Blog

  • ขอ(โอกาส)‘ทดลองงาน’?

    ขอ(โอกาส)‘ทดลองงาน’?

    โดนกระทำในแบบที่ลดทอนศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ในค่ายทหาร แล้วเราออกมายืนเคียงข้างคนที่ถูกกระทำหรือครอบครัวผู้เสียชีวิต..”

    และวานซืน..พรรคประชาชน โพสต์คลิปและข้อความ.. “93 ปีที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง มีนายกฯ มาแล้ว 32 คน รัฐมนตรีนับไม่ถ้วน พวกเขาพาประเทศไทยมาได้ไกลเท่านี้

    2569 เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้การบริหารงานแบบใหม่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พร้อมทีมบริหารรัฐบาลประชาชน จะพาประชาชนไทย ไปสู่อนาคตใหม่ ที่ก้าวไกลกว่าเดิม..”

    อุ๊บะ..นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นี่นะ จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่วิเศษวิโส บริหารประเทศชาติแบบใหม่ พาประชาชนไทยไปสู่อนาคตใหม่ที่ก้าวไกลกว่าเดิม

    ถามก่อน..นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นใคร? ไม่ต้องตอบผมเปิดวิกิพีเดียพบแล้ว.. “เกิด 18 พฤษภาคม พ.ศ.2530 ชื่อเล่น ‘เท้ง’

    เป็นบุตรชายคนที่ 4 ของสุชาติ เรืองปัญญาวุฒิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ชนันธร ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด

    ประกอบธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และประธานกรรมการ บริษัท เรืองปัญญา เคหะการ จำกัด สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนทวีธาภิเศก 

    และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมคอมพิวเตอร์) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ก่อนทำงานการเมือง เคยเป็นผู้บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท เมเนจเม้นท์ โซลูชั่นส์ จำกัด

    อดีตรองเลขาธิการฝ่ายพัฒนาระบบข้อมูลและดิจิทัลของพรรคก้าวไกล และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร

    อ๋อ..ก็ไม่ได้มีความพิเศษ-เกินมนุษย์มนาซะที่ไหน และหากเทียบกับ “อดีตนายกรัฐมนตรี” ที่ผ่านมา 32 ท่าน..

    ไม่ต้องยกเทียบระดับ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์!

    เอาแค่ระนาบคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือคุณแพทองธาร ชินวัตร ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าคุณณัฐพงษ์จะฉลาดกว่า-เก่งกว่าหรือไม่?

    แต่..เท่าที่คนโน้น-คนนี้วิจารณ์ ดูเหมือนความฉลาดของคุณเท้งจะเปราะบางอยู่มาก นี่ไม่อยากจะซ้ำเติมด้วยข้อความของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หรอกนะ..

    อ่านทีไรก็เจ็บจี๊ดทุกครั้งไป!

    เออ..แต่คุณเท้งก็ยอมรับเองนี่น่า.. “ผมยอมโง่ต่อไป เพื่อทำให้มันดีขึ้น” อย่างงี้ประชาชนที่ไหนจะกล้าให้คุณเท้งบริหารงานแบบใหม่..

    พาประชาชนไทย ไปสู่อนาคตใหม่ ที่ก้าวไกลกว่าเดิมได้ล่ะ..หือ?

    เห็นจะมีก็แต่ประชาชนที่เสียสติ บ้าๆ บอๆ กระมัง ที่เลือกคนโง่ (อวดฉลาด) ให้มาบริหารประเทศชาติ!

    และคงด้วย..ประชาชน (ส่วนใหญ่) ไม่ได้เสียสติ เจ้าของพรรค เอ๊ยผู้นำจิตวิญญาณพรรค นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เลยจำต้องโผล่หน้าออกมาออดอ้อน..

    “เลือกตั้งรอบนี้ ขอโอกาสเราเป็นพรรคหลักในการเมืองพรรคเดียว ถ้าเราทำไม่ได้ 4 ปี ข้างหน้าท่านไม่ต้องเลือกเราอีกเลย”

    เนี่ย..นายธนาธรคงคิดว่าประเทศไทยเป็นบริษัทจำกัดรึไง ถึงได้มาขอ “ทดลองงาน” ว่าแต่ไม่ได้อ่านที่คุณชูวิทย์โพสต์ดอกรึ..

    “ผมว่าคนไทยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอควร ก็เริ่มรู้แล้วล่ะครับว่า หาก “ให้โอกาสพรรคส้มได้เป็นรัฐบาลพรรคเดี่ยวแล้วจะทำให้ดู” มันเสี่ยงแค่ไหน…

    มันน่ากลัวนะครับ ที่คนไทยจะให้โอกาสเอาประเทศไปลองเสี่ยงทำให้ดู แบบที่ธนาธรหาเสียงหรือเดินสายสัมภาษณ์สื่อ

    พวกเราแค่กลัวว่า “จะไม่เหลืออะไรในโอกาสหน้าอีก”

    หมดกัน!.

    สันต์ สะตอแมน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/927039/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rg78ooTqJqRMxSJR76ucx

  • อบจ.กำแพงเพชร เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ มุ่งลดความเดือดร้อน สร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน | TOPNEWS

    อบจ.กำแพงเพชร เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ มุ่งลดความเดือดร้อน สร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน | TOPNEWS

    จังหวัดกำแพงเพชร โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ภายใต้การนำของ นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูฝนของทุกปี

    นายสุนทร รัตนากร เปิดเผยว่า ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยเฉพาะในอำเภอ พรานกระต่าย อำเภอคลองลาน และอำเภอคลองขลุง ซึ่งตั้งอยู่ในโซนเทือกเขาตะวันตก เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศลาดชัน เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือฝนตกต่อเนื่อง จะเกิดน้ำป่าไหลหลากจากพื้นที่ต้นน้ำลงสู่พื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตรอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง

    ที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรได้เร่งนำ เครื่องจักรกลหนักและบุคลากรด้านช่าง ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชน พร้อมทั้งดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาเชิงระบบ ตั้งแต่ พื้นที่ต้นน้ำในแนวเทือกเขาตะวันตก เส้นทางการไหลของน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำคือแม่น้ำปิง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และยั่งยืน

    การดำเนินงานดังกล่าว ไม่ได้มุ่งแก้ไขเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่เน้นการวางแผนระยะยาว ทั้งการปรับปรุงลำน้ำ การเปิดทางน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รวมถึงการ บริหารจัดการและการเก็บกักน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อชะลอปริมาณน้ำในช่วงฝนตกหนัก และลดความรุนแรงของน้ำหลากในพื้นที่ชุมชนตอนล่าง

    จากการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา ระยะเวลาการเกิดน้ำท่วมลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา ความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรและการดำรงชีวิตของประชาชนลดลงอย่างเป็นรูปธรรม และในปีงบประมาณ 2569 องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรได้กำหนดนโยบายเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอุทกภัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพ ทำมาหากินได้อย่างมั่นคง และลดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติให้น้อยที่สุด

    นอกจากนี้ นายสุนทร รัตนากร ยังให้ความสำคัญกับ การยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านสาธารณสุขในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. ที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจมาอยู่ในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่ง อบจ. ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างชัดเจนใน 3 ด้านหลัก

    ด้านที่หนึ่ง คือ การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ให้มีความก้าวหน้าในสายงาน มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ

    ด้านที่สอง คือ การพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับภารกิจการดูแลรักษาผู้ป่วย ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

    และด้านที่สาม คือ การยกระดับการบริการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาพยาบาลที่รวดเร็ว มีมาตรฐาน และใกล้บ้านมากที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1446389&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wWxntZgI-ocu9SAsel6nQ

  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ เปิดให้ชำระค่าบำรุงประจำปี 2569 – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    วันที่ 6 มกราคม 2569 นายวรพล เพชรสุทธิ์ นายทะเบียนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แจ้งว่าสมาคมฯ เปิดให้สมาชิกชำระเงินค่าบำรุงประจำปี 2569 แล้ว โดยสมาชิกสามารถโอนเงินจำนวน 300 บาท (สามร้อยบาทถ้วน) เข้าบัญชีสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน เลขที่บัญชี 073-2-11315-3 หรือสแกนจ่ายได้ที่คิวอาร์โค้ดด้านล่าง แล้วส่งสลิปมาที่ tjareporter@gmail.com (ใส่หัวเรื่อง “ชำระค่าบำรุงประจำปี 2569” )

