้ หาก GDP ปีนี้เติบโตต่ำกว่าระดับ 5% อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมมากกว่าระดับ 0.25% ที่ตลาดรับรู้ไปก่อนหน้านี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XiO9eso2yhuImZh8l34Hv

  • กนง. ประกาศเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3% ปี 2569 เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

    กนง. ประกาศเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3% ปี 2569 เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประธานคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ได้ลงนามออกประกาศแนวทางและเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับปี 2569 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569

    โดยมีจุดประสงค์หลักในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเวลาที่สภาวะโลกมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง 

    การกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ที่ 1-3% นับเป็นการยึดกรอบเป้าหมายแบบยืดหยุ่น เพื่อรองรับปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นหลักพิงสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ตลอดจนช่วยยึดเหนี่ยวความคาดหวังเงินเฟ้อในระยะปานกลางให้สอดคล้องกับเป้าหมาย

    ประกาศดังกล่าวระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินในปี 2569 จะมุ่งเน้นการดูแลเสถียรภาพด้านราคาควบคู่ไปกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน ซึ่งจะดำเนินการภายใต้กรอบนโยบาย Flexible Inflation Targeting (FIT)

    โดยใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบผสมผสาน ทั้งการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และมาตรการทางการเงินเพื่อสนับสนุนการขยายสินเชื่อใหม่และแก้ปัญหาหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เห็นความจำเป็นในการประสานนโยบายการคลังและนโยบายการเงินให้สอดคล้องกัน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต

    โดยจะมีการรายงานผลการดำเนินนโยบายการเงินทุกครึ่งปี พร้อมเผยแพร่ข้อมูลให้แก่สาธารณชนเพื่อความโปร่งใสและช่วยในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

    ในกรณีที่เงินเฟ้อเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมาย กนง. จะต้องมีการชี้แจงสาเหตุและแนวทางแก้ไขผ่านจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมรายงานความคืบหน้าทุก 6 เดือนจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

    กนง. ยังได้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2569 จะยังคงอยู่ในระดับต่ำ และมีแนวโน้มที่จะทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายระยะปานกลางในปี 2570 แต่ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เช่น ราคาพลังงานโลกและการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะยาว

    การกำหนดเป้าหมายการเงินที่ยืดหยุ่นนี้ถือเป็นการตอบสนองต่อความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่อาจเกิดขึ้น และเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงมุ่งมั่นดำเนินนโยบายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/648308&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vVl8rGW6B6ZztTusiDTjg

  • ราชบุรี///ลงนามความร่วมกับขับเคลื่อนแหล่งท่องเที่ยวอุทยานหินเขางู | TOPNEWS

    ราชบุรีพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงกับเทศบาลตำบลเขางู
    มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงร่วมกับเทศบาลตำบลเขางูลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนพัฒนายกระดับแหล่งท่องเที่ยวอุทยานหินเขางู ให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์


    วันที่ 6 มกราคม 2569ที่ ห้องประชุมสภาเทศบาลตำบลเขางู อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรีผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อุสายพันธ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการดำเนินโครงการ Ratchaburi Cacao Experience และพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างมหาวิทยาลัย ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงกับเทศบาลตำบลเขางู

    โดยมีนายสัญชัย ไวคกุล นายกเทศมนตรีตำบลเขางู ร่วมพิธีลงนามความร่วมมือ และนผศ.ดร.ชฎาพร โพคัยสวรรค์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงร่วมเป็นสักขีพยานอาจารย์ดร.ทัศนีย์ นาคเสนีย์ รองคณบดีคณะวิทยาการจัดการ ชี้แจงนำเสนอโครงการ และน.ส.จุไรรัตน์ ชัยทวีทรัพย์ ผอ.ททท.สำนักงานราชบุรี ส่วนราชการ และคณะผู้บริหารของเทศบาลตำบล/เขางูร่วมเป็นสักขีพยาน

    และร่วมประชุมในครั้งนี้ ด้วยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ซึ่งมีพันธกิจในการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ได้เล็งเห็นความสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ การวิจัย การบริการวิชาการ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและศักยภาพของพื้นที่ในมิติต่าง ๆ ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวอุทยานหินเขางู

    ซึ่งมีความโดดเด่นและมีศักยภาพในพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอุทยานหินเขางูให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ การยกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านการพัฒนาและจัดการตลาด 70 ล้าน อุทยานหินเขางู โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นเป็นฐาน และการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุในพื้นที่