    เพื่อสมาคมฯจะได้ออกใบเสร็จรับเงินให้ต่อไป สมาชิกสามารถชำระเงินค่าบำรุงประจำปี 2569 ได้ถึงวันที่ 31มีนาคม 2569 เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆของสมาชิก เช่น สวัสดิการประกันกลุ่ม สวัสดิการรักษาพยาบาล (รวมทั้งทันตกรรม) สวัสดิการทุนการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/highlight/1456456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VWsl79H50ctCEF3ed3R-R

  • ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา

    ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา

    รมว.ยุติธรรม-ตร.ไซเบอร์ ร่วมป้องปราบทุนเทาสนับสนุนนักการเมืองช่วงเลือกตั้ง 69 ยืนยันยังไม่พบว่ามีนักการเมืองคนใด หรือพรรคการเมืองไหนเข้าไปเกี่ยวข้องเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา พร้อมตรวจสอบนักการเมืองทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุม กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์-เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ร่วมประชุมการปฏิบัติการเชิงรุกการป้องปราบทุนเทาสนับสนุนนักการเมืองช่วงการเลือกตั้ง สส. 69 ยันตรวจสอบทุกพรรคเท่าเทียมกัน

    พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยว่าวันนี้เป็นการประชุม และติดตามผลปฏิบัติการต่างๆ ทั้งคดีทั่วไป และคดีที่เป็นเป้าหมายสำคัญ รวมถึงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทุกคน ซึ่งในช่วงที่ใกล้การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยมากที่สุด คือเรื่องของสแกมเมอร์ และการพนันออนไลน์ที่สร้างปัญหาให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก รวมถึงในวันนี้ได้มีการพูดคุยและให้นักนโยบายพิเศษ เนื่องจากช่วงนี้ใกล้การเลือกตั้งจึงมีการกำชับให้ดูแลในเรื่องของเงินเทา และให้ทางตำรวจไซเบอร์ติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ผู้สมัคร สส. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงินเทา เนื่องจากผู้สมัคร สส. ทุกท่านนั้นหากได้รับการเลือกจากประชาชนก็จะต้องเข้ามาบริหารประเทศ และได้มีการกำชับไปยังตำรวจไซเบอร์ในทุกพื้นที่ ให้เฝ้าระวังติดตามอย่างใกล้ชิดหากพบว่ามีลักษณะที่มี สส. ไปเกี่ยว เว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทาให้นำเรื่องดังกล่าวเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาให้ทราบ

    ซึ่งในขณะนี้ยังไม่พบว่ามีนักการเมืองคนใด หรือพรรคการเมืองไหนเข้าไปเกี่ยวข้อง และยืนยันว่าจะตรวจสอบนักการเมืองทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม พร้อมประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนหากพบเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดของ สส. พรรคการเมืองไหนสามารถแจ้งมายังตำรวจไซเบอร์ได้โดยตรงเนื่องจากเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

    โดยในเรื่องนี้เป็นคำสั่งแรกของรัฐบาลชุดนี้ที่มีการแต่งตั้งอนุกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยมีตนเป็นประธาน ซึ่งที่ผ่านมาทางนายกรัฐมนตรีมีนโยบายว่าให้ตนและผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ประสานความร่วมมือกันในการปราบปรามโดยเคร่งครัด และทางนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

    พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์สู้รบระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาซึ่งทางกองทัพได้มีปฏิบัติการทำลายฐานที่ตั้งทหารที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์หลายจุด ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่ามีการทำลายไปแล้วกี่แห่ง-ตึก พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า ในส่วนของตัวเลขยังไม่ได้รับมาอยู่ในมือของตัวเอง ซึ่งทางตำรวจไซเบอร์ได้จัดเวรไปอยู่ที่หน้าชายแดนเพื่อคอยตรวจสอบบุคคลที่เดินทางกลับเข้ามา เพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหรืออยู่ในขบวนการแก๊งสแกมเมอร์หรือไม่

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อมูลเกี่ยวกับการย้ายฐานสแกมเมอร์หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ระบุบางส่วนกลับมาที่ประเทศไทย บางส่วนก็ย้ายฐานเข้าไปอีกจุดหนึ่ง ซึ่งย้ายออกไปจากเมืองปอยเปตไปแล้ว แต่ในส่วนนี้เราขอนำเรียนเบื้องต้นเท่านี้ก่อน ซึ่งทราบแล้วว่าย้ายไปไหนแต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบให้แน่ชัด และทราบมาว่าเขาจะเน้นหลอกเฉพาะคนไทย และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือการประชาสัมพันธ์ซึ่งทางตำรวจไซเบอร์ก็มีการประชาสัมพันธ์มาตลอด

    ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จากการทำลายฐานที่ตั้ง มีผลทำให้สถิติการหลอกลวงลดลงหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่าจากที่ดูแนวโน้ม การหลอกลวงยังคงมีอยู่และสูงขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายนั้นลดลง ซึ่งในส่วนนี้เราคงต้องดูจากตัวเลข อย่างเมื่อสักครู่ที่ทางผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์นำเสนอ พบว่ากรณีหลอกลงทุนเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในอันดับที่ 5-6 แต่มูลค่าความเสียหายนั้นสูงเป็นอันดับที่หนึ่ง

    ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงประเด็นคุกวีไอพี พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่าได้ส่งข้อมูลคดีคุกวีไอพีไปที่ ป.ป.ช. แล้วตามกรอบระยะเวลา และตัวเองให้ฝ่ายบุคคลเสนอเรื่องขึ้นมา ซึ่งเมื่อวานมีการเสนอเรื่องขึ้นมาแต่ได้ให้ไปแก้ไขว่าบางคนมองว่าเป็น บัตรสนเท่ห์ ตนมองว่าไม่ใช่ เพราะว่ามีคนร้องเรียนเข้ามาเราจะต้องตรวจสอบว่ามีเบาะแสอย่างไร และต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน ซึ่งเขาร้องเรียนมาหลายเรื่องประกอบกับที่เคยไปร้องยังนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2906136&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09nkIkLtd_NUEZpnjkHmsQ

  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ เปิดให้ชำระค่าบำรุงประจำปี 2569 – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    วันที่ 6 มกราคม 2569 นายวรพล เพชรสุทธิ์ นายทะเบียนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แจ้งว่าสมาคมฯ เปิดให้สมาชิกชำระเงินค่าบำรุงประจำปี 2569 แล้ว โดยสมาชิกสามารถโอนเงินจำนวน 300 บาท (สามร้อยบาทถ้วน) เข้าบัญชีสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน เลขที่บัญชี 073-2-11315-3 หรือสแกนจ่ายได้ที่คิวอาร์โค้ดด้านล่าง แล้วส่งสลิปมาที่ tjareporter@gmail.com (ใส่หัวเรื่อง “ชำระค่าบำรุงประจำปี 2569” )

    เพื่อสมาคมฯจะได้ออกใบเสร็จรับเงินให้ต่อไป สมาชิกสามารถชำระเงินค่าบำรุงประจำปี 2569 ได้ถึงวันที่ 31มีนาคม 2569 เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆของสมาชิก เช่น สวัสดิการประกันกลุ่ม สวัสดิการรักษาพยาบาล (รวมทั้งทันตกรรม) สวัสดิการทุนการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/highlight/1456456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VWsl79H50ctCEF3ed3R-R

  • คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คลังเปิดเพื่อการศึกษา-ที่เก็บสมบัติชาติแสนรายการที่เข้าไปศึกษาได้

    คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คลังเปิดเพื่อการศึกษา-ที่เก็บสมบัติชาติแสนรายการที่เข้าไปศึกษาได้

    วงการพิพิธภัณฑ์ไทยยืนอยู่จุดไหนของโลก

    ส่วนหนึ่งอาจดูได้จากเบื้องหลังว่า เราจัดการ ดูแล และรักษาสมบัติของชาติได้ดีแค่ไหน 

    คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ’ ที่คลองห้า จังหวัดปทุมธานี ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์หรือตึกลูกเต๋า คืออีกสิ่งที่ช่วยย้ำคำตอบ

    ที่นี่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สังกัดกรมศิลปากร ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย รับบทเป็นศูนย์กลางที่เก็บสิ่งของจากทั่วประเทศ คอยดูแลให้มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและถูกต้องตามวิธีการสากล ควบคู่ไปกับภารกิจบริการความรู้ในรูปแบบ Visible Storage หรือ ‘คลังเปิดเพื่อการศึกษา’ ให้คนที่ต้องการศึกษาหาความรู้จากโบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุของจริง

    หากพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้คนชมกันเป็น ‘ส่วนหน้า’ ไว้คอยรับแขกและให้ความรู้สู่สาธารณะ คลังก็เหมือนกับ ‘ส่วนหลัง’ ที่คอยสนับสนุน

    วงการพิพิธภัณฑ์ไทยยืนอยู่จุดไหนของโลก – คำตอบน่าจะชัดเจนขึ้นหลังจากได้รู้จักกับหลังบ้านของพิพิธภัณฑ์ไทยแห่งนี้

    ‘พิพิธภัณฑ์’ แปลตรงตัวว่า สิ่งของนานาชนิด พิพิธภัณฑ์จึงมีของเป็นพระเอก หลายครั้งใช้ของมาเล่าเรื่อง หลายครั้งก็เล่าเรื่องของ แต่ของที่เราเห็นกันมักเป็นชิ้นสำคัญหรือไม่ก็ขึ้นกับคอนเทนต์ที่นิทรรศการอยากจะสื่อสาร

    พิพิธภัณฑ์แทบทุกแห่งในโลกมี ‘คลัง’ ของตัวเอง ขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ไว้เก็บของที่ไม่ได้นำออกมาโชว์

    วัตถุสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่ในการครอบครองของพิพิธภัณฑ์มีแต่ขาเข้า ทั้งจากการขุดค้นทางโบราณคดี ประชาชนและหน่วยงานมอบให้ การทวงคืนจากต่างประเทศ ยึดได้จากการทำผิดกฎหมาย ฯลฯ นานวันแต่ละพิพิธภัณฑ์ก็ประสบปัญหา ‘ของล้นคลัง’

    สิ่งหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยในวงพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก คือการแก้ปัญหาของล้น จนเกิดเทรนด์การสร้างคลังแยกออกจากพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพในการอนุรักษ์

    วันนี้พิพิธภัณฑ์ชื่อดังหลายแห่งมีคลังแยกเอาไว้ต่างหาก เช่น Louvre Conservation Centre ของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์, Depot Boijmans Van Beuningen ที่เก็บคอลเลกชันงานศิลปะในเนเธอร์แลนด์, BM_ARC และ V&A East Storehouse ในสหราชอาณาจักร 

    ส่วนไม่ไกลบ้านเราอย่างสิงคโปร์ก็มี Heritage Conservation Centre (HCC) เป็นศูนย์กลางของการอนุรักษ์ ไว้ดูแลของจากพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศ

    คลังต่าง ๆ ที่พูดถึงนี้ บางแห่งปิดถึงขั้นหวงห้าม จัดเป็นพื้นที่ศึกษาเฉพาะนักวิจัย ไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเยี่ยมชม บางแห่งเปิดเป็นสาธารณะ ผู้สนใจเดินเข้าไปชมได้ไม่ต่างจากพิพิธภัณฑ์ และบางแห่งเปิดเป็นกึ่งสาธารณะ คนภายนอกขอเข้าไปศึกษาได้เป็นกรณี

    สำหรับคลังกลางฯ ของไทยเราเป็นอย่างหลัง

    กรมศิลปากรมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในสังกัด 43 แห่งทั่วประเทศ พบปัญหาเหมือนกับที่เพื่อนทั้งโลกเจอ

    คลังกลางฯ จึงเป็นตัวช่วยแก้ปัญหา ทำหน้าที่หลังบ้านที่รวบรวมของจากทั่วประเทศมาไว้ที่เดียว หวังให้เป็นต้นแบบในการวางระบบจัดการดูแลวัตถุ เมื่อไหร่ที่มีนิทรรศการใหม่ ๆ ค่อยกระจายของออกไปหน้าบ้านตามพิพิธภัณฑ์

    ปัจจุบัน คลังกลางฯ จัดเก็บสมบัติของชาติ 100,000 กว่ารายการ และมีที่เหลือพอจะรองรับของที่เข้ามาเพิ่มได้มากกว่านี้อีกเท่าตัว แถมตัวอาคารยังออกแบบให้มีความแข็งแรง คิดเผื่อสำหรับภัยพิบัติที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นในพื้นที่อย่างแผ่นดินไหว ซึ่งได้พิสูจน์จริงแล้วจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา สิ่งของเปราะบางที่เก็บไว้ไม่เสียหายเลย

    การจัดเก็บในคลังแบ่งออกตามประเภทของวัสดุ คืออนินทรียวัตถุ-วัสดุจากสิ่งไม่มีชีวิต และอินทรียวัตถุ-วัสดุจากสิ่งมีชีวิต 

    วิธีนี้อิงตามหลักการอนุรักษ์สากล เพราะวัสดุแต่ละอย่างควรเก็บในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน การอยู่ในอุณภูมิที่พอเหมาะ ความชื้นที่พอดี จะลดความเสี่ยงในการเสื่อมสภาพ วัตถุที่ทำจากอนินทรียวัตถุเก็บในห้องคลังชั้น 1 – 2 แยกย่อยออกมาตามประเภทของวัสดุได้อีก 3 ห้องใหญ่ 

    ชั้นแรกสุดเป็น ‘คลังหินและปูนปั้น’ เมื่อมองผ่านกระจกนิรภัยเข้าไปในห้อง เราพบศิลาจารึกตั้งเป็นแถว หนึ่งในนั้นคือจารึกเมืองศรีเทพ เมืองโบราณที่เพิ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก

    ชั้นวางอื่น ๆ ในห้องยังมีพวกประติมากรรมและส่วนประดับตกแต่งอาคารที่เราเห็นในโบราณสถานหลายยุคสมัย ทั้งหน้าบัน ทับหลัง และยังมีวัตถุทางธรณีวิทยา เช่น แร่ หิน ก็เก็บไว้ที่นี่

    ความพิเศษคือห้องนี้มีการติดตั้งระบบหมุนเวียนอากาศ ช่วยกรองและหมุนเวียนอากาศจากภายนอกเข้ามาในห้อง ควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ และป้องกันการเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรีย เป็นมิตรกับทั้งคนและของ

    ขึ้นมาชั้นที่ 2 เป็นส่วนของ ‘คลังดินเผาและแก้ว’ ภายในแบ่งพื้นที่เป็นห้องย่อย วางสิ่งของเรียงไปตามรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ภาชนะดินเผาเนื้อดิน ภาชนะดินเผาเนื้อแกร่ง เครื่องเคลือบ และจัดกลุ่มตามยุคสมัย ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์จนถึงรัตนโกสินทร์ 

    ของที่เก็บอยู่บนชั้นในห้องนี้โดยมากเป็นถ้วยชามรามไหต่างขนาด เช่น เครื่องปั้นดินเผาก่อนประวัติศาสตร์จากบ้านเชียง สังคโลกสมัยสุโขทัย เครื่องถ้วยจากแหล่งเตาต่าง ๆ และยังมีบางส่วนมาจากแหล่งเรือจมในอ่าวไทย

    ส่วนของชิ้นเล็ก ๆ อย่างแวดินเผา ลูกปัดแก้ว และพระพิมพ์ ก็มีรวมอยู่ในห้องนี้เช่นกัน โดยเก็บไว้ในกล่องอีกทีหนึ่ง

    นอกจากภาชนะ ของที่เก็บในคลังดินเผายังรวมถึงงานปูนปั้นที่เคยติดประดับสถาปัตยกรรม ตัวอย่างเช่น ปูนปั้นจากเมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี เมืองในวัฒนธรรมทวารวดีเมื่อกว่าพันปีที่แล้ว 