    ผ่านการจัดกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสุขภาวะ และการมีส่วนร่วมในสังคมความร่วมมือดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมของชุมชนเทศบาลตำบลเขางูอย่างยั่งยืน


    สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือเชิง บูรณาการ ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงและเทศบาลตำบลเขางู ในการขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นตามพระราโชบาย และนโยบายของรัฐ โดยมหาวิทยาลัยเป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวอุทยานหินเขางู ให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว โดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ ที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับอัตลักษณ์พื้นที่ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    เพื่อส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ ผ่านการพัฒนาและจัดการตลาด 70 ล้าน อุทยานหินเขางู โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ชุมชนเป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผ่านการจัดกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนผู้สูงอายุ

    เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสุขภาวะ และการมีส่วนร่วมในสังคม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่อย่างรอบด้านและสมดุลในมิติเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ การมีส่วนร่วมของชุมชน และความร่วมมือของทุกภาคส่วน นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาชุมชนตำบลเขางู

    ในการนีได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาอุทยานหินเขางูให้เป้นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยชุมชน เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยังยืน

    นิชาภา จันทร์งาม ผู้สื่อข่าว Top news ทั่วไทย จ.ราชบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1446253&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mwVQJkNQ1MIR-KfxucDEo

  • พรรคประชาชน เตรียมเปิดตัว รมว.ศึกษาธิการ 7 ม.ค.นี้ ชูภารกิจ สร้างระบบที่ตอบโจทย์คนทุกวัย

    พรรคประชาชน เตรียมเปิดตัว รมว.ศึกษาธิการ 7 ม.ค.นี้ ชูภารกิจ สร้างระบบที่ตอบโจทย์คนทุกวัย

    วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.33 น.

    พรรคประชาชน เตรียมเปิดตัว ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการศึกษา เที่ยงวันที่ 7 ม.ค.นี้ กับเจ้าของประโยค “การศึกษาคือทุกข์ของแผ่นดิน”

    วันที่ 6 มกราคม 2568 หลังจากพรรคประชาชน ได้เปิดตัวทีมผู้บริหาร 2 คน ได้แก่ นายมุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ วางตัวนั่ง รมว.ยุติธรรม และ นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐ และอดีต ส.ว. นั่ง รมว.ต่างประเทศ ไปแล้วนั้น

    ล่าสุด พรรคประชาชนได้โพสต์เฟซบุ๊ก เตรียมเปิดตัวทีมบริหารคนที่ 3 โดยว่า ไม่ว่าไปที่ไหน หนึ่งในประเด็นที่อยู่ในใจของคนไทยทุกเพศทุกวัย คือเรื่องการศึกษา งบประมาณหลักแสนล้านต่อปีที่ทุ่มลงไป ไม่เคยทำให้การศึกษาไทยดีขึ้น

    ครูเหนื่อยกับภาระงานเอกสาร

    นักเรียนทรมานกับหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ 

    พ่อแม่ต้องหาเงินมาเติมอนาคตให้ลูก เพราะการศึกษาฟรีไม่ฟรีจริง 

    ยิ่งในโลกยุค Technology Disruption การพัฒนาคนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ แต่การศึกษาไทยกลับยังย่ำอยู่กับปัญหาเดิมๆ 

    ภารกิจของรัฐบาลประชาชน คือการสร้างระบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์คนทุกวัย ให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่รัก ไล่ตามความฝันของตัวเอง ปลดปล่อยศักยภาพของพวกเขาให้กลายเป็นศักยภาพของประเทศ สร้างระบบนิเวศที่ครู ผู้ปกครอง นักเรียน ได้ประโยชน์ร่วมกัน 

    “การศึกษาคือทุกข์ของแผ่นดิน” เจ้าของประโยคนี้ จะทำให้ระบบการศึกษาที่ฉุดรั้งประเทศ กลายเป็นอดีต

    7 มกราคมนี้ เวลาเที่ยงตรง พบกับ EP.3 ของซีรีส์ The Professionals ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/939140&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30Xr4PSbiEIM8KtkMr65va

  • “ธนาธร” ย้ำ “เท้ง” ไม่โหวตให้ “อนุทิน” ซ้ำสอง วอนหยุดสร้างข่าวปลอม

    “ธนาธร” ย้ำ “เท้ง” ไม่โหวตให้ “อนุทิน” ซ้ำสอง วอนหยุดสร้างข่าวปลอม

    “ธนาธร” ช่วยหาเสียงผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี ขอ 8 กุมภาพันธ์ กาพรรคประชาชน พร้อมสร้างประเทศไทยที่ดีกว่า วอนหยุดสร้างข่าวปลอม ย้ำคำ “หัวหน้าเท้ง” ปชน. ไม่โหวต “อนุทิน” ซ้ำสอง