    ห้องฝั่งตรงข้ามกันเป็น ‘คลังโลหะ’ เก็บวัตถุที่ทำจากโลหะทุกรูปแบบ นำโดยพระพุทธรูปที่คะเนด้วยตาแล้วเห็นว่ากินพื้นที่กว่าค่อนห้อง จัดกลุ่มตามอายุสมัย ปาง และขนาด ส่วนที่เหลือก็เป็นโลหะหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเทวรูป อาวุธ เงินตรา กล้องถ่ายภาพ และอุปกรณ์ต่าง ๆ 

    บางชิ้นมีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ อย่างปืนพระสุบินบันดาล ปืนใหญ่ที่สร้างให้ยิงได้ทีละหลายนัด สร้างขึ้นตามพระสุบินของรัชกาลที่ 4 เครื่องพิมพ์ดีดยี่ห้อ Smith Premier ที่มีแป้นพิมพ์ภาษาไทย รุ่นแรกของสยาม หรือพระพรหม (องค์เดิม) ที่เคยประดิษฐานอยู่ที่แยกราชประสงค์ 

    ข้างกันกับห้องโลหะมีห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง จัดเป็นห้องมั่นคง (นิรภัย) ที่มีความปลอดภัยสูง ด้านในเก็บรักษาโบราณวัตถุมีค่าและของหายากที่อาจมีเพียงชิ้นเดียว เช่น พระพุทธรูปทองคำ ส่วนหนึ่งได้มาจากกรุวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) และทองคำที่พบจากเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง

    มาถึงชั้นสุดท้าย อาณาบริเวณชั้นนี้เป็นส่วนของ ‘คลังอินทรียวัตถุ’ ฟากหนึ่งเก็บวัตถุที่ทำจากไม้ ส่วนมากเป็นของขนาดใหญ่อย่างเครื่องเรือนจำพวกโต๊ะ ตู้ เตียง และของใช้เนื่องในศาสนาอย่างบานประตูอาคาร ตู้พระธรรม เครื่องใช้ไม้สอย รวมถึงพระโกศจันทน์และพระหีบจันทน์คราวงานพระเมรุรัชกาลที่ 9 ก็เพิ่งย้ายจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มาเก็บรักษาไว้ที่นี่

    ส่วนอีกฟากรวมของประเภทอินทรียวัตถุอื่น ๆ เช่น ผ้า กระดาษ งาช้าง หนังสัตว์ ตาลปัตรพัดรองที่ระลึกในโอกาสต่าง ๆ ฯลฯ ของเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวสูง บางชิ้น เช่น หนังใหญ่ชุดพระนครไหว ซึ่งสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ไม่เพียงแต่อายุที่เก่าแก่ แต่ยังจำเป็นต้องเก็บในแนวราบเพื่อให้คงสภาพความสมบูรณ์ ห้องนี้จึงมีลิ้นชักไว้เก็บของลักษณะนี้โดยเฉพาะ

    บรรดาห้องที่พูดถึงมีเครื่องวัดความชื้นตั้งตามมุม ให้ภัณฑารักษ์หมั่นคอยตรวจสอบว่า ความชื้นจะไม่ขึ้นสูงเกินเกณฑ์จนมีผลกระทบต่อสิ่งของที่อยู่ด้านใน

    บทบาทของภัณฑารักษ์ยุคนี้ทำมากกว่าแค่ดูแลสิ่งของ

    ของที่เก็บในคลังยังแยกประเภทตามวัสดุ ภัณฑารักษ์ก็ไม่ต่างกัน แต่ละคนเชี่ยวชาญคนละอย่าง เก่งคนละด้าน บางคนไปสายวิชาการ ถนัดวิจัย ทำหน้าที่เป็นต้นทางของความรู้ที่เผยแพร่สู่สาธารณะ

    บางคนเป็นสายนำชม ชอบทำนิทรรศการ ย่อยความรู้และอธิบายเรื่องราวยาก ๆ ออกมาเป็นเรื่องง่ายให้คนนอกวงการเข้าใจได้ ซึ่งมักจะประจำอยู่ในส่วนหน้า

    หน้าที่ของทีมส่วนหลังในคลังกลางฯ มีทั้งการอนุรักษ์ ทำทะเบียน สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์โบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุ เป็นงานหลังบ้านที่มีกระบวนการสากลเรียกว่า การจัดการคลังพิพิธภัณฑ์ (Collection Management)

    คลังแห่งนี้จึงเป็นเหมือน ‘ศูนย์ฝึกภัณฑารักษ์’ คนที่ทำงานจะได้เห็น ได้จับ ได้ทำงานกับโบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุของจริง หรือหลายครั้งของที่รับเข้ามาเป็นสิ่งเทียมโบราณวัตถุ ก็จะได้ฝึกทักษะการเปรียบเทียบ ตรวจพิสูจน์กับของแท้

    ในโอกาสที่โบราณวัตถุออกไปจัดแสดงภายนอกแล้วกลับมาหรือได้ของเข้ามาใหม่ ภัณฑารักษ์ในคลังกลางฯ ก็จะเป็นด่านแรก ทำหน้าที่ตรวจสอบสภาพและจัดการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ หากเรียบร้อยก็จะนำเข้าไปเก็บในห้องคลัง แต่ถ้าชำรุด ถึงคราวต้องอนุรักษ์ ก็จะนำของข้ามไปที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันก่อน พื้นที่บริเวณนี้จึงเป็นระบบนิเวศที่ดูแลสมบัติของชาติอย่างดีและครบวงจร

    หากเทียบให้เห็นภาพ คลังกลางฯ​ ก็เหมือนโรงพยาบาล มีภัณฑารักษ์เป็นแพทย์คอยดูแลโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ อย่างถูกวิธี ยืดอายุของโบราณนี้ให้คงสภาพได้นานที่สุด และพร้อมออกไปจัดแสดงด้านนอก

    นอกจากนี้ ในทุกปี คลังกลางฯ ยังเป็นสถานที่อบรมภัณฑารักษ์จากทั่วประเทศ มาร่วมกันอัปเดตความรู้และเทรนด์ด้านพิพิธภัณฑ์ แล้วกลับไปปรับใช้กับพิพิธภัณฑ์ในภูมิภาคต่าง ๆ

    ย้ำกันอีกครั้งตัวโต ๆ ขึ้นชื่อว่า ‘คลัง’ ที่นี่มีเพื่อเก็บวัตถุพิพิธภัณฑ์เป็นหลัก 

    ต่างจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่คุ้นเคยกัน เพราะไม่มีห้องจัดแสดง ไม่มีนิทรรศการที่วางเส้นเรื่องให้เพลิดเพลิน ไม่มีเนื้อหาบนบอร์ดให้อ่านเพื่อเติมความรู้ และไม่ใช่ที่ที่จะมาเดินดูของที่เก็บด้านในได้ดังใจ 

    ส่วนหนึ่งเพราะจำต้องมีการควบคุมและรักษาความปลอดภัยตามหลักพิพิธภัณฑ์วิทยา (Museology)

    แต่ก็ใช่ว่าจะสงวนไว้สำหรับคนทำงานส่วนหลังเท่านั้น เพราะอย่างที่บอกไป คลังกลางฯ แห่งนี้ตั้งใจเป็น Visible Storage หรือคลังเปิดในรูปแบบคลังเพื่อการศึกษา (Study Collection)

    นักศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย เข้ามาสืบค้นในห้องสมุดและใช้บริการไฟล์ถ่ายภาพโบราณวัตถุที่มีมากกว่าแสนไฟล์ ในห้องค้นคว้าด้านล่าง

    หรือหากต้องการศึกษาจากของจริง ก็มาขอศึกษาโบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุเป็นรายชิ้นได้ โดยสืบค้นจากฐานข้อมูลของกรมศิลปากรเป็นอันดับแรก จากนั้นทำเรื่องขออนุญาต ภัณฑารักษ์จะนำของเข้ามาให้ดูที่ห้องศึกษาซึ่งจัดสรรพื้นที่ไว้ให้โดยเฉพาะ หรือหากสิ่งของที่ต้องการมีชิ้นใหญ่ น้ำหนักมาก ภัณฑารักษ์ก็จะพาเข้าไปศึกษาด้านในห้องคลัง

    ที่นี่จึงเหมือน ‘ห้องสมุดโบราณวัตถุ’ ที่เราจะได้ศึกษาโบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุที่เก็บรักษาไว้อย่างใกล้ชิด แต่ยืมออกไปไม่ได้ แบบเดียวกับการอ่านหนังสืออ้างอิงในห้องสมุด 

    ส่วนผู้ที่เข้ามาใช้บริการก็ไม่ได้จำกัดว่าต้องสนใจแต่เรื่องประวัติศาสตร์-โบราณคดี เพราะของที่เก็บไว้ในคลังกลางมีความหลากหลาย ของชิ้นหนึ่งเล่าเรื่องอื่นได้อีกเยอะแยะ ผู้ที่สนใจอยากค้นคว้าเรื่องแขนงอื่น ๆ เช่น เครื่องแต่งกาย ยานพาหนะ ธนบัตร-การเงิน ฯลฯ ก็มาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่นี่

    ขณะเดียวกัน คลังกลางฯ ยังเต็มใจต้อนรับเหล่าคนทำพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ ที่อยากเข้ามาศึกษาดูงาน เรียนรู้มาตรฐานการจัดเก็บและจัดการพิพิธภัณฑ์ระดับชาติ

    เพราะการจัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ ตามหน้าบ้านพิพิธภัณฑ์ทั่วไทย จะขาดทีมหลังบ้านที่ทำงานทั้งดูแลและค้นคว้าไปไม่ได้เลย คลังกลางฯ จึงนับเป็นอีกหมุดหมายที่แสดงให้เห็นว่าบ้านเราให้ความสำคัญกับการเก็บรักษามรดกของชาติไม่แพ้ใครในเวทีพิพิธภัณฑ์โลก

    คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/central-storage-of-national-museums/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S-W3Du8MeEDtX9FAqix0f

  • สรุปยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 เมื่อคนรุ่นใหม่คืนถิ่น ปั้น “อาราบิก้า” ผลผลิตอันดับ 1 ของประเทศ

    สรุปยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 เมื่อคนรุ่นใหม่คืนถิ่น ปั้น “อาราบิก้า” ผลผลิตอันดับ 1 ของประเทศ

    ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 “อาราบิก้าครองเมือง” ท่ามกลางมรสุมภาษีทรัมป์และวิกฤตซัพพลายเชนโลก

    เชียงราย, 6 มกราคม 2569 – เมื่อสายหมอกยามเช้าคลี่ตัวคลุมแนวยอดดอยเชียงราย กลิ่นดอกกาแฟที่เริ่มบานแทรกตัวท่ามกลางอากาศเย็นจัด ไม่ได้เป็นเพียงภาพวิถีเกษตรกรรมของชุมชนบนพื้นที่สูง หากแต่กำลังสะท้อนสมรภูมิเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด ที่วันนี้กาแฟอาราบิก้าไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะ “พืชเศรษฐกิจตัวเลือก” แต่เป็น “ยุทธศาสตร์จังหวัด” ที่ผูกอนาคตของเกษตรกร ชุมชน และการยืนหยัดของกาแฟไทยบนเวทีโลก

    ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญภาวะ “ผลิตไม่พอใช้” ความเปราะบางของภูมิอากาศ และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เชียงรายกลับยืนอยู่ในจุดที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน จุดที่ตัวเลขสถิติยืนยันว่าเป็น “ป้อมปราการหมายเลขหนึ่งของกาแฟไทย”

    เชียงราย แชมป์กาแฟไทยด้วยผลผลิต 4,850 ตัน  อาราบิก้ากว่า 99% ของจังหวัด

    ข้อมูลปีเพาะปลูก 2568 จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุชัดว่า เชียงรายครองตำแหน่งจังหวัดที่มีผลผลิตกาแฟมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยผลผลิตรวม 4,850 ตัน จากเนื้อที่ยืนต้น 55,415 ไร่ และเนื้อที่ให้ผลผลิต 53,954 ไร่  หากเปรียบเทียบกับตัวเลขรวมทั้งประเทศที่มีผลผลิตกาแฟ 16,020 ตัน จะพบว่า กาแฟจากเชียงรายคิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสามของผลผลิตไทยทั้งหมด ขณะที่ทั้งภาคเหนือมีผลผลิตรวม 11,390 ตัน หรือมากกว่าร้อยละ 70 ของทั้งประเทศ โดยมีเชียงใหม่ (3,203 ตัน) น่าน (936 ตัน) แม่ฮ่องสอน (921 ตัน) ลำปาง (517 ตัน) และตาก (396 ตัน) ติดอยู่ใน 10 อันดับจังหวัดผู้ผลิตกาแฟสูงสุดของประเทศร่วมกัน

    สิ่งที่ทำให้เชียงรายแตกต่างไปจากหลายพื้นที่ในประเทศ คือ “ความเป็นอาราบิก้าล้วน” เกือบทั้งจังหวัด ข้อมูลสถิติเดียวกันระบุว่า ในผลผลิตทั้งหมด 4,850 ตันของเชียงราย เป็นกาแฟพันธุ์อาราบิก้าถึง 4,822 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.25 ขณะที่โรบัสต้า (ซึ่งนิยมปลูกในภาคใต้) มีเพียง 28 ตัน เท่านั้น

    ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เชียงรายไม่ใช่แค่ “ผู้ผลิตรายใหญ่” แต่คือ “เมืองหลวงอาราบิก้า” ของประเทศไทยอย่างแท้จริง เป็นฐานวัตถุดิบหลักให้กับโรงคั่วกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) แบรนด์ไทยจำนวนมาก และกำลังเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวสายกาแฟจากทั่วประเทศให้เดินทางขึ้นดอยเพื่อ “ดื่มจากต้นทาง”

    ครัวเรือนผู้ปลูกเพิ่มสวนกระแสประเทศ กาแฟในฐานะ “พืชแห่งความหวัง”

    ต่างจากภาพรวมของประเทศไทยที่จำนวนครัวเรือนผู้ปลูกกาแฟลดลงต่อเนื่อง จาก 29,761 ครัวเรือนในปี 2563 เหลือเพียง 24,949 ครัวเรือนในปี 2568 แต่เชียงรายกลับเดินคนละทิศทางอย่างเด่นชัด โดยจำนวนครัวเรือนผู้ปลูกกาแฟเพิ่มจาก 3,147 ครัวเรือนในปี 2563 เป็น 3,921 ครัวเรือนในปี 2568

    ในระดับภูมิภาค ภาคเหนือโดยรวมก็ยังเติบโตจาก 13,067 ครัวเรือน เป็น 15,685 ครัวเรือนในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งสะท้อนว่า “พื้นที่สูงภาคเหนือ” ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของกาแฟอาราบิก้า ในขณะที่หลายพื้นที่ในภาคใต้หันไปปลูกพืชชนิดอื่นหรือออกจากระบบการผลิตกาแฟ

    สำหรับเชียงราย การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนผู้ปลูกไม่ได้สะท้อนแค่จำนวน แต่สะท้อน “โครงสร้างใหม่ของชุมชน” ด้วย เพราะในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา มีทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่ที่กลับบ้านจากเมืองใหญ่มาลงทุนทำสวนกาแฟและโฮมสเตย์ รวมถึงเกษตรกรเดิมที่ปรับตัวจากพืชเชิงเดี่ยวสู่ระบบเกษตรผสมผสานบนดอย เช่น กาแฟใต้ร่มไม้ร่วมกับแมคคาเดเมีย อโวคาโด หรือแม้แต่พืชสมุนไพร เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

    การที่ครัวเรือนผู้ปลูกในเชียงรายเพิ่มขึ้น ในขณะที่ตัวเลขระดับประเทศลดลง จึงสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กาแฟในเชียงรายกำลังถูกมองในฐานะ “พืชแห่งความหวัง” ที่ผูกโยงอนาคตของครัวเรือนบนดอย ทั้งด้านรายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และการรักษาป่าต้นน้ำไปพร้อมกัน

    ภาคเหนือ เส้นเลือดใหญ่ของกาแฟไทย และบทบาทของจังหวัดรอบข้าง

    เมื่อขยับภาพออกจากเชียงรายไปสู่ระดับภูมิภาค ข้อมูลสถิติบ่งชี้ว่าภาคเหนือคือหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ด้วยเนื้อที่ยืนต้น 138,574 ไร่ ผลผลิต 11,390 ตัน และมีสัดส่วนอาราบิก้าสูงถึง 10,705 ตัน จากผลผลิตรวมทั้งหมด 11,390 ตัน หรือกว่า 93% ของภาค