    วันที่ 6 มกราคม 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน เดินทางไปที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ “ปุ๊กปูน” นางสาวพุทธชาด จินตะเวช ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี เขต 4 อำเภอวารินชำราบ อำเภอสำโรง (เฉพาะตำบลสำโรง ตำบลโคกก่อง และตำบลบอน) พรรคประชาชน เบอร์ 3 โดยบรรยากาศหน้าตลาดหน้าเทศบาลวารินชำราบเต็มไปด้วยความอบอุ่น ประชาชนในพื้นที่มารอพบเจอและให้กำลังใจต่อธนาธรและผู้สมัครในการลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้

    นายธนาธรได้ปราศรัยถึงนโยบายของพรรคประชาชนที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวอุบลฯ ให้ดีกว่าเดิม ทั้งเรื่องการทำน้ำประปาสะอาดให้ประชาชนดื่มได้และการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,500 บาทต่อเดือน ภายในปี 2573 ระหว่างการหาเสียง มีประชาชนเข้ามาสอบถามนายธนาธรว่า หากเลือกพรรคประชาชนแล้ว จะมีการขานชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเลือกใครคนนั้นก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีสมาชิกวุฒิสภามาร่วมโหวตแล้ว ต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ถูกสกัดจนไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาชนจะไม่มีการขานชื่อนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ตามที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ประกาศไว้

    นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ได้สอบถามนายธนาธรถึงสถานการณ์ที่พรรคประชาชนถูกโจมตีด้วยข้อมูลเท็จในหลากหลายรูปแบบ นายธนาธรกล่าวว่า ปัจจุบันพรรคประชาชนมีขนาดใหญ่ขึ้น และได้รับความนิยมมากขึ้น จึงทำให้ฝ่ายต่าง ๆ พยายามบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของพรรค พร้อมขอให้ประชาชนมีความหนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่อการใส่ร้ายป้ายสี และขอให้มั่นใจในพรรคประชาชนในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

    ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีอะไรฝากถึงผู้ที่พยายามสร้างข้อมูลเท็จหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า ขอให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวหยุดสร้างความเกลียดชังให้กับสังคมไปมากกว่านี้ และขอให้ร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจด้วยตัวของเขาเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2906172&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nVZt31qtdDQE98-31U_fv

  • เช็กสถานะโครงการรถไฟฟ้า10สายใหม่ กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด2569ทำได้แค่ “รีรัน” | เดลินิวส์

    เช็กสถานะโครงการรถไฟฟ้า10สายใหม่ กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด2569ทำได้แค่ “รีรัน” | เดลินิวส์

    นับหนึ่งใหม่สายสีเงินสีเทา…..เริ่มจากในกรุงเทพฯ 2 โครงการ  รถไฟฟ้าสายสีเงินช่วงบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะทาง 19.7 กม. และสายสีเทา ระยะที่ 1 ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ 16.25 กม.  การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)จะเริ่มใช้งบประมาณ 160 ล้านบาท  จ้างที่ปรึกษากลางปีนี้  เพื่อทบทวนผลการศึกษาของกรุงเทพมหานคร(กทม.) จาก 3 เส้นทางที่คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.)  มีมติโอนโครงการจากทม. ให้รฟม.แทน   

    เนื่องจากอยู่ในกลุ่ม A2: เส้นทางที่มีความจำเป็น/ต้องเตรียมความพร้อมก่อน (ดำเนินการภายในปี 2572) ตามแผนแม่บทรถไฟฟ้าฉบับที่ 2 M-MAP 2 ใช้เวลาศึกษา 1 ปี สรุปผลศึกษาและนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติก่อสร้างโครงการปี 2570  

    ส่วนสายสีฟ้าดินแดง – สาทร 6.70 กม. ชะลอไว้ก่อน ยังไม่ศึกษาทบทวนเนื่องจากอยู่ในกลุ่ม B: เส้นทางที่มีศักยภาพ (พิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งปี 2572)