    เชียงใหม่และน่านทำหน้าที่เป็น “เสาหลักร่วม” เคียงข้างเชียงราย – เชียงใหม่มีผลผลิต 3,203 ตันบนพื้นที่ 35,615 ไร่ ขณะที่น่านมีผลผลิต 936 ตัน จาก 12,677 ไร่ แม้พื้นที่อย่างแม่ฮ่องสอนและลำปางจะมีปริมาณผลผลิตรองลงมา แต่กำลังกลายเป็น “ดาวรุ่ง” ของกาแฟพิเศษ ด้วยภูมิประเทศสูงชัน ดินลึก และอากาศเย็นจัดที่เหมาะกับสายพันธุ์อาราบิก้าคุณภาพสูง

    หากมองทั้งภาคเหนือเป็นห่วงโซ่เดียวกัน เชียงรายอยู่ในฐานะ “ประตูการค้าและการท่องเที่ยว” เชื่อมกาแฟจากดอยสู่เมือง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และชายแดนแม่สาย–เชียงของ ที่สามารถต่อยอดไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนตอนใต้และลาว ซึ่งกำลังเป็นตลาดเป้าหมายใหม่ของกาแฟไทย

    ไทย ภาพใหญ่ของประเทศที่ “ผลิตไม่พอใช้”

    แม้เชียงรายและภาคเหนือจะมีตัวเลขผลผลิตน่าประทับใจ แต่ภาพรวมระดับประเทศยังสะท้อนภาวะ “คอขวดเชิงการผลิต” อย่างชัดเจน

    ปัจจุบัน ไทยมีผลผลิตกาแฟรวม 16,020 ตันต่อปี ขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศสูงถึงราว 90,000 ตันต่อปี ทำให้ไทยสามารถผลิตได้เพียงประมาณ 17% ของความต้องการ ส่วนช่องว่างอีกกว่า 80% ต้องอาศัยการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบและผลิตภัณฑ์กาแฟจากต่างประเทศ โดยในช่วงต้นปี 2568 มูลค่าการนำเข้ากาแฟของไทยสูงถึง 8,387.30 ล้านบาท ตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

    หากเทียบกับอดีตเมื่อปี 2544 ซึ่งไทยเคยผลิตกาแฟได้สูงถึง 86,000 ตัน จะเห็นได้ว่าฐานการผลิตกาแฟของประเทศหดตัวลงอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้พื้นที่ปลูกอาราบิก้าบางส่วนเสื่อมศักยภาพลง และการตัดสินใจเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนเร็วกว่า เช่น ทุเรียน หรือพืชไร่บางชนิด

    อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลายจังหวัดลดพื้นที่ปลูกกาแฟลง เชียงรายกลับเดินหน้าเพิ่มทั้งพื้นที่และจำนวนครัวเรือนผู้ปลูก ดังที่ตัวเลขสถิติได้สะท้อนไว้ นั่นหมายความว่า “อนาคตของกาแฟไทย” จำนวนไม่น้อยกำลังผูกอยู่กับความสามารถในการรักษาและยกระดับห่วงโซ่กาแฟของเชียงรายและภาคเหนือให้ยั่งยืน

    โลกเปลี่ยน อุปทานตึงตัว ราคาผันผวน และเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

    บนเวทีโลก ปีการผลิต 2568/26 ถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในปีที่อุตสาหกรรมกาแฟเผชิญ “ภาวะย้อนแย้งแห่งการเติบโต” อย่างชัดเจน ตัวเลขคาดการณ์จากองค์การกาแฟระหว่างประเทศ (ICO) และกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ชี้ว่า ผลผลิตกาแฟโลกอยู่ที่ราว 178–179 ล้านถุง (ถุงละ 60 กิโลกรัม) ขณะที่การบริโภคพุ่งแตะระดับประมาณ 180 ล้านถุง ส่งผลให้ปริมาณสำรองปลายปี (Ending Stocks) ลดลงเหลือราว 20 ล้านถุง ลดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5

    ความตึงตัวของอุปทานทำให้ดัชนีราคากาแฟโลกทะยานขึ้นเกือบสามเท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ขณะที่ความผันผวนของภูมิอากาศ  จากภัยแล้งในบราซิล ไปจนถึงฝนผิดฤดูกาลในเอเชีย  ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับพอร์ตการปลูกจากอาราบิก้าสู่โรบัสต้ามากขึ้น

    ด้านนโยบายการค้า สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้มาตรการภาษีศุลกากรที่ส่งผลให้ราคากาแฟคั่วบดในตลาดสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 30% แม้ภายหลังจะมีการยกเลิกภาษีกาแฟจากบราซิลแล้ว แต่แรงกระแทกด้านราคาและต้นทุนยังคงส่งผลต่อห่วงโซ่กาแฟทั่วโลก และต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึงไตรมาส 3 ปี 2569 กว่าตลาดจะเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระดับสมดุลใหม่

    ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปกำลังเดินหน้าบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR ว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งรวมถึงกาแฟด้วย แม้จะเลื่อนการบังคับใช้เต็มรูปแบบสำหรับบริษัทรายใหญ่ไปเป็นเดือนธันวาคม 2569 แต่ก็เป็น “สัญญาณเตือน” ให้ผู้ผลิตทุกประเทศ รวมถึงไทย ต้องเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและการระบุพิกัดแปลงปลูกให้ได้มาตรฐาน หากต้องการรักษาสถานะผู้ส่งออกสู่ตลาดคุณภาพสูงในยุโรป

    สำหรับเชียงราย เงื่อนไขเหล่านี้อาจกลายเป็นดาบสองคม  หากไม่เตรียมตัว อาจถูกกีดกันออกจากตลาดพรีเมียม แต่หากสามารถยกระดับระบบข้อมูลและการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ก่อน ก็จะกลายเป็น “แต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์” ที่ยกระดับมูลค่ากาแฟได้ในระยะยาว

    ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 ทางรอดในโลกที่กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม

    เมื่อเชื่อมโยงตัวเลขระดับจังหวัด ประเทศ และโลก จะเห็นว่า เชียงรายกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ในเชิงยุทธศาสตร์ แนวทางที่ภาคส่วนต่าง ๆ ในเชียงรายพูดถึงและเริ่มขับเคลื่อน สามารถสังเคราะห์ได้เป็น 4 แกนหลัก ดังนี้

    จาก “ขายปริมาณ” สู่ “ขายคุณค่า” ผ่านกาแฟพิเศษและ GI

    ด้วยจุดแข็งด้านภูมิอากาศและความสูงของพื้นที่ปลูก เชียงรายมีศักยภาพสูงในการผลิตกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีที่ให้กลิ่นรสฟรุตตี้และฟลอรัล ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลก การเร่งจัดทำและผลักดันกาแฟที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ครอบคลุมทั้งดอยตุง ดอยช้าง ดอยแม่สลอง และพื้นที่อื่น ๆ จะช่วยสร้าง “แบรนด์ภูมิภาค” ให้เข้มแข็ง

    ตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลกในปี 2568 ถูกประเมินมูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละราว 10% ไปจนถึงปี 2575 โดยมีผู้บริโภควัย 18–24 ปี เป็นกลุ่มหลักที่ให้ความสำคัญกับการจัดหาที่มีจริยธรรม (Ethical Sourcing) เรื่องราวของชุมชน และรสชาติที่ซับซ้อนมากกว่าความเข้มเพียงอย่างเดียว

    สำหรับเชียงราย การเล่า “เรื่องราวจากต้นน้ำ” ตั้งแต่เกษตรกรรมใต้ร่มเงาป่า การจ้างงานคนรุ่นใหม่บนดอย ไปจนถึงการดูแลดินและแหล่งน้ำ  จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การตลาดที่จะทำให้กาแฟจากดอยแต่ละแห่งมี “มูลค่าเพิ่ม” เมื่อไปถึงมือผู้บริโภคในเมืองและต่างประเทศ

    เชื่อมกาแฟกับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Tourism)

    เชียงรายกำลังถูกผลักดันให้เป็น “เมืองกาแฟและเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ควบคู่กัน การพัฒนาเส้นทาง “ดื่มกาแฟจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ” ที่เริ่มต้นจากการเดินชมแปลงกาแฟ ชิมเชอร์รี่บนต้น เรียนรู้การแปรรูปแบบเปียก–แบบแห้ง ไปจนถึงการคั่วและชงในคาเฟ่บนดอย กำลังกลายเป็นจุดขายใหม่ของจังหวัด

    เมื่อเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวภาพใหญ่ของ ททท. สำนักงานเชียงราย ที่มุ่งเปลี่ยนจังหวัดจาก “เมืองทางผ่าน” สู่ “เมืองที่ต้องมาสัมผัส” แนวทางกาแฟเชิงประสบการณ์จึงมีบทบาทเป็น “ผลิตภัณฑ์หลัก” ที่ทั้งสร้างรายได้ เพิ่มระยะเวลาพำนัก และกระจายเม็ดเงินไปสู่ชุมชนบนดอย

    เกษตรฟื้นฟู BCG รักษาป่าและเพิ่มรายได้ไปพร้อมกัน

    บนพื้นที่สูงอย่างเชียงราย กาแฟไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวพันกับระบบนิเวศของป่าต้นน้ำโดยตรง แนวคิดเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่เน้นการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ การคลุมดิน การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในสวน และการลดการใช้สารเคมี กำลังถูกยกขึ้นมาเป็นแนวทางหลัก

    ตัวอย่างจากโครงการระดับประเทศอย่าง Coffee++ และ Nescafé Plan 2030 แสดงให้เห็นว่า เมื่อเกษตรกรปรับระบบปลูกสู่เกษตรฟื้นฟู สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงราว 40% พร้อมเพิ่มรายได้จากพืชร่วมแปลง ในบริบทเชียงราย แนวทางเดียวกันนี้จะช่วยทั้งรักษาป่าต้นน้ำ สร้างภาพลักษณ์กาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับข้อกำหนด EUDR ในอนาคต

    ข้อมูล–เทคโนโลยี–ความร่วมมื เสาหลักสู่การเป็น “จังหวัดต้นแบบกาแฟยั่งยืน”

    สุดท้าย ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 จะเดินหน้าไม่ได้หากขาด “ข้อมูลและการบูรณาการ” ระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ไปจนถึงเอกชน โรงคั่ว และผู้ประกอบการท่องเที่ยว

    การสร้างฐานข้อมูลแปลงปลูกระดับพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) การเชื่อมระบบตรวจสอบย้อนกลับกับมาตรฐานสากล การใช้เซ็นเซอร์และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) เพื่อจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประกันภัยที่เหมาะกับเกษตรกรกาแฟบนดอย ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เชียงรายก้าวสู่การเป็น “จังหวัดต้นแบบกาแฟยั่งยืน” ของประเทศ

    ถ้วยกาแฟจากดอยเชียงรายในสมการเศรษฐกิจใหม่

    เมื่อเชื่อมทุกชั้นข้อมูลเข้าด้วยกัน   ตั้งแต่ตัวเลขผลผลิต 4,850 ตันของเชียงรายที่คิดเป็นหนึ่งในสามของกาแฟไทยทั้งหมด ครัวเรือนผู้ปลูกที่เพิ่มขึ้นสวนกระแสประเทศ ไปจนถึงภาพใหญ่ของโลกที่กำลังเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวและกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น   จะเห็นชัดว่า กาแฟเชียงรายไม่ได้อยู่เพียง “ชายขอบ” ของอุตสาหกรรมอีกต่อไป

    กาแฟทุกแก้วที่ถูกเสิร์ฟในคาเฟ่กลางเมืองเชียงราย หรือในร้านกาแฟระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ จึงไม่ใช่แค่เครื่องดื่มสร้างความตื่นตัวในยามเช้า หากแต่คือ “ภาชนะที่บรรจุอนาคต” ของชุมชนบนดอย เศรษฐกิจภาคเหนือ และความสามารถของประเทศไทยในการปรับตัวสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า ความยั่งยืน และคุณภาพชีวิตของผู้คนต้นน้ำอย่างแท้จริง

    โจทย์ต่อจากนี้ คือการทำให้ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 ไม่ใช่เพียงคำประกาศบนกระดาษ แต่กลายเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านจริงในไร่กาแฟทุกผืน จากดอยตุง ดอยช้าง ดอยแม่สลอง ไปจนถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมโขง   เพราะในโลกที่กาแฟกำลังเผชิญทั้งวิกฤตอุปทานและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม จังหวัดที่มองเห็น “โอกาสในวิกฤต” ก่อน ย่อมมีโอกาสยืนหยัดในฐานะผู้นำสมรภูมิกาแฟยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-coffee-strategy-2026-arabica/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tGvFg3enyiC-Zv59kNqLp

  • มรสุมเศรษฐกิจซัดกระหน่ำไทยปี 69 เอกชนหวังฝ่าวิกฤตจีดีพีโตเกิน 2% ดันขยายกำลังผลิตเพิ่ม

    มรสุมเศรษฐกิจซัดกระหน่ำไทยปี 69 เอกชนหวังฝ่าวิกฤตจีดีพีโตเกิน 2% ดันขยายกำลังผลิตเพิ่ม

     เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังอยู่บนความท้าทายรอบด้าน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาคเอกชนยังคาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่แย่ไปกว่าปีที่ผ่านมาโดยการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นมากที่สุดคือ เศรษฐกิจต้องไม่แย่ไปกว่าปี 2568 ซึ่งถือเป็นปีที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับต่ำ โดยคาดว่าจีดีพีปี 2568 จะเติบโตได้ราว 2.0% ดังนั้น ปี 2569 อย่างน้อยต้องรักษาระดับการขยายตัวไว้ให้ได้ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา และหากมีมาตรการกระตุ้นที่เหมาะสม ก็มีโอกาสเห็นภาพที่ดีขึ้น

    ทั้งนี้แม้ในปี 2568 ตัวเลขการส่งออกของไทยจะปรับตัวดีขึ้น แต่โครงสร้างการส่งออกยังไม่ใช่สิ่งที่น่าพอใจนัก เนื่องจากการขยายตัวส่วนใหญ่มาจากสินค้าที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากนัก เช่น ทองคำ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับขึ้นตามราคาในตลาดโลก มากกว่าการเติบโตจากอุตสาหกรรมที่มีฐานการผลิตและนวัตกรรมในประเทศอย่างแท้จริง

    วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

    สำหรับปี 2569 ความหวังสำคัญอยู่ที่การขยายตลาดใหม่ ซึ่งภาคเอกชนเริ่มเดินหน้าหาตลาดใหม่มาตั้งแต่กลางปี 2568 แล้ว โดยการเปิดตลาดไม่สามารถเห็นผลได้ในระยะสั้น ต้องอาศัยการพบปะเจรจาและสร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้าเป็นเวลานาน คาดว่าตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 เป็นต้นไป จะเริ่มเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเริ่มเดินสายการผลิตแล้ว จะเป็นอีกแรงหนุนให้การส่งออกของไทยมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตา โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างความไม่ชัดเจนของกฎเกณฑ์และกติกาการค้าใหม่ ๆ ทั้งเรื่องสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศและเงื่อนไขด้านภาษี ซึ่งอาจกระทบต่อทิศทางการส่งออกในอนาคต ภาพรวมจึงยังต้องอาศัยมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเข้ามาช่วยประคองเศรษฐกิจ

    มรสุมเศรษฐกิจซัดกระหน่ำไทยปี 69 เอกชนหวังฝ่าวิกฤตจีดีพีโตเกิน 2% ดันขยายกำลังผลิตเพิ่ม

    ในด้านการท่องเที่ยว นายวิศิษฐ์เชื่อว่าปี 2569 จะฟื้นตัวดีกว่าปีนี้ โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่ตลาดอินเดียและรัสเซียยังเป็นแรงส่งสำคัญ อย่างไรก็ดี บางพื้นที่ในภาคใต้ยังต้องเร่งฟื้นฟู และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย เนื่องจากยังมีข่าวหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในโซเชียลมีเดีย ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย

    สำหรับปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ ยังคงเป็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวน ส่วนปัจจัยในประเทศ ความเสี่ยงสำคัญคือภาวะการเงินที่ตึงตัว หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความเปราะบางจากภัยพิบัติที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้นจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

    นายวิศิษฐ์เห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมี Action Plan ที่ชัดเจน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลต้นทุนการผลิต การยกระดับเทคโนโลยี ลดความผันผวนด้านโลจิสติกส์ และบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่แกว่งตัวแรง ขณะเดียวกัน ปัจจัยบวกยังมีอยู่ ทั้งแนวโน้มดอกเบี้ยโลกที่เริ่มนิ่งหรือเข้าสู่ขาลง โอกาสจากตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และการต่อยอดจุดแข็งของไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านอาหารและสุขภาพ

    ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ขยายตัวได้เพียง 2-2.2% ยังถือว่าไม่เพียงพอกับการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการที่ทำตลาดในประเทศเป็นหลัก แต่ปี 2569 จะเป็นปีที่ทิศทางเศรษฐกิจโลกเริ่มชัดเจนขึ้น และเป็นปีที่ต้องอาศัยความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริงของภาคธุรกิจไทยในการฝ่าความท้าทายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/648339&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F4CqN7wt8Qvj8WA3Q7WGB

  • รู้จัก แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

    รู้จัก แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือชื่อเล่น “มาร์ค” เกิดเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2507 ณ เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันมีอายุ 61 ปี เป็นบุตรชายของ ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีต รมช.สาธารณสุข และ ศ.พญ.สดใส เวชชาชีวะ อภิสิทธิ์ เริ่มเข้าศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนสเกทคลิฟ และโรงเรียนมัธยมอีตัน ประเทศอังกฤษ

    สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทสาขาวิชา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด โดยได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 ซึ่งเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่ได้รับเกียรตินี้ นอกจากนี้เขายังสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกหนึ่งใบ ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทันตแพทย์หญิง ดร.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ และมีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คน

    เส้นทางการเมืองสู่ตำแหน่งนายกคนที่ 27

    ความสนใจทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์เริ่มขึ้นตั้งแต่อายุเพียง 9-10 ปี จากเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 ทำให้เขาอยากเป็นนักการเมืองเพื่อรับใช้ประชาชน โดยเริ่มต้นทำงานการเมืองในฐานะอาสาสมัครช่วยหาเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เขต ของ กทม. ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2535 ขณะอายุเพียง 27 ปี นับเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น

    นายอภิสิทธิ์เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย อาทิ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2548 และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทยในเดือน ธ.ค.2551 ขณะมีอายุ 44 ปี

    ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ อภิสิทธิ์มีผลงานที่โดดเด่น เช่น นโยบายเรียนฟรี 15 ปี นโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และการบริหารจัดการเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตการณ์การเงินโลกปี 2552 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ อย่างไรก็ตาม เขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองและการชุมนุมใหญ่ในปี พ.ศ.2552 – 2553 ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ ต่อมาเขาได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบรัฐบาลชุดถัดมา

    ยึดมั่นในสัจจะ – หวนคืนสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรค

    นายอภิสิทธิ์ได้รับการยอมรับในฐานะนักการเมืองผู้รักษาคำสัตย์ โดยในปี พ.ศ.2562 เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคและ สส. เพื่อรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนว่าจะไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ต่อมาในปี พ.ศ. 2566 เขาได้ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากอุดมการณ์ที่ไม่สามารถประสานกันได้กับคณะผู้บริหารพรรคชุดนั้น

    จนกระทั่งในวันที่ 18 ต.ค.2568 อภิสิทธิ์ได้รับการโหวตจากสมาชิกพรรคให้กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งอย่างไร้คู่แข่ง เพื่อกอบกู้ศรัทธาของพรรคที่ลดถอยลง

    ศึกเลือกตั้ง 2569 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 ก.พ.2569 พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอชื่อ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ร่วมกับ นายกรณ์ จาติกวณิช และ น.ส.การดี เลียวไพโรจน์

    อภิสิทธิ์ ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าพรรคจะมุ่งเน้น “การเมืองสุจริต” และจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม นโยบายหลักคือการทำให้ประเทศไทยพ้นความยากจนโดยไม่พึ่งพิงเพียงนโยบายประชานิยมระยะสั้น ผลสำรวจความคิดเห็นในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดสงขลา พบว่านายอภิสิทธิ์ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับ 1 ที่ประชาชนต้องการให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ขณะที่ความนิยมในพื้นที่ กทม. ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการกลับมาของเขา

    อ่านข่าวอื่น :

    กองทัพ จี้กัมพูชาชี้แจงเหตุยิงข้ามแดนไทย ระบุกระทบเชื่อมั่นหยุดยิง

    ครม.ไฟเขียวสร้างมอเตอร์เวย์ M9 “บางบัวทอง-บางปะอิน” วงเงิน 1.5 หมื่นล้าน

    ประวัติศาสตร์ “น้ำมันเวเนซุเอลา” สู่เครื่องมือการเมืองสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500820&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1frOnoQ_gRIEDD9cO6ODac

  • ประวัติ “น้องไปป์” หนุ่มหล่อโปรไฟล์ดี ลูกแม่ “ยิ่งลักษณ์” หลาน “ลุงทักษิณ”

    ประวัติ “น้องไปป์” หนุ่มหล่อโปรไฟล์ดี ลูกแม่ “ยิ่งลักษณ์” หลาน “ลุงทักษิณ”

    ประวัติ

    ประวัติ “น้องไปป์” หนุ่มหล่อโปรไฟล์ดี ลูกแม่ “ยิ่งลักษณ์” หลาน “ลุงทักษิณ”

    ถูกพูดถึงหนักมาก สำหรับ “น้องไปป์” หรือ “ศุภเสกข์ อมรฉัตร” ทายาทเพียงคนเดียวของ “ยิ่งลักษณ์” หลังเมื่อวานนี้ 5 ม.ค. 2569 บินตรงจากอังกฤษเข้าเยี่ยมคุณลุง “ทักษิณ ชินวัตร” ในเรือนจำเป็นครั้งแรก 

    ซึ่ง “น้องไปป์” ให้สัมภาษณ์ว่า ตนมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคุณแม่ เพื่อพูดคุยเรื่องการเรียนและส่งต่อความคิดถึงและความห่วงใยในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยนายทักษิณได้ให้กำลังใจตอบกลับมาให้สู้ๆ กับการเรียน พร้อมระบุว่านายทักษิณยังมีกำลังใจที่ดีและมีความเข้มแข็งตามสไตล์นักสู้

    สำหรับประวัติ “น้องไปป์” หรือ “ศุภเสกข์ อมรฉัตร” 

    • ชื่อจริง ศุภเสกข์ อมรฉัตร
    • ชื่อเล่น ไปป์
    • บิดา-มารดา อนุสรณ์ อมรฉัตร นักธุรกิจชาวไทย กับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
    • หลานชายของ ทักษิณ ชินวัตร
    • เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2546 
    • อายุ 23 ปี 

    การศึกษา

    โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์กรุงเทพฯ (Harrow International School Bangkok)

    Integrated Master’s of Mechanical Engineering เท่ากับจบการศึกษาระดับปริญญาโทของ Imperial College London (ราชวิทยาลัยอิมพีเรียล) ซึ่งไปป์ได้รับถึง 2 รางวัล คือ รางวัลเหรียญ Bramwell และรางวัล Henry Ford II Scholar Award สาขาวิศวกรรมเครื่องกล

    ได้ทุนเรียนต่อปริญญาเอก   President’s PhD scholarships จาก Imperial College London เป็นเวลา 4 ปี

    เคยเป็นตัวแทนของประเทศไทย ไปแข่งคณิตศาสตร์โลก World Mathematics Championships และได้รับรางวัล 2 เหรียญเงินจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โลก ได้แก่ เหรียญเงิน ความรู้ทางคณิตศาสตร์ (Knowledge-Senior Silver) และ เหรียญเงิน ความสามารถในการทำงาน ผลักดันให้เกิดการดำเนินงานร่วมกันได้ (Collaboration-Senior Silver) ที่ประเทศออสเตรเลีย

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ประวัติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/611972&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X5OZ5nPsMgeXyZohbUwyY