    เขย่าสายสีน้ำตาล…..โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลช่วงแคราย-ลำสาลี(บึงกุ่ม) 22.10 กม. รฟม.จะเร่งหารือการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)  หาข้อสรุปรูปแบบที่มีแนวเส้นทางซ้อนกับทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือช่วงงามวงศ์วาน-วงแหวนฯ   รถไฟฟ้าเส้นสุดท้ายที่ยังไม่เริ่มดำเนินการ  ใน 4 เส้นทางของกลุ่ม A1 เส้นทางที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและพร้อมดำเนินการทันที(ส่วนต่อขยายสายสีแดง3 เส้นทางประมูลก่อสร้างแล้ว) รวมไปถึงหาข้อสรุปรูปแบบการลงทุนPPPเพื่อนำเสนอบอร์ดรฟม.และครม. อนุมัติก่อสร้างโครงการ  ล่าช้าเพราะรอความชัดเจนของนโยบายการเมืองเรื่องค่าโดยสาร

    แทรมภูเก็ตรอขยายถนน….ขณะที่โครงการระบบขนส่งมวลชนใน 6 จังหวัดที่ศึกษาเสร็จมาตั้งแต่ปี 2559-2560  แยกเป็นรถไฟฟ้ารางเบา(แทรม) ภายใต้ความรับผิดชอบของ รฟม.  5 จังหวัด   แทรมภูเก็ต ระยะ(เฟส)ที่ 1 ช่วงท่าอากาศยานภูเก็ต ห้าแยกฉลอง  41.7 กม. รอกรมทางหลวง(ทล.) ขยายทางหลวงหมายเลข 402 และ 4027 เสร็จก่อน   ตามนโยบายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เพื่อใช้เป็นทางเลี่ยงช่วงก่อสร้างรถไฟฟ้า  มีแผนเสนอครม.อนุมัติต้นปี 2571 เริ่มก่อสร้างปี 2572 เปิดบริการปี 2575

    แทรมเชียงใหม่ยืดเส้นทาง…..รถไฟฟ้ารางเบาเชียงใหม่ สายสีแดงช่วงโรพ.นครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี 15.8 กม. กำลังศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และออกแบบส่วนต่อขยายช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์  5 กม. เชื่อมต่ออุทยานหลวงราชพฤกษ์ และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี  อำนวยความสะดวกสู่แหล่งท่องเที่ยว ตามมติ คจร.คาดว่าจะศึกษาเสร็จกลางปี 2569 เสนอครม.ขออนุมัติปี 2570 เปิดบริการปี 2575

    เปลี่ยนเส้นทางแทรมโคราช……รถไฟฟ้ารางเบานครราชสีมาสายสีเขียว ช่วงตลาดเซฟวัน – สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์  11.15 กม. กำลังศึกษารายละเอียดตามที่คจร. เห็นชอบให้ปรับเปลี่ยนจากสายสีเขียวเป็นสายสีส้ม (รพ.เทพรัตน์ – สถานีร่วมจอหอ) เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการจราจร และบริบทพื้นที่เมืองนครราชสีมาในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป   คาดว่าการศึกษาฯ จะเสร็จปลายปี 2569 เสนอครม.ปี 2570 เริ่มก่อสร้างปี 2571 เปิดบริการปี 2574

    แทรมพิษณุโลกขึ้นกับไฮสปีด….รถไฟฟ้ารางเบาพิษณุโลก สายสีแดง (มหาวิทยาลัยพิษณุโลก – เซ็นทรัลพลาซ่า) 12.6 กม. รอความชัดเจนโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เฟสที่ 1 กรุงเทพฯ-พิษณุโลก เพราะผลการศึกษาระบุว่าปริมาณผู้โดยสารที่จะใช้บริการ ขึ้นอยู่กับการเปิดใช้สถานีรถไฟไฮสปีดที่จ.พิษณุโลกด้วย   

    โมโนเรลหาดใหญ่ทบทวนผลการศึกษา….. รถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) หาดใหญ่  จ.สงขลา  เส้นทางคลองหวะ-สถานีรถตู้ 12.54 กม. อยู่ระหว่างจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)ให้ รฟม. ดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดสงขลา  หลังจากคจร. โอนโครงการจากอบจ.สงขลาให้รฟม. แทน   จะเสนอ ครม. ชุดใหม่พิจารณาร่าง พ.ร.ฎ.ปี 2569  เมื่อมีผลบังคับใช้ จะเริ่มทบทวนผลการศึกษาเดิมที่ อบจ.สงขลา จัดทำไว้นานมากแล้ว และเสนอตามขั้นตอนต่อไป

    ท้องถิ่นสู้ต่อแทรมขอนแก่น….รถไฟฟ้ารางเบาขอนแก่น สายสีแดง ช่วงสำราญ-ท่าพระ  26 กม. บริษัท ขอนแก่นทรานซิสเต็มท์ จำกัด (KKTS) วิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ท้องถิ่น  5 เทศบาลจังหวัดขอนแก่น (เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา เทศบาลตำบลเมืองเก่า เทศบาลตำบลสำราญ และเทศบาลตำบลท่าพระ  เจ้าของโครงการ  ยังกัดฟันสู้ต่อหาแหล่งเงินลงทุน  ไม่ปล่อยมือคืนโครงการให้รัฐบาล  มุ่งมั่นตั้งใจให้เป็นรถไฟฟ้าสายแรกในต่างจังหวัด  และท้องถิ่นก่อสร้างได้เอง  แม้ 8 ปีที่ผ่านมา จะยังหาแหล่งเงินกู้ไม่ได้  ต้องเลื่อนแผนเปิดบริการไปเรื่อยๆ 

     ปีใหม่ 2569  จะไม่เห็นการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่….ทำได้แค่รีรันโครงการเท่านั้น.

    ……………………………………………….
    นายสปีด

    ***ห้ามคัดลอกเนื้อหาและภาพในบทความนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

    คลิกอ่านบทความทั้งหมดที่นี่…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5471588/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13oTVDQdlz28I6atzp13fI

  • มธ. เดินเกมนานาชาติ ดันแผนปฏิรูปกำลังคน ปักหมุด Hub สังคมศาสตร์โลก

    มธ. เดินเกมนานาชาติ ดันแผนปฏิรูปกำลังคน ปักหมุด Hub สังคมศาสตร์โลก

    ม.ธรรมศาสตร์ รุกสร้างความร่วมมือ “มหาวิทยาลัยนานาชาติ” หวังทลายพรมแดนความรู้ เปิดโอกาสแลกเปลี่ยนนักศึกษา พัฒนาหลักสูตร Dual Degree ควบคู่ MOU ด้านสหกิจศึกษากับองค์กรไทย เปิดโอกาสเด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อดัน “ปฏิรูประบบสร้างกำลังคนของประเทศ” ผลิตบัณฑิตตัวจริงพร้อมทำงาน ป้อนหน่วยงาน – อุตฯ อนาคต พร้อมหนุนเสริมการก้าวสู่ Hub สังคมศาสตร์ของโลก

    6 มกราคม 2569 – ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ทิศทางการขับเคลื่อน มธ. หลังจากนี้ หมุดหมายสำคัญคือการผลักดันให้ธรรมศาสตร์เป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อเป็นส่วนสำคัญผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบการสร้างกำลังคนของไทยให้ผลิตคนที่ทำงานได้จริง เพื่อหนุนเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ประเทศ เนื่องจากปัจจุบันทั้งในระดับโลก รวมถึงประเทศไทยเองกำลังเผชิญปัญหาที่ซับซ้อนแบบวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยเฉพาะการขาดกำลังคนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต

    ทั้งนี้ เห็นได้จากนโยบายของบางประเทศ เช่น จีนที่มีการเปิดตัววีซ่าทำงานประเภทใหม่เพื่อดึงดูดบุคลากรต่างชาติที่มีศักยภาพสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาทำงานในประเทศ ขณะเดียวกันอัตราว่างงานก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน อย่างในประเทศไทยเองอัตราว่างงานในระบบประกันสังคมของไตรมาส 2/2568 อยู่ที่ 2.1% ซึ่งสูงสุดในรอบ 2 ปี นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aged Society) และอัตราการเกิดที่น้อยลง ที่กำลังขับเน้นให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น

    ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมากว่า 1 ปี 7 เดือนของการเข้ารับตำแหน่งอธิการบดี มธ. ได้มีการขับเคลื่อนให้ มธ. เดินหน้าทำความร่วมมือผ่านบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหลากหลายองค์กรชั้นนำทั้งรัฐและเอกชน เพื่อดำเนินการด้านสหกิจศึกษา อาทิ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

    ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการขยายความสัมพันธ์กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศควบคู่ไปด้วย เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นนานาชาติ ทลายพรมแดนในการพัฒนาองค์ความรู้ และนำพามหาวิทยาลัยสู่ความสมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) ซึ่งจะช่วยหนุนเสริมเป้าหมายการพลิกเปลี่ยนระบบผลิตกำลังคนของประเทศ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และองค์ความรู้ ตลอดจนการสร้างหลักสูตรปริญญาคู่ (Dual Degree) กับสถาบันพันธมิตรในภูมิภาคและระดับโลกเพิ่มมากขึ้น

    ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า ตัวอย่างเช่น ในปี 2568  มีการเดินทางไปในหลากหลายประเทศ เพื่อหารือถึงความร่วมมือด้านการศึกษา อย่างประเทศญี่ปุ่นมีการไปเยือนถึง 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ University of Hyoko, Hokkaido University และ Rakuno Gakuen University โดย 2 มหาวิทยาลัยหลัง เป็นพันธมิตรในความร่วมมือ และการจัดงานประชุมวิชาการ One Health Lecture Series 2025 ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยต่างก็ต้องการจะมาเยี่ยม มธ. เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาต่อ

    “University of Hyoko พูดชัดเลยว่าเขาต้องการเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น และสนใจเรื่องการให้โควตาเด็กมัธยม ซึ่งพอบอกว่าทาง มธ. เองก็มีโรงเรียนระดับมัธยมเช่นกัน เขาก็สนใจจะมาเยี่ยมที่โรงเรียน และต้องการให้เด็กจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย พร้อมกับให้ทุนการศึกษาด้วย หรือจากการพูดคุยกันทางอธิการบดีของ Hokkaido University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านเกษตร และวิทยาศาสตร์สุขภาพก็มีความสนใจที่จะมาเยี่ยมที่ มธ. ในปี 2569 เช่นกัน” อธิการบดี มธ. กล่าวเสริม

    นอกจากนี้ ยังมีการไปเยือนที่จีน ซึ่งได้รับเชิญจาก Gong Qihuang, President of Peking University เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียและนานาชาติในงาน Beijing Forum 2025 ก็ได้มีการทำความร่วมมือแบบทวิภาคี และเตรียมที่จะหารือความร่วมมือในด้านต่างๆ ต่อ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมไปถึงอีกประเทศที่น่าสนใจ และมีการไปเยือนเพื่อขยายความสัมพันธ์ก็คือ อุซเบกิสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรประมาณ 35 ล้านคน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ทองคำ ฯลฯ โดยได้ไปยัง 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ Tashkent State University of Law, samarkand state University และ National University of Uzbekistan ซึ่งมหาวิทยาลัยหลังสุดนี้ได้มีการทำ MOU กันด้านการศึกษา เช่น แลกเปลี่ยนอาจารย์ และนักศึกษา ก่อนจะขยายไปยังด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

    “การขยายความสัมพันธ์ไปยังอุซเบกิสถาน ไม่ใช่แค่การช่วยให้ยกระดับองค์ความรู้ และดึงนักศึกษาต่างชาติมาเรียนในประเทศ แต่จะเป็นประตูที่เปิดโอกาสให้เกิดการขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียกลางด้วย และจะช่วยให้สามารถดำเนินการได้อีกหลายเรื่อง” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ระบุ

    ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน มธ. มีการ MOU กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศทั้งหมด 171 ฉบับ (ที่ยังมีการดำเนินการอยู่) แบ่งเป็น ภูมิภาคยุโรป 55 ฉบับ เอเชีย 135 ฉบับ โอเชียเนีย 10 ฉบับ แอฟริกา 1 ฉบับ ละติน-อเมริกา 3 ฉบับ และอเมริกาเหนือ 18 ฉบับ ขณะที่ปี 2569 จะเน้นไปที่ 2 ประเทศหลักเพื่อขยายความสัมพันธ์ คือ จีน และอินโดนีเซีย เนื่องจากมหาวิทยาลัยในจีนมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็ว และถือเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างมากในด้าน AI ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และเพิ่มสัดส่วนของนักศึกษาจีนในไทย ส่วนอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีประชากรเยอะ ซึ่ง มธ. ก็เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพอันดับต้นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงน่าจะเป็นอีกจุดหมายปลายทางให้นักศึกษาจากอินโดนีเซียมาเรียนต่อได้

    “การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักศึกษาต่างประเทศจะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของประเทศนั้นๆ ไม่ใช่ตึก อาคาร ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือกองกำลัง ฉะนั้นหากไทยสามารถเปิด และกลายเป็นจุดหมายด้านการเรียนรู้ของนานาชาติได้ก็จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางปัญญาของประเทศ ซึ่งจะเป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่ช่วยเปิดโอกาสไปยังด้านอื่นๆ ได้ด้วย” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

    อธิการบดี มธ. กล่าวในตอนท้ายด้วยว่า สิ่งเหล่านี้ ยังจะช่วยเสริมอีกเป้าหมายในเรื่องการก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาระดับภูมิภาค และการเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ระดับนานาชาติด้วย กล่าวคือ มธ. จะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ทั่วโลกต้องนึกถึงในฐานะที่พึ่งทางปัญญาด้านสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรืออื่นๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าด้านอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์สุขภาพ ฯลฯ จะไม่สนใจ หรือไม่โดดเด่น เพียงแต่ขณะนี้ต้องการปักธงให้ มธ. เป็นผู้นำด้านสังคมศาสตร์ในระดับนานาชาติก่อนจะขยายไปด้านอื่นๆ ในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/926971/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZnauixSnSaHRW2Fa37q4E

  • ประวัติ “พิศาล มาณวพัฒน์” แคนดิเดต รมว.ต่างประเทศ พรรคประชาชน

    ประวัติ “พิศาล มาณวพัฒน์” แคนดิเดต รมว.ต่างประเทศ พรรคประชาชน

    เปิดประวัติ “พิศาล มาณวพัฒน์” อดีต สว. ยุค คสช. ผู้เคยโหวตให้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกฯ สู่แคนดิเดต รมว.ต่างประเทศ พรรคประชาชน

    วันที่ 6 มกราคม 2569 เป็นที่ฮือฮาเมื่อวันนี้ ทางพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยทีมบริหารรัฐบาลประชาชน The Professionals หากได้เป็นรัฐบาล คือนายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีต 250 สว. และอดีตเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ ที่เป็นการเปิดตัวคนที่ 2 ของพรรคในตำแหน่งว่าที่ รมว.ต่างประเทศ

    ประวัติ “พิศาล มาณวพัฒน์”

    สำหรับประวัตินายพิศาล มาณวพัฒน์ เป็นนักการทูตและอดีตสมาชิกวุฒิสภาชาวไทย เกิดวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 (ปัจจุบันอายุประมาณ 69 ปี) จบการศึกษา โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ (B.Sc. Econ): London School of Economics and Political Science (LSE) มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ (M.Sc. Econ): สาขาการค้าระหว่างประเทศ จาก LSE เช่นกัน นอกจากนี้ยังเรียนจบหลักสูตร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 46

    เส้นทางการทำงาน “พิศาล มาณวพัฒน์”

    นายพิศาล รับราชการในกระทรวงการต่างประเทศมาเป็นเวลากว่า 36 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งทางทูตที่สำคัญ ทั้งเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา (ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.) ระหว่างปี พ.ศ. 2558 – 2560, เอกอัครราชทูตไทยประจำแคนาดา (และจาเมกา), เอกอัครราชทูตไทยประจำอินเดีย, เอกอัครราชทูตไทยประจำเบลเยียม ลักเซมเบิร์ก และหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป (EU), และยังเคยดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    เส้นทางการเมือง “พิศาล มาณวพัฒน์”

    ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2529-2530 นายพิศาล เคยได้รับทุนให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภาคองเกรส สหรัฐอเมริกา (Congressional Fellow) โดยได้ทำงานร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกของสหรัฐฯ ประสบการณ์นี้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้นายพิศาล เข้าใจกลไกการเมืองระดับโลก และนำมาปรับใช้ในการทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศกว่า 3 ทศวรรษ

    ต่อมาในปี 2562 หลังเกษียณอายุราชการ นายพิศาลได้รับแต่งตั้งเป็น สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดที่ 12 ซึ่งแม้จะมาจากการคัดเลือกโดย คสช. แต่นายพิศาลมักแสดงจุดยืนที่ค่อนข้างเป็นอิสระและยึดหลักเกณฑ์ความถูกต้อง

    โดยเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความฮือฮา ให้นายพิศาล คือเป็น 1 ใน 13 สว. ที่โหวต “เห็นชอบ” ให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งปี 2566 โดยให้เหตุผลว่าต้องการเคารพเสียงของประชาชนและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

    ขณะที่จุดยืนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ นายพิศาลเคยโหวตรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชน ของ iLaw เพื่อต้องการลดความขัดแย้งและ “ปลดล็อก” ประเทศจากการติดหล่มทางการเมือง

    นายพิศาล ยังปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมาธิการการศึกษา และเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านต่างประเทศมาประยุกต์ใช้กับงานนโยบายภายในประเทศ

    กระทั่งล่าสุด นายพิศาล ได้มาร่วมงานกับพรรคประชาชน โดยพรรคได้เปิดตัวนายพิศาลในฐานะทีมบริหาร “The Professionals” โดยวางตัวให้เป็นผู้รับผิดชอบด้านการต่างประเทศ และให้เป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หากพรรคได้เป็นรัฐบาล พร้อมชูแนวคิด “การทูตกินได้” ที่เน้นการทำงานให้ประเทศไทยกลับไปอยู่บน “จอเรดาร์” ของโลกอีกครั้ง ปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัย และเน้นผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง (Pro-Thailand) มากกว่าการเลือกข้างมหาอำนาจ พร้อมให้เหตุผลที่ก้าวสู่การเมืองเต็มตัวครั้งนี้ เพื่อต้องการใช้วิชาความรู้ตลอด 40 ปี สะสางปัญหาเชิงโครงสร้างและช่วยให้ไทยมีบทบาทที่สง่างามในเวทีโลกอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2906145&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T4Jk_NWJFwac7nBHRbN8f

  • “วันนักประดิษฐ์ 2569” โชว์สิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน

    “วันนักประดิษฐ์ 2569” โชว์สิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน

    วันที่ 5 มกราคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการวิจัยและการประดิษฐ์ ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นนานาชาติ จัดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026)” ครั้งที่ 27 ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกประเทศไทยด้วยพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม (Unlock Thailand – Power of Invention and Innovation)” ระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 ณ Event Hall 100 – 104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

    งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงวันประวัติศาสตร์ การทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นประธานในพิธีและปาฐกถาพิเศษ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการพิจารณางบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ผู้บริหารกระทรวง อว. ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศที่จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงนั้น ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ และต่อยอดสู่นวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

    ทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้ตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายผลักดันให้หน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Win” ซึ่งในด้านการเกษตร กระทรวง อว. ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “วิจัยติดดินกินได้” เพื่อช่วยเกษตรกรลดแรงงาน ลดเวลา และลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมี โดยเน้นหลักการ “เพิ่ม 4 เพิ่ม” ได้แก่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่, เพิ่มรายได้, เพิ่มความแม่นยำในการฉีดพ่น และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรไทย นอกจากนี้ ในด้านการศึกษา กระทรวง อว. ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Upskill และ Reskill ในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์, ระบบราง, ดิจิทัล และ AI ด้านสุขภาพ ผ่านหลักสูตรระยะสั้นและโครงการ Sandbox บัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อผลิตแรงงานสมรรถนะสูงรองรับตลาดแรงงานและช่วยแก้ปัญหาการว่างงาน

    นายสุรศักดิ์ กล่าวเน้นย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมใช้งาน AI ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาไทยให้ทันสมัย โดยปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการนำเข้าเทคโนโลยีมาเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยจากห้องทดลองสู่ชีวิตจริง “นวัตกรรมไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่เราต้องกล้าคิด กล้าทดลอง และกล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศให้เข้มแข็ง ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก” นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

    พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวชื่นชมสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และภาคีเครือข่ายทั้งไทยและต่างประเทศที่ร่วมกันจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องทุกปี ซึ่งถือเป็นเวทีแห่งความภาคภูมิใจและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ของประเทศไทยสืบไป

    ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า การจัดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 หรือ Thailand Inventors’ Day 2026 จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงวันประวัติศาสตร์ในการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะ “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” สำหรับการจัดงานในปีนี้ วช. มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในทุกมิติ โดยมีการจัดแสดงผลงานมากกว่า 1,000 ผลงาน จากนักประดิษฐ์ไทยและนักประดิษฐ์นานาชาติกว่า 20ประเทศทั่วโลก ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ และนิทรรศการน้อมรำลึกการมอบรางวัลการวิจัยแห่งชาติ เพื่อเชิดชูเกียรตินักประดิษฐ์และนักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่น รวมถึงนิทรรศการผลงานประดิษฐ์ที่แบ่งตามกลุ่มเรื่องสำคัญ อาทิ ด้านการเกษตร การแพทย์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน “Thailand New Gen Inventors Award” หรือ “I-New Gen” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่

    ดร.วิภารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป

    ทั้งนี้ วช. ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026) ระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 เวลา 09.00 – 17.30 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.inventorsdayregis.com/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/innovation-technology/Nr8V5yURW&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nekFsdWQZE80W_KaPKKIY